#echo banner="" หลวงปู่เสาร์ กนฺตสีโล พระอรหันต์ และพระอาจารย์ใหญ่ของพระป่า 2

คลิกเมาส์ที่ใดก็ได้ในเฟรมนี้เพื่อเรียกเมนูด่วน

หลวงปู่เสาร์ กันตสีโล

พระอรหันต์ และพระอาจารย์ใหญ่ของพระป่า

นิมิตหลวงปู่มั่น

ในเรื่อง "กายนคร" หลวงปู่เสาร์ได้ให้หลวงปู่มั่นย้ำลงในข้อการพิจารณาโดยอุบายต่างๆ ก็เพราะพระบุพพาจารย์ทั้งสองท่าน เกรงกลัวศิษย์และผู้สนใจในการปฏิบัติธรรม จะพากันเข้าใจผิดว่าเป็นการพิจารณาที่ไม่ถูก อาจเข้าใจไขว้เขว และจะเป็นการเสียผลเป็นอย่างยิ่ง

โดยเฉพาะหลวงปู่มั่น ท่านได้วิตกไปว่า

“กลัวผู้ที่ไม่เข้าใจโดยละเอียดถ่องแท้ จะพากันเขวหนทาง และพาหมู่คณะที่อยู่ในปกครองเขวหนทางตามไปด้วย”

เพราะท่านได้นิมิตในวันหนึ่งว่า ขณะนั้นเป็นเวลาเช้า ท่านได้พาพระภิกษุและสามเณรเป็นจำส่วนมาก เข้าไปบิณฑบาตในละแวกบ้าน

ขณะนั้นก็ได้เกิดนิมิตที่น่าประหลาดใจขึ้นคือ พระภิกษุสามเณรที่เดินตามท่านมาดีๆ ก็เกิดมีพวกหนึ่งแซงซ้ายบ้าง แซงขวาบ้าง ขึ้นไปข้างหน้าท่าน

บางพวกก็เดินออกไปนอกทางเสีย แต่มีอีกพวกหนึ่งเดินตามท่านไป

ซึ่งอธิบายได้ว่า ที่มีพระภิกษุสามเณรแซงท่านขึ้นไปข้างหน้านั้น คือบางพวกจะพากันอวดตัวว่าเก่งกว่าดีแล้ว ก็จะละจากข้อปฏิบัติที่ท่านได้พาดำเนิน

ครั้นแล้วจะเกิดความเสื่อมเสีย ไม่ได้ผลตามที่เคยได้ผลมาแล้ว และการจะปฏิบัติเพื่อพิจารณากายอันนับเนื่องด้ว ยอริยสัจธรรมก็ยิ่งห่างไกล...

จำพวกหนึ่ง เดินออกนอกทาง คือ จำพวกนี้เพียงได้ยินกิตติศัพท์ท่านแล้ว ก็อ้างเอาว่าเป็นศิษย์ของท่านหลวงปู่มั่น บางทีจะยังไม่เคยเห็นหน้าท่านเสียด้วยซ้ำไป ทั้งๆ ที่ไม่มีข้อปฏิบัติอันใดที่จะถือได้ว่าเป็นแนวทางเป็นตัวอย่างอันนำมาจากท่านเลย...

จำพวกหนึ่ง ที่เดินตามหลังท่านไปนั้น คือ จำพวกนี้เป็นผู้ดำเนินตามคำแนะนำของท่านทั้งภายนอกและภายใน ทั้งยังเป็นผู้ใคร่ต่อธรรม ต้องการพ้นทุกข์ในวัฎสงสาร พยายามศึกษาหาความรู้ทุกๆ ประการที่มีความสนใจ แม้แต่ต่อหน้าหรือลับหลังก็เหมือนกัน เมื่อรับข้อปฏิบัติ แม้จะเป็นสิ่งเล็กๆ น้อยๆ ก็รักษาไว้ด้วยชีวิตจิตใจ เพราะจำพวกนี้ได้รับผลมาจากการปฏิบัติธรรมมากับท่านแล้ว พวกที่เดินตามท่านไปย่อมได้รับความเจริญู...

หลวงปู่มั่นท่านย้ำให้ลูกศิษย์ทุกรูปรู้ เมื่อท่านได้รู้จากนิมิตในครั้งนั้น ทั้งหมด

ธรรมปฏิบัติที่ หลวงปู่เสาร์กันตสีโล และ หลวงปู่มั่น ภูริทัตโต ท่านได้อุตส่าห์ลงทุนลงแรงพากเพียรพยายาม เจริญตามคำสั่งสอนของพระศาสดาสัมมาสัมพุทธเจ้า จนบังเกิดผลอย่างมหาศาล จะพึงอยู่นานได้เพียงไรนั้นก็แล้วแต่ศิษย์ทั้งหลาย

ไม่ว่าพระภิกษุสงฆ์สามเณรอุบาสก อุบาสิกาทั้งหลายจะพากันมีสติ หรือพากเพียรเพื่อให้เกิดผลจริงจัง จึงจะรักษาการปฏิบัตินั้นได้

หลวงปู่มั่นกล่าวว่า... “ถ้าใครจะพึงกล่าวว่าเป็นศิษย์ของท่าน เขาก็จะได้รักษาไว้ซึ่งข้อวัตรปฏิปทาของท่าน ผลลัพธ์ที่ได้ก็จะเป็นสมจริง”

บ้านดงยาง

ในปี พ..2469 ในพรรษานี้หลวงปู่เสาร์ กันตสีโล ได้ออกเดินธุดงค์มาจากวัดพระงาม อำเภอท่าบ่อ จังหวัดหนองคาย (วัดพระงามนี้ เป็นวัดที่หลวงปู่อ่อนสีได้จำพรรษาอยู่ แต่บัดนี้ท่านได้มรณภาพไปแล้วเมื่อต้นปี 2526 )

หลวงปู่เสาร์ออกเดินธุดงค์ไปเรื่อยๆ แล้วก็ไปทางเชียงคานจังหวัดเลย ขึ้นไปที่ภูฟ้า ภูหลวง เจริญกรรมฐานอยู่พักหนึ่ง แล้วท่านได้กลับมาทางจังหวัดอุดรธานี

พอจะใกล้พรรษา หลวงปู่เสาร์ได้ไปพักจำพรรษาอยู่ที่เสนาสนะป่าบ้านดงยาง อำเภอหนองหาน จังหวัดอุดรธานี

ในระหว่างพรรษา หลวงปู่เสาร์ได้รีบเร่งในการปฏิบัติภาวนาขึ้น

ส่วนมากแล้วท่านออกบิณฑบาต แต่ไปไม่ไกลนัก เพียงพอแก่อัตภาพ ท่านกลับมาฉันแล้วจะเดินจงกรม เลิกจากการเดินจงกรมแล้ว หลวงปู่เสาร์จะเข้าที่เจริญภาวนาทันที เพราะในระยะหลังๆ นี้หลวงปู่ท่านมีอายุมากแล้ว ซึ่งในพรรษานี้ท่านให้เวลาทั้งหมดกับการปฏิบัติธรรม

บ้านโนนแดง

หลังจากออกพรรษาแล้วหลวงปู่เสาร์ได้ออกธุดงค์ไปพบกับหลวงปู่มั่น และได้ปรึกษาที่จะจัดวางระเบียบในการเดินธุดงค์อยู่เสนาสนะป่า

เมื่อพระบุพพาจารย์ทั้งสองท่านตกลงกันแล้ว ท่านได้เรียกประชุมคณะลูกศิษย์ทุกรูป มารวมกันที่บ้านโนนแดง

ที่บ้านโนนแดงนี้ พระอาจารย์กู่ ธัมทินโน อยู่จำพรรษาก่อนแล้ว

ต่อมาเมื่อมีลูกศิษย์จำนวนมากมาประชุมพร้อมกันแล้ว หลวงปู่มั่นก็ได้ชี้แจงให้ลูกศิษย์รับรู้ว่า ท่านได้ปรึกษากับหลวงปู่เสาร์พระอาจารย์ของท่าน ให้วางระเบียบในการปฏิบัติเกี่ยวกับการอยู่ป่า เกี่ยวกับการตั้งสำนักปฏิบัติธรรม เกี่ยวกับแนวทางแนะนำสั่งสอนปฏิบัติจิต...เพื่อให้คณะศิษย์ของท่านทุกรูป นำไปปฏิบัติให้เป็นระเบียบเดียวกัน

ระเบียบการและอุบายต่างๆ เมื่อครั้งที่ประชุม ณ บ้านโนนแดงนั้น ลูกศิษย์สายหลวงปู่มั่นภูริทัตโต และ หลวงปู่เสาร์ กันตสีโล ได้น้อมนำเอามาประพฤติปฏิบัติจนทุกวันนี้

พวกเราทุกคนที่เคยไปเห็นสำนักวัดป่า อาจมองเห็นสิ่งก่อสร้างต่างๆ สมัยใหม่อยู่บ้างที่ทำให้แปลกตาแปลกใจ แต่ความเป็นจริงแล้วนั่นคือวัตถุภายนอกเท่านั้น

ส่วนระเบียบหัวข้อเรื่องที่เคยประชุมในครั้งนั้น ยังเป็นระเบียบเดิม ยังไม่มีการเปลี่ยนแปลงจากคำสั่งสอนของหลวงปู่มั่นแม้แต่น้อย

เมื่อเสร็จการประชุมในครั้งนี้แล้ว หลวงปู่เสาร์ได้ออกเดินธุดงค์ต่อไป ส่วนคณะศิษย์ก็ได้แยกย้ายกันไปธุดงค์หาความวิเวก ตามสถานที่ในจังหวัดต่างๆ โดยมิได้มีการนัดหมายว่าจะไปพบกัน ณ ที่ใด แต่ความอัศจรรย์ก็ปรากฏให้รู้ให้เห็นขึ้นจนได้ เพราะต่างรู้ต่างก็มาพบกันเข้าอีกที่จังหวัดสกลนคร

อุบาสิกานุ่ม

อุบาสิกาเมืองสกลนครที่โด่งดังมาก คงไม่เกินไปกว่า อุบาสิกานุ่ม ชุวานนท์ และเป็นผู้ที่มีความเลื่อมใสหลวงปู่เสาร์และหลวงปู่มั่นมาก

ในครั้งแรกอุบาสิกานุ่มเพียงได้ยินแต่ชื่อเสียงเท่านั้น ท่านก็บังเกิดศรัทธาอย่างจับจิตจับใจ

อุบาสิกานุ่ม ที่วาสนาได้พบกับพระบุพพาจารย์ทั้งสอง ก็เป็นในคราวที่มารดาของอุบาสิกานุ่มเสียชีวิตลง ซึ่งขณะนั้นกำลังจะจัดการฌาปนกิจศพอยู่ พอดีก็ได้ทราบว่าพระอาจารย์ทั้งสองคือหลวงปู่เสาร์และหลวงปู่มั่น พร้อมทั้งคณะลูกศิษย์จำนวนมาก กำลังเดินธุดงค์ผ่านมาทางจังหวัดสกลนคร อุบาสิกานุ่ม จึงได้เดินทางไปขอนิมนต์ให้มาพักอยู่เสนาสนะป่า

เมื่อหลวงปู่เสาร์ หลวงปู่มั่นและคณะศิษย์ได้มาพักอยู่ ณ เสนาสนะป่าแห่งนั้น เพื่อฉลองศรัทธา แต่ความเป็นจริงแล้ว การฉลองศรัทธาในครั้งนั้น ไม่เฉพาะแต่อุบาสิกานุ่มเท่านั้น แต่เป็นการฉลองศรัทธาของชาวเมืองสกลนครทั้งมวลด้วย

ชาวเมืองสกลนครทั้งหลาย ได้เห็นพระธุดงค์ผู้ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบ มาอยู่ร่วมกันมากมายเช่นนั้น ก็ทำให้เกิดความศรัทธาเป็นอย่างยิ่ง เพราะพระปฏิบัติชุดนี้ มีจริยาวัตรงดงามเหลือเกิน และมีความเรียบร้อย แม้จะเป็นจำนวนมากรูปก็ตาม ไม่เคยเห็นความบกพร่องในจุดไหนๆ เลย

ดังนั้นชาวเมืองสกลนคร จึงพากันไปศึกษาธรรมปฏิบัติ จนได้รับการรู้การเห็นธรรม อย่างน้อยที่สุดก็สามารถรู้จักธรรม รู้จักอุบายที่จะพิจารณาธรรมได้จนเป็นนิสัยปัจจัย (เครื่องผูกใจในการภาวนา) มาจนถึงทุกวันนี้

ภายหลังจากนั้น หลวงปู่เสาร์และคณะทั้งหมด ได้แยกย้ายกันออกธุดงค์ในป่าเขา จำพรรษากันในถ้ำบ้างตามอัธยาศัย

เสนาสนะป่า สมัยแรกที่พระธุดงค์พักอาศัยเมื่อครั้งอุบาสิกานุ่ม ชุวานนท์ ขอนิมนต์ในครั้งนั้น มากลายเป็น วัดป่าสุทธาวาส ในปัจจุบันนี้

จตุราลักษณ์

หลวงปู่เสาร์ ท่านเจริญพรหมวิหารธรรมอยู่เป็นนิตย์ ถ้าจะเรียกให้สมกับจริยาวัตรของท่านแล้ว จะกล่าวได้ว่าท่านบริสุทธิ์ด้วยกาย บริสุทธิ์ด้วยวาจาบริสุทธิ์ด้วยใจ ล้นเปี่ยมตามคุณธรรมของท่านเลยทีเดียว

ในชีวิตของหลวงปู่เสาร์ ได้ฝากฝังจิตใจไว้กับพระพุทธเจ้ามาโดยตลอด

ท่านเจริญเดินตามทางที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ทุกประการ คือมี เมตตา กรุณามุทิตา และ อุเบกขา และรื้อสัตว์ขนสัตว์ให้ได้รู้บาปบุญคุณโทษทั้งปวง

ทั้งนี้ยังได้นำคณะศรัทธาทั้งหลายให้ได้เจริญ ศีล สมาธิปัญญา ให้ได้รู้เล่ห์เหลี่ยมของกิเลสตัณหาที่เข้ามารบเร้าจิตใจให้เตลิดไปในทางชั่วร้าย

นอกจากนี้ท่านยังมีความเมตตาอันสูงสุด โดยท่านได้พยายามรวบรวมเขียนเรื่องหนังสือไว้เล่มหนึ่ง ซึ่งชื่อว่า จตุราลักษณ์

จตุราลักษณ์ เป็นหนังสือที่หลวงปู่เสาร์ได้บรรจงแต่งไว้ เพื่อพวกเราที่เป็นพุทธบริษัทควรได้อ่านได้ศึกษา โดยท่านได้แสดงแต่งไว้ดังนี้

1. ให้มนุษย์เราทุกคน รู้จักระลึกถึงคุณพระพุทธเจ้า คือให้เจริญพุทธานุสติ

2. ให้มนุษย์เราทุกคน เมื่อเกิดมาแล้ว เข้าใจตนเองว่านับถือพระพุทธศาสนาแล้ว ให้เจริญเมตตา กรุณา มุทิตา อุเบกขาเป็น นุสติ

3. ให้มนุษย์เราทุกคน จงรู้ว่าเมื่อเกิดมาแล้วจงรู้กฎของอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา

ซึ่งเราทุกคนหนีสิ่งเหล่านี้ไปไม่ได้ คือการเกิด แก่ เจ็บ ตาย ให้เจริญความไม่เที่ยง มีความทุกข์ และไม่ใช่ตัวตนเราเขา ฉะนั้นให้เจริญอสุภานุสติ

4. ให้มนุษย์เราทุกคน จงพิจารณากองทุกข์ นับตั้งแต่เกิดมา จนวาระสุดท้าย คือความตาย เพราะทุกคนหนีความตายไปไม่ได้ ให้เจริญมรณานุสติ

พุทธานุสติ

เมื่อได้อ่านมาถึงตอนนี้แล้วมีความเข้าใจอย่างเด่นชัดว่าหลวงปู่เสาร์ พระบุพพาจารย์ได้อบรมสั่งสอนพวกเราทุกคน ให้รำลึกถึงพระเมตตาธิคุณ ที่พระพุทธองค์ทรงเมตตาพวกเราผู้มีสติปัญญาน้อย

ซึ่งพระพุทธองค์เกรงว่าพวกเราจะไปล่วงบาปกรรม หรือหลงระเลิงไปกับกิเลสตัณหา พาจิตใจไปข้องอยู่ ไม่สามารถจะงอกเงยขึ้นมาเห็นแสงเห็นตะวัน จนเที่ยวเกลือกกลั้วอยู่กับโคลนตมวนเวียนในท่ามกลางภพแล้วภพเล่า ก่อชาติหาที่สิ้นสุดลงไม่ นี่แหละ...พระบรมศาสดาเจ้า

นอกจากนี้ พระพุทธองค์ผู้มีคุณอันประเสริฐยิ่ง ทรงสั่งสอนอีกว่า "สุญโญ สัพโพ มันเป็นของว่าง มันไม่ได้เป็นของผู้ใด”

หากเราทั้งหลายไม่เข้าใจธรรมะในสภาวะอันนี้ ไม่เข้าใจในสังขารอันนี้ จึงคิดว่า “ของเราของเขา” จนเกิดอุปาทานขึ้นมา

เมื่อเกิดอุปาทาน ก็เข้าไปยึดภพ เกิดภพ เกิด ชาติ ชรา พยาธิ มรณะ ต่อไป มันจึงเป็นทุกข์อยู่เช่นนี้

เพราะอะไร ทำไมจึงเกิดทุกข์ ?

พระพุทธองค์ ของ พวกเราทรงตรัสถึงเหตุแห่งการเกิดทุกข์ว่า อิทัปปัจจยตานั่นแหละเป็นเหตุทำให้เกิดอวิชชา เกิดสังขาร

เมื่อเกิดสังขารแล้ว เกิดวิญญาณ แล้วก็เกิดรูป-นาม เป็นเช่นนี้แหละ

นอกจากนี้ พระพุทธองค์ ทรงตรัสอีกว่า สังขารร่างกายนี้ ไม่ใช่เรา ไม่ใช่สัตว์ ไม่ใช่บุคคล มันเป็นเพียงสังขาร

นี่แหละ พระพุทธองค์ทรงตรัสอย่างชัดเจนอยู่เช่นนี้ แต่พวกเรายังไม่ยอม ยังขืนฝืนคำสั่งสอนของพระพุทธองค์

ถึงแม้ว่าความจริงได้เกิดอยู่ทุกขณะก็ตาม แต่เราเองกลับไม่รู้ไม่เห็น อาทิเช่น เกิดทุกวันแก่ลงทุกวัน เจ็บอยู่ทุกวัน ตายอยู่ทุกวัน เราไม่ได้ศึกษาให้เที่ยงแท้ จึงทำให้รู้ธรรมไม่จริง

ฉะนั้นสิ่งที่แสดงอยู่ทุกเมื่อเชื่อวันนั้น ท่านเรียกว่า ภาษาธรรม

เรื่องของกรรม

หลวงปู่เสาร์ ยังได้กล่าวย้ำไว้ในหนังสือจตุราลักษณ์ หรือลักษณะ 4 ประการ ดังต่อไปนี้ว่า

“คนเรานี้ย่อมมีกรรมเป็นของของตน มีกรรมเป็นผู้ให้ผล มีกรรมเป็นแดนเกิด มีกรรมเป็นผู้ติดตาม มีกรรมเป็นที่พึ่งอาศัย

เราทำกรรมอันใดไว้ เป็นบุญ หรือ เป็นบาป เมื่อยังมีชีวิตอยู่ กรรมนั้นจักเป็นทายาท ให้เราได้รับผลของกรรมนั้นสืบต่อๆ ไป”

นอกจากนี้ หลวงปู่เสาร์ยังได้กล่าวความหมายเป็นนัยสืบเนื่อง ว่า

“กรรมนี้แหละ ย่อมจำแนกแจกสัตว์ให้เป็นไปต่างๆ นานา ให้เลว ให้ดี ให้ชั่ว ให้ประเสริฐ ก็เป็นเพราะผลของกรรมที่ทำไว้”

เมื่อผู้เขียนได้อ่านแล้วก็ทำให้เกิดความนึกคิดขึ้นมาว่า คนเรานี้เกิดมาแล้วไม่กระทำคุณงามความดี ก็ไม่เกิดประโยชน์แก่ชีวิตของตน และไม่มีประโยชน์อันจะรับความสุขต่อๆ ไปในชาติหน้าอีก

หลวงปู่เสาร์ ได้พยายามเน้นให้เราได้เปิดจิตเปิดใจ มองดูตัวเราเองให้กว้างขวางออกไป และได้ปลูกฝังศรัทธาความเชื่อในเหตุผล ซึ่งพระพุทธองค์ทรงเจริญมาแล้ว จนสามารถสำเร็จผลหนทางแห่งความดีในที่สุด ได้อย่างจริงแท้แน่นอน

เคร่งครัดพระวินัย

นอกจาก หลวงปู่เสาร์ กันตสีโล จะเป็นพระอริยเจ้าผู้ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบแล้ว ท่านยังมีความเคร่งครัดทางด้านพระวินัยอย่างมากมายทีเดียว โดยเฉพาะอย่างยิ่งลูกศิษย์หลวงปู่มั่น ทั้งฝ่ายฆราวาสหรือภิกษุ สามเณรในสมัยนั้นจะต้องถือเอาข้อปฏิบัติธรรมเป็นวิชาเอก

ซึ่งหมายถึงว่า เมื่อหลวงปู่เสาร์ได้อบรมศิษยานุศิษย์ และแสดงพระสัทธรรมให้เป็นที่เข้าใจแล้ว ท่านจะส่งเสริมให้ลูกศิษย์ทุกรูปถือข้อธุดงควัตร โดยให้แยกออกจากหมู่คณะ มุ่งสู่ป่าดงเพื่อความแจ่มแจ้งในธรรมที่พระพุทธองค์ทรงรับรองผล

นอกจากนี้แล้ว หลวงปู่เสาร์ยังเป็นบุคคลที่สมบูรณ์ สง่าผ่าเผยน่าเกรงขาม พูดน้อย แต่ถ้าหากท่านกล่าวด้วยวาจาออกมานั้น วาจาของท่านมีความศักดิ์สิทธิ์มาก ไม่ว่าจะกล่าวคำใดออกไปจะต้องเป็นจริงดังนั้น

จากการที่หลวงปู่เสาร์มีจิตใจอันบริสุทธิ์นี้ ได้แสดงออกมาทางกิริยาและแววตาเสมอ ทั้งยังมีอารมณ์จิตเบิกบานแจ่มใส

การพูดหรือการแสดงพระธรรมเทศนาของท่าน มีความสุขุมรอบคอบ รู้กลอุบายธรรมที่จะแสดงเสมอ

จากเหตุหลายประการดังกล่าวนี้ ทำให้หลวงปู่เสาร์เป็นพระสงฆ์ที่มีลูกศิษย์เป็นพระภิกษุสามเณร และฆราวาส ทุกคนเหล่านี้ต่างให้ความเคารพนับถือท่านเป็นอย่างมาก

การภาวนา

หลวงปู่เสาร์ กันตสีโล จะสอนลูกศิษย์ทุกๆ คนให้พิจารณากาย เพราะกายนครนี้เป็นที่ตั้งของความดีและความชั่ว

ธรรมะก็มีอยู่ในกาย เพราะกายมีความเกิด แก่ เจ็บ ตายท่านสอนไว้ว่า พระพุทธเจ้าและพระสาวกเจ้าทั้งหลาย ท่านได้เสียสละ เช่นความสุข อันเป็นไปด้วยราชสมบัตินั้น

พระองค์ท่านมีผู้คนยกย่องสรรเสริญคอยปฏิบัติวัตถาก แล้วได้มาเสียสละ มานอนกับดินกับหญ้าใต้โคนต้นไม้ถึงกับอดอาหารเป็นต้น

การเสียสละเหล่านี้ เพื่อประโยชน์อะไร...ก็เพื่อให้ได้ถึงซึ่งวิโมกขธรรม คือธรรมเป็นเครื่องพ้นจากการเกิด แก่ เจ็บ ตาย และเมื่อพระพุทธองค์จะได้ตรัสรู้ ก็ทรงนั่งสมาธิใต้ร่มไม้อันเป็นสถานที่สงบสงัด และได้ทรงพิจารณาซึ่งความเจริญคือ อริยสัจ 4 นี้เป็นมูลเหตุอันเป็นเบื้องต้นของพระพุทธองค์

สาวกผู้เจริญรอยตามพระยุคลบาทนั้น จำเป็นที่จะต้องระลึกความเป็นจริงของพระพุทธองค์ในข้อนี้ แล้วนำมาเป็นสิ่งพิสูจน์ปฏิปทาของตนที่กำลังดำเนินอยู่ว่า ในการปฏิบัติหรือการบรรพชาอุปสมบทในบวรพระพุทธศาสนา พวกเราได้พากันถือเอาต้นเหตุให้พึงระลึกถึงความจริงของตนที่ว่า ได้เสียสละโดยความเป็นจริงหรือไม่

อำนาจจิต

ถ้าจะกล่าวถึงอำนาจจิตของหลวงปู่เสาร์ กันตสีโล แล้วเป็นสิ่งที่มหัศจรรย์มาก เรื่องเช่นนี้ผู้เขียนเคยได้รับฟังมาจากหลายแห่งว่า การนั่งสมาธิจนถึงขั้นละเอียด จิตเบา แล้วจะทำให้ตัวลอยขึ้นเหนือพื้น บางรูปลอยไปติดอยู่บนขื่อก็มี ทั้งที่ในระยะแรกๆ จะไม่ค่อยเชื่อว่าตนเองจะลอยได้ ดังเรื่องของหลวงปู่เสาร์นี้

วันหนึ่ง ขณะที่หลวงปู่เสาร์นั่งกรรมฐาน ท่านรู้ว่าขณะนั้นจิตใจของท่านเบามาก แม้แต่ตัวก็เบาเหมือนไม่มีน้ำหนัก ทำให้ท่านรู้สึกผิดสังเกตมาก เพราะเมื่อก่อนๆ ที่ผ่านมาท่านก็เป็นเหมือนกัน แต่ไม่เหมือนเช่นวันนี้

หลวงปู่เสาร์ท่านได้นั่งสมาธิอยู่ ในความรู้สึกนึกแปลกใจว่า

"เอ๊ะ...ตัวเราถ้าจะลอยขึ้นจากพื้นเป็นแน่"

เมื่อคิดเช่นนั้นแล้ว ท่านเลยลืมตาดูตัวเองว่า มันจะลอยดั่งใจเรารู้หรือเปล่าพอท่านลืมตากรรมฐานที่ท่านเจริญอยู่ก็ถอนพอดี เพราะท่านไปพะวงว่ามันเป็นไปได้อย่างไรกัน

ทันใดนั้น ท่านก็ตกลงมายังพื้นข้างล่าง ซึ่งสูงประมาณ 1 เมตรเศษ ตัวของท่านดกลงมากระแทกกับพื้นอย่างแรง เพราะไม่ได้ทันระวังตัว จึงทำให้เอวของท่านยอกไปเสียหลายวันทีเดียว

ความจริงแล้ว เมื่อหลวงปู่เสาร์ปฏิบัติกรรมฐานครั้งใดก็มีความรู้สึกเช่นนั้น แต่ท่านมิได้สนใจ

ต่อมาในระยะหลังๆ นี้ ท่านมีความรู้สึกตัวเบามากเป็นพิเศษทำให้ท่านอยากรู้อาการที่เกิดขึ้นเมื่อท่านได้ลืมตาดู จึงทำให้ไม่มีสติพอยับยั้ง ทำให้ตกลงสู่พื้นอย่างแรง

ลอยขึ้นเหนือพื้นจริง ๆ

แม้แต่ในคราวต่อมา เมื่อหลวงปู่เสาร์ท่านได้นั่งสมาธิอีกครั้งหนึ่ง คราวนี้พอท่านรู้สึกว่าตัวของท่านลอยขึ้นจากพื้น ท่านจึงพยายามกำหนดสติให้อยู่ควบคู่กับองค์สมาธิ

เมื่อท่านค่อยๆ ลืมตามองทีละน้อยๆ ในที่สุดหลวงปู่เสาร์ก็ได้ประจักษ์แก่สายตาว่า...

“ตัวท่านลอยขึ้นเหนือพื้นจริง ๆ”

ตัวของท่านลอยขึ้นไปเรื่อยๆ จนถึงเพดานหลังคา ลอยเด่นอยู่เช่นนั้น

คราวนี้ท่านไม่ตกลงพื้นเหมือนครั้งแรก เพราะท่านไม่ขาดสติ สติของท่านคอยประคองให้อยู่ในองค์สมาธิไม่ขาด

ถึงกระนั้นท่านก็ยังไม่ยอมเชื่อว่าตัวท่านลอยได้ เพราะนี่เป็นการเห็นด้วยตาเนื้อ ท่านก็ค่อยๆ ผ่อนสมาธิให้ตัวท่านลอยลงต่อ ทั้งยังได้กำหนดสติได้อย่างมั่นคง ไม่พลั้งเผลอ

เมื่อตัวของท่านลอยต่ำลงมานั่งบนพื้นโดยปกติแล้ว หลวงปู่เสาร์ได้ถอนสมาธิหมด

ปกติแล้ว หลวงปู่เสาร์ท่านเป็นคนละเอียดรอบคอบ เมื่อท่านเห็นตัวลอยในครั้งแรกนั้นยังไม่เชื่อนัก ท่านจึงได้นำก้านไม้ขีดมาแล้วท่านก็ได้มาถือไว้ในมือจึงเริ่มนั่งกรรมฐาน

พอจิตสงบ ตัวของท่านก็ลอยขึ้นทีละน้อยๆ จนถึงหลังคาที่มุงไว้ด้วยหญ้าคา

ท่านก็ค่อยๆ ทรงสติไว้อย่างมั่นคง เอามือค่อยๆ เอื้อมเอาก้านไม้ขีดเหน็บเอาไว้ ทำอยู่อย่างนั้นถึงสามครั้งโดยสติไม่คลาดเคลื่อนเลย

แล้วหลวงปู่เสาร์ยังได้ทำสมาธิให้ตัวลอยขึ้นไปหยิบก้านไม้ขีด ที่เหน็บไว้บนหลังคาตั้งแต่ครั้งแรก นำลงมาได้อีกด้วย

วิธีก็คือค่อยๆ ถอนจิตออกจากสมาธิด้วยความมีสติที่สุด..เพื่อกายของท่านจะค่อยๆ ลงมายังพื้นข้างล่าง เมื่อถึงพื้นแล้วหลวงปู่เสาร์ก็ถอนสมาธิออก

หลวงปู่เสาร์ได้ทดลองจนเป็นที่แน่ใจ และเชื่อว่าตัวของท่านลอยขึ้นได้จริงๆ

แต่การลอยตัวได้ในขณะนั่งสมาธินั้นไม่เกิดเสมอไป เป็นบางครั้งเท่านั้น อาจเป็นจริตของจิตใจท่านในขณะหนึ่งที่สามารถทำตัวลอยได้ หรืออาจทำตัวให้ลอยได้ทุกครั้งก็ได้ แต่ท่านไม่เคยแสดงให้ใครดู

โดยปกตินิสัยที่หลวงปู่เสาร์ไม่นิยมคลุกคลีกับหมู่ ท่านรักความสงบและความสันโดษโดยเฉพาะ

บรรดาลูกศิษย์ของท่านจะอยู่รวมกับท่านจริงๆ นั้น ก็ต่อเมื่อท่านและหลวงปู่มั่นมาอยู่จำพรรษาด้วยกันเท่านั้น

พระธาตุพนม

ที่จังหวัดนครพนม หลวงปู่เสาร์ กันตสีโล สมัยท่านเดินธุดงค์ไปพบสถานที่อันศักดิ์สิทธิ์นี้...

แต่เดิมหลวงปู่เสาร์ได้เที่ยวรุกขมูลมาถึงพระธาตุพนม ซึ่งแต่ก่อนรกร้างอยู่ เป็นป่าเป็นดงโดยทั่วไป

เมื่อท่านได้ธุดงค์มาถึง ก็เข้าไปอาศัยอยู่ที่นั่นชั่วคราวเพื่อเจริญกรรมฐาน

ต่อมาชาวบ้านในแถบนั้นเกิดมารู้มาเห็นปฏิปทาของหลวงปู่เสาร์ ก็บังเกิดความเลื่อมใสเป็นอย่างมาก จึงได้เข้ามารับใช้ปรนนิบัติหลวงปู่เสาร์อยู่เสมอๆ ทุกวัน

ต่อมาท่านได้ให้ชาวบ้านเหล่านั้น ช่วยกันถากถางต้นไม้ที่ปกคลุมองค์พระธาตุพนม และปัดกวาดทำความสะอาดเสียให้ดีเพราะท่านว่า สถานที่นี้เป็นศักดิ์สิทธิ์ ควรดูแลรักษาให้ดี ในที่สุดบริเวณนั้นก็โล่งเตียน

อนึ่ง..ไม่ว่าสถานที่แห่งใดที่หลวงปู่เสาร์ได้เดินธุดงค์มาปักกลดพักอยู่อาศัย เมื่อยามที่ท่านจากไปสถานที่แห่งนั้นๆ ได้กลายเป็นวัดที่เจริญรุ่งเรืองสืบมาแทบทุกแห่งจนกระทั่งในปัจจุบันนี้

แม้ที่พระธาตุพนม แต่ก่อนชาวบ้านไม่รู้จัก ต่อเมื่อท่านไปอยู่พักปักกลด ก็ได้บอกให้ชาวบ้านรู้เพื่อเป็นที่สักการบูชาแห่งตน

ในยุคต่อมา พระธาตุนครพนมที่เก่าแก่และรกร้างอยู่ท่ามกลางป่าดง ก็เกิดมีความเจริญเป็นที่สักการะของประชาชนทั่วประเทศเลยทีเดียวจนถึงปัจจุบัน

ฟื้นฟูศาสนธรรม

ในชีวิตแห่งเพศสมณะ หลวงปู่เสาร์และหลวงปู่มั่นได้ฟื้นฟูเทิดทูน ศาสนธรรมไว้ได้มากที่สุด ไม่ว่าทางด้านพระปริยัติธรรมปฏิบัติ และปฏิเวธธรรมอย่างเต็มภูมิเต็มสมัย เราจะหาได้ยากในสมัยนั้น เพราะสมัยก่อนๆ นั้นการประพฤติปฏิบัติไม่ค่อยมีผู้ฟื้นฟูเลย

พอมาในสมัยพระอาจารย์ทั้งสองปฏิบัติกัน จึงเกิดเป็นเนื้อเป็นหนังขึ้นมา เหมือนธรรมข้ออื่นๆ

คำว่า "ธุดงควัตร" จึงปรากฏเด่นในความรู้สึกและสายตาของประชาชน เกิดความสนใจประพฤติปฏิบัติในวงพระสงฆ์และฆราวาสทั้งหลายมาจนถึงปัจจุบัน

สิ่งเหล่านี้ก็เพราะหลวงปู่เสาร์และหลวงปู่มั่นเป็นผู้พาดำเนินอย่างเอาจริงเอาจัง

ธุดงค์ทั้ง 13 ข้อนี้ หลวงปู่เสาร์และหลวงปู่มั่นได้ปฏิบัติมาแล้วแทบทุกข้อแล้วแต่โอกาส

ฉะนั้นจึงนับได้ว่า ฐานแห่งความประพฤติปฏิบัติบูชานี้ เราทั้งหลายควรจำใส่ใจ น้อมระลึกถึงพระคุณอันบริสุทธิ์ของท่านพระบุพพาจารย์ไว้อย่าให้มีวันลืม !

ละสังขาร

ในเดือนเมษายน พ.. 2485 หลวงปู่เสาร์ กันตสีโล พระบุพพาจารย์แห่งยุค ได้อำลาละซึ่งสังขารจากพวกเราทั้งหลายไปด้วยอาการที่สงบระงับจากกิเลส ตัณหา อุปาทาน อย่างสิ้นเชิง

หลวงปู่เสาร์ เคยพูดให้ลูกศิษย์ฟังเสมอๆ ด้วยมีญาณหยั่งรู้ถึงวาระที่ท่านจะดับสังขาร และลูกศิษย์ของท่านทุกูรป ต่างก็ยอมรับความจริงที่ท่านเคยพูดไว้สมกับคำที่พวกเราทั้งหลายท่องบ่นถึงว่า

สุปฏิปันโน อุชุปะฏิปันโน ญายะปฏิปันโน สามีจิปะฏิปันโน ภะคะวะโต สาวะกะสังโฆ เป็นต้น

งานฌาปนกิจศพของ หลวงปู่เสาร์ กันตสีโล ที่จังหวัดอุบลราชธานีนั้น ได้สำเร็จเสร็จสิ้นลงไปด้วยกำลังกาย กำลังใจของศิษย์รักของท่านคือ หลวงปู่มั่น ภูริทัตโต

ก่อนปิดท้ายเรื่อง ทำให้ผู้เขียนระลึกว่า ทำอย่างไรหนอธรรมะทั้งหลาย เราก็ได้ฟัง ได้อ่านเรียนรู้มาจากครูบาอาจารย์มามากต่อมากแล้ว เราพอจะมีวาสนาบารมี ควรเห็นธรรม ควรรู้ธรรมบ้าง อย่างที่ท่านๆ ได้รู้ได้เห็นมาแล้ว เพื่อสุดท้ายแห่งชีวิต เราจะได้มีเครื่องยึดเหนี่ยวจิตใจเบื้องสัมปรายภพในกาลต่อไป

และเพื่อเป็นการสมนาคุณท่านผู้มีอุปการคุณทุกท่าน ที่ติดตามนิตยสารญาณวิเศษ จนย่างเข้าสู่ปีที่ 6 ด้วยดีเสมอมา ทางนิตยสารญาณวิเศษ จึงขอสมนาคุณทุกๆ ท่านด้วย สุดยอดเครื่องมงคลมหาเศรษฐี เหรียญเจ้าสัวร้อยล้าน หลวงปู่เสาร์ กันตสีโล พระอรหันต์แห่งยุค แก่ท่านเนื่องในวาระดิถีขึ้นปีใหม่ 2538 สำหรับผู้ที่ซื้อนิตยสารญาณวิเศษฉบับที่ 57 วางตลาดวันที่ 1 มกราคม 2538 นี้ ราคา 40 บาททุกๆ ท่าน

เหรียญเจ้าสัว ผู้นิยมเล่นพระ หรือนักเลงพระ ต่างก็ทราบดีว่า มีสรรพคุณในด้านใดบ้างซึ่งสรรพคุณที่โดดเด่นมากของเหรียญเจ้าสัวก็คือ ทางด้านโชคลาภ ซึ่งถ้าใครมีไว้บูชา ไม่ว่าจะห้อยติดตัว หรือบูชาไว้ที่บ้านการทำมาหากิน ค้าขาย หรือทำธุรกิจต่างๆ ก็จะเจริญรุ่งเรือง ร่ำรวยเป็น เศรษฐี มหาเศรษฐีโดยเร็วพลัน

สำหรับ เหรียญเจ้าสัวร้อยล้าน หลวงปู่เสาร์ กันตสีโล พระอรหันต์แห่งยุคนี้ ด้านหน้าเป็นรูปหลวงปู่เสาร์ กันตสีโล ส่วนด้านหลังเป็น พระสังกัจจายน์อุ้มถุงเงินร้อยล้าน ซึ่งได้เข้าพิธีเจริญพระพุทธมนต์ อธิษฐานจิตปลุกเสกจากพระกรรมฐาน สายหลวงปู่มั่น ภูริทัตโต กว่าร้อยรูป โดยแต่ละรูปได้อัดพลังอิทธิจิตลงใน เหรียญเจ้าสัวร้อยล้านหลวงปู่เสาร์ กันตสีโล อย่างเข้มขลัง เพื่อความเป็นสิริมงคล ผู้ที่มีไว้บูชาติดตัว รับรองว่าท่านจะไม่ผิดหวังแน่นอน