#echo banner="" ประวัติ พระครูวิเวกพุทธกิจ (หลวงปู่เสาร์ กนฺตสีโล) โครงการหนังสือบูรพาจารย์ เล่ม ๕ ตอน ๐๘

คลิกเมาส์ที่ใดก็ได้ในเฟรมนี้เพื่อเรียกเมนูด่วน

พระครูวิเวกพุทธกิจ

หลวงปู่ใหญ่เสาร์ กนฺตสีโล ๘

พระปรมาจารย์ใหญ่ฝ่ายพระกรรมฐาน

โครงการหนังสือบูรพาจารย์ เล่ม ๕

รศ.ดร.ปฐม - ภัทรา นิคมานนท์ เรียบเรียง

หน้าที่                   ๑๐ ๑๑ ๑๒  ๑๓  ๑๔  ๑๕  ๑๖  ๑๗  ๑๘  ๑๙  ๒๐  ๒๑  ๒๒  ๒๓  ๒๔  ๒๕  ๒๖

๕๐

ขบถผีบุญที่มณฑลอิสาน

เหตุการณ์ขบถผีบุญ ที่มณฑลอุบล เป็นเรื่องที่ดังมากในสมัยนั้น ผมเองเคยได้ยินแต่ชื่อ ไม่ทราบเรื่องราวที่แท้จริง เผอิญเรื่องนี้มีความเกี่ยวพันกับหลวงปู่มั่น อยู่บ้างเล็กน้อย คือ ชื่อของหัวหน้าผีบุญ ที่เรียกว่า อ้ายมั่น (อ้าย แปลว่า พี่ หรือ ลูกพี่) ต่อมาก็เรียกว่า องค์มั่นผู้วิเศษ ชื่อไปพ้องกับ หลวงปู่มั่น ภูริทตฺโต ของพวกเราเข้า เลยก่อให้เกิดความเข้าใจผิด ก่อเรื่องกวนใจให้ครูบาอาจารย์ในสมัยนั้นพอสมควร

เรื่องขบถผีบุญ ที่นำเสนอ ณ ที่นี้ เป็นผลการศึกษาค้นคว้าของท่านอาจารย์พิศิษฐ์ ไสยสมบัติ อีกตามเคย ต้องขอบพระคุณที่ท่านอุตส่าห์ค้นคว้าและเรียบเรียงสาระสำคัญมาให้พวกเราได้อ่านกัน

ผมเองก็ แหะ !.แหะ ! คัดลอกมาทั้งดุ้น เพื่อเสนอท่านผู้อ่านดังต่อไปนี้ครับ :-

อาจารย์สมบัติ ตั้งชื่อหัวข้อว่า “กรณีขบถผีบุญหรือผู้มีบุญ” มีรายละเอียด ดังนี้ :-

เนื่องจากมีเหตุการณ์ที่เกี่ยวข้องกัน ควรที่จะนำลงมาพิมพ์ไว้เพื่อประโยชน์แก่คนรุ่นหลังที่อาจจะยังไม่ทราบ นั่นคือเกิดเหตุการณ์เรื่องขบถผีบุญ หรือขบถผู้มีบุญ ขึ้นที่มณฑลอุบล เมื่อ ร.ศ. ๑๑๗ (พ.ศ. ๒๔๔๓) ตรงกับรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๕

เหตุการณ์เริ่มต้นจากการที่มีข้อความเป็นคำพยากรณ์ซึ่งนัยว่ามาจากหนังสือผูกที่จารลงใบลาน เป็นถ้อยคำปริศนา ความว่า

“...ถึงกลางเดือนหก ปีฉลู จะเกิดเภทภัยใหญ่หลวง หินแร่ (หินลูกรัง) จะกลายเป็นเงินทอง ฟักเขียวฟักทองจะกลายเป็นช้างม้า ควายทุยเผือกและหมูจะกลายเป็นยักษ์กินคน ท้าวธรรมิกราช (ผู้มีบุญ) จะมาเป็นใหญ่ในโลกนี้ ใครอยากพ้นเหตุร้ายก็ให้คัดลอกบทความลายแทงให้รู้กันต่อๆ ไป ถ้าใครเป็นคนบริสุทธิ์ ไม่ได้กระทำชั่วบาปกรรมใดๆ แล้ว ให้เอาหินแฮ่มาเก็บรวบรวมไว้ รอท้าวธรรมิกราช มาชุบเป็นเงินเป็นทองขึ้น ถ้าใครได้กระทำชั่วต่างๆ แต่เพื่อแสดงตนให้เป็นคนบริสุทธิ์ ก็ต้องมีการล้างบาปโดยจัดพิธีนิมนต์พระสงฆ์มารดน้ำมนต์ให้ ถ้ากลัวตายก็ให้ฆ่าควายทุยเผือกเสียก่อนกลางเดือนหก อย่าทันให้มันกลายเป็นยักษ์ต่างๆ นานา ผู้ที่เป็นสาวโสดก็ให้รีบมีผัว มิฉะนั้นยักษ์จะกินหมด...”

(ข้อความข้างต้น มีที่สะดุดใจมากตอนที่ว่า “ใครอยากพ้นเหตุร้ายก็ให้คัดลอกบทความลายแทงให้รู้กันต่อๆ ไป” ข้อความตรงนี้คุ้นๆ ไหมครับ ทุกวันก็ยังมีอยู่บ่อยๆ ในลักษณะจดหมายลูกโซ่ ให้คัดลอกข้อความแล้วส่งต่อหลายๆ ชุด ถ้าใครทำก็บอกว่าจะเจริญ แล้วถ้าใครไม่ทำก็จะพบความหายนะต่างๆ นานา เข้าใจว่าหลายๆ ท่านคงเคยได้รับและหลายท่านก็ส่งมาให้ผมบ่อย ผมก็ฉีกทิ้งทุกครั้ง แล้วท่านยังกลัวยังเชื่อในเรื่องนี้อยู่หรือครับ - ปฐม)

อาจารย์พิศิษฐ์ เขียนต่อไปว่า :-

ข้อความดังกล่าวนี้ ได้แพร่หลายไปในหมู่ชนชาวอิสานแถบมณฑลอุบล สร้างความสะเทือนขวัญ ปั่นป่วนหวาดผวา ให้กับชาวบ้านเป็นอันมาก

เหตุการณ์ดังกล่าวนี้ สืบเนื่องมาจากหลายสาเหตุ เช่น สาเหตุความขัดแย้งกันระหว่างผู้ปกครองส่วนกลางจากกรุงเทพฯ กับผู้ปกครองส่วนท้องถิ่น “เจ้าเมืองเก่า” และความขัดแย้งระหว่างชนชั้นผู้ปกครอง กับราษฎรอิสาน อันเนื่องมาจากสภาพความแร้นแค้นขัดสนทางเศรษฐกิจ ความกดดันทางจิตใจ ประกอบกับความเชื่อถือในเรื่องภูตผีปีศาจ พิธีกรรมทางไสยศาสตร์ ที่ยังครอบงำชีวิตจิตใจและวิถีชีวิตของชาวบ้านตามชนบทอยู่เป็นส่วนใหญ่

ราษฏรส่วนมากจึงเกิดความไม่พอใจข้าราชการ เกี่ยวกับการเข้ามาขูดรีดเงินส่วยโดยไม่เป็นธรรม อีกทั้งเหตุการณ์ภาวะแห่งการแผ่ขยายอำนาจ เข้ามาในภาคพื้นดินสองฝั่งลุ่มน้ำโขง ของมหาอำนาจประเทศฝรั่งเศสในช่วงนี้ (พ.ศ. ๒๔๓๖ - ๒๔๔๕) ที่กองทัพแห่งสยามประเทศจำต้องยอมเสียดินแดนฝั่งซ้ายของแม่น้ำโขงทั้งหมด ถอยมาอยู่ฝั่งขวา

จากเหตุการณ์ทั้งหลายเหล่านี้ ทำให้มีข่าวลือต่างๆ เช่น

“ผู้มีบุญจะมาแต่ตะวันออก”

“เจ้าเก่าหมดอำนาจ ศาสนาก็สิ้นแล้ว”

“บัดนี้ฝรั่งเข้าไปเต็มกรุงเทพฯ แล้ว กรุงจะเสียแก่ฝรั่งแล้ว”

ส่วนทางบ้านเมืองนั้น พระเจ้าบรมวงศ์เธอกรมหลวงสรรพสิทธิประสงค์ ซึ่งในสมัยนั้นทรงเป็นข้าหลวงต่างพระองค์ สำเร็จราชการมณฑลลาวกาว (พ.ศ. ๒๔๓๖) ซึ่งต่อมาได้เปลี่ยนชื่อเรียกเป็นมณฑลตะวันออกเฉียงเหนือ (พ.ศ. ๒๔๔๒) แล้ว เปลี่ยนชื่อเป็น มณฑลอิสาน (พ.ศ. ๒๔๔๓) พระองค์ได้ทรงบันทึกเอาไว้ในหนังสือทูลสมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ (เสนาบดี หรือ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ในสมัยนั้น) ว่า :-

“ตามซึ่งไต่สวนขึ้นไป ได้ความเป็นพยายามมาตั้งแต่ปี ๑๑๘ (พ.ศ. ๒๔๔๒) มาแล้ว...เดิมมาเป็นหมอลำ เที่ยวลำคำผญา (สุภาษิตคำกลอนของอิสาน) บ่งความไปในส่วนผู้มีบุญจะมาแต่ตะวันออก

ข่าวลือจึงมาจากตะวันออก เพราะเดินเป็นสายไปทาง เดชอุดม ขุขันธ์ ทางหนึ่ง, ไปทางศรีสะเกษ สุรินทร์ ทางหนึ่ง, มาทางเขมราฐ อำนาจเจริญ เกษมสีมา ผาสีดอน กันทวิไชย หนองเลา วาปีปทุม มาหนองซำ พยัคฆ์ ไปทางกาฬสินธุ์ และเสลภูมิ”

ดูจะเห็นว่าการแพร่ของขบวนการผีบุญได้แผ่ขยายไปเร็วมาก (สมัยนั้นไม่มีสื่อมวลชนประเภททีวี วิทยุ หนังสือพิมพ์ หากแต่แพร่ขยายไปทางสื่อหมอลำ)

หมอลำได้กระจายไปตามท้องถิ่นต่างๆ ทั่วเมืองอุบลฯ และใกล้เคียง เนื้อหาของกลอนลำ เป็นการสรรเสริญผู้มีบุญ ว่าจะมาจากทิศตะวันออก และโจมตีการเข้ามาปกครองของกรุงเทพฯ เป็นต้นว่า

“ลือแซะแซงแซ่ลำโขง หนองซำเป็นเขตลาสีมา ฝูงไทยใจฮ้ายตายสิ้นบ่หลง”

ความหมายของกลอนลำข้างต้น หมายความว่า

“มีข่าวเล่าลือไปทั่วลำน้ำโขง จนไปถึงหนองซำ เมื่อผู้มีบุญมาเกิดแล้ว ชาวกรุงเทพฯ พวกใจโหดร้ายก็จะตายสิ้นไม่มีเหลือ (ด้วยอำนาจอิทธิฤทธิ์ของผู้มีบุญ)”

ปรากฏว่าชาวบ้านนิยมฟังกลอนลำประเภทนี้มาก และเริ่มเห็นคล้อยตามคำพยากรณ์ และคำโฆษณาชวนเชื่อกันเพิ่มมากขึ้นในทุกท้องที่ อันเป็นช่องทางให้มีผู้แอบอ้างกระทำตนเป็นผู้วิเศษสวมรอยข่าวโคมลอยขึ้นมา

ผู้แอบอ้างต่างตั้งสำนักขึ้นชวนเชื่อชาวบ้านให้เข้ามาอยู่ในอารักขา โดยมีเจ้าสำนักกระทำตนเป็นผีบุญ เป็นผู้วิเศษ ที่สามารถปัดเป่าความชั่วร้ายให้หายไปได้

บรรดาชาวบ้านซึ่งตกอยู่ในความหวาดกลัวอยู่แล้ว ต่างก็อยากจะแสวงหาที่พึ่งอยู่พอดี ซึ่งทันทีที่มีผู้วิเศษอวดอ้างฤทธิ์เดชปรากฏขึ้น จึงได้พากันแห่ไปหา เพื่อที่จะให้ช่วยเหลือคุ้มครองภัยต่างๆ

เหตุการณ์ตอนขบถผีบุญนี้ สมเด็จกรมพระยาดำรงราชานุภาพ ทรงเล่าเอาไว้ในหนังสือพระนิพนธ์เรื่อง นิทานโบราณคดี ที่พระองค์ทรงรับสั่งเอาไว้ว่า เรื่องราวเหล่านี้เป็นเรื่องเกร็ดนอกพงศาวดาร เขียนรักษาไว้ให้เป็นประโยชน์แก่ลูกหลานและผู้อื่นต่อไป ว่า :-

“ข่าวที่มีผู้วิเศษรับจะช่วยป้องกันภัยรู้ไปถึงไหน ก็มีราษฎรที่นั่นพากันไปหา โดยประสงค์เพียงจะขอให้เสกเป่ารดน้ำมนต์ให้ก็มี ที่นึกว่าเป็นท้าวธรรมิกราชผีบุญ มาบำรุงโลก เลยสมัครเข้าเป็นพรรคพวกติดตามผู้วิเศษนั้นก็มี ผู้วิเศษไปทางไหนหรือพักอยู่ที่ไหน พวกชาวบ้านก็รับรองเลี้ยงดู เลยเป็นเหตุให้มีคนเข้าเป็นสมัครพรรคพวกมากขึ้นโดยลำดับ เมื่อผู้วิเศษนั้นเห็นว่ามีคนนับถือกลัวเกรงมาก ก็เลยแสดงตนโดยเปิดเผย ว่าเป็นท้าวธรรมิกราชผีบุญ ที่จะมาดับยุคเข็ญตามคำพยากรณ์”

ในตอนแรก ฝ่ายรัฐบาลไม่ประสงค์จะเข้าไปยุ่งด้วย เพราะไม่แน่ใจว่าเรื่องผีบุญ หรือผู้มีบุญนี้จะเป็น “ความผิดแท้” (คือเจ้าหน้าที่ไม่แน่ใจว่าจะเอาความผิดในข้อกฎหมายใด)

และเกรงว่า “ถ้าห้ามไป กำลังตื่นคนนั้น ตำราว่า ไม่ได้จะกลายเป็นยาบำรุงไป” (คือเจ้าหน้าที่กลัวมวลชน เพราะตอนนั้นชาวบ้านไม่พอใจข้าราชการอยู่แล้ว ขืนทางการเข้าไปยุ่งก็จะเป็นการเติมเชื้อไฟให้ลุกโชนรุนแรงขึ้น - ปฐม)

(ด้วยทางราชการประเมินสถานการณ์อย่างนี้) ทำให้ผู้มีบุญ หรือผีบุญ มีโอกาสเกลี้ยกล่อมและซ่องสุมผู้คนได้มากขึ้น จนต่อมาได้พากันตั้งตนขึ้นเป็นใหญ่ไม่ขึ้นกับทางการบ้านเมืองอีกต่อไป มีการปกครองกันเองในกลุ่ม มีกองกำลังคุ้มกันตนเอง

กลุ่มผีบุญ มีหลายกลุ่ม ที่เป็นกลุ่ม หรือ กอง ขนาดใหญ่ มีอยู่ ๓ กลุ่ม หรือ กอง ดังนี้ :-

ผีบุญกลุ่มที่หนึ่ง เรียกว่า กองอ้ายเล็ก หรือ อ้ายเหล็ก (ภาษาไทยกลางก็ต้องว่า กลุ่มพี่เล็ก หรือ พี่เหล็ก) เป็นผีบุญคนแรกที่อ้างตัวเป็น พระยาธรรมิกราช เป็นผู้มาดับยุคเข็ญให้ประชาชน ตั้งสำนักขึ้นที่บ้านหนองซำ อำเภอพยัคฆภูมิพิสัย เมืองสุวรรณภูมิ (คนพื้นที่จังหวัดมหาสารคาม กับ ร้อยเอ็ด ในปัจจุบัน)

ผีบุญกลุ่มที่สอง เรียกว่า กองอ้ายบุญจัน เป็นน้องชายพระยาขุขันธ์ภักดีศรีนครลำดวน เมื่อพี่ชายถึงแก่กรรมได้เกิดการขัดแย้งกับทางการ จึงร่วมมือกับท้าวทัน บุตรพระยาขุขันธ์ฯ พร้อมด้วยหลวงรัตน อดีตกรมการเมือง พากันไปตั้งตัวเป็นผู้มีบุญอยู่ที่สันเขาบรรทัด เขตเมืองขุขันธ์ (เขตปฏิบัติการก็อยู่แถวศรีสะเกษ สุรินทร์ บุรีรัมย์)

ผีบุญกลุ่มที่สาม เรียกว่า กองอ้ายมั่น เป็นกลุ่มที่ใหญ่ที่สุด กลุ่มนี้ที่ไปมีส่วนพัวพันทำให้ทางการเข้าใจผิด เพราะชื่อและข้อมูลบางอย่างเกิดไปพ้องกับหลวงปู่มั่น ของเรา ดังกล่าวแล้ว

ผีบุญอ้ายมั่น ตั้งตัวเป็น องค์ปราสาททอง หรือ องค์หาสาตรทอง ในภาษาอิสาน อยู่ที่บ้านกระจีน แขวงเมืองเขมราฐ (ใกล้ถิ่นของหลวงปู่มั่น) เคยร่วมมือกับ องค์แก้ว ทางฝั่งลาว มีราษฎรนิยมทั้งฝั่งซ้ายและฝั่งขวาแม่น้ำโขง

ต่อมาได้เข้าสมทบกับกองกำลังของท้าวสน นายอำเภอโขงเจียม และกับกองอ้ายเล็ก (กลุ่มที่หนึ่ง) ที่ยกกำลังมาจาก หนองซำ นำกำลังประมาณ ๒,๕๐๐ คนเศษ ยกเข้าปล้นและเผาเมืองเขมราฐ อีกทั้งได้สังหาร ท้าวโพธิราช กรมการเมือง และจับตัว ท้าวธรรมกิตติกา กรมการเมือง และพระเขมรัฐเดชนารักษ์ ผู้รักษาเมือง ไปเป็นตัวประกัน แล้วถอดนักโทษออกทั้งหมด ทำให้ได้สมัครพรรคพวกเพิ่มขึ้นอีกมาก

หลังการกระทำอุกอาจครั้งนั้น พวกผีบุญทั้งหลายก็กลายเป็นขบถขึ้นแต่นี้ไป และได้เพิ่มความรุนแรงยิ่งขึ้น โดยส่งกำลังไปบุกล้อมจับท้าวกรมช้าง กรมการเมืองอุบลฯ ที่ออกมารักษาการนายอำเภอพนานิคม แล้วฆ่าทิ้งเสีย เป็นการข่มขวัญข้าราชการและประชาชน ทำให้ผู้คนตื่นกลัว ยินยอมเข้าเป็นพรรคพวกเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ

พวกราษฎรต่างพากันแห่เข้าไปขอให้พวกผีบุญช่วยขับไล่ป้องกันภัย “องค์ผีบุญ” ก็เป่าคาถา รดน้ำมนต์ให้ตามประสงค์ พร้อมโอภาปราศรัยด้วยเป็นอย่างดี ราษฎรทั้งหลายต่างพากันเข้านับถือ องค์มั่นผู้วิเศษ

ในการนี้ กรมหลวงสรรพสิทธิประสงค์ เจ้าเมืองอุบลฯ ได้รายงานเหตุการณ์ต่างๆ ให้ทางกรุงเทพฯ (กระทรวงมหาดไทย) ทราบและขอกำลังทหารพร้อมอาวุธปืนไปโดยด่วน จำนวน ๔๐๐ - ๕๐๐ คน

พร้อมกันนั้น ทางจังหวัดอุบลฯ ก็จัดทหารไปคอยสกัดพวกผีบุญอยู่ที่วารินชำราบ บ้านตุงลุง เมืองเกษมสีมา บ้านลืออำนาจ และได้ส่งกองกำลังออกไปจับพวกผีบุญอีกหลายกอง

ในตอนแรก กองกำลังที่ไปทางเมืองขุขันธ์ โดยการนำของร้อยโทหวั่น ได้ทำการปราบปรามผีบุญกองอ้ายบุญจัน ลงได้อย่างราบคาบ อ้ายบุญจันตายในที่รบ ที่เหลือก็แตกสลายหนีไป ไม่มีให้พบเห็นอีกเลยตลอดท้องที่เมืองขุขันธ์ เมืองศรีสะเกษ และอิสานตอนใต้

ส่วนศึกใหญ่หลวงซึ่งอยู่ทางตะวันออกและทางเหนือนั้นล้วนตกอยู่ภายใต้อิทธิพลของพวกผีบุญที่เป็นสมัครพรรคพวกขององค์มั่น ผู้ที่กำลังโด่งดังสุดขีด

ศึกยกแรก (ตามคำของอาจารย์พิศิษฐ์) นั้น ทางการประสบความพ่ายแพ้อย่างหมดรูป คือ หน่วยของร้อยเอกหม่อมราชวงศ์ร้าย คุมกำลังพลตระเวน ๑๒ นาย กับคนนำทางและชาวบ้านที่เกณฑ์มาอีกเป็นจำนวน ๑๐๐ คน ได้เกิดปะทะกับกองระวังหน้าของพวกผีบุญจำนวนร้อยคนเศษ ใกล้บ้านขุหลุ (ไม่ทราบอยู่ที่ไหนเหมือนกัน)

พวกผีบุญร้องขู่ว่า “ผู้ใดไม่สู้ ให้วางอาวุธ หมอบลงเสีย”

พวกชาวบ้านที่โดนเกณฑ์มา ก็พากันหมอบกราบพวกผีบุญเสียหมดสิ้น เหลือแต่หม่อมราชวงศ์ร้ายกับพลตระเวน ๑๒ นาย ที่ได้ต่อกรกับพวกผีบุญ พร้อมกับล่าถอยกลับไปกราบทูลให้เสด็จในกรมฯ (พระเจ้าบรมวงศ์เธอกรมหลวงสรรพสิทธิประสงค์ เจ้าเมืองอุบล) ทรงทราบ

จากชัยชนะครั้งนั้นทำให้บรรดาสาวกของเหล่าผีบุญได้ใจ มีความฮึกเหิมถึงขนาดประกาศว่า จะยกพวกเข้ามาตีเมืองอุบลราชธานี แล้วผนวกร่วมกับดินแดนสองฝั่งลุ่มน้ำโขง จัดตั้งอาณาจักรใหม่ ที่ไม่ขึ้นต่อกรุงเทพฯ และฝรั่งเศส

สร้างความขุ่นเคืองให้กับเสด็จในกรมฯ ยิ่งนัก พระองค์จึงทรงให้ พันตรี หลวงสรกิจพิศาล ผู้บังคับการทหารอุบลราชธานี จัดทหารออกไปสืบดูเหตุการณ์ที่แท้จริงอีกครั้ง

(แสดงว่าการข่าวของทางราชการสมัยนั้นสู้สมัยนี้ไม่ได้ ใช่ไหมครับ !)

พันตรี หลวงสรกิจฯ จึงได้จัดส่ง ร้อยตรีหลี กับทหารจำนวน ๑๕ คนออกไปสืบดูร่องรอยของเหล่าขบถทางอำเภอพนา อำเภอตระการ (ตระการพืชผล) ปรากฏว่าพวกทหารได้ไปเสียท่า โดนพวกผีบุญล้อมจับฆ่าตายถึง ๑๑ คน เหลือพลตระเวนหนีรอดกลับมาได้ ๔ คนเท่านั้น/p>

ทางการเห็นว่ารอให้เพลี่ยงพล้ำมากไปกว่านี้ไม่ได้อีกแล้ว (เอาเป็นว่า เครื่องเพิ่งร้อน) การปราบปรามขั้นเด็ดขาดจึงเริ่มขึ้นเมื่อวันที่ ๑ เมษายน พ.ศ. ๒๔๔๕ (หลังปล่อยให้ลุกลามอยู่ ๒ ปี) โดยรับสั่งให้ร้อยเอกหลวงชิตสรการ (จิตร มัธยมจันทร์) นายทหารปืนใหญ่ กับร้อยตรีอิน คุมทหาร ๒๔ คน พลเมือง ๒๐๐ คน อาวุธปืน ๑๐๐ กระบอก ปืนใหญ่อีก ๒ กระบอก ออกไปปราบขบถ

ขณะเดียวกันก็กราบทูลไปยัง กรมพระยาดำรงราชานุภาพ (เสนาบดี กระทรวงมหาดไทย) เมื่อวันที่ ๓ เมษายน พ.ศ. ๒๔๔๕ (ร.ศ. ๑๒๑) ว่า

“ทหารอุบลราชธานีคิดใช้หลายทางหมดตัว เรียกตำรวจภูธรขึ้นหมดกำลังก็ยังไม่พอใช้ ถ้าเกณฑ์มา เชื่อใจชาวบ้านไม่ได้ว่าจะไม่วิ่งเข้าหาผีบุญอีก ขอทหารหรือตำรวจปืนดีๆ รีบไปช่วยเร็วๆ อีกสัก ๔๐๐”

แล้ว ทหารจากมณฑลนครราชสีมา จึงถูกส่งไปปราบขบถ โดยแบ่งออกเป็น ๔ กองพัน กองพันละ ๒ กองร้อย ยกไปมณฑลอิสาน ๒ กองพัน และเตรียมพร้อมอยู่ที่เมืองนครราชสีมาอีก ๒ กองพัน ทหารทุกคนได้รับจ่ายปืนคนละ ๑ กระบอก กระสุนคนละ ๑๐๐ นัดและเสบียงติดตัวอยู่ไปได้ ๕ วัน

อาจารย์พิศิษฐ์เขียนว่า “เป็นกองทัพที่ทันสมัยที่สุดในขณะนั้น”

เชิญกลับมาดูด้าน ร้อยเอกหลวงชิตสรการ ได้ยกกำลังเข้าสู่บ้านสะพือ (อ.พิบูลมังสาหาร) ในวันที่ ๔ เมษายน (พ.ศ. ๒๔๔๕) ตอนกลางคืน ได้จัดให้กองกำลังส่วนหนึ่งตั้งพักตรงบ้านสา อีกส่วนหนึ่งตั้งค่ายอยู่ในชัยภูมิที่เหมาะสม ห่างจากค่ายพวกผีบุญประมาณ ๕๐ เส้น (๒ กิโลเมตร)

“ที่ตรงนั้นเป็นทางเดินเข้ามาเมืองอุบลฯ สองข้างเป็นป่าไม้ ต้องเดินเข้าในตรอก”

จัดให้พระสุนทรกิจวิมล (คูณ สังโขบล) เป็นปีกขวา เพียซามาตย์ (แท่ง) เป็นปีกซ้าย ตั้งปืนใหญ่ไว้ใต้ซุ้มไม้ในป่าทึบ ใกล้ทางเลี้ยวออกมาจากบ้านสะพือ หมายยิงถล่มในทางตรอกนั้น แล้วให้ซุ่มกำลังไว้ในป่าสองข้างทางอีก

วันรุ่งขึ้น ได้เกิดปะทะกับพวกขบถผีบุญ ยิงถล่มสู้รบใส่พวกผีบุญ เกือบ ๔ โมง จึงกำชัยชนะได้โดยเด็ดขาด (ต้องร้องว่า โอโฮ ! ง่ายจัง !)

พวกขบถผีบุญถูกถล่มเสียชีวิตไป ๒๐๐ คนเศษ บาดเจ็บอีกไม่น้อยกว่า ๕๐๐ คน แถมถูกจับเป็นได้ ๑๒๐ คน

ส่วนองค์มั่นผู้หัวหน้าผีบุญ ได้หลบหนีไปพร้อมกับสมุนราว ๑๐ คน

จากนั้นก็มีการกวาดล้างจับกุมพวกผีบุญไปทั่วมณฑลอิสาน สั่งปราบปรามอย่างเด็ดขาด มีตราสั่งไปถึงทุกหัวเมือง ดังนี้ :-

“อย่าให้มีการหลบหนีไปได้เป็นอันขาด ถ้าหากผู้ใดปกปิดพวกเหล่าภัยและเอาใจช่วยให้หลบหนีไปได้ จะเอาโทษแก่ผู้ปิดบังและเจ้าหน้าที่หัวเมืองนั้นๆ อย่างหนัก”

เป็นอันว่าพวกขบถผีบุญก็แตกฉานซ่านกระเซ็นไป

แล้วที่มาเกี่ยวกับ หลวงปู่มั่น ภูริทตฺโต ศิษย์ของหลวงปู่เสาร์ กนฺตสีโล ก็เพราะความบังเอิญที่มีส่วนไปพ้องกันหลายอย่าง

องค์มั่น หัวหน้าผีบุญที่พาพวกหลบหนีไป ถูกตามล่าอย่างหนัก ตอนนี้ข่าวกรองของทางราชการเกิดการสับสนในข้อมูล เพราะ

หนึ่ง ชื่อไปซ้ำกันกับหลวงปู่มั่น

สอง เป็นคนอยู่ใน ถิ่น แขวง เขต เมืองเดียวกัน

สาม มีความสามารถเฉพาะตัวเป็น หมอลำกลอน คล้ายกัน

สี่ เครื่องนุ่มห่มแต่งกายก็คล้ายคลึงกัน คือพวกผีบุญระดับหัวหน้า จะแต่งกายต่างไปจากสาวกคนอื่นๆ ซึ่งรายงานทางราชการบอกว่า “นุ่งห่มผ้าขาวจีบ ห่มครองอย่างพระหรือสามเณร”

ห้า ผีบุญที่เป็นพระสงฆ์ก็มีหลายรูป

และที่สำคัญยิ่งก็คือ

หก ในช่วงนั้น หลวงปู่มั่น ได้ธุดงค์ ติดตามหลวงปู่ใหญ่เสาร์ ข้ามไปทางฝั่งซ้ายแม่น้ำโขงและมาพักบำเพ็ญเพียรอยู่ที่พระธาตุพนม แสดงว่าท่านหลบหนีไปจากเมืองอุบลฯ และไปในทิศทางเดียวกันกับที่องค์มั่นผีบุญ หลบหนีไป

สมัยนั้นไม่มีบัตรประจำตัว ไม่มีรูปถ่าย ไม่มีเอกสารยืนยันคงจะยุ่งกันพอสมควร

อาจารย์พิศิษฐ์ ก็ไม่ได้เขียนตอนจบว่า มีการ “เคลียร์” กันอย่างไร แต่ท่านลงท้ายว่า

“ครูบาอาจารย์รุ่นต่อๆ มา จึงได้มีเรื่องเล่าถึงการตามล่าผีบุญองค์มั่น ที่มาเกี่ยวข้องอย่างบังเอิญเหลือหลายกับ หลวงปู่มั่น ภูริทตฺโต ผู้ที่เราเคารพเทิดทูนอยู่เหนือเศียรเกล้าฉะนี้ แล”

โอ ! โล่งใจ !

ผมเอง (ปฐม) ก็ไม่ได้ถามอาจารย์พิศิษฐ์ ว่าท่านเขียนโยงเหตุการณ์ขึ้นมา หรือเหตุการณ์เป็นอย่างนั้นจริงๆ แต่... ผมก็เชื่อว่าหลวงปู่ของเรา ท่านสร้างบารมีมามาก คงไม่กลับไปเป็น แพะ ให้พวกเจ้าหน้าที่เอาไปสร้างผลงานให้กับตนเองได้หรอก ใช่ไหมครับ ?

ท่านอาจารย์พิศิษฐ์ ได้ให้ความรู้ต่อท้ายไปอีกว่า

“หลังจากการจบสิ้นของกรณีขบถผีบุญหรือขบถผู้มีบุญแล้วไม่นานนัก อีก ๒ เดือนต่อมา พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๕ ก็ทรงตราพระราชบัญญัติลักษณะการปกครองคณะสงฆ์ ร.ศ. ๑๒๑ เมื่อวันที่ ๑๖ มิถุนายน พ.ศ. ๒๔๔๕ ให้เป็นกิจจะลักษณะในรูปของกฎหมายเป็นครั้งแรก อีกทั้งยังทรงโปรดให้จัดพิมพ์หนังสือพระไตรปิฎกขึ้นเป็นครั้งแรกอีกด้วย”

ก็ขอบคุณท่านอาจารย์พิศิษฐ์ ที่อุตส่าห์ค้นเรื่องดีๆ มาให้เราได้ศึกษา ทำให้ผมมีกำลังใจที่จะลอกผลงานของท่านต่อไป ขอบคุณครับ

๕๑<

อาราธนาอยู่โปรดชาวนครพนม

ในปี พ ศ. ๒๔๔๕ หลวงปู่ใหญ่เสาร์ กนฺตสีโล ซึ่งเป็นเจ้าอาวาสวัดเลียบ กับสหธรรมิกของท่าน คือ หลวงปู่หนู ฐิตปญฺโญ เจ้าอาวาสวัดใต้ (ภายหลังมีสมณศักดิ์เป็นพระปัญญาพิศาลเถร เจ้าอาวาสวัดปทุมวนาราม กรุงเทพฯ) ได้ออกธุดงค์ไปจังหวัดนครพนม

ในหนังสือของท่านอาจารย์พิศิษฐ์ ไสยสมบัติ ระบุว่า หลวงปู่ทั้งสององค์ ได้พักปักกลดอยู่ใต้ต้นโพธิ์สุดเขตเมืองนครพนมทางด้านทิศใต้ เข้าใจว่าจะเป็นแถวบริเวณโรงฆ่าสัตว์เทศบาลจังหวัดนครพนมในปัจจุบัน

ได้มีประชาชนชาวบ้านจำนวนมากไปสนทนารับการอบรมเกี่ยวกับการปฏิบัติธรรมกับหลวงปู่ทั้งสององค์ ข้าหลวงประจำเมืองนครพนมคือ พระยาสุนทรเทพกิจจารักษ์ (เลื่อง ภูมิรัตน์) ได้ทราบเรื่อง จึงไปนมัสการและสนทนาธรรมด้วย

มีตอนหนึ่ง ท่านเจ้าเมืองได้ปรารภถึงปัญหาของพระเณรในจังหวัด ได้ขอคำปรึกษาหารือและขอให้หลวงปู่ทั้งสองได้ช่วยคิดอ่านแก้ไข พร้อมทั้งกราบเรียนหลวงปู่ให้พำนักโดยตั้งวัดธรรมยุตขึ้นในจังหวัดนครพนมด้วย

ท่านเจ้าเมืองกราบเรียนว่า

“กระผมขอโอกาสกราบเรียนนมัสการครูบาอาจารย์ พวกกระผมมีศรัทธาปสาทะอย่างเต็มที่ ต้องการอยากได้วัดคณะธรรมยุติกนิกาย ไว้เป็นศรีสง่าคู่บ้านเมืองของจังหวัดนครพนมสืบไป เกล้ากระผมในนามเจ้าเมือง ซึ่งเป็นตัวแทนของชาวจังหวัดนครพนม ขอกราบอาราธนาให้ครูบาอาจารย์เป็นประมุขประธานเป็นพ่อแม่เป็นที่พึ่งต่อไป”

หลวงปู่ใหญ่ ท่านยิ้มตามลักษณะของท่าน แล้วพูดขึ้นว่า

“เมื่อญาติโยมมีศรัทธาอันแรงกล้าอย่างนั้นก็ดีแล้ว อาตมาขออนุโมทนาสาธุการ แต่ทว่าเวลานี้อาตมายังเป็นพระเที่ยวอยู่ จะอยู่ประจำตามที่นิมนต์อาราธนานั้นคงยังไม่ได้ คงจะอยู่ได้ชั่วครั้งชั่วคราวอย่างนี้แหละ เอายังงี้ดีไหม เมื่อโยมมีความปรารถนาอันแรงกล้า อยากได้พระอยากได้วัดคณะธรรมยุตแล้ว ให้โยมไปหาพระมาสักรูปหนึ่ง พยายามเลือกเฟ้นเอาผู้มีอุปนิสัยพอเป็นไปได้ด้วยศีลาจารวัตร มีความอดทน แล้วอาตมาจะเอาไปญัตติกรรม ทำทัฬหีกรรมใหม่ เพื่อให้ศึกษาข้อวัตรปฏิบัติ กับจะส่งไปเรียนที่กรุงเทพฯ เมื่อสำเร็จแล้วจึงจะส่งกลับมาเป็นหัวหน้าเป็นผู้นำสร้างวัด สร้างความเจริญในพระพุทธศาสนาต่อไป”

พระยาสุนทรเทพกิจจารักษ์ ข้าหลวงประจำจังหวัดนครพนมเห็นด้วยอย่างยิ่งกับคำแนะนำของหลวงปู่ใหญ่ จึงได้ให้คนของท่านออกสืบเสาะเลือกเฟ้นหาพระภิกษุตามที่หลวงปู่ใหญ่บอก ใช้เวลาหลายวัน

ในที่สุดได้คัดเลือกพระภิกษุมา ๔ รูป ได้แก่ พระจันทร์ เขมิโย, พระสา อธิคโม, พระหอม จนฺทสาโร และพระสังข์ รกฺขิตธมฺโม กับสามเณรอีก ๑ รูปที่ติดตามพระจันทร์ เขมิโยจากท่าอุเทน ชื่อ สามเณรจูม จันทร์วงศ์

เวลานั้นท่านหลวงปู่ใหญ่เสาร์ กนฺตสีโล กับ หลวงปู่หนู ฐิตปญฺโญ ยังพักรออยู่ที่พระธาตุพนม

ท่านข้าหลวงได้นำพระภิกษุและสามเณรทั้ง ๕ รูปเข้าถวายตัวเป็นศิษย์ เพื่อให้หลวงปู่ใหญ่เสาร์ กับ หลวงปู่หนูช่วยรับเอาเป็นธุระแนะนำสั่งสอนและฝึกอบรมต่อไป พระคุณเจ้าทั้งสองก็รับไว้ด้วยความยินดี

จากการติดตามศึกษาประวัติครูอาจารย์พระกรรมฐานในภายหลังจะปรากฏชื่อเพียง ๒ องค์ คือ พระจันทร์ เขมิโย ภายหลังมีสมณศักดิ์เป็น พระเทพสิทธาจารย์ ประชาชนชาวนครพนมเรียกว่า “เจ้าคุณปู่” เพราะเป็นปู่ใหญ่พระธรรมยุตองค์แรกของจังหวัดนครพนม กับสามเณรจูม จันทร์วงศ์ ภายหลังมีสมณศักดิ์เป็น พระธรรมเจดีย์ (จูม พนฺธุโล) แห่งวัดโพธิสมภรณ์ จังหวัดอุดรธานี มีบทบาทสำคัญยิ่งในวงศ์พระกรรมฐานสายหลวงปู่เสาร์ หลวงปู่มั่น นั่นเอง

ส่วนพระภิกษุอีก ๓ องค์ ไม่เห็นกล่าวถึง หรือมีการกล่าวถึงแต่ผู้เขียนหาไม่พบ

ในบันทึกมีว่า

“ท่านเจ้าเมืองได้นำพระจันทร์ เขมิโย ไปถวายตัวเป็นศิษย์ของพระอาจารย์เสาร์ ที่ยังรออยู่ที่พระธาตุพนมเป็นเวลานานพอสมควรแล้ว จึงได้พากันเดินทางธุดงค์กลับจังหวัดอุบลราชธานี รอนแรมผ่านป่าดงดิบผืนใหญ่ชื่อดงบัง ที่แสนลำเค็ญ แล้วเข้าเขตอำนาจเจริญ ใช้เวลาร่วมเดือนจึงลุถึงวัดเลียบ ในตัวเมืองอุบลราชธานี”

๕๒

คำบอกเล่าของเจ้าคุณปู่

จากปากคำของท่านเจ้าคุณพระเทพสิทธาจารย์ (หลวงปู่จันทร์ เขมิโย) หรือที่ชาวนครพนมเรียกว่า “เจ้าคุณปู่” ได้พูดถึงการติดตามไปปฏิบัติธรรมกับหลวงปู่ใหญ่เสาร์ กนฺตสีโล ที่จังหวัดอุบลราชธานี ดังนี้ :-

ในปลายปี พ ศ. ๒๔๔๕ หลวงปู่ใหญ่เสาร์ และหลวงปู่หนู (พระปัญญาพิศาลเถร) ก็ได้อำลาประชาชนชาวจังหวัดนครพนม เดินทางกลับสู่จังหวัดอุบลราชธานี พร้อมด้วยพระภิกษุ ๔ รูป คือ หลวงปู่จันทร์ เขมิโย พระภิกษุสา พระภิกษุหอม พระภิกษุสังข์ และสามเณรอีก ๓ รูป ในจำนวน ๓ รูปนี้ มี สามเณรจูม จันทร์วงศ์ (ต่อมาได้เป็นพระธรรมเจดีย์) รวมอยู่ด้วย

คณะของหลวงปู่ใหญ่เสาร์ ได้จาริกธุดงค์ไปตามที่ต่างๆ หยุดพักรอนแรมกลางป่าดงพงไพร ได้พบสัตว์ป่านานาชนิด มีเสือ ช้าง ละอง ละมั่ง ควายป่า เป็นต้น

เมื่อเจอสัตว์ป่า หลวงปู่ใหญ่ ก็สั่งให้คณะนั่งลงกับพื้นดิน แล้วกำหนดจิตแผ่เมตตาให้สัตว์เหล่านั้น พระภิกษุสามเณรทุกรูปก็แคล้วคลาดปลอดภัย

ท่านเจ้าคุณปู่เล่าว่า

“ในการบำเพ็ญกรรมฐานในป่านั้น ประการสำคัญต้องทำตนให้เป็นผู้มีศีลบริสุทธิ์ ถ้าศีลไม่บริสุทธิ์มักจะมีความวิตกกังวล คงจะทำให้เกิดความไม่เชื่อมั่นในตัวเอง ต่อจากนั้นก็มีอันเป็นไป หากมีศีลบริสุทธิ์ จิตก็สงบเป็นสมาธิได้ง่าย และอีกประการหนึ่ง จะต้องยึดมั่นในพระรัตนตรัย ระลึกถึงพระพุทธคุณ พระธรรมคุณ และพระสังฆคุณอยู่เสมอ”

ท่านเจ้าคุณปู่ เล่าต่อไปว่า การธุดงค์ไปกับหลวงปู่ใหญ่ในครั้งนั้น ทำให้การฝึกฝนด้านกรรมฐานของท่าน นับว่าก้าวรุดหน้าไปกว่าเดิมมาก ทั้งนี้เพราะท่านหลวงปู่ใหญ่ ซึ่งมีความเชี่ยวชาญทั้งสมถกรรมฐาน และวิปัสสนากรรมฐาน ได้พยายามถ่ายทอดความรู้ และอบรมท่าน อย่างเคร่งครัดยิ่ง

“ตอนนั้น พอเราธุดงค์ถึงสถานที่อันวิเวกเหมาะแก่การปฏิบัติแห่งไหน ท่านพระอาจารย์เสาร์ จะหยุดพักและพวกเราเร่งบำเพ็ญเพียรอบรมจิตอย่างหนักทันที ท่านให้พยายามกำจัดมหาโจรภายใน อันหมายถึงตัวกิเลส คือ ความโลภ โกรธ หลง ให้เบาบางลงไปให้ได้และให้ทำจนหมดสิ้นไปจากจิตใจ ตามกำลังความสามารถ

การปฏิบัติกรรมฐานภายในป่านั้น หลักสำคัญประการแรก ผู้ปฏิบัติจะต้องทำตนให้บริสุทธิ์ด้วยศีล เพราะในป่าเขาลำเนาไพรมีเทพารักษ์ สัตว์ร้ายนานาชนิด ดังนั้น ต้องคอยตรวจสอบศีลของเราอยู่เสมอ ถ้าศีลไม่บริสุทธิ์เมื่อไรแล้ว ก็มักจะมีอันเป็นไปในทางไม่ดีเสมอ

และเมื่อมีศีลบริสุทธิ์แล้ว ก็ต้องรักษาจิตของเราให้บริสุทธิ์ด้วยระวังอย่าให้จิตเอนเอียงไปหารากเหง้าแห่งกิเลส คือ ราคะ โทสะ โมหะ

หลังจากนั้น เมื่อศีลและจิตบริสุทธิ์ ก็ต้องตรวจความเห็นของตนว่ามีความบริสุทธิ์หรือไม่ ความเห็นของเราตรงต่อคุณธรรมจริงหรือไม่ เมื่อเราอุทิศชีวิตของตนต่อพระรัตนตรัยอย่างแท้จริงแล้ว มีอะไรเกิดขึ้นแก่ชีวิตเราบ้าง

ควรยึดมั่นเอาพระรัตนตรัยเป็นที่พึ่ง ยอมสละทุกอย่างเพื่อพระรัตนตรัย แม้ชีวิตของเราก็ต้องยอมเสียสละ จึงจะสามารถรู้แจ้งเห็นจริงในชีวิต สามารถหยั่งจิตลงในคุณแห่งพระรัตนตรัยอย่างมั่นคง ไม่หวั่นไหว จนถึงคุณอันสูงสุดในพระศาสนา จึงจะประสบตัววิปัสสนาอย่างแท้จริง ”

ท่านเจ้าคุณปู่ บอกต่อไปว่า

“สำหรับการเจริญกรรมฐานนั้น หากยังไม่พบตัววิปัสสนาแล้ว จะไม่สามารถพบกับความสุขอย่างแท้จริงได้

การเข้าถึงพระพุทธเจ้า ประการแรกก็คือ การไม่ทำความชั่วทุกอย่าง อันได้แก่ การรักษาศีลของตนให้บริสุทธิ์ การทำความดี มีความดี มีความเฉลียวฉลาดให้พร้อมอยู่เสมอ ก็คือการเข้าถึงพระศาสนาด้วยการบำเพ็ญสมาธิ และการเข้าถึงพระศาสนาด้วยการทำจิตของตนให้ผ่องแผ้ว”

ท่านเจ้าคุณปู่ เล่าถึงการเดินทางในครั้งนั้นว่า ท่านต้องใช้เวลาอยู่หลายสัปดาห์จึงเดินทางถึงจังหวัดอุบลราชธานี

จากนั้น ท่านหลวงปู่ใหญ่เสาร์ ได้นำคณะพระเณรเข้าไปพำนักอยู่ที่วัดเลียบ ซึ่งเป็นสำนักของท่าน และ ณ สถานที่นั้นเอง ท่านเจ้าคุณปู่ ก็ได้พบกับ ท่านพระอาจารย์ใหญ่มั่น ภูริทตฺโต

ดังนั้น นอกจากเจ้าคุณปู่ จะร่ำเรียนความรู้ในทางธรรมจากหลวงปู่ใหญ่เสาร์แล้ว ท่านยังได้มีโอกาสร่วมศึกษาหาความรู้และปฏิบัติธรรมกับท่านพระอาจารย์ใหญ่มั่น อีกระยะหนึ่งด้วย

ท่านเจ้าคุณปู่ พำนักอยู่ที่วัดเลียบ จนถึงเดือนเมษายน พ.ศ. ๒๔๔๖ หลวงปู่ใหญ่เสาร์ จึงนำท่านไปแปรญัตติเป็นพระฝ่ายธรรมยุต ที่พระอุโบสถวัดศรีอุบลรัตนาราม อ.เมือง จ.อุบลราชธานี โดยมีพระสงฺฆรกฺขิโต (พูน) วัดศรีทอง เป็นพระอุปัชฌาย์ พระปัญญาพิศาลเถร (ฐิตปญฺโญ หนู) วัดใต้ เป็นพระกรรมวาจาจารย์ และพระครูประจักษ์อุบลคุณ (ญาณสโย สุ้ย) วัดสุปัฏนาราม เป็นพระอนุสาวนาจารย์ ได้รับฉายาเดิมคือ เขมิโย

หลังจากที่อุปสมบทแล้ว ท่านเจ้าคุณปู่ ก็กลับมาพำนักที่วัดเลียบ ศึกษาข้อวัตรปฏิบัติกับหลวงปู่ใหญ่เสาร์ สำหรับการศึกษาด้านปริยัติธรรม ท่านก็สนใจศึกษาอย่างเอาจริงเอาจัง พยายามศึกษาพระปริยัติธรรมแผนใหม่ ได้แก่ วิชาธรรมะ วิชาวินัย วิชาพุทธประวัติ และวิชาอธิบายกระทู้ธรรม ซึ่งพระอุบาลีคุณูปมาจารย์ (จันทร์ สิริจนฺโท) ได้นำมาเผยแพร่ที่อุบลฯ

ส่วนแนวทางปฏิบัติกรรมฐาน ท่านเจ้าคุณปู่ได้ฝึกอบรมในสำนักของหลวงปู่ใหญ่เสาร์ ท่านอาจารย์ใหญ่มั่น และหลวงปู่หนู (พระปัญญาพิศาลเถร) จนมีความรู้ทั้งด้านปริยัติและด้านปฏิบัติอย่างแท้จริง มีจิตใจมั่นคงแนบแน่นต่อธรรมะอย่างไม่สั่นคลอน

ท่านเจ้าคุณปู่ พูดถึงการศึกษาด้านปริยัติของท่านในสมัยที่พำนักอยู่วัดเลียบ อุบลราชธานีว่า นอกจากการปฏิบัติกรรมฐานอย่างคร่ำเคร่งแล้ว ท่านยังได้ศึกษาหลักพระพุทธศาสนาแผนใหม่ด้วยคือ ศึกษาวิชาวินัย วิชาธรรม วิชาพุทธประวัติ และวิชาเรียงความแก้กระทู้ธรรม ตลอดจนการศึกษาทบทวนบทบาลีไวยากรณ์แบบเก่า จากคัมภีร์มูลกัจจายน์ ตามที่เคยศึกษามาก่อนด้วย ท่านว่า

“บาลีไวยากรณ์ที่แต่งขึ้นใหม่ มีความเข้าใจได้ง่ายกว่าแบบเก่า เมื่ออาตมาได้ศึกษาคัมภีร์ต่างๆ แล้ว จึงได้ศึกษาพระวินัยอันเป็นข้อปฏิบัติโดยตรงของพระสงฆ์จากคัมภีร์จุลวรรค ศึกษาบทสวดมนต์และขัดตำนานบทสวดมนต์ต่างๆ ศึกษาแบบแผนพิธีกรรมต่างๆ ของคณะธรรมยุตในแต่ละสำนักวัดต่างๆ”

ท่านเจ้าคุณอยู่พำนักร่ำเรียนทั้งด้านปริยัติและปฏิบัติที่วัดเลียบ เมืองอุบลฯ อยู่ ๓ ปีเต็มๆ นอกจากอยู่เรียนในสำนักแล้ว บางโอกาสท่านยังได้ออกธุดงค์แสวงความวิเวก ติดตามพระอาจารย์ใหญ่มั่น ภูริทตฺโต ด้วย

ท่านเจ้าคุณปู่ เคยออกธุดงค์ร่วมกับพระอาจารย์ใหญ่มั่นไปบำเพ็ญเพียรอยู่บนภูเขาแห่งหนึ่ง ในเขตจังหวัดสกลนคร และท่านพูดว่า

“แต่ในระยะหลัง อาตมาไม่ค่อยอยากไปพบท่านพระอาจารย์มั่นหรอก เพราะพออาตมาจะไปทีไร ท่านจะทราบล่วงหน้าทุกที แล้วท่านก็จัดสถานที่พักให้ยกใหญ่ มโหฬารมาก ทั้งที่ท่านอยู่ในป่าในเขา สร้างความยุ่งยากลำบากให้แก่ท่านเปล่าๆ

ท่านพูดกับอาตมาเสนอว่า อาตมาเป็นเจ้าคุณ

ต่อมาภายหลัง ท่านเจ้าคุณปู่ ก็ได้เป็นเจ้าคุณจริงๆ ตามที่หลวงปู่มั่น ออกปากปรารภ ซึ่งเรื่องการรู้ใจคนและการทราบเหตุการณ์ล่วงหน้าของหลวงปู่มั่น นั้น เป็นที่ทราบกันอย่างกว้างขวางในหมู่พระกรรมฐานด้วยกันมาช้านานแล้ว

พระเทพสิทธาจารย์ (จันทร์ เขมิโย) แถวหน้า ซ้าย
พระธรรมเจดีย์ (พนฺธุโล จูม) แถวหน้า ขวา

๕๓

บทเรียนที่ต้องจำฝังใจ

เมื่อหลวงปู่จันทร์ เขมิโย หรือท่านเจ้าคุณปู่ ของชาวจังหวัดนครพนม มาอยู่ศึกษาอบรมในสำนักของพระอาจารย์ใหญ่เสาร์ กนฺตสีโล จนเวลาล่วงเข้า ๓ ปี พระยาสุนทรเทพกิจจารักษ์ ข้าหลวงประจำเมืองนครพนมได้ทำหนังสือไปนมัสการ หลวงปู่ใหญ่ พร้อมทั้งอีกฉบับส่งไปกราบทูลพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหลวงสรรพสิทธิประสงค์ (พระองค์เจ้าชายชุมพลสมโภช เป็นพระโอรสองค์ที่ ๑๗ ในพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว) ข้าหลวงต่างพระองค์ในรัชกาลที่ ๕ ประจำมณฑลอุบลฯ

“เพื่อขอนิมนต์ตัวพระภิกษุจันทร์ เขมิโย และคณะกลับไปตั้งสำนักคณะธรรมยุติกนิกายขึ้นที่เมืองนครพนม”

หลวงปู่ใหญ่เสาร์ จึงได้พา เจ้าคุณปู่ เข้าพบ กรมหลวงสรรพสิทธิประสงค์ ท่านเจ้าเมืองอุบลฯ

พระองค์ท่านทอดพระเนตรเห็นเจ้าคุณปู่ ยังเป็นพระหนุ่มน้อยอยู่ จึงรับสั่งด้วยความห่วงใย (เชิงสบประมาท) ว่า

“นี่นะหรือพระที่ท่านอาจารย์เสาร์จะให้นำคณะธรรมยุตไปตั้งที่เมืองนครพนม ดูรูปร่างลักษณะเล็ก บาง ยังหนุ่มแน่นมาก จะไม่ทำให้ครูอาจารย์และวงศ์ธรรมยุตต้องเศร้าหมองเสียหายไปด้วยหรือ เพราะประสบการณ์ยังอ่อน หาพอที่จะรักษาตัวและหมู่คณะไว้ได้ไม่ จะไปตายเพราะผู้หญิง ฉันเกรงว่าจะเอาบาตรไปทำเป็นรังไก่เสียก่อนนะซิ”

ท่านเจ้าคุณปู่เล่าว่า ตอนนั้นท่านเป็นพระวัยหนุ่มแน่น เมื่อถูกท่านเจ้าเมืองสบประมาทเช่นนั้น ท่านถึงกับตัวสั่นระคนไปด้วยความน้อยใจ เสียใจ จนถึงกับกลั้นน้ำตาไว้ไม่อยู่ ถ้าไม่มีครูบาอาจารย์ไปด้วย ท่านอยากจะแทรกแผ่นดินหนีไปในบัดนั้นเลย

และด้วยคำพูดอันรุนแรงของท่านเจ้าเมืองในครั้งนั้นเองที่ทำให้ท่านเจ้าคุณปู่ ยิ่งมุมานะ มีใจมุ่งมั่นอย่างแรงกล้าเพื่อที่จะลบคำสบประมาทนั้นให้ได้

ด้วยเหตุการณ์ที่ถูกสบประมาทอย่างรุนแรงในครั้งนั้นเองได้เป็นแรงบันดาลใจส่วนหนึ่งที่ทำให้ท่านเจ้าคุณปู่ ได้ขยันศึกษาหาความรู้ บำเพ็ญสมณธรรมค้ำตน จนครองเพศบรรพชิตได้ดิบได้ดีสืบต่อมา

ถ้าสมัยใหม่ ต้องว่า ทำวิกฤติให้เป็นโอกาส นั่นเอง

ทางฝ่ายหลวงปู่ใหญ่เสาร์ กนฺตสีโล เมื่อได้ฟังท่านเจ้าเมืองตรัสดังนั้น ท่านเพียงแต่ยิ้มด้วยนิสัยใจเย็นของท่าน แล้วจึงถวายพระพรเล่าถึงปฏิปทา จรรยามารยาท และความหนักแน่นในพระธรรมวินัยของพระลูกศิษย์ให้ทรงทราบทุกประการ

หลังจากได้ฟังคำบอกเล่าเช่นนั้นแล้ว ท่านเจ้าเมืองก็ทรงอนุญาตให้เจ้าคุณปู่ และคณะเดินทางกลับไปนครพนม พร้อมกับทรงออกหนังสือรับรอง เป็นการอำนวยความสะดวกในการเดินทางให้ มีใจความว่า

“ให้นายอำเภอ กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ในเส้นทางที่เดินผ่าน ให้จัดคนตามส่งตลอดทาง พร้อมทั้งให้จัดที่พักแลภัตตาหารถวายด้วย”

คณะของเจ้าคุณปู่ ใช้เวลาเดินทางจากอุบลฯ ถึงนครพนมเป็นเวลา ๒๑ วัน ท่านเจ้าเมืองนครพนมได้จัดขบวนออกไปต้อนรับแห่แหนเข้าเมือง แล้วนิมนต์ให้พำนักอยู่ ณ วัดศรีขุนเมือง

วัดศรีขุนเมือง เป็นวัดโบราณที่รกร้างมานาน ได้รับการบูรณะขึ้นสำหรับเป็นที่พำนักของพระสงฆ์ธรรมยุต ที่ขึ้นมาตั้ง ณ จังหวัดนครพนมเป็นครั้งแรก โดยคณะของเจ้าคุณปู่ ในครั้งนั้น

ภายหลังต่อมาวัดนี้ได้รับการขนานนามใหม่ว่า วัดศรีเทพประดิษฐาราม เมื่อ พ.ศ. ๒๔๖๐ นับเป็นวัดธรรมยุตวัดแรกในจังหวัดนครพนม โดยมีเจ้าคุณปู่ ซึ่งยังเป็นพระอันดับ พรรษา ๔ เป็นผู้นำคณะธรรมยุตขึ้นมาประดิษฐาน ณ จังหวัดนครพนม เป็นครั้งแรก

ปี พ.ศ. ๒๔๔๓ เจ้าคุณปู่ พร้อมด้วยคณะอีก ๓ รูป คือ พระสาร พระจูม พนฺธุโล (หลังสุดเป็น พระธรรมเจดีย์) และ สามเณรจันทร์ ได้เข้ามาศึกษาเล่าเรียนในกรุงเทพมหานครในสำนักของสมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ (ญาณวโร เจริญ) วัดเทพศิรินทราวาส แต่ครั้งยังเป็นพระเทพกวี

หลังจากเล่าเรียนอยู่ ณ วัดเทพศิรินทราวาส ๖ ปี เจ้าคุณปู่ จึงได้กลับมาประจำอยู่ ณ วัดศรีเทพประดิษฐาราม จังหวัดนครพนม เมื่อพ.ศ. ๒๔๕๘

วัดศรีเทพประดิษฐาราม จึงเป็นแหล่งกำเนิดการศึกษาทั้งฝายพระปริยัติธรรมและฝ่ายสามัญศึกษาของจังหวัดนครพนม ซึ่งความสำเร็จทั้งปวงนี้เกิดจากความวิริยะอุตสาหะของเจ้าคุณปู่โดยแท้

โดยที่เจ้าคุณปู่ได้บำเพ็ญคุณประโยชน์ต่อการพระศาสนาและการศึกษาของบ้านเมืองเป็นอันมาก จึงได้รับพระราชทานสมณศักดิ์มาโดยลำดับ คือ พ.ศ. ๒๔๖๐ ในรัชกาลที่ ๖ เป็นที่ พระครูสีลสัมบัน, พ.ศ. ๒๔๗๓ ในรัชกาลที่ ๗ เลื่อนขึ้นเป็นที่ พระครูสารภาณพนมเขต รองเจ้าคณะจังหวัด, พ.ศ. ๒๔๗๘ เลื่อนเป็น พระครูสารภาณมุนี เจ้าคณะจังหวัด, พ ศ. ๒๔๘๐ เลื่อนขึ้นเป็นพระราชาคณะชั้นสามัญที่พระสารภาณมุนี, พ.ศ. ๒๔๙๖ เป็นพระราชาคณะชั้นเทพที่ พระเทพสิทธาจารย์

เจ้าคุณปู่ หรือ พระเทพสิทธาจารย์ (เขมิโยเถร จันทร์) มรณภาพเมื่อวันที่ ๒ กุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๕๑๖ สิริอายุได้ ๙๒ ปี

กรณีของพระเทพสิทธาจารย์ หรือ เจ้าคุณปู่ ของจังหวัดนครพนม นี้ เป็นปฏิปทาอีกอย่างหนึ่งของ หลวงปู่ใหญ่เสาร์ กนุตสีโล ซึ่งนอกจากการมุ่งปฏิบัติธรรมกรรมฐานแล้ว ท่านยังส่งเสริมสนับสนุนการศึกษาภาคปริยัติธรรมด้วย เพราะเป็นธรรมที่เกี่ยวเนื่องกัน จะขาดเสียอย่างหนึ่งอย่างใดไม่ได้

เมื่อพูดถึงการเริ่มต้นคณะสงฆ์ธรรมยุตในจังหวัดนครพนมแล้ว ผู้เขียนจะขออนุญาตนำบันทึกของ พระญาณวิศิษฏ์ หรือ หลวงปู่สิงห์ ขนฺตยาคโม แม่ทัพใหญ่แห่งกองทัพธรรม ที่ได้บันทึกถึงการเผยแพร่ธรรมด้านวิปัสสนาธุระของกองทัพธรรมในจังหวัดนครพนมดังนี้ :-

“พระอาจารย์เกิ่ง อธิมุตฺตโก, พระอาจารย์บุญมา มหายโส, พระอาจารย์ทอง อโสโก, พระอาจารย์สนธิ์, พระอาจารย์คำ คมฺภีโร, พระอาจารย์จรัส พร้อมด้วยภิกษุสามเณรหมวดละ ๗ องค์ไปเผยแพร่พระพุทธศาสนาฝ่ายวิปัสสนาธุระในท้องที่จังหวัดนครพนม

เมื่อไปถึงจังหวัดนครพนมแล้ว ท่านได้แยกกันอยู่ตามสำนักต่างๆ ดังนี้ :-

๑. พระอาจารย์เกิ่ง อธิมุตฺตโก อยู่สำนักวัดโพธิชัย ตำบลสามผง อำเภอศรีสงคราม จังหวัดนครพนม ได้รับแต่งตั้งเป็นพระอุปัชฌายะ

๒. พระอาจารย์บุญมา มหายโส อยู่สำนักวัดอรัญญิกาวาส จังหวัดนครพนม ได้รับพระราชทานสมณศักดิ์เป็นพระครูสัญญาบัตรที่พระครูไพโรจน์ปัญญาคุณ

๓. พระอาจารย์ทอง อโสโก อยู่สำนักสงฆ์วัดป่าเกาะแก้ว อำเภอธาตุพนม จังหวัดนครพนม

๔. พระอาจารย์สนธิ์ อยู่สำนักสงฆ์วัดถ้ำบ้านนาโสก อำเภอนาแก จังหวัดนครพนม

๕. พระอาจารย์คำ คมฺภีโร อยู่สำนักสงฆ์วัดป่าสิลาวิเวก อำเภอมุกดาหาร จังหวัดนครพนม

๖. พระอาจารย์จรัส อยู่สำนักสงฆ์วัดป่าท่าควาย อำเภอธาตุพนม จังหวัดนครพนม”

พระเถระทั้ง ๖ องค์ จึงถือว่าเป็นบูรพาจารย์สายวิปัสสนาธุระรุ่นแรกของจังหวัดนครพนม

๕๔

พระธรรมเจดีย์ (จูม พนฺธุโล)

: ตัวอย่างการลนับลนุนด้านปริยัติธรรมของหลวงปู่ใหญ่

การยกเรื่องของท่านเจ้าคุณพระธรรมเจดีย์ (จูม พนฺธุโล) แห่ง วัดโพธิสมภรณ์ จังหวัดอุดรธานี มากล่าวในที่นี้ ก็เพื่อจะให้เห็นอีกตัวอย่างหนึ่งว่า แม้หลวงปู่ใหญ่เสาร์ และ หลวงปู่มั่นจะให้น้ำหนักความสำคัญทางด้านวิปัสสนาธุระ แต่ท่านทั้งสองก็สนับสนุนการศึกษาด้านปริยัติเหมือนกัน

ในกรณีของ เจ้าคุณปู่ แห่งจังหวัดนครพนมที่กล่าวมาแล้ว เป็นตัวอย่างหนึ่ง และกรณีของพระธรรมเจดีย์ นี้ก็เป็นอีกตัวอย่างหนึ่ง

ท่านผู้อ่านคงจำได้ว่า ท่านเจ้าคุณพระธรรมเจดีย์ สมัยเป็นสามเณรจูม ได้ติดตามเจ้าคุณปู่ไปรับการศึกษาอบรมกับหลวงปู่ใหญ่เสาร์และหลวงปู่มั่น ที่จังหวัดอุบลราชธานี ถึง ๔ ปี ก่อนจะกลับมาร่วมตั้งวัดธรรมยุตแห่งแรกในจังหวัดนครพนม คือ วัดศรีขุนเมือง และเปลี่ยนชื่อภายหลังเป็น วัดศรีเทพประดิษฐาราม ดังกล่าวมาแล้วข้างต้น

นอกจากการศึกษาด้านปริยัติขั้นต้นในจังหวัดอุบลราชธานีแล้วท่านเจ้าคุณพระธรรมเจดีย์ สมัยยังเป็นสามเณรจูม ได้เคยติดตามหลวงปู่ใหญ่เสาร์ กับหลวงปู่มั่น ออกปฏิบัติธรรมตามป่าเขาในช่วงออกพรรษาหลายครั้ง จึงได้รับการฝึกหัดด้านวิปัสสนากรรมฐานเป็นอย่างดี

หลวงปู่ใหญ่เสาร์ คงจะมองเห็นอุปนิสัยและมองการณ์ไกลจึงได้สนับสนุนสามเณรจูมให้ก้าวหน้าในด้านปริยัติธรรม ซึ่งต่อมาสามเณรจูม ก็ได้ไปศึกษาพระปริยัติธรรมในกรุงเทพฯ เมืองหลวง จนได้เป็นพระมหาเปรียญ แล้วกลับมาบริหารและจัดการศึกษาแก่คณะสงฆ์ในภาคอิสาน นับเป็นการปกครองและจรรโลงหมู่คณะและทะนุบำรุงพระพุทธศาสนาให้เจริญขึ้นเป็นอย่างมาก

ท่านเจ้าคุณพระธรรมเจดีย์ ได้เป็นพระอุปัชฌายะให้การบวชแก่พระสายธรรมยุต ท่านจึงมีลูกศิษย์ลูกหามาก จะว่าเต็มบ้านเต็มเมืองก็ได้ ท่านจึงเป็นที่เคารพนับถือของพระสงฆ์ สามเณร อุบาสก อุบาสิกา และประชาชนทั่วไป อย่างกว้างขวาง แม้แต่ท่านหลวงปู่ใหญ่และหลวงปู่มั่นก็ให้ความเชื่อถือลูกศิษย์องค์นี้มาก

แม้ท่านเจ้าคุณพระธรรมเจดีย์ จะมีภาระในด้านการปกครองสงฆ์ และด้านการศึกษาของสงฆ์อย่างมากมาย ท่านก็ไม่เคยละทิ้งด้านการปฏิบัติพระกรรมฐาน ตามที่พระอาจารย์ใหญ่ทั้งสอง ได้เคยพาดำเนินมา ซึ่งองค์ท่านเองก็ปฏิบัติอย่างเสมอต้นเสมอปลายและสนับสนุนพระสายกรรมฐานอย่างเต็มที่

ท่านผู้อ่านคงจำได้ว่า ท่านเจ้าคุณพระธรรมเจดีย์องค์นี้ เป็นพระผู้ใหญ่ที่เดินทางไปอาราธนาหลวงปู่มั่น ภูริทตฺโต ที่จังหวัดเชียงใหม่ ให้กลับมาโปรดลูกศิษย์ลูกหาทางภาคอิสาน หลังจากหลวงปู่มั่น ได้ไปอยู่ทางภาคเหนือติดต่อกันนานถึง ๑๒ ปี

จึงกล่าวได้ว่า การที่พระป่าสายหลวงปู่มั่น ได้แพร่ขยายไปอย่างกว้างขวางนั้น ส่วนหนึ่งก็ด้วยการสนับสนุนของท่านเจ้าคุณพระธรรมเจดีย์ (จูม พนฺธุโล) นี้เอง

สำหรับประวัติย่อของท่านเจ้าคุณพระธรรมเจดีย์ (จูม พนฺธุโล) มีดังนี้ :-

พระธรรมเจดีย์ มีนามเดิมว่า จูม นามสกุล จันทรวงศ์ เกิดเมื่อวันพฤหัสบดีที่ ๑๔ เมษายน พ.ศ. ๒๔๓๑ ณ บ้านท่าอุเทน อำเภอท่าอุเทน จังหวัดนครพนม บิดา - มารดาชื่อ นายคำสิงห์ นางเขียว จันทรวงศ์ ท่านเป็นบุตรคนที่ ๓ มีพี่น้องทั้งหมด ๙ คน

ปี พ.ศ. ๒๔๔๐ ได้บรรพชาเป็นสามเณร ทีวัดโพนแก้ว อำเภอท่าอุเทน จังหวัดนครพนม มีพระอาจารย์เหง้า เป็นพระอุปัชฌาย์ ต่อมาได้อุปสมบทเป็นพระภิกษุสังกัดธรรมยุติกนิกาย ชื่อวันที่ ๙ มีนาคม ๒๔๔๐ ณ วัดมหาชัย อำเภอหนองบัวลำภู จังหวัดอุดรธานี โดยมีพระครูแสง เป็นพระอุปัชฌาย์ พระครูสีมา เป็นพระกรรมวาจาจารย์ และพระครูสารภาณพนมเขต (เจ้าคุณปู่) เป็นพระอนุสาวนาจารย์

เมื่ออุปสมบทแล้วได้ศึกษาพระปริยัติธรรมด้วยความขยันหมั่นเพียร สอบได้เปรียญธรรม ๓ ประโยค ที่สำนักเรียนวัดเทพศิรินทราวาส กรุงเทพมหานคร

ตั้งแต่ปี พ ศ. ๒๔๖๖ - ๒๔๙๖ ได้ปฏิบัติศาสนกิจด้วยความขยันหมั่นเพียรและเป็นผลดีแก่พระศาสนา จึงได้รับแต่งตั้งเป็นเจ้าอาวาสวัดโพธิสมภรณ์ เมืองอุดรธานี เป็นผู้รักษาการเจ้าคณะมณฑลอุดรธานีและสมาชิกสังฆสภา เป็นต้น

ตั้งแต่ปี พ.ศ. ๒๕๖๕ ได้เลื่อนสมณศักดิ์ตามลำดับดังนี้ คือพระครูสังฆวุฒิกร, พระครูชิโนวาทธำรง, พระญาณดิลก, พระราชเวที, พระเทพกวี, และสุดท้าย พระธรรมเจดีย์

ท่านได้มรณภาพเมื่อวันที่ ๑๑ กรกฏาคม พ ศ. ๒๕๐๕ สิริรวมอายุได้ ๗๔ ปี อายุพรรษา ๕๔

นั่งแถวหน้า จากซ้าย

พระเทพสิทธาจาย์ (จันทร์ เขมิโย), พระธรรมเจดีย์ (จูม พนฺธุโล), พระอริยคุณาธาร (เส็ง ปุสฺโส)

นั่งแถวที่สอง จากซ้าย

       หลวงปู่ขาว อนาลโย, พระอาจารยฝั้น อาจาโร, พระอาจารย์กว่า สุมโน, พระครูอุดมธรรมคุณ

       (ทองสุข สุจิตฺโต), พระอาจารย์กงมา จิรปุญฺโญ

ยืนแถวหลัง จากซ้าย

พระญาณวิริยะ (วิริยังค์ สิรินฺธโร), หลวงพ่อบัว สิริปุณฺโณ, พระอาจารย์มหาบัว ญาณสมฺปนฺโน

หน้าที่                   ๑๐ ๑๑ ๑๒  ๑๓  ๑๔  ๑๕  ๑๖  ๑๗  ๑๘  ๑๙  ๒๐  ๒๑  ๒๒  ๒๓  ๒๔  ๒๕  ๒๖