#echo banner="" ประวัติและอภินิหารเครื่องรางของขลังหลวงพ่อพริ้ง วัดบางปะกอก

คลิกเมาส์ที่ใดก็ได้ในเฟรมนี้เพื่อเรียกเมนูด่วน

ประวัติและอภินิหารเครื่องรางของขลัง

ของ

ท่านพระครูประศาสน์สิกขกิจ

(หลวงปู่พริ้ง อินทโชติ)

วัดบางปะกอก

โดย

ประยุทธ ศรีสวัสดิ์

คัดลอกจาก http://www.saranugrompra.com/sara_13_001.html

ท่านพระครูประศาสน์สิกขกิจ อินทโชติ (พริ้ง) อดีตท่านเจ้าอาวาสวัดบางปะกอก ตำบลบางปะกอก อำเภอราษฎร์บูรณะ จังหวัดนครหลวงกรุงเทพธนบุรี (ธนบุรีเดิม) เดิมชื่อ "พริ้ง เอี่ยมทศ" บิดาชื่อเอี่ยม มารดาชื่อสุ่น ได้อุปสมบทเป็นสามเณรตั้งแต่ยังเล็กที่วัดพลับ ธนบุรี เมื่ออายุครบจึงได้อุปสมบทเป็นพระภิกษุที่วัดทองนพคุณ ธนบุรี โดยมิได้อยู่ในเพศฆราวาสเลย ต่อมาจึงได้ถูกนิมนต์มาประจำพรรษาอยู่ที่วัดบางปะกอกนี้ สองสามปีต่อมาจึงได้เป็นพระอธิการเจ้าอาวาส มีพระภิกษุประจำพรรษาอยู่เพียง ๒ -๓ องค์เท่านั้น เนื่องจากวัดบางปะกอกนี้เป็นวัดเก่าแก่สร้างมาแต่ในสมัยใดไม่ปรากฏแน่ชัด กุฏิ โบสถ์และเสนาสนะอื่น ๆ ชำรุดทรุดโทรมมาก สันนิษฐานจากการปฏิสังขรณ์พระอุโบสถมาครั้งหนึ่ง เมื่อพุทธศักราช ๒๔๖๐ และจากการสอบถามท่านผู้มีอายุหลายต่อหลายท่านซึ่งอายุใกล้ร้อยปี และท่านเหล่านั้นบางท่านก็ได้ถึงแก่กรรมไปหมดแล้ว ถ้ายังมีชีวิตอยู่ก็ร้อยกว่าปี ท่านบอกว่าท่านเกิดมาเป็นเด็ก ๆ ก็เห็นวัดบางปะกอกนี้อยู่แล้ว ท่านเคยถามบิดามารดาก็บอกอย่างนี้เช่นเดียวกัน ผิดแต่ว่า กุฏิ โบสถ์ ชำรุดทรุดโทรมมากไม่เหมือนเดี๋ยวนี้ โบสถ์โบกปูนปิดทึกแบบมหาอุตเหมือนวัดเก่า ๆ ในต่างจังหวัด ซึ่งก็คงมีมาแต่ในสมัยกรุงศรีอยุธยาตอนต้นหรืออาจก่อนกรุงศรีอยุธยาก็ได้ อายุไม่ต่ำกว่า ๓๐๐ ปีขึ้นไป

เดิมทีเดียวบางปะกอกนี้มีชื่อว่าบางคี่ และในสมัยก่อนที่หลวงพ่อพริ้งจะมาเป็นเจ้าอาวาสนั้นมีนักเลงอยู่มาก แม้ในเวลาที่มีการทำบุญตักบาตรในวัด จะต้องมีการตีกันอยู่เป็นประจำ ทำให้ชาวบ้านที่จะมาทำบุญก็ต้องพกมีดไม้มาด้วย นับแต่ท่านได้มาประจำพรรษาเป็นพระอธิการเจ้าอาวาสอยู่ที่วัดนี้ นักเลงเหล่านั้นก็เกรงกลัว ต่างมอบตัวเป็นศิษย์ของท่านหรือไม่ก็หายหน้าหายตาไปหมด ต่อมาท่านก็ได้ร่วมกับชาวบ้านบูรณะปฏิสังขรณ์ กุฏิ โบสถ์ วิหาร และเสนาสนะอื่น ๆ ที่ชำรุดทรุดโทรมจนเรียบร้อยสวยงามมาจนถึงบัดนี้เป็นเวลา ๖๐ ปีเศษ

หลวงพ่อพริ้งซึ่งชาวบางประกอบและชาวตำบลใกล้เคียงเรียกท่านว่า "หลวงปู่" ได้ศึกษาเล่าเรียนวิชาคาถาอาคมจนแก่กล้ามาตั้งแต่เป็นสามเณรอยู่ที่วัดพลับ แต่ท่านจะศึกษาเล่าเรียนมาจากพระอาจารย์องค์ใดนั้นไม่ปรากฏแน่ชัด มีท่านผู้มีอายุหลายท่านเล่าว่าท่านชอบธุดงค์จาริกในป่าต่าง ๆ หลายครั้งหลายหน แต่ก็มีบางท่านเล่าให้ฟังว่าท่านเคยเรียนร่วมอาจารย์เดียวกับหลวงพ่อศุข วัดมะขามเฒ่า เลยไม่ได้ความแน่ชัดว่าท่านศึกษามาจากสำนักใด พระอาจารย์องค์ใด เข้าใจว่าท่านคงจะศึกษาเล่าเรียนชั้นแรกกับพระอาจารย์ที่วัดพลับตอนที่ท่านอุปสมบทเป็นสามเณรนั่นเอง ท่านผู้ใหญ่หลายท่านซึ่งเคยอุปสมบทและเคยใกล้ชิดกับหลวงพ่อเล่าให้ฟังว่า ท่านได้สนใจศึกษาเล่าเรียนวิชาล่องหนหายตัวและคงกระพันชาตรีตั้งแต่เป็นสามเณร และสามารถทำได้โดยไม่ยาก

ต่อมาท่านได้รับแต่งตั้งสมณศักดิ์เป็น พระครูประศาสน์สิกขกิจ เมื่อวันที่ ๑ มีนาคม พุทธศักราช ๒๔๗๙ มีประชาชนเคารพนับถือทั่วไป ตลอดจนบรรดาเจ้านายเชื้อพระวงศ์ที่อยู่ในรั้วในวังต่างก็รู้จักท่านดี ในสมัยที่ท่านยังมีชีวิตอยู่ โดยเฉพาะข้าราชการทหารเรือในสมัยนั้น ทุกวันเสาร์อาทิตย์ทหารเรือทั้งนายพลจะพากันมาขอของดี ลงกระหม่อมกันแน่นกุฏิ บรรดาท่านผู้มีชื่อเสียงที่ไปมาหาสู่ท่านอย่างใกล้ชิดสนิทสนม เท่าที่พอจะรวบรวมได้ก็มี พลเรือเอก พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหลวงชุมพรเขตรอุดมศักดิ์ พระบิดาแห่งกองทัพเรือ ตลอดจนพระโอรส พระธิดาของท่าน เสด็จกรมหลวงชุมพรฯ มีความเลื่อมใสศรัทธาต่อหลวงพ่อมาก ถึงกับนำพระโอรสมาอุปสมบทเป็นสามเณรอยู่ที่วัดนี้ถึง ๓ องค์ด้วยกันคือ พลเรือเอก หม่อมเจ้าครรชิดพลอาภากร (ท่านน่วม) อดีตผู้บัญชาการทหารเรือ หม่อมเจ้าสมรบรรเทิง (ท่านขรัว) และหม่อมเจ้าดำแคงฤทธิ์ (ท่านบ๊วย) โดยที่เสด็จในกรมฯ และหม่อมเจ้าหญิงเริงจิตแจรง พระธิดา ตลอดจนข้าราชบริพารได้มาถือศีลประจำอยู่ที่วัดนี้จนพระโอรสครบกำหนดลาสิกขา และอดีตนายกรัฐมนตรีท่านหนึ่งในอดีตก็เคยเป็นศิษย์ของท่าน พระชายาของกรมหลวงลพบุรีราเมศร์และพระโอรสก็เคยไปมาหาสู่ท่านเป็นประจำ โดยเฉพาะเสด็จกรมหลวงชุมพระเขตรอุดมศักดิ์ นั้นเคารพนับถือเป็นพระอาจารย์องค์หนึ่งเท่าเทียมหลวงพ่อศุข วัดมะขามเฒ่า และเข้าใจว่าคงจะได้ของดีจากหลวงพ่อไปมิใช่น้อย เพราะเท่าที่ทราบกันทั่ว ๆ ไป เสด็จในกรมฯนั้น เมื่อทราบว่าพระอาจารย์องค์ไหนมีชื่อเสียงแล้วมักจะทรงไปลองดีอยู่เสมอ ๆ และถ้าไม่แน่จริงแล้วท่านก็ไม่เคยให้ความเลื่อมใสศรัทธา

ผู้เขียนขอคัดลอกข้อความตอนหนึ่งในหนังสือพระประวัติของกรมหลวงชุมพรฯ ซึ่งเขียนโดยชัยมงคล อุดมทรัพย์ มีข้อความตอนหนึ่งว่า

"ผู้เขียนได้ถามนายเทียบ อุทัยเวช (นายเทียบฯ นี้เป็นน้องของหม่อมเมี้ยนซึ่งเป็นหม่อมของเสด็จในกรมฯ) ว่าเสด็จในกรมฯ นั้นทรงเคารพเลื่อมใสหลวงพ่อศุของค์เดียวหรือ หรือมีองค์อื่นอีก นายเทียบเล่าว่ามีอีกองค์หนึ่งอยู่วัดบางปะกอกธนบุรี ชื่อพระอาจารย์พริ้ง ท่านอาจารย์พริ้งองค์นี้มาหาเจ้าพ่อที่วังเสมอ แต่ท่านอาจารย์พริ้งจะให้ของหรือประสิทธิ์ประสาทวิชาคาถาอาคมอะไรให้กับท่านเจ้าพ่อยังไงผมไม่ทราบ แต่ท่านเจ้าพ่อเคารพนับถือเป็นพระอาจารย์

นายเทียบเล่าต่อไปว่า พระอาจารย์พริ้งองค์นี้มีคนนับถือมาก เล่าลือกันว่าเป็นผู้ที่เชี่ยวชาญวิชาทางไสยศาสตร์ไม่แพ้หลวงพ่อศุข วัดมะขามเฒ่าเหมือนกัน น้องชายของผมชื่อจำเรียง ทัศนเวช บวชเป็นพระครูเป็นเจ้าอาวาสอยู่วัดส้มเกลี้ยง ตำบลสามเสน พระนคร (ปัจจุบันนี้เป็นพระวิบูลย์ธรรมาภรณ์ อยู่วัดราชาธิวาส) ได้นิมนต์พระอาจารย์พริ้งไปปลุกเสกองค์เดียว เกิดเหตุการณ์มหัศจรรย์ ปรากฏว่าผ้ายันต์ที่กองอยู่นั้นกระพือพรึบเหมือนลมกระทบคลื่นอยู่ไปมา ทั้ง ๆ ที่การกระทำพิธีก็กระทำอยู่ในพระอุโบสถของวัดชนะสงคราม หน้าต่างประตูก็ปิดหมด พัดลมก็ไม่มีสักอัน และมีผู้ร่วมเป็นสักขีพยานอยู่หลายท่าน กองผ้ายันต์เคลื่อนไหวเป็นอยู่พักหนึ่งจนเสร็จพิธี"

หลวงพ่อพริ้งเป็นอาจารย์สักและหมอยา มีเครื่องรางของขลังที่มีชื่อเสียงมากทางคงกะพันและเมตตามหานิยมในสมัยนั้น หากใครไม่รู้จักหลวงพ่อพริ้งก็อาจจะเรียกได้ว่ายังไม่ได้เป็นนักเลงพระอย่างแท้จริง ประชาชนทั่ว ๆ ไป ให้ความเคารพเลื่อมใสกันอย่างมาก นอกจากนั้นท่านยังดูฤกษ์ยามทายโชคชะตาได้แม่นยำ ท่านได้สร้างเครื่องรางของขลังขึ้นครั้งแรก เท่าที่ทราบกันดีคือ ลูกอมดำ ซึ่งมีชื่อเสียงในทางคงกระพันเมตตามหานิยมและอาราธนาทำน้ำมนต์ให้คนป่วยรับประทานเป็นที่รู้จักกันทั่ว ๆ ไปอย่างกว้างขวาง และสร้างลูกอมสีขาวปนเทา พระสมเด็จผงใบลานสีเทา สีปูน แหวนปลอกมีดขึ้นอีกซึ่งก็ได้รับความนิยมมากเช่นกัน และในโอกาสต่อมาท่านก็ได้สร้างเหรียญรูปท่านขึ้นอีกใน พ.ศ. ๒๔๘๓ โดยคุณหลวงพัสดุฯ เป็นผู้จัดทำถวายให้หลวงพ่อปลุกเสก

โดยเฉพาะลูกอมดำซึ่งเป็นเครื่องรางชนิดแรกที่ท่านสร้างขึ้น มีอภินิหารทางคงกะพันมาก ซึ่งมีผู้ประสบเหตุมาแล้วจำนวนมากบอกกับผู้เขียนว่าจะให้ราคากี่พัน กี่หมื่นก็ให้ไม่ได้ เพราะถ้าไม่ได้ลูกอมดำของท่านแล้ว คงไม่มีโอกาสให้สัมภาษณ์แก่คุณในขณะนี้แน่ ลูกอมดำนี้มีชื่อเสียงโด่งดังเลื่องลือไปไกล เหตุที่มีผู้นำติดตัวไปแล้วประสบภัยต่าง ๆ หลายต่อหลายสิบรายแต่ก็รอดชีวิตมาได้ เป็นเหตุให้มีผู้ต้องการมาก หาเช่าได้ยากจึงมีผู้รู้จักลูกอมดำมากกว่าเครื่องรางชนิดอื่น ๆ ที่หลวงพ่อสร้าง

ในตอนต้นสงครามอินโดจีน ท่านก็ได้สร้างเสื้อยันต์ผ้ายันต์และปลุกเสกเครื่องรางชนิดอื่น ๆ อีกหลายอย่างเพื่อมอบให้กับทหารที่ไปราชการสงครามและลูกศิษย์ในครั้งกระนั้น และในโอกาสที่ทางราชการทำพิธีจัดส่งทหารไปราชการสงคราม ท่านก็ได้รับนิมนต์จากทางราชการให้ไปประพรมน้ำพระพุทธมนต์เพื่อเป็นสิริมงคลเป็นที่เลื่องลือในครั้งกระนั้น

ในอดีตหลวงพ่อพริ้งท่านได้เข้าร่วมพิธีนั่งปรกปลุกเสกตามวัดใหญ่ ๆ หลายครั้ง เช่น วัดราชบพิธ และวัดสุทัศน์เทพวราราม โดยเฉพาะที่วัดสุทัศน์ ฯ นี้ท่านได้เข้าพิธีทุกครั้งที่สมเด็จพระสังฆราชแพ จัดทำในครั้งหลัง ๆ ก็เช่นกัน ท่านเป็นพระอาจารย์ที่มีชื่อเสียงมากในสมัยนั้น บรรดาพระชั้นผู้ใหญ่ที่ประจำพรรษาอยู่ที่วัดสุทัศน์ ฯ รู้จักหลวงพ่อดีแทบทุกองค์ ผู้เขียนได้ไปขอสัมภาษณ์จากท่านเจ้าคุณหลายองค์ที่วัดสุทัศน์ ต่างก็เล่าเป็นเสียงเดียวกันว่าหลวงพ่อพริ้งขณะนั้นโด่งดังมากกว่าพระอาจารย์ อื่น ๆ ที่มีชื่อเสียงในสมัยนั้นจริง ๆ รูปร่างลักษณะของท่านเป็นคนที่ท่วงทีสง่างามสมกับเป็นพระชั้นผู้ใหญ่ที่มีคนเคารพนับถือ นี่เป็นคำกล่าวของท่านเจ้าคุณพระญาณโพธิ กับท่านเจ้าคุณพระศรีสัจจญาณมุนี และท่านเจ้าคุณพระวิบูลย์ธรรมาภรณ์

ในบรรดาพระเกจิอาจารย์ที่มีชื่อเสียงโด่งดังในยุคนี้ หลายต่อหลายองค์ก็เคยเป็นลูกศิษย์ของหลวงพ่อ ผู้เขียนของดที่จะกล่าวนามพระอาจารย์เหล่านั้น เพราะยังมิได้ติดต่อขออนุญาตจากท่าน เนื่องจากผู้เขียนไม่มีเวลาและโอกาสที่จะไปติดต่อ จึงขอกล่าวเพียง ๒-๓ องค์

คือ หลวงพ่อพระร่วง พระเกจิอาจารย์ผู้มีชื่อเสียงองค์หนึ่งแห่งวัดยางสุทธาราม บางกอกน้อย ธนบุรี ในอดีต พระอาจารย์เฉลิม เกตุแก้ว ที่วัดยางสทธารามปัจจุบันนี้เล่าให้ฟังว่า อาจารย์ของท่านคือหลวงพ่อพระร่วง ได้เล่าให้ฟังว่า หลวงพ่อพริ้งเคยเป็นอาจารย์ของท่าน เครื่องรางของขลังของหลวงพ่อพริ้งท่านก็มีแทบทุกชนิด และเป็นศิษย์ที่ใกล้ชิดคนหนึ่งทีเดียว แต่เนื่องจากปัจจุบันนี้หลวงพ่อพระร่วงได้มรณภาพไปแล้ว ผู้เขียนจึงไม่ทราบรายละเอียดที่เกี่ยวกับหลวงพ่อพริ้งมากกว่านี้

พระอาจารย์อีกองค์หนึ่งแห่งถ้ำคูหาทองในจังหวัดลพบุรี คุณพิทักษ์ ฯ เล่าให้ฟังว่าเมื่อ ๒-๓ ปีที่แล้วมีพรรคพวกซึ่งเป็นคนจีนได้ชวนไปเที่ยวที่จังหวัดลพบุรี และเดินทางไปยังสำนักสงฆ์แห่งหนึ่งซึ่ออยู่ในถ้ำบนภูเขาห่างจากตัวเมืองโคกกระเทียมไปหลายสิบกิโลเมตร ณ สำนักสงฆ์แห่งนั้นได้มีพระอาจารย์องค์หนึ่งซึ่งเป็นผู้มีชื่อเสียงมากองค์หนึ่งในจังหวัดลพบุรี และใกล้เคียง ได้นำเครื่องรางของขลังชนิดต่าง ๆ ที่ท่านสร้างขึ้นให้คนได้เช่าบูชา เพื่อนำรายได้สร้างพระอุโบสถที่กำลังก่อสร้างอยู่

คนจีนที่ไปด้วยเช่ากันเป็นจำนวนมาก ราคาค่าเช่าบูชาก็ราคาสูง แต่คุณพิทักษ์เองมิได้เช่าเพราะเห็นว่ามีอยู่มากแล้ว แต่ท่านอาจารย์องค์นั้นได้ถามคุณพิทักษ์ว่าทำไมไม่เอาไว้บ้าง ซึ่งคุณพิทักษ์ก็ตอบว่ามีอยู่แล้วทำให้พระอาจารย์องค์นั้นขอดู คุณพิทักษ์ก็จำเป็นต้องถอดสร้อยคอซึ่งมีลูกอมดำของหลวงพ่อรวมอยู่ด้วยออกมาให้ดู

ทันทีที่ท่านอาจารย์องค์นั้นเห็นลูกอมดำ ก็ยกสร้อยพระขึ้นพนมมือเหนือศีรษะ และกราบลงบนอาสนะเบื้องหน้าท่าน พร้อมกับพูดว่า โยมไม่ต้องเอาของอาตมาแล้วเพราะมีของดีอยู่แล้วนี่ไง พร้อมกับชี้ที่ลูกอมดำ

คุณพิทักษ์ก็เลยเรียนถามว่าท่านทราบหรือว่าเป็นของพระอาจารย์องค์ใด ท่านอาจารย์องค์นั้นตอบว่า

นี่คือลูกอมดำของหลวงพ่อพริ้ง วัดบางปะกอก ธนบุรีและเป็นอาจารย์ของอาตมาด้วย พร้อมกับบอกว่าได้ของดีของอาจารย์ของอาตมามาแล้ว ไม่ต้องเอาของอาตมาหรอก

คุณพิทักษ์กล่าวว่าจำชื่ออาจารย์องค์นั้นไม่ได้เพราะเป็นเวลา ๒-๓ ปีแล้วแต่รู้สึกว่าดังมากจากคำบอกเล่าของพรรคพวกที่ไปด้วย

พระอาจารย์อีกท่านหนึ่งที่เคยมาศึกษากับหลวงพ่ออีกก็คือ "หลวงพ่อปาน ผู้มีชื่อเสียงแห่งวัดบางนมโค จังหวัดอยุธยา"

พระภิกษุเชื้อ วิสุทธสีโล วัดบางปะกอก ได้เล่าให้ผู้เขียนฟังว่าเมื่อตอนเป็นเด็กอายุ ๑๒-๑๓ ปี ได้ติดตามพระจำรัส ประสารเกตุ พี่ชายของนายแจ่ม ประสารเกตุ (คนเก่าแก่ตำบลบางปะกอก) ไปหาหลวงพ่อปาน วัดบางนมโคเพื่อขอของดีของท่านซึ่งกำลังเริ่มจะมีชื่อเสียง เมื่อเข้าไปถึงวัดก็เข้าไปกราบมนัสการท่าน

หลวงพ่อปาน จึงได้ถามว่ามาทำไม พระจำรัส ฯ จึงตอบว่ามาขอของดีจากหลวงพ่อท่านจึงได้ถามว่าอยู่กันที่ไหนล่ะ

พระจำรัสฯ จึงตอบว่าอยู่วัดบางปะกอก ธนบุรี หลวงพ่อปาน จึงบอกว่าไม่มีหรอกของดีที่นี่น่ะ พระภิกษุเชื้อฯ ตอนนั้นยังเป็นเด็กอยู่และยังไม่ได้บวชเรียน จึงพูดว่าที่หน้าหลวงพ่อมีตั้ง ๕ บาตรแน่ะ

ท่านจึงหัวเราะและกล่าวว่าอยู่วัดบางปะกอกก็มีของอาจารย์ฉันอยู่แล้วนี่นา จะมาเอาของฉันทำไมอีก "หลวงพ่อพริ้งไงล่ะ" และท่านก็ได้มอบให้มาคนละ ๕ องค์ พร้อมกับฝากมาให้หลวงพ่อพริ้งอีกจำนวนหนึ่ง

เมื่อกลับมาถึงวัดก็มีมีความสงสัย เพราะหลวงพ่อปานท่านบอกว่าเคยเป็นลูกศิษย์หลวงพ่อพริ้ง แต่ทำไมเราไม่เคยเห็นหน้าสักที เราก็อยู่เป็นเด็กวัดมานาน จึงได้ถามหลวงพ่อพริ้งว่า "หลวงลุง หลวงพ่อปานเขาบอกว่าเคยเป็นลูกศิษย์ของหลวงลุง ผมไม่เคยเห็นหน้าสักที"

หลวงพ่อจึงกล่าวว่า เขาไม่ได้เป็นลูกศิษย์แบบเองนี่ เขามาเรียนกับข้าเพียงคืนเดียว เท่านั้น สอบถามต่อจึงได้ความว่าหลวงพ่อปานขณะนั้นมีอายุมากกว่า หลวงพ่อ ได้มาขอเรียนวิปัสสนาธุระ โดยบอกว่าทราบว่าอาจารย์สำเร็จวิปัสสนา ผมขอสมัครตัวเป็นศิษย์เพื่อเรียนด้วย เพราะเรียนมาหมดธูปเป็นกระบุงๆ แล้วไม่สำเร็จสักที

หลวงพ่อจึงดำเนินการสอนให้ ซึ่งหลวงพ่อปานศึกษาเพียงคืนเดียวเท่านั้นก็สำเร็จ โดยบอกกับหลวงพ่อปานว่า "เอาละท่านเรียนสำเร็จแล้ว"

เรื่องนี้ผู้เขียนขอยืนยันอีกคนหนึ่งว่าในสมัยที่ผู้เขียนอายุ ๑๗-๑๘ ปี คุณลุงแจ่ม ประสารเกตุ ขณะนั้นยังมีชีวิตอยู่ได้เคยเล่าให้ฟังเหมือนกัน แต่ขณะที่เขียนเรื่องนี้คุณลุงแจ่ม ได้ถึงแก่กรรมเสียแล้ว เลยหมดโอกาสที่จะสอบถามให้ได้เรื่องราวมากกว่านี้

ปัจจุบันนี้ ท่านผู้มีความต้องการที่จะได้เครื่องรางของขลังที่ท่านสร้างขึ้นยังพอมีให้เช่าไปบูชาอยู่บ้างเพียงเล็กน้อย เช่นลูกอมสีเทาและพระสมเด็จผงใบลานอันขึ้นชื่อของหลวงพ่อ

อนึ่ง เมื่อวันที ๗ พฤศจิกายน ๒๕๑๔ ทางวัดได้ร่วมกับคณะศิษยานุศิษย์ สมาคมผู้ปกครองและครูวัดบางปะกอกสมาคมนักเรียนเก่าบางปะกอก และสมาคมศิษย์เก่าโรงเรียนประชาบาล จัดพิธีพุทธาภิเษกครั้งยิ่งใหญ่ ปลุกเสกเครื่องรางของขลังหลายชนิด อาทิเช่นรูปหล่อเหมือน เหรียญทองนาคเงิน เหรียญทองแดงรมดำ พระพิมพ์ผงชนิดต่าง ๆ เพื่อให้ผู้ที่มีความเลื่อมใสศรัทธาได้มีไว้ติดตัวสักการะบูชา โดยมีสมเด็จพระอริยวงศาคตญาน สมเด็จพระสังฆราชเป็นองค์ประทานเททอง สมเด็จพระวันรัต วัดพระเชตุพน เป็นองค์ประธานจุดเทียนชัย ร่วมด้วยพระอาจารย์ผู้มีชื่อเสียงหลายองค์นั่งปรกปลุกเสกตลอดราตรี

อาทิเช่น หลวงพ่อแพ วัดพิกุลทอง สิงห์บุรี หลวงพ่อมุ่ยวัดดอนไร่ สุพรรณบุรี หลวงพ่อเย่อ วัดอาสาสงคราม พระประแดง หลวงพ่อเจริญ วัดทองนพคุณ เพชรบุรี พระครูอนุรักษ์วรคุณ วัดหนองม่วง ราชบุรี หลวงปู่โต๊ะ วัดประดู่ฉิมพลี หลวงพ่อมิ่ง วัดกก หลวงพ่อเส่ง วัดกัลยาณมิตร นครหลวงกรุงเทพธนบุรี ฯลฯ เป็นต้น ณ พระอุโบสถวัดบางปะกอก

ของบางชนิดที่จัดสร้างหมดไปในเพียงวันเดียวที่เปิดให้เช่าบูชา ของที่จัดสร้างได้ผสมผงเดิมของท่านไปด้วย พร้อมทั้งผงจากพระอาจารย์ต่างๆ อีกเป็นจำนวนมากหลายจังหวัด เช่นจังหวัด สุพรรณบุรี สิงห์บุรี เพชรบุรี ราชบุรี สระบุรี นนทบุรี ธนบุรี พร้อมด้วยดินและอิฐ จากสถูปอนุสาวรีย์อนุสรณ์ดอนเจดีย์อันศักดิ์สิทธิ์ ฯลฯ นอกจากนั้นยังมีผงสุพรรณของแท้อันขึ้นชื่อผสมอีกส่วนหนึ่ง จึงกล่าวได้ว่าถึงแม้หลวงพ่อจะมิได้สร้างด้วยตนเอง แต่ก็จะไม่ทำให้ผู้ที่มีติดตัวไว้ผิดหวังในคุณวิเศษในของที่จัดสร้างขึ้นใหม่เลย นอกจากนั้นคณะกรรมการยังได้ทำพิธีบวงสรวงดวงวิญญาณของหลวงพ่ออัญเชิญเป็นประทานนั่งปรกปลุกเสกของในพิธีดังกล่าวด้วย

สำหรับรายได้จะจัดตั้งเป็นมูลนิธิ "หลวงปู่พริ้ง" นำดอกผลช่วยเหลือนักเรียนที่ขาดแคลนทุนทรัพย์ของโรงเรียนวัดบางปะกอก (ประถม) และโรงเรียนบางปะกอกวิทยาคม (มัธยม) อีกส่วนหนึ่งจะนำไปขยายบริเวณที่ประดิษฐานพระรูปหล่อจำลองของหลวงพ่อให้กว้างขวางสวยงามเหมาะสมต่อไป

อภินิหารความศักดิ์สิทธิ์เครื่องรางของขลังของหลวงพ่อ

จากคำบอกเล่าของนายแป้นฯ ในสมัยที่ยังทำเรือประมงอยู่เล่าว่า ในขณะที่อยู่ในทะเล มีลูกเรือถูกงูเห่าทะเลกัดอาการเพียบเต็มที่ ยาก็ไม่มีรักษา นายแป้นฯ นึกถึงลูกอมของท่านที่นำติดตัวไปขึ้นมาได้ จึงอาราธนาระลึกถึงท่านหย่อนลงไปในขันน้ำปรากฏว่าแตกออกเป็น ๓ เสี่ยง และได้เอาน้ำในขันนั้นให้ลูกเรือรับประทาน ปรากฏว่าในไม่ช้าก็หาย สำหรับเรื่องลูกอมแตกนั้น ผู้เขียนฟังคำบอกเล่าในขั้นแรกยังสงสัยไม่ค่อยเชื่อนัก แต่เมื่อได้นำออกมาให้ดูปรากฏว่าแตกเป็น ๓ เสี่ยงจริง ๆ นับเป็นสิ่งอัศจรรย์มาก

ในช่วงสงครามอินโดจีน มีท่านผู้หนึ่งจะต้องไปสงคราม อยากได้เครื่องรางของท่าน แต่ไม่กล้ามาขอเพราะท่านเป็นคนดุพอสมควรแก่เหตุและผล เลยจ้างให้ศิษย์วัดขโมยมาให้ ศิษย์วัดผู้นั้นก็นำก้อนกรวดเล็ก ๆ ที่ท่านใส่ไว้ในกระถางน้ำมนต์บนหอสวดมนต์ไปให้ จึงได้นำติดตัวไป ในขณะที่อยู่ในแนวหน้ากับเพื่อน ๆ อีกกลุ่มหนึ่ง ปรากฏว่ากระสุนปืนใหญ่จากฝ่ายข้าศึกตกลงมาใกล้ ๆ พอดี เพื่อน ๆ ตายไปหลายคนที่ไม่ตายก็แทบไม่รอด แต่เจ้าตัวกลับไม่เป็นอะไรเลย เพียงแต่แรงของกระสุนปืนใหญ่นัดนั้นบีบหมวกเหล็กแบนติดกับศีรษะเอาไม่ออกต้องส่งตัวมาตัดในกรุงเทพฯ

สงครามมหาเอเชียบูรพา วัดบางปะกอกได้เป็นที่พักหนีภัยอันตรายของประชาชนมาอยู่เป็นร้อย ๆ ซึ่ง หลวงพ่อก็ได้ให้ความร่มเย็นโดยทั่วกัน โดยเฉพาะเจ้าจอมต่าง ๆ ที่อยู่ในรั้วในวังก็พากันมาพึ่งบารมีของท่านหลายต่อหลายคนภัยอันตรายต่าง ๆ ไม่เคยแผ้วพาลแม้แต่น้อย ทั้ง ๆ ที่วัดอยู่ห่างอู่ต่อเรือของญี่ปุ่นไม่ถึงกิโลเมตร มองเห็นลูกระเบิดหย่อนลงมาทำลายนับสิบ ๆ ลูก แต่ด้วยบุญบารมีของท่านท่านได้ปัดเป่าภัยอันตรายต่าง ๆ ที่จะมีแก่ชาวบางปะกอกจนปลอดภัยต่อเหตุการณ์ในครั้งกระนั้น ยากที่ชาวบางปะกอกและผู้ที่มาพึ่งบุญของท่านจะลืมได้

อีกรายหนึ่งที่ผู้เขียนสัมภาษณ์จากปากคำของผู้ประสบเหตุการณ์มาด้วยตนเอง ท่านผู้นั้นเล่าว่าในตอนหนุ่ม ๆ ชอบไปเที่ยวตามงานวัดย่านใกล้นั้น วันหนึ่งก่อนออกจากบ้านรู้สึกตัวว่ามีอะไรแปลก ๆ กว่าทุกครั้งที่เคยไปเที่ยวมา เหมือนมีอะไรดลจิตใจ จึงกลับไปหยิบผ้ายันต์และลูกอมดำของท่านอาราธนาบอกกล่าวขอความคุ้มครองจากท่านแล้ว ก็นำติดตัวไปขณะที่ยืนดูลิเกอยู่ในลานวัดนั้น มีนักเลงในเขตย่านนั้นซึ่งไม่ถูกกันมาก่อนลอบตีที่ศีรษะเต็มเหนี่ยวขณะที่ยืนดูอยู่กับเพื่อน ๆ ท่านผู้นี้เล่าว่าขณะถูกตีด้วยไม้คมแฝกรู้สึกชานิด ๆ ชั่วขณะหนึ่งเท่านั้นเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้นทั้ง ๆ ที่เพื่อน ๆ และคนที่ยืนอยู่ใกล้ ๆ ได้ยินเสียงโพล๊ะดังสนั่น ขนาดที่ลิเกกำลังแสดงหยุดชะงักการเล่นทันที ผู้คนแตกฮือไปคนละทิศละทาง ผู้ถูกตีเองกลับไม่รู้สึกอะไรนับเป็นอีกรายหนึ่งที่ผู้เขียนสัมภาษณ์กับผู้ประสบมาด้วยตนเอง และท่านผู้เล่าก็ยังมีชีวิตอยู่ในขณะนี้

อีกรายหนึ่งซึ่งเกิดขึ้นเมื่อเร็ว ๆ นี้ คือเมื่อวันที่ ๒๒ สิงหาคม ๒๕๑๔ ท่านผู้นั้นคือ คุณพิทักษ์ กฤตสัมพันธ์ อาจารย์โทของโรงเรียนบางปะกอกวิทยาคม อำเภอราษฎร์บูรณะ ธนบุรี ได้ประสบมาด้วยตนเองกล่าวคือ เมื่อวันที่ ๒๒ ส.ค. ๑๔ เวลาประมาณ ๓ ทุ่มได้โดยสารรถเมล์ประจำทางสาย ๘๖ บางลำพู - พระประแดงเพื่อกลับบ้านขณะที่มาถึงหลังบริษัทข้าวไทย ๓ ท้องที่อำเภอราษฎร์บูรณะได้มีผู้โดยสารคนหนึ่งเกิดวิวาทกับคนขับรถประจำทางคันที่นั่งไป เหตุเพราะไม่จอดให้ลงตามที่ประสงค์ เมื่อผู้โดยสารคนนั้นได้ลงไปแล้ว ได้ชักปืนขึ้นมายิงเข้าไปในรถ ๒ นัดซ้อนๆ นัดแรกเข้าที่กลางหลังของคุณพิทักษ์ อีกนัดหนึ่งถูกผู้โดยสารข้างเคียง ขณะที่นัดแรกเจาะเข้ากลางหลังคุณพิทักษ์ เล่าว่ารู้สึกแน่นตื้อขึ้นมาในทันที จึงเอามือคลำดูที่หลังตามสัญชาติญาณเพราะรู้สึกตัวว่าโดนยิงแน่ อีกนัดหนึ่งเข้าที่แขนของคนข้างเคียง เลือดโชกออกมานอง ผู้โดยสารอื่น ๆ และผู้ประสบเหตุการณ์ จึงได้ช่วยกันนำผู้บาดเจ็บส่งโรงพยาบาลในทันที สำหรับคุณพิทักษ์ เมื่อผู้โดยสารอื่นๆ ช่วยกันตรวจดูแล้วไม่เห็นมีบาดแผล ความตกใจและดีใจที่ไม่เป็นอะไรจึงได้รีบกลับบ้านทันทีและเล่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นให้ภรรยาและเพื่อนบ้านฟัง ซึ่งเพื่อนบ้านก็ช่วยกันสำรวจดูบาดแผลที่ถูกยิง ทว่ายังความแปลกใจให้กับภรรยาและเพื่อนบ้าน ปรากฏว่าเสื้อเชิ้ตชั้นนอกมีรอยไหม้เหลืองๆ เป็นจุด เมื่อถอดเสื้อชั้นนอกออกที่แผ่นหลังใกล้หัวใจเสื้อยืดชั้นในเป็นรอยบุ๋มลึกเข้าไปในเนื้อแผ่นหลังเกือบ ๑ ซ.ม. จึงได้ช่วยกันถอดเสื้อชั้นใน ออกปรากฏว่ามีรอยช้ำ ๆ เพียงเล็กน้อยเพราะความแรงของหัวกระสุนปืนลูกปืนมิได้ผ่านแผ่นหลังบาง ๆ ของคุณพิทักษ์ เข้าไปเลย

ผู้เขียนจึงได้เรียนถามว่ามีอะไรดีหนังจึงเหนียวนักคุณพิทักษ์ บอกว่าได้บุญพระท่านคุ้มครองพร้อมกับบอกว่ามีลูกอมดำของหลวงพ่อพริ้ง กับพระเครื่องอื่น ๆ อีก ๒ - ๓ องค์ แต่มั่นใจเหลือเกินว่าหลวงพ่อท่านช่วยแน่ แต่มิใช่ว่าจะลบหลู่พระเครื่องอื่น ๆ ที่กล้ากล่าวเช่นนี้เพราะว่าเรื่องประสบภัยอันตรายนี้มิใช่เป็นครั้งแรก แต่เป็นครั้งที่สองแล้วและในครั้งแรกก็มีเพียงลูกอมดำของหลวงพ่อเพียงอย่างเดียวเท่านั้น

อภินิหารเกี่ยวกับเครื่องรางของขลังของท่านเลื่องลือไปไกลในยุคนั้น นอกเหนือไปชาวชาวจังหวัดพระนครธนบุรี แล้วชาวจังหวัดอื่น ๆ ก็เป็นลูกศิษย์ลูกหาของท่านมากมาย แม้ในบรรดาพระผู้ใหญ่ชั้นราชาคณะหลายท่านก็เคารพนับถือท่านมาก ท่านผู้มีอายุหลายท่านเล่าว่า สมเด็จพระสังฆราชแพ วัดสุทัศน์เทพวราราม ซึ่งรักใคร่ชอบพอกันมาก เมื่อมาหาท่านก็จะกราบหลวงพ่อก่อนทุกครั้ง และไม่ว่าจะไปเจริญพระพุทธมนต์หรือฉันภัตตาหารที่ใดโดยมีพระชั้นเจ้าคุณไปร่วมด้วย เมื่อทราบว่ามีท่านเจ้าอาวาสวัดบางปะกอกจะไปด้วยจะต้องเว้นที่นั่งเหนือกว่าไว้ให้ท่านแทบทุกแห่งไป นับเป็นสิ่งน่าอัศจรรย์มาก เพราะท่านเป็นเพียงพระครูเจ้าอาวาสเท่านั้น ซึ่งเรื่องนี้เป็นที่กล่าวขวัญกันสืบมาจนทุกวันนี้

มีประชาชนรุ่นหลัง ๆ ที่เคารพเลื่อมใสในตัวของหลวงพ่อได้สอบถามกันอยู่เสมอว่าคาถากำกับเครื่องรางของหลวงพ่อมีอะไรบ้าง ผู้เขียนขอแนะนำว่า นะโมพุทธายะ พระเจ้าห้าพระองค์นั่นแหละครับ เพราะท่านได้สร้างเหรียญของท่านเองก็มีคำว่า นะโมพุทธายะ พร้อมกับอาราธนาบอกกล่าวระลึกพระคุณของท่านเป็นไม่ผิดหวังแน่ ๆ

สำหรับของชุดใหม่ที่จัดสร้างขึ้นนั้นก็ปรากฏว่าได้แสดงอภินิหารให้เป็นที่ประจักษ์นับตั้งแต่วันแรกที่เปิดจำหน่าย ซึ่งผู้เขียนเองได้เป็นผู้ควบคุมการจำหน่ายอยู่ ซึ่งเปิดให้เช่าไปได้สักพัก ปรากฏว่ามีคนแห่กันมาแน่นบริเวณทีให้เช่า ขอเช่ากันคนละองค์สององค์ก็เป็นของธรรมดา แต่ที่เช่ากันคนละ ๒๐๐ , ๓๐๐ , ถึง ๕๐๐ บาทก็มี ซึ่งยังความแปลกใจให้กับผู้เขียนและกรรมการที่ร่วมให้เช่า

ผู้เขียนเองก็ยังนึกในใจว่าจะรีบเช่ากันไปทำไมคนละสี่ห้าร้อยบาท มีผู้เช่าไปแล้วนำไปลองยิงด้วยปืนมีคนดูหลายสิบคน ผลปรากฏว่ายิง ๒ นัดไม่ออก พอหันปืนไปทางอื่นคราวนี้ได้ผลเสียงดังสนั่นต่อหน้าผู้คนที่มุงดู เลยแห่กันมาเช่ากันคนละหลายร้อยบาทดังที่กล่าวข้างต้น เป็นเหตุให้ผู้เขียนจำหน่ายเงินขาดไป ๒๕๐ บาท เพราะดูแลไม่ทั่วถึงทั้ง ๆ ที่มีกรรมการร่วมด้วยหลายคน

นอกจากนี้ยังได้ทราบว่ามีผู้นำไปลองอีกสองสามแห่ง ผลก็ปรากฏว่าเช่นเดิม ทำให้การจำหน่ายแต่ละครั้งเต็มไปด้วยผู้ศรัทธาเลื่อมใสในตัวของหลวงพ่ออย่างน่าปลื้มใจ แม้แต่ชนชาวแขกแท้ ๆ ก็ยังมาขอเช่ากันหลายสิบคน

เกี่ยวกับที่มีคนนำไปทดลองด้วยปืนนี้ผู้เขียนไม่ยืนยันเพราะไม่ได้เห็นด้วยตาตนเอง แต่ก็ได้ถามจากผู้ที่มาขอเช่าคนหนึ่งซึ่งได้เช่าหลายร้อยบาท บอกกับผู้เขียนว่าได้ไปยืนดูด้วยตนเองและเห็นกับตา จึงมีความเลื่อมใสในตัวของหลวงพ่อมาก สำหรับผู้เขียนเองไม่เคยคิดจะลอง เพราะคิดว่ามีของดีแล้วไม่ควรจะนำมาทดลองไม่เป็นการสมควรจริง ๆ เราเคารพเลื่อมใสก็อาราธนาบอกล่าวถึงท่านนำติดตัวไป ก็เกิดพลังใจเป็นที่เชื่อถือได้เพียงพอแล้ว

อีกรายหนึ่งได้ประสบมากับตนเอง คือนายบุญมา ตรงมณี อยู่หมู่ที่ ๙ อ.ราษฎร์บูรณะ นครหลวงธนบุรี อาชีพขับรถรับจ้างโดยสารเมื่อวันที่ ๒๑ มิถุนายน ๒๕๑๕ นี้เอง นายบุญมาฯ ได้เล่าให้ฟังว่า วันนั้นเป็นวันพุธตื่นเช้าขึ้นมาก็รู้สึกไม่อยากจะไปทำงานจึงกลับไปนอนต่อ แต่ก็นอนไม่หลับ พอประมาณ ๐๙.๐๐ น. เศษ ไม่รู้จะทำอะไรก็เลยไปออกรถ กลับบ้านอีกครั้งหนึ่งเวลาประมาณ ๑๘.๐๐ น. เศษ ตามปกติ โดยเช่าบ้านอยู่ในซอยสมบูรณ์ทรัพย์ ขณะที่เดินทางกลับยังไม่ถึงบ้าน ก็ถูกคนร้ายฟันด้วยมีดที่หัวไหล่ขวาเต็มแรง จึงเอามือลูบที่โดนฟัน

ปรากฏว่าไม่เป็นอะไร พร้อมกับหมุนตัวกลับ ก็เห็นคนฟันซึ่งเป็นวัยรุ่นกำลังวิ่งหนี จึงได้วิ่งตามไป แต่เห็นคนร้ายมีมีดในมือยาวประมาณศอกเศษจึงหยุดไล่ เพราะตนเองไม่มีอาวุธมีแต่มือเปล่า คนร้ายจึงโดดขึ้นรถจักรยานยนต์ซึ่งมีเพื่อนจอดรออยู่หนีไปได้ จึงได้นำความไปแจ้งกับเจ้าหน้าที่สถานีตำรวจราษฎร์บูรณะ

เมื่อเจ้าหน้าที่ตรวจดูไม่มีบาดแผลเป็นเพียงรอยขีดเล็ก ๆ เป็นยางบอนเท่านั้น จึงได้ถามนายบุญมา จึงนึกขึ้นมาได้จึงหยิบซองใส่พระและผ้ายันต์ขึ้นมาให้เจ้าหน้าที่ดู

ปรากฏว่าผ้ายันต์นั้นเป็นของอาจารย์อื่น ๒ ผืน เป็นผ้ายันต์ทางเมตตามหานิยม อีกอย่างหนึ่งคือพระพิมพ์ผง ๒ หน้า หลวงพ่อพริ้งที่จัดสร้างขึ้นใหม่เมื่อเร็ว ๆ นี้ แต่ทว่าพระพิมพ์หลวงพ่อพริ้งใต้ฐานหัก ยังความแปลกใจให้กับเจ้าของและเจ้าหน้าที่ตำรวจเป็นอย่างมากว่าทำไมถึงหักได้ซึ่งนายบุญมาฯ ยืนยันว่าไม่เคยทำตกและก็เก็บไว้ในกระเป๋าเสื้อตลอดเวลา พร้อมกับบอกว่าหลวงปู่พริ้ง ท่านช่วยชีวิตผมไว้แน่ ๆ เพราะเหตุว่าตนเองมีอาชีพขับรถรับจ้างก็หาของทางเมตตามหานิยมเท่านั้น สำหรับหลวงพ่อพริ้ง ได้มาก็เนื่องจากพรรคพวกเขาแบ่งให้ จึงแลกไปคนละองค์ พร้อมกับบอกว่าหลวงปู่พริ้งก็ไม่เคยรู้จักเคยได้ยินแต่ชื่อเท่านั้น และก็ไม่ได้หาเช่าไว้เพราะเป็นคนต่างจังหวัด อีกประการหนึ่งหลวงพ่อพริ้งก็มรณภาพไปนานแล้วด้วยจึงไม่ได้ยินชื่อเสียงและกิตติศัพท์ของท่านนัก พร้อมทั้งยืนยันว่าองค์นี้จะต้องนำไปต่อให้อยู่ในสภาพเรียบร้อยเพราะท่านช่วยชีวิตผมไว้

นายบุญมา เล่าให้ฟังว่าต่อไปว่าวันเกิดเหตุนั้น ถ้าไม่ออกไปทำงานก็มีหวังตายแน่ ๆ เพราะปกติจะเดินเข้าออกตรอกนั้น พบปะเพื่อนฝูงวันละหลายเที่ยวและจะไม่นำพระติดตัวเลย ไปทำงานถึงจะนำติดตัวไป ทำให้รอดชีวิตมาได้

ผู้เขียนได้ขอดูรอยที่ถูกฟันปรากฏว่าเห็นเป็นรอยทางยาว ๆ ประมาณ ๖ - ๘ นิ้วฟุต เพาะเหตุเกิดมาหลายวันแล้ว ถ้าหากว่าฟันเข้าไม่พิการก็ต้องนอนโรงพยาบาลเป็นเดือน ๆ แน่ ๆ

ในด้านการประกอบกิจการสาธารณกุศล

ท่านได้ร่วมกับชาวบางปะกอกและชาวพุทธทำนุบำรุงวัด ซ่อมแซมกุฏิ พระอุโบสถ พระวิหาร และเสนาสนะอื่น ๆ ในวัดจนอยู่ในสภาพที่สวยงาม และท่านยังได้สร้างพระวิหารขึ้นใหม่อีกหลังหนึ่งเมื่อ พุทธศักราช ๒๔๘๔ โดยมีทุนส่วนตัวของท่านเองไม่ถึง ๑๐๐ บาท แต่ด้วยบุญบารมีของท่านพระวิหารที่ท่านสร้างขึ้นจึงสำเร็จเรียบร้อยในปีนั้นด้วยความร่วมมือของลูกศิษย์ลูกหาที่เคารพเลื่อมใสในตัวของหลวงพ่อ

ในการด้านการศึกษา ท่านเป็นผู้อุปการะและกรรมการศึกษาโรงเรียนวัดบางปะกอก (ประถม) มาตั้งแต่แรกเริ่มสมัยที่นักเรียนยังต้องอาศัยศาลาวัดเรียนจนกระทั่งเป็นอาคารไม้ ๒ ชั้น ในปัจจุบันนี้โรงเรียนแห่งนี้เป็นอาคารไม้ ๒ ชั้นถึง ๖ อาคาร เนื่องจากได้รับความสนับสนุนของรัฐบาล แต่ก็ด้วยความดำริของท่านแต่แรกเริ่ม

และต่อมาท่านก็ได้ดำริที่จะสร้างโรงเรียนมัธยมแบบผสมขึ้นเพื่อให้เด็ก ๆ ได้ศึกษาเล่าเรียนโดยไม่ต้องไปเล่าเรียนไกล ๆ บ้าน แต่ความดำริของท่านยังไม่สำเร็จท่านก็จากชาวบางปะกอกและลูกศิษย์ลูกหาไปเสียก่อน ต่อมานายล้อม ฟักอุดม คหบดีชาวบางปะกอกจึงได้ร่วมกับนายนคร มังคะลี นายถนอม เอี่ยมทศ และประชาชนจัดซื้อที่ดินนำถวายวัดบางปะกอก และขออนุญาตตั้งโรงเรียนมัธยมวัดบางปะกอกขึ้น เมื่อพุทธศักราช ๒๔๙๒ นับว่าหลวงพ่อได้ประกอบคุณงามความดีไว้ให้แก่ทางราชการ พระบวรพุทธศาสนาและชาวบางปะกอก ยากที่ชาวบางปะกอกจะลืมเลือนไปจากความทรงจำ แม้ว่าท่านจะมรณภาพไป ๒๐ ปีเศษแล้วก็ตาม เกียรติประวัติความดีและอภินิหารของท่านจะจารึกอยู่ในความทรงจำของชาวบางปะกอกและศิษยานุศิษย์ไปชั่วกาลนาน

บันทึกผู้เขียน

ประวัติของท่านพระครูประศาสน์สิกขกิจ (หลวงปู่พริ้ง) ผู้เขียนได้ศึกษาประวัติของท่านไว้ในความทรงจำมานานหลายปี โดยสอบถามจากผู้ใหญ่ที่เคยใกล้ชิดทั้งในอดีตและปัจจุบันที่พอทราบประวัติของท่านหลายต่อหลายท่านด้วยกัน บางท่านก็ถึงแก่กรรมไปแล้วก็มี ซึ่งประวัติและอภินิหารเกี่ยวกับเครื่องรางและของขลังของหลวงปู่พริ้ง ผู้เขียนได้พยายามอย่างยิ่งที่จะค้นคว้ารวบรวมจากท่านผู้รู้จริงมาเผยแพร่ให้ท่านผู้สนใจได้ทราบ แม้จะไม่ละเอียดนัก ทั้งนี้เพื่อให้ชาวบางปะกอกรุ่นหลังๆได้ระลึกถึงพระคุณความดีของท่านที่ได้ร่วมสร้างสมไว้ให้กับชาวบางปะกอกและบวรพระพุทธศาสนา

เพื่อที่จะให้เป็นที่ระลึกในกาลนาน ข้าพเจ้าจึงดำเนินการจัดพิมพ์หนังสือเล่มนี้ขึ้น อาจจะไม่ละเอียดถูกต้องนัก ข้าพเจ้าผู้เขียนขอน้อมรับคำติชมจากผู้รู้จริงทุกๆ ท่านและขอได้โปรดแจ้งให้ข้าพเจ้าได้ทราบ จักเป็นพระคุณอย่างสูงยิ่ง

ประยุทธ ศรีสวัสดิ์

ขอกราบขอบพระทัย ขอบพระคุณ

ท่านเจ้าคุณ พระญาณโพธิ์

ท่านเจ้าคุณ พระวิบูลธรรมาภรณ์

ท่านเจ้าคุณ พระศรีสัจจญานมุนี

พระภิกษุเชื้อ วิสุทธสีโล

พระภิกษุทอง เอี่ยมทศ

หม่อมเจ้าหญิง จารุพัตรา อาภากร

ท่านขุนนราไตรภพ

นายถนอม เอี่ยมทศ

นายวงศ์ บุญประดิษฐ์

นางลับ แย้มพยงค์

นางเทียบ ศรีสวัสดิ์

นางผาด ไม้แก้ว

นายพิทักษ์ กฤตสัมพันธ์

เรื่องโดย คุณประยุทธ ศรีสวัสดิ์

ภาพประกอบเรื่องโดย ทีมงานสารานุกรมพระ