#echo banner="" ประวัติ หลวงพ่อพุธ ฐานิโย 08

คลิกเมาส์ที่ใดก็ได้ในเฟรมนี้เพื่อเรียกเมนูด่วน

ฐานิยตฺเถรวตฺถุ ๘

เนื่องในงานพระราชทานเพลิงศพ

พระราชสังวรญาณ (พุธ ฐานิโย)

ณ วัดป่าสาลวัน อำเภอเมือง จังหวัดนครราชสีมา

๓๑ พฤษภาคม ๒๕๔๓

บทสวดมนต์ตอนออกธุดงค์

v สวดบทพุทธคุณ ธรรมคุณ สังฆคุณ v

สมัยหลวงพ่อเป็นหนุ่ม หลวงพ่อออกธุดงค์ หลวงพ่อสวดมนต์คาถา อันเป็นบทสวดประจำ ครูบาอาจารย์ท่านสอนให้สวดบทพุทธคุณ ธรรมคุณ สังฆคุณ แล้วเจริญเมตตาพรหมวิหาร บทสวดมนต์ต่าง ๆ นี้เป็นกิจวัตรประจำวันที่เราจะต้องสวด

รู้สึกว่าจะได้ผลเป็นอย่างดี คือในครั้งหนึ่งเคยไปพักอยู่ในป่ากับพระที่เป็นหมอทำ หมอทำนี่หมายถึง หมอที่เรียนเวทย์มนต์คาถาสำหรับขับไล่ผี ไปนอนอยู่ในเสื่อหวายผืนเดียวกัน แต่คนละมุม พระองค์นั้นพอนอนหลับลงไปก็ท่องแต่มนต์ขับผีตลอดเวลา พอตอนกลางดึก ท่านก็ลุกขึ้นมาบอกว่า

“นอนไม่ไหวแล้ว จะหนีไปนอนที่อื่น”

“ทำไมล่ะ”

“ผีมันมารบกวน”

หลวงพ่อก็เลยบอกว่า

“นอนเสีย เดี๋ยวจะทำให้ได้นอน”

เสร็จแล้วหลวงพ่อก็ลุกขึ้นมากำหนดจิต ตั้งนโม แล้วก็สวดบทพุทธคุณ ธรรมคุณ สังฆคุณ อธิษฐานจิตไปรอบ ๆ ว่า

“ภายในโดยรอบ ๑ กิโลเมตร ขอสัตว์ทั้งหลายอย่าเบียดเบียนซึ่งกันและกัน”  แล้วเจริญเมตตาพรหมวิหาร

ปรากฏว่าพระองค์นั้นนอนหลับตลอดคืน ไม่มีอะไรมารบกวน พอตื่นเช้ามา ท่านก็มาถามว่า

“ไปเรียนมนต์มาจากไหนดีนักหนา”

ก็เรียนท่านบอกท่านว่า

“ก็บทพุทธคุณ ธรรมคุณ สังฆคุณ เจริญเมตตาพรหมวิหารนั่นแหละ แต่ท่านเอะอะก็มีแต่ท่องมนต์ไล่ผี ไล่ผี ไปที่ไหนก็ไปประกาศความเป็นศัตรูต่อเขา อย่างผมนี้ไปที่ไหนก็ประกาศความเป็นมิตร โดยสวดพุทธคุณ ธรรมคุณ สังฆคุณ อธิษฐานบารมีของสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เพราะพระพุทธเจ้าสอนให้เราสร้างความรัก ความเมตตาปรานี ก็อธิษฐานเอาพระเจตนาของพระพุทธเจ้าที่มุ่งสอนเราให้ปฏิบัติอย่างนั้นมาเป็นสัจจะ แล้วก็อธิษฐานจิตว่า ขอให้สัตว์ทั้งหลาย ซึ่งเป็นเพื่อนทุกข์ เกิด แก่ เจ็บ ตายด้วยกันทั้งหมดทั้งสิ้น อย่าได้เบียดเบียนซึ่งกันและกัน จงมีสุข รักษาตนให้พ้นภัยทั้งปวงเถิด ก็เอากันแค่นี้ ก็อยู่เย็นเป็นสุขอยู่เย็นสบาย”

ทวนความรู้สึก

v ถึงเวลามันอยากสึกมา นอนร้องไห้ v

หลวงพ่อบวชมาตั้งแต่อายุ ๑๔ ปี ความตั้งใจว่าจะบวชตลอดชีวิต แหม.. ถึงเวลามันอยากสึก มานอนร้องไห้ เอ้า.. อะไรที่มันอยาก เราจะไม่กินมัน แม้แต่ของตกลงในบาตร ถ้ามองดูแล้วมันชอบน้ำลายไหล หยิบออก อะไรที่มันไม่ชอบที่สุด เอาอันนั้นแหละมาฉัน เราไม่กินเพื่ออร่อย เรากินเพื่อคุณค่าทางอาหาร อะไรที่มันจะเป็นคุณค่าทางอาหาร เราจะเอาสิ่งนั้น แม้ว่าเราจะไม่ชอบก็ตาม ที่นี้คนที่เรารักเราชอบเราจะไม่เข้าใกล้ เราจะเข้าใกล้คนที่เกลียดขี้หน้าเราที่สุด ถ้าใครด่า ครูบาอาจารย์องค์ไหนด่ามาก ๆ เราเข้าหาองค์นั้น องค์ไหนยกย่องสรรเสริญ เราไม่เข้าใกล้ จนครูบาอาจารย์บางองค์ว่า...พระองค์นี้มันจองหอง เราอุตส่าห์เมตตาสงสารมัน มันไม่เข้าใกล้เรา มันเข้าไปหาแต่คนที่ด่ามันเก่ง ๆ

หลวงปู่มั่น เวลาลูกศิษย์ไปขออาศัยทีแรกนี่ ท่านจะดุ..ดุ ทำถูกก็ดุ ทำผิดก็ดุ ภายใน ๑ ปีนี่ต้องทุบกันเสียจนแหลกละเอียด แต่พอ ๑ ปีผ่านไป ถ้าผู้ที่โดนนี่ไม่หลบหน้าหนี มีอะไรถ่ายทอดให้หมด

นี่ ครูบาอาจารย์ที่ดุเก่ง ๆ นี่ เวลาท่านดีกับเราแล้ว ก็เรียนถามท่านว่า ขอโอกาสเถอะ เมื่อกระผมมาอยู่กับท่านอาจารย์ ทีแรกทำไมท่านถึงได้ดุนักหนา

ท่านบอกว่า เขาจะตีเหล็กให้มันเป็นมีดเป็นพร้า เขาจะต้องเผาไฟให้มันร้อน แล้วก็ลงตะเนินหนัก ๆ เอาฆ้อนเล็ก ๆ มาทุบ มันจะเป็นมีดเป็นพร้าได้ยังไง ต้องเผาให้ร้อน เอาตะเนินหนัก ๆ ขนาด ๘ ปอนด์นั่นห้ำมันลงไป มันก็เหยียดออกมาเป็นมีดเป็นพร้าที่สวยงามได้ ท่านว่าอย่างนี้ เมื่อก่อนนี้ยังข้องใจอยู่ว่าทำไมท่านถึงดุ พอท่านชี้แจงให้ฟังแล้ว อ้อ! เราโล่งใจ เพราะฉะนั้นเราได้ดีเพราะอาจารย์ดุ อาจารย์ที่สรรเสริญอะไรนี้ นั่นแหละท่านเอายาพิษเคลือบน้ำตาลให้เรากิน

ฉะนั้นจึงได้ถือคติว่า ญาติโยมคนใดพอมาถึงแล้วก็มายกย่องสรรเสริญเยินยอเคารพเลื่อมใสอย่างนั้นอย่างนี้ เท่าที่สังเกตมา หลวงพ่อนี้กลัวที่สุด ถ้าคนไหนมาแล้วก็มามอง ๆ...พระองค์นี้ใช้ไม่ได้ อยากจะสะพายบาตรวิ่งตามหลัง เสร็จแล้วพวกที่เขาเข้าใจดีแล้วนี่ ถึงไหนถึงกัน

พรรษาที่ ๑๓ - ๒๖ (พ.ศ. ๒๔๙๗ - ๒๕๑๐)

จำพรรษา ที่

วัดแสนสำราญ อำเภอวารินชำราบ จังหวัดอุบลราชธานี

รอยมือครูบาอาจารย์

v รอยมือรอยเท้าของครูบาอาจารย์ผู้ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบ v

วัดแสนลำราญเป็นวัดที่สำคัญ มีครูบาอาจารย์ที่ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบอยู่มาหลายองค์ เช่น พระอาจารย์สิงห์ ขนฺตยาคโม พระมหาปิ่น ปญฺญาพโล พระอาจารย์ฝั้น อาจาโร พระอาจารย์เทสก์ เทสฺรํสี ฯลฯ เพราะฉะนั้นสิ่งปลูกสร้างอะไรก็ตามที่อยู่ในวัดนี้จึงเป็นรอยมือรอยเท้าของครูบาอาจารย์ผู้ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบทำมาทั้งนั้น

มาอยู่วัดแสนสำราญ ๑๕ ปี มาเป็นเจ้าอาวาส เป็นเจ้าคณะอำเภอวารินฯ และได้เป็นพระครูพุทธิสารสุนทร (พุธ ฐานิโย) คนอุบลฯ คนวารินฯ นิยมมาทำบุญที่วัดนี้ส่วนมาก เพราะมีการจัดปฏิบัติธรรม ปิดทองรอยพระพุทธบาทขึ้นทุก ๆ ปี ครูบาอาจารย์ที่สำคัญนิมนต์ท่านมาแสดงธรรมในงาน เช่น หลวงปู่ผาง จิตฺตคุตฺโต พระอาจารย์ผั่น ปาเรสโก พระอาจารย์มหาบัว ญาณสมปนฺโน พระอาจารย์หล้า เขมปตฺโต หลวงปู่หลุย จนฺทสาโร หลวงปู่ชอบ ฐานสโม ฯลฯ

เป็นเจ้าอาวาสวัดแสนสำราญ

v กุฏิจะพังแหล่มิพังแหล่ เสื่อนอนก็ไม่มีให้ v

ตอนเข้ามาอยู่วัดแสนสำราญทีแรก... กุฏิจะพังแหล่มิพังแหล่ เสื่อนอนก็ไม่มีให้ หมอนหนุนหัวก็ไม่มี ไปเป็นสมภาร การนอนคืนแรกเอาผ้าอาบน้ำปูนอน หมอนก็เอาห่อผ้าครองหนุน ทีนี้พอตื่นเช้ามา เราก็ไม่ได้ลงทำวัตรกับหมู่พระเณร พอเดินลงไปศาลา หลวงตาองค์หนึ่งชื่อว่าหลวงตาสอน เคยอยู่วัดบูรพาฯ ด้วยกัน พอแกเห็นเราเดินไป แกก็ตะโกนเลย

“เอาพระอย่างนี้หรือมาเป็นสมภาร นอนตื่นสายแบบนี้มันจะมาเป็นสมภารได้อย่างไร”

คือแกมุ่งหวังที่จะได้เป็นสมภาร แกผิดหวัง เราก็เฉย ทีนี้พอถึงวันพระ ญาติโยมมาทำบุญ พออาราธนาศีล พระอยู่ที่นั่นเขาก็รีบขึ้นธรรมาสน์ ขึ้นไปให้ศีลแล้วก็เทศน์ เทศน์ก็จับหนังสือมาอ่าน อ่านหนังสือไทยก็ไม่ถูก พอกลางคืนมา ก็มีญาติโยมมาอบรมสมาธิ พอทำวัตรสวดมนต์เสร็จเขาก็รีบวิ่งขึ้นธรรมาสน์ ก็พูดไปตามเรื่องเขานั่นแหละ แล้วก็พานั่งสมาธิ เราก็นั่ง บางวันเขาประกาศว่าวันนี้นั่งสมาธิ ๒ ชั่วโมง ใครทนไม่ไหวให้มันดิ้นตาย พอเขาว่านั่ง ๒ ชั่วโมง เราอธิษฐานจิต ๔ ชั่วโมง พอถึงเวลาแล้วลืมตาขึ้นมา พวกญาติโยมทั้งหลายพากันนอนดารดาษไปหมด พระหายหมดไม่เหลือสักองค์ จนกระทั่งเข้าพรรษาเขาก็ไม่ให้โอกาส

v กว่าจะได้โอกาสเทศน์ v

วันหนึ่ง ยายแป้นเลยไปพูดกับอาจารย์สอนซึ่งเป็นหัวหน้า

“ท่านอาจารย์สอน ขออนุญาตให้ท่านมหาเทศน์หน่อย ให้ท่านเทศน์อบรมสมาธิหน่อยอยากฟัง”

พอได้ยินญาติโยมกระซิบขอ แกคว้าย่ามหนีกลับกุฏิเลย

พอไปเทศน์ก็เทศน์ตั้งแต่สมาธิขั้นต้น จนถึงอันดับที่มันเป็นยังไง ๆ ไล่ไปตามลำดับจนถึงขั้นอัปปนาสมาธิว่ามันผ่านอะไรบ้าง หลังจากนั้นมาท่านอาจารย์สอนไม่กล้าขึ้นธรรมาสน์ เสร็จแล้วหลังจากนั้นมาพวกชาวบ้านเขาก็ไปคุยต่อ ๆ กันจนแตกตื่นมาจนแน่นศาลา ศาลาน้อย ๆ ไม่มีที่นั่ง

อยู่มาวันหนึ่งพอทำวัตรสวดมนต์เสร็จ วันพระตอนเย็น ยายแป้นแกสังเกตมานานแล้ว แกเลยพูดว่า

“ไหนเขาว่าท่านไม่ใช่ลูกศิษย์พระกรรมฐาน แต่ดูกิริยามารยาทแล้วเหมือนกับหลวงปู่เสาร์ การเดินเหินก็ไม่หลุกหลิก พูดจาก็ไพเราะ ไม่กระโชกกระชาก พวกที่ท่านประกาศว่าเป็นลูกศิษย์กรรมฐานนี้ไม่เห็นเรียบร้อยเหมือนอย่างท่าน”

v องค์นี้สอนแล้วจิตของเราสงบเป็นสมาธิได้ v

วันหนึ่งโยมได้ขออนุญาตพระเจ้าถิ่นในวัด ซึ่งเคยดูถูกหลวงพ่อและมักตั้งตัวเป็นศัตรูกับหลวงพ่อ

“ท่านอาจารย์สอน วันนี้ขออนุญาตให้อาจารย์มหาท่านเทศน์ให้โยมฟังหน่อย”

พออาจารย์สอนได้ยินก็คว้าย่าม ปี๊ด ๆ ๆ ลงศาลาไปเลย พอเทศน์เสร็จ พานั่งสมาธิเสร็จ

“โอ๊ย..ไอ้ของดี ๆ เอาไปหมกเอาไว้ มีแต่ขี้เหร่ออกมาแจกจ่าย ใครจะไปรับได้”

เขาว่า

“วันนี้นั่งสมาธิจิตสงบดี”

ออกปากเป็นเสียงเดียวกันเลยว่า

“เมื่อก่อนนี้ครูบาอาจารย์ใหญ่ ๆ โต ๆ ก็เคยมาสอนเรา แต่ว่าไม่เหมือนองค์นี้ องค์นี้สอนแล้วจิตของเราสงบเป็นสมาธิได้ดี”

..คือครูบาอาจารย์ท่านให้นั่งสมาธิแล้วท่านเทศน์ เทศน์จบแล้วท่านก็บอกให้เลิก ทีนี้จิตมันก็ไปติดอยู่กับเสียงเทศน์ หลวงพ่อแนะวิธีแล้วก็นิ่งเงียบ พอเลิกนั่งสมาธิแล้วก็มาถามปัญหากัน อะไรไม่เข้าใจ อะไรสงสัยก็มาถามกัน

นึกว่า “ตายแล้ว”

v“พระนั่งสมาธิจะตายได้อย่างไร” v

ไปนั่งปลุกเสกร่วมกับเขา ไปนั่งแต่เที่ยงคืน ไปถึงโมงเช้าจึงรู้สึกตัว พอรู้สึกตัวก็ถามชาวบ้านที่มามุงดูว่า ทำไมฉันจึงได้นั่งหันหลังให้กับพระประธาน เมื่อคืนนี้ฉันนั่งหันหน้าเข้าหาพระประธาน กำนันแกบอกว่าแกจับหมุน

“ทำไมจึงต้องมาจับหมุน”

“นึกว่าไปเสียแล้ว”

“ไปไหนล่ะ”

“ตายล่ะสิ”

“พระนั่งสมาธิจะตายได้อย่างไร”

“ทำไมจะไม่ตายล่ะ ก็ไม่หายใจ”

“รู้ได้อย่างไร ว่าไม่หายใจ”

“เอาสำลีมาอุดที่จมูกมันไม่ไหวก็แสดงว่าไม่ได้หายใจละสิ”

จึงมานึกถึงคำเทศน์ของหลวงปู่เสาร์ว่า ถ้าเราปฏิบัติสมาธิ สมาธิมันเข้าอัปปนาลึกซึ้งลงไปนี้ ใครปลุกก็ไม่ตื่น จับโยนลงน้ำก็ไม่สำลักน้ำตาย จับโยนลงไฟก็ไม่ไหม้ ท่านว่าอย่างนั้น

ครูถูกพระแย่งเมีย

v ไป ๆ มา ๆ สมภารสึกมาก็มาแย่งเอาเมียผมไป v

เมื่อก่อนหลวงพ่อขยันเทศน์เด๊ ขึ้นธรรมาสน์ ก็เทศน์ตลอดสว่างนั่นแหละ เสร็จแล้ว แล้วมีอีตาหนึ่งอดีตเป็นครู ชื่อครูจอม เมียแกก็มาจำศีล นั่งสมาธิทุกวันพระ แกก็มาแอบดูทุกวันแต่ไม่ขึ้นศาลา มีอยู่ ๒ คน จนกระทั่งจวนจะออกพรรษา พากันขึ้นไปบนศาลา เขาพูดกันว่า

“ท่านมหานี้จะสอนคนให้ไปนิพพานจริง ๆ นะนี้ ไม่ได้สอนเล่น ๆ ผมมาดูท่านมหาอยู่นี้จนจวนจะออกพรรษา ผมคิดว่าท่านมหาจะมีอะไร ๆ กับญาติโยม ผมก็ดูมาเรื่อย”

หลวงพ่อก็ย้อนถามว่า

“จับเท็จตรงไหนได้บ้าง”

เขาบอก “ไม่มี ท่านมุ่งสอนคนไปนิพพานจริง ๆ”

“แล้วพากันมาแอบดูทำไม ทำไมไม่ขึ้นมา”

แกก็เลยเล่าเรื่องของแกให้ฟัง

“เมื่อก่อนนี้ผมเป็นครูใหญ่อยู่ที่บ้านแขก ในฐานะที่เป็นครูก็อยากจะนำชาวบ้านมาทำบุญสุนทาน ก็ไปอุปัฏฐากพระสมภารวัด ไป ๆ มา ๆ สมภารสึกมาก็มาแย่งเอาเมียผมไป ผมก็ไม่รู้ว่าเขาตกลงปลงใจกันตั้งแต่เมื่อไร พอสึกมาแล้ว เขาก็ทิ้งลูกทิ้งผัว ตามกันไปเลย ผมก็ยกให้ แล้วมาหาเอาใหม่ คือคนปัจจุบันนี้ ทีแรกผมก็นึกสงสัยว่าหลวงพ่ออาจจะเป็นอย่างสมภารบ้านแขก ผมก็มาแอบดู”

ฟันฝ่าอุปสรรค

v มีด้ายสายสิญจน์ฉันเอาเข็มเสียบตรงหน้าอก เขียนชื่อหลวงพ่อ v

อยู่วัดแสนสำราญนี้ฝ่าฟันอุปสรรคมานับไม่ถ้วน หลวงพ่อเคยถูกใส่ร้ายป้ายสีหลายครั้ง พวกเขาเป็นอาจารย์ให้หวย เวลามีคนเอาปิ่นโตมาถวาย พระองค์นี้ก็แปลก ใจแคบ เรานั่งอยู่ข้าง ๆ นี้ไม่มีอะไรจะฉัน แกไม่ยอมแบ่งมาให้เลย

เมื่อก่อนนี้พระที่วัดนี้ใจดำ มีแม่ชีองค์หนึ่งอยู่วัดบูรพาฯ มาบอกว่า

“คนเราถ้ารู้จักเอาใจกันมันจะอดหรือ ของอยู่ของกินของใช้”

ว้า! ไอ้นี้มันจะเอาสายปิ่นโตมาแบ่งกับเรานี้เลยเคียด สิ่งของที่ยายคนนี้จับแตะต้องแล้วไม่เอาเลย แกก็ไม่รู้อิโหน่อิเหน่ พวกเราก็ย้ายมาอยู่วัดแสนสำราญ แกก็ตามมาวัดแสนสำราญนี่ เขาให้แม่ชีทำครัวถวายพระ แม่ชีแหละเป็นหัวหน้าทำครัว กับข้าวครัวเราก็ไม่กินสักที บางทีบิณฑบาตไม่ได้อะไร ก็เอาน้ำเทลงไปในบาตรระคน ๆ แล้วก็กินข้าวกับน้ำเปล่า

ภายหลังมานี้ยายขึม เขาใส่บาตรกับ (กับข้าว) ให้วันละห่อ ต่อมาผู้บัญชาการแส ก็ส่งปิ่นโตให้เป็นประจำ ภายหลังอาจารย์ใบ้หวย ให้หวยเขาไม่ถูก เขาก็ไม่มาจังหัน เลยอดทีนี้ เวลาเจ็บป่วยเราก็อุตส่าห์สงสาร ให้พระจัดของใส่บาตร ให้เอาไปส่ง ก็ไม่ยอมฉัน กลัวว่าเราจะเอายาพิษใส่ เณรมันนึกสงสาร มันก็เอาข้าวก้นบาตรมันไปให้กิน ทีหลังก็เลยบอกเณรว่า

“เณรเอาอย่างนี้ก็แล้วกัน ไปจัดใส่บาตรท่านไว้ เวลาจะเอาไปให้ท่านฉันก็ ถ่ายใส่บาตรเณร เอาช้อนระคน ๆ ให้มันเหมือนกะเป็นเดน”

นั่นแหละถึงได้ยอมฉัน

ภายหลังท่านย้ายหนีไปที่อื่น ไปอยู่กับน้องชาย พอท่านย้ายไปแล้ว พระครูอุทิศก็ไปรื้อกุฏิ ไปเห็นหุ่นขี้ผี้ง ปั้นเป็นหุ่น มีด้ายสายสิญจน์พัน เอาเข็มเสียบตรงหน้าอก เขียนชื่อหลวงพ่อ (พุธ) ติดอยู่ พระครูอุทิศเอามาให้ดูบอกว่า

“ดูนี่ เขาทำอะไรรู้ไหม เขาหวังจะเอาให้ตาย”

เราก็บอกว่า

“เอ้า มาคิดร้ายกันถึงขนาดนี้ มิน่ามันถึงได้เกิดวิบัติ”

แกเจ็บป่วยบ่อย ๆ เพราะจิตใจเป็นอกุศล ประทุษร้ายต่อท่านผู้ไม่ประทุษร้ายเป็นบาปมาก

โปรดเปรตสมภาร

v ท่านผู้มีบุญ กรุณาช่วยด้วย กระผมพระครูศรีฯ เป็นเปรตอยู่นี้นานแล้ว v

สมภารเป็นเปรตเพราะเหตุอะไร เพราะเหตุที่น้อมเอาลาภของสงฆ์ไปเป็นประโยชน์ส่วนตน ต้องอาบัตินิสสัคคิยปาจิตตีย์ น้อมลาภของสงฆ์ไปเป็นประโยชน์ส่วนบุคคล ต้องอาบัติปาจิตตีย์ สงฆ์ไม่ได้อนุญาตให้ ท่านแสดงอาบัติไม่ตก ท่านมรณภาพแล้ว จึงได้มาเป็นเปรต

หลวงพ่อไปโปรดเปรตสมภารองค์หนึ่ง อยู่ที่บ้านชีทวน อำเภอเขื่องใน จังหวัดอุบลฯ พอไปถึงเวลาค่ำคืน วัดนั้นไม่เคยไปสักที พอตกกลางคืนมาก็ทำสมาธิ พอหลับไป มันก็เกิดมีนิมิตฝันขึ้นมา ฝันว่ามีกุฏิเก่า ๆ ร้าง ๆ อยู่หลังหนึ่ง แล้วก็มีพระองค์หนึ่ง (สูงผิดปกติ สูงกว่าคนธรรมดาตั้ง ๒ เท่า) มองลอดช่องลมฝาผนังกุฏิตะโกนมา

“ท่านผู้มีบุญ กรุณาช่วยด้วย กระผมพระครูศรีฯ เป็นเปรตอยู่นี้นานแล้ว”

เท่านั้นแหละ ก็เลยรู้สึกตัวตื่นขึ้น

พอตื่นเช้ามาพอสว่างก็เดินไปหา หาอยู่ก็ไปเห็นกุฏิเก่า ๆ ที่ฝันเห็น

อ้อ! กุฏิหลังนี้

ไปสังเกตดูสิ่ง ของใช้ทุกสิ่งทุกอย่างมีอยู่ในกุฏิหมด เตียงนอนก็ยังมีอยู่ แต่กุฏิกำลังจะพังแหล่มิพังแหล่ เพราะมันหลายปีมาแล้ว ตั้งแต่พวกเรายังไม่เกิดโน่น แล้วทีนี้พอตอนเช้ามา พวกคนเฒ่าคนแก่เขามาจังหัน ก็เลยลองถามเขาดูว่า พระชื่อพระครูศรีฯ อยู่นี้เมื่อก่อนนี้เคยมีไหม เขาบอกว่ามี เป็นพระมาจากเวียงจันทร์ มาสร้างวัดนี้อยู่

ทีนี้พอท่านมรณภาพแล้วก็เป็นเปรตอยู่กุฏิหลังนั้น เขาชี้ให้ดู

“เอ้า! รู้ไงว่าท่านเป็นเปรต”

“รู้เพราะว่าพระเณรเอาหนังสือไปอ่าน หนังสือใบลานนี้ไปอ่าน ต้องรีบส่งก่อนตะวันตกดิน ถ้าขืนเอาไว้จนมืดแล้วท่านจะตามไปทวง เอาของอะไรไปใช้ต้องรีบเอามาเก็บก่อนตะวันตกดิน ถ้าค่ำแล้วท่านจะไปทวง รบกวนหลอกอยู่นั่นแหละ”

ทีนี้เราก็มานึกได้ มานึกถึงเวลาที่แปลภาษาบาลีมันมีในคัมภีร์ พวกเปรตนี้ถ้ากลางวันแล้วมีความสุขสบาย สบายยิ่งกว่ามนุษย์ เปรตบางตนนี่มีวิมานเงินวิมานทองอยู่ เสวยของทิพย์ แต่เมื่อค่ำลงนี่ออกเสวยผลกรรม พวกเปรตที่ไปเที่ยวตักอาหารแย่งอาหารเขานี้ตัวโตแต่ปากเท่ารูเข็ม แม้ว่าได้อาหาร จะดูดกินเท่าไรมันก็ไม่อิ่ม เกิดความหิวโหยปวดท้องปวดไส้อยู่นั้นแหละ จนกระทั่งสว่างโน่นแน่ะ มันถึงจะได้สร่างไป มันไปตรงกับคัมภีร์

ทีนี้พอเสร็จแล้วก็ไปทอดกฐิน พอทอดกฐินแล้วพระมารวมกัน อาจารย์หลวงพ่อผายก็ไปด้วย วัดนั้นเป็นวัดมหานิกาย ทีนี้หลวงพ่อก็ประกาศคณะสงฆ์ บอกว่า

“อดีตสมภารของเรา พระครูศรีฯ ท่านอยู่ที่วัดนี้ยังไม่ได้ไปเกิด บางทีท่านอาจจะทำผิดต่อสงฆ์อย่างใดอย่างหนึ่ง ถ้าหากว่าท่านทำผิดต่อสงฆ์ ก็เป็นหน้าที่ของสงฆ์จะอนุญาตให้ท่าน เรามาอธิษฐานจิตใจอนุญาตให้ท่าน เพื่อว่าบางทีท่านจะทำผิด อาจจะเอาของสงฆ์ของอะไรไปเป็นของส่วนตัว เรามาอนุญาตให้ท่านเสีย”

ทีนี้หลวงพ่อก็ประกาศขึ้นมา

“ถ้าหากว่าสงฆ์ท่านใดไม่เห็นดีเห็นชอบด้วยก็ขอให้นิ่งอยู่ ถ้าสงฆ์ท่านใดเห็นดีเห็นชอบด้วย ก็ขอให้สาธุขึ้นพร้อมกัน”

สงฆ์ก็สาธุขึ้นพร้อมกัน แล้วมานั่งสงบจิตสงบใจอธิษฐานจิตให้ส่วนบุญส่วนกุศลท่าน พอหลังจากนั้นมา เปรตนั้นก็หาย กุฏิเขาก็รื้อลงมาสร้างใหม่ได้

เวลาอธิษฐานหลวงพ่อก็อธิษฐานทำเหมือน ๆ กันกับที่เราให้ส่วนบุญส่วนกุศลนั่นแหละ แผ่เมตตา ทีนี้สำหรับคณะสงฆ์นี้ก็ เราประกาศแล้วบอกว่า

“ถ้าหากว่าพระครูศรีฯ นี้ท่านได้ประมาทล่วงเกินคณะสงฆ์ ด้วยประการใดประการหนึ่ง เช่นเอาของสงฆ์ไปเป็นสมบัติส่วนตัว หรือเผลอให้ของสงฆ์แจกจ่ายไปโดยไม่ชอบด้วยพระวินัย บาปกรรมอันนั้นอาจจะสนองท่าน ให้ท่านมาข้องอยู่นี้พวกเราทั้งหลายย่อมมีสิทธิ์มีอำนาจที่จะยกโทษให้ท่าน พวกเรามาอธิษฐานจิตยกโทษให้ท่านเสีย อย่าให้ท่านเป็นบาปเป็นกรรมต่อไป”

เหมือน ๆ กับที่พระมาขอขมาโทษกันธรรมดา ๆ นี้แหละ

ทีนี้พอสงฆ์ทั้งหลายสวดสาธุขึ้นมา แล้วก็อธิษฐานจิตใจเป็นส่วนตัวของใครของเรา ใครมีบุญมีกุศลอะไร ก็อธิษฐานแผ่ส่วนกุศลให้ท่าน แล้วท่านก็ได้รับ แล้วก็ไปเกิด พ้นจากภาวะความเป็นเปรต ก็คงจะพ้นจริง ๆ น่ะ เมื่อก่อนใครไปแตะต้องไม่ได้กุฏิหลังนั้น พอหลวงพ่อไปพาหมู่ทำแล้วมันก็หายไป

ภายหลังไปเล่าให้หลวงพ่อบุญ ชินวํโส ฟัง พอบอกว่าเปรตตัวนี้ไปเกิดแล้วท่านจึงบอกว่า

“เมื่อก่อนนี้ผมกับอาจารย์ใหญ่ (หลวงตาพร) พอไปโปรดมัน ก็ไปอยู่บนกุฏินั่นแหละ นั่งสมาธิภาวนาแผ่ส่วนกุศลให้ มันก็ไม่ยอมรับ พอดับไฟแล้วมันจะเดินกี๊ก ๆ ขึ้นมา มาเปิดประตูตู้หนังสือใบลาน แล้วก็เอาออกมาคลี่ ได้ยินเสียงคลี่ดัง กรึ๊กๆ ๆ พอจุดไฟขึ้นก็ไม่เห็นมีอะไร เล่นกันอยู่อย่างนี้ตลอดคืนยันรุ่ง เจ้าไปโปรดมันพ้นทุกข์พ้นร้อนไป เจ้าก็เก่งกว่าครูบาอาจารย์ชิ”

“ไม่ใช่เก่งครับ แต่ว่าทำถูกแบบ ทำตามหลักของพระวินัย”

แก้สัญญาวิปลาสให้หลวงปู่บุญ

v คนเกิดสัญญาวิปลาสนี้ ให้เลิกสวดมนต์ ให้เลิกนั่งสมาธิ ให้อยู่เฉย ๆ v

อาจารย์ท่านอบรมลูกศิษย์ลูกหามา บางทีบางองค์เกิดสัญญาวิปลาส ท่านก็มารุมกันช่วยแก้ หลวงพ่อก็ยังเคยรักษาพระระดับอาจารย์ อาจารย์เคยสอนเรามา อาจารย์บุญ ชินว์โส นี้แหละ ไปนั่งภาวนา เพ่งกสิณ นั่งดูกสิณ มองเห็นโลกลอย ไฟลุกพรึบ ! ผลที่สุดโลกมันระเบิด ระเบิดตูมขึ้นมา ตกใจกระโดดลงมาจากกุฏิ วิ่งไปเรียกคนโน้นคนนี้ ถ้าใครเขาขานรับก็

“อ้าว! ยังไม่ตายหรือ”

“จะตายได้อย่างไร”

“ไม่ได้ยินหรือโลกมันแตก”

“โลกแตก ตัวทำไมไม่ตายล่ะ”

เอาหลวงพ่อฝั้นมาแก้ก็ไม่ตก ท่านหลวงตาพรซึ่งเป็นพี่ชายท่านให้คนนำมาเขียนจดหมายมาบอกว่า ให้พระมหาพุธรักษาคุณบุญ (อาจารย์บุญ ชินวํโส) ให้หาย หายแล้วให้อยู่นั่นแหละ อย่าให้กลับมา คือหลวงตาพรท่านกลัวน้องชายท่านจะสึก

พอได้รับจดหมายเราก็งง เอ๊..ครูบาอาจารย์นี้ทำไมจะให้เรารักษา ท่านผู้นี้ก็เคยเป็นครูบาอาจารย์ของเรามา จะให้เรารักษาได้อย่างไร

คิดไปคิดมา ก็ไปนึกถึงคำสอนของหลวงปู่เสาร์ คนเกิดสัญญาวิปลาสนี้ ให้เลิกสวดมนต์ ให้เลิกนั่งสมาธิ ให้อยู่เฉย ๆ เอ้า! เอาล่ะ เอาแผนหลวงปู่เสาร์นี้แหละ

เราก็เริ่มบังคับทันที ห้ามสวดมนต์ ห้ามนั่งสมาธิ พอตอนเช้ามา ก็ชวนลูกชวนหลานแถวตลาดเมืองอุบลฯ ให้เขามานั่งคุยเพลิดเพลิน พอตกเย็นก็พาไปเดินเที่ยวตามท้องนา ทำอยู่เดือนเศษ ๆ พอเสร็จแล้วท่านบอกว่า

“โอ๊ย..นี้มันเอากันมาฆ่าหรอก เดี๋ยวนี้มันไม่เป็นพระหรอกเด๊ มันเป็นแค่คฤหัสถ์ธรรมดา ก็ไม่ให้สวดมนต์ภาวนา แล้วจะให้เป็นพระได้อย่างไร”

ก็เลยบอกว่า “อ้าว..ต่อไปนี้อาจารย์เริ่มภาวนาได้”

ทีนี้พอภาวนาไปจิตของท่านมันก็เคยคล่องอยู่แล้ว มันก็เป็นได้เร็ว

“เออ..พึ่งจะรู้สึกว่าตัวเป็นบ้าเดี๋ยวนี้เอง แต่ยังข้องใจอยู่อันหนึ่ง อยากกลับบ้าน ๆ”

“กลับไปทำไมล่ะ”

หลวงตาพรท่านบอกว่า “ ให้อยู่นี้ ไม่ให้กลับ ทีนี้กลับไปทำไม”

“ไปแล้วจะสึก สึกแล้วจะแต่งงาน”

“จะแต่งงานกับใครล่ะ”

“เจ้าสาวมันคอยอยู่”

ก็เลยบอกว่า

“โอ๊ย..จ้างอีกเขาก็ไม่คอย ท่านอาจารย์ไปงมโข่งแต่ตัวคนเดียว ใครเขาไม่เห็นตอบสนองสักนิดหนึ่ง”

“เรา (อาจารย์บุญ) ว่า..มันยังคอยอยู่”

“ไม่จริงหรอก พ่อค้าอำเภอสว่างเอาไปกินก่อนแล้ว”

“ไม่จริงน่า”

“เอางี้ดีไหมล่ะ”

“เอาไง”

“สัญญากัน ถ้าไปแล้ว ผู้หญิงคนนี้ถ้ามันแต่งงานไปก่อนแล้ว ให้อาจารย์เลิกคิดเรื่องนี้”

“เอ้า! ตกลง”

“ตกลงก็เตรียมกลับได้ ผมจะไปส่ง จะเตรียมเงินไปพร้อม ถ้าหากว่าเขายังคอยอยู่ เขาจะแต่งงานกับท่าน ผมจะจัดการให้สึก แล้วจะจัดการเป็นเถ้าแก่แต่งงานให้เลย”

พอไปถึงก่อนที่จะเข้าหมู่บ้าน มันผ่านวัดก่อน พอไปถึงวัดแทนที่จะเข้าวัด เดินดุ่ย ๆ ๆ เข้าไปในบ้าน หลวงตาพรเดินตามไป บอกว่า ปล่อยให้ท่านบุญไปคนเดียว พวกเราเดินเข้าไปรออยู่ในวัด ทีนี้พอท่านเสร็จแล้วก็กลับออกมาจากหมู่บ้าน เราก็รอดูท่านอยู่ พอเห็นท่านโผล่มาก็พากันหัวเราะกันตั้งแต่ประตูวัด

“ว่าไง”

“โอ๊ย! เขาเอาไปกินจ้อย”

“เอ้า! สัญญาต้อง เป็นสัญญานะ”

“เออ..ตกลง”

ท่านก็เลยว่า “เอ๊อ.มิน่าล่ะ เวลาเราไม่สบาย มันได้นิมิตฝันแต่ว่าแข่งฤทธิ์กัน มัน (หมายถึงหลวงพ่อพุธ) เหาะแข่งกันอยู่กลางอากาศ มันอยู่สูงกว่าเราทุกที พอเราถีบตัวขึ้นไป มันก็ขึ้นไปเรื่อย ตามไม่ทันสักที มิน่ามันถึงได้เก่งขนาดนี้”

ท่านถามว่า “รู้หรือเปล่าว่าเขาจะแต่งงานก่อน”

“ไม่รู้หรอก พูดเอาให้ชนะคนเฉย ๆ นี้แหละ ก็เพราะความเป็นจริงมันมีอยู่แล้ว มีหลักฐานพยานยืนยันอยู่แล้ว เด็กเขาเกิดเมื่อวานนี้ ขนาดรุ่นเหลนเรานี้ เขาจะมาแต่งงานกะเราไอ้แก่ ๆ อย่างนี้อย่างไรได้ ก็หลักพิจารณามันก็มีอยู่แล้ว เออ..ถ้าหากว่าหนุ่ม ๆ ด้วยกันนี้ก็พอว่า อันนี้เราคราวปู่เขาแล้วเขาจะมาแต่งงานกะเอาอย่างไร”

หลังจากนั้นท่านก็ดี ๆ ๆ ๆ เรื่อยมาจนมรณภาพ อาจารย์บุญ ชินวํโส นี้แหละ ท่านเป็นอาจารย์ปกครองตั้งแต่เป็นเณร แต่หลวงพ่อใหญ่ (หลวงตาพร) บอกว่าให้เจ้ารักษาคุณบุญนี้ให้หายชะ สั่งบังคับมาเลย

หลวงปู่ดี ฉนฺโน

v เห็นแต่ลูกศิษย์เอกของเรา (พระมหาพุธ) พอจะพึ่งพาอาศัยได้ v

หลวงปู่ดี ฉนฺโน

หลวงปู่ดี ฉนฺโน ท่านพูดถึงหลวงพ่อไว้ว่า

“ไม่ทราบว่าเราจะไปตายที่ไหน ลูกศิษย์คนไหนก็ไม่พอที่จะพึ่งพาอาศัยได้ ก็มองเห็นแต่ลูกศิษย์เอกของเรา (พระมหาพุธ) ที่วัดแสนสำราญนี้แหละ พอจะพึ่งพาอาศัยได้”

เราได้ยินแล้วเราก็งง แต่พอเวลาท่านจะมรณภาพตอนกลางคืนท่านเทศน์

“ครูบาอาจารย์ปล่อยวางหมดทุกสิ่งทุกอย่างแล้ว ไม่ทราบว่าจะตายเมื่อไรก็ไม่รู้ พรุ่งนี้ตายหรือจากก็ไม่รู้”

พูดสองสามครั้ง

หลวงพ่อก็เรียนท่านว่า “เข้าใจแล้วท่านอาจารย์”

“ถ้าเข้าใจแล้วก็แยกย้ายกันไปพัก”

เสร็จแล้วก็ลงมาประชุมกันอีก หลวงพ่อบอกว่า

“พวกเราอย่าพากันเห็นแก่หลับแก่นอนนักนะ ได้ยินไหมครูบาอาจารย์ท่านสั่งแล้ว”

“อู๊ย.. มันอยากให้ครูบาอาจารย์ตาย มันอยากเป็นใหญ่”

หลวงพ่อก็ว่า

“โอ๊ย ในอำเภอวารินนี้ใครจะไปใหญ่เกิน ผมเป็นเจ้าคณะอำเภอ”

พอประมาณ ตี ๔ เกือบ ตี ๕ ได้ยินเสียงขากเสลดผิดปกติ หลวงพ่อก็รีบไป พอไป ท่านมองช้ายมองขวา หลวงพ่อไปประคองร่างท่าน

“ท่านอาจารย์ครับ ท่านเคยสอนผมว่าเบญจขันธ์เป็นของโลก ปล่อยวางเบญจขันธ์เสีย กำหนดจิตรู้ที่ผู้รู้”

ท่านก็นิ่งเงียบไป ประมาณสัก ๕ นาที ท่านก็ใจขาด

บั้นปลายชีวิตของหลวงพ่อดี ฉนฺโน ซึ่งเป็นอาจารย์ของหลวงพ่อ พอท่านป่วยหลวงพ่อก็นำมาดูแลรักษาที่วัดแสนสำราญ จนกระทั่งแข็งแรงเดินได้ ทีนี้สาเหตุมันก็คือท่านฉัน ยาปวดหาย วันละครึ่งโหล ยาปวดหายมันกัดกระเพาะ กระเพาะอักเสบ...หลวงพ่อดีเป็นลูกศิษย์ใกล้ชิดหลวงปู่เสาร์

สร้างวัดใหม่แสนสุข โดนผีตบหน้า

v ทีนี้ถ้าเราทำดีกับมัน มันก็ทำดีกับเราเหมือนกัน v

ที่ราวป่ารกชัฏแห่งหนึ่ง (ปัจจุบันคือวัดใหม่แสนสุข) อำเภอวารินชำราบ อยู่ห่างจากวัดหลวงพ่อชา สุภทฺโท วัดหนองป่าพง ประมาณสัก ๑ กิโลเมตร ไอ้มนต์ตายแล้ว มันไปเป็นเพื่อนกับผีวัดหลวงพ่อชา เวลามันไปงานนี้มันไปเป็นคู่ เวลามันไปไหนมันจะมีแสงลอยวูบ ๆ ไป เหมือนตารถยนต์ไปเป็นคู่ วันพระวันเจ้ามันจะแสดงตัวให้เห็นทุกครั้ง

หลวงพ่อไปอยู่ที่ราวป่ารกชัฏแห่งหนึ่ง เจ้าของที่เขาไปฆ่าเด็กคนหนึ่งตายในบริเวณที่นั้น ที่นี้ เสร็จแล้ววิญญาณออกมาอาฆาต หลังจากเด็กผู้ชายคนนั้นถูกฆ่าตาย ลูกชายของเจ้าของที่ก็ไปติดตะรางแทนพ่อ หลังจากนั้นไปทำอะไร เช่นไปตัดต้นไม้ต้นหนึ่งมันเล่นงาน เลยต้องยกที่ให้พระผู้สร้างวัด หลวงพ่อไปอยู่ เขาถามว่า

“ทำไมหลวงพ่อไม่สร้างกุฏิ”

“หลวงพ่อจะมีปัญญาอะไรสร้าง ข้าวก็ยังต้องขอโยมกินอยู่ทุกวัน อย่างดีก็ได้แต่สวดมนต์ภาวนาเท่านั้นแหละ”

จากนั้นคนนี้ก็ขอสร้าง คนโน้นก็ขอสร้างจนได้กุฏินั่นแหละ ภายใน ๓ เดือน วัดใหม่แสนสุขนั่นแหละ ที่หลวงพ่อสร้างขึ้นมาจริง ๆ แทบจะอยู่ไม่ได้ ผีมันตบหน้ามันหวงที่มัน หลวงพ่อสวดมนต์เป็นเดือน ๆ มันถึงได้หาย พอหายมันก็เลยกลับมาเป็นมิตรกับเรา หลวงพ่อถึงบอกว่าผีนี้ถึงมันจะดุร้าย แต่เราทำดีกับมันมันก็จะมาช่วยเรา หลังจากนั้นใครที่จะมาขโมยตัดไม้ ตัดไม่ได้หรอกเพราะผู้อื่นจะมาเข้าสิงคน มันบอกว่า

“ต้นไม้ พระรักษาไว้ มันกำลังจะเป็นร่มเป็นเงา ต้นไม้พระจะไปตัดทำไม ใครจะมาตัด กูจะหักคอมัน”

มันก็เลยพากันกลัว ไม่มีใครกล้าไปจับแม้แต่ใบไม้ ผีเวลาทำดีกับมัน มันก็ดีกับเราเหมือนกัน

ทีนี้เถ้าแก่คนหนึ่งเขามาสร้างโรงงานอัดปออยู่ข้าง ๆ วัด เด็กมันก็ส่งเสียงดัง ผีก็เข้าสิงเด็กผู้หญิงที่มาทำงาน จนเด็กไม่กล้าทำงาน สิงวันละ ๒ คน เถ้าแก่ก็เลยไปปรึกษา

“ทำอย่างไรดีหลวงพ่อ”

หลวงพ่อถาม “ทำไมล่ะ”

เถ้าแก่ก็ว่า “ลูกศิษย์ของหลวงพ่อไปรบกวน คนงานของผม ไม่มีใครมาทำงานแล้ว”

หลวงพ่อก็เลยบอกให้ไปทำบุญให้เขาเสีย เขาจะได้ไปเกิด เถ้าแก่ก็เลยนิมนต์พระไปทำบุญ ทีนี้ผีหายเงียบเลย คนงานก็อยู่ในโรงงานได้ จนเรามาคิดว่า ผีนี้ถ้าเราทำดีกับมัน มันก็ทำดีกับเราเหมือนกัน ดีไม่ดีมันบอกถึงขุมทรัพย์เรา

วัดแสนสุข อำเภอวารินชำราบ จังหวัดอุบลราชธานี
(วัดที่หลวงพ่อสร้าง)

v ผีมาบอกขุมทรัพย์ v

วิญญาณช่วยเราได้อย่างไร อันนี้มีเรื่องที่เมืองอุบลฯ อาจารย์ถนอม ภรรยาของท่านผู้นี้เป็นมะเร็งแล้วก็ตาย ก่อนจะตายเขาสั่งสามีว่า

“พี่อย่าทิ้งลูกนะ ประคับประคองลูกให้ดี ฉันจะช่วยเลี้ยงดอก”

สามีก็นึกขำ ๆ คนตายมันจะช่วยเลี้ยงลูกได้อย่างไร แต่ไม่พูด ทีนี้พอเขาตายไป พอเผาทำบุญ ๗ วันเสร็จ เขามาเข้าฝันบอกหวย บอกครั้งที่ ๑ ก็ถูก ครั้งที่ ๒ ก็ถูก ครั้งที่ ๓ ก็ถูก มาบอกครั้งสุดท้ายนี้บอกว่า จะบอกครั้งนี้เป็นครั้งสุดท้าย ต่อไปจะไม่มายุ่งเกี่ยวอีกแล้ว สามีเขาก็ซื้อได้เงินทั้งหลายแสน เกือบร่วมล้าน อันนี้คือผีวิญญาณมาช่วยเลี้ยงลูก มันเป็นไปได้

อันนี้เป็นสิ่งลึกลับที่ใคร ๆ ไม่อาจรู้ได้ อาศัยประสบการณ์เท่านั้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งปู่ย่าตายายของเราที่ล่วงลับไปแล้ว ท่านยังเป็นห่วงพวกเราอยู่ ฉะนั้นตามประเพณีเราจึงแสดงความกตัญญูกตเวทีด้วยการทำบุญอุทิศส่งไปให้