#echo banner="" ชีวประวัติและคำสอนหลวงพ่อเงิน วัดดอนยายหอม 02

คลิกเมาส์ที่ใดก็ได้ในเฟรมนี้เพื่อเรียกเมนูด่วน

ชีวประวัติและคำสอนหลวงพ่อเงิน

วัดดอนยายหอม (นครปฐม)

เทพ สุนทรศารทูล เรียบเรียง

หน้าที่      

หลวงพ่อช่วยปราบโจร

เมื่อปี พ.. 2479 ชาวตำบลดอนยายหอม ยังจำกันได้ดีว่าเมื่อยามทุกข์เดือดร้อนไร้ที่พึ่งนั้น หลวงพ่อเงินนี้แหละ คือที่พึ่ง หลวงพ่อเงินเป็นมิ่งขวัญให้หายหวาดหวั่น พรั่นพรึง ภัยอันตรายที่จะเกิดขึ้นแก่ชีวิตและร่างกายของพวกเขา

ฤดูหน้าเกี่ยวข้าวปีนั้น ขณะที่ชาวนาตำบลดอนยายหอมกำลังลงแขกเกี่ยวข้าวอยู่ในนา ก็ถูกโจรหมู่หนึ่ง คุมพวกเข้าปล้นกลางทุ่งนา จับเอาชาวนาไป 7-8 คน คุมตัวเข้าป่า หายไป คือ นางปาน นางแปลก น..ลำเจียก น..ผ่อง น..ละออง น..เพียร น..ทองดี พวกปล้นอ้างตัวว่า เป็นเสือจากลุ่มแม่น้ำแม่กลอง คือ เสือพาน เสือฟุ้ง เสือเจียน เสือหยด

เมื่อปล้นจับตัวชาวนา 7 คนได้ ก็พาไปทางหลัก 6 อำเภอดำเนินสะดวก ปล่อยตัวนางแปลกกลับบ้านคนเดียว สั่งให้หาเงินไปไถ่ตัวในวันรุ่งขึ้น ถ้าผิดนัดจะฆ่าให้ตายทั้งหมด ค่าไถ่ตัวคนละ 50 บาท สมัยนั้นข้าวเปลือกราคาถังละ 3 บาท เกวียนหนึ่งก็ไม่เกิน 30 บาท เงิน 50 บาท ก็นับว่ามีค่ามากโขอยู่ คือต้องขายข้าวเปลือกประมาณ 2 เกวียน ครั้งนั้นชาวบ้านที่ถูกโจรจับเอาลูกเมียไปเป็นตัวประกันเรียกค่าไถ่ ต้องหาเงินไปไถ่ตัวคืนมาได้ทุกคน โดยมอบให้นางแปลกนำเงินไปไถ่อีก

ทราบข่าวถึงหลวงธานินทร์ปฐมรัฐ (เพิ่ม สงขกุล) นายอำเภอ เมืองนครปฐม ร...แปลก ผจญทรพรรค ร...หลวงฤทธิสรไกร ร...พลอย ประทุม และ ขุนเชาว์ปรีชาศึกษากร ธรรมการอำเภอเมืองนครปฐม ผู้รักการผจญภัย ชอบปราบโจรสมัยนั้น จึงได้วางแผนยกกำลังออกต่อสู้โจรคณะนี้ ไปดักคอยโจรอยู่ เมื่อโจรยกพวกมาปล้น จึงได้เกิดการต่อสู้กัน ยิงกันสนั่นทุ่งดอนยายหอม ร...หมื่นผจญทรพรรค ถูกโจรยิงบาดเจ็บ ต้องส่งไปรักษาตัวที่โรงพยาบาลโดยด่วน

ขุนเชาวน์ปรีชาศึกษากร ได้ประกาศแก่ชาวตำบลดอนยายหอมว่า ใครมีปืนผาหน้าไม้ ก็ให้เอามาช่วยกันต่อสู้โจร ชาวตำบลดอนยายหอมที่เป็นชายฉกรรจ์หลาบสิบคน ก็คว้าปืนผาหน้าไม้ หอกดาบเท่าที่มีอยู่ พากันออกสู้รบกับโจรทั้งหมู่บ้าน

แต่ก่อนที่ชาวบ้านจะออกไปรบกับโจรคราวนี้ ได้พากันเดินเรียงแถวไปให้หลวงพ่อประพรมน้ำพระพุทธมนต์ให้เสียก่อน จึงได้มีกำลังใจกล้าหาญมีขวัญดี ออกยิงสู้รบกับพวกโจรได้ จนพวกโจรคณะนั้นแตกหนีไป และไม่กล้ามารบกวนอีก

เหตุการณ์ครั้งนี้ก็เหมือนกับ พระอาจารย์ธรรมโชติ อยู่เบื้องหลังชาวบ้านบางระจันครั้งกระโน้น ใครจะพูดว่า พระอาจารย์ชื่อดังทางพระเครื่องรางของขลังไม่ดีอย่างไร ก็ลองไปเป็นชาวบ้านบางระจัน หรืออย่างน้อยก็ชาวบ้านดอนยายหอมก็แล้วกัน ว่าในยามทุกข์เดือดร้อน ไร้ที่พึ่ง มีภัยอันตรายถึงชีวิตลูกเมียนั้น ใครจะเป็นที่พึ่งได้ พระพุทธเจ้าหรือ พระธรรมเจ้าหรือ เทวดาหรือ มันมองไม่เห็นตัว ไม่อุ่นอกอุ่นใจเหมือนได้เห็นหน้าหลวงพ่อที่เคารพนับถือ อย่างหลวงพ่อเงินนี้หรอก คนที่ปากดี อวดเก่ง อวดกล้า ไม่กลัวตายนั้น ก็ร่ายรำอยู่นอกม่าน ยามที่ยังไม่เห็นเงาของพญามัจจุราชทั้งนั้นแหละ แต่คนที่ไม่กลัวพญามัจจุราช ไม่กลัวความตายก็มีแต่ พระอาจารย์อย่างหลวงพ่อเงินนี้แหละ เป็นที่อุ่นใจเป็นที่พึ่งได้จริง ชาวดอนยายหอมรู้กันอย่างนี้ เมื่อแลเห็นหน้าหลวงพ่อเงิน ซึ่งเขาก็อธิบายไม่ได้ว่าเป็นเพราะอะไร

ครั้งนั้นชาวบ้านช่วยกันกับเจ้าหน้าที่ของบ้านเมืองยิงโจรตายไปคนหนึ่ง แต่ชาวบ้านปลอดภัยทุกคน

สร้างโบสถ์คอนกรีตราคาล้าน

มีบางคนพูดเล่น ๆ ถึงสมภารเจ้าวัดว่า สมภารเจ้าวัดมีอยู่ 2 ประเภท ประเภทหนึ่ง "สมภารอาศัยวัด" ประเภทหนึ่ง "วัดอาศัยสมภาร" ความหมายก็คงจะเป็นที่เข้าใจกันดีในหมู่ชาวบ้าน

บางคนก็มีวาจาคารม ไปอีกอย่างหนึ่งว่า สมภารมี 5 ประเภท คือ หนึ่ง สมภารเสริม สอง สมภารสร้าง สาม สมภารเสก สี่ สมภารสวด ห้า สมภารไสย

อธิบายความว่า สมภารประเภทหนึ่งนั้นซ่อมแซมบูรณปฏิสังขรณ์ บางองค์ชอบสร้างสิ่งใหม่ ๆ ขึ้นทั้งหมด โบสถ์ วิหาร ศาลาการเปรียญ กุฏิ เมรุเผาผี โรงเรียนปริยัติธรรม หอไตรหอระฆัง รวมทั้งคิดสร้างสรรค์สิ่งใหม่ ๆ ขึ้นมากมาย ตัวอย่างก็เห็นมีอยู่ที่วัดไผ่โรงวัว ของหลวงพ่อขอม แห่งอำเภอสองพี่น้อง จังหวัดสุพรรณบุรี ใครไปชมวัดนี้ก็ต้องยกมือขึ้นวันทาสาธุว่า หลวงพ่อขอมนี้คือสมภารสร้างโดยแท้จริง

สมภารอีกประเภทหนึ่งนั้น เก่งทางสมถะภาวนา นิยมไปทางปลุกเสกเครื่องรางของขลัง โด่งดังมีชื่อเสียงไปอีกทางหนึ่ง

สมภารอีกประเภทหนึ่งนั้น เก่งทางเทศน์มหาชาติ มหาพรหม ว่าแหล่เทศน์ได้เสนาะโสตดีนัก สมภารประเภทนี้สมัยก่อนมีมากเหมือนกัน แต่สมัยหลังนี้หาได้น้อยเต็มที น่าเสียดายอยู่เหมือนกัน อันที่จริงเป็นวัฒนธรรมทางพระพุทธศาสนาเราอย่างหนึ่ง ควรจะรักษาไว้ ไม่น่าเกลียดน่าชังอะไร เพราะเป็นประเพณีของไทยเราแต่โบราณกาลมา เล่านิทานธรรมดา ฟังมันจืดหูนัก ก็ต้องแต่งเป็นกลอน ขับร้องเป็นเพลงเสภาจึงจะสนุกหู ถึงใจคน การเทศน์ธรรมดาก็เหมือนกัน มันจืดชืดนัก จึงต้องว่าเป็นทำนองเสนาะ เปลี่ยนทำนองเปลี่ยนลีลาไปตามท้องเรื่อง เช่นการเทศน์แหล่มหาชาติ เป็นต้น

สมภารอีกประเภทหนึ่งนั้นคือสมภารไสย อันนี้ก็ไม่แน่ใจว่า หมายถึงเก่งทางไสยศาสตร์ หรือเก่งทางไสยาสน์ แน่ ก็เอาเป็นว่ามีสมภารอยู่ 5 ประเภทดังว่ามานี้

อันที่จริงการเป็นสมภารเจ้าวัดนี้ ก็เปรียบเหมือนพ่อบ้านแม่เรือนต้องแบกภาระไว้จึงเรียกว่า "สมภาร" แปลความว่ามีภาระอยู่เสมอ ไม่หยุดหย่อน ไม่เว้นว่าง ต้องปกครองลูกวัด ต้องบำรุงรักษาวัด ต้องเกี่ยวข้องกับชาวบ้าน นิมนต์ไปทำกิจทั้งงานขึ้นบ้านใหม่ แต่งงานจนกระทั่งสวดศพ เรียกว่าต้องเกี่ยวข้องกับชาวบ้านตั้งแต่เกิดจนตายทีเดียว

โดยเฉพาะงานการบูรณปฏิสังขรณ์ หรือการก่อสร้างนั้น ดูเหมือนจะหลีกเลี่ยงไม่ได้พ้นไปได้เลยจริงๆ ถ้าทอดทิ้งวัดวาอารามทรุดโทรมไป เขาก็พูดว่า ยุคสมัยนี้วัดทรุดโทรมไปเพราะสมภารเจ้าวัดไม่เก่ง หรือไม่เอาธุระในการบริหารวัด แต่ถ้าหากว่าสมภารเจ้าวัด องค์ใดมุ่งทางการก่อสร้างมากไป โดยทำการเรี่ยไรชาวบ้านให้เดือดร้อน คนก็จะนินทาว่าร้ายเอาอีกเหมือนกัน สมภารเจ้าวัดที่ดีมีคนนิยมนับถือ จึงต้องเดินสายกลาง คือ การก่อสร้างโดยไม่เรี่ยไรให้ชาวบ้านเดือดร้อน สมภารองค์ใดจะเดินสายกลางนี้ได้เพียงใดนั้น เราก็ทราบๆ กันอยู่ทั่วไป

แต่หลวงพ่อเงินนั้น ท่านเดินสายกลางได้อย่างดี คือ ท่านทำการก่อสร้างได้เรื่อยมา แต่ก็ไม่ปรากฏว่าท่านทำการเรี่ยไรบอกบุญใครเลยไม่เคยออกฎีกาบอกบุญชาวบ้าน ไม่เคยแม้แต่จะออกปากขอให้ใครบริจาคเงินสร้างอะไรเลย แต่ก็น่าแปลกที่มีคนออกเงินให้ท่านทำการก่อสร้างได้มาตลอด ไม่เคยขาดสายเลย และที่สำคัญที่สุดก็คือ ท่านไม่เคยแตะต้องเงิน ไม่เคยเก็บเงินเองเลย ท่านรู้แต่จำนวนเงินที่มีอยู่ รู้แต่จำนวนค่าใช้จ่าย การเก็บเงิน การจ่ายเงิน การจัดซื้อการจัดจ้าง เป็นหน้าที่ของผู้อื่นทั้งสิ้น หลวงพ่อเงินจึงไม่มีราคีมัวหมองด้วยเงินเลย ทั้ง ๆ ที่ท่านชื่อเงิน นี่คือเรื่องแปลกประหลาดมาก

เมื่อ พ.. 2480 หลวงพ่อเงินได้เริ่มงานก่อสร้างอุโบสถ เป็นตึกคอนกรีต ราคาค่าก่อสร้างเป็นเงินถึง 1 ล้านบาทเศษ สมัยเงินแพง ถ้าคิดถึงค่าเงินในปัจจุบันนี้ (.. 2529) ก็คงตกราว 100 ล้านบาท

ในการก่อสร้างนี้ ชาวบ้านที่มีเงินก็บริจาคเงินตามกำลังฐานะ และกำลังศรัทธาของตน แต่ดูเหมือนว่าจะออกเงินบริจาคกันทุกคนทุกบ้านเรือน ด้วยความเต็มใจศรัทธา อยากจะทำบุญกับหลวงพ่อ อยากจะหว่านพืชลงในนาดีอย่างหลวงพ่อ ถึงแก่คิดกับพูดกันว่า

"ใครไม่ได้ทำบุญ กับหลวงพ่อในการสร้างโบสถ์ครั้งนี้แล้ว ก็จะเสียใจไปจนตายที่ได้ร่วมบุญร่วมกุศล เป็นญาติ กับหลวงพ่อ"

เงินทองจึงได้มาเรื่อยๆ ไม่ขาดสาย ออกเงินแล้วก็ไม่พอ ยังออกแรงไปช่วยกันขุดอิฐจากเจดีย์เก่าที่เนินพระ ซึ่งอยู่ห่างวัดไปประมาณ 10 เส้นเศษ ได้ขุดจากบริเวณที่ห่างจากตัวเจดีย์ เพื่อจะเอาอิฐมาถมพื้นฐานสร้างโบสถ์ ในการขุดครั้งนี้ได้พบพระพุทธรูปเนื้อโลหะ ปางปฐมเทศนาสูงประมาณศอกเศษ รูปทรงสวยงามหาที่ตำหนิมิได้ พบรูปกวางหมอบเหลียวหลัง สร้างด้วยหินสีเขียว พบสิ่งแกะสลักเป็นรูปกนกลายไทย พบรูปเสมาธรรมจักร พบพระพิมพ์ขนาดใหญ่แปดเหลี่ยม เนื้อหินสีเขียวตัวเสมาสลักลวดลายสวยงาม ชาวบ้านมีความหวาดเกรงในการขุดซากวัดเก่าแก่เช่นนั้น หลวงพ่อจึงถือโอกาสอธิบายให้ชาวบ้านฟังว่า

"รูปกวางหมอบและเสมาธรรมจักรนี้ เกิดขึ้นภายหลังที่พระพุทธเจ้านิพพานแล้ว ชาวอินเดียแคว้นคันธารราษฎร์ ได้สร้างขึ้นเป็นที่เคารพแทนองค์พระพุทธเจ้า เมื่อตรัสรู้ได้เทศนาสั่งสอนปัญจวัคคีย์ ทั้ง 5 คือ โกณฑัญญะ วัปปะ มหานามะ ภัททิยะ อัสสชิ เมื่อวันขึ้น 15 ค่ำ เดือน 8 ก่อนพระพุทธศักราช 45 ปี ที่ตำบลมฤคทายวัน เมืองพาราณสี บัดนี้เรียกว่าตำบลสารนาท การเทศนาครั้งแรกของพระพุทธเจ้าครั้งนั้นเรียกว่า แสดงพระธรรมจักกัปปวัตนสูตร แปลว่า พระธรรมได้หมุนไปในโลกเหมือนล้อเกวียน หรือล้อรถพระธรรมจักรหมายถึงการแสดงพระธรรมเทศนาครั้งแรกนั้นคือวันขึ้น 15 ค่ำ เดือน 8 เรียกว่าวัน พระธรรม"

นี่คือตัวอย่างการเทศนาอย่างง่าย ๆ ปราศจากพิธีรีตอง ถูกต้องกับกาลเทศะ ของหลวงพ่อเงิน หลวงพ่อกล่าวต่อไปว่า

"เมื่อพระพุทธศาสนาเผยแผ่มาสู่เมืองไทย ก็ได้มาตั้งมั่นอยู่ที่เมืองนครปฐม ตั้งแต่พระปฐมเจดีย์ลงมายังตำบลดอนยายหอม ด้วยตั้งแต่ครั้งกระโน้นเป็นเมืองชายทะเลเมืองนครปฐมเป็นเมืองอิสระเมืองหนึ่ง มีเจ้าปกครอง จึงมีการสร้างพระเจดีย์ สร้างพระธรรมจักรสร้างพระพุทธรูปขึ้น

ตามตำนานกล่าวไว้ว่า ครั้งพญากง ครองเมืองนครปฐม มีบุตรชื่อพญาพาน เมื่อเกิดมาโหรทำนายว่าจะฆ่าพ่อ พญากงจึงลอยแพไปตามลำแม่น้ำ ไปติดอยู่ที่หน้าบ้านของยายหอม ที่ตำบลนี้ยายหอมจึงเลี้ยงไว้ เติบโตขึ้นได้เรียนวิชามีความรู้ ได้เป็นทหารเมืองราชบุรี ได้ยกทัพมาตีเมืองนครปฐม ฆ่าพญากงตาย แล้วเข้าหามารดาคือมเหสีพญากง จะเอาทำภรรยา มารดาจำตำหนิได้จึงร้องบอก พญาพานไม่เชื่อ ไปสอบถามยายหอม ยายหอมก็บอกความจริงให้ฟัง พญาพานโกรธที่ยายหอมปิดบังไว้ จนต้องทำบาปฆ่าบิดาตาย โมโหหน้ามืดขึ้นมาจึงฆ่ายายหอมตายไปอีกคนหนึ่ง ภายหลังพญาพานได้พบพระอรหันต์ที่เข้ามาเผยแพร่พระพุทธศาสนา ได้สารภาพบาปที่ฆ่าบิดา และฆ่าแม่เลี้ยงตาย พระอรหันต์แนะนำให้สร้างพระเจดีย์สูงเท่านกเขาเหิน เพื่อล้างบาปกรรม เมื่อเจดีย์ราบลงเป็นหน้ากลองเมื่อใด พญาพานก็จะสิ้นเวรกรรม พญาพานจึงให้สร้างเจดีย์ไว้ 2 แห่ง แห่งหนึ่งที่เมืองนครปฐม เพื่อเป็นที่ระลึกและทดแทนคุณบิดา องค์หนึ่งสร้างที่ดอนยายหอม เพื่อระลึกถึงและทดแทนคุณยายหอม แล้วสร้างถนนจากนครปฐมไปสู่ตำบลดอนยายหอมด้วยเจดีย์ทั้ง 2 องค์ และยังมีอยู่จนทุกวันนี้ บ้านดอนยายหอมนี้เคยเป็นบ้าน เป็นเมือง มีวัดวาอารามเจริญรุ่งเรืองมาก่อน"

คำเทศนาของหลวงพ่อเงินนี้ ทำให้ชาวบ้านชาวตำบลดอนยายหอมปลื้มเปรม อิ่มอกอิ่มใจเพราะตรงกับตำนานที่ผู้เฒ่าผู้แก่เล่ากันสืบ ๆ มา แล้วหลวงพ่อเงินก็มาเล่าซ้ำให้แลเห็นจริงจัง มีพยานหลักฐานยืนยัน คือเป็นพระเจดีย์ พระพุทธรูป เสมาธรรมจักร และกวางหมอบเป็นสักขีพยานอยู่ ไม่ใช่นิทานที่เล่าลือกันอย่างเลื่อนลอย หลวงพ่อได้ให้ชาวบ้านขนเอาพระพุทธรูปเสมาธรรมจักร และกวางหมอบ มาไว้ที่วัดดอนยายหอม อิฐก็ขนเอามาสร้างอุโบสถคราวนั้นด้วย

หลวงพ่อทำการก่อสร้างโบสถ์หลังใหม่มาตั้งแต่ปี พ.. 2480 สร้างเรื่อย ๆ มาตามกำลังเงิน กำลังแรง และกำลังศรัทธาของชาวบ้าน จนถึงปี พ.. 2492 ถึงสำเร็จเรียบร้อยใช้เวลาสร้างถึง 12 ปีเต็ม จึงได้กำหนดให้มีงานผูกพัทธสีมา ปิดทองลูกนิมิตขึ้นเมื่อเดือนพฤศจิกายน พ.. 2492 ตรงกับวันขึ้น 15 ค่ำ เดือน 12 ในงานนี้ผู้เขียนได้มีบุญไปปิดทองลูกนิมิตในงานนี้ด้วย ผู้คนหลามไหลเนืองแน่นเหมือนน้ำไหลบ่าในฤดูน้ำหลาก บุคคลสำคัญที่เป็นประธานจัดงานครั้งนี้คือ พันเอกช่วง เชวงศักดิ์สงคราม รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยในสมัยนั้น ท่านรัฐมนตรีผู้นี้นอกจากเป็นประธานในงานฝังลูกนิมิตวัดดอนยายหอมนี้แล้ว ยังได้สร้างพระประธาน ในอุโบสถวัดทัพหลวง ตำบลปีนเกลียวอีกวัดหนึ่ง เพราะท่านชอบคำว่า "ทัพหลวง"

ในงานฝังลูกนิมิตวัดดอนยายหอมนี้ หลวงพ่อเงินได้สร้างพระพุทธรูปองค์น้อย ขนาด 1 ซม. ขึ้นแจกเป็นที่ระลึกแก่ผู้ไปทำบุญด้วย หล่อด้วยทองเหลืองรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า พระพุทธรูปนั่งขัดสมาธิอยู่ในเรือนแก้ว หมายถึงพระพุทธเจ้าเสด็จอยู่ในพระนิพพานเมืองแก้ว นับเป็นพระพุทธรูป หรือพระเครื่องรุ่นที่ 4 ที่หลวงพ่อสร้างขึ้น สร้างจากเศษทองเหลืองที่ชาวบ้านนำเอาขันทองเหลือง พานทองเหลือง เอามาถวายหลวงพ่อให้สร้างพระประธานในอุโบสถ เหลือเศษก็เอามาหล่อเป็นพระเครื่องรุ่นนี้ พระเครื่องรุ่นนี้จึงมีผู้นิยมกันมาก เพราะสร้างด้วยวัตถุทานอันบริสุทธิ์ด้วยเจตนาอันบริสุทธิ์ และพิธีกรรมอันบริสุทธิ์ ผู้สร้างก็มีศีลบริสุทธิ์ ผู้ร่วมสร้างก็มีศีลอันบริสุทธิ์ หลวงพ่อได้ควบคุมการหล่อเอง และทำพิธีพุทธาภิเษกในอุโบสถวัดดอนยายหอมนั้นด้วย

พระเครื่องรุ่นนี้มีจำนวนน้อย ผู้เขียนก็ได้รับแจกมาองค์หนึ่ง ยังเก็บไว้เป็นที่ระลึกจนกระทั่งบัดนี้ เป็นเวลา 36 ปีแล้ว

พระเครื่องรุ่นนี้เป็นที่นิยมแสวงหากันมากจนกระทั่งบัดนี้มีผู้ทำปลอมขึ้นจำหน่ายในตลาดพระเครื่อง แต่ผู้ชำนาญย่อมดูออกว่า พระแท้ หรือพระปลอมที่มีคนทำพระเครื่องรุ่นนี้ปลอม ก็เหมือนพิมพ์แบงค์ปลอมนั่นแหละ คือเขาเห็นว่ามีค่า มีคนต้องการมาก เขาจึงทำปลอมขึ้นเพื่อจำหน่ายเอาเงิน เป็นพุทธพาณิชย์ชนิดปลอมแปลงสินค้า ถ้าหากไม่มีค่า ไม่มีคนต้องการ เขาก็คงไม่ทำปลอมขึ้นจำหน่าย

เรื่องของหลวงพ่อเงินจะมีเรื่องเกี่ยวกับพระเครื่องหรืออภินิหารหรือประสบการณ์เกี่ยวกับพระเครื่องอะไรทำนองนี้เข้ามาเกี่ยวข้อง ถ้าท่านใดไม่สนใจก็ไม่จำเป็นต้องรับมาพิจารณาก็ได้นะครับ หรือถ้าผู้ดูแลเห็นว่าเรื่องนี้ไม่เหมาะสมก็แจ้งเตือนมาได้ แล้วผมจะข้ามไปโดยยกมาแต่เนื้อหาที่ดีๆ ครับ

อ่านเรื่องราวของท่านแล้ว จะทำให้เข้าใจชีวิตความเป็นอยู่ของพระได้ดีและละเอียดมากขึ้น ดังนั้นเวลาเจอพระท่านทำอะไร ซึ่งบางท่านอาจจะไม่ชอบใจ ก็อย่าพึ่งด่วนตัดสินว่าไม่ดีไปซะก่อนนะครับ บางทีท่านอาจจะมีเหตุผลก็ได้ครับ

ป.ล. คือบางเรื่องถ้าเรามองผิวเผินจะนึกว่าพระบางท่านทำผิดพระธรรมวินัย แต่ถ้าศึกษาให้ละเอียดเจาะลึกลงไปบางอย่าง ก็มีข้อยกเว้นและต้องดูที่เจตนา ซึ่งเมื่อพิจารณาตรงนั้นแล้ว ก็จะเห็นว่าจริงๆ แล้วท่านก็ไม่ได้ทำผิดพระธรรมวินัยแต่อย่างใด ท่านยังเคร่งครัดในพระธรรมวินัยอยู่ครับ

(แต่ถ้าเป็นโดยส่วนตัวแล้ว ผมจะค่อนข้างศรัทธาพระในสายของหลวงปู่มั่นมาก เพราะลูกศิษย์ของท่านส่วนใหญ่ เคร่งครัดในพระธรรมวินัยและเป็นพระที่ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบจริงๆ แต่เรื่องราวของท่านใด ที่มีเนื้อหาหรือแง่มุมที่น่าสนใจ ผมก็จะพยายามนำมาลงเสนอเพื่อให้ทุกท่านได้ทราบเรื่องราวที่ดีมีประโยชน์ ดังเช่นที่ผมได้พบเห็นมาเช่นกันครับ)

พรหมวิหารธรรม

พรหมวิหารธรรม แปลว่าสถานที่อาศัยสิงสถิตของพระพรหม มีลักษณะ 4 ประการ คือ

1. เมตตา  รักใคร่อยากให้เขาเป็นสุข

2. กรุณา   สงสาร อยากให้เขาพ้นทุกข์

3. มุทิตา   ยินดีด้วย เมื่อเขาได้ดีมีสุข

4. อุเบกขา  วางใจเป็นกลางได้ ในคนจนคนมี คนดีคนชั่ว มิตรและศัตรู เหมือนพระพุทธเจ้าวางใจเป็นกลางได้ในระหว่างพระราหุล โอรส กับพระเทวทัต ผู้คิดประทุษร้าย และช้างนาฬาคีรีที่วิ่งมาจะแทงพระองค์

ผู้ใดมีคุณลักษณะทั้ง 4 ประการนี้ อยู่ในจิตใจ หัวใจของท่านผู้นั้นก็จะเป็นวิหารธรรมที่มาสถิตอยู่อาศัยของพระพรหม (คำย่อว่า เม กะ มุ อุ) และมีคาถาว่า นะ เมตตา โม กรุณา พุท มุทิตา ธา อุเบกขา ยะ ไมตรี ฯ เป็นคาถาเมตตามหานิยม

น้ำใจของหลวงพ่อเงินนั้น ผู้ใกล้ชิดก็จะแลเห็นได้ว่า เป็นที่สถิตของพระพรหม ได้จริงๆ เพราะหลวงพ่อมีน้ำใจเป็นพรหมวิหารจริง ๆ

วงศ์ญาติของหลวงพ่อ กับลูกศิษย์และคนอื่นไกลที่ไปหา หลวงพ่อมีน้ำใจต่อคนเหล่านั้นเสมอเหมือนกัน น้ำใจอันกว้างขวางดุจน้ำใจของพระพรหม แผ่ไปในคนทั้งหลายทั่วหน้า แม้แต่สัตว์เดรัจฉาน หลวงพ่อเป็นพระที่มีเมตตาบารมีสูงมาก

"ฉันสอนคนไหน ก็สอนด้วยความเมตตา ฉันแผ่เมตตาแก่ทุกคน เจตนาดีต่อเขาอย่างแรงกล้า จนเป็นเมตตานุภาพ น้อมจิตของเขาให้มีแต่ความภักดี เกิดความเชื่อถือ จิตของเขาก็อ่อนโยนลง เราจะบังคับจิตของเขาให้ไปทางไหนก็ได้ เรื่องอำนาจจิตนี้ ฉันฝึกฝนมาแรมปี พอจะน้อมใจคนให้อ่อนลงได้"

"คนใดฉันสอนไม่ได้ แสดงว่าคนนั้นมีกรรมหนัก ไม่สามารถช่วยได้ จัดอยู่ในจำพวกที่เรียกว่า 'เรียกไม่ลุก ปลุกไม่ตื่น' ต้องปล่อยไปตามกรรม"

เรื่องแผ่เมตตานี้ หลวงพ่อพูดอยู่เสมอแม้แต่คนขนาดอ้ายเสือ หรือโจรหลวงพ่อก็บอกว่า

"ก่อนนอนให้แผ่เมตตาไว้ โจรผู้ร้ายมันก็สงสารเรา มันปล้นฆ่าเราไม่ลงหรอก"

"โจรจะปล้นจะฆ่าเรา เราก็ว่า น่าสงสารจริง เจ้าโจรเอ๋ย ช่างโง่งมงาย ไม่รู้จักบาปกรรม"

"ถ้าพบนักเลงอันธพาล เพ่งมองเราอย่างไม่พอใจ แทนที่จะมองตอบด้วยสายตากล้าแข็ง คิดโกรธ คิดร้ายตอบ เราก็นึกสงสารเขา คิดว่าเขาเป็นมิตรเรา เขาคงจะเข้าใจผิดต่อเรา จิตใจอันกล้าแข็งของเขาก็จะอ่อนลง คลายความดุดันโหดเหี้ยมลงได้"

เรื่องนี้ผู้เขียนเชื่อว่าจริง และการที่เราไม่คิดต่อสู้ หรือคิดประทุษร้ายตอบเขานั้น เขาย่อมพ่ายแพ้ภัยตัวเอง เขาย่อมได้รับโทษรับภัยเอง

ผู้เขียนจำได้ว่า วันหนึ่งถูกนักเลงอันธพาลวัยรุ่นคนหนึ่งเขม่น เข้ามายืนเทียบอยู่สักพักใหญ่ แล้วพูดว่า "อ้ายหยั่งงี้ มันต้องเอาให้หัวแตก" แต่ข้าพเจ้าทำไม่รู้ไม่ชี้ ไม่หันไปมองเลย เขาก็ไม่รู้จะหาเรื่องอย่างไร จึงเดินจากไป ต่อมาไม่กี่วัน เขาคนนั้นก็ถูกตำรวจจับในข้อหาก่อคดีวิวาท และดูเหมือนไปตายเสียในคุก

ประจักษ์พยานในเรื่องเมตตาพรหมวิหารของหลวงพ่อเงิน มีอยู่หลายเรื่อง จะขอนำมาเล่าสัก 2-3 เรื่อง ดังต่อไปนี้

1. ไอ้สังข์

มีลิงตัวหนึ่ง สีขนของมันค่อนข้างขาวเหมือนสีหอยสังข์ จึงทำให้หลวงพ่อเรียกมันว่า ไอ้สังข์ มันจะเป็นลิงของใครเอามาปล่อย หรือมาเองอย่างไร ไม่มีใครรู้ว่ามันมาแต่ไหน จะเป็นลิงเทวดาส่งมาส่งเสริมบารมีของหลวงพ่อเงิน หรือว่ามันรู้โดยสัญชาตญาณของสัตว์ ว่าหลวงพ่อเป็นที่พึ่งได้ หรืออย่างไรก็ไม่ทราบ อยู่ ๆ มันก็เข้ามาอยู่ในวัดดอนยายหอม ทำให้ใคร ๆ นึกไปถึงลิงในครั้งพุทธกาล ที่มาอยู่รับใช้ปรนนิบัติพระพุทธเจ้า หลวงพ่อเรียกมันว่า "ไอ้สังข์" เพราะสีขนของมันอ่อนคล้ายสีหอยสังข์ ไอ้สังข์มีนิสัยดี ไม่เป็นลิงหยาบโลนเหมือนลิงอื่น ใครจะไปมา มันก็ไม่แยกเขี้ยวหลอก หรือทำร้ายใคร กินอยู่ก็ไม่ตะกละตะกราม ไม่สกปรก

ที่พิเศษคือ มันรักหลวงพ่อมาก ตื่นเช้ามันจะคอยจ้องดูว่าหลวงพ่อตื่นหรือยัง ถ้าเห็นหลวงพ่อตื่นขึ้นมันก็จะดีใจ ตรงเข้าเกาะแข้งเกาะขา ส่งเสียงร้องเจี๊ยกจ๊าก เมื่อลูกศิษย์จัดสำรับภัตตาหารมาถวายหลวงพ่อ มันก็จะนั่งดูอยู่ห่าง ๆ คอยระวังแมวจะเข้ามากินอาหารสำรับกับข้าวของหลวงพ่อ แมวตัวไหนเดินเข้ามาใกล้ ๆ มันจะจับเหวี่ยงออกไปทันที ตัวมันจะนั่งไม่แตะต้องอาหารของหลวงพ่อเลย ใครจะตีมันก็จะวิ่งเข้าไปหมอบอยู่ที่เท้าของหลวงพ่อ

เรื่องที่ประหลาดอย่างยิ่งก็คือ ในวันพระ 8 ค่ำ เห็นหลวงพ่อขึ้นธรรมาสน์เทศน์ มันจะเข้าไปนั่งอยู่ใกล้ๆ นั่งสองขา ชูแขนขึ้น มือประสานวางอยู่ที่ตัก มองดูไม่ผิดกับคนแก่นั่งฟังเทศน์ มิหนำซ้ำยังหลับตาเสียด้วย

เวลาหลวงพ่อเดินทางไปไหน มันจะติดตามไปส่ง จนหลวงพ่อพ้นเขตวัด หลวงพ่อต้องไล่มันกลับ มันจึงจะกลับ

พอแดดร่มลมตก ตอนบ่าย ๆ มันจะขึ้นไปบนยอดต้นไม้ที่สูงสุดในวัด มองไปต้นทางเพื่อแลเห็นสีเหลือง ๆ เดินมา มันจำได้ว่าเป็นหลวงพ่อ มันก็จะรีบลงจากยอดไม้ลงไปรอรับหน้าหลวงพ่อทันที บางทีมันเดินเข้ามาในกอหญ้าเห็นหางไว ๆ หลวงพ่อไม่มองสบตามัน มันก็จะนิ่งเสีย พอหลวงพ่อร้องเรียกไอ้สังข์ มันก็จะรีบวิ่งแน่วเข้าไปกอดแข้งกอดขาดีอกดีใจไม่ผิดกับลูกที่ได้พบพ่อแม่ มันผูกพันจงรักภักดีหลวงพ่อเสียจริงๆ

ในที่สุดมันก็ป่วยเป็นไข้หวัด คนเอายานัตถ์เป่ามันเข้า มันสำลักน้ำตาไหล ในที่สุดมันก็ตายไป ไอ้สังข์มันเกิดมาเป็นพยานประดับบารมีของหลวงพ่อในเรื่องเมตตาพรหมวิหารธรรม ว่าแม้แต่ลิง ซึ่งเป็นสัตว์เดรัจฉาน มันก็ยังจงรักภักดีต่อหลวงพ่อ เพราะหลวงพ่อมีเมตตาต่อมัน

2. ไอ้ขาว

สัตว์เดรัจฉานอีกตัวหนึ่ง ที่เข้ามาเป็นสาวกประดับเมตตาบารมีของหลวงพ่อ ก็คือ "ไอ้ขาว" มันเป็นแพะตัวผู้ สีขาวตัวหนึ่ง

ก่อนที่แพะสีขาวตัวนี้จะมาปรากฏตัวอยู่ให้คนรู้เห็นนั้น คืนหนึ่งเวลาประมาณ 3 ทุ่มเศษ หลวงพ่อได้ยินเสียงแพะร้อง จึงให้พระภิกษุในวัดเอาตะเกียงไปส่องดู จนทั่วก็ไม่พบเห็นแพะที่ไหนสักตัวเดียว

รุ่งขึ้นอีกวันหนึ่ง จึงมีพระภิกษุจากต่างถิ่น 2 รูป เดินทางมานมัสการหลวงพ่อ ได้นำเอาแพะสีขาวมาด้วย 1 ตัว มีสีขาวบริสุทธิ์ทั้งตัว กีบเท้าสีแดงเข้ม รูปร่างสูงใหญ่กว่าแพะทั้งหลายที่เคยเห็น เมื่อมาถึงหลวงพ่อ เจ้าแพะขาวก็เดินเข้าไปหาหลวงพ่อ หลวงพ่อเพ่งมองดูมัน แพะขาวมันก็เพ่งมองดูหลวงพ่อ แล้วมันก็หมอบลงที่เท้าของหลวงพ่อ ใช้จมูกดมเท้าของหลวงพ่อ คล้าย ๆ กับแสดงความจงรักภักดี หรือฝากตัวอยู่กับหลวงพ่อเป็นที่อัศจรรย์

พระภิกษุทั้ง 2 รูป ถวายแพะให้หลวงพ่อไว้ หลวงพ่อก็รับแพะไว้ แพะตัวนี้มันรักใคร่หลวงพ่อมาก หลวงพ่อเดินไปไหน มันก็จะเดินตามไปเรื่อย ๆ แพะตัวนี้กลายเป็นสัตว์ประหลาดขึ้นมาอีกตัวหนึ่ง เป็นแพะแสนรู้ เข้าไปในกุฏิกินผลไม้หมด แม้กล้วยหอม กล้วยไข่ที่คนเอามาถวาย พระลูกศิษย์ต้องคอยไล่ทุบตี มันก็วิ่งหนีไปหาหลวงพ่อ หลวงพ่อก็ร้องห้ามว่า

"ช่างมันเถอะ มันหิวมันก็กินมั่ง"

บางวันเจ้าแพะตัวนี้มันเข้ามาหมอบอยู่หน้ากุฏิตรงหน้าหลวงพ่อ เวลาใครมาหาหลวงพ่อ หลวงพ่อนั่งรับแขก มันก็มาหมอบฟังคนคุยกับหลวงพ่อ บางทีเวลาคนเขาเปิดวิทยุฟัง มันก็เดินแหวกคนเข้าไปนอนหมอบฟังวิทยุบ้าง หลวงพ่อก็เอาผ้ามาปูให้มันรองนอนอยู่ใกล้ ๆ ลำโพง วิทยุเสียด้วย เจ้าแพะตัวนี้ก็เลยติดนิสัยชอบฟังวิทยุ ฟังดนตรีจากวิทยุเหมือนคน หลวงพ่อเรียกชื่อมันว่า "ไอ้ขาว"

แต่ต่อมาในหน้าแล้ง ทางวัดดอนยายหอม ซึ่งแวดล้อมอยู่ด้วยทุ่งนาแตกระแหง ไม่มีหญ้าจะให้ไอ้ขาวกิน มันก็ผ่ายผอมลง หลวงพ่อจึงตัดสินใจยกให้พระทางเขตอำเภอกำแพงแสนเอาไปเลี้ยง แพะขาวชื่อ ไอ้ขาว ตัวนี้ มันจึงเป็นสัตว์ประดับเมตตาบารมีของหลวงพ่อ เป็นพยานถึงเมตตาบารมีของหลวงพ่ออีกเรื่องหนึ่ง

3. ไอ้สำลี

เมื่ออ้ายสังข์ตายไป อ้ายขาวเข้ามาแทนที่ เมื่ออ้ายขาวจากไป ก็มีสัตว์เดรัจฉานอีกตัวหนึ่งเข้ามาอยู่กับหลวงพ่ออีก คราวนี้มันเป็นสัตว์ใหญ่กว่าเดิม ที่จริงสัตว์เดรัจฉาน ที่มาอยู่กับหลวงพ่อนั้น มันใหญ่ขึ้นตามลำดับ คือ ลิง แล้วก็แพะ คราวนี้เป็นวัวตัวผู้สีขาวสะอาด รูปร่างสูงใหญ่ลักษณะงาม ที่น่าแปลกก็คือสัตว์ทั้ง 3 ตัวนี้ สีขาวทั้งหมด

คนที่นำเอาวัวมาถวายหลวงพ่อ ชื่อจ่าเอม ทัศนงาม ตำแหน่งเป็นพัสดี เรือนจำจังหวัดนครปฐม หรือที่เรียกกันว่า เจ้าพ่อคุก ท่านผู้นี้เดิมเป็นจ่าทหารอากาศ เป็นนักบินมาก่อน แล้วมาเป็นพัสดีเรือนจำ นักโทษเรียกคุณพ่อกันทั้งคุก

จ่าเอม นำวัวตัวนี้มาถวายหลวงพ่อ จะได้มาจากไหนก็ไม่ทราบ แต่มักจะเป็นธรรมเนียมของคนไทยสมัยโน้น ถ้าเห็นวัวตัวไหน มีลักษณะงาม เป็นโค อุศุภราช คือ เขางาม สีกายขาวสะอาด อกใหญ่ หนอก (คือคอ) ใหญ่ สะโพกใหญ่ หางยาวเป็นพวง เขาจะไม่เลี้ยงไว้ใช้งาน เขาจะถวายเป็นวัวพระ

หลวงพ่อรับวัวตัวนี้ไว้ แล้วตั้งชื่อมันว่า "ไอ้สำลี" มันเป็นวัวฉลาด แสนรู้ หลวงพ่อรักมันมาก มันก็รักหลวงพ่อมากด้วย ขณะที่มันกำลังและเล็มหญ้าอยู่ หากได้ยินเสียงหลวงพ่อเรียกชื่อมัน มันจะเงยหน้าขึ้นแล้วเดินเข้าไปหา เวลาหลวงพ่อดุ มันจะหยุดทันที เวลาเด็กรังแกมัน มันจะวิ่งเข้าไปหาหลวงพ่อ เวลาหลวงพ่อไปไหนมา มันจะเข้าไปหา เอาจมูกดมกลิ่น แล้วก็เกลือกหน้าไปมาตามจีวรของหลวงพ่อ แสดงความดีใจที่หลวงพ่อกลับมา เวลาหลวงพ่อฉันเพล มันจะเข้ามายืนอยู่ใกล้ ๆ หลวงพ่อเอาช้อนส้อม แทงขนมส่งให้มัน มันก็จะกิน บางวันไม่มีขนม หลวงพ่อก็ปั้นข้าวสุกยื่นให้มันกิน มันก็กินก้อนข้าวสุก ไอ้สำลีจึงกลายเป็นวัวประหลาดที่กินอาหารอย่างคน

แต่พอตกหน้าแล้ง หญ้าในบริเวณวัดดอนยายหอมแห้งเหี่ยวตายหมด หลวงพ่อจึงส่งมันไปให้ นายเนียม ด้วงพูล น้องชายของท่านเอาไปเลี้ยง วันหนึ่งนายเนียม จับไอ้สำลี เทียมไถ ไอ้สำลีเผ่นโผนสุดแรง คันไถหักหมด จะจับก็ไม่ยอมให้จับ นายเนียมต้องร้องปลอบว่า

"สำลีเอ๋ย มาม๊ะลูกม๊ะ กลับเข้าบ้านพ่อไม่ใช้งานเอ็งอีกแล้ว"

ไอ้สำลีได้ยินเสียงปลอบจึงยอมให้จับผูกเชือก

โดยเหตุที่ไอ้สำลี เป็นวัวสูงใหญ่ลักษณะงาม กายสีขาว เขาจึงชอบใช้อ้ายสำลีแห่นาค เขาผูกผ้าสีแดงที่คอ ผูกกระดิ่ง ผูกลูกกระพรวน ดังโกร่งกร่าง เข้าขบวนแห่นาคมีกลองยาว มีแตรบรรเลง ไอ้สำลีชอบมาก ไม่เคยวิ่งหนีเลย เมื่อไปในงานบวชนาค ก็มีพวกนักเลงเอาสุราบ้าง เอากระแช่บ้าง น้ำตาลเมาบ้าง เหล้าบ้างให้ไอ้สำลีกิน มันก็กิน ไอ้สำลีจึงกลายเป็นวัวดื่มน้ำเมาไปด้วย เวลามันเมามันก็ยืนนิ่งซึมอยู่ กว่าจะมาถึงวัด ไอ้สำลีก็หายเมา หลวงพ่อจึงไม่รู้ว่าไอ้สำลีขี้เมา

4. นายชื่น ทักษิณานุกูล

รายที่ 4 ที่มาอยู่เป็นเครื่องประดับเมตตาบารมี พรหมวิหารธรรมของหลวงพ่อเงินนั้น ไม่ใช่สัตว์เดรัจฉาน แต่เป็นสัตว์โลกผู้เป็นเพื่อนเกิดแก่เจ็บตาย อย่างหนึ่ง ซึ่งท่านเรียกว่า "สัตว์ประเสริฐ" คือ สัตว์มนุษย์ ผู้มีใจสูง สัตว์โลกรายนี้เป็นชายไทย มีนามกรว่า นายชื่น ทักษิณานุกูล เป็นเพื่อนนักเรียนร่วมชั้นกับผู้เขียน เมื่อสมัยเรียนชั้นมัธยม อยู่ที่โรงเรียนพระปฐมวิทยาลัย นายชื่นคนนี้ รูปร่างแข็งแรงสันทัด ถนัดทางหมัดมวยชกต่อย เรียนหนังสือเก่งพอประมาณ ไม่น่าเชื่อว่าต่อมาเขาจะกลายเป็นนักเขียน เขาเขียนชีวิประวัติหลวงพ่อเงินไว้เป็นหนังสือเล่มโตมาก ชื่อ "หลวงพ่อเงินเทพเจ้าแห่งดอนยายหอม" แพร่หลายมากอยู่สมัยหนึ่ง

นายชื่น ทักษิณานุกูล คนนี้แหละ เป็นลูกศิษย์ก้นกุฏิของหลวงพ่อ เป็นลูกศิษย์ที่ถวายตัวเป็น "ลูกบุญธรรม" ของหลวงพ่อเงิน เดิมเขาเกิดในตระกูล "บัวโต" ต่อมาเขาใช้นามสกุลว่า "ทักษิณานุกูล" คือนามสมณศักดิ์ของหลวงพ่อตอนเป็น "พระครูทักษิณานุกูล" เจ้าคณะอำเภอเมืองนครปฐม

นายชื่น ทักษิณานุกูล คนนี้แหละ เป็นผู้ใกล้ชิดหลวงพ่อ รู้จักหลวงพ่อดีที่สุดและก็เป็นคนมีการศึกษาดี เขียนหนังสือเป็น พอที่จะเขียนประวัติหลวงพ่อเงินให้คนอ่านได้ เขาจึงได้เขียนประวัติของหลวงพ่อเงินขึ้น ทำให้คนทั้งหลายได้อ่าน และได้ทราบชีวประวัติและปฏิปทา ศีลาจารวัตรของหลวงพ่อที่แท้จริง นับว่าเป็นบุญกุศลของทั้ง 3 ฝ่าย คือ ฝ่ายนายชื่น ก็ได้ศึกษาอบรมตนไปด้วย ในขณะที่เขียนประวัติของหลวงพ่อ เพราะอานิสงส์ของการเขียนประวัติพระสุปฏิปันโน สาวกสังโฆนั้น เท่ากับเป็นการฝึกอบรมจิตของตนเองไปด้วยอย่างดีวิเศษ เป็นการปฏิบัติงานเพื่อปฏิบัติธรรมอย่างหนึ่ง เป็นการอุทิศตนต่อหน้าที่อันชอบธรรมอย่างหนึ่ง เป็นการเพ่งพินิจปูชนียบุคคล เป็นการบูชาผู้ที่ควรบูชาอย่างหนึ่ง เป็นการอุทิศตนเพื่อพระผู้เป็นเจ้าโดยบริสุทธิ์ใจ ไม่หวังผลตอบแทนประการหนึ่ง ซึ่งผู้เขียนเรื่องนี้ก็ปฏิบัติตนเช่นเดียวกับนายชื่น นั่นเอง

บุญกุศลประการที่สอง ก็คือ หลวงพ่อเองที่ได้อุทิศชีวิตเพื่อพระพุทธศาสนามาตลอดชีวิตนั้น ไม่ลี้ลับดับสูญ ยังปรากฏเป็นสัจจธรรม คือความจริงอยู่ อย่างน้อยก็ในจิตใจของลูกศิษย์อย่างน้อยก็ในบรรณโลก เพื่อผู้เกิดมาภายหลัง จะได้เดินตามรอยเท้าต่อไป

บุญกุศลประการที่สาม ก็คือคนอื่นคนไกลที่ไม่เคยรู้จัก ไม่เคยเห็นหน้า ไม่เคยได้ยินชื่อ (เพราะเกิดมาไม่ทัน จะได้พบได้รู้ จากหนังสือชีวิประวัติที่นายชื่นได้เขียนขึ้นนั้น จะได้รู้แท้แน่แก่ใจว่า พระสุปฏิปันโน (พระผู้ปฏิบัติดี) พระอุชุปฏิปันโน (พระผู้ปฏิบัติงดงาม) พระญายปฏิปันโน (พระผู้ปฏิบัติด้วยความรู้ตัวทั่วพร้อม) พระสามีจิปฏิปันโน (พระผู้ปฏิบัติด้วยความจงรักภักดีต่อพระรัตนตรัย) นั้น มีอยู่ในพระพุทธศาสนานี้ ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดแจ้งก็คือหลวงพ่อเงิน วัดดอนยายหอม

"พระอาจารย์ดี ย่อมมีลูกศิษย์ดี"

"ดูต้นไม้ให้ดูดอกผล"

"ดูคน ให้ดูลูก"

"ดูครู ให้ดูศิษย์"

คำกล่าวข้างบนนี้เป็นความจริงแท้ แม้แต่คำว่า

ดูเจ้านายให้ดูไพร่พล ดูแม่ทัพให้ดูทหาร ดูพระราชาให้ดูอำมาตย์ราชเสนา ดูหัวหน้าให้ดูลูกน้อง ดูพระให้ดูสมภาร ดูอาจารย์ให้ดูลูกศิษย์

เป็นความจริง พิสูจน์ได้จากหลวงพ่อเงิน ความเมตตากรุณาของท่านก็ดี การทรงศีลทรงธรรมของท่านก็ดี ดูได้อ่านได้จากลูกศิษย์ของท่านที่พูดที่เขียนไว้นั้น ความดีความงามของท่านนั้น ถ่ายทอดลงในหัวใจของลูกศิษย์ ลูกศิษย์จึงเกิดความบันดาลใจ เขียนสดุดียกย่องสรรเสริญเอาไว้ ซึ่งพระอาจารย์ที่ไม่ดีถึงระดับแล้ว จะไม่มีลูกศิษย์เช่นนี้เลย

เพราะเมื่ออาจารย์ยังมีชีวิตอยู่นั้น เลี้ยงลูกศิษย์ไว้ ก็ด้วยความเมตตา ไม่ได้คิดไม่ได้หวังว่า ลูกศิษย์จะเขียนชีวประวัติของท่านออกเผยแพร่แก่มหาชน แต่ว่าลูกศิษย์เกิดความเคารพเลื่อมใส เกิดความบันดาลใจจากเมตตาบารมี และคุณธรรมความดีอื่น ๆ ทำให้เขาคิดเขียนประวัติพระอาจารย์ออกเผยแพร่แก่มหาชนด้วยความเลื่อมใสศรัทธา

ข้าพเจ้าขอยืนยันว่า พระอาจารย์ที่ดีถึงระดับหนึ่ง ถึงจุดหนึ่ง จึงจะมีลูกศิษย์ชนิดนี้ได้ ถ้าดีไม่ถึงระดับ ก็ไม่มีลูกศิษย์ชนิดนี้

ลูกศิษย์อย่างนายชื่น ทักษิณานุกูล จึงเป็นประกาศนียบัตร แสดงคุณธรรมความดีของอาจารย์ มันก็แปลกอยู่ตรงที่ว่า ลูกศิษย์เป็นประกาศนียบัตร แสดงคุณธรรมของอาจารย์

เรื่องนี้ขอให้ดูได้จากทุกวงการ

วงการของเจ้านาย พระราชามหากษัตริย์

วงการของข้าราชการ ทหาร ตำรวจ

วงการของครูบาอาจารย์

วงการของศิลปิน

วงการของกวี วงการของนักเขียน นักประพันธ์

วงการของพระภิกษุสงฆ์

ถ้าครูอาจารย์ดี ถึงขนาดดีถึงจุดหนึ่งแล้ว

แน่นอนย่อมจะมีลูกศิษย์ดี

ลูกศิษย์ดีนั้นแหละจะเป็นผู้รวบรวมเรียบเรียงผลงานของครูอาจารย์ และชีวประวัติของครูอาจารย์ โดยไม่ต้องจ้างวาน

พระพุทธเจ้า

พระเยซูคริสต์

พระนามีมูฮัมหมัด

ท่านนานัค แห่งศาสนาสิกข์

ท่านไสบาบา แห่งศาสนาฮินดู

ล้วนแต่มิได้เขียนชีวประวัติของตนเอง ไม่ได้รวบรวมคำสั่งสอนของตนเองไว้เลยแม้แต่คนเดียว พระอรหันต์ไม่เคยเขียนประวัติตนเองไว้อวดใคร

ลูกศิษย์ทำ พระสาวกทำทั้งสิ้น

นายชื่น ทักษิณานุกูล เล่าไว้ว่า ครั้งหนึ่งเคยไปล่องแก่งทางแควน้อยแควใหญ่ ไทรโยค เมืองกาญจน์ เกิดอุบัติเหตุ แพแตก จมน้ำ ว่ายน้ำไม่ไหว จึงรำลึกถึงหลวงพ่อเงินเป็นที่พึ่ง ร้องว่า

"หลวงพ่อช่วยลูกด้วย"

แล้วก็หมดความรู้สึกไป ตื่นขึ้นพบตัวเองนอนอยู่บนหาดทรายชายตลิ่ง

เมื่อเดินทางถึงบ้านดอนยายหอมก็ไปกราบหลวงพ่อเล่าให้หลวงพ่อฟัง

"ฉันก็นึกถึง เห็นหน้าในญาณ"

หลวงพ่อพูดอย่างนี้กับนายชื่น ตรงกับวันที่นายชื่น ประสพอุบัติเหตุแพแตก จมน้ำ

นายชื่น จึงยืนยันว่า เขารอดตายเพราะหลวงพ่อช่วย คนอื่นอาจจะเชื่อครึ่งไม่เชื่อครึ่ง หรือไม่สนใจอะไร

แต่นายชื่น ทักษิณานุกูล เชื่อถือด้วยศรัทธาเต็มเปี่ยมอยู่ในหัวใจ เขาจึงเขียนหนังสือเรื่อง

"หลวงพ่อเงินเทพเจ้าแห่งดอนยายหอม"

นายชื่น ทักษิณานุกูล เป็นศิษย์ก้นกุฏิ เคยเรียนหนังสือร่วมชั้นกับข้าพเจ้าที่โรงเรียนพระปฐมวิทยาลัย มีนิสัยชอบชกต่อย ไม่กลัวใคร จบมัธยม 6 แล้วก็ออกมาเป็นตำรวจ หลวงพ่ออยากให้บวชเรียนในพระพุทธศาสนา เจริญรอยตามท่าน นายชื่นก็ไม่มีอุปนิสัย

ลูกศิษย์ อย่างนายชื่น ทักษิณานุกูล นั้น ท่านเรียกกันว่า

"อันเตวาสิก" (ศิษย์ภายในหรือศิษย์ก้นกุฏิ)

ส่วนลูกศิษย์อย่างข้าพเจ้า เขาเรียกว่า

"พาหิระวาสิก" (ศิษย์ภายนอก) เพียงแต่ท่านเป็นอุปัชฌาย์ จึงมีเรื่องเขียนได้ไม่มากนัก

ส่วนนายชื่น ทักษิณานุกูล เขารู้เรื่องของหลวงพ่อมาก ใครอยากรู้รายละเอียด ต้องอ่านเรื่องที่นายชื่นเขียนไว้แล้ว

นายชื่น ทักษิณานุกูล เขาเป็นลูกกำพร้า เกิดมาไม่เคยเห็นหน้าแม่ เขาอยู่กับหลวงพ่อมาตั้งแต่จำความไม่ได้ เขาเล่าว่า เห็นเขามีแม่กัน เมื่อเห็นผู้หญิงมาที่วัดก็เข้าไปหา อยากจะเอาเป็นแม่ แต่หญิงคนนั้นก็ดุเอาเมื่อเขาเรียกแม่

"ข้าไม่ใช่แม่เอ็ง"

นายชื่นได้ยินก็น้ำตาหยดพรากแก้ม นายชื่น จึงยึดเอาหลวงพ่อเป็นทั้งพ่อและแม่มาตลอดชีวิต

เขามีพี่ชายคนหนึ่ง ชื่อ ส... ชอบ บัวโต เป็นตำรวจมือปราบคนหนึ่ง เคยยิงทิ้งหรือ "เก็บ" ผู้ร้ายมาแล้วหลายคน เป็นที่รู้จักกันดีในหมู่ตำรวจ เป็นมือปืนคนหนึ่งของ พล...ประชา บูรณะธนิต ผู้บัญชาการตำรวจสมัยนั้น

สอนเสือผาด ทับสายทอง

ออกชื่อว่า เสือผาด ทับสายทอง แล้ว คนในยุคสมัยสงครามโลกครั้งที่สอง ระหว่าง พ.. 2484 ถึง พ.. 2490 ย่อมจะรู้จักกันดี

บางคนเรียกชื่อเขาว่า "ขุนโจร 7 จังหวัด" เพราะเขามีชื่ออยู่แถวจังหวัด นครปฐม ราชบุรี กาญจนบุรี สุพรรณบุรี สมุทรสงคราม สมุทรสาคร และจังหวัดธนบุรี ทั้ง 7 จังหวัดนี้ เป็นแดนปล้น เป็นแดนอิทธิพลของเขาโดยตลอด อย่างน้อยเสือเล็ก เสือน้อย ที่เรียกว่าเสือปลา ไม่ใช่เสือโคร่งลายพาดกลอน ก็อ้างชื่อเสียงของเขาออกหากินด้วย

ส่วนใหญ่ จะไม่กล้าออกชื่อเขา มักจะออกชื่อกันว่า "คุณพระ" คำว่า "คุณพระ" เป็นชื่อที่ชาวนครปฐมทั่วไปเรียกขื่อเขาลับหลัง เป็นที่รู้กันว่า หมายถึง เสือผาด ทับสายทอง คนกลัวเขาขนาดไม่เรียกออกชื่อเขาทีเดียว เพราะไม่รู้ว่าจะถึงหูเสือผาดเข้าเมื่อไร และจะถูกฆ่าตายเมื่อไรก็ไม่รู้ตัว พูดกันถึงขนาดที่ว่า ข้าราชการ ตำรวจ ก็กลัวเสือผาด เป็นลูกน้อง หรือเป็นสายเสือผาดเกือบทุกคน

เสือผาดทำนา เสือผาดเกี่ยวข้าว เพียงแต่บอกกันว่าพรุ่งนี้เป็นวันเกี่ยวข้าวเสือผาด คนก็จะเดินทางไปช่วยเกี่ยวข้าวกันหัวดำเต็มท้องนา ไม่ต้องไหว้วานกันเลย ทุกคนถือเคียวไปช่วยกันเกี่ยวข้าว นวดข้าวให้เสือผาด

เสือผาดจะมีนาหรือไม่ ไม่สำคัญ เพียงแต่บอกว่านาทุ่งนี้เป็นของเสือผาดเท่านั้นคนก็จะไปช่วยไถ ช่วยเกี่ยวข้าว ช่วยนวดให้จนจบสิ้น โดยไม่มีใครกล้าไปสอบถามอะไรกันอีก ว่าเสือผาดอยู่ที่ไหน เพราะว่าไม่มีใครเคยเห็นตัวเสือผาด ได้ยินแต่ชื่อก็กลัวเสียแล้ว

ขณะนั้น ผู้เขียนรับราชการอยู่ที่อำเภอกำแพงแสน อันเป็นแดนอิทธิพล หรือพื้นที่สีดำของเสือผาด ผู้เขียนรู้เรื่องราวของเสือผาดมากจนกลัวเสือผาดเหมือนกัน

วันหนึ่ง ขี่จักรยานไปอำเภอกับ นายพิณ กันตะเพ็ง ศึกษาธิการอำเภอกำแพงแสน พบคนถูกยิงตายนอนอยู่ระหว่างทาง เป็นชายหนุ่มอายุสัก 19-20 ปี คนก็กระซิบบอกว่า เมื่อคืนนี้เสือผาดพาลูกน้องเดินทางไปปล้น แต่สงสัยความไม่ซื่อสัตย์ของลูกน้อง จึงยิงทิ้งเสียก่อนเข้าปล้น

วันหนึ่งตอนเช้าตรู่ มีคนรายงานกับนายอำเภอ ร...สุข ศรีเพ็ญ ว่า ส...จำเนียร ภักดีเจริญ ถูกยิงตาย ที่ตำบลห้วยขวาง นายอำเภอไปชันสูตรพลิกศพ ข้าพเจ้าก็ไปด้วย พบ ส... จำเนียร นอนตายอยู่ มีปืนพกตกอยู่ข้างตัว เป็นปืนที่ ส... จำเนียร ยิงต่อสู้จนตัวตายในสภาพนุ่งผ้าขาวม้าผืนเดียว เพราะไปนอนอยู่บ้านเมียน้อย เขาเล่าว่าผู้ร้ายที่เข้ามายิง ส...จำเนียร ได้เข้าเหยียบหน้าอก ส...จำเนียรแล้วร้องว่า

"อ้ายเนียร มึงรู้จักกูไหม ?"

เขาพูดว่าผู้ร้องถามนั่นคือเสือผาด

แล้วเขาก็ยิง ส... จำเนียร ตายกลิ้งอยู่ในบ้านเมียน้อย ไม่ทำอันตรายใคร ไม่แตะต้องทรัพย์สินอะไรเลย

มูลเหตุของเรื่องก็คือ ฆ่าล้างแค้นของเสือผาด ฆ่าแม้แต่ตำรวจ

เรื่องมีอยู่ว่า นายจำรูญ น้องชาย ส... จำเนียร ลูกชายขุนภักดี ห้วยพระ คหบดีมั่งคั่งในตำบลสามง่าม ถูกโจรปล้น จับตัวไปยิงทิ้งที่ทุ่งนา นายจำรูญตายในลักษณะนุ่งกางเกงในตัวเดียว ส...จำเนียร เห็นน้องชาย ถูกฆ่าตายในลักษณะน่าทุเรศเช่นนั้นก็ประกาศว่า จะต้องตามฆ่าโจรก๊กนี้ให้จงได้ ส...จำเนียร สืบทราบว่าก่อนปล้นโจรคณะนี้ได้มากินเหล้าวางแผนกันที่บ้านคน ๆ หนึ่งในตอนหัวค่ำ ส...จำเนียร จึงให้ระบบแก้แค้น โดยใช้กฎหมายเถื่อน จับชายเจ้าของบ้านไปยิงทิ้งตรงที่ ๆ ที่นายจำรูญ น้องชายนอนตายอยู่ เป็นการล้างแค้น

ต่อมาไม่กี่วัน ส...จำเนียร ก็ถูกฆ่าตายไป ผู้ยิงอก ส...จำเนียร ขึ้นเหยียบอก แล้วร้องถามว่า

"อ้ายเนียร มึงรู้จักกูไหม ?"

ท่านขุนภักดีห้วยพระ (กิ้ว ภักดีเจริญ) เห็นว่าขืนต่อสู้กันต่อไปก็จะตายไปไม่สิ้นสุด เสียลูกชายไป 2 คนแล้ว คนต่อไปไม่รู้ว่าใคร จึงได้ตกลงหย่าศึก พิธีหย่าศึกทำขึ้นที่บ้าน นายนนท์ ตำบลห้วยขวาง ขุนภักดีห้วยพระ นัดพบเสือผาด ทับสายทอง ที่บ้านนายนนท์ซึ่งเป็นคนของเสือผาด กินเหล้าสาบานกันว่าจะเลิกแล้วต่อกัน เรื่องจึงสงบลงได้

นายนนท์ คนนี้ ข้าพเจ้ารู้จัก บิดามารดาของข้าพเจ้าก็รู้จัก คุ้นเคยกันดี รูปร่างอ้วนใหญ่ ดำ ตาเข หน้าตาเป็นนักเลงน่าเกรงขาม แม่ของข้าพเจ้าเล่าว่า นายนนท์ ดำใหญ่คนนี้เป็นลูกชายของ นายนนท์ขาว ชาวตำบลตาก้อง ทำแม่นายนนท์ท้อง แล้วไม่รับเป็นลูก แม่นายนนท์โกรธแค้นมาก เมื่อลูกชายเกิดมาจึงตั้งชื่อว่า นายนนท์ เหมือนชื่อพ่อ ได้ชื่อว่าเป็นคนดุเป็นนักเลงอิทธิพลคนหนึ่ง แต่เป็นคนของเสือผาด

เมื่อเสือผาด ทับสายทอง พาพรรคพวกไปปล้นที่ตำบลคุ้งพยอม อำเภอบ้านโป่ง จังหวัดราชบุรี และเป็นการปล้นครั้งสุดท้ายถูก พล...ประชา บูรณธนิต วางแผนพิชิตได้ นายนนท์ คนนี้แหละที่ได้เอารถยนต์บรรทุก 10 ล้อของ นายศิลปชัย คนตำบลพะเนียงแตก เดินทางไปรับพวกปล้นของเสือผาด นายนนท์ นั่งคุมรถไปให้ นายศิลปชัย เป็นคนขับ เมื่อถึงตำบลหนองดินแดง ถูกตำรวจดักจับตามทาง จึงได้ยิงนายนนท์ กับนายศิลปชัย ทิ้งเสียข้างทางเอาน้ำมันราดแล้วเผาเสียเรียบร้อยในคืนนั้น

นายเท่ง คนไว เป็นนายตรวจรถยนต์ อยู่ที่ตำบลตาก้อง วันหนึ่งนั่งเก้าอี้อ่านหนังสือพิมพ์อยู่ ก็มีคนเดินเข้ามาหาสองคน ส่งจ..ให้นายเท่ง นายเท่งกำลังอ่าน จ..อยู่ ก็ถูกชายคนนั้นยิงหัวนั่งตายคาเก้าอี้ คนร้ายเดินออกไปอย่างลอยนวล เขาว่าเสือผาด ส่งลูกน้องมายิงทิ้งเสียด้วยเหตุที่นายเท่งไปยิงคนของเสือผาดตายไปก่อน ชื่อนายสงวน ถูกยิงศีรษะนั่งตาย น่าประหลาดที่นายเท่ง คนไว ก็นั่งตายคาเก้าอี้ที่บ้านนายหลง ชาวไร่เงิน

แต่ผู้เขียนก็รู้จักวงศ์สกุลของเสือผาดอยู่บ้าง พ่อของผู้เขียนรู้จักนายจรูญ ทับสายทอง บ้านคันลำอยู่แถวหลังองค์พระปฐมเจดีย์ เมื่อเป็นเด็กวัดห้วยจระเข้ พ่อก็เอาข้าพเจ้าไปฝากไว้กับหลวงตาปาน ทับสายทอง อาชายของเสือผาดคนหนึ่ง หลวงตาปานองค์นี้เคยเป็นทหารมียศเป็นสิบโท แล้วมาบวช บวชแล้วก็ยังชกมวย ซ้อมชกมวยอยู่เสมอ วันหนึ่งพระองค์หนึ่งมานั่งปัสสาวะอยู่บนชานกุฏิ หลวงพ่อปานเห็นเข้าก็โกรธ โดดเข้าเตะพระองค์นั้นศีรษะคะมำตกกุฏิไป หลวงตาปาน ทับสายทอง รูปร่างกำยำ แข็งแรง ตกค่ำท่านจะตีกลองยาว รำกลองยาวให้ดู แล้วก็รำมวยให้ดูด้วย

นายแสวง บุญทองดี อนามัยอำเภอเมืองสมุทรสงครามก็เป็นลูกหลานของท่าน แต่เปลี่ยนนามสกุลไปใช้อย่างอื่นภายหลัง

ข้าพเจ้ามีเพื่อนคนหนึ่ง ชื่อประชา ไม่อยากใช้นามสกุล ทับสายทอง ขอให้เปลี่ยนนามสกุลให้ ข้าพเจ้าถามว่า พ่อคุณชื่อไร เขาบอกว่าชื่อมิ่ง ข้าพเจ้าก็เลยตั้งนามสกุลให้ว่า "ครูประชา มิ่งมนตรี" เขาเป็นครูอยู่อำเภอกำแพงแสนสมัยนั้น

นายผาด ทับสายทอง มีน้องชายคนหนึ่ง ชื่อ พุ่ม ทับสายทอง เป็นนักเลง ชอบดื่มเหล้า ใครอยากจะให้ตีหัวใครก็ขอเหล้าขวดเดียว แล้วเขาก็จะตีหัวให้ หรือชกหน้าให้ตามต้องการ

คราวหนึ่ง เขาฝากชื่อไว้ในแผ่นดินสยาม โดยเขาถือปืนเข้าไปดักยิงจอมพล ป. พิบูลสงคราม ที่สนามหลวง แต่ยิงพลาด ไม่ถูกที่สำคัญ แต่ก็ยิงถูก และถูกตัดสินจำคุก

เล่าเรื่องเสือผาดประกอบ ก็เพื่อจะบอกว่า เสือผาด ทับสายทอง ก็เป็นศิษย์นอกครู ลูกนอกคอก ของหลวงพ่อเงิน

เสือผาด เริ่มมีชื่อมาตั้งแต่ปล้นฆ่า ร...เจี่ย แสงโชติ บิดาของ พล...จุมพล แสงโชติ (นายพลตำรวจตรีคนนี้ เป็นเพื่อนนักเรียนชั้นเดียวกับผู้เขียน และนายชื่น ทักษิณานุกูล เมื่อเรียนอยู่ที่โรงเรียนพระปฐมวิทยาลัย)

เสือผาด ถูกจับได้ ติดคุกอยู่หลายปี พอออกจากคุกก็ปล้นอีก เสือฮุย เสือเภา เพื่อนเสือด้วยกัน ถูกตำรวจยิงตาย เสือผาดหลบหนีรอดไปได้

คราวหนึ่ง นายจรูญ ผาสุกวณิชย์ นายอำเภอเมืองนครปฐมพร้อมด้วยนายศักดิ์ เศรษฐบุตร ปลัดอำเภอ และตำรวจ เข้าล้อมจับที่ตำบลหนองขาหยั่ง เสือผาดแอบอยู่ในห้องเจ้าหน้าที่ค้นจนทั่วไม่เห็นเขา

อีกครั้งหนึ่งเสือผาด กำลังอยู่ในวงการพนัน เล่นโปกัน ที่บ้านวังน้ำขาว ส...ทัพ เนาวรัตน์ นำตำรวจ 20 คน เข้าล้อมจับเสือผาดนั่งอยู่ ตำรวจหลายคนไม่เห็นเขา

อีกครั้งหนึ่ง เดินสวนกับ ร...ประสิทธิ์ วทานนท์ และพลตำรวจไสวที่สนามบินต้นสำโรง ตำรวจยิงด้วยปืนยิงเร็วในระยะเผาขน จนฝุ่นกลบตัวแต่ไม่ถูกเสือผาด เสือผาดหายตัวไปข้าง ๆ เนินดินในเวลากลางวันแสก ๆ

ครั้งสุดท้ายที่เขาปล้นที่ตำบลคุ้งพยอม อำเภอบ้านโป่ง พ...ประชา บูรณะธนิต ได้อำนวยการสืบสวนและวางแผนซ้อนกลส่งคนเข้าเป็นพวกปล้นด้วย ได้เกิดยิงต่อสู้กันกับตำรวจที่ส่งกำลังไปล้อม จนนายตำรวจชั้นร้อยตำรวจโท ตายไปคนหนึ่ง แต่เสือผาดหนีไปได้ไม่บาดเจ็บ เมื่อถูกล้อมจับจนมุมในทุ่งนา เสือผาดก็ถอดเอาพระเครื่องออกโยนทิ้ง แล้วระเบิดสมองตัวเองตายไป ไม่ใช่ตำรวจยิงตายแต่อย่างใด เสือผาดได้ออกปล้นมานับสิบ ๆ ครั้ง ถูกตำรวจยิงหลายครั้ง แต่หนีรอดไปได้ทุกครั้ง จนเป็นที่เลื่องลือกันแม้ในหมู่ตำรวจว่า เสือผาดมีของดี

ครั้งหนึ่ง พล...เนื่อง อาขุบุตร และ พ...สะอาด รัชตะประกร ได้ติดต่อขอให้เสือผาดเข้ามอบตัว เสือผาดก็เข้าพบสนทนาด้วย

ครั้งหนึ่ง พล...เผ่า ศรียานนท์ อธิบดีกรมตำรวจติดต่อขอพบ เขาก็เข้าพบที่พระแม่ธรณีบีบมวยผม ที่ข้างสนามหลวง ได้พบและสนทนากันแล้ว ต่างฝ่ายต่างก็รักษาวาจาสัตย์ ไม่ทำร้ายกัน แล้วต่างคนก็ต่างแยกกันกลับไป

คราวที่นัดพบกับนายตำรวจใหญ่นั้น ตำรวจใช้หลวงพ่อเงินเป็นสื่อนัดพบ คณะที่ไปพบเสือผาดมี พล...เนื่อง อาขุบุตร ผู้บังคับการตำรวจภูธรเขต 7 นครปฐม พ...สะอาด รัชตะประกร ผู้กำกับการตำรวจภูธรจังหวัดนครปฐม นายทองสุก สุวัตถี นายอำเภอเมืองนครปฐม นายหล่อ สีละชาติ ศึกษาธิการจังหวัดนครปฐม และ นายชื่น ทักษิณานุกูล ลูกศิษย์และลูกบุญธรรมของหลวงพ่อเงิน โดยนายชื่น ทักษิณานุกูล ได้ล่วงหน้าไปก่อน ได้ไปพบกับนายจันทร์ ชาวบ้านตำบลดอนยายหอม และได้พบกับเสือผาดที่นั่น แล้วจึงพาเสือผาดมาพบกับเจ้าหน้าที่ตำรวจที่หน้าโบสถ์วัดดอนยายหอม โดยมีหลวงพ่อเงิน เป็นประธานอยู่ด้วย

เมื่อเสือผาดได้พบกับเจ้าหน้าที่ตำรวจชั้นผู้ใหญ่ระดับผู้บังคับการ ตำรวจภูธรเขต ผู้กำกับการตำรวจภูธรจังหวัด เขาก็ยิ้มอย่างใจเย็น แล้วสารภาพว่าเขาได้ปล้นฆ่าที่ไหนมาบ้าง แล้วเสือผาดก็คุยกับหลวงพ่อเงิน หลวงพ่อเงินจึงถือโอกาสพูดเทศนาสั่งสอน โดยไม่ต้องติดกัณฑ์เทศน์ว่า

"เสือผาดนี้ก็เหมือนคนที่ขุดบ่อ ยิ่งขุดก็ยิ่งลงลึกลงไปทุกที ตัวก็จมลงไปทุกที หนักเข้าก็ลึกจนขึ้นไม่ได้ ได้แก่คนที่ทำบาปกรรมไว้ เป็นที่เกลียดกลัวของมหาชน และเป็นที่ต้องการของเจ้าหน้าที่ ทางที่ดีควรจะหยุดขุดบ่อฝังตัวเอง นานเข้าความชั่วที่ทำไว้ก็จะลืมเลือนไป จากความเกลียดกลัวของประชาชน ก็จะกลายเป็นคนดีได้อย่างสนิทเหมือนบ่อที่ขุดไว้ นานปี ธรรมชาติก็ช่วยกลบเกลื่อนให้หลุมตื้นขึ้นเป็นชั้นเสมอกับพื้นดินเดิม"

"เสือผาดก็เป็นคนไทย นับถือพระพุทธศาสนา ตัวเสือผาดเองก็มีคุณพระแขวนคอ คุ้มตัว จนคนทั่วไปเรียกชื่อว่า 'คุณพระ' ขึ้นชื่อว่าเบียดเบียนชีวิตและทรัพย์สินของคนอื่นเป็นบาป จงสลัดบาปออกเสีย หันมาทำดี ก็จะเป็นโอกาสอันดี เจ้าหน้าที่เขาก็จะผ่อนผันโทษหนักให้เป็นเบาได้"

เสือผาดก็รับคำว่า จะขอมอบตัวกับเจ้าหน้าที่ แต่เขายังมีภาระรุงรังอยู่ขอไปจัดการให้เรียบร้อยเสียก่อน

เมื่อคุยกันถึงเรื่องธุระเสร็จแล้ว พล...เนื่อง อาขุบุตร ซึ่งเป็นผู้สนใจทางพระเครื่องอยู่ ก็คุยถึงเรื่องพระเครื่อง ต่างคนต่างนำออกอวดกัน เสือผาดก็ควักออกมาอวดบ้าง

"พระเครื่องของผมก็ศักดิ์สิทธิ์นัก เคยเข้าตาจนมาแล้วหลายครั้ง อาราธนาพระองค์นี้ช่วยคุ้มครองให้ปลอดภัยมาทุกครั้ง พระองค์นี้ไม่ใช่อยู่ยงคงกะพันอย่างเดียว ยังใช้ในทางแคล้วคลาด และกำบังตัวได้ด้วย เวลาทิ้งพระองค์นี้ลงไปในน้ำที่ขุ่น น้ำตรงนั้นจะเกิดช่องว่างใสเป็นทางลงไป จนถึงดินที่พระองค์นั้นนอนอยู่ทีเดียว"

เสือผาดย้ำว่า

"จะทดลองเดี๋ยวนี้ก็ได้"

พระเครื่องดินเผาองค์นั้น เป็นพระเครื่องของหลวงพ่อรุ่ง อาจารย์ของหลวงพ่อเงิน ซึ่งหลวงพ่อเงินก็มีติดตัวอยู่องค์หนึ่ง คราวเดินธุดงค์ก็นำติดตัวไป

หลวงพ่อรุ่งองค์นี้ บวชอยู่วัดดอนยายหอม มีชื่อว่าเป็นพระอาจารย์ขลัง ไม่ได้เป็นสมภารเจ้าวัดอะไร ชอบทางวิทยาคม มีคนยกย่องว่าเก่งทางคาถาอาคม ชอบไปทางเวทย์มนต์คาถา มีเครื่องมือในการทำเครื่องรางของขลังพร้อม เหล็กสัก เหล็กจาร หลอดไม้รวก สำหรับลงตะกรุด ลูกอม สักให้แล้วก็ทดลองใช้มีดดาบฟันทันที หลวงพ่อรุ่งเก่งอีกทางหนึ่งคือให้หวย เมื่อหลวงพ่อเงินบวชใหม่ ๆ เคยให้หลวงพ่อเงินไปช่วยนั่งบริกรรมปลุกเสกพระ และเครื่องรางในโบสถ์

ในชีวิตของหลวงพ่อรุ่ง ได้ทำพระดินเผาไว้ประมาณ 10 องค์ เป็นดินเผาสีแดง ที่เสือผาดใช้เป็นพระเครื่องรางคุ้มตัวอยู่นั้นองค์หนึ่ง และมีที่หลวงพ่อเงินอีกองค์หนึ่ง เสือผาดมีอาจารย์เดียวกับหลวงพ่อเงิน จึงมาเคารพนับถือหลวงพ่อเงินเป็นครูอาจารย์อีกองค์หนึ่ง

แต่ดูเหมือนเสือผาดจะเสียสัตย์ที่ได้ลั่นวาจาไว้ต่อหน้าหลวงพ่อเงินว่าจะมอบตัว แต่ไม่ยอมมอบตัว จึงได้จบชีวิตลงที่ตำบลคุ้งพยอม อำเภอบ้านโป่งในเวลาต่อมา โดยยิงตัวเองตายในที่ทุ่งนา แล้วตำรวจก็ตัดหัวมาเสียบประจานไว้ข้างองค์พระปฐมเจดีย์ วันนั้นข้าพเจ้าได้ข่าวจึงรีบเดินทางไปดู ได้เห็นหัวเสือผาดถูกตัดแค่คอเสียบไว้ เหมือนหัวโขน หรือหัวละคร หลังโรงหนัง โรงละคร

ถึงแม้ว่าชีวิตของเสือผาด จะไม่ได้ทำคุณงามความดีไว้ให้แก่ใคร นอกจากให้ความคุ้มครองป้องกันพรรคพวกของตัวไว้ไม่ให้ใครข่มเหงรังแก เสือผาดก็ฆ่าแก้แค้นให้ทันทีทันควัน ก็ดูเหมือนว่ามีคุณงามความดีอยู่แค่นั้น

แต่สิ่งหนึ่ง ซึ่งไม่มีใครนึกถึงเลย ก็คือ เสือผาดได้สร้างคุณงามความดีให้แก่ตำรวจทางอ้อม หลังจากเสือผาดตายแล้ว ตำรวจที่ไปล้อมจับคราวนั้น ที่เคยปากสั่น ขาสั่น มิ่งขวัญหายเพราะกลัวตายก็กลายเป็นผู้กล้าหาญไปทั่วหน้า พบหน้าใครก็คุยเขื่องเรื่องปราบโจรปล้นคุ้งพยอม ล้อมจับเสือผาด บ้างก็คุยว่าเสือผาดตายเพราะลูกปืนจากปากกระบอกของตน หลายคนได้เลื่อนยศกันคราวนั้น แม้แต่ พ...ประชา บูรณะธนิต ก็ได้เลื่อนยศขึ้นเป็น พันตำรวจเอก ในคราวนั้นด้วย คงจะพอกล่าวได้ว่า เสือผาดสร้างคุณงามความดีไว้ให้แก่ตำรวจทางอ้อม

และเรื่องเสือผาด ทับสายทอง มีชื่อหลวงพ่อเงินเข้าไปเกี่ยวข้องอยู่ด้วยโดยทางตำรวจขอร้องให้ท่านเป็นสื่อ เป็นประธานในการนัดพบพูดจากันกับเสือร้าย 7 จังหวัด ชื่อ ผาด ทับสายทอง หรือที่มีสมญานามด้วยความเกรงกลัวว่า "คุณพระ"

สมัยเสือผาด ทับสายทอง มีชีวิตอยู่ ไม่มีใครกล้าออกชื่อเสือผาดเรียกกันว่า "คุณพระ"

ส่วนข้าพเจ้าไม่ค่อยกลัวเสือผาด ทับสายทอง เพราะข้าพเจ้าเป็นลูกศิษย์ของของหลวงตาปาน ทับสายทอง วัดห้วยจระเข้ ซึ่งเป็นอาของเสือผาด ทับสายทอง แล้วยังมีเพื่อนอีกคนหนึ่งเขาไม่อยากใช้นามสกุลทับสายทอง ข้าพเจ้าจึงตั้งนามสกุลให้ว่า "มิ่งมนตรี" เพราะพ่อเขาชื่อ มิ่ง ทับสายทอง

คาถาศักดิ์สิทธิ์จริงหรือ ?

นายชื่น ทักษิณานุกูล เล่าว่า เคยถามหลวงพ่อเป็นส่วนตัวว่า

"คาถาอาคมเป็นเรื่องนอกพระพุทธศาสนาหรือไม่"

หลวงพ่อตอบว่า

"ไม่ขัดกับพระพุทธศาสนา เพราะคาถาที่ใช้คือพระพุทธมนต์ ขึ้นว่า 'นะโม' ไม่ได้ขึ้นต้นว่า 'โอม' อันหมายถึง พระเจ้าทั้ง 3 ในศาสนาพราหมณ์ คือ พระพรหม พระนารายณ์ พระอิศวร"

ถึงแม้จะมีคาถาบางบทขึ้นว่า โอม ก็หมายถึง อะ-อุ-มะ ของพุทธศาสนา คือ อะ หมายถึง พระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า อุ หมายถึง อุตมธรรม และ มะ หมายถึง มหาสงฆ์ คือพระรัตนตรัย..."

"คาถามีไว้สำหรับภาวนา ให้จิตเกิดเป็นสมาธิ เมื่อจิตเกิดเป็นสมาธิ เป็นเอกัคคตา คือ เป็นหนึ่งอย่างยิ่งแล้ว ย่อมเกิดมีพลังแรง เมื่อจิตมีพลังแรงแล้วย่อมเกิดอิทธิฤทธิ์อำนาจ แล้วใช้อำนาจจิตได้ตามความปรารถนา..."

"ในเรื่องอำนาจทางจิตก็มีกล่าวไว้ในเรื่อง อภิญญา 6 ประการ คือ ญาณอันยิ่งหรือ วิชชา 8 ประการ ในพระพุทธศาสนา สมเด็จพระผู้มีพระภาคเจ้า ทรงมีอิทธิฤทธิ์ปาฏิหาริย์ก็เพราะมีอภิญญา มีวิชชา 8 ประการ..."

อันที่จริง ปัจจุบันนี้ ผู้ได้ศึกษาเรื่องอำนาจของจิต ไม่มีใครสงสัยอะไรในอำนาจของจิตต่อไปแล้ว รวมทั้งพระสุปฏิปันโน พระนักปฏิบัติ ก็ไม่มีใครสงสัยแคลงใจในเรื่องอิทธิปาฏิหาริย์ เพราะพระอริยบุคคล ย่อมมี "อุตริมนุสธรรม" คือ ธรรมอันเหนือมนุษย์สามัญ เพียงแต่ว่าพระพุทธองค์มิให้อวดอุตริมนุสธรรมเท่านั้น (มีได้แต่ห้ามอวด)

เขาว่าดีนัก

ถึงแม้ว่าหลวงพ่อจะได้สร้างพระเครื่องขึ้นมาแล้วหลายรุ่น แต่หลวงพ่อก็สร้างขึ้นด้วยเจตนาดี ด้วยความบริสุทธิ์ใจ มีเมตตาตั้งใจจะช่วยเหลือผู้อื่นให้พ้นภัย พ้นทุกข์ มีที่พึ่งทางใจ อันจะแลเห็นได้เป็นวัตถุ ตามประสาปุถุชน ซึ่งยังมีทุกข์ และต้องการที่พึ่ง เพราะว่าเพียงแต่พระพุทธรูปองค์ใหญ่ ๆ หรือพระธรรมในคัมภีร์ทั้ง 7 คัมภีร์ หรือพระสงฆ์ที่นุ่งห่มเหลืองอร่ามเห็นอยู่ตามวัดทั่วไป ก็ไม่สามารถจะช่วยทุกข์

อันว่า ทุกข์ก็ดี ภัยก็ดี โรคก็ดี ทั้ง 3 อย่างนี้ย่อมจะมีประจำอยู่ เมื่อมีทุกข์ภัยมาถึงตนหรือบุตรภรรยาสามีอันเป็นที่รัก ก็ย่อมตะเกียกตะกายแสวงหาที่พึ่งด้วยกันทั้งนั้น หลวงพ่อมองไม่เห็นทางอื่น นอกจากจะต้องทำตัว หรือสร้างเครื่องสื่อสาร อันเป็นวัตถุสำหรับให้เขาใช้เป็นที่พึ่ง อันจะแลเห็นได้ จับต้องได้ ลูบคลำได้ พกติดตัวได้ และถ้าเขายึดเอาเป็นที่พึ่งจริง ๆ ด้วยความเลื่อมใสศรัทธาจริง ๆ แล้ว ก็เป็นที่พึ่งได้จริง ๆ ด้วย

เรื่องนี้ย่อมเป็น "ปัจจัตตัง เวทิตัพโพ" คือ รู้เห็นได้ด้วยตนเอง ไม่ใช่ด้วยอาศัยการบอกเล่าของคนอื่น ต้องประสบด้วยจิตใจของตนเอง จึงจะเกิดความศรัทธามั่นใจ อย่างไรก็ตาม แม้ว่าหลวงพ่อจะเชื่อมั่นในใจว่า พระเครื่องของหลวงพ่อศักดิ์สิทธิ์จริง สำหรับผู้นับถือจริง แต่หลวงพ่อก็ไม่เคยคุยโอ้อวดแก่ใครเลย

อย่างมากก็เพียงแต่บอกว่า

"เขาเอาไปใช้ว่าดีนัก..."

"มีพระอยู่กับตัวนั้นดี จะได้นึกถึงพระ จิตใจจะได้เป็นพระ..."

ถ้าเป็นลูกศิษย์ใกล้ชิดหลวงพ่อก็พูดอะไรเป็นพิเศษ เช่นพูดกับผู้เขียนว่า

"พ่อสร้างพระเมตตาไว้ ไปเอานะ..."

แม้เรื่องอภินิหาร ซึ่งหมายความว่า "อำนาจแห่งฌานสมาบัติไว้แสดงพลัง..." หลวงพ่อก็ไม่เคยพูดกับคนอื่น

ถ้าอารมณ์ดีมีโอกาสก็จะแสดงอะไรให้ศิษย์เห็น และมั่นใจ

นายชื่นเล่าว่า วันดีคืนดีหลวงพ่อก็ชวนเข้าไปในห้องสองต่อสอง ชี้ให้ดูน้ำในขวดโหล ท่านนิ่งอยู่สักครู่หนึ่ง ก็เกิดเป็นตัวกุ้งขึ้นมาเล็ก ๆ เท่าเม็ดข้าวสาร ท่านเสกข้าวสารเป็นกุ้งได้ แต่ไม่เคยแสดงให้ใครดูเลย

เรื่องอย่างนี้ ข้าพเจ้าเคยเห็นจากพระภิกษุรูปหนึ่งอยู่วัดใหม่ศรัทธาธรรม บอกให้เอาดอกเข็มสีขาวไปให้ท่าน ท่านใส่ปากอมไว้พักหนึ่ง แล้วก็คายออกมาเป็นตะกรุด เงินดอกเล็ก ๆ ว่าตะกรุดสาลิกา ข้าพเจ้าไม่ค่อยเชื่อ นึกว่าท่านเล่นกลให้ดู แต่ก็ไม่รู้ว่าอย่างไร เห็นกับตาอย่างนั้นจริง ๆ ต่อหน้าเพื่อนครูอีก 2 คน ชื่อนายสมคิด กลันกลั่ง อีกคนหนึ่งเป็นครูใหญ่โรงเรียนวัดศรีศรัทธา

หน้าที่