#echo banner="" เกร็ดประวัติพระอาจารย์มั่น  ภูริทัตตเถระ โดยพระอาจารย์ทองคำ 7

คลิกเมาส์ที่ใดก็ได้ในเฟรมนี้เพื่อเรียกเมนูด่วน

เกร็ดประวัติ และ ปกิณกธรรมของหลวงปู่มั่น ภูริทัตโต ๗

จากหนังสือ "รำลึกวันวาน"

หลวงตาทองคำ จารุวัณโณ

โพสท์ในลานธรรมเสวนา หมวดบันเทิงธรรม กระทู้ 19153  โดย: ภิเนษกรมณ์ 08 มี.. 49

ตอนที่                            

สร้างกุฏิ

ปี พ.ศ.2488 สงครามโลกเพิ่งยุติลง แต่อะไรๆ ก็ยังหายากอยู่ ผ้าก็ยังคงใช้ผ้าพื้นบ้านตามปกติ ท่านพระอาจารย์ก็ยังคงพักที่ศาลา (ที่วัดป่าบ้านหนองผือ - ภิเนษกรมณ์) ความบกพร่อง ความไม่พร้อม ยังคงมีอยู่ แต่ท่านพระอาจารย์ก็ทนได้ สิ่งที่พร้อม คือ เสนาสนะ เพราะไม้มีมาก แต่คนไม่พร้อม

ทั้งพระทั้งชาวบ้านกินง่ายๆ อยู่ง่ายๆ แต่หากฉุกคิดสักหน่อยว่า ควรจะทำกุฏิถวายท่านให้ดีกว่าที่เห็น มีห้องพักฤดูร้อน มีลมโกรก มีที่นั่งดื่มน้ำร้อน มีที่พักกลางวัน ฤดูหนาวติดไฟได้น่าจะเป็นอย่างนั้น แต่ขาดผู้นำที่มีหัวคิดสร้างสรรค์ ขนส่งก็ลำบากจึงอดเอา

กว่าจะได้มาเป็นกุฏิหลังเล็กๆ 2 หลัง ที่เห็นก็เกือบตาย ผู้เล่าเที่ยวชักชวนชาวบ้านนำออกเลื่อยไม้ในป่า ได้คนเข้าเป็นคู่ พอได้ไม้โครงเสร็จ จะนำเข้าวัดก็ไม่ง่าย เด็กเลี้ยงควาย ความรู้ประถม 2 อายุ 22 พรรษา 2 ทำไมอาจหาญชาญชัยนักก็ไม่รู้

การนำไม้เข้าวัด หากไม่มีความคิด ไม่มีหวัง การจะสร้างกุฏิถวายท่าน โดยไปปรารภให้ท่านฟังก่อนก็ไม่มีทางเป็นไปได้ การนำไม้เข้า ต้องมีใบรับรองจากป่าไม้อำเภอ และอย่าพูดว่าจะเอามาสร้างกุฏิ ต้องบอกว่า ชาวบ้านคนหนึ่งเขาสร้างบ้าน มีไม้เหลืออยากถวายวัด

ท่านก็ว่า "ศรัทธามีก็เอามา"

หากท่านถามหาใบอนุญาต ก็ต้องเอาให้ท่านดู โชคดีวันนั้น กำนันนำใบอนุญาตมาให้ เหน็บอยู่ที่ประคดเอวผู้เล่า  ท่านขอดูก็เอาให้ดูได้ทันที ท่านดูแล้วก็ส่งคืน

ความเกียจคร้านของคนสมัยนั้น ขนไม้เข้าวัดแล้ว มีแต่ไม้โครง แต่ไม่มีเสา ทิ้งไว้วันแล้ววันเล่า ผู้เล่าจะชักชวนวิ่งเต้นอย่างไร ก็บอกกันแต่ว่า พรุ่งนี้ก่อนๆ ไม่สิ้นสุดสักที

วันนั้นมาถึงเข้า ท่านฉันเสร็จ เดินลงมาจะไปห้องน้ำ ยืนดูกองไม้ ขณะนั้นมีโยม 3-4 คน พร้อมผู้เล่าติดตามไป พอเห็น ท่านก็พูดแรงๆ ว่า

"ใครเอาไม้มากองไว้นี่ มันรกวัด จะทำอะไรก็ไม่เห็นทำ เสาก็ไม่มี เอาคนหรือเป็นเสา คนนั้นไปยืนนั่น คนนี้ไปยืนนี่ อย่างนั้นหรือ รีบขนออกไป ใครจะเลื่อยเอาไปแบ่งกันก็เอาไป"

ท่านว่าแล้ว ก็ทั้งรู้สึกกลัว ทั้งขบขัน เอาคนมาเป็นเสา 5-6 วันให้หลังก็ได้เสามา พุทโธ่เอ๋ย ช่างไร้สติเสียจริงๆ ทีนี้เสามาแล้ว ไม่มีใครทำ อ้างแต่ว่า ทำไม่เป็นๆ ทั้งพระทั้งโยม

เด็กเลี้ยงควายประถม 2 ผู้กล้าหาญชาญชัยเหมือนเดิม ตัดสินใจให้โยมเอาต้นหญ้าสาบเสือมา เอาตอกมัดโครงสร้างขึ้น พระอาจารย์เดินมาเห็น ท่านถามว่า

"จะทำอะไร"

เรียนท่านว่า "จะสร้างกระต๊อบด้วยไม้ที่มีอยู่ กระผม"

"นี้หรือแบบ"

"กระผม"

"เออ ใช้ได้" ท่านว่า ฟังแล้วก็แสนจะดีใจ

"ปลูกที่ไหนเล่า"

"ปลูกที่นี่ขอรับกระผม"

ที่ๆ มีผู้ไปนมัสการเห็นอยู่ตอนนี้ล่ะ แต่ก่อนมีต้นหว้าอยู่ข้างหลัง เวลาบ่ายมีนกเขามาขันทุกวัน เรียนว่า

"นกเขามาขันที่ต้นหว้านี้ทุกวัน จะได้ฟังเสียงนกเขา"

ท่านว่า "เออดี ปลูกก็ปลูก"

เริ่มโครงสร้างได้ 2 วัน พระอาจารย์พรหม จิรปุญโญ มาพอดี ผู้เล่าโล่งอก เราไม่ตายแล้ว พรุ่งนี้ฉันเช้าเสร็จ พระอาจารย์พรหมก็ไปสั่งการ ใช้แกนถ่ายไฟฉายขีดเส้น เจาะตรงนั้น ผ่าตรงนี้ ทั้งโยมทั้งพระระดมกันใหญ่เลย ประมาณ 10 วัน ก็เสร็จเรียบร้อย

ชาวบ้านขอนิมนต์ท่านพระอาจารย์ขึ้นไปอยู่ ท่านบอกว่า

"ไม้ยังใหม่อยู่ ยังไม่คลายกลิ่น หมดกลิ่นไม้ก่อนค่อยไป"

ตั้งแต่วันท่านพระอาจารย์ไปอยู่จนบัดนี้ ไปกราบนมัสการคราวใด ขนหัวลุก ทั้งละอาย คิดไม่ถูก ควรทำให้ลักษณะดีกว่านี้ นี่พอเป็นรูปโกโรโกโส ทั้งสลดทั้งสังเวชตัวเอง เด็กประถม 2 เด็กเลี้ยงควายบ้านนอก ทำไมแกมาอาจหาญชาญชัยให้ผู้ดีมีเกียรติมาดูหัวคิดฝีมือของแกได้ เป็นจิตสำนึกมาจนบัดนี้

การสรรหาเจ้าคณะมณฑลและเจ้าคณะจังหวัด

พระเทพสิทธาจารย์ (จันทร์ เขมิโย) แถวหน้า ซ้าย
พระธรรมเจดีย์ (จูมพนฺธุโล) แถวหน้า ขวา

เมื่อตำแหน่งเจ้าคณะมณฑลหมากแข้ง และเจ้าคณะจังหวัดนครพนม ว่างลง ความทราบถึงสมเด็จพระสังฆราชเจ้า กรมหลวงชินวรสิริวัฒน์ สถิต ณ วัดราชบพิธฯ ให้สรรหาผู้สมควร แต่ควรเป็นคนทางภาคอีสาน ไม่มีใครนอกจากพระจันทร์ (จันทร์ เขมิโย) กับพระมหาจูม (จูม พนฺธุโล) วัดเทพศิรินทร์ โปรดให้นำตัวเข้าเฝ้า ทอดพระเนตรเห็นตรัสว่า

"พระจันทร์ มีวุฒิแค่นักธรรมตรี อายุพรรษาก็มากอยู่ แต่วุฒิการศึกษาไม่เข้าเกณฑ์ จะเป็นเจ้าคณะมณฑล เป็นเจ้าคณะจังหวัดได้ ให้ไปดำรงตำแหน่งเจ้าคณะจังหวัดนครพนม"

"ส่วนพระมหาจูม เปรียญ 3 นักธรรมโทเข้าเกณฑ์ แต่อายุแค่ 28 พรรษา 8 อายุพรรษายังน้อยนัก จะไหวหรือ"

นี้คือพระดำรัส แต่ไม่มีตัวเปลี่ยน จึงนำตัวพระทั้ง 2 รูป เข้าเฝ้าพระเจ้าแผ่นดิน คือ พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าฯ ในขณะนั้น

สมเด็จพระสังฆราชเจ้า ทรงปรึกษาเรื่องพระมหาจูม กับพระเจ้าอยู่หัว พระองค์ทรงรับรองอย่างแน่พระทัย ตรัสว่า

"ส่งไปได้เลย หม่อมฉันรับรอง พระมหาองค์นั้นไม่มีทางเสียหาย มีแต่ทางดี"

สมเด็จพระสังฆราชเจ้าก็สนองพระประสงค์ พระจันทร์ เขมิโย และพระมหาจูม พนฺธุโล เคยออกปฏิบัติกัมมัฏฐานกับท่านพระอาจารย์มั่น ท่านเห็นว่า ไม่เป็นวิสัย จึงนำฝากเข้าศึกษาพระปริยัติธรรมที่วัดเทพศิรินทร์ (ท่านพระอาจารย์เล่าว่า ธรรมเนียมการส่งพระสงฆ์ผู้ทรงคุณวุฒิ ไปดำรงตำแหน่งวัดสำคัญ จะต้องนำตัวเข้าเฝ้าสมเด็จพระสังฆราชเจ้า หรือสมเด็จพระสังฆราช และองค์พระมหากษัตริย์ก่อน)

มณฑลหมากแข้ง ประกอบด้วย จังหวัดเลย หนองคาย นครพนม สกลนคร และอุดรธานี เป็นวัดคณะธรรมยุต จัดการศึกษาทั้งด้านบาลีและนักธรรม การปฏิบัติธรรมวินัย เป็นไปอย่างมีระเบียบดียิ่งมากขึ้นทุกจังหวัด มีศูนย์กลางอยู่ที่วัดโพธิสมภรณ์ แม้ต่างมณฑลยังส่งมาเรียนที่นี่

สามสี่ปีให้หลังผลงานออกมาเป็นที่ยอมรับ ได้พระราชทาน ตำแหน่งพระครูสัญญาบัตรทั้ง 2 องค์ สมเด็จพระสังฆราชเจ้า ทรงชมเชยพระเจ้าอยู่หัว ต่อหน้าพระพักตร์ว่า ทรงมีสายพระเนตรไกล มองดูบุคคลออก พระพรรษาน้อยอย่างพระมหาจูม พอพระทัยส่งไปเป็นเจ้าคณะมณฑลได้ นี้คือผู้เล่าได้ฟังจากท่าน

ได้รับจดหมายใหญ่

คงจะเป็นความผูกพันระหว่างศิษย์กับอาจารย์อย่างแน่นแฟ้น เมื่อครั้งที่ท่านพระอาจารย์ส่งพระจันทร์ ซึ่งภายหลัง คือ พระเทพสิทธาจารย์ (จันทร์ เขมิโย) และ สามเณรจูม ซึ่งภายหลัง คือ พระธรรมเจดีย์ (จูม พนฺธุโล) ไปศึกษาต่อที่กรุงเทพมหานคร ต่อมาทางราชการได้ส่งพระทั้งสองรูป มาปฏิบัติศาสนกิจทางภาคอีสาน เป็นศิษย์ของท่าน ท่านพระอาจารย์ส่งไปศึกษาเอง เวลามาทำงานที่ภาคอีสาน นักปราชญ์อย่างท่านพระอาจารย์จะไม่เอาธุระช่วย คงเป็นไปไม่ได้ คล้ายๆ กับว่ามีอะไรผูกพันกันอยู่อย่างนั้น

ครั้งท่านพระอาจารย์จำพรรษาอยู่ภาคเหนือ ทุกปีท่านเจ้าคุณพระมหาจูมส่งจดหมายไปกราบนมัสการนิมนต์กลับภาคอีสาน ปีแล้วปีเล่าท่านพระอาจารย์ก็เฉยๆ ปีนั้นท่านเจ้าคุณฯ จึงไปกราบนมัสการด้วยตนเอง ขอนิมนต์กลับภาคอีสาน ท่านตอบรับทันที แล้วยังเร่งด้วยว่า

"จะกลับวันไหนกลับด้วยกัน ทุกปีเห็นแต่จดหมายเล็กเลยไม่กลับ ปีนี้จดหมายใหญ่มาแล้ว ต้องกลับ" ท่านว่า

ท่านเจ้าคุณฯ จึงกราบเรียนท่านว่า "นิมนต์พักอยู่ก่อน กระผมจะไปอุดรธานี จัดที่พักเรียบร้อยแล้ว จะส่งคนมารับทีหลัง"

ท่านเจ้าคุณฯ ได้จัดวัดป่าโนนนิเวศน์ อำเภอเมือง จังหวัดอุดรธานี ถวายให้ท่านพำนักเป็นวัดแรก หลังจากท่านไปจำพรรษาที่ภาคเหนือ ถึง 11 ปี (..2472 - 2482) ท่านได้มาช่วยศิษย์ทั้งสองเต็มกำลัง ดังผลงานที่ปรากฏอยู่ทั่วไปในภาคอีสาน

การวินิจฉัยอธิกรณ์

เรื่องนี้เกิดขึ้น เมื่อท่านพระอาจารย์มั่นพักอยู่ที่วัดป่าบ้านหนองผือ หลวงตามัน นิมฺมโล อยู่วัดวิริยะพล อำเภอเต่างอย จังหวัดสกลนคร เป็นศิษย์องค์หนึ่ง เป็นผู้ปฏิบัติดี มีชาวสกลนครนับถือ นิมนต์มารับสังฆทาน โดยพักที่วัดป่าสุทธาวาสเป็นประจำ

คราวหนึ่ง เธอด่วนจะกลับวัด ฉันเสร็จแล้ว นำโยมไปเอาปัจจัยส่วนแบ่งกับผ้าขาวคนหนึ่งที่เป็นไวยาวัจกร พระที่รับนิมนต์มี 7 รูป ได้ไปรับปัจจัย ปรากฏว่าหายไปส่วนหนึ่ง ไม่ครบพระ ถามผ้าขาว เธอบอกว่า

"หลวงตามันเอาไปสองส่วน"

อธิกรณ์ก็เกิดขึ้น มีหลักฐานพยานเพียงพอ คณะสงฆ์จังหวัดตัดสินว่า หลวงตามันละเมิดอทิตตาทานสิกขาบท จำนวนเงินที่ได้รูปละ 2.50 บาท สองส่วนรวมเป็น 5 บาท เธอปฏิเสธ แต่หักล้างหลักฐานไม่พอ คณะสงฆ์ตัดสินวินิจฉัยให้เธอสึก เธอบอกหากจะให้สึก กรุณาพาไปกราบท่านพระอาจารย์มั่นก่อน คณะสงฆ์พร้อมทั้งเจ้าคณะจังหวัด() จึงพาหลวงตามันไปวัดป่าบ้านหนองผือ

พอไปถึงกราบนมัสการ เจ้าคณะจังหวัดยื่นเอกสารถวายท่าน

พระอาจารย์ท่านว่า "วางไว้นั่นก่อน" ถามว่า "เรื่องอะไร"

เจ้าคณะจังหวัดกราบเรียนว่า "เรื่องหลวงตามันละเมิดอทินนาทานสิกขาบท คณะวินิจฉัยให้เธอสึก เธออยากให้พระอาจารย์วินิจฉัยอีก"

ท่านพระอาจารย์ถามว่า "แล้วจะเชื่อผมไหม"

พากันตอบว่า "เชื่อ"

"ถ้าอย่างนั้นเอาเอกสารไปเผาไฟเดี๋ยวนี้ เพราะตัวหนังสือเล็กไป เอาตัวหนังสือใหญ่ คือ พวกเรา มาวินิจฉัยกัน" ท่านว่า

เจ้าคณะจังหวัดจึงจัดการเผาทันที

ท่านพระอาจารย์ว่า "อันเงินนั้นหลวงตามันไม่ได้เอาไปสองส่วน เอาไปส่วนเดียว คนที่เอาเงินนั้นไป คือ คนที่อยู่ใกล้เงิน ใครอยู่ใกล้ คนนั้นเอา"

ตาผ้าขาวคนหนึ่งซึ่งนั่งนิ่งอยู่นั้น ก็สารภาพขึ้นต่อหน้าสงฆ์ ที่ท่านพระอาจารย์เป็นประธาน

ท่านพระอาจารย์ว่า "นั่นเห็นไหม ตัวหนังสือใหญ่แจ้งจางปาง ปานเห็นเสือกลางวัน ลายพาดกลอนเต็มตัว" ท่านว่า

"หลวงตามันเธอเป็นพระมีศีล ท่านเจ้าคณะจังหวัดก็ดี ท่านมหาทองสุกก็ดี คณะสงฆ์ก็ดี ทำอะไรให้รอบคอบ จะทำลายพระมีศีลโดยไม่รู้ตัว จะไปตกนรกเปล่าๆ ไม่เสียดายหรือ ประพฤติพรหมจรรย์มานาน หวังมรรคผลนิพพาน ต้องมาตกนรก มันไม่คุ้มค่ากัน อย่าไปทำลายพระมีศีล" ท่านว่า

เรื่องก็สงบลงโดยความบริสุทธิ์ยุติธรรม เป็นตัวอย่างแก่คณะพระวินัยธรต่อไป หลวงตามันก็พ้นคดีไป เป็นพระบริสุทธิ์

ที่ได้เห็นได้ฟัง ท่านพระอาจารย์มั่นวินิจฉัยอธิกรณ์ มีครั้งนี้ครั้งเดียว

เทศน์มูลกัมมัฏฐาน

ท่านพระอาจารย์ได้เทศน์เรื่องนี้ว่า

ก่อนพระอุปัชฌาย์จะบวชให้กุลบุตรทั้งหลายนั้น จะต้องสอนเรื่อง มูลกัมมัฏฐาน ก่อน

เกสา โลมา นขา ทนฺตา ตโจ นี้เป็นอนุโลม

ตโจ ทนฺตา นขา โลมา เกสา นี้เป็นปฏิโลม

ต่อจากนั้นพระอุปัชฌาย์จะอธิบาย พอให้ได้ใจความว่า รากเหง้าของพระกัมมัฏฐานทั้งหมด อันผู้ปฏิบัติจะพิจารณานั้น ออกไปจากกัมมัฏฐาน 5 นี้เอง จึงเรียกว่า มูล คือ เค้าเป็นมูลเหตุ อันมูลกัมมัฏฐานนี้ ท่านพระอาจารย์อธิบายได้ละเอียด เป็นอเนกปริยายอย่างมีระบบ ซึ่งผู้เล่าจะนำมาเล่าพอได้ใจความดังนี้

ท่านแปล เกสา อันว่าผมทั้งหลาย โลมา อันว่าขนทั้งหลาย นขา อันว่าเล็บทั้งหลาย ทนฺตา อันว่าฟันทั้งหลาย ตโจ อันว่าหนัง ท่านไม่ว่าทั้งหลาย ก็มันหนังผืนเดียวนี้ หุ้มห่อร่างกายอยู่ นอกนั้นมันมีมาก ก็ว่าทั้งหลาย

ผมอยู่บนศีรษะอยู่เบื้องสูง ตามองดูจะเห็นส่วนบนก่อน ต่อจากนั้นจึงเห็นโดยลำดับ รวมลงที่สุด คือ หนัง

หนังเป็นใหญ่กว่าอะไรทั้งหมด ความนิยมชมชอบ ความสมมติว่า เป็นพระ เณร เถรท้าว รวมไปทั้ง บุตร ภรรยา สามี ก็เพราะหนังผืนนี้หุ้มห่อ หากไม่มีหนังหุ้มห่อ มีแต่เลือด เนื้อ เอ็น ตับ ไต ไส้ พุง สุดท้ายเหลือแต่กระดูกในหม้อในโหล หรือว่าเหลือแต่โครงกระดูก ใครเล่าจะนิยมชมชอบ ว่าบุคคลนี้ เป็นพระเณรเถรท้าว นี้เป็นบุตรภรรยาสามีของเรา มีไหมล่ะ

ด้วยเหตุนี้เอง พระอุปัชฌาย์จึงได้สอนกุลบุตรผู้จะบรรพชาอุปสมบท ให้เรียนมูลกัมมัฏฐานก่อน เพราะว่า ราคะ ความกำหนัดยินดี อยากจะได้ชมเชย เชยชิด ก็เพราะไอ้เจ้าตามองไปเห็นหนังก่อน ไม่ว่าชายเห็นหญิง หญิงเห็นชาย แล้วอยากได้มาเป็นภรรยา สามี ก็เพราะหนังผืนนี้เอง นอกนั้นเป็นแค่ส่วนประกอบ หนังเป็นต้นเหตุ หนังก่อทุกข์ หนังก่อภพก่อชาติ ไม่ว่าคนและสัตว์ หมู หมา กา ไก่ ช้าง ม้า โค กระบือ แม้กระทั่งลา ก็หนังผืนนี้แล

ทำไมพระอุปัชฌาย์จึงสอนให้พิจารณามูลกัมมัฏฐาน

เพราะว่าเจ้าราคะ เจ้าโทสะ เจ้าโมหะ เจ้ากามตัณหา ภวตัณหา วิภวตัณหา เกิดจากตาไปกระทบกับเค้ามูลนี้ จึงต้องให้รู้สภาวะที่แท้จริง ที่เกิดลักษณะอาการ กลิ่น สี ให้เห็นเป็นสิ่งปฏิกูล ไม่งาม น่าเกลียด โสโครก เพื่อบรรเทากำจัดกิเลสอาสวะให้หมดสิ้นไป ตามความตั้งใจของกุลบุตร ที่มีศรัทธาเข้ามาบวชในพระพุทธศาสนา

ท่านยกอุทาหรณ์ในเรื่องมูลกัมมัฏฐานไว้ว่า

แม้สมเด็จพระสัพพัญญูเจ้าก็ตรัสสอนพระราหุลพุทธชิโนรส เป็นกรณีพิเศษ พระโอวาทนี้เรียกว่า จูฬราหุโลวาทสูตร เป็นการทดสอบความสามารถของพุทธชิโนรสครั้งแรก เพราะพระราหุลทรงได้รับการยกย่องจากพระศาสดาว่า เลิศกว่าสาวกทั้งหลาย เป็นผู้ใคร่ต่อการศึกษา

ครั้งที่ 2 ทรงแสดงแก่พระราหุลก็มูลกัมมัฏฐาน แต่เป็นอเนกปริยายตามอัธยาศัยของพระราหุล ชื่อว่า มหาราหุโลวาทสูตร จบลงจึงได้สำเร็จเป็นพระอรหันต์ พร้อมกับจตุปฏิสัมภิทาญาณอย่างสมบูรณ์ ได้รับสมญาว่า พระมหาราหุล ตั้งแต่บัดนั้น

หลังจากนั้น พระอุปัชฌาย์ก็คลี่ผ้ากาสาวพัสตร์ เอาอังสะจากผ้าไตรจีวร ห่มเฉวียงบ่าข้างซ้าย อธิบายวิธีครองผ้าเสร็จ มอบผ้ากาสายะให้นำไปครอง

ครองผ้าเสร็จ เข้ามาในท่ามกลางสงฆ์ กราบสามหน ถวายดอกไม้ กล่าวคำขอสรณะและศีล พระอุปัชฌาย์ก็ให้สรณะและศีล โดยบทบาลีว่า พุทฺธํ ฯ ปฯ สงฺฆํ สรณํ คจฺฉามิ วาระที่ 1 สามหน ทุติยัมปิ พุทฺธํ ฯ ปฯ สงฺฆํ สรณํ คจฺฉามิ วาระที่ 2 สามหน เป็น 6 ตติยมฺปิ พุทฺธํ ฯ ปฯ สงฺฆํ สรณํ คจฺฉามิ วาระที่ 3 สามหน เป็น 9 แล้วอาจารย์จะบอกว่า การบรรพชาเป็นสามเณรสำเร็จลงด้วยไตรสรณคมน์เพียงเท่านี้

ท่านพระอาจารย์ได้อธิบายต่อไปว่า

สรณะในศาสนามีแค่ 3 แม้ว่าจะถึงวาระที่ 3 เก้าหน ก็ไตรสรณะอันเก่า ไม่มีคำว่า ภูเขาต้นไม้ รุกฺขเจติยา สรณํ คจฺฉามิ ภูติผีปีศาจ เสือสางคางแดง สรณํ คจฺฉามิ ถ้าเพิ่มเข้ามาอย่างนี้ผิด สรณะไม่เป็นสรณะ ไม่เป็นบรรพชิต จะเพิ่มเข้ามาภายหลัง สรณะก็เศร้าหมอง ท่านว่า

ต่อจากนั้น จะบอกให้สามเณรสมาทานสิกขาบท อันจะพึงศึกษา 10 ประการ ส่วนการอุปสมบทเป็นพระภิกษุนั้น ไม่ต้องสมาทานศีล 227 เป็นเรื่องของสงฆ์จะยกฐานะให้เป็นพระภิกษุ เมื่อคณะสงฆ์ยินยอมแล้ว ก็เป็นพระสงฆ์โดยสมบูรณ์

จากนั้นเป็นหน้าที่พระอุปัชฌาย์จะสอนอนุศาสน์ ข้อห้าม และข้ออนุญาต

การแสดงธรรมของท่านพระอาจารย์มั่น มิได้สอนพระที่ทำหน้าที่พระอุปัชฌาย์ใหม่เท่านั้น แต่ท่านสอนศิษย์ทั้งเก่าและใหม่ เพื่อให้ศิษย์สำนึกเสมอว่า การปฏิบัติตามโอวาทพระอุปัชฌาย์นั้น สามารถบรรลุธรรมวิเศษชั้นใดชั้นหนึ่ง มีพระโสดาบัน เป็นต้น ภายใน 7 วัน 7 เดือน 7 ปี 12 ปี และ 16 ปี เป็นอย่างช้า

ท่านสอนสลับกันไป ทั้งภาษาบาลีและภาษาไทย อย่างมีระบบ ละเอียด อุปมาอุปไมย เป็นอเนกปริยาย ชนิดผู้ฟังใจจดใจจ่อ อยากฟังตลอดเวลา ท่านเปรียบ พระอุปัชฌาย์เหมือนมารดาผู้ให้กำเนิดลูก จะสอนลูกทุกอย่าง ให้ทุกอย่างที่เป็นมนุษย์สมบัติ พอกินพอใช้จนวันตาย ไม่มีผู้ใดเทียบได้ จึงได้ชื่อว่า เป็นมิตรในเรือน เป็นพรหมของบุตร เป็นพระอรหันต์ในกระท่อมจนถึงมหาปราสาท ฉันใดก็ฉันนั้น ท่านว่า

ท่านพระอาจารย์ปฏิบัติต่อสตรีเพศ

สตรีเพศนั้นเป็นเพศยั่วยวนกามกิเลสของบุรุษเพศ ในขณะเดียวกัน บุรุษเพศก็เป็นที่ยั่วยวนกามกิเลสของสตรี เป็นคู่กันมากับโลกฉะนั้น พระเถระชื่อว่า พระอานนท์ ผู้ทรงคุณสมบัติถึง 5 ประการ ข้อที่ว่า มีนิติ คือ อุบายเป็นเครื่องนำไปของพระเถระนั้น พระอานนท์ได้เล็งเห็นการณ์ไกลต่อพระภิกษุ ผู้จะสืบต่ออายุพระพุทธศาสนา ในกาลต่อมา ในวันที่พระพุทธเจ้าจะปรินิพพาน จึงกราบทูลถาม เรื่องการปฏิบัติต่อสตรีเพศของพระภิกษุ ว่า

พระอานนท์ "ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ อันพระภิกษุในธรรมวินัย จะปฏิบัติต่อสตรีเพศอย่างไร"

พระพุทธเจ้าตรัสว่า "ดูก่อนอานนท์ การไม่รู้ไม่เห็นเป็นการดี"

พระอานนท์ "ถ้าจำเป็นจำเป็นต้องดูต้องรู้ต้องเห็น ควรทำอย่างไรพระเจ้าข้า"

พระพุทธเจ้า "ถ้าเห็นไม่พูดเป็นการดี ถ้าจำเป็นต้องพูด ก็ต้องมีสติ พูดพอประมาณ อานนท์"

ข้อนี้พระพุทธเจ้าทรงแสดงเป็นอนุโลม คือ ตามไป หรือเป็นอนุวัตร คือ ความกลับ แต่ท่านพระอาจารย์นั้นปฏิบัติเป็นปฏิโลม คือ ถอยหลังกลับ หรือปฏิวัติกลับหลัง เมื่อจำเป็นต้องพูด มีสติพูด เมื่อเห็น ไม่พูดเจรจา เอาข้อแรกที่พระพุทธเจ้าตรัส คือ ไม่รู้ไม่เห็นเป็นหลัก ท่านว่า คือ ไม่รู้ไม่เห็นเป็นการดีนั้นเอง

ในการสังเกตของผู้เล่า ท่านพระอาจารย์จะปฏิบัติข้อไม่รู้ไม่เห็นตลอดมา เสมอต้นเสมอปลาย เพราะท่านไม่คลุกคลีกับเพศหญิงเลย แม้แต่หลานเหลนของท่าน

ศิษย์สายของท่านจะยึดข้อนี้ตามแนวของท่าน

การปลูกต้นโพธิ์

ครั้งหนึ่ง ท่านพระอาจารย์ไปพักอยู่ในวัดร้างแห่งหนึ่ง วัดนั้นมีต้นโพธิ์หลายต้น แผ่กิ่งก้านสาขาออกไปกว้างขวางมาก ใบแห้งหล่นเป็นกองพะเนิน ท่านก็เลยบ่นว่า

"ต้นโพธิ์นี้เอามาปลูกทำไมกัน รกที่ ต้นไม้อื่นก็ขึ้นไม่ได้ นกมาขี้ใส่ ทำลายโบสถ์วิหาร"

ผู้เล่าคิดในใจ "โพธิ์ตรัสรู้ ใครๆ ก็อยากได้บุญ"

ขณะนั้นท่านกำลังกวาดใบโพธิ์แห้งอยู่ จึงพูดว่า

"เหอ...บุญมีแต่ปลูกต้นโพธิ์เท่านี้หรือ อย่างอื่นไม่มีหรือ ต้นโพธิ์พระพุทธเจ้ามาตรัสรู้ พระองค์ก็ตรัสรู้ไปแล้ว และต้นโพธิ์ที่ปลูกกันเป็นร้อยๆ พันๆ ก็ไม่เห็นมีใครสักคนเดียวมาตรัสรู้อีก"

ท่านว่า แต่ละยุคมีพระพุทธเจ้ามาตรัสรู้องค์เดียว แล้วจะปลูกให้ใครมาตรัสรู้อีก แต่ละพระองค์ที่มาตรัสรู้ ก็ไม่ใช่ใต้ต้นโพธิ์อย่างเดียว ต้นไม้อื่นก็มี ท่านว่าอย่างนี้

การรับศิษย์ในยุคปลายสมัย

ลูกศิษย์ทุกท่านที่เข้าไปศึกษากับท่านพระอาจารย์มั่นในยุคต้นๆ ท่านจะเร่งในเรื่องการทำความเพียร เดินจงกรม และภาวนา อย่างชนิดที่เรียกว่า เอาเป็นเอาตาย ศิษย์ก็มีความเชื่อมั่นกับครูบาอาจารย์ ความเชื่อมั่นต่อพระพุทธเจ้า ว่าไม่ตาย เพราะเราทำถูก แต่อย่าทำผิดพื้นฐาน คือ พระวินัย รับรองไม่ตาย

ยุคหลังนักศึกษาที่สำเร็จนักธรรม สำเร็จบาลีมา ก็เริ่มเข้าไปศึกษา ท่านเหล่านี้ ยกตัวอย่าง ท่านอาจารย์มหาบัว ท่านฯ พูดไม่มาก ได้ฟังแล้วก็เข้าใจ เป็นลักษณะของผู้มีปัญญามาก

ผู้ที่ผ่านการศึกษานักธรรมบาลีมาแล้ว จึงจะรับให้อยู่ในสำนัก สามเณรก็ต้องอายุถึง 17 ปีเสียก่อน ทำบัตรประชาชนแล้วถึงจะรับ  ถ้าเป็นพระ ต้องคัดเลือกทหารก่อน ท่านถึงจะรับ ต้องผ่านการศึกษามาแล้ว เพราะว่าเขาเหล่านี้รู้แบบแผนแล้ว เมื่อมาปฏิบัติจนรู้เห็นด้วย จะเป็นประโยชน์ทั้งสองด้าน สามารถเผยแผ่ศาสนาไปในทางที่ถูกต้อง อันนี้เป็นวัตถุประสงค์ของท่านพระอาจารย์มั่น

ศิษย์ที่เข้ามาในยุคปลายก็มี ท่านอาจารย์วัน ท่านอาจารย์วิริยังค์ หลวงปู่หล้า และลูกศิษย์ของท่านเจ้าคุณธรรมเจดีย์ ที่ผ่านนักธรรมบาลีมาแล้วทั้งนั้น เช่น เจ้าคุณมหาเขียน [พระอริยเวที (เขียน ฐิตสีโล) วัดรังสีปาลิวัน จังหวัดกาฬสินธุ์] เจ้าคุณมหาโชติ [พระเทพสุทธาจารย์ (โชติ คุณสมฺปนฺโน) วัดวชิราลงกรณ์ จังหวัดนครราชสีมา] พระมหาประทิศ เจ้าคุณกง [พระราชศีลโสภิต (กง โฆสโก) วัดพระธาตุเชิงชุม จังหวัดสกลนคร] เป็นต้น

วินิจฉัยปัจจัยสี่

วาทะท่านพระอาจารย์มั่นน่าคิด

เศรษฐกิจนี้ก็คือ ปัจจัย 4 ใช่ไหม

ปัจจัย 4 เป็น เสฏฺโฐ เสฏฺฐา เสฏฺฐํ ทั้งปุฯ ทั้งอิตฺฯ และนปุฯ ครบทั้ง 3 ลึงค์

เสฏฺฐ แปลว่า เจริญที่สุด เจริญอย่างไร เจริญเคียงคู่กับคน เศรษฐกิจหรือปัจจัย 4 นี้มนุษย์จะอยู่ได้ เพราะอาศัยความเจริญนี้ไปพร้อมๆ กัน จึงสืบต่อมาได้ ท่านฯ ว่า พระพุทธเจ้าตรัสไว้ ในพระวินัยปาฏิโมกข์ ที่เกี่ยวข้องกับหลักการเศรษฐกิจนี้ เกือบจะทุกสิกขาบท

บางสิกขาบท ท่านพระอาจารย์ก็วินิจฉัย และเข้าใจความหมาย เช่น สิกขาบทเกี่ยวปัจจัยที่ 4 คือ ยารักษาโรค ความว่า ภิกษุไม่เป็นไข้ ติดไฟเองก็ดี ใช้ให้คนอื่นติดก็ดี เพื่อจะผิงไฟนั้น ต้องอาบัติปาจิตตีย์ แต่ท่านพระอาจารย์มั่นมักจะผิงไฟเป็นนิสัย

ข้อนี้ทำให้ศิษย์สงสัยกันมาก โดยเฉพาะในฤดูหนาว จะทำซุ้มไฟติดไฟ ตั้งแคร่นั่งนอนในซุ้มไฟ เทศน์แก่ศิษย์ในซุ้มไฟ ศิษย์ก็ได้ผิงไฟไปด้วย ไม่ต้องหนาวลำบาก ข้อนี้ท่านบอกว่า

คำว่า ไข้ นั้น หนาวจนทนไม่ไหวก็คือไข้นั้นเอง หรือจะให้เป็นไข้จับสั่น จวนจะตายอยู่แล้วจึงจะผิงไฟได้อย่างนั้นหรือ อย่าไปผิงเลย นอนคอยตายดีกว่า คนหนาวจะตายแล้ว ไฟก็เป็นยา ทำให้ร่างกายอบอุ่น เลือดลมเดินได้สะดวก เจริญสมณธรรมได้ ดีกว่าอดทนหนาวตาย ไม่เกิดประโยชน์อะไร

ท่านว่า นิสัยที่พระอุปัชฌาย์สอนครั้งแรก ข้อ 4 ว่า อาศัยน้ำมูตรเน่าเป็นยานั้น ตามความเข้าใจของนักวินัยทั้งหลาย หมายเอาผลมะขามป้อม ผลสมอ มาดองด้วยน้ำมูตรเน่าน้ำเยี่ยว อันนั้นก็ถูกต้อง แต่ท่านหมายเอาน้ำปัสสาวะ คือ น้ำเน่าที่ดองในร่างกายคน แก้โรคได้ เพราะ "อันนี้ได้พิจารณาแล้ว" (อันนี้หมายถึงท่านพระอาจารย์มั่น)

คำว่า เภสัช นั้นหมายถึง ยาทุกชนิดที่แก้โรคได้ แต่ละอย่างต้องการกรรมวิธีด้วยการหมักดองให้เน่าเสียก่อน รวมความแล้ว ยาต้องดองด้วยน้ำมูตรเน่า กินความกว้าง หมายเอายารักษาโรคทั่วไป รวมทั้งยาบำรุงด้วย เช่น เภสัชทั้ง 5 ท่านฯ ว่าอย่างนี้

ในพระวินัย พระพุทธเจ้าทรงแสดงเป็นอเนกปริยาย พระพุทธเจ้าทรงเป็นนักเศรษฐศาสตร์ชั้นเยี่ยม ท่านพระอาจารย์เน้นในวินัยปาฏิโมกข์ คือ เสขิยวัตรทั้งหมด เป็นเศรษฐกิจสมบูรณ์แบบ รวมทั้งสังคม และมารยาทในสังคมด้วย

ท่านอธิบายสมณสารูป 26 ว่า สมณสารูป สมณะผู้มีรูปงาม จะนุ่งจะห่มจะยืนจะเดิน ล้วนมีความงามทั้งนั้น นุ่งให้เรียบร้อย ห่มให้เรียบร้อย ทั้งในวัดและในบ้าน จึงเรียกว่า เป็นปริมณฑล ท่านย้ำให้เกิดบรรยากาศแห่งความร่าเริงในธรรมว่า ไม่ใช่ปริมันซังซะ ไปไหนก็ซังซะ มาไหนก็ซังซะ (หมายถึง ไม่เรียบร้อย ไม่งาม ไม่เป็นระเบียบ) ไม่ใช่สมณสารูป

เศรษฐกิจสัมพันธ์โยงใยไปถึง ธรรมวิภาคที่สมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาวชิรญาณวโรรสทรงรจนา เป็นหลักสูตรนักธรรมตรี แต่หาเป็นเช่นนั้นไม่ ทั้งธรรมทั้งวินัย เป็นสิ่งผูกพันกับชีวิตมนุษย์ทุกรูปทุกนาม เพราะฉะนั้นพระองค์จึงทรงวางหลักเกณฑ์ไว้ในคำนำว่า

กุลบุตรผู้บวชภายในไตรมาส 3 เดือน ก่อนลาสิกขา ให้ท่องให้จบ คือ เดือนที่ 1 ท่องวินัยบัญญัติ เดือนที่ 2 ท่องธรรมวิภาค เดือนที่ 3 ท่องคิหิปฏิบัติ จบพอดี กุลบุตรลาสิกขาไป จะได้รู้หลักธรรมนำไปปฏิบัติ

หนังสือนวโกวาท เป็นหนังสือธรรมย่อๆ แต่รวมเศรษฐกิจสัมพันธ์ไปด้วยอย่างสมบูรณ์ เพราะเหตุนี้ท่านพระอาจารย์มั่นจึงย้ำนักย้ำหนา ให้ศิษย์ท่องให้ได้ ผู้เล่าเคยถวายกัณฑ์สังฆาทิเสส พระวินัย และธรรมวิภาคหมวด 10 อภิณหปัจจเวกขณ์ ที่ว่า บรรพชิตควรพิจารณาเนืองๆ และคิหิปฏิบัติ เกียจคร้านทำการงาน มีโทษ 6 อย่าง

ในหมวด 10 ท่านมักจะย้ำ เรื่องกถาวัตถุ 10 ข้อ 1 ข้อ 2 ว่า มักน้อยสันโดษ อัปปิจฉกถา สันตุฏฐีกถา คือ ความมัธยัสถ์ ใช้สอยพอดีแก่ฐานะของตน ก็ดำรงชีวิตอย่างมีความสุข

ท่านพระอาจารย์กล่าวเตือนศิษย์เสมอว่า จะสอนศีลธรรมแก่ชาวบ้าน ต้องสอนให้อิ่มปากอิ่มท้องเสียก่อน จึงค่อยสอนศีลธรรมทีหลัง สรุปได้ว่า เศรษฐกิจสัมพันธ์และพลานามัยแบบท่านพระอาจารย์มั่น ดูจะสัมพันธ์ผูกพันต่อเนื่องเป็นวงจร ระหว่าง พระสูตร พระวินัย และพระอภิธรรม

ท่านพระอาจารย์ว่า อย่าไปทำตัวเป็นนักการค้าผลิตผลของชาวบ้านเสียเอง เพราะหากทำเช่นนั้น ท่านพระอาจารย์ว่า มหิจฺฉตา อสนฺตุฏฐี สสํคณิกา ไม่เกิดวิเวก มีความเกียจคร้าน จิตก็ห่างจากศีล สมาธิ ปัญญา วิมุตติ วิมุตติญาณทัสสนะ อันควรเป็น ควรมี ควรได้ จากเพศพรหมจรรย์

เร่งอบรมพระเณร

คงจะเป็นครั้งสุดท้ายแห่งชีวิตของท่านพระอาจารย์ หลังสงครามโลกครั้งที่สองสงบลง สภาพแวดล้อมเอื้ออำนวย ปัจจัยที่เป็นเครื่องดำรงชีพสะดวกสบาย ปัจจัยสี่พอพียง จิตใจของประชาชนไม่สับสนวุ่นวาย สรรพสินค้าเกษตรกรรม พาณิชยกรรม อุตสาหกรรม หลั่งไหลเข้าสู่ตลาดการค้า ทั้งของไทยและของต่างประเทศ

ท่านพระอาจารย์ถือเอาจังหวะนี้ เร่งรัดอบรมสั่งสอนศีลธรรม สมถวิปัสสนา แก่พระสงฆ์และประชาชน หนทางยังกันดารอยู่ เดินทางด้วยเท้าเปล่าเข้ามา เป็นเรื่องสนุกของชาวกรุงเทพฯ ไปแล้ว ทั้งหญิงชายจากกรุงเทพฯ จันทบุรี ชัยนาท สระบุรี เชียงใหม่ เข้าไปถวายทาน กราบนมัสการเป็นระยะ เป็นหมู่เป็นคณะ ตั้งแต่ออกพรรษาตลอดฤดูหนาว 4 เดือน ทั้งใกล้ไกล

ท่านพระอาจารย์ต้องทำกิจประจำ 5 ประการให้มากยิ่งขึ้น ตอนเช้าเที่ยวบิณฑบาต ตอนบ่ายเทศนาสั่งสอนประชาชน พลบค่ำให้โอวาทแก่พระสงฆ์ เกือบจะไม่มีเว้นวัน อีก 2 อย่าง เป็นเรื่องภายในส่วนตัวของท่าน ผู้เล่าไม่สามารถนำมาเล่าได้

พระเถระฝ่ายบริหาร ทั้งเป็นเพื่อนเก่าและใหม่ ได้เดินทางข้ามเขา ไปกราบนมัสการหลายรูป เท่าที่จำได้เพื่อนเก่า มีเจ้าคุณปราจีน [คือ พระปราจีนมุนี (เพ็ง กิตติงฺกโร) วัดมะกอก จังหวัดปราจีนบุรี] เจ้าคุณสิงห์บุรี เจ้าคุณลพบุรี [คือ พระเทพวรคุณ (อ่ำ ภทฺราวุโธ) วัดมณีชลขัณฑ์ จังหวัดลพบุรี ผู้เป็นน้องชายของพระอุบาลีคุณูปมาจารย์(จันทร์ สิริจนฺโท) ]

เจ้าคุณใหม่ มี เจ้าคุณรักษ์ หนองคาย [คือ พระธรรมไตรโลกาจารย์ (รักษ์ เรวโต) วัดศรีเมือง จังหวัดหนองคาย] เจ้าคุณเมืองเลย [คือ พระธรรมวราลังการ (ศรีจันทร์ วณฺณาโภ) วัดศรีสุทธาวาส จังหวัดเลย] เจ้าคุณพระมหาโชติ [คือ พระเทพสุทธาจารย์ (โชติ คุณสมฺปนฺโน) วัดวชิราลงกรณ์ จังหวัดนครราชสีมา] เจ้าคุณเขียนนครราชสีมา [คือ พระอริยเวที (เขียน ฐิตสีโล) วัดรังสีปาลิวัน จังหวัดกาฬสินธุ์]

แสดงบุพพนิมิต

ประมาณต้นปี 2492 ปีที่ท่านจะเริ่มอาพาธ มันเป็นลักษณะคล้ายๆ กับเป็นลางสังหรณ์ของชีวิตแต่ละบุคคล ปกติท่านพระอาจารย์มั่นจะมีตะเกียงโป๊ะเล็ก ๆ ส่วนมุ้งนั้นเป็นมุ้งผ้า ชาวบ้านทอเอง ขณะนั้นเป็นฤดูหนาว อากาศหนาวมากคล้ายภาคเหนือ จุดไฟมาหลายปี ไม่มีอะไรเกิดขึ้น

แต่วันนั้นอย่างไรไม่ทราบ ท่านร้องขึ้นประมาณตี 2

"โอ๊ย โอ๊ย ไฟไหม้ ใครได้ยินมาช่วยด้วย ไฟไหม้ ใครได้ยินมาช่วยด้วย"

มีกุฏิ 3-4 หลัง อยู่ใกล้ๆ ผู้เล่าได้ยินเสียงท่าน ตื่นขึ้นมาเปิดประตูกระโดดออกไป ไฟข้างในสว่างอยู่แล้ว กำลังจะไหม้มุ้ง ผ้าส่วนหนึ่งมันปิดท่านอยู่ ท่านแก้ไม่ออก ผ้าห่มส่วนหนึ่งแยกออกไปได้แล้ว ท่านก็พยายามหอบผ้าที่แยกออกแล้ว พังออกไป

ผู้เล่าผลักประตูเข้าไปแรงๆ ประตูก็พังไปเลย แล้วก็ผลักประตูข้างหน้าอีก ผลักประตูหน้าต่างอีก หน้าต่างกับประตูมันมีพื้นฐานเท่ากัน ผลักเข้าไปแล้ว ก็รีบเปิดผ้าออก แล้วประคองท่านออกมาข้างนอก ท่านลุกขึ้น เข้าไปดึงมุ้งลงมา ไฟมันจะขึ้นติดเพดาน กำลังจะไหม้แล้ว ผู้เล่าก็กระโดดเข้าไป ลืมคิดถึงอันตราย บุกตะลุยเลย โยนมุ้งลงไปข้างล่าง เป็นแสงวูบไป พอปลอดภัยแล้ว พระรูปนั้นก็มา พระรูปนี้ก็มา สว่างพอดี จึงกลับไปกุฏิ เตรียมบาตรลงไปศาลา

ท่านมองดูผู้เล่า มันทั้งดำทั้งแดงไปหมด

"เจ็บไหมล่ะ" ท่านว่า

"พอทนได้ มันร้อนก็พอทนได้"

ท่านมีน้ำมันทำเอง สำหรับใช้ทาริดสีดวงที่เป็นโรคประจำตัวของท่าน เวลาถ่ายแล้วเลือดออก ต้องใช้น้ำมันนั้น

"น้ำมันเรามี เอาไปทา เอ้า หล้า ช่วยกันทานะ"

ไม่พอ 2-3 วันก็เป็นปกติ จะเป็นด้วยอานุภาพของท่านก็ได้ เพราะสิ่งเหล่านี้มันเป็นอจินไตย

น้ำมันนี้ ท่านทำใช้เฉพาะองค์เดียว มีน้ำมันมะพร้าว ขี้ผึ้งแท้เป็นส่วนประกอบ นอกจากนั้นก็อะไรที่ไม่ใช่ของแสบร้อน ใช้รักษาแผล เมนทอลท่านไม่เอา ทาเข้าไปเย็นๆ ใช้ 2-3 อย่างเท่านั้น ถ้าไม่มีจริงๆ ก็ใช้น้ำมันมะพร้าวกับขี้ผึ้งเท่านั้น ใช้ได้นาน 2-3 ปี จึงจะหมด กุฏิที่ไฟไหม้ คือ หลังปัจจุบันที่วัดป่าบ้านหนองผือนั่นแหละ

ตอนที่