#echo banner="" เกร็ดประวัติพระอาจารย์มั่น  ภูริทัตตเถระ โดยพระอาจารย์ทองคำ 6

คลิกเมาส์ที่ใดก็ได้ในเฟรมนี้เพื่อเรียกเมนูด่วน

เกร็ดประวัติ และ ปกิณกธรรมของหลวงปู่มั่น ภูริทัตโต

จากหนังสือ "รำลึกวันวาน"

หลวงตาทองคำ จารุวัณโณ

โพสท์ในลานธรรมเสวนา หมวดบันเทิงธรรม กระทู้ 19153  โดย: ภิเนษกรมณ์ 08 มี.. 49

ตอนที่                            

สู่วงศ์พระพุทธศาสนา

หลังจากการทำสงครามยึดนครจำปาศักดิ์สิ้นสุดลง มีนายทหารท่านหนึ่งมากราบท่านพระอาจารย์มั่น ด้วยความเลื่อมใส มาถึงตอนเช้าก็ถวายทาน ปกติระเบียบของท่านพระอาจารย์มั่น ถ้าแขกมาอย่างนี้น่ะ ท่านจะให้มาเวลาเช้า เวลานี้ท่านจะต้องให้ต้อนรับ แต่ถ้าเลิกฉันบิณฑบาตแล้วหมดเวลา จนถึงบ่าย 3 โมง และจะต้องมีผู้นำมา ถ้าไม่มีผู้นำ ท่านไม่ให้เข้ามา

ทีนี้ท่านมาคนเดียว ขึ้นไปกราบนมัสการแล้ว ท่านก็รายงานตามแบบทหาร ชื่อนั้น ชื่อนี้ ยศท่าน เท่านี้ ท่านพระอาจารย์มั่นก็เทศนาเกี่ยวกับ ทาน ศีล เนกขัมมะ การออกจากกาม โทษของกาม หลังจากท่านเทศน์จบก็ลากลับ

พอตกค่ำ หลังจากอบรมพระเณรเสร็จแล้ว ผู้เล่าได้เข้าไปปฏิบัติท่าน ถวายการนวด ท่านก็ปรารภเปรยๆ ขึ้นว่า

"อันนี้ได้เหตุล่ะนะ" (อันนี้หมายถึงตัวท่าน) วันนั้นตอนเช้าใกล้จะสว่าง ท่านกำลังทำสมาธิอยู่ ก็มีนิมิตปรากฏว่า มีนายพันคนหนึ่ง มารายงานตัวว่า ผมมาจากวอชิงตัน ตอนนั้นก็ยังไม่ได้พิจารณาอะไรไรอก บังเอิญมาพบนายพันทหารไทยคนนี้ ท่านก็จึงหวนพิจารณา

ได้ความว่า นายพันทหารไทยคนนี้น่ะ สมัยสงครามโลกครั้งที่1 ไปรบอยู่ที่ประเทศเยอรมัน มียศเป็นนายพันทหารเหมือนกัน เป็นคนอเมริกัน และพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 6 ได้ส่งทหารไทยไปรบอยู่ที่เยอรมันนั้นเอง อยู่ฝ่ายสัมพันธมิตร

สมัยนั้น เวลาพักรบน่ะ พักจริงๆ ขนาดทหารฝ่ายสัมพันธมิตรกับทหารเยอรมันจุดบุหรี่ด้วยกันได้ ไม่เหมือนทุกวันนี้ หลังจากพักรบแล้ว นายพันทหารไทยก็มานอนอ่านหนังสืออยู่ที่เปล นายพันทหารอเมริกันก็เข้ามาถาม

"อ่านหนังสืออะไร"

นายพันทหารไทย

"อ่านหนังสือเรื่อง เบญจศีล เบญจธรรม เขียนโดย สมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาวชิรญาณวโรรส"

"ผมอยากรู้ อธิบายให้ผมฟังได้ไหม"

นายทหารไทยก็อธิบายให้ฟัง แกก็เลื่อมใส พูดว่า "ผมถือคริสต์ ผมจะปฏิบัติอย่างนี้ได้ไหม"

"ขึ้นชื่อว่าความดีนี้ ไม่เลือก จะนับถืออะไรก็ทำได้" ทหารไทยตอบ

แกก็เลยสมาทานศีล 5 กลับไปอเมริกา ไปสิ้นชีวิตลงที่นั่น

ด้วยอานิสงส์ของการรักษาศีล 5 นี้ ก็พลัดเข้ามาสู่วงศ์พระพุทธศาสนา พอพลัดเข้ามาแล้ว ก็ยังได้มาเป็นนายพันทหารอีกเหมือนกัน คือ ท่านพันเอก นิ่ม ชโยดม คนที่มาเมื่อเช้านั่นแหละ เธอต้องการอยากจะสำเร็จเป็นพระโสดาบัน

เธอพูดกับท่านพระอาจารย์ว่า "จะได้ปิดประตูอบายภูมิ จะเป็นไปได้ไหมท่านอาจารย์"

ท่านตอบว่า "สำหรับผู้ปฏิบัติ ก็คงจะได้กระมัง"

เธอก็ยังสงสัยลังเลอยู่ ยังไม่มั่นใจ พอกลับไปกราบท่านพระอาจารย์ ครั้งที่ 2 ก็ถามอีก ครั้งที่ 3 ก็ถามอีก ท่านพระอาจารย์มั่นก็พูดเหมือนเดิม

หลังจากนายพันเอกนิ่มกลับไปแล้ว ขณะผู้เล่าถวายการนวดอยู่ ท่านพูดว่า

"เป็นไปไม่ได้หรอก เพราะบารมียังอ่อน เขาเป็นพาหิราศาสนา ศาสนาภายนอก มาหลายภพหลายชาติ ด้วยอานิสงส์ที่รักษาศีล 5 ในพระพุทธศาสนา จึงพลัดเข้ามาสู่วงศ์พระพุทธศาสนา ต้องมาเกิดในประเทศไทยนี้ถึง 2 ชาติเสียก่อน จึงจะได้สำเร็จเป็นพระอริยบุคคลโสดาบัน เพราะบารมียังอ่อน"

(พันเอกนิ่ม ชโยดม เกิดเมื่อ 28 มกราคม พ..2440 ที่จังหวัดพิษณุโลก ในปี พ..2460 สอบเข้าโรงเรียนนายร้อยทหารบก สำเร็จออกรับราชการ ในปี พ..2465 ได้รับพระราชทานบรรดาศักดิ์ เป็นขุนนิมมานกลยุทธ

ประมาณปีพ.. 2490-2492 ย้ายไปรับราชการเป็นผู้บังคับการทหารบกอุบลราชธานี ในโอกาสออกตรวจเยี่ยมหน่วยทหาร ท่านได้ถือโอกาสเข้าไปกราบนมัสการท่านพระอาจารย์มั่น ณ วัดป่าบ้านหนองผือ

ครั้งหนึ่ง เมื่อไปถึงวัดป่าบ้านหนองผือเป็นเวลาพลบค่ำแล้ว มีคนมาต้อนรับและนำไปพักยังศาลาที่จัดเตรียมรอไว้ โดยมีที่นอนเตรียมไว้พอดีกับจำนวนคนที่ร่วมคณะทั้งหมด ซึ่งมี 8 คน พอสอบถามก็ทราบว่า ท่านพระอาจารย์มั่นสั่งเตรียมไว้ล่วงหน้า ตั้งแต่กลางวันแล้วว่า จะมีคณะมาพัก 8 คน เรื่องนี้เป็นเรื่องที่ท่านพักเอกนิ่มอัศจรรย์ใจเป็นอย่างมาก

เมื่อเกษียณแล้ว ท่านมักไปถือศีลปฏิบัติธรรมกับครูบาอาจารย์ ซึ่งเป็นศิษย์ของท่านพระอาจารย์มั่น เช่น หลวงปู่แหวน สุจิณโณ หลวงปู่ฝั้น อาจาโร ฯ ลฯ เรื่อยมาจนชราภาพมากจึงหยุดไป และท่านได้ถึงแก่กรรมเมื่อวันที่ 8 กันยายน พ.. 2531

-เรียบเรียงโดยภิเนษกรมณ์ จากประวัติพันเอกนิ่ม ชโยดม และบทสัมภาษณ์คุณณรงค์ ชโยดม บุตรชายคนโตของ พันเอกนิ่ม ชโยดม )

คนไทยเป็นบุคคลที่โชคดีที่สุดในโลก

คืนหนึ่ง หลังจากเทศน์อบรมพระเณรจบลง ท่านพระอาจารย์เข้าพักผ่อน ผู้เล่าถวายการนวด เรื่องพันเอกนิ่ม ชโยดม คล้ายกับค้างอยู่ยังไม่จบ ความเป็นคนไทย นับถือพระพุทธศาสนา เข้าสู่พุทธวงศ์ (หรือเข้าสู่วงจรชาวพุทธ) มิใช่เป็นของได้ง่ายๆ ท่านเลยยกพุทธภาษิตที่มาจากคัมภีร์พระธรรมบท ขุททกนิกายว่า

กิจฺโฉ มนุสฺส ปฏิลาโภ กิจฺฉํ มจฺจาน ชีวิตํ

ภาษิตที่ยกมานั้น ท่านเอามงคลสูตรมากล่าว ตั้งแต่อเสวนาเป็นต้นไป จนถึง ผุฎฐสฺส โลกธมฺเมหิ ฯ ลฯ เป็นอวสาน มงคลที่ท่านย้ำเป็นพิเศษ คือ บท 2 ปฏิรูปเทสวาโส ฯ ลฯ บท 3 และ 4 ทานญฺจ ฯ ลฯ อนวชฺชานิ กมฺมานิ เพราะ 4 บทนี้ เป็นพื้นฐานของมงคลทั้งหมด โดยเฉพาะเรื่องปฏิรูปเทสนี้ สำคัญมาก ท่านดูจะหมายเอาประเทศไทยโดยเฉพาะ

พอท่านอธิบายจบแต่ละมงคล ก็จะย้ำเป็นบาลีว่า เอตมฺมงฺคลมุตฺตมํ ถึง 3 ครั้ง และเป็นภาษาไทยว่า เป็นความเจริญอันอุดมเลิศ เป็นความเจริญอันอุดมเลิศ เป็นความเจริญอันอุดมเลิศ ถึง 3 ครั้ง

ครั้งสุดท้าย พอขึ้น ผุฏฺฐสฺ โลกธมฺเมหิ จิตฺตํ ยสฺส น กมฺปติ อโสกํ วิรชํ เขมํ เอตมฺมงฺคลมุตฺตมํ นั่นละ ถึงเป็นมงคลถึงที่สุด คือ พระนิพพานเลย

ท่านพูดต่อว่า "ความเป็นคนไทย...พร้อม"

พร้อมอย่างไร

ท่านจะอ้างอิงตั้งแต่ครั้งพุทธกาลจนถึงสมัยปัจจุบัน ทั้งภูมิศาสตร์ ประวัติศาสตร์ พระไตรปิฎกพร้อมมูล ประเทศไทยไม่เคยอดอยากหิวโหย ตั้งแต่ยุคสุโขทัยถึงปัจจุบัน ประเทศไทยไม่เคยว่างเว้นจากพุทธศาสนา พระมหากษัตริย์ทรงเป็นเอกอัครศาสนูปถัมภก ทุกยุคทุกสมัย ชาวไทยศรัทธาต่อพระพุทธศาสนา ถวายจตุปัจจัยพระสงฆ์ทุกวัน นับมูลค่าไม่ได้

ทำไมคนไทยจึงมีกินมีใช้ มิใช่บุญหรือ บุญมีจริงไหม มีข้าวกล้าในนางาม ฝนตกถูกต้องตามฤดูกาล ในป่ามีไม้ มีปลาในน้ำ มีสัตว์บนบก มีนกในอากาศ มิใช่บุญเกิดจากการถวายทานพระสงฆ์ในแต่ละวันหรือ

ธรรมเทศนาของท่านพระอาจารย์มั่น มักจะยกการทำนามาเป็นเครื่องอุปมาอุปไมย เปรียบเทียบเกือบจะไม่ว่างเว้นเลย และอธิบายเรื่องการทำนาได้อย่างละเอียดถี่ถ้วนมาก คงจะได้พบในมุตโตทัย

ผู้เล่าจะนำมาเล่าเท่าที่จำได้ เช่น การปฏิบัติธรรมถูก ก็ถูกมาแต่ต้น ท่านหมายถึง ผู้ปฏิบัติ คือ ไม่ลืมคำสอนที่พระอุปัชฌาย์สอนไว้แต่วันบวช การทำนาก็เหมือนกัน

"ถูกมาตั้งแต่ต้น ฮวงเม่าจึงมี ผิดมาตั้งแต่ต้น ฮวงเม่าบ่มี"

"คำเหลืองสร้อยซิเป็นฮอยหิห่ำ ข้าวก่ำเป็นข้าวพั้ว งัวสิให้ต่อควาย"

คำนี้ท่านเปรียบผู้เรียนรู้มากแล้วลาสิกขาออกไป เปรียบด้วยข้าวในนาจวนจะสุกอยู่แล้ว เลยถูกหนอนคอรวงกัดกินเสียหายหมด เลยไม่ได้กินสูญเปล่า

พุทธภาษา

มคธภาษาหรือบาลีภาษา เป็นภาษาที่พระพุทธเจ้าตรัสรู้มาโดยเฉพาะ เรียกว่า "พุทธภาษา"

วันหนึ่งผู้เล่ากลับบ้านถิ่นกำเนิด เพื่อทำบุญให้มารดาผู้บังเกิดเกล้า กลับมานมัสการท่านพระอาจารย์มั่น ได้โอกาสขอนิสัยตามวินัยกรรม กล่าวคำขอนิสัย จบประโยคว่า "นิสฺสาย อสฺสามิ"

"ผิด เป็น 'วจฺฉามิ' จึงจะถูก"

ท่านเตือน

ผู้เล่าคิดว่า พวกชาวมคธเวลาเขาพูดกัน เขาพูดอย่างนี้ แสดงขั้นสูงหรือคำสูง นิเทศ แสดงออกเป็นอุเทศ เป็นพุทธภาษา นิเทศแสดงแก่ชาวมคธก่อน ปฏินิเทศแสดงเป็นภาษาต่างๆ ทั่วโลก อย่างกว้างขวาง อุปมาอุปไมย เพื่อให้ชาวโลกเข้าใจเนื้อหาแห่งพระธรรมนั้นๆ

เมื่อพระพุทธศาสนานี้หมดลง ภาษานี้ก็จะอันตรธานไปด้วย จนกว่าพระพุทธเจ้าองค์ใหม่มาตรัสรู้ ก็ตรัสรู้ด้วยภาษานี้ มิฉะนั้นความตรัสรู้ของพระพุทธเจ้าก็ไม่น่าอัศจรรย์ เพราะภาษาชาติต่างๆ ใครก็พูดได้ เหตุนี้จึงเรียกว่า มคธภาษา เพราะพระพุทธเจ้าตรัสเทศนาเผยแพร่แก่ชนชาวมคธเป็นครั้งแรก

ชาวมคธ คือใคร ก็คือ ชาวไทยนี้แหละ ดูแต่ภาษาที่เราพูดกันแต่ละคำ ทั้งภาษาสามัญ และภาษาทางการ ล้วนแต่พุทธภาษาทั้งนั้น ฉะนั้นไม่มีชาติไหนจะพูดเขียนภาษานี้ได้ถูกต้องที่สุด พร้อมทั้งอักขรฐานกรณ์ ทั้งภาคพยางค์ เพราะชาวมคธยอมรับนับถือนำมาใช้ก่อน จึงเรียกว่า มคธภาษา

จำเป็นต้องคงพุทธภาษานี้ไว้ เพราะทรงไว้ซึ่งพุทธวจนะหรือพระไตรปิฎก ถ้าใช้ภาษาของชาติต่างๆ ที่แปลออกมาแล้ว ผู้ปฏิบัติเห็นแก่ง่าย จะตีความเข้าข้างตนเองมากขึ้น พุทธวจนะก็วิปริตได้ จะแปลเป็นภาษาของชาติไหนๆ แต่พุทธภาษาก็ยังคงกำกับไว้อยู่ เช่น ภาษาไทยฉบับบาลี หรือ ชาติอื่นๆ เช่น อังกฤษ ก็มีบาลีภาษากำกับ

ทุกชาติจึงเรียก บาลีภาษา คือ รักษาไว้ซึ่งพุทธวจนะนั่นเอง

พุทธภาษา เป็นภาษาที่มีอักขระ คือ สระ และ พยัญชนะ พร้อมทั้งฐานกรณ์ ไม่ขาดไม่เกิน ไม่เหมือนภาษาสามัญ เช่น อักษรไทยเกินไป อักษรอังกฤษไม่พอ

จึงเรียกว่า "ตันติภาษา" ภาษาที่มีระเบียบแบบแผน สืบทอดกันมาตั้งแต่พระพุทธเจ้าองค์ก่อนๆ บัณฑิตนักบาลีไวยากรณ์รู้ดี เพราะบัณฑิตเหล่านี้เป็นบัณฑิตโดยเฉพาะ "ตสฺสตฺโถ ปณฺฑิเตน เวทิตพฺโพ" ภาษานี้เป็นภาษาท่องจำ สังวัธยาย สวดมนต์ และบันทึกลงเป็นอักษร ทั้งกระดาษ ใบลาน และวัสดุที่ควรต่างๆ ไม่ใช่ภาษาที่ชาติใดๆ ใช้พูดกันในโลก

พุทธภาษานี้มีความมหัศจรรย์ พระพุทธเจ้าตรัสได้ 8 คำ พระอานนท์พูดได้ 1 คำ พระอานนท์พูดได้ 8 คำ สามัญชนพูดได้ 1 คำ

อุทาหรณ์ ประเทศไทยเป็น "ปฏิรูปเทส" พระพุทธเจ้าตรัสว่า

ปฏิรูปเทสวาโส จ ปุพฺเพ จ กตปุญฺญตา

อตฺตสมฺมาปณิธิ จ เอตมฺมงฺคลมุตฺตมํ

สามัญชนพูดได้คำเดียวนี้ คือ ความมหัศจรรย์ของพุทธภาษา หากเป็นภาษาสามัญชน ความตรัสรู้ของพระพุทธเจ้าก็ไม่เป็นของมหัศจรรย์

นี่คือคำพูดของท่านพระอาจารย์มั่น ที่ผู้เล่าได้ฟังมา

บำบัดอาพาธด้วยธรรม

ปกติท่านพระอาจารย์มั่นจะจากวัดที่อยู่จำพรรษา จาริกสู่ที่เป็นที่เที่ยวไป ก็ต้องสิ้นฤดูกาลกฐินเสียก่อน เมื่อท่านพระอาจารย์ปรารภจะเปลี่ยนสถานที่ เพราะอยู่บ้านนามน บ้านโคกศรีสุพรรณมานานแล้ว มีหลายสำนักที่ศิษย์ไปจัดถวายไว้ แต่ท่านปรารภจะไปสำนักป่าบ้านห้วยแคน ห่างไม่เกิน 10..

พอได้เวลาก็ออกเดินทาง พระไปส่งหลายรูป ท่านส่งกลับหมด ผู้เล่าโชคดีได้อยู่ 2 องค์กับท่าน มีตาปะขาวอีกคนหนึ่งชื่อแดง ความเป็นอยู่ก็สะดวกสบายตามอัตภาพ แม้ชาวบ้านยากจน แต่เขาก็ไม่ให้ท่านพระอาจารย์ยากจนด้วย จึงมีเหลือฉันทุกวัน มิหนำโยมที่ไปถวายบิณฑบาต ขาไปเต็มกระติบ ขากลับก็ยังเหลือเต็มกระติบ เพราะหมู่บ้านใกล้เคียงได้ข่าว ก็มาใส่บาตรบ้าง บ้านนั้นบ้าง บ้านนี้บ้าง มีอาจารย์วิริยังค์ อาจารย์เนตร อาจารย์มนู นำมาบ้าง

บางวันมีกิจกรรมบูรณะ หรือซักสบงจีวร ท่านเหล่านั้นก็ช่วยกันทำให้เสร็จก่อนจึงกลับ หากเป็นวันลงอุโบสถ พระลูกศิษย์ที่พำนักในที่ต่างๆ จะมารวมกัน รูปที่อยู่ไกลหน่อยก็มาพักแรม นำญาติโยมหาบเสบียงมาพักแรม ทำอาหารบิณฑบาตถวายด้วยเสมอมา จึงไม่มีอุปสรรคใดๆ ในการเจริญสมณธรรม

หนึ่งเดือนผ่านไป อากาศเริ่มหนาวจัด ท่านพระอาจารย์ปรารภจะทำซุ้มไฟ ผู้เล่าบิณฑบาตได้ มาฉันกับท่านแล้ว ช่วยกันทำกับชาวบ้าน วันสองวันก็เสร็จ

ประมาณเริ่มเดือนยี่ ท่านเริ่มไม่สบาย มีอาการคอตั้ง เอียงซ้ายขวายาก โรคนี้คล้ายเป็นโรคประจำ แต่ไม่เป็นบ่อย มาสกลนครหลายปีก็เพิ่งจะเป็นครั้งนี้ ก็เช่นเคย ท่านบ่นถึงพระมหาทองสุก ผู้เล่าเลยให้โยมไปนิมนต์ท่านๆ พักวัดป่าบ้านห้วยหีบ และท่านอาจารย์สอ สุมงฺคโล ด้วย ท่านอยู่บ้านนามน ท่านทั้งสองก็เดินทางมาวันนั้นเลย

พอมาถึง ทั้งชาวบ้านและผ้าขาวแดง ระดมกันหายา มีเปลือกแดง เปลือกดู่ ใบเป๊า ใบพลับพลึง (ใบหัวว่านชนอีสาน) ใบการบูร (ใบหนาดโคกอีสาน) มาสับมาโขลกละเอียดดีแล้ว ตั้งหม้อห่อยาวางบนปากหม้อ ร้อนแล้วเอาผ้ารองวางประคบบนบ่า ไหล่บ้าง หลังบ้าง หน้าอกบ้าง บนศีรษะบ้าง

6 วันผ่านไป ท่านก็ยังออกบิณฑบาตทุกวัน ผู้เล่านอนพักที่ซุ้มไฟกับท่าน ตั้งแต่เริ่มไม่สบาย

พอรุ่งขึ้นเป็นวันที่ 7 ท่านตื่นเวลา 03.00. เป็นปกติ ปลุกผู้เล่าลุกขึ้นสุมไฟ เพราะไฟอ่อนแสงแล้ว ท่านล้างหน้า ครองผ้า สวดมนต์ แล้วก็นั่งสมาธิต่อ จะต้มยาถวายเหมือนทุกวัน ท่านไม่เอา ผู้เล่าก็ไหว้พระนั่งภาวนา จะนอนก็อายท่าน ตลอด 6 วันที่ผ่านมา มีเวลานอนไม่พอ นั่งสัปหงกตลอดรุ่ง หลับๆ ตื่นๆ พอสว่างจัดบริขารออกบิณฑบาต พระพยาบาลที่มาพักค้างด้วย ไม่ต้องห่วงเรื่องบิณฑบาต เพราะพระที่อยู่ในรัศมีใกล้ จะพาญาติโยมมาอังคาส (ดูแลการถวายภัตตาหาร) เต็มที่

ตกตอนเย็นหลังจากเดินจงกรมแล้ว ท่านเข้าซุ้มไฟ ผู้เล่าเข้าไปก่อน เตรียมปูเสื่อสำหรับหมู่คณะ พอได้เวลาจะต้มยา ท่านว่าไม่ต้อง ค่อยยังชั่วแล้ว ต่อจากนั้นท่านก็เริ่มอธิบายธรรมะ ยกเป็นภาษาบาลีแรกว่า "อฏฺฐ เตรส" แล้วท่านถามท่านสอ (ท่านอาจารย์สอ สุมงฺคโล ต่อมาท่านมรณภาพที่วัดป่าบ้านหนองผือ)

"แปลว่าอะไร"

ท่านสอว่า "กระผมไม่รู้ภาษาบาลี"

"หือ" ท่านมหาทองสุก เข้าให้แล้ว

ท่านมหาก็อ้ำๆ อึ้งๆ ด้วยความเกรงว่าจะเป็นการอวดฉลาด

"แปลให้ฟังก่อนนา ท่านมหาเรียนมาแล้ว กลัวทำไม"

ท่านมหาตอบ "อฏฺฐ แปลว่า 8 เตรส แปลว่า 13 ขอรับกระผม"

"ถูกต้อง สมเป็นมหาจริงๆ " ท่านว่า

ท่านอธิบายว่า "อาพาธคราวนี้ บำบัดด้วย มรรค 8 และธุดงค์ 13 เป็นมรรคสามัคคีกัน"

ต่อจากนั้นธรรมเทศนาใหญ่ก็เกิดขึ้น พระที่อยู่ในรัศมีใกล้ยังไม่กลับ ประมาณ 15 รูป ซุ้มไฟบรรจุเต็มที่จะนั่งได้ 20 รูป ท่านอธิบายมรรค 8 สัมพันธ์กับธุดงค์ 13 อย่างมีระบบ เป็นวงจรเหมือนลูกโซ่ ซึ่งผู้เล่าและพระในนั้นก็ไม่เคยฟัง 2 ชั่วโมงเต็ม พอเลิกต่างก็พูดกันว่า โชคดี เพราะไม่เคยฟัง

เดือน 3 ย่างเข้ามา ท่านพระอาจารย์ก็หายเป็นปกติ เพื่อนบรรพชิตต่างก็ทยอยกันกลับสำนักเดิม ทั้งนี้เพื่อท่านพระอาจารย์จะได้วิเวกจริงๆ คงมีผู้เล่าและผ้าขาวแดงเท่านั้น ก็สะดวกดี เพราะทั้งผู้เล่าและผ้าขาว ก็เป็นบุคคลสัปปายะของท่านอยู่ ซุ้มไฟยังไม่รื้อ อากาศยังหนาวอยู่

(เรื่องนี้เข้าใจว่าเกิดขึ้นเมื่อ ท่านพระอาจารย์มั่นจำพรรษาอยู่ที่บ้านโคกและบ้านนามนติดต่อกันเป็นเวลา 3 ปีแล้ว คือ พ.. 2485-2487 เมื่อออกพรรษาแล้วปลายปี พ..2487 ท่านจึงย้ายมาอยู่ที่วัดป่าบ้านห้วยแคน ซึ่งอยู่ไกลจากบ้านโคกและบ้านนามน ไม่เกิน 10.. และพักอยู่ที่นี่ติดต่อกันประมาณ 4 เดือน จึงเดินทางต่อไปยังวัดป่าบ้านหนองผือ - ภิเนษกรมณ์)

จากบ้านห้วยแคน

วันหนึ่งประมาณ 20.00.เศษๆ กำลังนั่งอยู่ในซุ้มไฟกับท่านพระอาจารย์ เสียงเครื่องบินกระหึ่มขึ้น บินผ่านหัวไป ท่านบอกให้ผู้เล่าพรางไฟ ผู้เล่าหาอะไรไม่ทันก็เอาจีวรคลุมโปง สองมือกางออกยืนคร่อมกองไฟไว้ จนกว่าเครื่องบินจะบินผ่านไป วนไปวนมา 2-3 ครั้ง ช่างนานเสียเหลือเกิน

ตื่นเช้าไปบิณฑบาต จึงรู้ว่ามีการจัดตั้งกองโจร ขับไล่กองทัพญี่ปุ่นออกไป เครื่องบินนำเอาอาวุธยุทธปัจจัยมาให้ฝึกพลพรรค การเอาเปรียบเพื่อนมนุษย์จึงเกิดขึ้น เช่น เกณฑ์คนไปฝึกอาวุธ เกณฑ์เสบียง รู้กันอยู่ว่าปีนั้นฝนแล้ง ข้าวมีน้อย แต่ถูกเกณฑ์ไปให้พลพรรค แม่บ้านต้องหาขุดกลอยขุดมันกินแทนข้าว พระเณรก็ฉันอย่างนั้น ทุกข์แทบเลือดตากระเด็น แต่ผู้มีอำนาจและพลพรรคเหลือกินเหลือใช้ เพราะส่งมาจากต่างประเทศโดยเครื่องบิน สงคราม คือ การเอาเปรียบ กดขี่ ข่มเหง บังคับขู่เข็ญ

เดือน 3 ผ่านไป ซุ้มไฟถูกรื้อถอน เพราะอากาศอบอุ่นขึ้นแล้ว พอเดือน 4 มีชาวบ้านหนองผือประมาณ 5 คน ได้ขึ้นมาที่ศาลาที่ท่านพักอยู่ กราบนมัสการแล้วยื่นจดหมายถวาย ท่านยื่นให้ผู้เล่าอ่านให้ฟัง

พระอาจารย์หลุย จนฺทสาโร

เนื้อความในจดหมาย ขอนิมนต์ท่านพระอาจารย์ไปพักที่วัดป่าบ้านหนองผือ ท่านตอบรับทันที สั่งให้เตรียมข้าวของ

ชาวบ้านเขาบอก "ไม่ใช่ให้ท่านพระอาจารย์ไปวันนี้ จะกลับไปบอกพระอาจารย์หลุย (พระอาจารย์หลุย จนฺทสาโร) เสียก่อน แล้วท่านจะจัดคนมารับ พระอาจารย์หลุยสั่งอย่างนี้"

"เออ ดีเหมือนกัน เราก็ยังไม่ได้บอกหมู่ วันขึ้น 15 ค่ำ เดือน 4 เพ็ญ หมู่จะมาลงอุโบสถกัน บอกหมู่แล้วก็ให้โยมมาวันนั้น พักแรมหนึ่งคืน วันแรมค่ำหนึ่งเราก็ออกเดินทางกัน"

ผู้เล่าไม่เคยคิด เพิ่งรู้ว่าวิสัยสัตตบุรุษ ไม่ยอมละทิ้งหมู่ เช่น ตอนที่ท่านอาพาธหนัก จะจากพรรณานิคมไปสกลนคร (พักวัดป่าสุทธาวาส) ยังพูดกับโยมที่มารับว่า

"หมู่ล่ะ จะไปกันอย่างไร"

คุณวิเศษ เชาวนสมิทธิ์ กราบเรียนว่า "ได้เตรียมรถรับส่งตลอด มีเท่าไหร่เอาไปให้หมด"

ท่านพระอาจารย์ว่า "ถ้าอย่างนั้นเอาพวกเราไป"

หลังทำอุโบสถแล้ว ท่านบอกว่า

"อีกไม่นานถิ่นนี้จะมีแต่ทหารเต็มไปหมด ใครจะอยู่ ใครจะไป ก็ตามใจ"

(ปี พ..2487 ท่านพระอาจารย์หลุย จนฺทสาโร ไปจำพรรษาที่วัดป่าบ้านหนองผือ อ.พรรณานิคม จ.สกลนคร เมื่อออกพรรษาแล้ว ต้นปี พ..2488 ได้ส่งโยมไปกราบอาราธนานิมนต์ท่านพระอาจารย์มั่นมาพักจำพรรษาที่วัดป่าบ้านหนองผือ และนับแต่นั้นเป็นต้นมา ท่านพระอาจารย์มั่นก็ไม่ได้เดินทางย้ายไปจำพรรษาที่อื่นอีกเลยตลอด 5 พรรษา จนกระทั่งปลายปี พ..2492 ท่านอาพาธหนัก จึงพากันหามท่านเดินทางไปพักที่วัดป่าบ้านภู่ (วัดกลางโนนภู่ในปัจจุบัน) ประมาณ 10 วัน แล้วนิมนต์เดินทางต่อโดยรถไปพักที่วัดป่าสุทธาวาส และท่านก็ได้มรณภาพในคืนวันนั้นเอง  - ภิเนษกรมณ์)

เมตตาชาวบ้านห้วยแคน

4 เดือนให้หลังแห่งการอยู่บ้านห้วยแคน ท่านได้แนะนำชาวบ้านว่า ข้าวเกิดจากดิน ไถคราดแผ่นดิน หว่านลงบนดิน ปักดำลงบนดิน บุกเบิกชำระดินให้เตียนดี ไถดิน ดินแล้วดินเล่า ก็คนนี่แหละทำ บ้านอื่นเขาก็คน เราก็คนเหมือนกัน เขามีข้าวกิน เราอดข้าวกิน มันอะไรกัน ทำนองนี้แหละที่ท่านพระอาจารย์สั่งสอน

วันจากบ้านห้วยแคนสู่บ้านหนองผือ ผู้หญิงร้องไห้ ผู้ชายบางคน เช่น ผู้ใหญ่ฝันก็ร้องไห้ คร่ำครวญว่า

"เป็นเพราะพวกเรายากจน ท่านจึงไม่อยู่ด้วย"

ท่านก็ว่า "เราอยู่มาแล้ว 4 เดือน พวกท่านอดอยาก แต่พระก็ได้ฉันทุกวัน อยู่แผ่นดินเดียวกัน คิดถึงก็ไปเยี่ยมยามถามข่าวกันได้" ท่านว่า

สองปีผ่านไป ขบวนเกวียนลำเลียงข้าวเปลือก และข้าวสาร พร้อมวัตถุอันบุคคลพึงบริโภค ก็ลำเลียงจากบ้านห้วยแคนสู่วัดป่าบ้านหนองผือ ดินแดนท่านพระอาจารย์มั่น พักเกวียนไว้ริมทาง ใกล้หมู่บ้านริมทุ่ง ผูกล่ามวัวให้อาหารวัว หาฟืนหุงหาอาหารเลี้ยงดูกัน

เวลาเช้า ถวายบิณฑบาตท่านพระอาจารย์มั่นพร้อมพระสงฆ์ ฟังเทศน์เสร็จแล้ว ถวายข้าวเปลือกหลายกระสอบและข้าวสาร อันเป็นผลผลิตจากน้ำมือชาวบ้าน

ท่านถาม "อะไรกันนี่"

เขาตอบ "พวกกระผมชาวบ้านห้วยแคน แต่ก่อนอดอยาก เดี๋ยวนี้ไม่อดแล้ว เพราะฟังเทศน์ท่านพระอาจารย์ว่า ให้เอาข้าวกล้าหว่านดำลงบนดิน บัดนี้พวกกระผมได้ทำลงบนดิน ได้ข้าวมาถวาย ตอบแทนบุญคุณท่านที่สอนพวกกระผม ให้ได้กินได้ใช้ ไม่ต้องเอาลึมกระบอง (ขี้ไต้มัดรวมกัน 10 อัน) ไปแลกบ้านอื่นอีกแล้ว"

พักอีกหนึ่งคืน ถวายทานเสร็จ ชาวบ้านห้วยแคนก็กราบลาท่านพระอาจารย์มั่นยกขบวนเกวียนกลับ

เทพบอกใส่บาตร

เมื่อท่านพระอาจารย์ออกเดินทาง จากวัดป่าบ้านห้วยแคน สู่วัดป่าบ้านหนองผือ เริ่มออกเดินทางเดือน 4 แรมค่ำหนึ่ง

วันแรก พักวัดบ้านนากับแก้ วันที่สอง พักวัดบ้านโพนนาก้างปลา สองคืนแรก เดินทางปกติไม่มีเหตุการณ์ วันที่สาม พักศาลากลางบ้านของกรมทางหลวง ศาลานี้ตั้งอยู่บ้านลาดกะเฌอ ตำบลห้วยยาง อำเภอเมือง จังหวัดสกลนคร ขณะนั้นยังไม่เป็นหมู่บ้าน เป็นปางเลี้ยงวัวเลี้ยงควายของชาวสกลนคร ทำเลเหมาะแก่การพักของคนเดินทาง มีบ่อน้ำให้ดื่มให้ใช้

ท่านพระอาจารย์ไปถึงก็แวะพัก ขณะไปถึงนั้นเป็นเวลาประมาณ 13.00. มีพระและผ้าขาวติดตาม ชาวบ้านหนองผืออีก 12 คน รวมทั้งท่าน เป็น 21 คน พระช่วยกันปัดกวาด ญาติโยมนำน้ำมาไว้ดื่มไว้ใช้ ปูที่พักถวายท่านเสร็จ

หนึ่งชั่วโมงผ่านไป ท่านพระอาจารย์ก็นั่งเฉย เอนนอนเฉยอยู่ ชาวบ้านหนองผือผู้เป็นหัวหน้าไปรับ เป็นคนใจร้อน คิดว่า ถ้าท่านพระอาจารย์พักอยู่นี้ จะฉันอะไร คนตั้งมากมาย จึงเข้าไปกราบนมัสการ ขอนิมนต์เดินทางต่อไปพักบ้านโพนงาม ระยะทางประมาณ 7-8.. จะได้ทันเวลา

ท่านบอกว่า "เราไม่ไป เขาเป็นชาวบ้านป่าชาวเขา เราพักอยู่นี้ เขาจะได้กินได้ทาน" หากท่านพระอาจารย์ว่า "ไม่" แล้วอย่าได้พูดซ้ำอีก

ตอนเย็น ชาวบ้านก็นำอาหารมาเลี้ยงแขกโยม พอเช้าได้เวลา ท่านพระอาจารย์และพระสงฆ์เที่ยวบิณฑบาต มีคนนำไปเพราะเป็นปางควายปางวัว บ้านแต่ละหลังมีทางลัดแคบๆ พอสมควรแล้วคนก็นำกลับ ขณะกำลังถวายน้ำล้างเท้าท่านพระอาจารย์ ก็ได้ยินเสียงรถยนต์กำลังตรงเข้ามา

ท่านและคณะกำลังนั่งจัดบาตร ชาวลาดกะเฌอ ดูจะเป็นผู้ชายมากกว่า เพราะไปรักษาสัตว์ ไม่ใช่ไปตั้งบ้านเรือน ก็มาถึงประมาณ 5-6 ครอบครัว ท่านแขวงกรมทางหลวงขึ้นมากราบนมัสการท่านพระอาจารย์ว่า

"พวกกระผมชวนกันมากินข้าวป่า เป็นบุญของพวกกระผม ที่ได้มาพบท่านพระอาจารย์"

เขาไม่รู้หรอกว่า นั่นคือ พระอาจารย์มั่น แต่เขาเป็นผู้ดีไทย กราบเรียนว่า

"พระคุณท่านไม่ต้องหนักใจว่า มาพักที่กระผม มารบกวนพวกกระผม เป็นบุญของพวกกระผมแท้ๆ "

แล้วสั่งลูกน้องเอาหม้อข้าว หม้อแกง ปิ่นโต นำถวายท่านพระอาจารย์ร่วมกับชาวบ้าน

มีเนื้อสัตว์ป่าทุกชนิด นับตั้งแต่เนื้อกวาง จนถึงตะกวด กระรอก กระแต อีเห็น ไก่ป่า สารพัดเนื้อสัตว์ ชาวสกลนครเขาเป็นคนมีมารยาทอ่อนน้อม น่ารัก และพูดจาก็เหมือนผู้ดี คอยแนะนำ นี่เนื้อนั้น นั่นเนื้อนี้ มีทั้งต้มทั้งแกง แต่ส่วนมากแล้วเป็นเนื้อปิ้ง

ยถา สพฺพี ฯ ลฯ ฉันเสร็จแล้ว ท่านแขวงฯ ขึ้นไปกราบนมัสการพร้อมคณะว่า

"ความจริงพวกกระผมไม่ได้ตั้งใจมา พอดีผู้ช่วยไปยืนบอกหน้าบันไดตอนมืดแล้ว จำได้แต่เสียงว่า พรุ่งนี้เราไปกินข้าวป่าที่ลาดกะเฌอกัน ผมนัดชาวปางเขาไว้แล้ว ก็เลยตกลง"

ฝ่ายผู้ช่วยก็บอกว่า "ท่านแขวงฯ ให้เด็กไปบอกว่า พรุ่งนี้เราไปกินข้าวป่าที่ลาดกะเฌอกัน ผมเลยให้แม่บ้านจัดอาหารแต่เช้า เสียงเอ็ดตะโรทั้งพ่อบ้านแม่บ้านว่า คนนั้นไปบอก คนนี้ไปบอก แซดกันไปหมด ไม่ได้ขึ้นไปบอกข้างบน ได้ยินแต่เสียงอยู่ข้างล่าง ว่าเป็นเสียงคนนั้นคนนี้ พอมาอยู่ด้วยกันแล้ว ต่างคนปฏิเสธลั่นว่า ผมไม่ได้ไปบอก ดิฉันไม่ได้ไปบอก เลยงงไปตามๆ กัน"

ท่านแขวงฯ ก็เลยพูดว่า "ถ้าอย่างนั้นใครไปบอก" แล้วมองไปที่ท่านพระอาจารย์

ท่านพระอาจารย์ตอบว่า "ถ้าไม่มีใครไปบอก ก็คงเป็นเทพนั่นซิ"

เท่านี้เรื่องก็เป็นอันยุติ

เลี้ยงอาหารกันต่อทั้งคณะแขวงการทาง คณะท่านพระอาจารย์ และชาวบ้านทั้งหมด รับประทานกันอย่างอิ่มหนำสำราญ ท่านแขวงฯ บ่นเสียดาย ไม่มีถนนไปโพนงาม ถ้าไปสกลฯ หรือสร้างค้อ ท่านจะนำส่งตลอด จากนั้นต่างอำลาแล้วก็เดินทางต่อ

คืนที่สี่ นอนพักบ้านวัดบ้านกุดน้ำใส ตำบลนาใน (ปัจจุบันขึ้นกับอำเภอกุดบาก) ฉันเช้าเสร็จเดินทางต่อถึงบ้านหนองผือ ก่อนท่านพระอาจารย์จะไปถึง พระอาจารย์หลุย จนฺทสาโร สั่งพระเณร แม้ทั้งหมาและแมว ให้หนีออกจากวัด ว่างไปประมาณ 2 วัน แต่วัตถุใช้สอยครบและหาง่าย

ที่พักของท่าน เป็นกระท่อมเล็กๆ ไม่สะดวก ท่านพระอาจารย์อยู่กระท่อมเล็กๆ จำเพาะองค์ได้เสียเมื่อไร ไหนพระอุปัฏฐาก ไหนญาติโยม จะไปนั่งเบียดท่านหรือ

หญ้าคา ไม้ไผ่ไม่ทุบเปลือกไม่อด ช่วยกันทำแค่ 10 วัน ได้ถึง 5 ห้อง ยังดูท่านลำบากตลอดพรรษา พระใกล้ชิดและผ้าขาว ช่วยกันต่อห้องถวาย พอพระอุปัฏฐากนั่งได้

พอออกพรรษา ท่านเลยไปพักอยู่มุมศาลา ช่วยกันทำผ้ากั้น แต่ก็ลำบาก เพราะต้องใช้เป็นที่ฉันด้วย ทำสังฆกรรมด้วย ดีหน่อยตรงที่เวลามีกิจกรรม ได้ที่พอเท่านั้น

เป็นอยู่ระหว่างสงคราม

ปวารณาออกพรรษาแล้ว คำว่ากฐินผ้าป่าไม่ต้องกล่าวถึง เพราะอยู่ในภาวะสงคราม ผ้าพื้นบ้านมีอยู่ แต่จำกัด เป็นผ้าด้ายหยาบธรรมดาๆ ในความรู้สึกของพระสงฆ์ ไม่มีค่านิยม แต่ท่านพระอาจารย์ทำเป็นตัวอย่าง นำมาทำเป็นสบงขันธ์ ทำเป็นจีวรใช้ แต่ไม่ทำเป็นสังฆาฏิ

ท่านบอกว่า "แต่ก่อนเราก็ใช้ผ้าอย่างนี้ ไม่มีผ้าเจ๊กผ้าจีน เรายังสืบทอดศาสนามาได้"

ตั้งแต่นั้นมา พระเลยไม่อดจีวรใช้กัน

ไม้ขีดไฟก็ต้องแบ่งก้านกัน กลักเปล่าเก็บไว้ เทียนไข แบ่งเล่มเวลาจะใช้ จะจุดบุหรี่ก็นับดูว่ามีถึง 5 คนไหม ถ้าไม่ถึงก็จุดไม่ได้ ไม่คุ้มค่า เวลาไปห้องน้ำ ได้ท่าดีแล้ว ต้องดับเทียนไว้ก่อน หรืออยู่ในห้องนอน สงสัยว่าจะมีสัตว์อันตราย จึงจุดไฟไปดู เป็นต้น

ไม่หยุดจะหนี

เหตุการณ์นี้เกิดขึ้น หลังจากเข้าพรรษาไปได้ประมาณครึ่งเดือน ที่วัดป่าบ้านหนองผือ หน่วยกองโจรพลพรรคก็ยกเข้าไปตั้งค่าย อยู่ห่างประมาณกิโลเมตรเศษๆ เสียงปืน เสียงระเบิด ไม่มีหูเข้าหูออก ทั้งกลางวันกลางคืน ผู้รักสันติอย่างท่านพระอาจารย์ สู้ด้วยวิธีการดังผู้เล่าจะเล่าต่อไปนี้

เข้าพรรษาผ่านไปแล้วประมาณ 17 วัน วันนั้น ดูท่าทางท่านขรึม เวลาไปบิณฑบาต ปกติท่านจะชี้นั่นชี้นี่ อธิบายไปด้วย วันนั้นเงียบขรึม จุดที่รับบิณฑบาตมีม้านั่งยาวสำหรับนั่งให้พร ยถา สพฺพี ฯ เสร็จ ท่านเอ่ยถามชาวบ้านว่า

"ป่านี้ข้าศึกศัตรูก็ไม่มี เขายิงอะไรกัน"

ชาวบ้านตอบ "ไม่ทราบครับกระผม"

ท่านว่า "ป่านี้มันเป็นดงเสือ ป่าเสือ หรือว่าเขาอยากยิงเสือ"

ว่าแล้วก็ลุกขึ้นไปบิณฑบาต ตลอด 4 แห่งก็พูดอย่างนั้น

ตกตอนเย็น พอสิ้นแสงอาทิตย์ ทั้งเสียงปืน ทั้งเสียงระเบิด ก็ดังสนั่นกึกก้องตลอดทั้งคืนจนกระทั่งรุ่งสาง มีพลพรรคเป็นไข้ตายในบังเกอร์ 2 คน อีก 3 คน กระเสือกกระสนออกไปตายอยู่บ้านตนเอง 3 ศพ รวมเป็น 5 ศพ

ครูอุทัย สุพลวณิชย์ ชาวหนองผือ มาเล่าให้ฟังว่า พอสิ้นแสงอาทิตย์ มองไปทิศไหนก็มีแต่เสือทั้งนั้น ชนิดลายพาดกลอน ทั้งแยกเขี้ยว คิ้วขมวดใส่ เป็นร้อยๆ พันๆ ถ้าเสียงระเบิดเสียงปืนซาลงเมื่อไร เสียงเสือยิ่งเข้ามาใกล้ เลยหยุดยิงไม่ได้ ยิงปืนจนรุ่งสาง พอสว่างเสือตัวเดียวก็ไม่มีแม้แต่รอย

ลองคิดถึงคำพูดของท่านพระอาจารย์ดูซิ ว่าข้าศึกศัตรูก็ไม่มี เขายิงอะไร ที่นี่มีแต่ดงเสือ เขาอยากยิงเสือหรือ และได้ยิงจริงๆ ด้วย สู้กองพลเสือไม่ได้ แตกหนีตั้งแต่วันนั้นจนถึงวันนี้ กองโจรพลพรรคก็ไม่เห็นหน้ากลับมาอีก

การฝึกพลพรรค ใครๆ ก็กลัวตาย มาขอร้องกำนัน ให้มากราบเรียนท่านพระอาจารย์ ขอให้ทำหลอดตะกรุดและผ้ายันต์ ท่านทำอยู่ 15 วัน ก็สั่งหยุดอย่างกะทันหัน ยังบอกกำนันว่า ท่านหยุดแล้ว หากกำนันไม่หยุด ท่านจะหนีกลางพรรษา ถือว่าเป็นภัยทางพระวินัย เป็นอันยุติแต่วันนั้น

ผู้เล่าไม่รู้ไม่เฉลียวใจ จนผ่านมาหลายปี กองโจรพลพรรคได้กลายมาเป็นกองโจรคอมมิวนิสต์เต็มรูปแบบ จึงรู้ว่าท่านเล็งเห็นแล้วว่า พวกนี้เป็นภัยต่อพระพุทธศาสนา ครูบาอาจารย์ผู้เป็นสัตตบุรุษ จึงไม่สนับสนุน

ตอนที่