#echo banner="" เกร็ดประวัติพระอาจารย์มั่น  ภูริทัตตเถระ โดยพระอาจารย์ทองคำ 4

คลิกเมาส์ที่ใดก็ได้ในเฟรมนี้เพื่อเรียกเมนูด่วน

เกร็ดประวัติ และ ปกิณกธรรมของหลวงปู่มั่น ภูริทัตโต ๔

จากหนังสือ "รำลึกวันวาน"

หลวงตาทองคำ จารุวัณโณ

โพสท์ในลานธรรมเสวนา หมวดบันเทิงธรรม กระทู้ 19153  โดย: ภิเนษกรมณ์ 08 มี.. 49

ตอนที่                            

ถ้ำตับเตา

วัดถ้ำตับเตา

ถ้ำตับเตา หรือ ถ้ำดับเถ้า ภาษาของท่านพระอาจารย์ (ปัจจุบันอยู่ในเขตตำบลศรีดงเย็น อำเภอไชยปราการ จังหวัดเชียงใหม่) ถ้ำนี้เป็นสถานที่ท่านพระอาจารย์พิจารณาพระอภิธรรมปิฏก ท่านว่าพิจารณาได้ดี ไม่ติดขัด ละเอียดลึกซึ้งมาก นี้คือเหตุที่ท่านต้องไปเชียงใหม่ เพราะท่านพิจารณาแล้ว ภาคอื่นไม่เหมาะ ไม่สะดวกเหมือนภาคเหนือ

ท่านเปรียบให้ฟังว่า เหมือนปลาใหญ่ว่ายอยู่ในแม่น้ำแคบและตื้น พอมาพิจารณาที่ถ้ำตับเตาหรือถ้ำดับเถ้าที่ภาคเหนือนี้ เหมือนปลาใหญ่ว่ายออกสู่ทะเลหลวง จะเหวี่ยงหัวเหวี่ยงหางไปมาทิศไหนก็ไม่ขัดข้อง ท่านว่าอย่างนี้

ถ้ำแห่งนี้มีประวัติเกี่ยวพันกับพระอรหันต์ครั้งพุทธกาล 2 รูปๆ หนึ่ง คือ ท่านพระภัคคุ หนึ่งในกษัตริย์ 6 พระองค์นั้น (คือเจ้าศากยะที่ออกบวชพร้อมกัน 6 องค์ ได้แก่ พระอนุรุทธะ พระอานนท์ พระภัคคุ พระกิมพิละ พระภัททิยะ พระเทวทัต -ภิเนษกรมณ์) ท่านพระอาจารย์รู้ว่า ถ้าอยากรู้รายละเอียดของท่านพระภัคคุ ต้องเข้าฌานให้ละเอียดเหมือนควันไฟจึงจะรู้ แต่ท่านบอกว่าท่านทำไม่ได้ รู้แต่ว่าท่านพระภัคคุมานิพพานที่นี้

พิธีเถราภิเษก

15 วันที่ท่านพระอาจารย์มั่นพักอยู่ที่วัดป่าสุทธาวาส (ระหว่างที่ท่านเดินทางย้ายจากจังหวัดอุดรธานี มาอยู่ที่จังหวัดสกลนคร ในปี พ..2485- ภิเนษกรมณ์) มีเหตุการณ์ที่ควรนำมาเล่า คือ เรื่อง "เถราภิเษก" ภาษาอีสานเรียกว่า "กองฮด" (ฮด หมายถึง รด หรือเทราดลงไป) คือ นำผ้าไตรมา แล้วมีการสรงน้ำพระสงฆ์ที่เคารพนับถือ ถวายบริขารใหม่ สมมติเป็นสมเด็จพระอุปัชฌาย์ (ชา) เป็นครู (ราชครู) ลาภ 1 ลาภ 2 ไปเรื่อยๆ ชาวสกลนครได้นำไตรจีวรจะมาฮดมาสรง ท่านพระอาจารย์ไม่ยอมรับ

ท่านอธิบายว่า "เป็นประเพณีที่มีมาจากเวียงจันทน์ ที่อื่นไม่มี ครั้งพุทธกาลไม่มี แล้วพวกญาติโยมจะมาแต่งอาตมาให้เป็นอะไรอีก เป็นพระ อาตมาก็เป็นแล้ว พระสงฆ์อุปัชฌาย์อาจารย์แต่งให้แล้ว เป็นพระโดยสมบูรณ์ คณะสงฆ์รับรองแล้ว"

"พระพุทธเจ้ามีใครไปฮดไปสรงให้เป็นพระพุทธเจ้าบ้าง ไม่มี พระองค์ตรัสรู้เอง พระสาวก พระพุทธเจ้าก็ไม่ได้ฮดไม่ได้สรง ทั้งพระพุทธเจ้าแสดงธรรมแล้วได้บรรลุธรรมที่พระพุทธเจ้าสอน นี่มีอำนาจกว่า แล้วจะมาฮดสรงแต่งอาตมาให้วิเศษกว่าพระพุทธเจ้าหรือ"

"อันเรื่องเถราภิเษกหรือฮดสรงนี้ เป็นขัตติยประเพณี สำหรับอภิเษกแต่งตั้งพระมหาสังฆนายก สมเด็จพระสังฆราชต่างหาก มีมาแต่ครั้งกรุงสุโขทัย ไม่ใช่ของราษฎรบุคคลสามัญจะทำกัน ทางเวียงจันทน์ก็ทำเหมือนกัน ครั้นราษฎรสามัญเห็นเข้า ขออนุญาตให้ราษฎรทำบ้าง ก็เลยเป็นประเพณี"

"ส่วนพระผู้ถูกฮดถูกสรง ก็ไม่เห็นว่าวิเศษ ได้สำเร็จอะไร สึกหาลาเพศไปมีครอบครัวมีกิเลสถมเถไป ไม่เห็นวิเศษวิโสอะไร แล้วพวกท่านเป็นฆราวาส อาตมาเป็นพระ ตักน้ำมาฮดหัวอาตมาๆ เป็น สงฺฆํ สรณํ คจฺฉามิ ของพวกท่าน แทนที่จะได้บุญกลับเป็นบาปเสียอีก"

มีโยมคนหนึ่งพูดขึ้นว่า " ถ้าเช่นนั้นวัตถุทานนี้ ท่านไม่รับจะทำอย่างไร"

ท่านก็บอกว่า "ถวายสงฆ์สิ พระสงฆ์นั่งอยู่นี่เต็มไปหมด"

โยมได้กราบเรียนถามว่า "ถวายสงฆ์ทำอย่างไร"

"ใครเป็นประธานก็ถวายองค์นั่น อาตมาไม่ใช่ประธานนะ อาตมาพระจรมาอาศัยชั่วคราว ก็ท่านมหาเส็งไงเล่า (คือ พระอริยคุณาธาร (เส็ง ปุสฺโส)-ภิเนษกรมณ์) จะถวายต่อมือท่านก็ได้ วางไว้ต่อหน้าก็ได้ เป็นบังสุกุล ได้บุญมาก" ท่านว่า

"กล่าวคำถวายไหม" โยมถามอีก

ท่านว่า "กล่าวทำไม มนุษย์รู้เรื่องกันอยู่ วางไว้ข้างหน้าก็พอแล้ว จะรับพรหรือไม่รับ ก็ได้บุญแล้ว ได้ถวายท่านแล้ว ถ้ายังสงสัยก็เอาคืนไป"

โยมวางไว้เสร็จ ก็เป็นอันยุติ

บทเรียนอันมีค่า

เหตุการณ์ที่จะนำมาเล่าต่อไปนี้ เกิดขึ้นขณะท่านพักอยู่วัดป่าสุทธาวาสเป็นเวลา 15 วัน

ก่อนจะจากวัดป่าสุทธาวาสไป ชาวสกลฯ มีขุนอร่ามรัชดากร ชื่อจำไม่ได้ นามสกุล สุคนธชาติ ได้กราบเรียนท่านพระอาจารย์ว่า

"ขอนิมนต์ให้ท่านพักนานๆ อยู่โปรดญาติโยมชาวสกลนคร ท่านอยู่แต่ป่ามานานแล้ว โปรดชาวเมืองด้วย"

ว่าแล้วก็ยกขันนิมนต์ถวายท่าน

ท่านพระอาจารย์ตอบว่า "อาตมาไม่รับ อาตมาไม่อยู่ ไม่มีประโยชน์ สู้อยู่ป่าไม่ได้"

โยมขุนฯ พูดขึ้นว่า "ไม่มีประโยชน์อย่างไรท่าน"

ท่านพระอาจารย์ตอบว่า "ก็ไม่มีประโยชน์ซิ จะให้อาตมาสั่งสอนพวกท่านให้เป็นอะไร จะสอนให้ฉลาด พวกท่านก็ฉลาดแล้ว จะสอนให้พวกท่านมีศีลมีธรรม พวกท่านก็มีแล้ว จะสอนให้พวกท่านมีกินมีทานมีใช้ พวกท่านก็มีแล้ว หรือจะให้อาตมาสอนให้พวกท่านเป็นแท่งทอง อาตมาสอนไม่ได้ อาตมาไม่รับ อาตมาไม่อยู่"

"ชาวบ้านนอกบ้านป่า มีอะไรหลายๆ อย่างที่เขายังขาดแคลน อาตมามีเรื่องจะสอนเขาอีกมาก ถ้าอาตมาไม่ไปสอน ก็ไม่มีใครสอน นั่นเป็นหน้าที่ของอาตมา หรือใครจะไปสอนแทนอาตมา อาตมาต้องไปสอนเขา เพราะไม่มีใครสอน" ท่านว่า

เรื่องนี้ผู้เล่าจำไม่ลืม เป็นบทเรียนอันมีค่า เพราะในยุคนั้นไม่มีใครสอนจริงๆ นอกจากครูสอนเด็กเท่านั้น เป็นความจริงแท้ๆ

อัศจรรย์ปัญญาถ้วน 5

ท่านพระอาจารย์อธิบายคำว่า ปัญญาถ้วน 5 หมายถึง อินทรีย์ 5 พละ 5 ให้ปัญญามีอยู่ในทุกอิริยาบถ ทุกกิจกรรมทุกอย่าง นับตั้งแต่การอยู่การกินการนุ่งการห่มการอยู่ในบ้าน เกี่ยวกับปัจจัยทั้ง 4 ต้องใช้สติปัญญาทั้งนั้น การใช้สอยปัจจัย 4 จึงสมบูรณ์แบบ ถ้าขาดสติปัญญา การใช้สอยปัจจัย 4 นี่ไม่สมบูรณ์แบบ เมื่อไม่สมบูรณ์แล้วความบกพร่องจึงเกิดขึ้น ทุกข์ก็จะเสริมเข้ามา ท่านว่าอย่างนั้น

เช่น การใช้จ่ายทรัพย์นี้ ถ้านอกเหนือไปจากพระพุทธเจ้าบัญญัติแล้วนะ ทรัพย์ที่จ่ายไปไม่คุ้มค่า ท่านว่านะ แล้วทีนี้ประโยชน์ที่สอน คือ สัมปรายิกัตถะประโยชน์ จะเป็นสัทธาสัมปทา สีลสัมปทา จาคะสัมปทา ปัญญาสัมปทา ก็ยังอาศัยปัญญา แม้แต่ในโลกุตตระก็เหมือนกัน ถ้าขาดสติปัญญาแล้ว ไม่สามารถจะบรรลุโลกุตตระได้

ฉะนั้นทุกอย่างปัญญาจะต้องเข้าไปเสริมอยู่เสมอ ถ้าขาดปัญญาก็หมายถึงว่า ทุกสิ่งที่ราทำไปในชีวิตประจำวันไม่คุ้มค่า สูญเปล่า แม้แต่จะกวาดพื้นก็ดี ในบริเวณบนบ้านก็ดี ไม่ใช่ว่ากวาดแล้วให้มันกระจัดกระจายไป คือกวาดเอาไปรวมกันแห่งใดแห่งหนึ่ง แล้วจึงค่อยเก็บนำไปทิ้งในที่ทิ้งขยะนั้น

ส่วนการปัดกวาดบริเวณวัดนั้น ท่านพระอาจารย์มั่นสอนว่า โดยปกติเราจะกวาดออกจากที่อยู่ เช่น จากรอบกุฏินี้ออกไป เมื่อเรากวาดเสร็จแล้ว ก็จะเป็นบริเวณที่เราพัฒนาให้เป็นวัดหรือเป็นลานวัดแล้ว อันนี้ก็เป็นส่วนหนึ่ง

ส่วนที่เลยขอบออกไปก็จะเป็นป่าธรรมชาติ ถ้าเรากวาดใบไม้ไปทับถมธรรมชาติ อันนั้นคือ ขาดปัญญาแล้ว เพราะแดนพัฒนาก็ให้เป็นแดนพัฒนา แดนธรรมชาติก็ให้เป็นแดนธรรมชาติ ที่ถูกต้องเราคือ จะต้องปัดกวาดจากแดนธรรมชาติเข้ามาข้างใน แล้วก็กวาดข้างในไปหาข้างนอก และเก็บเป็นกองๆ ไว้ จะเผาไฟก็ให้รีบสุมเสีย ปล่อยไว้ลมจะพัดไปได้ อีกวิธี คือ เราขุดหลุมไว้ เรากวาดแล้วไปเทลงหลุม หลุมเต็มก็ไปขุดใหม่

ทีนี้หากว่าเรากวาดออกไปเรื่อยๆ บริเวณรอบกุฏิเรานี้มันจะต่ำลงและขอบจะสูงขึ้น นั้นคือ สิ่งแวดล้อมสกปรกแล้ว สิ่งที่เราพัฒนาก็แปรรูปไปแล้ว มันจะเป็นคล้ายๆ กับก้นกระทะ อันนั้นคือการขาดสติปัญญาได้อย่างหนึ่ง มันเสียอย่างหนึ่ง

ท่านมักเตือนอยู่เสมอว่า กวาดเข้าไปทำไม ทำไมไม่กวาดออกมา มันไปกระทบกับสิ่งแวดล้อม หมายความว่า สิ่งแวดล้อมที่มีอยู่ ก็ให้อยู่ไปตามของเขา เราอย่าเอาไปใส่ ถ้าเอาไปใส่ มันจะกระทบสิ่งแวดล้อม พื้นที่พัฒนาแล้วก็อยู่ในสภาพที่พัฒนาแล้ว พื้นที่ยังไม่พัฒนาก็ให้เป็นป่า

ในปัจจุบันส่วนมากจะเป็นขอบโดยรอบ เพราะผู้ที่ตามมาภายหลังเขาไม่รู้จุดประสงค์ ที่ท่านพระอาจารย์มั่นปัดกวาดอย่างนี้ มันมีได้มีเสียอย่างไร นี้คือความไม่เหมาะสม เพราะฉะนั้นจึงว่า อัศจรรย์ปัญญาถ้วน 5 เราจะทำอะไรสักอย่าง เราต้องมีปัญญาไปแทรกอยู่เสมอ ถ้าไม่มีปัญญาเข้าไปแทรก ก็หมายความว่า สิ่งเหล่านั้นไม่สมบูรณ์แบบตามคำสอนของพระพุทธเจ้า คำสอนของพระพุทธเจ้ามีทั้งอย่างหยาบ อย่างกลาง อย่างละเอียด

นี่คือความหมายในเรื่องนี้

ท่านพระอาจารย์เป็นผู้พอ

เรื่องการรับบริจาคปัจจัย 4 นั้น ดูจะมีขอบเขตคำว่า "พอ" หรือพอละ (อลํ) ในกุฏิของท่าน นอกจากสิ่งจำเป็นสำหรับใช้สอยประจำวันแล้ว ไม่มีอะไรเลย ผู้เล่าเคยเอาไตรจีวรที่ท่านรับบังสุกุลไปเก็บไว้ในห้องท่าน ท่านไปเห็นเข้าดุตะเพิดผู้เล่า

"ใครเอาอะไรมาไว้ที่นี้"

"กระผมขอรับ"

"เหอะ เราไม่ใช่หลวงตาสารโมบโลภมาก รีบเอาหนี ใครอยากได้ก็เอาไป" ท่านว่า

ผู้เล่ารีบเอาไตรจีวรออกไปทันที

แม้การรับบริจาคทานของท่านพระอาจารย์ เท่าที่ผู้เล่าเคยสังเกตมาหลายปี ท่านพระอาจารย์จะเปิดโอกาสให้ผู้มีศรัทธาบริจาค ดูจะเป็นกาลเป็นสมัย เช่น กาลกฐินภายใน 30 วัน วิสาขบูชาเดือน 6 เพ็ญ ภายใน 3 วัน คือ ขึ้น 14-15 ค่ำ และแรม 1 ค่ำ ก่อนเข้าพรรษาเริ่มตั้งแต่เดือน 7 แรมค่ำหนึ่ง ถึงเดือน 8 แรมค่ำหนึ่ง   ยกเว้นกรณีพิเศษบุคคลเหล่านี้ คือ หญิงมีครรภ์ คนชรา คนป่วย และคนจะไปสนามรบ ท่านจะอนุญาตเป็นพิเศษ

ผู้เล่าเคยเห็นท่านกวักมือเรียกเข้ามาเลย ถ้ามีบุคคลไปถวายทานในกาลในสมัยที่ว่านี้เปิดเต็มที่ ใครทันก็ทัน ใครไม่ทันก็ไม่ทัน

นอกกาลถ้ามีคนมาถวายทาน ท่านจะถามว่า

"บุตร ภรรยา สามี บิดามารดาของท่าน พอหรือยัง อาตมา (บางทีท่านเรียก "พระเฒ่า" แทนตัวท่าน) และภิกษุสามเณรรวมทั้งผ้าขาวที่อยู่กับอาตมาพอแล้ว ตั้งแต่กาลกฐินนั้น ถ้าบุตรภรรยาของท่านยังไม่พอ ให้ทานบุตรภรรยาของท่านเสียก่อน"

โยมก็พูดว่า " กระผมอยากได้บุญกับท่านอาจารย์"

ท่านบอกว่า "การให้บุตรภรรยา บิดามารดาก็ได้บุญเหมือนกัน"

บุตรภรรยาบิดามารดา เป็นหน้าที่ของกุลบุตรผู้ครองเรือน ต้องรับผิดชอบ ท่านคงประสงค์ให้กุลบุตรเอาใจใส่ก่อนจะให้ใคร ให้นึกถึงท่านเหล่านี้ก่อน

ในความรู้สึกของผู้เล่า ท่านพระอาจารย์คงมุ่งผลประโยชน์ของเศรษฐกิจในครอบครัวชาวบ้านมาก ต้องการให้ชาวบ้านมีกินมีใช้ จึงไม่รบกวนชาวบ้าน เป็นอยู่อย่างสมถะจริงๆ เมื่อมีเศรษฐีหรืออิสรชนมาถวายทานท่านพระอาจารย์ กลับไปแล้วท่านมักบ่นให้ผู้เล่าฟังว่า

"พวกนี้มันมาอวดมั่งอวดมีต่อเรา"

นึกว่าท่านพระอาจารย์ยินดีจะได้ของดีๆ ราคาแพง ได้มากๆ ท่านกลับว่า มาอวดมั่งอวดมีกับท่าน

ท่านพระอาจารย์มั่นเคารพนับถือให้เกียรติคณะปกครองบริหารทั้งสองคณะ (ธรรมยุตและมหานิกาย) ท่านไปอยู่บ้านใดตำบลใด จะแจ้งให้เจ้าคณะตำบลนั้นทราบเสมอทั้งสองฝ่าย หากจะมีการก่อสร้าง จะปรึกษาและขอความเห็นจากผู้ปกครองเสียก่อน เห็นดีแล้วจึงทำ ท่านเป็นบุคคลถ่อมตน ไม่ถือว่าเป็นผู้มีบุญหนักศักดิ์ใหญ่ มีคนนับหน้าถือตามาก ท่านไม่ลืมตัวว่า ท่านก็มาจากเด็กท้องทุ่ง

เมตตาชาวภูไท

ท่านเจ้าคุณอุบาลีฯ
(
จันทร์ สิริจนฺโท)

ผู้เล่าเคยสังเกต ดูท่านจะไม่คลุกคลีด้วยกับบุคคลผู้มักเอาเปรียบ ข่มเหง รังแกสัตว์ โดยเฉพาะพวกฉ้อราษฏร์บังหลวง ถึงไม่มีใครบอกท่านๆ ก็รู้ เข้าไปหา ท่านจะเฉยๆ ไม่ค่อยพูดด้วย ไม่ยินดีต้อนรับ

ส่วนชนต่างชาติต่างภาษา ก็มีพม่าที่ท่านจะยอมรับและเคยไปจำพรรษา ส่วนชาวยุโรป ดูจะเมตตาชาวรัสเซียเป็นพิเศษ เพราะเหตุใดก็สุดวิสัยจะเดาได้

ส่วนภูมิประเทศที่ไม่เป็นสัปปายะแก่ท่าน หากไม่มีความจำเป็นแล้วท่านก็จะไม่ไป เช่น อุบลราชธานี ผู้เล่าได้กล่าวไว้ว่า หลังจากท่านกลับจากลพบุรีสู่กรุงเทพฯ แล้ว ท่านพระอาจารย์ได้สนทนากับท่านเจ้าคุณอุบาลีฯ (จันทร์ สิริจนฺโท) ว่า มีวาสนาจะสอนหมู่ได้ไหม แล้วท่านก็กลับอุบลฯ ไปยังวัดพระอาจารย์เสาร์ พร้อมด้วยพระอาจารย์สิงห์และพระมหาปิ่น

ระหว่างเดินธุดงค์รุกขมูลอยู่ถิ่นอุบลฯ ถูกต่อต้านจากชาวบ้านอย่างแรงด้วยวิธีการต่างๆ สารพัด ท่านว่า จึงได้ชวนพระอาจารย์เสาร์ มุ่งหน้าสู่มุกดาหาร คำชะอี หนองสูง ถิ่นนี้เป็นที่อยู่ของชนเผ่าภูไท สถานที่สัปปายะ เหมาะแก่การแสวงวิเวก และชาวบ้านก็ให้ความอุปถัมภ์บำรุงด้วยศรัทธาและเลื่อมใส ตั้งแต่เบื้องต้นแห่งชีวิตจนกระทั่งเบื้องปลายแห่งชีวิต ก็ได้อาศัยชนเผ่าภูไทนี้แหละ

บางคนสงสัยได้กราบเรียนถามท่านว่า เหตุใดท่านพระอาจารย์มักอยู่กับพวกภูไท ท่านตอบว่า

"เพราะชาวภูไทว่าง่ายสอนง่าย"

ศิษย์ของท่านที่เป็นชนเผ่าภูไทมีชื่อเสียงหลายรูป เช่น พระอาจารย์ฝั้น อาจาโร พระอาจารย์สิม พุทธาจาโร เป็นต้น

ท่านได้กลับไปอุบลฯ สองครั้ง ครั้งแรกกลับไปส่งมารดา ก่อนขึ้นไปเชียงใหม่ ครั้งที่สองไปทำฌาปนกิจศพท่านพระอาจารย์เสาร์ หลังจากนั้นก็ไม่เคยไปอีกเลย

รอยพระพุทธบาท

ท่านพระอาจารย์เคยเล่าให้ฟังถึงเรื่องรอยพระพุทธบาท ที่อยู่จังหวัดสระบุรีว่า เป็นรอยพระพุทธบาทแท้ ตามตำนานปรัมปราว่า ประทานแก่ฤาษีหรือนายพราน แต่ท่านพระอาจารย์ว่า ทรงประทานไว้แก่สามเณรเรวตะ ผู้เป็นน้องชายพระสารีบุตร

ท่านพระอาจารย์เคยไปนมัสการเล่าว่า มีมณฑปที่พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงสร้างไว้มีคนเฝ้ารักษา ท่านอยากดูภาพมงคล 108 ในรอยพระพุทธบาท แต่คนเฝ้าไม่ยอมเปิด อ้างว่าไม่ได้รับพระบรมราชานุญาต เลยไม่ได้ดู ท่านว่า

ส่วนรอยที่ 2 ชื่อว่า "พระบาทฮังฮุ้ง" (รังเหยี่ยวใหญ่) พระพุทธบาทนี้ ประดิษฐานอยู่ที่โยนกประเทศ อยู่ที่เมืองเชียงตุง ประเทศพม่า

รอยพระบาทนี้ประทานแก่ อชิตฤาษี ซึ่งเป็นพระโพธิสัตว์ จะมาตรัสรู้ข้างหน้า เคยเป็นพระสหาย สงเคราะห์กันมาหลายภพหลายชาติ ประทานไว้บนแผ่นหิน

ความว่า หลังจากเสด็จเยี่ยมฤๅษี ได้สนทนาร่าเริงกันแล้ว ฤๅษีได้ถวายผลไม้ พร้อมทั้งต้มน้ำกระดูกสัตว์ถวาย ก่อนเสด็จกลับ ฤๅษีขอรอยพระบาทไว้เป็นที่ระลึก

พระองค์ตรัสถาม "จะไว้ที่ไหน"

ฤๅษีกราบทูลว่า "บนแผ่นหินมีรังเหยี่ยวใหญ่อาศัยเลี้ยงลูกอยู่"

พระองค์ตรัสถาม "ทำไมจึงให้ประทับไว้ที่นั่น"

ฤๅษีกราบทูลว่า " ในวันฝนตก ไม่ได้ออกไปหาผลไม้ ข้าพระองค์ได้อาศัยเก็บกระดูกสัตว์มาต้มบริโภค ถ้าพระองค์ประทานรอยไว้ที่นั่น วันที่ขึ้นไปเก็บกระดูกสัตว์ จะได้ทำความสะอาด และกราบนมัสการด้วย"

พระบาทฮังฮุ้ง เรียกตามภาษาท้องถิ่นเชียงใหม่กับเชียงตุง พระอาจารย์มนูเคยไปกราบนมัสการ เล่าให้ฟังว่า พระบาทฮังฮุ้งนี้อยู่บนแผ่นหินที่ตั้งขึ้นไป ไม่มีทางขึ้น เจ้าเมืองเชียงตุงทำบันไดเวียนขึ้นไปแต่นานแล้ว บันไดตอนกลางต่อโซ่ใส่พอได้ปีนขึ้นไป แต่ผู้หญิงหรือคนไม่แข็งแรงขึ้นไม่ได้ พระอาจารย์มนูตั้งใจจะขึ้นไปพักภาวนา แต่พอขึ้นไปแล้ว แผ่นหินนั้นเหมือนหลังช้าง ไม่มีที่ให้พัก บริเวณไม่กว้าง ประมาณ 10 วา รอบปริมณฑล เอาบริขารไปด้วย พะรุงพะรังลำบาก ขากลับ นำเอาบริขารพะรุงพะรังกลับลงมา ถ้าพลัดตกลงมาคงไม่ได้กลับบ้านเรา

เรื่องพระพุทธบาทท่านเล่าแค่นี้

ความสมบูรณ์พร้อมของประเทศไทย

เรื่องอริยบุคคลนี้ ท่านพระอาจารย์ปรารภไว้หลายสถานที่หลายวาระ ต่างๆ กันแล้วแต่เหตุ

ท่านเล่าว่า ชาวพุทธมีหลายประเทศ แต่จะขอกล่าวเฉพาะใกล้เคียง เขมร ลาว เวียดนาม และพม่า นอกนี้ไม่กล่าว

ท่านพระอาจารย์บอกว่า "เราไม่ได้ว่าเขาเหล่านั้น แต่ได้พิจารณาแล้ว ไม่มีก็ว่าไม่มี มีก็ว่ามี"

ท่านพระอาจารย์หมายถึง พระอริยบุคคลในประเทศเหล่านี้ มีที่ประเทศพม่าเพียงคนเดียว คือ หมู่บ้านที่ท่านไปจำพรรษา เป็นผ้าขาว ที่ผู้เล่าเคยเล่าว่า บุตรสาว บุตรเขย และบุตรชายของตาผ้าขาวนั้นละ ที่มาจัดเสนาสนะของบิดาเขาถวายท่านพระอาจารย์และท่านเจ้าคุณบุญมั่น ครั้งจำพรรษาที่ประเทศพม่า

ท่านว่า "ยกเว้นสยามประเทศแล้วนอกนั้นไม่มี"

"สำหรับสยามประเทศ ตั้งแต่บัดนั้นมาจนถึงปัจจุบัน มีติดต่อมาโดยไม่ขาดสาย ทั้งคฤหัสถ์ชายหญิงและบรรพชิต แต่มรรคขั้นต้นคฤหัสถ์มากกว่า ทั้งปริมาณและมีสิกขาน้อยกว่า"

ท่านเล่าต่อไปว่า เราไม่ได้ว่าเขา เราไม่ได้ดูหมิ่นเขา เพราะประเทศเหล่านั้นขาดความพร้อม คือ คุณสมบัติหลายอย่าง เช่น เรื่องอักขระ ที่ไม่เป็นพุทธภาษา คือ ฐานกรณ์วิบัติ และองค์ประกอบอย่างหนึ่งที่ขาดไม่ได้ คือ องค์พระมหากษัตริย์ของประเทศที่นับถือพระพุทธศาสนานี้ก็สำคัญ ขาดไม่ได้ ถ้าขาดไป อริยบุคคลก็ขาดไปด้วย

ท่านพระอาจารย์ว่า เมื่อพระพุทธเจ้าจะทรงประกาศพระศาสนา ทรงหาหลักค้ำประกันอันมั่นคง คือ มุ่งไปที่พระเจ้าพิมพิสาร ความสำคัญอันนี้มีมาตลอด หากประเทศใดไม่มีองค์ประกอบนี้ ซึ่งเป็นเอกอัครศาสนูปถัมภก ก็ปฏิเสธได้เลย

เปรียบเหมือนกับก้อนเส้า 3 ก้อน ก้อนที่ 1 คือ ความเป็นชาติ ก้อนที่ 2 มีศาสนาพุทธเป็นศาสนาประจำชาติ ก้อนที่ 3 มีองค์พระมหากษัตริย์เป็นเอกอัครศาสนูปถัมภก หากขาดไปก้อนใดก้อนหนึ่ง ก็จะขาดความสมบูรณ์ไป ไม่สามารถจะใช้นึ่งต้มแกงหุงหาอาหารได้

เหตุที่ผู้ฟังเทศน์ไม่ยอมลุกหนี

ตลอด 30 กว่าปี ที่ท่านพระอาจารย์แนะนำสั่งสอนพุทธบริษัทชาวไทยมา ดูท่านจะแนะนำสั่งสอน แนวประโยชน์ทั้ง 3 ที่พระพุทธเจ้าตรัสไว้นั้น ถือเป็นหลักสำคัญพอๆ กัน ไม่ยิ่งหย่อนไปกว่ากัน ทุกครั้งแห่งพระธรรมเทศนา ท่านจะไม่ละประโยชน์ทั้ง 3 ทั้งอ้างที่มาในพระสูตร พระวินัย และพระอภิธรรมไปพร้อมๆ กัน

ศิษย์ของท่านที่ได้เขียนได้เล่าประวัติของท่าน มักเล่าแต่หลักเป็นส่วนมาก เขียนหรือเล่าปลีกย่อยน้อยมาก แต่ศิษย์เก่ากำลังจะเล่านี้ จะเล่าทั้งเหตุและผล พร้อมทั้งที่มาที่ไปพร้อมๆ กัน พอเป็นการเกื้อกูลเพื่อความสุขแก่ผู้ได้ฟังเป็นที่ตั้ง

ท่านพระอาจารย์จะแสดง ศีล สมาธิ ปัญญา วิมุตติ วิมุตติญาณทัสสนะ มรรคผล นิพพาน อันเป็นสัมปรายิกัตถะและปรมัตถะก็ดี จะนำประโยชน์ทั้ง 2 นี้มาเปรียบเทียบกับทิฏฐธัมมิกัตถะประโยชน์ แบบสัมพันธ์เป็นวงจรหรือวัฏจักรเสมอ เพื่อเปรียบเทียบ

เหตุนี้ธรรมของท่านพระอาจารย์ ผู้ฟังไม่ยอมลุกหนี ถ้าท่านเทศน์ไม่จบจะไม่ยอมลุกหนี เพราะชวนฟังตลอด และคล้ายเป็นของง่าย เหมือนปอกกล้วยเข้าปาก นำไปปฏิบัติก็เป็นผล ประสบความสำเร็จจริง ตามสมควรแก่การปฏิบัติ

ขอกล่าวถึง อุปนิสัยและปฏิปทา ของท่านพระอาจารย์ก่อน ผู้เล่าสังเกตว่า ท่านมีความเป็นอยู่แบบเศรษฐกิจสัมพันธ์ และพลานามัยพร้อมมูล กล่าวคือ มักน้อยสันโดษ ไม่ระคนด้วยหมู่ แสวงหาวิเวก ปรารภความเพียร เที่ยวบิณฑบาตเป็นวัตร นุ่งห่มผ้าบังสุกุล ฉันหนเดียวในบาตร และอยู่ป่าเป็นวัตร เสมอต้นเสมอปลายจนท่านละสังขาร

ปฏิปทาและวัตรที่กล่าวมานี้ ผู้เล่าเคยถวายความเห็นให้เว้นในวัตรบางข้อ เช่น ฉันหนเดียว ท่านก็ไม่ยอม ท่านบอกว่า หนเดียวก็มีค่าเพียงพอแล้ว ท่านมักยกเอาพระมหากัสสปะ มาเป็นอุทาหรณ์บ่อยๆ

ท่านแสดงถึงประโยชน์ 2 คือ ประโยชน์เป็นที่ไปพร้อมในเบื้องหน้าและประโยชน์อย่างยิ่ง คือ พระนิพพาน ท่านจะยกมาเปรียบเทียบกับประโยชน์ในปัจจุบัน เปรียบด้วยการทำนา หวังผล คือ ข้าวสุก เพื่อใช้บริโภค

ท่านกล่าวว่า ในปัจจัย 4 เหตุที่เอาผ้าหรือเครื่องนุ่งห่มเป็นข้อ 1 นั้น เพราะคนเราเกิดจากครรภ์มา หลังจากชำระสะอาดแล้ว จะเอาผ้ารองรับก่อน ส่วน 3 อย่าง คือ เศรษฐกิจ ปัจจัยอื่นและครอบครัว จึงตามมา

ท่านว่าปัจจัย 4 สำหรับบรรพชิต พระพุทธเจ้าทรงถือเป็นพื้นฐานของมรรคผลธรรมวิเศษที่พระองค์ตรัสรู้ ตลอด 45 พรรษาที่ตรัสเทศนาแก่พุทธบริษัท จึงทรงแสดงเป็นอเนกปริยาย ทั้งพระสูตร พระวินัย และพระอภิธรรม

สำหรับคฤหัสถ์นั้น พระพุทธเจ้าทรงแสดงทั้งคุณและโทษ ดังสมเด็จพระมหาสมณเจ้าฯ ทรงแสดงไว้ในหนังสือนวโกวาท ภาคคิหิปฏิบัติ ตั้งแต่จตุกกะ คือ หมวด 4 ถึง ฉักกะ คือ หมวด 6 อยากรู้รายละเอียดโปรดค้นดูได้ในหนังสือนวโกวาท

จะกล่าวตามแนวท่านพระอาจารย์มั่น พอเป็นตัวอย่าง

ผู้ทำนาจะได้ผล คือข้าวสุก นำมาบริโภคอย่างอร่อย อิ่มหนำสำราญ พร้อมบุตรและภรรยานั้น เริ่มตั้งแต่การไถ หว่าน ต้องหมั่นเอาใจใส่ เมื่อปักดำแล้วก็คอยดูแลคันนา น้ำ หญ้าที่เป็นศัตรูข้าว และแมลงต่างๆ โดยน้ำอย่าให้ขาด

ท่านพูดเป็นคำพังเพยว่า นาน้ำลัด นาน้ำล่วง นาหมาเห่าเมีย หมายความว่า นาที่คันนาขาด คันนารั่ว น้ำไม่มีขังอยู่ ข้าวก็ไม่ได้ผล ข้าวไม่พอกิน อดอยากข้าว เมียก็หาของฝาก ยุคโบราณมีไต้ ชาวอีสานเรียกว่า กระบอง (ขี้ไต้มัดรวมกัน 10 ท่อน เรียกว่า ลึมกระบอง) นำไปแลกข้าวบ้านอื่น หมาก็เห่า จึงกล่าวว่านาหมาเห่าเมีย เพราะนาขาดการดูแล ข้าวจึงไม่พอกิน

อันนี้เป็นเรื่องความเจริญในแบบเศรษฐกิจครอบครัว

ส่วนเรื่องความเสื่อมทางเศรษฐกิจ ท่านแสดงไว้ว่า อิตฺถี ทูโต สุรา ทูโต อกฺขา ทูโต ปาปมิตฺโต จโย นิโร ลฺทธํ ลทฺธา วินาเสติ ความเป็นนักเลงหญิง การเป็นนักเลงการพนัน การเป็นนักเลงสุรา การคบคนชั่วเป็นมิตร ผู้ใดประพฤติเช่นนี้ ทรัพย์ที่ได้ก็จะเสื่อมไป ท่านเทศน์อย่างนี้บ่อยๆ ขอเล่าพอสังเขป

ลีลาแสดงธรรมของท่านพระอาจารย์

ท่านพระอาจารย์มั่นเทศน์ ผู้ฟังไม่ลุกหนี เพราะลีลาการแสดงธรรมของท่าน มีอ้างคัมภีร์บ้าง เช่น ธรรมบท ขุทฺทกนิกาย หนังสือที่กล่าวถึงพระพุทธเจ้าทรงแสดงธรรมแก่บุคคลนั้นที่นั้น เป็นต้น

หากแสดงแก่บรรพชิต คือ พระที่เข้าไปนมัสการฟังธรรมเป็นครั้งคราว หรือศิษย์ที่อยู่ประจำ ดูจะอ้างอิงคัมภีร์มากเป็นพิเศษ โดยเฉพาะหนังสือที่ทรงรจนาโดยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาวชิรญาณวโรรส เช่น บทสวดต่างๆ ที่พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าฯ ทรงแสดง มีจตุรารักขกัมมัฏฐาน เป็นต้น ส่วนของสมเด็จพระมหาสมณเจ้าฯ นั้น จะเน้นนวโกวาท วินัยมุข และพุทธประวัติ

พุทธประวัตินั้น จะไม่ละเลยแม้แต่ครั้งเดียว

ลีลาการแสดงธรรมต่างๆ ของท่านพระอาจารย์มั่น ท่านเอามาจากพระไตรปิฎกบ้าง แม้ในคัมภีร์ในนิทานต่างๆ เช่น คัมภีร์พระเวสสันดร อุณหิสสวิชัยสูตร ปัญญาปารมีสูตร หรือพระนิพนธ์ต่างๆ ของสองพระองค์ดังกล่าว ก็นำมาแสดง ท่านมิได้แสดงเป็นอย่างอื่น แต่ทำไมศิษย์และผู้ฟังจึงเคารพเชื่อฟังและเลื่อมใส

ท่านว่า "ธรรมะของพระพุทธเจ้าเป็นสัจธรรม

สามัญชนพูด มีค่าเท่ากับ สามัญโวหาร

กัลยาณชนพูด มีค่าเท่ากับ วิสามัญโวหาร

พระอริยเจ้าพูด เป็นพระอริยโวหาร

มีค่าต่างๆ กันดังนี้ เปรียบด้วยข้าว เปลี่ยนให้มีรสชาติยิ่งหย่อนกว่ากันได้"

ที่เล่ามานี้คือ สูตรประจำ ปฏิปทาของท่านพระอาจารย์มั่น ท่านพระอาจารย์เสาร์

ยกย่องพระมหาเถระ

สมเด็จพระมหาวีรวงศ์

(ติสฺสเถระ อ้วน)

สมเด็จพระมหาวีรวงศ์ (อ้วน ติสโส) เป็นพระมหาเถระอีกองค์หนึ่งที่ท่านพระอาจารย์ยกย่อง ด้วยคุณสมบัติพิเศษ

- เป็นนักปกครองชั้นเยี่ยม

- มีความซื่อสัตย์

- มีผลงานที่ผู้บังคับบัญชายอมรับ

- มีความขยันและอดทนสูง

- ท่านเป็นพระโพธิสัตว์ไม่ใช่พระอริยเจ้า

ข้อ 1 ไม่กล่าวถึง คนทั่วไปก็รู้ ข้อ 2 ท่านเป็นธุระสนองงานให้คณะสงฆ์ ตั้งแต่อายุ 23 ปีมาตลอด ผลงานเป็นที่ยอมรับของผู้บังคับบัญชา เป็นผู้มีความอดทนสูงและขยัน ประวัติศาสตร์ได้จารึกไว้ในทำเนียบพระเถระฝ่ายบริหารว่า ไม่มีใครเทียบเท่า

สมัยไปเป็นเจ้าคณะมณฑลจำปาศักดิ์ ต้องเดินทางด้วยเท้าเปล่าจากจำปาศักดิ์สู่กรุงเทพฯ เพื่อรายงานราชการคณะสงฆ์ และให้คำแนะนำในการทำมาหากินแก่ชาวบ้าน อันเป็นนโยบายของ 3 พระองค์พ่อลูก (พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาวชิรญาณวโรรส) ที่ให้ไว้แก่คณะสงฆ์ในสมัยนั้น แม้ท่านพระอาจารย์ก็ยึดถือมาตลอด ดังคำอบรมศิษย์ผู้จะออกแสวงวิเวกว่า การสอนคนหมายถึงสอนชาวบ้าน ต้องสอนปากสอนท้องให้เขาอิ่มก่อน จึงสอนศีลธรรม

สมเด็จฯ นำคณะเดินทางจากจำปาศักดิ์ มาถึงช่องเม็กจะเข้าเขตอุบลราชธานี บังเอิญพระที่ร่วมเดินทางมาด้วยกัน ล้มป่วยเสียชีวิตลง เหลือโยมคอยนำเสบียงเดินทาง 2 คน เดินทางมาด้วยกัน 4 คน ตายเสียคนหนึ่ง ช่วยกันหาฟืนเผาเสร็จแล้ว ห่อกระดูกใส่ย่าม สะพายมามอบแก่มารดาบิดาของเธอ ทั้งหนักกระดูกตนเอง แล้วยังหนักกระดูกเพื่อน ท่านพระอาจารย์เล่าไปหัวเราะไป ท่านชมเชยความอดทนสูงของสมเด็จฯ มาก สมเด็จฯ ท่านปฏิบัติหน้าที่มาจนแก่เฒ่า ได้พักไม่กี่ปีก็มรณภาพ

(สมเด็จพระมหาวีรวงศ์ (อ้วน ติสโส) เกิดเมื่อ พ..2410 ที่จังหวัดอุบลราชธานี อุปสมบทเมื่อ พ..2430 ที่วัดศรีทอง โดยมีท่านพระเทวธมฺมี (ม้าว) เป็นพระอุปัชฌาย์ มรณภาพเมื่อ พ..2499 ณ วัดบรมนิวาส กรุงเทพฯ สิริรวมอายุได้ 89 ปี - ภิเนษกรมณ์)

ความเป็นมาของมุตโตทัย

พระอริยคุณาธาร
(เส็ง ปุสฺโส)

สมัยที่อยู่วัดป่าบ้านหนองผือนั้น เวลาได้ฟังท่านพระอาจารย์พูดคำใดซ้ำแล้วซ้ำอีก เป็นที่พอใจ ผู้เล่าก็จะนำมาเขียนซ้ำ แม้แต่ท่านอาจารย์วิริยังค์ ท่านอาจารย์วัน ก็มีความคิดแนวเดียวกัน ทั้ง 2 องค์ เขียนแล้วก็เอามาวางไว้ให้ข้างที่นอนของผู้เล่า เป็นลักษณะคล้ายๆ กับบันทึกความเข้าใจ หรือบันทึกความจำเพื่อกันลืม

เหตุที่มาเป็นหนังสือมุตโตทัยนั้น เนื่องจากเจ้าคุณพระอริยคุณาธาร (เส็ง ปุสฺโส) ขณะนั้นท่านเป็นรองเจ้าคณะภาค ท่านมาตรวจราชการ และได้ไปกราบนมัสการท่านพระอาจารย์มั่น ท่านพักอยู่ 3 คืน ที่กุฏิของผู้เล่า ตอนพักกลางวันท่านไปเห็นบันทึกนี้ก็เลยเอามาอ่าน  พออ่านเสร็จ เราก็ขึ้นไปปฏิบัติท่านเจ้าคุณฯ เพราะเคยเป็นลูกศิษย์ท่าน ท่านสอนบาลีให้

ท่านเจ้าคุณฯ ถามว่า "อันนี้ใครเขียนล่ะ"

"เขียนหลายคนขอรับกระผม"

"มีใครบ้าง"

"มีกระผม ท่านอาจารย์วิริยังค์ และท่านอาจารย์วัน ขอรับกระผม"

"เออ...ดีมาก เราจะเอาไปพิมพ์"

"แล้วแต่ท่านเจ้าคุณ ขอรับกระผม"

ด้วยความเคารพ เพราะท่านมีบุญคุณ

ท่านจากไปประมาณสักสามเดือน ก็มีห่อหนังสือส่งมา ในนามของท่านพระอาจารย์มั่น ผู้เล่านำไปถวายท่าน

"อะไรนั่น" ท่านพระอาจารย์ถาม

"กระผมก็ยังไม่ทราบ เพราะยังไม่ได้เปิดดู แต่ว่าคล้ายๆ กับหนังสือ"

"เปิดดูซิ"

คือ ลักษณะนิสัยของท่านพระอาจารย์มั่นนั้น ท่านไม่ให้พูดตรงๆ ถ้ายังไม่ได้ดูเสียก่อน ไม่ให้พูดว่าอะไรอยู่ข้างใน เราจะไปบอกว่า หนังสือ ท่านไม่เอา

แม้แต่เครื่องใช้ไม้สอยบริขารที่ผู้เล่าเป็นพระภัณฑาคาริก (ผู้มีหน้าที่รักษาคลังเก็บพัสดุของสงฆ์ -ภิเนษกรมณ์) เวลาพระสงฆ์ไปขอสบง จีวร เพื่อผลัดเปลี่ยนน่ะ

ท่านจะถามว่า "ว่ายังไง ทองคำ มีไหม"

ก็ต้องบอกว่า "กระผมยังไม่ได้ดู จะลองไปดูเสียก่อน อาจจะมีก็ได้"

ต้องพูดอย่างนั้น ถ้าเราจะไปรับโดยตรงอ๋อมี มีถมไป มีเยอะแยะน่ะแหละ เดี๋ยวท่านตะเพิดเอา ท่านไม่ให้พูดตรงๆ ท่านให้พูดด้วยสติปัญญา ลักษณะคล้ายๆ กับพูดเลียบๆ เคียงๆ ไป ถ้าพูดเลียบเคียง ท่านก็ทราบเองว่า ของนั้นอยู่ แล้วเราก็เชื่อมั่นว่ามันมี แต่ถ้าเรายังสงสัยว่ามีอยู่ ก็ต้องบอกว่า

"ขอโอกาส ครูบาอาจารย์ กระผมยังสงสัยอยู่ ขอไปดูเสียก่อน" ต้องบอกว่ายังสงสัยอยู่

ถ้ามีก็บอก "กระผมยังไม่ได้เปิดดู อาจจะมีก็ได้"

ที่ท่านให้พูดอย่างนั้นน่ะเป็นคำสอน เพื่อฝึกสติปัญญาของสานุศิษย์ ให้มีสติด้วย ให้มีปัญญาด้วย ถ้ามีปัญหาเกิดขึ้น คำที่เราพูดออกไป ถ้าจะเป็นโทษแก่เราถึงขึ้นโรงขึ้นศาล เราก็สามารถที่จะเอาตัวรอดได้ เพราะฉะนั้นท่านถึงไม่ให้พูดตรง

เหมือนอย่างเราพูดว่า "ท่านครูบาอาจารย์ วันนี้ได้ปลานำมาใส่บาตรนะ นิมนต์ท่านฉันลาบ ฉันก้อยนะ"

พระฉันไม่ได้ ผิดพระวินัย เพราะออกชื่อโภชนะทั้งห้า ท่านคงจะถือหลักนี้แหละ

หลังจากท่านรับหนังสือมาแล้วจึงเปิดดู

"เอ เราเคยได้ยินเจ้าคุณอุบาลีฯ พูดว่า คุณมั่นเธอเทศนาด้วยภาษามุตโตทัย เป็นมุตโตทัย ภาษามุตโตทัยเป็นคำพูดของเจ้าคุณอุบาลีฯ แล้วทำไมจึงมาเป็นชื่อหนังสืออันนี้ล่ะ ได้มาจากไหน"

ผู้เล่า "ท่านเจ้าคุณอริยคุณาธารไปค้นพบจากที่นอนของกระผม"

ท่านฯ "ใครเขียนล่ะ"

ผู้เล่า "เขียนหลายรูป โดยเฉพาะอย่างยิ่ง คือ ท่านอาจารย์วิริยังค์ เพราะท่านเป็นผู้นำในการเขียน พวกกระผมก็ได้เขียน ท่านวันก็ได้เขียน ผิดถูกขอโอกาสครูบาอาจารย์ กระผมยอมรับผิดทุกอย่าง"

หลังจากท่านฉันจังหันเสร็จ ท่านก็เข้าห้อง ผู้เล่าก็ขึ้นไปปฏิบัติท่าน นำหนังสือขึ้นไปถวาย เป็นเวลาที่ท่านจะต้องพัก แต่ท่านไม่พัก อ่านต่อจนกระทั่งถึงเวลาที่ท่านฉันน้ำชา ผู้เล่าขึ้นไปทำข้อวัตร ท่านก็บอกว่า

พระอาจารย์วิริยังค์

"เออ ดีเหมือนกันนะ เป็นเทศนาคำย่อ ผู้มีปัญญาพิจารณาได้" ท่านว่าอย่างนั้น

หนังสือมุตโตทัยที่พิมพ์แจกในงานถวายเพลิงศพของท่านพระอาจารย์มั่นนั้น ก็มีของท่านอาจารย์วิริยังค์เป็นบทนำ ต่อจากนั้นก็เป็นของหลวงตาทองคำเป็นอันดับ 2 อันดับ 3 คือ ท่านอาจารย์วัน ท่านทั้งหลายที่ได้อ่านหนังสือมุตโตทัย ก็คือหนังสือที่ท่านพระอาจารย์มั่นได้ตรวจทานแล้ว เป็นของที่ท่านยอมรับแล้วว่า ดีอยู่ เพราะว่าเทศนาเป็นคำย่อ แต่ผู้มีปัญญาก็พิจารณาได้

ท่านมักจะพูดเสมอเรื่องค่าของศูนย์ ท่านเปรียบถึงพระนิพพาน นิพฺพานํ ปรมํ สุญญํ พระนิพพานเป็นสูญอย่างยิ่ง

"ศูนย์ทำไมจึงมีอยู่ ทองคำ ลองเขียนดูซิ"

1-2-3-4-5-6-7-8-9-0

ธรรมดาเลขนั้นมีอยู่เก้าตัวใช่ไหม ที่มันนับได้ บวกลบคูณหารกันได้ ส่วนเลขศูนย์มันอ่านได้ มันมีอยู่แต่ไม่มีค่า ฉะนั้นเอาไปบวกลบคูณหารกับเลข 1 ถึง 9 ก็ไม่ทำให้เลขจำนวนนั้นมีค่าสูงขึ้น แต่ศูนย์ก็ยังมีอยู่ เมื่อนำไปต่อกับเลขอื่น เช่น 1 ก็จะกลายเป็น 10 แต่ศูนย์อยู่ตามลำพังก็จะไม่มีค่า

เปรียบเหมือน ฐิติภูตัง คือ จิตดวงเดิมที่มีอยู่เป็นอยู่ แต่ถูกห่อหุ้มด้วยอวิชชา ตัณหา อุปาทาน เมื่อชำระด้วย ศีล สมาธิ ปัญญาแล้ว เป็น ฐิติญาณัง จิตคือผู้รู้ว่าสูญจากอาสวะ และรู้ว่าสูญจากอาสวะก็เป็นบรมสุข พ้นจากทุกข์ทั้งปวง ดังคำว่า นิพฺพานํ ปรมํ สุขํ พระนิพพานเป็นสุขอย่างยิ่ง เป็นคู่กันกับ นิพฺพานํ ปรมํ สุญญํ

พระพุทธเจ้ารวมทั้งพระสาวก หลายหมื่นหลายแสนองค์ เข้าสู่พระนิพพาน เพราะพระนิพพานไม่มีที่เต็ม ว่างอยู่ตลอด อย่ากลัวพระนิพพานเต็ม พวกเราจงเร่งไปสู่พระนิพพานเหมือนกับพระพุทธเจ้าเถิด พระนิพพานไม่เต็มหรอก ท่านว่าอย่างนั้น

มีแต่พวกขี้เกียจ กุสิโต หีน วิริโย ท่านพูดเป็นภาษาบาลี

ตายแล้วเกิด เกิดแล้วตาย ไม่มีที่สิ้นสุด แก้ให้ตกเน้อ แก้บ่ตกคาพกเจ้าไว้ แก้บ่ได้แขวนคำนำต่องแต่ง แก้บ่พ้นคาก้นย่างยาย คาย่างยายเวียนตายเวียนเกิด เวียนเอากำเนิดในภพทั้งสาม ภาพทั้งสามเป็นเฮือนเจ้าอยู่ ตายแล้วเกิด เกิดแล้วตายไม่มีที่สิ้นสุด

เหมือนกับศัพท์บาลีที่ว่า สงฺสาเร อนมตฺตคฺเค ในสงสารมีเบื้องต้นและที่สุด อันใครๆ ก็ตามไปรู้ไม่ได้แล้ว นอกจากพระสัพพัญญูเจ้าเท่านั้นจะรู้ได้ เพราะอาศัยอะไร เพราะอาศัยอวิชชาตัวนี้แหละหุ้มห่อ จึงไม่รู้

เวลาท่านมีอารมณ์สนุกๆ ก็จะพูดกับพวกเรา ด้วยภาษาพื้นๆ ธรรมดา ไม่ใช่ว่าท่านจะพูดพร่ำเพรื่อ บางทีท่านอาจจะพิจารณาว่า บุคคล สถานที่ วัตถุ นั่นล่ะ เรายังไม่ได้พูดให้ใครฟัง ท่านก็จะถือโอกาสจังหวะเวลานั้นพูด เกี่ยวกับพระแก้วมรกตเอย เกี่ยวกับพระนครปฐมเอย อะไรทำนองนี้

ตอนที่