#echo banner="" เกร็ดประวัติพระอาจารย์มั่น  ภูริทัตตเถระ โดยพระอาจารย์ทองคำ 2

คลิกเมาส์ที่ใดก็ได้ในเฟรมนี้เพื่อเรียกเมนูด่วน

เกร็ดประวัติ และ ปกิณกธรรมของหลวงปู่มั่น ภูริทัตโต ๒

จากหนังสือ "รำลึกวันวาน"

หลวงตาทองคำ จารุวัณโณ

โพสท์ในลานธรรมเสวนา หมวดบันเทิงธรรม กระทู้ 19153  โดย: ภิเนษกรมณ์ 08 มี.. 49

ตอนที่                            

เทศน์ซ้ำเฒ่า

ลักษณะเสียงของท่าน (พระอาจารย์มั่น-ภิเนษกรมณ์) ขณะเทศน์อบรมพระเณรนั้น จะทุ้มก็ไม่ใช่ จะแหลมก็ไม่เชิง อยู่ในระหว่างกลางทุ้มกับแหลม เสียงดังฟังชัด เสียงกังวาน เสียงชัดเจน ไม่มีแหบ ไม่มีเครือ ชั่วโมงแรกนะไม่เท่าไร ธรรมดาๆ 1 ชั่วโมงผ่านไป เสียงจะดังขึ้น 2 ชั่วโมงผ่านไป เสียงจะดังขึ้นอีก ถ้าติดต่อกัน 3-4 ชั่วโมงแล้วเหมือนกับติดไมค์ ปกติท่านจะเทศน์ 2 ชั่วโมง เทศน์กรณีพิเศษ เช่น เดือน 3 เพ็ญ เดือน 6 เพ็ญ วันเข้าพรรษา ออกพรรษา อย่างน้อยก็ประมาณ 4 ชั่วโมงถึง 6 ชั่วโมง

พระอาจารย์เทสก์เคยเล่าให้ฟังว่า สมัยท่านพระอาจารย์มั่นอยู่ที่เชียงใหม่ เทศน์ที่วัดเจดีย์หลวง เทศน์ตั้งแต่ 1 ทุ่มถึง 11 นาฬิกาวันใหม่ ลงจากธรรมาสน์ ท่านจึงจะมานั่งฉันจังหัน นั่นเป็นกี่ชั่วโมง ตื่นเช้าขึ้นมาท่านยังเทศน์อยู่ เสียงมันดัง ทีนี้พวกข้าราชการ แม่บ้านหิ้วตะกร้าไปตลาดตอนเช้า พอได้ยินเสียงท่านเทศน์ คิดว่าพระทะเลาะกัน พากันเข้าไป ก็เห็นท่านพระอาจารย์มั่นเทศน์ เลยอยู่ฟังเทศน์ ลืมว่าจะไปตลาด และต้องกลับไปทำกับข้าวให้ลูกผัวกิน ฝ่ายลูกผัวตามมาเห็นอยู่ที่วัดเจดีย์หลวง กำลังฟังเทศน์อยู่ ก็เลยบอกว่าจะไปจ่ายตลาดเอง แล้วก็จะเลยไปทำงาน ผู้ที่จะไปขายของก็เหมือนกัน ผ่านมาพอได้ยินเสียง คิดว่าพระทะเลาะกัน ก็พากันเข้าไป ไม่ต้องขายของ วางตะกร้าแล้วก็ฟังเทศน์ต่อ จนกระทั่งท่านเทศน์จบจึงไป พระอาจารย์เทสก์พูดให้ฟังอย่างนี้

ท่านเทศน์นานที่สุด คือ เทศน์ปีสุดท้าย เป็นวันมาฆบูชา หลังจากเวียนเทียนเสร็จแล้ว ท่านก็เริ่มเทศน์ มีชาวบ้านหนองผือมานั่งฟังอยู่ข้างล่าง มีทั้งผู้หญิงผู้ชาย ลูกเล็กเด็กแดงอุ้มนอนอยู่ที่ตัก เด็กก็ไม่ร้อง ปรากฏว่ามีคนอุ้มเด็กกลับไปแค่ 3 คน นอกนั้นอยู่จนรุ่ง ถึงจะกลับบ้าน ท่านฯ เทศน์อยู่ ตั้งแต่ 1 ทุ่มจนถึงเช้า อันนี้เป็นความจำของผู้เล่า

ท่านพูดว่า เราจะเทศน์แล้วแหละ เทศน์ซ้ำเฒ่านะ ต่อจากนี้ไปจะไม่ได้เทศน์นานอย่างนี้อีกแล้ว รู้สึกว่าจะเป็นวันเพ็ญเดือน 3 พอตกเดือน 5 ท่านก็เริ่มป่วย มีอาการไอ และป่วยมาเรื่อยๆ จนกระทั่งถึงเดือนอ้าย เป็นเวลา 9 เดือน (ท่านพระอาจารย์มั่นมรณภาพเดือนพฤศจิกายน..2492 -ภิเนษกรมณ์)

ปกติท่านจะเทศน์ตามเหตุการณ์ในพุทธประวัติ ที่สมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาวชิรญาณวโรรสทรงรจนา ถ้าเพ็ญเดือน 6 จะปรารภถึงเรื่องประสูติ ตรัสรู้ และปรินิพพาน ถ้าเพ็ญเดือน 3 จะปรารภเรื่อง การแสดงโอวาทปาฏิโมกข์แก่พระสงฆ์ 1,250 รูป ที่พระเวฬุวัน ตลอดคืนจนสว่าง

ทำไมจะมากมายก่ายกองขนาดนั้น ก็เพราะท่านไม่ได้เล่าเป็นวิชาการ ท่านเล่าให้ละเอียดไปกว่านั้นอีก เรื่องก็เลยยืดยาวไป

เวลาท่านเทศน์จะลืมตา หมากไม่เคี้ยว บุหรี่ไม่สูบ น้ำไม่ดื่ม ท่านจะเทศน์อย่างเดียว พระเณรก็ลุกหนีไม่ได้ ไม่มีใครลุกหนีเลย ไปปัสสาวะก็ไม่ไป จะไอจะจามก็ไม่มี จะบ้วนน้ำลายก็ไม่มี จะนิ่งเงียบจนเทศน์จบ

การต้อนรับแขกเทวา

เรื่องนี้เกิดขึ้นประมาณกลางฤดูหนาวของปี พ..2490 ในคืนหนึ่ง เวลาประมาณ 1 ทุ่มถึง 2 ทุ่ม เป็นเวลาที่ท่านพระอาจารย์กำลังให้โอวาทแก่สานุศิษย์ มีทั้งเก่าและใหม่ ขณะให้โอวาทอยู่ ท่านหยุดไปครู่หนึ่ง กลั้นใจอึดหนึ่ง ก้มหน้านิดๆ พอเงยหน้าขึ้นมาก็โบกมือ บอกว่า "เลิกกัน"

ปกติแบบนี้มีไม่บ่อยนัก ศิษย์ก็งง นั่งเฉยอยู่

ท่านย้ำอีก "บอกเลิกกัน ไม่รู้ภาษาหรือ"

ไม่มีใครคิดอะไร บอกเลิกก็เลิก ท่านฯ สั่งผู้เล่าเชิงบังคับให้รีบเก็บข้าวของเข้าห้อง เสร็จแล้วให้กลับกุฏิ มีภิกษุบางรูปเฉลียวใจไม่ยอมนอนพัก รอที่กุฏิของตนพอสมควรแล้ว ย้อนกลับมามองที่กุฏิของท่านพระอาจารย์ เห็นกุฏิของท่านสว่างไสวไปหมด คิดว่าไฟไหม้กุฏิ แต่ดูไปแล้วไม่ใช่แสงไฟ เป็นแสงใสนวลๆ คล้ายปุยสำลี แต่ใส ดูตั้งนานไม่มีอะไรเกิดขึ้น ก็เลยกลับกุฏิ

รุ่งเช้าขึ้นมา ท่านลุกขึ้นกระทำสรีรกิจตามปกติ เหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น ตกค่ำถึงเวลาให้โอวาท วันนั้นท่านฯ แสดงเรื่อง ทุกกะ คือ หมวด 2 ว่า สมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาวชิรญาณวโรรส ให้ชื่อว่า โลกปาลธรรม ธรรมอันคุ้มครองโลก วันนั้นดูท่านอธิบายเรื่องนี้เต็มที่ถึง 2 ชั่วโมงเต็ม มีเหตุผลอุปมาอุปไมย โดยยกเอา ท่านพระมหากัสสปะเป็นอุทาหรณ์ ที่พระพุทธเจ้าประทานอุปสมทแก่พระมหากัปปะเป็นพิเศษที่ว่า ดูก่อน กัสสปะ เธอจงเข้าไปตั้งความละอายและความเกรงกลัว (เคารพ) ในเพื่อนพรหมจรรย์ทั้งเก่าและใหม่ เป็นตัวอย่าง ยกมาเป็นนิทัสสนะอุทาหรณ์ ตอนสุดท้าย ท่านแสดงอานิสงส์ว่า ผู้ตั้งอยู่ในหิริและโอตตัปปะ เป็นที่รักของมนุษย์ เทพ พรหม ทั้งหลาย และทำให้มีอายุยืนด้วย เหมือนท่านพระมหากัสสปะ พอได้เวลาท่านก็หยุดพัก

คืนนั้นผู้เข้าเวร มีผู้เล่า ท่านวัน (พระอาจารย์วัน อุตตโม) ท่านหล้า (หลวงปู่หล้า เขมปัตโต) ท่านเลยเมตตาเล่าเพิ่มเติมให้แก่พวกเราฟังอีกว่า เมื่อคืนวานนี้พอเทศน์ให้หมู่ฟังไปหน่อยหนึ่ง มีเทพตนหนึ่ง ชื่อปัญจสิขะ มาบอกว่า

"วันนี้จะมีเทพจากชั้นดาวดึงส์มาฟังธรรมจากท่าน ขอนิมนต์ท่านเตรียมตัวรับแขกเทวา"

พอกำหนดได้ก็ไล่หมู่หนีทันที เพราะพวกนี้เขาจะมาตามกำหนด ถ้าเลยกำหนดเขาจะไม่รอ ท่านว่า

เทวาพวกนี้มีประมาณ 500,000 ตน เพิ่งจากมนุษย์โลก จากเมืองไทยไป เริ่มแต่ท่านพระอาจารย์มาพักที่บ้านหนองผือนี้

ผู้เล่าสงสัยว่า วัดป่าบ้านหนองผือก็แค่นี้ มีแต่ป่า เทวดา 500,000 ตน จะอยู่อย่างไร คนแค่ร้อยสองร้อยก็ไม่มีที่จะอยู่แล้ว

ท่านพูดว่า เทวดาพวกนี้กายเป็นทิพย์ ท่านยังพูดเป็นภาษาบาลีในธรรมบทว่า "อนฺตลิกฺเข" แปลด้วยว่า ในห้วงแห่งจักรวาล มีอากาศมีช่องว่างเป็นที่ซึ่งจะเห็นรูปทั้งหลาย ปรากฏว่ารูปแผ่นดิน ต้นไม้ ภูเขา ไม่มีทั้งสิ้น มีเทวดาเท่าไรบรรจุได้หมด ไม่มีคำว่าเต็ม ท่านว่า

ท่านพระอาจารย์กำหนดถามว่า "พวกท่านต้องฟังธรรมอะไร และมีวัตถุประสงค์อะไร"

เขาตอบว่า "อยากฟังสุกฺกธมฺมสูตร มีวัตถุประสงค์ คือ เทพบางพวกทำบุญน้อย ได้ฟังสุกฺกธมฺมสูตร จะได้เสวยทิพยสมบัตินานๆ "

ท่านเฉลียวใจว่า อะไร คือ สุกฺกธมฺมสูตร "พระสูตรนี้มีน้อยองค์นักที่จะได้แสดงให้เทพฟัง เว้นพระสัพพัญญู และพระอัครสาวกเท่านั้น" พวกเทพว่า

ท่านกำหนดพิจารณาก็ได้ความปรากฏขึ้นว่า "หิริโอตฺตปฺปสมฺปนฺนา ฯ เปฯ สนฺโต สปฺปุริสา โลเก เทวธมฺมาติ วุจฺจเร"

ท่านอุทานในใจว่า "อ๋อเทวธรรมนี้เอง คือ สุกฺกธมฺมสูตร ของเทวา"

พอเริ่มจะอธิบาย ก็ได้ยินเสียงแว่วมาว่า "เดี๋ยวก่อน ข้าพเจ้าจะเตือนพวกเทพพวกนี้ก่อน เพราะเขาไม่เคยมาฟัง ยังไม่รู้ธรรมเนียม"

ท่านกำหนดเห็นพระนางสุชาดานั่งเป็นประธาน ส่วนเสียงที่ปรากฏนั้น เป็นเสียงของท้าวสักกะที่ดูแลอยู่เบื้องหลัง พอได้เวลา ก็ได้ยินเสียงแว่วมาอีกว่า "พร้อมแล้ว"

ท่านฯ ก็เริ่มเทศน์อธิบาย ด้วยการกำหนดจิตพิจารณาเนื้อหาสาระแห่งธรรมเพียงพอแล้ว หากเทพเข้าใจเขาจะให้เสียงสาธุการ ถ้าไม่เข้าใจที่เราอธิบาย เขาจะไม่ยอม ต้องว่ากันใหม่ สอนเทพสบาย ไม่ยากเหมือนสอนมนุษย์ มนุษย์ต้องใช้เสียงโวๆ เวๆ ลั่นไปหมด พูดมากก็เหนื่อย และสอนบ่อยปานนั้น ยังเข้าใจยาก สอนเทพสบายกว่า ท่านว่าอย่างนั้น

กาลกฐิน

ประมาณปี พ.ศ.2490 ยังอยู่ในพรรษา กำนันตำบลนาใน ได้นำจดหมายของนายอำเภอพรรณานิคมไปถวายท่านที่กุฏิ ผู้เล่าก็อยู่นั่น กราบเสร็จ กำนันก็นำจดหมายน้อมถวาย

ท่านยังไม่รับ ถามก่อนว่า "นั่นอะไร"

กำนันกราบเรียนว่า "ใบจองกฐินของนายอำเภอพรรณานิคม ครับกระผม"

ท่านโบกมือไม่รับและกล่าวว่า "อย่านำมาติดใส่วัดอาตมานะ กำนันอย่าขืนทำนะ กลับไปบอกนายอำเภอด้วยว่า นายอำเภอเอาอำนาจที่ไหน จากใคร มาห้ามไม่ให้คนมาทำบุญที่นี้ อาตมาไม่รับ ใครอยากทำบุญก็มา ไม่มีใครห้าม จะมาจองไม่ให้คนมาทำบุญไม่ได้ ไปบอกนายอำเภอด้วย"

กำนันนำความกลับไปชี้แจงให้นายอำเภอฟัง นายอำเภอยอมรับผิด ให้กราบเรียนพระอาจารย์ด้วยว่า ท่านไม่มีเจตนาล่วงเกิน เพียงแต่เห็นคนทั้งหลายเขาทำกันอย่างนี้ ก็ทำบ้าง

กำนันมากราบเรียนท่านว่า "นายอำเภอจะมาทำบุญดังที่ตั้งใจไว้ ใครจะมาอีกก็ไม่ห้าม ครับกระผม"

ท่านก็ยิ้มกล่าวว่า "นายอำเภอคนนี้ พูดจาเข้าใจง่าย ต่อไปจะได้เป็นใหญ่เป็นโต"

สมจริงภายหลังปรากฏว่า ท่านได้เป็นถึงอธิบดีกรมการปกครอง

ปวารณาออกพรรษาแล้ว กฐินกองต่างๆ ก็หลั่งไหลเข้ามา ที่จำได้ บ้านม่วงไข่ อำเภอพรรณานิคม กองที่1 กองที่ 2 ลืม กองที่ 3 เป็นบ้านม่วงไข่ ผ้าขาวนำมา (จากอำเภอพังโคน สกลนคร -ภิเนษกรมณ์) กองที่4 เป็นของนายอำเภอ ต่างก็พูดกันเป็นเสียงเดียวกันว่า ไปถวายกฐินท่านพระอาจารย์มั่น

มีผู้มาถวายกฐินตลอดจนถึงเดือน 12 เพ็ญ ล้วนแต่กองกฐินทั้งนั้น บรรดาพระสงฆ์สามเณร และผ้าขาว ทำการเย็บตัดย้อมจีวร ผลัดเปลี่ยนเพียงพอกันทุกรูป จนพรรษาสุดท้ายก็เป็นอย่างนี้ตลอดมา

(พระอาจารย์มั่นไม่รับเป็นผ้ากฐิน แต่รับเป็นผ้าป่าบังสุกุลทั้งหมด และทำอย่างนี้ทุกปีจนท่านมรณภาพ ท่านไม่เคยรับกฐินและกรานกฐินเลย -ภิเนษกรมณ์)

ปีนั้นมีกองกฐินพิเศษอยู่หนึ่งกอง อันเป็นกองที่ 5 เจ้าของกฐิน ชื่อ เถ้าแก่ไฮ มีเชื้อชาติจีน ค้าขายอยู่บ้านคางฮุง ตำบลพอกน้อย อำเภอพรรณานิคม ทุกคนรู้จักดี โดยไม่มีใครทราบล่วงหน้ามาก่อน เธอนำขบวนเกวียนบรรทุกเครื่องบริขารมาพักอยู่นอกบ้าน ตื่นเช้าพาคณะมาถวายบิณฑบาตเสร็จแล้ว จึงขอนิมนต์ท่านพระอาจารย์รับกฐิน

ท่านฯ เตรียมตัวลงศาลาพร้อมพระสงฆ์ แต่ลงไม่หมดทุกองค์ เพราะบางองค์ไม่รู้ ท่านก็ไม่ว่า พิธีกรนำรับศีล ถวายทานเสร็จ

พิธีกรถามเถ้าแก่ว่า "จะฟังเทศน์ไหม"

เถ้าแก่ตอบ "ฟังทำไมเทศน์ ให้ทานแล้วได้บุญแล้ว เสร็จแล้วก็จะลากลับ"

พระอาจารย์ยิ้มแล้วกล่าวว่า "ถูกต้องแล้วๆ โยมได้บุญมาตั้งแต่คิดจะทำแล้ว เพราะประกอบด้วยปัญญา"

เถ้าแก่ไฮ ยังพูดอีกว่า "ถ้าขอฟังเทศน์ท่าน เราไม่ให้ทานจริง เพราะขอสิ่งตอบแทน ได้บุญไม่เต็ม"

ท่านอาจารย์ย้ำอีกว่า "ถูกต้องๆ เถ้าแก่พูดถูกต้อง" แค่นั้น

เถ้าแก่ไฮก็กราบลา และลาชาวบ้านทุกคนเดินทางกลับ

ตั้งแต่วันนั้นมา ไม่ว่าท่านจะอยู่ที่กุฏิหรือเที่ยวบิณฑบาต มักจะปรารภเรื่องเถ้าแก่ไฮเสมอ ว่าเขาทำถูก หลายปีผ่านไป หากมีเหตุการณ์เกิดขึ้น ท่านมักจะปรารภเรื่องเถ้าแก่ไฮนี้เป็นตัวอย่าง

อานุภาพแห่งฌาน

วันหนึ่งฝนตกฟ้าผ่าต้นพลวงใหญ่ (ไม้กุง) ย่ำลงมาตั้งแต่ยอดตลอดรากแก้ว ราบเรียบไปเลย ต้นพลวงใหญ่นั้นอยู่ใกล้ๆ ศาลา แต่ฝนซาบ้างแล้ว ขณะนั้นสามเณรจันดัยกำลังถือกาน้ำร้อนจะไปกุฏิท่านพระอาจารย์ ซึ่งอยู่ห่างออกไปประมาณ 30 เมตร ไม่ได้ยินเสียง ไม่รู้สึกว่าฟ้าผ่า ผู้เล่าเตรียมลงจากกุฏิไปเห็นเข้า จึงรู้ว่าฟ้าผ่า พระเณรในวัดประมาณ 10 รูป ไม่มีใครได้ยินเสียง ส่วนท่านพระอาจารย์กำลังทำสมาธิ ท่านก็บอกว่าไม่ได้ยินเสียง

เมื่อพระทยอยกันขึ้นไป ท่านฯ ได้ถามก่อนว่า "เห็นฟ้าผ่าไม้กุงไหม"

พระที่อยู่ทางอื่นก็ไม่เห็น ส่วนผู้เล่า พระอาจารย์กงมา จิรปุญโญ และพระอาจารย์หลอด ปโมทิโต ได้เห็น

ท่านบอกว่า "ผ่าขณะสามเณรจันดัยเดินมาถึงพอดี"

แต่สามเณรบอกว่า ได้เห็นแต่ไม่ได้ยิน

ผู้เล่าคิดว่า ด้วยอานุภาพแห่งฌานของท่าน เพราะช่วงนั้นท่านกำลังเข้าฌานอยู่ พวกเราจึงไม่ได้ยิน แต่ชาวบ้านอยู่ในทุ่งนาห่างไกลออกไป กลับต้องหมอบราบติดดิน เพราะกลัวเสียงซึ่งดังมาก เขาเล่ากันว่า ราวกับผ่าอยู่ใกล้ๆ ทีเดียว

(หมายเหตุ -เรื่องนี้เมื่อเทียบเคียงจากประวัติในส่วนอื่นๆ ตลอดจนบุคคลผู้ร่วมเหตุการณ์ เข้าใจว่าน่าจะเกิดที่วัดป่าวิสุทธิธรรม บ้านโคก อ.โคกศรีสุพรรณ.สกลนคร ประมาณ พ..2487 -ภิเนษกรมณ์)

หนังสือในสำนักท่านพระอาจารย์มั่น

กรมพระยาวชิรญาณวโรรส

ท่านพระอาจารย์คงจะมีเหตุผลกลใดสักอย่าง จึงยอมรับนับถือพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาวชิรญาณวโรรส เป็นกรณีพิเศษ แบบแผนขนบธรรมเนียม บทสวดพระปริตรและปาฐะต่างๆ รวมทั้งพระราชนิพนธ์ พระนิพนธ์ของทั้งสองพระองค์นี้ ท่านจำได้หมด ทั้งบาลีทั้งแปล อธิบายสลับกับพระธรรมเทศนา ได้อย่างละเอียดลึกซึ้ง จะเป็นโมกขุปายคาถา และจตุรารักขกัมมัฏฐานก็ดี นับเป็นธรรมเทศนาประจำทีเดียว รวมทั้งขนบธรรมเนียมต่างๆ ท่านฯ มักอ้างเสมอว่า "แบบพระจอมฯ แบบพระจอมฯ " ทำนองนี้แล

ด้วยเหตุนี้ท่านจึงมีกฎบังคับว่า ผู้จะอยู่ศึกษากับท่านพระอาจารย์ทั้งสอง (หมายถึงพระอาจารย์เสาร์และพระอาจารย์มั่น-ภิเนษกรมณ์) ต้องท่องนวโกวาท 7 ตำนาน 12 ตำนาน และปาฏิโมกข์ให้ได้ อย่างช้าให้เวลา 3 ปี ถ้าไม่ได้ ไม่ให้อยู่ร่วมสำนัก ส่วนหนังสืออ่านประกอบนั้น วินัยมุข เล่ม1, 2, 3 และพุทธประวัติ เล่ม 1, 2, 3 นอกจากนี้ห้ามอ่าน ถึงขนาดนั้น ท่านว่าหากได้อย่างว่า จะอยู่ในศาสนาก็พอจะรักษาตัวได้ ถึงจะไม่ได้ศึกษามาก ก็รักษาตนคุ้มแล้ว

ตัวอย่างเช่น พระอาจารย์กงมา จิรปุญโญ เป็นพระมหานิกาย มาขอศึกษาข้อปฏิบัติและขอญัตติกรรมเป็นพระธรรมยุต ท่านว่าให้ท่องปาฏิโมกข์ให้ได้ จึงจะญัตติให้ ท่านอาจารย์กงมาอ่านหนังสือไม่ออก เพราะไม่ได้เข้าโรงเรียน จึงเรียนปาฏิโมกข์ปากต่อปาก คำต่อคำ และหัดอ่านพร้อมกันไปด้วย ใช้เวลาถึง 3 ปีจึงสวดได้ และอ่านหนังสือออก จึงได้มาญัตติที่วัดบูรพา จังหวัดอุบลราชธานี โดยท่านเจ้าคุณพระปัญญาพิศาลเถร (หนู ฐิตปญฺโญ) เป็นพระอุปัชฌาย์

รูปที่สอง คือ พระอาจารย์ชอบ ฐานสโม ท่านท่องปาฏิโมกข์ 8 ปี จึงสวดได้ และอีกรูปหนึ่งคือ พระอาจารย์คำพอง ติสโส ก็อ่านหนังสือไม่ออก เพราะไม่ได้เข้าเรียน แต่ธรรมเทศนาของท่านไพเราะขนาดไหน ผู้เล่าเคยอยู่ด้วยกันกับท่านที่วัดป่าบ้านหนองผือ ท่านทั้ง 3 รูปนี้เป็นศิษย์ท่านพระอาจารย์มั่นซึ่งผู้เล่าขอถวายนามว่า "วีรบุรุษ" เหมือนครั้งพุทธกาล พระจักขุบาลเป็นวีรบุรุษในยุคนั้น

แม้ในเรื่องมังสะ 10 อย่าง ท่านพระอาจารย์กล่าวว่า ทำไมพระพุทธเจ้าจึงทรงห้าม

ท่านอธิบายให้ฟังว่า เนื้อมนุษย์ไม่เป็นค่านิยม ผู้รู้ทั้งหลายมีพระพุทธเจ้าเป็นต้น ทรงติเตียน เพราะความเป็นมนุษย์มีค่ามาก เกิดกินกันขึ้น มหันตภัยก็เกิดขึ้นแก่โลกไม่สิ้นสุด  สัตว์นอกจากนี้เป็นอันตราย  สมัยก่อนมีมาก พระออกธุดงค์บริโภคเนื้อสัตว์อันตรายเหล่านี้ กลิ่นของสัตว์จะออกจากร่างกายผู้บริโภค เช่น ฉันเนื้องู กลิ่นงูก็ออก งูได้กลิ่นก็เลื้อยมาหา นึกว่าพวกเดียวกัน พอมาถึงไม่ใช่พวกเดียวกัน ก็ฉกกัดเอา เป็นอันตรายถึงแก่ชีวิต ตั้งใจมาเจริญสมณธรรม เลยไม่ได้อะไรเพราะตายเสียก่อน พระพุทธเจ้าจึงทรงห้าม

ปุพเพนิวาสนุสสติญาณ

พระอาจารย์เสาร์ กนฺตสีโล

เท่าที่ผู้เล่าได้ฟังมา เกี่ยวกับการเกิดในชาติก่อนและบุคคลที่เกี่ยวข้อง ชาติหนึ่งนั้น ท่านพระอาจารย์เกิดในมณฑลยูนนาน ในตระกูลขายผ้าขาว มีน้องสาวคนหนึ่ง เคยสงเคราะห์ช่วยเหลือกัน มาชาตินี้ คือ นางนุ่ม ชุวานนท์ คหบดีชาวสกลนคร ผู้สร้างวัดป่าสุทธาวาสให้ และท่านก็ได้สงเคราะห์ด้วยธรรมเป็นที่พอใจ

ชาติหนึ่งเกิดที่โยนกประเทศ ปัจจุบัน คือ เมืองเชียงตุง ประเทศพม่า ในตระกูลช่างทำเสื่อลำแพน (เสื่อลำแพน คือ เสื่อปูพื้นทำด้วยหวาย) ท่านพระอาจารย์เสาร์เป็นนายช่างใหญ่ องค์ท่านเป็นผู้จัดการ ส่วนพระธรรมเจดีย์ (จูม พันธุโล) เป็นคนเดินตลาด

ชาติหนึ่งเกิดที่แคว้นกุรุรัฐ ชมพูทวีป (ประเทศอินเดีย) ผู้ที่เกี่ยวข้อง คือ เจ้าคุณอุบาลีคุณูปมาจารย์ (จันทร์ สิริจนฺโท) เป็นพี่ชาย คือ พระปทุมราชา ผู้ครองแคว้นกุรุ ท่าน (พระอาจารย์มั่น) เป็นเสนาบดี พระอาจารย์เทสก์ เทสรํสี เป็นหลานหัวดื้อ ใครบอกไม่เชื่อ นอกจากท่าน พระบิดาจึงมอบให้ท่านฯ ดูแล ได้เฝ้าพระพุทธเจ้าเฉพาะพระพักตร์ และได้ตั้งความปรารถนาขอเป็นพระพุทธเจ้าต่อหน้าพระพักตร์

ชาติหนึ่งเกิดที่ลังกาทวีป (ประเทศศรีลังกา) และบวชเป็นพระ ได้เข้าร่วมสังคายนาพระไตรปิฎกครั้งที่ 4 ซึ่งมีพระเป็นหมื่น พักเสนาสนะร่วมกัน สององค์บ้าง สามองค์บ้าง ท่านว่าได้อยู่เสนาสนะเดียวกับท่านวิริยังค์ (พระอาจารย์วิริยังค์ สิรินธโร) เป็นเพื่อนกันมาจนบัดนี้ ท่านฯ ว่า

จากอีสานสู่ภาคเหนือ

เรื่องราวที่จะเล่าต่อไปนี้ ท่านพระอาจารย์เล่าเองบ้าง พระอาจารย์เนียม โชติโก เล่าบ้าง

ท่านพระอาจารย์มั่นเล่าว่า พอไปถึงวันแรกก็เจอเข้าแล้ว พักที่ริมป่า การต้อนรับ การจัดสถานที่จากชาวบ้านอย่าหวัง มีแต่พื้นดินและร่มไม้เท่านั้น เป็นสถานที่พัก เวลาเช้าไปบิณฑบาต ชาวบ้านนั่งจับกลุ่มผิงไฟกัน

พอเห็นท่าน ก็ถามว่า "ตุ๊เจ้ามาเอาหยัง" ดีแต่เขาพูดภาษาคำเมืองได้

ท่านตอบว่า "ตูมากุมข้าว"

เขาเอาข้าวสารมาจะใส่บาตรให้ ท่านบอก "ตูเอาข้าวสุก"

จึงเอาข้าวสุกมาใส่บาตรให้ เขาถาม "กินกับหยัง"

"สูกินหยัง ตูก็กินนั้น"

เขาถาม "หมูสับสูกินก๊า"

ตอบ "กิน"

เขาเอาเนื้อหมูดิบมาให้ ท่านบอก "ตูบ่มีไฟปิ้ง เอาสุก"

เขาก็เอาเนื้อสุกมา

เขาถาม "พริกเกลือ สูกินก๊า" เขาก็เอามาใส่บาตรให้

ตอนขากลับ ชาวบ้านตามมาหลายคน เขามาเห็นที่พัก เขาถาม "ตุ๊เจ้านอนบ้านบ่ได้ก๊า"

ตอบ "นอนได้"

"ตูจะเยียะบ้านให้ เอาก๊า"

"เอา"

"ตุ๊เจ้าเยียะบ่ได้ก๊า"

"เยียะบ่ได้ เขาบอก

"ตูเยียะบ่ถือ บอกเน้อ" (ท่านพระอาจารย์ว่า คำนี้เป็นคำปวารณา เราก็ใช้เขาได้ตามพระวินัย)

เขามาจัดที่พักจนเสร็จ และมาบอกรับใช้ปวารณาทุกวัน

ท่านถือโอกาสแนะนำสั่งสอนเขา โดยเฉพาะด้านเศรษฐกิจครอบครัว เพราะเขาจนมาก เขาทำไร่เลื่อนลอย ปลูกพืชผลทุกชนิด แต่ไม่พอกิน ต้องเอาของป่าลงมาแลกข้างล่าง ลำเลียงขึ้นไปกินกัน ท่านบอก ไม่ให้บุกเบิกถางป่าต่อ ให้ทำซ้ำที่เดิมที่เคยทำมาแล้ว 1-2 ปี เขาบอกว่า "บ่งามก๊า" ท่านรับรองว่างาม เขาก็เชื่อ

เพื่อนสหธรรมิกมีพระมหาทองสุก สุจิตโต พระอาจารย์มนู พระอาจารย์เนียม โชติโก และน้องชาย (พระอาจารย์เนียม) ชื่อโยมแพง

การทำไร่แบบชาวเขานี้ พระอาจารย์เนียมท่านเชี่ยวชาญมาก เพราะท่านเคยทำสมัยยังไม่บวช ท่านจะชี้แนะเริ่มตั้งแต่ การขุด การพรวนดิน การปลูก การหว่านข้าวไร่ และพืชอื่นๆ มีข้าวโพด ฟักทอง ฟักแฟงแตงเต้าทุกชนิด หลังปลูกมีการดายหญ้า พรวนดิน ใส่ปุ๋ยคอก ปุ๋ยหมัก ตามสูตรของท่าน ปีนั้นพืชผลงอกงามดีมาก

ลืมบอกไปว่า ชาวเขาชอบเลี้ยงหมูไว้รับประทานเนื้อทุกครัวเรือน ฆ่ากินแจกเพื่อนบ้าน แลกข้าวบ้าง ข้าวโพดเป็นอาหารหมูของเขา

ริมทางขณะไปบิณฑบาต ข้าวโพดฝักใหญ่กำลังผลิดอกออกผล ท่านอาจารย์เนียม นักเกษตรจำเป็นพบเห็นทุกวัน แต่ไม่เห็นเขาปิ้งเผาใส่บาตรสักที

ท่านก็เลยบอกเขาว่า "สูเอาข้าวโพดปิ้งใส่บาตรให้ตูกินบ้างก๊า"

เขาตอบ "ข้าวโพดของหมูกินก๊า"

ท่านว่า "ตุ๊เจ้าก็กินได้ก๊า"

เขาว่า "ตุ๊เจ้าอยากกินอาหารหมู" ตั้งแต่วันนั้นเขาปิ้งใส่บาตรทุกวัน

ตามริมทางยอดฟักทองงอกงามน่ารับประทาน แต่เขาไม่กินกัน ท่านอาจารย์เนียมนักเกษตรจำเป็นก็บอกอีกว่า "สูแกงหมูก็เอายอดฟักทองใส่ลงไปด้วย"

เขาบอก "หมูก็ลำ (อร่อย) พอแล้ว ไม่จำเป็นต้องใส่ยอดฟักทองอีก"

ท่านอาจารย์เนียมพอเจอคำว่า หมูก็อร่อยพอแล้วจะใส่ยอดฟักทองอีกทำไม ท่านก็อ้ำอึ้ง ครุ่นคิดอยู่ในใจ ไม่รู้จะพูดให้เขาเข้าใจอย่างไร

เรื่องนี้ท่านพระอาจารย์มั่นถือเป็นเรื่องขบขันมาก ทุกครั้งที่เล่าเรื่องนี้ ท่านจะหัวเราะชนิดหัวเราะใหญ่อย่างขบขัน แม้ผู้เล่าและผู้ฟังก็อดหัวเราะไม่ได้

คำตอบมีอยู่ว่า ที่ให้เอายอดฟักทองใส่แกงหมูนั้น ยอดฟักทองงามน่ากินและมีมาก ใส่ยอดฟักทองเพื่อประหยัดเนื้อหมู และทำให้มีรสชาดยิ่งขึ้นไปอีก เพิ่มคุณค่าทางอาหารอีกด้วย นี่คือคำตอบ

ปีนั้นและปีต่อๆ มา พืชพันธุ์ธัญญาหารของชาวเขาอุดมสมบูรณ์ ทำบุญใส่บาตรรับพร เสียงสาธุการลั่นไปหมด กล่าวขวัญกันว่า ได้อยู่ได้กินเพราะบุญตุ๊เจ้าแต๊แต๊

(พระอาจารย์เนียม โชติโก ภายหลังมามรณภาพที่วัดป่าบ้านหนองผือ ท่านพระอาจารย์มั่นพาเผาศพกลางวัดในวันที่มรณภาพนั้น และได้เปิดเผยแก่พระเณรว่า พระอาจารย์เนียมไม่น่าเป็นห่วง เพราะได้บรรลุธรรมเป็นพระโสดาบัน และไปอุบัติในพรหมโลกชั้นอาภัสรา เรื่องนี้มีบันทึกชัดเจนอยู่ในหนังสือประวัติหลวงปู่หล้า เขมปัตโต - ภิเนษกรมณ์)

โยมแพงแห่งบ้านนามน

แม่นิล แม่นุ่ม (นั่ง) และแม่ลูกอินทน์

แม่นุ่ม ชุวานนท์ พร้อมน้องสาวสองคน (คือ แม่นิล และแม่ลูกอินทน์ - ภิเนษกรมณ์) ได้สร้างวัดป่าสุทธาวาสถวายจำเพาะท่านพระอาจารย์เสาร์และท่านพระอาจารย์มั่น

เมื่อท่านฯ มาพักอยู่อุดรธานี และปรารภจะไปอยู่สกลนคร แม่นุ่มก็จัดสร้างกุฏิ มีระเบียงรอบห้องนอน ต่อออกมาเป็นห้องรับแขก มีประตูและฝากั้น ท่านฯ มาพักเพียง 15 วัน ก็อำลาญาติโยม เดินทางสู่บ้านนามน อำเภอโคกศรีสุพรรณ จังหวัดสกลนคร เป็นหมู่บ้านที่ท่านพระอาจารย์เสาร์เคยอยู่จำพรรษา

บุคคลที่ควรกล่าวถึง คือ โยมแพง (น้องชายของพระอาจารย์เนียม โชติโก - ภิเนษกรมณ์) พร้อมภรรยาและบุตรสาว บุตรชาย ซึ่งได้ให้การบำรุงด้วยศรัทธาเลื่อมใส คนๆ นี้ขยันช่วยตนเอง บุตรอยู่ในโอวาท ได้สร้างกุฏิและศาลาถวายท่านพระอาจารย์ เธอและบุตรจะจัดอาหารสำหรับท่านพระอาจารย์ต่างหาก จะมีพริกกับเกลือ ข่าบด ขิงบด ตะไคร้บด และผักป่า ผักบ้านของเธอจะมีทุกฤดู สมกับเธอขยันจริงๆ เนื้อสับ ไข่ต้ม ปลาต้ม ปลาสับ สิ่งเหล่านี้จะห่อใส่บาตรทุกวัน แต่ข้าวเจ้าหุง เธอจะใส่หม้อ ให้ลูกหิ้วมาถวายต่างหาก โภชนะต่างๆ เธอทำเป็นสัดส่วน ก่อนท่านพระอาจารย์จะฉัน ท่านจะนำมาผสมกัน มีโภชนะต่างๆ แกงบ้าง น้ำพริกบ้าง มีเกือบครบก็แล้วกัน ท่านตักใส่บาตร เหลือเท่าไรก็แจกพระต่อ จะถึงไหนก็แล้วแต่ เพราะส่วนของพระมีต่างหาก

เธอคิดทำเองหรือท่านพระอาจารย์สั่ง ผู้เล่าไม่ได้ถาม สังเกตดูท่านจะยอมรับการกระทำแบบนี้ ท่านจัดการเอง มีพระปฏิบัติช่วยบ้าง แต่การผสมส่วน ท่านทำเอง ผู้อื่นทำท่านว่าไม่ได้ส่วนกัน ส่วนเครื่องหวานที่มีไม่ขาด คือ กล้วยสุก และมะพร้าวขูดไม่คั้นกะทิ ตอนเย็นก็มีน้ำอ้อยสด ยังมีอาหารอีกชนิดหนึ่ง ซึ่งที่อื่นไม่มี มีที่นี่แห่งเดียวเท่านั้น มีไม่เคยขาด คือ ปลาแดกสามปี (ปลาหมักกับเกลือเก็บไว้ 3 ปี) เป็นปลาดุกขนาดเล็กบ้าง กลางบ้าง เป็นตัว ปิ้งไม่เละ เป็นตัวแต่เหนียว จะใส่บาตรวันละ 2 ตัวจำเพาะท่านพระอาจารย์ ผู้เล่าเคยได้แบ่งหลายหน อร่อยอย่าบอกใคร

โยมแพงเธอมีความเคารพในท่านพระอาจารย์เสาร์และท่านพระอาจารย์มั่นมาก แต่ไม่ค่อยคุ้นเคยกับพระอื่นๆ บางวันแกก็มากราบนมัสการ นั่งพอสมควรแล้วก็กราบลาไป ไม่เคยถามปัญหาใดๆ เลย ที่เธอไม่ลืมคือคำปวารณาว่า "กระผมขอปวารณาต่อท่านอาจารย์ด้วยปัจจัยสี่ ถ้าขัดข้องอย่างไรให้บอกกระผม" เป็นประจำ ท่านพระอาจารย์ก็สนทนาธรรมด้วย แต่ไม่มาก เพราะเธอไม่ชอบนั่งกับท่านพระอาจารย์นานๆ เกรงท่านจะลำบาก

ครั้งหนึ่งผู้เล่าจำได้ ท่านฯ ถามว่า "โยมแพง ภาวนาเป็นอย่างไร"

โยมแพงตอบ "ภาวนานั่นเป็นภาวนาอยู่แล้ว ทั้งกลางวันกลางคืน ถ้าเรามีสติ"

ท่านพระอาจารย์ว่า "ถูกต้อง นั่นละคือคนภาวนาเป็น"

แค่นั้นเธอก็กราบลากลับ

ความสัมพันธ์วัดสระปทุมและวัดป่าสุทธาวาส

วัดป่าสุทธาวาส เป็นวัดที่ 3 พี่น้อง คือ แม่นุ่ม แม่นิล และแม่ลูกอินทน์ สร้างถวายท่านพระอาจารย์เสาร์ ท่านพระอาจารย์มั่น

ก่อนสงครามโลกครั้งที่สองจะสงบลง ท่านพระอาจารย์มั่นพักอยู่โคกศรีสุพรรณ แม่นุ่มไปขอพระไปเป็นเจ้าอาวาส

ระหว่างท่านพระอาจารย์กับแม่นุ่มนั้น พูดกันไม่ถือสาหาความ พูดเหมือนพี่กับน้องพูดกัน "นุ่มนี้วุ่นแต่วัดภายนอก ส่วนวัดภายในใจนั่นนะ คือ ศีล สมาธิ ปัญญา เหมือนตะกร้า ไม่มีหมากพลู" ท่านว่าทำนองนี้ แต่แม่นุ่มเขาไม่โกรธไม่ถือ

ครั้นท่านพระอาจารย์มาพักที่วัดป่าบ้านหนองผือ หลังสงครามโลกสงบแล้ว แม่นุ่มมาขออีก

ท่านว่า "อยากได้ใคร"

ตอบ "อยากได้ท่านฝั้น (พระอาจารย์ฝั้น อาจาโร) เพราะเป็นคนถิ่นนี้"

ท่านพระอาจารย์ว่า "วัดนี้เป็นสาขาวัดสระปทุม"

พระอาจารย์ฝั้นเป็นคนสกลนคร พระมหาทองสุก สุจิตโต เป็นคนสระบุรี ทำไมท่านพระอาจารย์จึงทำอย่างนั้น ท่านคงมีเหตุผลของท่าน พระมหาทองสุกขอร้องไม่อยากรับ ท่านพระอาจารย์ก็ขอร้อง และเห็นใจพระมหาทองสุก เพราะพระมหาทองสุก ท่านตั้งปณิธานอย่างหนึ่ง แต่ได้ทำสิ่งที่ไม่ได้ปณิธานไว้ แต่ด้วยความเคารพ ท่านก็น้อมรับ (ท่านรับเป็นเจ้าอาวาสวัดป่าสุทธาวาส -ภิเนษกรมณ์) ผลงานที่ออกมา ชาวสกลนครยอมรับทุกถ้วนหน้า

ตอนที่