#echo banner="" ประวัติ พระอาจารย์มั่น ภูริทัตโต โดยอ.ปฐม นิคคมานนท์

คลิกเมาส์ที่ใดก็ได้ในเฟรมนี้เพื่อเรียกเมนูด่วน

ประวัติ ข้อวัตรและปฏิปทา

หลวงปู่มั่น ภูริทตฺโต

โครงการหนังสือบูรพาจารย์ เล่ม ๑

เรียบเรียงโดย รศ.ดร. ปฐม – รศ. ภัทรา นิคมานนท์

หลวงปู่มั่น ภูริทตฺโต

พระอาจารย์ใหญ่สายพระป่า

หลวงปู่มั่น ภูริทตฺโต เป็นพระอาจารย์ใหญ่ฝ่ายวิปัสสนาธุระหรือสายวัดป่าในยุคปัจจุบัน ท่านได้รับการเทิดทูนบูชา จากบรรดาศิษยานุศิษย์ และพุทธศาสนิกชนที่สนใจในการปฏิบัติธรรมว่าเป็นพระอาจารย์วิปัสสนาชั้นเยี่ยมในยุคสมัยกึ่งพุทธกาล คือ ยุคสมัยปัจจุบัน

จากจริยาวัตรข้อปฏิบัติของท่าน รวมทั้งของลูกศิษย์ ลูกหาที่ได้รับการสั่งสอนอบรมตามแนวทางของท่าน ล้วนแต่มีความงดงามและเคร่งครัดในพระธรรมวินัยอย่างเสมอต้นเสมอปลาย และจากเนื้อธรรมที่หลวงปู่ได้แสดงในโอกาสต่างๆ เป็นธรรมขั้นสูง ถึงแก่นธรรม ถึงใจของผู้ได้ฟังได้รู้ตลอดมา

ถ้าเราได้ศึกษาติดตามข้อวัตรปฏิบัติ และคำสอนของท่านอย่างใคร่ครวญ จะไม่มีความเคลือบแคลงสงสัยใดๆ ในองค์ท่านว่าสมควรจะตั้งอยู่ในภูมิธรรมขั้นใด รวมทั้งไม่สงสัยกับคำกล่าวที่ว่า “หลวงปู่มั่น ภูริทตฺโต เป็นพระอรหันต์ในยุคกึ่งพุทธกาล”

ทั้งการปฏิบัติ และคำสอนของท่านเป็นหลักฐานยืนยันให้ผู้ปฏิบัติธรรมมั่นใจได้ว่า มรรค ผล นิพพาน จะไม่หมดสิ้นไปตราบเท่าที่ยังมีผู้ปฏิบัติตรงตามแนวคำสอนขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า

ชาติกำเนิด

หลวงปู่มั่น ภูริทตฺโต เกิดที่บ้านคำบง ตำบลโขงเจียม อำเภอโขงเจียม จังหวัดอุบลราชธานี เมื่อวันพฤหัสบดี เดือนยี่ ปีมะแม ตรงกับวันที่ ๒๐ มกราคม พ.ศ. ๒๔๑๓ เป็นปีที่พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๕ ทรงครองราชย์เป็นปีที่ ๓

บิดาของท่านชื่อ นายคำด้วง มารดาชื่อ นางจันทร์ นามสกุลแก่นแก้ว มีพี่น้อง ๙ คน หลวงปู่เป็นบุตรคนหัวปี พี่น้อง ๖ คน เสียชีวิตตั้งแต่ยังเล็ก มีเพียงหลวงปู่กับน้องสาวอีก ๒ คนเท่านั้นที่เติบโตมาเป็นผู้ใหญ่

วัยเด็ก - การศึกษา

หลวงปู่มั่นเป็นคนร่างเล็ก ผิวค่อนข้างขาว หน้าตาคมสัน แข็งแรง ว่องไว สติปัญญาดี และขยันขันแข็งมาตั้งแต่เด็ก

ในสมัยนั้นยังไม่มีโรงเรียน ท่านอาศัยเรียนหนังสือจากอา ได้ฝึกอ่านเขียนอักษรไทย อักษรธรรม และอักษรขอม ถึงขั้นอ่านเขียนได้ดี นัยว่าท่านเรียนเร็ว เพราะเฉลียวฉลาด จำแม่น มีความขยันหมั่นเพียร และใจชอบ

ท่านได้อ่านหนังสือประวัติศาสตร์ ตำนาน นิยายพื้นบ้านของภาคอีสาน จัดว่ามีความรู้แตกฉาน การศึกษาทางโลกของท่านก็สิ้นสุดเพียงแค่นั้น

บวชเป็น สามเณร

เมื่ออายุได้ ๑๕ ปี ท่านได้บรรพชาเป็นสามเณร ที่วัดบ้านคำบง บ้านเกิดของท่าน ได้ศึกษาธรรมขั้นต้น สวดมนต์และท่องจำพระสูตรต่างๆ อยู่ ๒ ปี

เมื่ออายุได้ ๑๗ ปี โยมบิดาขอให้ลาสิกขา เพื่อไปช่วยแรงงานทางบ้าน ท่านรู้สึกเสียดาย และระลึกอยู่ในใจเสมอว่าหากมีโอกาสเมื่อไรก็จะบวชอีก

กอปรเมื่อยังเล็ก คุณยายที่เคยเลี้ยงดูท่านมามักจะพูดกับท่านอยู่เสมอว่า “เมื่อโตมา เจ้าจะต้องบวชให้ยาย เพราะยายเลี้ยงเจ้ายาก” คำขอของยายยังก้องในจิตใจของหลวงปู่อยู่เสมอ

บวชเป็นพระภิกษุ

พออายุได้ ๒๒ ปี หลวงปู่รู้สึกอยากบวชเป็นกำลัง รวมทั้งบิดามารดาก็อนุญาต ท่านจึงได้ไปฝากตัวเป็นศิษย์กับ หลวงปู่เสาร์ กนฺตสีโล แห่งสำนักวัดเลียบ อำเภอเมือง จังหวัดอุบลราชธานี และได้รับการอุปสมบทเป็นพระภิกษุ ณ อุโบสถวัดศรีทอง (ปัจจุบัน คือวัดศรีอุบลรัตนาราม) เมื่อวันที่ ๑๒ มิถุนายน พ.ศ. ๒๔๓๖ โดยมีพระอริยกวี (อ่อน) เป็นพระอุปัชฌาย์ พระครูสีทา ชยเสโน เป็นพระกรรมวาจาจารย์ และพระครูประจักษ์อุบลคุณ (สุ่ย) เป็นพระอนุสาวนาจารย์ ได้รับขนานนามเป็นภาษามคธว่า ภูริทตฺโต แปลว่า ผู้ให้ปัญญา ผู้แจกจ่ายความฉลาด

หลังจากอุปสมบทแล้ว หลวงปู่มั่นได้ไปจำพรรษาและศึกษาวิปัสสนาธุระอยู่กับ หลวงปู่เสาร์ กนฺตสีโล ที่วัดเลียบ และไปพำนักที่วัดบูรพาราม ในเมืองอุบลฯ บ้างเป็นบางคราว

ในฐานะเป็นพระบวชใหม่ หลวงปู่ได้ศึกษาข้อปฏิบัติเบื้องต้นอันเป็นส่วนแห่งพระวินัย คือ อาจาระ - ความประพฤติ มารยาทของพระ อาจาริยวัตร - การปฏิบัติต่อครูอาจารย์ และ อุปัชฌายวัตร - การปฏิบัติต่อพระอุปัชฌาย์ หลวงปู่ปฏิบัติได้เรียบรัอยดี เป็นที่ไว้วางใจของพระอุปัชฌาย์อาจารย์

ในการศึกษาอบรมด้านจิตใจ หลวงปู่ตั้งใจฝึกนั่งสมาธิ เดินจงกรม และสมาทานธุดงควัตรต่างๆ เริ่มแรกแห่งการฝึกภาวนา ท่านใช้วิธีการกำหนดดูลมหายใจเข้า-ออก ใช้คำบริกรรมว่า พุท-โธ พุท-โธ... ตามแบบของหลวงปู่เสาร์ พระอาจารย์ของท่าน

การออกธุดงค์แสวงหาวิเวก

หลังจากได้เรียนรู้พระธรรมวินัย และฝึกภาวนาเบื้องต้นพอสมควรแล้ว หลวงปู่เสาร์ กนฺตสีโล ได้พาหลวงปู่มั่นพรัอมด้วยสามเณรอีกองค์หนึ่ง ออกธุดงค์ไปตามป่าเขาลำเนาไพรที่ห่างไกลจากผู้คน ได้ข้ามแม่น้ำโขงไปทางฝั่งลาว เมื่อพบสถานที่เหมาะ ก็พักปักกลดบำเพ็ญภาวนา และย้ายที่ไปเรื่อยๆ ขึ้นเหนือไปตามลำแม่น้ำโขง พบว่าป่าทึบแถวเมืองท่าแขก เป็นที่สงบ มีสัตว์ป่าชุกชุม จึงได้พักบำเพ็ญเพียรอยู่ที่นั่น ๓ พรรษา

ณ ที่นั้น อาจารย์และศิษย์ทั้ง ๓ องค์ ถูกไข้ป่าเล่นงานจนแทบเอาชีวิตไม่รอด ไม่มีท่าทีจะรักษา มีแต่กำลังแห่งอานุภาพภาวนาเท่านั้น ทั้ง ๓ องค์ เร่งภาวนาแบบยอมตายถวายชีวิต ใช้การบริกรรมพุทโธ กำหนดจิตสงบนิ่งไม่ให้แส่ส่ายไปทางใด

ในส่วนของหลวงปู่มั่นนั้น พอท่านกำหนดจิตลงสู่ความเป็นหนึ่งแล้ว “ปรากฏว่าศีรษะลั่นเปรี้ยะไปหมด เหงื่อไหลออกมาเหมือนราดน้ำ เมื่อออกจากสมาธิ ปรากฏว่าไข้ได้หายไปราวกับปลิดทิ้ง” เป็นการใช้ธรรมโอสถระงับการอาพาธของท่านเป็นครั้งแรก

บูรณะพระธาตุพนม

หลังจากออกพรรษา ทั้ง ๓ องค์ ได้ธุดงค์รอนแรมลงมาตามฝั่งแม่น้ำโขงเรื่อยมา อาศัยบิณฑบาตจากหมู่บ้านป่าของชาวภูไท ไทยดำ ลาวโซ่ง ซึ่งอาศัยอยู่เป็นหย่อมๆ กระจัดกระจายไปตามฝั่งแม่น้ำโขง

หลวงปู่เสาร์ ได้พาศิษย์ข้ามแม่น้ำโขงกลับมาทางฝั่งไทย มาขึ้นฝั่งตรงบริเวณที่ตั้งของพระธาตุพนมพอดี ทั้งสามองค์รู้สึกสลดใจที่เห็นเจดีย์พระธาตุพนมถูกปล่อยให้รกร้าง เถาวัลย์ขึ้นปกคลุมพระเจดีย์จนมิดเหลือแต่ยอด

ทั้ง ๓ องค์ได้พักบำเพ็ญเพียรอยู่บริเวณนั้น ตกกลางคืนประมาณ ๔-๕ ทุ่ม จะปรากฏดวงไฟและแสงสีเขียวกลมโตเท่าลูกมะพร้าว มีรัศมีสว่างเป็นทาง ผุดออกจากยอดพระเจดีย์ แล้วลอยห่างออกไปไกลสุดสายตา ถึงเวลาตี ๓-๔ ดวงไฟนั้นจะลอยกลับมา จนถึงยอดพระเจดีย์แล้วหายไป เหตุการณ์เช่นเดียวกันนี้เกิดขึ้นทุกคืน หลวงปู่เสาร์ ได้พูดว่า “ที่พระเจดีย์ต้องมีพระบรมสารีริกธาตุอย่างแน่นอน”

หลวงปู่เสาร์ และ หลวงปู่มั่น ได้ชวนชาวบ้านแถวนั้นซึ่งมีไม่กี่หลังคาเรือน ให้ช่วยกันถากถางต้นไม้ เถาวัลย์ บริเวณเจดีย์จนสะอาดสะอ้าน ใช้เวลา ๓ เดือน พอถึงวันมาฆบูชา ได้พาญาติโยมทำพิธีมาฆบูชา ให้รักษาศีลอุโบสถ นั่งสมาธิภาวนา จนชาวบ้านมีความเลื่อมใสในพระรัตนตรัย สวดมนต์ไหว้พระ และนั่งภาวนาเป็น

หลวงปู่มั่น ได้เล่าให้ศิษย์ฟังในภายหลังว่า การพักอยู่บริเวณพระธาตุพนม ทำให้จิตใจเบิกบานมาก ทำให้เกิดอนุสรณ์รำลึกถึงพระพุทธเจ้า แสดงถึงว่า การอยู่ในที่ที่เหมาะสม ทำให้จิตใจดีงามสูงขึ้น นับเป็นมงคลแก่ชีวิต พุทธศาสนิกชนควรหาโอกาสเข้าไปอยู่ในสถานที่เช่นนี้ เพื่อการปฏิบัติไปสู่ความเจริญในพระศาสนา

ใช้ธรรมโอสถรักษาโรคครั้งที่สอง

หลวงปู่มั่น ท่านมีโรคประจำตัว คือ โรคริดสีดวงจมูก ซึ่งเป็นอย่างเรื้อรัง รักษาไม่หาย และเสียดแทงท่านอยู่ตลอดเวลาในการปฏิบัติสมาธิภาวนาในวันหนึ่ง ท่านกำหนดดูเวทนา คือยกเอาอาการเจ็บป่วยเป็นอารมณ์ จิตได้รวมดิ่งลงถึงขั้นอัปปนาสมาธิ เกิดความรู้ที่อัศจรรย์ว่า โรคนี้เกิดจากการทำกรรมในชาติปัจจุบัน เมื่อจิตรวมแล้ว ปรากฏนิมิตเป็นอีกาตัวหนึ่ง บินมาจับบนศีรษะท่าน เอาจะงอยปากจิกกินจมูกของท่านจนหมดไป

พอออกจากสมาธิ รู้สึกว่าโรคริดสีดวงจมูกของท่านก็หายเป็นปกติตั้งแต่นั้นมา นี่เป็นการระงับความอาพาธดัวยธรรมะเป็นครั้งที่สอง

ธุดงค์เข้าไปในประเทศพม่า

หลวงปู่เสาร์ กนฺตสีโล ได้พาหลวงปู่มั่น และสามเณรธุดงค์กลับมายังจังหวัดอุบลราชธานี แล้วพำนักอยู่ที่วัดเลียบเช่นเดิม

ต่อมาหลวงปู่มั่น ได้ออกธุดงค์ไปตามป่าเขาลำเนาไพรอีกครั้งหนึ่ง คราวนี้ได้พบกับพระองค์หนึ่ง ชื่อมั่น เหมือนกับท่าน (พระมั่น องค์นี้ ต่อมาภายหลังได้รับสมณศักดิ์ชั้นสูงและได้รับแต่งตั้งเป็นเจ้าอาวาสวัดปทุมวนาราม กรุงเทพฯ)

ทั้งสององค์ออกธุดงค์เดินทางด้วยเท้า ข้ามป่าเขาหลายแห่งไปจนถึงเขตประเทศพม่า ตั้งใจแสวงหาความวิเวกไปเรื่อยๆ โดยไม่สนใจว่าเป็นเขตประเทศอะไร พอพบสถานที่เหมาะสมก็ปักกลดบำเพ็ญภาวนา พอเริ่มรู้สึกคุ้นกับสถานที่ก็ต้องย้ายไปที่ใหม่ เพื่อไม่ให้ติดสถานที่ ไม่ให้ติดความสุข

หลวงปู่บอกว่า ชาวพม่าที่ท่านพบล้วนมีศรัทธาต่อศาสนามาก ให้ความอนุเคราะห์ต่อพระสงฆ์เป็นอย่างดี แต่พูดกันไม่รู้เรื่อง ซึ่งท่านเห็นว่าเป็นการดี ที่ไม่ต้องพูดกันให้มีเรื่องกวนใจ สามารถปฏิบัติภาวนาได้เต็มที่

หลวงปู่ทั้งสองได้พำนักในที่ต่างๆ เป็นการชั่วคราว เพื่อฉลองศรัทธาชาวบ้าน ท่านไม่คิดจะอยู่ที่ใดเป็นเวลานานๆ เพราะท่าน “ไม่ได้มาเพื่อเอาคน แต่มาเพื่อหาทางพ้นทุกข์”

ช่วงนี้หลวงปู่ยังไม่ได้สอนธรรมะให้แก่ใคร เพราะท่าน “ต้องการความหลุดพ้นของตนก่อน ถ้าตนหลุดพ้นแล้วจึงจะช่วยให้คนอื่นหลุดพ้นตามได้” ท่านจึงมุ่งปฏิบัติอย่างเดียวโดยไม่สนใจใครทั้งนั้น

ในท่ามกลางป่าเขา สัตว์ป่า เช่น เสือ ช้าง งูจงอาง หมี วัว กระทิง มีชุกชุม ท่านรู้สึกเคยชินกับพวกสัตว์เหล่านั้น “แม้จะเดินสวนทางผ่านกันไป ต่างก็ทำเหมือนไม่รู้ไม่ชี้ ซึ่งกันและกัน”

ภาวนาที่ถ้ำผาบิ้ง จังหวัดเลย

ออกพรรษาแล้ว หลวงปู่มั่นทั้งสององค์ ก็เดินทางกลับประเทศไทย ท่านเดินทางด้วยเท้าไปส่งหลวงปู่มั่นอีกองค์ที่วัดปทุมวนาราม กรุงเทพฯ

หลวงปู่มั่นของเรา พักอยู่ที่นั่นชั่วระยะเวลาหนึ่ง แล้วท่านก็ออกเดินธุดงค์ต่อไปเพียงลำพังองค์เดียว มุ่งสู่จังหวัดเลย ไปพำนักที่ถ้ำผาบิ้ง อำเภอวังสะพุง

การภาวนาที่ถ้ำผาบิ้งแต่องค์เดียว “เป็นการทำความเพียรที่ได้ผลมาก แต่ก็ยังไม่ได้ปัญญาที่เป็นที่แน่ใจได้เลย”

“แม้ผ่านการปฏิบัติมาอย่างทุรกันดาร จิตได้รับความสงบถึงที่สุดแล้ว วิเวกถึงที่สุดแล้ว นั่งสมาธิก็ถึงที่สุดแล้ว เข้าป่าถึงที่สุดแล้ว อยู่ถ้ำมาก็ถึงที่สุดแล้ว แต่ความสงสัยก็ยังไม่พ้นไปเสียที”

อยู่ถ้ำผาบิ้งนานพอสมควร หลวงปู่ก็เดินทางกลับวัดเลียบ เมืองอุบลราชธานี สำนักของหลวงปู่เสาร์ พระอาจารย์ของท่าน

เมื่อหลวงปู่มั่นท่านมาอยู่กับหลวงปู่เสาร์เมื่อใดก็ตาม หลวงปู่มั่นจะทำตัวประหนึ่งพระบวชใหม่ ดูแลหลวงปู่ทุกอย่างด้วยความเคารพ นับตั้งแต่ล้างบาตร เทกระโถน ปูอาสนะ ถวายน้ำอาบ บีบนวด และอุปัฏฐากทุกอย่าง ซึ่งท่านทำอย่างเสมอต้นเสมอปลาย จนรู้สึกว่าอาจารย์และศิษย์คู่นี้มีความผูกพันกันอย่างมาก และนี่ก็เป็นต้นแบบที่ศิษย์สายกรรมฐานได้ปฏิบัติต่อครูอาจารย์ของตน สืบต่อมาจนปัจจุบัน

สุบินนิมิต

ที่วัดเลียบ เมืองอุบลฯ หลวงปู่มั่นได้เพียรปฏิบัติภาวนาอย่างไม่ลดละ การดำเนินชีวิตของท่านมีความก้าวหน้าโดยลำดับ มีนิมิตที่น่าสนใจ ๒ ครั้ง

ครั้งแรก หลวงปู่เล่าว่า คืนหนึ่ง “เราได้หลับไปแล้ว แต่การหลับของเราในขณะนั้นเหมือนจะตื่น เพราะต้องกำหนดจิตให้มีสติไว้เสมอ”

ท่านรู้สึกว่าฝันไป ว่าเดินออกจากบ้าน เข้าสู่ป่าที่รกชัฏ พบต้นไม้ใหญ่ชื่อ ต้นชาด ถูกโค่นล้มอยู่กับพื้น กิ่งก้านผุพังแล้ว ท่านขึ้นไปยืนบนขอนต้นชาด มองไปข้างหน้าเห็นทุ่งกว้าง ทันใดมีม้าขาวมาหยุดอยู่ใกล้ๆ ท่านขึ้นไปนั่งบนหลังแล้วม้าก็วิ่งผ่านทุ่งไปจนสุด พบตู้พระไตรปิฎกตั้งตระหง่านอยู่ ท่านไม่ได้เปิดตู้ดู แล้วรู้สึกตัวตื่น

ท่านได้ทบทวนเรื่องที่ฝัน เกิดความรู้สึกมั่นใจในการปฏิบัติภาวนาของท่าน ภายหลังท่านได้ทำนายเหตุการณ์ที่ฝันให้ฟังว่า ที่ออกจากบ้านก็คือออกจากเพศฆราวาสไปพบป่ารกชัฏแสดงว่ายังไปไม่ถูกทางจริง จึงต้องลำบากหนัก ที่ท่านได้ขึ้นไปบนขอนไม้ขาดที่ผุพังแล้ว แสดงว่าชาตินี้อาจเป็นชาติสุดท้ายของท่าน เหมือนตันซาดนั้นย่อมไม่สามารถงอกได้อีกแล้ว ท่านต้องแสวงหาต่อไป ทุ่งโล่ง หมายถึงแนวทางที่ถูกต้องเป็นทางที่ไม่ลำบากนัก การได้ขี่ม้าขาว หมายถึงการเดินทางไปสูความบริสุทธิ์ได้อย่างรวดเร็ว การพบตู้พระไตรปิฎกแต่ไม่ได้เปิดดู ก็คือท่านคงไม่ได้ถึง ปฏิสัมภิทาญาณ ถ้าได้เปิดดูก็คงจะแตกฉานกว่านี้ เพียงได้ความรู้ถึงปฏิสัมภิทานุศาสน์สามารถสอนผู้อื่นได้เพียงบางส่วนเท่านั้น

หลวงปู่ได้เร่งความเพียรหนักขึ้น ได้เปลี่ยนวิธีการ คือพอจิตดำเนินถึงขั้นสงบนิ่งแล้ว แต่ไม่หยุดที่ความสงบนิ่งเหมือนแต่ก่อน ยกกายขึ้นพิจารณา เรียกว่า กายคตาสติ โดยกำหนดจิตเขาสู่กายทุกส่วน ทั้งยืน เดิน นั่ง นอน ให้จิตจดจ่อที่กายตลอดเวลา พิจารณาให้เป็นอสุภะจนเกิดความเบื่อหน่าย (นิพพิทาญาณ) บางครั้ง ขณะเดินจงกรมอยู่ ปรากฏเดินลอยอยู่ท่ามกลางซากศพก็มี เหตุการณ์เช่นนี้ปรากฏขึ้นเป็นเดือน ท่านว่า ปรากฏปัญญาขึ้นมาบ้าง ไม่เหมือนทำจิตให้สงบอยู่อย่างเดียวเหมือนที่ผ่านมา ซึ่งได้แต่ความสุข ความอิ่มใจเฉยๆ ยิ่งกว่านั้นยังเกิดความหวั่นไหวไปตามกิเลสอยู่ แต่การปฏิบัติในคราวหลังนี้ ความรู้สึกหวั่นไหวได้ชะงักลง จึงปลงใจว่าน่าจะไปถูกทาง

นิมิตครั้งที่สอง เกิดขึ้นจากการปฏิบัติในช่วงต่อมา ได้เกิดนิมิตในสมาธิ ติดต่อกันอย่างต่อเนื่อง เป็นเวลาถึง ๓ เดือน

วันหนึ่ง หลวงปู่เกิดนิมิตในสมาธิว่า เห็นคนตายนอนอยู่ห่างจากตัวท่านราว ๑ ศอก มีสุนัขกำลังกัดทึ้งซากศพ ดึงไส้ออกมาเคี้ยวกินอยู่ ท่านกำหนดจิตพิจารณาดูซากศพทุกส่วน กำหนดขยายส่วนต่างๆ ขึ้นพิจารณาจนเห็นเด่นชัด สามารถกำหนดขยายหรือย่อส่วนได้ตามต้องการ (เรียกว่า ปฏิภาคนิมิต) ยิ่งพิจารณาไปจิตก็ยิ่งสว่างไสวปรากฏดวงแก้วขึ้นมา แล้วทิ้งการกำหนดอสุภะ มากำหนดเอาเฉพาะดวงแก้วเป็นอารมณ์

วาระต่อไป ได้ปรากฏนิมิตเป็นภูเขาอยู่ข้างหน้า ท่านกำหนดจิตขึ้นไปดู เห็นมี ๕ ชั้น เดินขึ้นไปจนถึงขั้นที่ ๕ พบบันไดแก้ว แล้วหยุดอยู่ที่นั่น ไปต่อไปได้จึงเดินทางกลับ ท่านพบว่าท่านได้สะพายดาบและใส่รองเท้าวิเศษไปด้วยในทุกครั้งที่เกิดนิมิต

ในครั้งต่อไป เมื่อทำสมาธิ ก็เกิดนิมิตและดำเนินไปเหมือนเดิม เดินไปถึงที่เดิม เห็นกำแพงแก้ว เปิดประตูเดินเข้าไป พบพระนั่งสมาธิอยู่ ๒-๓ องค์ ท่านเดินต่อไปจนถึงหน้าผาสูงชัน เดินต่อไม่ได้จึงกลับทางเดิม

ในครั้งต่อๆ ไป การทำสมาธิก็ดำเนินไปในแนวเดิมไปพบเห็นสิ่งต่างๆ ต่อไปเรื่อยๆ ครั้งหนึ่ง ได้สวนทางกับท่านเจ้าคุณพระอุบาลีคุณูปมาจารย์ (จันทร์ สิริจนฺโท วัดบรมนิวาส กรุงเทพฯ ) ท่านเจ้าคุณกล่าวเป็นภาษาบาลีว่า “อฏฺฐงฺคิโก มคฺโค” แล้วก็เดินต่อไปนิมิตในสมาธิเกิดต่อเนื่องกันไปนานถึง ๓ เดือน จนไปถึงที่สุดไม่มีนิมิตอะไรต่อไปอีกแล้ว มีแต่ความสุขสงบเหลือที่จะประมาณได้จนท่านเองสำคัญว่า “ตนของตนถึงความบริสุทธิ์แน่จริง หมดจากกิเลสแล้ว”

หลวงปู่ได้ยกประสบการณ์ในครั้งนั้นมาเป็นตัวอย่างสั่งสอนศิษย์ว่า “ระวัง อย่าได้ไปหลงในจิตเช่นนี้ เพราะมันวิเศษจริงๆ ผู้ปฏิบัติทางจิตชอบจะมาติดอยู่เพียงแค่นี้ แล้วสำคัญตนผิด... เราเองก็เป็นมาแล้วและมันก็น่าจะหลงใหล เพราะเป็นสิ่งอัศจรรย์มาก ที่เรียกว่าวิปัสสนูปกิเลส ก็คือความเป็นเช่นนี้”

หลังจากที่หลวงปู่รู้ตัวว่าหลงไปตามนิมิตต่างๆ แล้ว ท่านกลับมากำหนด กายคตา จิตได้เข้าถึงฐาน ปรากฏว่าได้เลิกหนังของตนออกหมด แล้วแหวะในกาย พิจารณาทบทวนในร่างกายอย่างละเอียด แล้วพักจิต (มิใช่พิจารณากายไปโดยไม่หยุดพัก) ขณะที่พักก็รู้ว่าปัญญาได้เกิดขึ้นพอควร มีอาการไม่ตื่นเต้น ไม่หวั่นไหว จึงได้เปล่งอุทานว่า “นี่แหละจึงจัดว่ารวมถูก เพราะไม่ใช่จิตรวมสงบแล้วก็อยู่เฉย ที่สงบนั้น ต้องสงบแล้วพิจารณาอยู่ในกัมมัฏฐาน คืออยู่ในการพิจารณาดูตัวทุกข์คือกายนี้เป็นตัวทุกข์ และให้เห็นตัวทุกข์อยู่จึงจะได้ชื่อว่าดำเนินจิตอยู่ในองค์มรรค...ฯลฯ... เราจะต้องตรวจค้นให้รู้จริงเห็นจริงอยู่ที่กายกับจิตเท่านั้น จึงจะถูกอริยมรรคปฏิปทา”

มีครั้งหนึ่ง ปรากฏในนิมิตว่า ร่างกายของท่านแตกออกเป็น ๒ ภาค ท่านกำหนดจิตให้นิ่ง จนเกิดความสังเวชสลดใจ เห็นทุกข์ของการเวียนว่ายตายเกิด จึงถือเอาหลักที่ทำมาเป็นการเริ่มต้น เพราะมั่นใจว่าปฏิบัติถูกต้อง เป็นทางดำเนินจิตของท่านต่อไป

ได้ธรรมที่ถ้ำไผ่ขวาง นครนายก

การปฏิบัติภาวนาในช่วงที่อยู่วัดเลียบ แม้จะก้าวหน้าไปโดยลำดับแต่หลวงปู่มั่นตระหนักว่า “ยังไปได้ไม่ไกลเท่าไร” ท่านจึงได้ออกธุดงค์เข้าป่าเพียงลำพังองค์เดียว ไปทางนครราชสีมา เข้าดงพญาเย็น แสวงวิเวกไปเรื่อยๆ จนถึงบริเวณน้ำตกสาริกา จังหวัดนครนายก เป็นป่าทึบเต็มไปด้วยสิงสาราสัตว์ เป็นสถานที่น่าประหลาดสำหรับพระธุดงค์

หลวงปู่ มุ่งหน้าสู่ถ้ำไผ่ขวาง ชาวบ้านได้ทัดทานไว้เนื่องจากมีพระธุดงค์ไปมรณภาพที่ถ้ำแห่งนั้นถึง ๖ องค์แล้ว แต่หลวงปู่ตอบชาวบ้านว่า “ขอให้อาตมาเป็นองค์ที่ ๗ ก็แล้วกัน”

หลวงปู่มั่น ภูริทตฺโต ท่านมีความเด็ดเดี่ยวปฏิบัติธรรมแบบมุ่งมั่นไม่กลัวตาย หากแต่กลัวกิเลสย่ำยีจิตใจให้รุ่มร้อนมากกว่า

ถ้ำแห่งนั้นเป็นถ้ำที่ไม่ใหญ่โตนัก มีต้นไม้ขึ้นปกคลุมหนาแน่นบรรยากาศน่าสะพรึงกลัว ยิ่งตอนพลบค่ำยิ่งวังเวง แต่หลวงปู่ท่านเคยชินกับสภาพเช่นนั้นมากแล้ว จึงไม่มีอะไรทำให้จิตใจของท่านหวั่นไหวได้ หลังจากจัดแจงสถานที่และเดินดูรอบๆ บริเวณแล้ว พอค่ำลงสนิท ท่านก็เริ่มบำเพ็ญภาวนาโดยนั่งสมาธิตลอดคืน ปรากฏว่าสว่างไสวไปหมดนับเป็นนิมิตที่ดียิ่ง

รุ่งขึ้นเช้า หลวงปู่ก็ออกบิณฑบาตที่หมู่บ้านไร่นั้น หลังจากฉันแล้ว ท่านก็พักกลางวันไปสักหนึ่งชั่วโมง พอลุกขึ้นรู้สึกตัวหนักไปหมด หนำซ้ำเกิดท้องร่วงอย่างแรง เมื่อสังเกตดูอุจจาระพบว่าอาหารที่ฉันเข้าไปไม่ย่อยเลย ข้าวสุกยังเป็นเม็ด อาหารที่ทานเข้าไปยังอยู่ในสภาพเดิม ท่านจึงเข้าใจว่าพระองค์ก่อนๆ ที่มรณภาพไปก็คงเป็นเพราะเหตุนี้เอง ได้รำพึงกับตัวเองว่า “เราเองก็เห็นจะตายแน่เหมือนพระเหล่านั้น”

หลวงปู่ได้หาที่ที่น่าหวาดเสียวที่สุด เห็นว่าริมปากเหวเหมาะที่สุดที่จะนั่งบำเพ็ญเพียร ท่านตั้งใจแน่วแน่ว่า “หากจะตายขอตายตรงนี้ ขอให้ร่างกายหล่นลงไปในเหวนี้ จะได้ไม่ต้องเป็นที่วุ่นวายเดือดร้อนแก่ใคร ๆ

ตั้งแต่บัดนั้น หลวงปู่ได้ตั้งปณิธานแน่วแน่ว่า “ถ้าไม่รู้แจ้งเห็นจริง ก็จะไม่ลุกจากที่นั่งนี้เป็นอันขาด”

หลวงปู่ได้นั่งสมาธิ ณ จุดนั้นติดต่อกันเป็นเวลา ๓ วัน ๓ คืนโดยไม่ลืมตาเลย ท่านเริ่มกำหนดจิตต่อจากที่เคยดำเนินการครั้งหลังสุดได้เกิดการสว่างไสวดุจกลางวัน ความผ่องใสของจิตสามารถเห็นทุกสิ่งทุกอย่างตามต้องการ แม้จะกำหนดดูเม็ดทรายก็เห็นอย่างชัดเจนทุกเม็ดแม้จะพิจารณาทุกอย่างที่ผ่านมาก็แจ้งประจักษ์ขึ้นมาในปัจจุบันหมด

ในขณะที่จิตของท่านดำเนินไปอย่างได้ผล ก็ปรากฏเห็นเป็นลูกสุนัขกำลังกินนมแม่ ท่านได้พิจารณาใคร่ครวญดูว่า ทำไมจึงเกิดมีนิมิตมาปน ทั้งๆ ที่จิตของท่านเลยขั้นที่จะนิมิตแล้ว เมื่อกำหนดจิตพิจารณาก็เกิดญาณรู้ขึ้นว่า “ลูกสุนัขนั้นก็คือตัวเราเอง เราเคยเกิดเป็นสุนัขอยู่ตรงนี้มานับอัตภาพไม่ถ้วย เวียนเกิดเวียนตายเป็นสุนัขอยู่หลายชาติ ”

เมื่อพิจารณาโดยละเอียด ได้ความว่า ภพ คือความยินดีในอัตภาพของตน สุนัขก็ยินดีในอัตภาพของมัน จึงต้องวนเวียนอยู่ในภพของมันตลอดไป

เมื่อหลวงปู่ทราบความเป็นไปในอดีตชาติของท่านได้ถึงความสลดจิตเป็นอย่างมาก

ความสว่างไสวในจิตของท่านยังคงเจิดจ้าอยู่ แต่ทำไมยังมีการห่วงหน้าพะวงหลังอยู่ ไม่สามารถพิจารณาธรรมให้ยิ่งขึ้นไปได้เมื่อตรวจสอบดูก็พบความจริงที่ท่านไม่เคยทราบมาก่อน นั่นคือ “การปรารถนาพระสัมมาสัมโพธิญาณ” ของท่าน ซึ่งมีในสมัยพระพุทธเจ้าองค์ปัจจุบันนี้เอง แล้วเมื่อไรจะถึงคิวได้เป็นพระพุทธเจ้าตามความปรารถนา!

หลวงปู่ได้ย้อนพิจารณาถึงภพชาติในอดีต ปรากฏว่า ท่านเคยมีตำแหน่งเป็นเสนาบดีเมืองกุรุรัฐ (กรุงเดลฮีในปัจจุบัน) พระพุทธเจ้าได้เสด็จไปแสดงธรรมโปรดชาวกุรุรัฐ พระองค์ทรงแสดงมหาสติปัฏฐานสูตร หลวงปู่ ซึ่งเป็นเสนาบดีในชาตินั้นก็ได้เจริญสติปัฏฐาน แล้วยกจิตขึ้นอธิษฐานว่า “ขอให้ข้าพเจ้าได้เป็นพระพุทธเจ้า เช่นพระองค์เถิด”

ได้ความว่า หลวงปู่ได้ปรารภโพธิญาณมาตั้งแต่บัดนั้น ซึ่งเป็นเหตุให้ท่านต้องชะงักในการพิจารณาอริยสัจ เพื่อทำจิตให้หลุดพ้นได้ต้องสร้างบารมีเป็นพระโพธิสัตว์ไปอีกชั่วกัปชั่วกัลป์ ถ้าไม่ปล่อยวางความปรารถนานั้น

หลวงปู่ยังเห็นต่อไปอีกว่า หลวงปู่เทสก์ เทสรังสีเป็นหลานของเสนาบดีแห่งกุรุรัฐในครั้งนั้น ภายหลังเมื่อหลวงปู่เทสก์ตามท่านไปอยู่ที่เชียงใหม่ หลวงปู่ได้บอกหลวงปู่เทสก์ว่า “เธอเคยเกิดเป็นหลานเราที่กรุงกุรุรัฐ ฉะนั้น เธอจึงดื้อดึงไม่ค่อยจะฟังเรา และสนิทสนมกับเรายิ่งกว่าใคร”

หลวงปู่เทสก เทสรังสี ได้อยู่ปฏิบัติธรรมกับหลวงปู่มั่นติดต่อกันนานถึง ๑๒ ปี ยาวนานกว่าศิษย์องค์อื่นๆ ทั้งหมด

ต่อจากนั้น หลวงปู่ได้ระลึกถึง หลวงปู่เสาร์ กนฺตสีโล พระอาจารย์ของท่าน ก็ปรากฏว่า หลวงปู่เสาร์ได้เคยปรารถนาเป็นพระปัจเจกโพธิญาณ (พระปัจเจกพุทธเจ้า) จึงไม่สามารถที่จะกระตือรือร้นที่จะทำจิตให้ถึงที่วิมุตติได้

หลังจากได้ใคร่ครวญสิ่งต่างๆ แล้ว หลวงปู่รู้สึกสลดใจที่เคยเกิดเป็นสุนัขนับอัตภาพไม่ถ้วน และยังจะต้องเวียนว่ายตายเกิดเพื่อสร้างบารมีไปอีกนานแสนนาน ท่านจึงได้ตัดสินใจหยุดการปรารถนาพระโพธิญาณ แล้วตั้งใจเพื่อการบรรลุธรรมในชาติปัจจุบัน

หลวงปู่มั่นได้พิจารณาธรรมที่พระพุทธองค์ทรงตรัสรู้ระลึกได้ว่า ธรรมจักกัปปวัตนสูตร ที่ทรงแสดงในปฐมเทศนา เป็นทางบรรลุที่แท้จริง พระองค์ทรงแสดงจากความเป็นจริงที่พระองค์ได้ทรงรู้แล้วนำออกแสดงโปรดพระปัญจวัคคีย์ ทรงแสดงถึงอริยสัจ ๔ คือ ทุกข์ สมุทัย นิโรธ มรรค และทรงย้ำว่า

ปริเญยฺยนฺ เม ภิกฺขเว ทุกข์ถึงกำหนดรู้ ปริญาตนฺ เม ภิกฺขเวเราได้กำหนดรู้แล้ว ปหาตพฺพนฺติ เม ภิกฺขเว สมุทัยควรละ ปหีนนฺติ เม ภิกฺขเว เราได้ละแล้ว สทฺฉกาตพฺพนฺติ เม ภิกฺขเว นิโรธควรทำให้แจ้ง เราทำให้แจ้งแล้ว ภาเวตพฺพนฺติ เม ภิกฺขเว มรรคควรเจริญให้มาก ภาวิตนฺติ เม ภิกฺขเว เราก็เจริญให้มากแล้ว

เมื่อได้ระลึกถึงธรรมะอันเป็นหัวใจของพระธรรมจักกัปปวัตนสูตร คือ อริยสัจ ๔ ได้แก่ ทุกข์ ควรกำหนดรู้ สมุทัย ควรละ นิโรธควรทำให้แจ้ง และ มรรค ควรเจริญให้มาก ดังนี้แล้ว หลวงปู่ก็ได้พิจารณาอริยสัจไปตามลำดับ

หลวงปู่ได้พิจารณากายคติ โดยนำเอาการระลึกชาติที่เกิดเป็นสุนัขมาพิจารณาเป็นตัวทุกข์ จนกระทั่งเกิดความแจ่มแจ้งขึ้นในจิตกลายเป็น ญาณ คือ การหยั่งรู้ที่เกิดจากการดำเนินทางจิตจนพอเพียงแก่ความต้องการ (อิ่มตัว) มิใช่เกิดจากการนึกเอา คิดเอา หรือน้อมเอาเพื่อให้เป็นไป แต่เกิดจากการพิจารณาโดยความเป็นจริงแห่งกำลังของจิตที่ได้รับการอบรมมาพอแล้ว

(ตัวอย่างเช่น ผลไม้ มันจะต้องพอแก่ความต้องการของมันจึงจะสุกได้ ไม่ใช่นึกเอาคิดเอา หรือ ข้าวจะสุกได้ก็ต้องได้รับความร้อนที่พอแก่ความต้องการของมัน)

ในการพิจารณากาย ที่เป็นตัวทุกข์ ก็เช่นกัน กว่าจะกลับกลายเป็นญาณขึ้นมาได้ก็ต้องอาศัยการพิจารณาทางจิต จนเพียงพอแก่ความต้องการ คือ อิ่มตัวในแต่ละครั้ง จะเกิดเป็นนิพพิทาญาณ คือความเบื่อหน่าย จะตั้งอยู่ในใจได้ก็เมื่อการพิจารณากาย ได้เห็นชัดด้วยความสามารถแห่งพลังจิต... “การพิจารณาทุกข์เป็นเหตุให้เกิดญาณนี้ ถ้าเกิดความเพียงพอแห่งกำลังเข้าเมื่อใด ญาณนั้นจึงจะเป็นกำลังตัดกิเลสได้”

โดยย่นย่อ หลวงปู่ได้พิจารณาอริยสัจ ๔ จนเกิดญาณรู้แจ้งขึ้นในจิตโดยลำดับ ในวาระสุดท้าย หลวงปู่ได้กำหนดทวนกระแสจิตกลับมาหา ฐีติภูตํ คือ ที่ตั้งของจิต จนปรากฏตัว “ผู้รู้-ผู้เห็น” และ“ผู้ไม่ตาย” ท่านพิจารณาทวนกลับไปกลับมา จนหมดความสงสัยทุกอย่างโดยสิ้นเชิง

ทันใดนั้น เกิดสิ่งที่ไม่คาดฝัน มีเสียงสนั่นหวั่นไหวราวแผ่นดินถล่มอยู่บริเวณรอบๆ หลวงปู่กำหนดรู้ด้วยจิต เห็นยักษ์ร่างสูงใหญ่มาตะคอกให้หลวงปู่ลุกหนีจากที่นั่น หลวงปู่กำหนดจิตตอบไปว่า “เราไม่ลุก” แล้วยักษ์ใช้ตะบองหวดลงที่ร่างหลวงปู่ ดังสนั่นหวั่นไหวร่างท่านจมลงในดินประมาณ ๑๐ วา แล้วค่อยๆ ลอยกลับขึ้นมาสู่ที่เดิม

เจ้ายักษ์แสดงอาการโกรธจัด ได้ถอนต้นตะเคียนใหญ่ทุ่มลงที่ร่างหลวงปู่ รู้สึกว่าร่างท่านแหลกละเอียด แล้วกลับรวมกันเป็นเหมือนเดิม จิตของท่านแน่วแน่ไม่หวั่นไหว และไม่ได้ลืมตา ยักษ์ได้กลายร่างเป็นคนหมอบกราบขอขมาหลวงปู่ แล้วก็หายไป

ขณะนั้นเป็นเวลาระหว่างตี ๓-๔ หลวงปู่ได้คำนึงถึง ญาณ ๓ ในอริยมรรค คือ สัจจญาณ กิจจญาณ กตญาณ จิตของท่านดำเนินไปจนถึงจุดอิ่มตัวแล้วจนแน่ใจว่ารู้แจ้งเห็นจริงในธรรม สลัดกิเลสออกจากใจได้อย่างหมดสิ้น ท่านจึงได้ลืมตาขึ้น ลุกขึ้นเดินจงกรมในเวลาก่อนแจ้งรู้สึกกายเบา-จิตเบา พอได้เวลาก็ออกบิณฑบาตไปยังหมู่บ้าน

ชาวบ้านแปลกใจมาก คิดว่าหลวงปู่คงมรณภาพแล้ว เพราะหายไปถึง ๓ วัน ได้พากันกราบเรียนถาม หลวงปู่เพียงแต่ตอบว่า“ก็เราได้ต่อสู้กับความโง่ของตัวเองนั้นแหละโยม เห็นจิตสงบดีจึงไม่ได้มา”

สาเหตุที่พระธุดงค์มรณภาพ

เมื่อหลวงปู่กลับจากบิณฑบาต กลับไปที่ถ้ำ ทุกอย่างดำเนินไปดัวยความปลอดโปร่ง สุขภาพร่างกายของท่านแข็งแรงเป็นปกติ ท่านได้นั่งสมาธิหวนพิจารณาถึงสาเหตุการมรณภาพของพระธุดงค์ทั้ง ๖ องค์ก็พบความจริงว่าเป็นเพราะท่านเหล่านั้นได้ “ประพฤติเป็นศีลวิบัติโดยลักษณะต่างๆ กัน”

โดยสรุป พระองค์แรก เก็บอาหารบางอย่างที่ได้จากการบิณฑบาตเอาไว้ฉันในวันต่อไป องค์ที่สอง ตัดต้นไม้มาทำนั่งร้านสำหรับนั่งนอนนอกถ้ำ องค์ที่สาม ขุดดินเอาหัวมันมาต้มฉัน องค์ที่สี่ เก็บอาหารไว้และเก็บผลไม้ป่ามาฉัน องค์ที่ห้า เก็บผลไม้ป่ามาฉัน และองค์ที่หก เก็บอาหารไว้บริโภคเป็นอาจิณ เมื่อกล่าวโดยสรุป พระทั้ง๖ องค์ ประพฤติศีลของพระไม่บริสุทธิ์นั่นเอง เรื่องนี้นับว่าสำคัญอย่างยิ่งยวดสำหรับพระธุดงค์ และสำหรับผู้บำเพ็ญเพียรไปสู่ความบริสุทธิ์อย่างแท้จริง

พิจารณาอุบายในการสอนธรรม

หลวงปู่พำนักอยู่ที่ถ้ำไผ่ขวางแห่งนี้ต่อไปอีกระยะหนึ่ง พบความสงบ สว่างในดวงจิตตลอดทั้งกลางวันและกลางคืน ท่านได้พิจารณาอุบายในการสอนธรรมะให้ผู้อื่นรู้ตาม เพราะเป็นเรื่องที่ยากที่จะให้ได้ผลอย่างแท้จริง

หลวงปู่ได้กำหนดอุบายว่า “การแนะนำในขั้นตอนนี้ควรจะต้องดำเนินไปเฉพาะภิกษุสามเณรเป็นประการสำคัญ เพราะพระภิกษุสามเณรแม้เพียงองค์เดียว ถ้าได้เห็นธรรมเป็นที่แน่ชัดแล้ว จะไปสอนอุบาสกอุบาสิกาได้เป็นจำนวนมาก และก่อนที่จะสอนใคร จะต้องพิจารณาจิตของผู้นั้นว่าควรจะได้รับธรรมะอย่างไร ผู้นั้นควรจะนำไปปฏิบัติอย่างไร...”“

ถ้าเราไม่พึงรู้ถึงความเป็นจริง คือ อุปนิสัย วาสนา และปุพเพนิวาสแต่กาลก่อน ซึ่งจะเป็นเหตุให้เราได้ทราบชัดว่า ผู้ใดควรได้รับธรรมกรรมฐานอะไรและสามารถรู้ซึ้งในกรรมฐานได้แล้ว เราจะยังไม่สอนใครเลยทีเดียว”

ด้วยเหตุนี้การสอนกรรมฐานของหลวงปู่มั่นจึงได้ผลเต็มร้อยซึ่งปรากฏเป็นประจักษ์พยานในบรรดาสานุศิษย์ว่า “เมื่อหลวงปู่สอนใครแล้วต้องได้ผล”

ครูบาอาจารย์สายกรรมฐานชั้นนำ ที่เป็นลูกศิษย์ของหลวงปู่มั่นโดยตรง ที่บรรดาผู้ปฏิบัติธรรมรู้จักกันดีมีไม่ต่ำกว่า ๒๐๐-๓๐๐ องค์ ศิษย์รุ่นแรกได้แก่ หลวงปู่สิงห์ ขนฺตยาคโม หลวงปู่ดูลย์ อตุโล หลวงปู่ขาว อนาลโย หลวงปู่พระมหาปิ่น ปญฺญาพโล เป็นต้น ศิษย์รุ่นถัดมาเช่น หลวงปู่แหวน สุจิณฺโณ หลวงปู่ตื้ัอ อจลธมฺโม หลวงปู่ฝั้น อาจาโร หลวงปู่หลุย จนฺทสาโร หลวงปู่ชอบ ฐานสโม หลวงปู่เทสก์ เทสรงฺสี หลวงปู่อ่อน ญาณสิริ หลวงปู่กงมา จิรปุญฺโญ ท่านพ่อลี ธมฺมธโร หลวงปู่สาม อกิญฺจโน หลวงปู่สิม พุทธาจาโร หลวงปู่ชา สุภทฺโท หลวงปู่แว่น ธนปาโล ฯลฯ ที่ยังมีชีวิตอยู่ และเป็นเสาหลักสายกรรมฐานในปัจจุบันก็มี หลวงตาพระมหาบัว ญาณสมฺปนฺโน หลวงพ่อวิริยังค์ สิรินฺธโร หลวงปู่เหรียญ วรลาโภ เป็นต้น ซึ่งผู้สนใจในธรรมปฏิบัติทั้งหลายคงจะซาบซึ้งในบารมีธรรมของครูบาอาจารย์สายกรรมฐานทั้งที่เอ่ยนามและไม่ได้เอ่ยนาม มาเป็นอย่างดีแล้ว แต่ละองค์ล้วนเป็นกำลังสำคัญในการเผยแผ่พระศาสนาในยุคนี้ แต่ละท่านเหล่านี้ล้วนแต่ได้รับการฝึกอบรมและชี้แนะอย่างถูกต้องจากหลวงปู่มั่น และหลวงปู่เสาร์ กนฺตสีโล มาทั้งสิ้น

หลวงปู่ฟังสัตว์ป่าคุยกัน

มีเรื่องน่าสนใจที่ควรเล่าเป็นอุทาหรณ์อีกเรื่องหนึ่ง คือระหว่างที่หลวงปู่พำนักที่ถ้ำไผ่ขวางแห่งนั้น ปรากฏว่าท่านสามารถรู้และเข้าใจในกิริยาท่าทาง และเสียงของสัตว์ต่างก็ได้อย่างชัดเจน น่าอัศจรรย์

ตัวอย่างเช่น วันหนึ่ง มีลิงชั้นหัวหน้าฝูง ๔-๕ ตัว นั่งบนก้อนหินหน้าถ้ำ ชำเลืองดูหลวงปู่ พวกมันคุยกันว่า “ฤๅษีนี้ดีมาก ไม่เหมือนฤๅษีองค์ก่อนๆ นั้น บางทีก็ขว้างปาเรา เหมือนกับจะกินเราและทำผิดธรรมเนียมของฤๅษี ไม่ทำความเพียรเหมือนฤๅษีองค์นี้นั่นเองถึงได้ต้องตายไปจนหมด เราเข้าใจว่าฤๅษีองค์นี้คงไม่ตายแน่ เพราะฤๅษีองค์นี้ร่างกายท่านผ่องใสมาก”

หลวงปู่ฟังเข้าใจภาษาที่ลิงมันคุยกันโดยตลอด ท่านนึกในใจว่า“พวกสัตว์เดียรัจฉานแท้ๆ มันก็ยังรู้อะไรดีๆ เหมือนกัน”

ยึดถือพระพุทธเจ้าเป็นแบบอย่าง

ออกจากถ้ำไผ่ขวาง หลวงปู่มั่นได้ธุดงค์ต่อไปทางเมืองลพบุรี พำนักที่ถ้ำสิงห์โต เขาช่องลม หรือที่เรียกว่า เขาพระงามในปัจจุบันขณะนั้นเป็นปี พ.ศ. ๒๔๕๖

หลวงปู่ได้ระลึกว่า “สาวกของพระพุทธเจ้าจะต้องถือเอาพระพุทธเจ้าเป็นมูลเหตุ ถือเอาพระพุทธเจ้าเป็นแบบฉบับ และถือเอาพระพุทธเจ้าเป็นที่พึ่งอาศัย”

หลวงปู่ใช้เวลาส่วนใหญ่พิจารณาแนวคำสอนของพระพุทธเจ้าโดยละเอียด มีความเข้าใจอย่างถ่องแท้ แล้วท่านได้ยึดถือเป็นแนวทางดำเนินตามรอยบาทพระพุทธองค์จนตลอดชั่วชีวิตของท่าน รวมทั้งได้วางแนวทางการปฏิบัติให้สานุศิษย์สายกรรมฐานได้ประพฤติปฏิบัติ เป็นแบบอย่างสืบเนื่องกันอย่างเคร่งครัด

ธุดงค์วัตร ที่หลวงปู่มั่นถือปฏิบัติเป็นประจำ มีดังนี้

๑. ปังสุกูลิกังคธุดงค์ ถือนุ่งห่มผ้าบังสุกุลนับตั้งแต่วันอุปสมบทมาตราบถึงวัยชรา จึงได้ผ่อนใช้ผ้าที่ญาติโยมนำถวายเป็นผืน (คหบดีจีวร) เพื่ออนุเคราะห์แก่ผู้ศรัทธานำถวาย

๒. ปิณฑปาติกังคธุดงค์ ถือบิณฑบาตมาฉันเป็นประจำ ยกเว้นเฉพาะวันที่ไม่ฉัน แม้อาพาธไปในละแวกบ้านไม่ได้ ก็บิณฑบาตในเขตวัด จนกระทั่งอาพาธในปัจฉิมสมัย ก็บิณฑบาตในโรงฉัน

๓. ปัตตปิณฑิกังคธุดงค์ คือฉันในบาตรใช้ภาชนะเดียวเป็นนิตย์

๔. ขลุปัจฉาภัตติกังคธุดงค์ คือการไม่รับอาหารที่ตามส่งภายหลัง คือรับเฉพาะอาหารที่ได้มาในบาตร

๕. เอกาิิสนิกังคธุดงค์ ถือฉันหนเดียวเป็นวัตรตลอดมา แม้ถึงอาพาธหนักในปัจฉิมสมัยก็มิได้เลิกละ

๖. อารัญญิกังคธุดงค์ ถือการอยู่เสนาสนะป่า คือเที่ยวอยู่ตามโคนไม้บ้าง ในป่าในเขา อยู่ในที่วิเวกตามสมณวิสัย ท่านมาพำนักประจำที่ ที่วัดป่าบ้านหนองผือ ใน ๕ ปีสุดท้ายก่อนมรณภาพ

๗. เตจีวริกังคธุดงค์ ถือผ้าไตรจีวรเป็นวัตร คือใช้ผ้า ๓ ผืน ได้แก่ สังฆาฏิ จีวร และสบง ยกเว้นผ้าอาบน้ำ ซึ่งจำเป็นในสมัยนี้

นอกจากนี้ หลวงปู่มั่นจะไม่เคยก่อสร้างสิ่งใดๆ ท่านเน้นการปฏิบัติตนไปสู่การหลุดพ้น และเน้นการเผยแพร่ธรรมตามแนวทางของพระพุทธองค์อย่างแท้จริง

หลวงปู่มั่นเริ่มเป็นที่รู้จัก

ที่ถ้ำสิงห์โต ขณะที่หลวงปู่ทำสมาธิ ท่านระลึกถึงท่านเจ้าคุณพระอุบาลีคุณูปมาจารย์ (สิริจนฺโท จันทร์) ซึ่งอยู่วัดบรมนิวาสกรุงเทพฯ วันนั้นเป็นวันขึ้น ๑๐ ค่ำ เดือน ๘ เวลาประมาณ ๒๓.๐๐ น. ได้เห็นท่านเจ้าคุณอุบาลีฯ กำลังนั่งสมาธิพิจารณาปฏิจจสมุปบาท พิจารณากลับไปกลับมา และทราบว่าการพิจารณาของท่านเจ้าคุณฯ ยังมีส่วนติดขัดอยู่บางประการ หลวงปู่มั่นได้เข้าใจเหตุการณ์ทุกอย่างชัดเจน

วันต่อมาท่านเจ้าคุณอุบาลีฯ ได้มาที่เขาพระงามเป็นสถานที่ที่ท่านโปรดและมาประจำอยู่แล้ว หลังจากสนทนาปราศรัยพอสมควร หลวงปู่มั่นได้เรียนถามเรื่องที่ท่านเจ้าคุณฯ กำลังพิจารณาในสมาธิในคืนนั้น ท่านเจ้าคุณอุบาลีฯ ยอมรับว่าเป็นจริงทุกประการ และขอให้หลวงปู่มั่นช่วยชี้แจงในสิ่งที่ยังติดขัดอยู่ หลวงปู่มั่นได้ถวายคำอธิบายจนเข้าใจชัดเจน

ท่านเจ้าคุณอุบาลีฯ ถึงกับอุทานว่า “อ้อ! เราเข้าใจแล้วท่านอาจารย์รู้ใจผมดีมาก ผมพยายามพิจารณาเรื่องนี้มานาน แต่ยังไม่แจ่มแจ้ง พึ่งจะแจ่มแจ้งในเวลานี้เอง”

หลังจากที่ท่านเจ้าคุณอุบาลีฯ กลับถึงกรุงเทพฯ ท่านได้ประกาศความดีของหลวงปู่มั่นให้แก่ภิกษุสามเณรทั้งหมดฟังว่า : -

“ท่านอาจารย์มั่นเป็นอาจารย์กรรมฐานที่มีความสามารถที่สุดในยุคนี้ ถ้าใครต้องการจะศึกษาธรรมปฏิบัติแล้วจงไปศึกษากับพระอาจารย์มั่นเถิด เธอทั้งหลายจะได้ธรรมปฏิบัติอันลึกซึ้งจากท่านอาจารย์มั่น”

จากนั้น บรรดาภิกษุสามเณรที่ใคร่ในการปฏิบัติจึงได้หาโอกาสไปศึกษากับหลวงปู่มั่นเป็นจำนวนมาก

ในปี พ.ศ. ๒๔๕๗ หลวงปู่มั่น ได้รับการขอร้องจากท่านเจ้าคุณอุบาลีฯ ให้ลงมาจำพรรษาที่กรุงเทพฯ หลวงปู่ได้เลือกพำนักที่วัดปทุมวนาราม (วัดสระปทุม) เพราะมีความสงบสงัด เหมาะแก่การสอนและบำเพ็ญสมณธรรม พอถึงวันพระ หลวงปู่มั่นมักถือโอกาสไปฟังเทศน์จากท่านเจ้าคุณอุบาลีคุณูปมาจารย์ ที่วัดบรมนิวาส เป็นประจำ

หลวงปู่มั่นกลับภาคอิสาน

ปี พ.ศ. ๒๔๕๘ หลวงปู่มั่นอายุ ๔๗ ปี อายุพรรษา ๒๕ ได้เดินทางกลับอิสาน พำนักจำพรรษาที่วัดบูรพา จังหวัดอุบลราชธานี มีช่วงหนึ่ง ขณะที่ท่านกำลังพิจารณาว่า “ใครหนอจะเป็นผู้ควรแก่การสั่งสอน” พอดีกับ หลวงปู่สิงห์ ขนฺตยาคโม เข้าไปกราบขอเป็นลูกศิษย์หลวงปู่มั่นทักเป็นประโยคแรกว่า “เราได้รอเธอมานานแล้ว ที่อยากจะพบและต้องการชักชวนให้ปฏิบัติธรรมด้วยกัน”

หลวงปู่สิงห์ ขนฺตยาคโม (วัดป่าสาลวัน นครราชสีมา) องค์นี้จัดเป็นศิษย์รุ่นแรก ได้ติดตามปฏิบัติธรรมกับหลวงปู่มั่น ได้รับความไว้วางใจและมอบหมายให้เป็นผู้ปกครองดูแลพระภิกษุสามเณรสายกรรมฐานแทน เมื่อครั้งที่หลวงปู่มั่นไปอยู่ภาคเหนือถึง ๑๒ ปี

หลวงปู่สิงห์ ได้รับการยกย่องว่า เป็นเสมือน แม่ทัพใหญ่แห่งกองทัพธรรม ในสายพระป่าของหลวงปู่มั่น ภูริทตฺโต เพื่อนสหธรรมิกของหลวงปู่สิงห์ ได้แก่ หลวงปู่ดูลย์ อตุโล (วัดบูรพาราม สุรินทร์) หลวงปู่ขาว อนาลโย (วัดถ้ำกลองเพล หนองบัวลำภู) และหลวงปู่พระมหาปิ่น ปญฺญาพโล (วัดป่าศรัทธารวม นครราชสีมา เป็นพระน้องชายของหลวงปู่สิงห์)

ในปีเดียวกันนั้น หลวงปู่มั่นได้ไปโปรดโยมมารดาจนเกิดศรัทธาแก่กล้า ลาลูกหลานออกบวชชีจนตลอดชีวิต

ปี พ.ศ. ๒๔๕๙ หลังออกพรรษา หลวงปู่มั่น ได้ธุดงค์ไปหาหลวงปู่เสาร์ พระอาจารย์ของท่าน ซึ่งจำพรรษาอยู่ที่ถ้ำภูผากูด บ้านหนองสูง อำเภอคำชะอี จังหวัดนครพนม ได้หาโอกาสให้สติหลวงปู่เสาร์ให้วางการปรารถนาพระปัจเจกโพธิ ทำให้หลวงปู่เสาร์ได้ปฏิบัติก้าวหน้าต่อไปจนบรรลุ หมดความสงสัยในพระธรรม

ต่อจากนั้น หลวงปู่มั่น ได้ย้ายที่พำนักไปหลายแห่ง ท่านแนะนำศิษย์ให้อยู่วิเวก ไม่ให้อยู่คลุกคลีเป็นหมู่คณะ เพราะจะหาความวิเวกไม่ได้ หลวงปู่ก็คอยติดตามดูความเคลื่อนไหวของศิษย์ตลอดเวลาองค์ใดสงสัยหรือมีปัญหาในการปฏิบัติ ท่านก็จะคอยแก้ให้แนะให้อย่างได้ผล แม้จะพักอยู่ห่างไกลหลวงปู่ก็จะส่งใจไปตรวจสอบดู ถ้าพบว่าศิษย์องค์ใดมีปัญหาขัดข้อง ท่านจะใช้ให้พระหรือฆราวาสไปนิมนต์มาพบแล้วท่านจะแก้ไขให้เป็นรายๆ ไป

ตัวอย่างการส่งใจไปตรวจสอบศิษย์

ปี พ.ศ. ๒๔๖๐ หลวงปู่มั่น พักจำพรรษาอยู่ที่ป่าบ้านดงปอ ต.ห้วยหลวง อ.เพ็ญ จ.อุดรธานี มีลูกศิษย์ลูกหาอยู่ปฏิบัติธรรมดัวยหลายองค์

คืนหนึ่ง ท่านพระมหาปิ่น ปญฺญาพโล จากวัดบรมนิวาส กรุงเทพฯ เกิดความรู้สึกดูแคลนหลวงปู่มั่น ว่า “ท่านอาจารย์มั่นมิได้ร่ำเรียนพระปริยัติธรรมมากเหมือนเรา ท่านจะมีความรู้กว้างขวางได้อย่างไร เราได้ร่ำเรียนมาถึงเปรียญธรรม ๕ ประโยค จะต้องมีความรู้กว้างขวางมากกว่าท่าน และที่ท่านสอนเราอยู่เดี๋ยวนี้ จะถูกมิถูกประการใดหนอ”

หลวงปู่มั่นอยู่ที่กุฏิของท่าน คนละมุมวัด ได้ทราบวาระจิตของท่านพระมหาปิ่น ว่ากำลังคิดดูถูกท่าน อันเป็นภัยแก่การบำเพ็ญธรรมอย่างยิ่ง ท่านจึงลงจากกุฏิ เอาไม้เท้าไปเคาะฝากุฏิของท่านพระมหาปิ่น แล้วพูดเตือนสติว่า “ท่านมหาปิ่นนี้ เธอจะมานั่งดูถูกเราด้วยเหตุอะไร การคิดเช่นนี้เป็นภัยต่อการบำเพ็ญสมณธรรมจริงหนา มหา!”

ท่านพระมหาปิ่นตกใจเพราะคาดไม่ถึง รีบลงจากกุฏิมากราบขอขมาหลวงปู่ “กระผมกำลังนึกถึงท่านอาจารย์ในด้านอกุศลจิต กระผมขอกราบเท้า โปรดอโหสิให้กระผมเถิด ตั้งแต่วันนี้ต่อไป กระผมจะบังคับจิตมิให้นึกถึงสิ่งที่เป็นอกุศลจิตอย่างนี้ต่อไปอีก”

หลวงปู่จาริกไปหลายที่

ปี พ.ศ. ๒๔๖๑ หลวงปู่ไปพำนักจำพรรษาที่ถ้ำผาบิ้ง อ.วังสะพุง จ.เลย เป็นครั้งที่สอง

ปี พ.ศ. ๒๔๖๒ สำนักที่ป่าบ้านค้อ อ.ผือ จ.อุดรธานี

ปี พ.ศ. ๒๔๖๓ พำนักที่อำเภอท่าบ่อ จังหวัดหนองคาย

ปี พ.ศ. ๒๔๖๔ จำพรรษาที่บ้านห้วยทราย จังหวัดนครพนม มีพระภิกษุสามเณรพำนักด้วย ๑๐ รูป

ปี พ.ศ. ๒๔๖๕ หลวงปู่เสาร์ กับ หลวงปู่มั่น พร้อมทั้งศิษย์ ๒ รุ่นแรก กับศิษย์มาใหม่อีกจำนวนมากจำพรรษาที่บ้านหนองลาด อ.สว่างแดนดิน จ.สกลนคร ได้วางระเบียบข้อปฏิบัติสำหรับพระสายกรรมฐานให้ถือปฏิบัติโดยเคร่งครัด รวมทั้งระเบียบการสั่งสอนอบรมธรรมะแก่ประชาชน

ปี พ.ศ. ๒๔๖๖ จำพรรษาที่บ้านหนองบัวลำภู อ.หนองบัวลำภู จ.อุดรธานี (ปัจจุบันเป็นจังหวัดหนองบัวลำภู)

ปี พ.ศ. ๒๔๖๗ กลับไปจำพรรษาที่บ้านค้อ อ.ผือ จ.อุดรธานี เป็นครั้งที่สอง

ปี พ.ศ. ๒๔๖๘ พำนักที่อำเภอท่าบ่อ จ.หนองคาย

ปี พ.ศ. ๒๔๖๙ จำพรรษาที่บ้านสามผง อ.ศรีสงคราม จ.นครพนม ออกพรรษาแล้วหลวงปู่เสาร์และหลวงปูู่่มั่น ได้เรียกประชุมศิษย์ แนะนำการปฏิบัติและมอบภาระการปกครองหมู่คณะให้กับหลวงปู่สิงห์ ขนฺตยาคโม และหลวงปู่พระมหาปิ่น ปญฺญาพโล

ปี พ.ศ. ๒๔๗๐ หลวงปู่มั่น ได้ธุดงค์กลับไปบ้านเกิด ที่จังหวัดอุบลฯ พำนักที่เสนาสนะป่าบ้านหนองขอน อำเภอบุ่ง (อำนาจเจริญ) ได้แนะนำข้อปฏิบัติแก่โยมมารดา จนสามารถปฏิบัติได้อย่างน่าพอใจ โดยมารดาได้กล่าวกับท่านว่า

“ลูกเอ๋ย อย่าได้ห่วงแม่เลย ลูกไม่มีหนี้สินในแม่แล้ว ลูกได้อุตส่าห์พากเพียรเรียนธรรมวินัย ได้มาสงเคราะห์ให้แม่นี้ได้รู้จักหนทางแห่งข้อปฏิบัติแล้ว แม่ก็คงจะดำเนินข้อปฏิบัติของตนไปตามหนทางที่ได้รู้แล้วนั้น จนตราบเท่าชีวิตของแม่ ก็ขอให้ลูกจงประพฤติพรหมจรรย์ไปโดยสวัสดี”

ไปเชียงโหม่ เป็นเจ้าอาวาสวัดเจดีย์หลวง

ในปี พ.ศ. ๒๔๗๑ หลังจากมอบภาระการปกครองพระเณรให้กับหลวงปู่สิงห์แล้ว หลวงปู่มั่นได้ลงมากรุงเทพฯ จำพรรษาที่วัดปทุมวนาราม อยู่กับท่านเจ้าคุณพระปัญญาพิศาลเถร (หนู)

ในขณะนั้น ท่านเจ้าคุณพระอุบาลีคุณูปมาจารย์ (สิริจนฺโท จันทร์) วัดบรมนิวาส ได้ไปปรับปรุง วัดเจดีย์หลวง ในเมืองเชียงใหม่ซึ่งเป็นวัดร้างขึ้นเป็นวัดธรรมยุตแห่งแรกในภาคเหนือ เมื่อเข้ารูปเป็นที่มั่นคงพอสมควรแล้ว ท่านได้พยายามหาพระเถระผู้ทรงคุณวุฒิทั้งทางปริยัติและปฏิบัติให้ไปเป็นสมภาร เพื่อวางรากฐานคณะธรรมยุตในเชียงใหม่ “เพราะพระทางภาคนี้ ก่อนนั้นการฉันอาหารในเวลาวิกาล เขาไม่ถือว่าเป็นการผิดวินัย รู้สึกว่าวินัยจะหละหลวมมากในแถบนี้จึงเป็นเรื่องสำคัญที่จะให้พระเถระผู้มั่นคงรอบคอบน่านับถือมาอยู่ เพื่อให้เป็นประโยชน์จริงๆ”

ท่านเจ้าคุณอุบาลีฯ เห็นว่า “ควรจะเป็นท่านมั่น เพราะเป็นผู้เจริญทางการปฏิบัติกรรมฐาน”

หลวงปู่มั่น ซึ่งได้รับการแต่งตั้งให้ไปเป็นเจ้าอาวาสวัดเจดีย์หลวงและแต่งตั้งให้เป็นพระครูฐานาของสมเด็จพระมหาสมณเจ้ากรมพระยาวชิรญาณวโรรส สมเด็จพระสังฆราชเจ้า ที่พระครูธรรมธร พร้อมตั้งเป็นพระอุปัชฌาย์

หลวงปู่มั่นต้องจำใจรับตำแหน่งเจ้าอาวาส เพราะไม่ต้องการขัดใจท่านเจ้าคุณอุบาลีฯ ซึ่งป่วยอยู่ (เนื่องจากท่านขึ้นธรรมาสน์เทศน์เกิดขาหักเพราะไปกระทบกับลูกกรง ท่านข่มความเจ็บปวดไว้ ไม่แสดงให้ใครรู้ และเทศน์ไปตามปกติจนจบกัณฑ์)

วัดเจดีย์หลวง ในสมัยนั้นมีความสงบ ไม่พลุกพล่าน หลวงปู่ได้แนะนำพระเณรและฆราวาสบำเพ็ญภาวนา แต่ไม่ค่อยมีคนสนใจ“แม้เราจะพยายามแนะนำเท่าไรไม่เห็นจะเกิดประโยชน์เท่าที่ควรไม่มีใครเอาจริงเอาจัง เป็นอย่างไรหนอจึงเป็นกันเช่นนี้ แม้เราจะได้แสดงธรรมและทำเป็นตัวอย่าง ไม่เห็นใครคิดว่าเป็นเรื่องสำคัญ เราจึงพิจารณาว่า ควรไหมที่จะเอาเกลือมาแลกพิมเสน วันและคืนที่ล่วงไปจะเป็นการเสียประโยชน์อย่างยิ่งทั้งตนเองและผู้อื่น”

หลวงปู่มั่นเคารพในท่านเจ้าคุณอุบาลีฯ และเข้าใจเจตนาดีของท่านแต่หลวงปู่ก็เห็นว่า “ส่วนการเคารพก็เคารพ แต่ส่วนความจริงก็ต้องส่วนหนึ่ง ศาสนาเป็นสิ่งที่มีคุณประโยชน์แต่ถ้าเราทำไม่ถูกจังหวะกาละเทศะ มันอาจจะทำให้เสียเวลาที่ล่วงไป โดยจะพึงได้ประโยชน์น้อยไป...”

“เมื่อเราได้พิจารณาโดยรอบคอบแล้ว กับการคิดถึงตัวว่าจำเป็นจะต้องฝึกฝนต่อไป หากว่าได้เป็นสมภารและอยู่นานไป ความเป็นห่วงทั้งการงาน ญาติโยม มีมากขึ้น ถ้าเป็นเช่นนั้นก็ได้ประโยชน์อยู่หรอกแต่มันน้อยนักสำหรับนักปฏิบัติ เพราะถือว่าเป็นอาวาสปลิโพธิ ทั้งจะเป็นตัวอย่างไม่ดีแก่ศิษย์ของเราอีกจำนวนมาก ชึ่งธรรมดาก็ชอบและอยากจะเป็นสมภารกันอยู่แล้ว เมื่อมีคนนับถือมากลาภสักการก็มากขึ้นตามด้วย ดังพุทธภาษิตที่ว่า สกฺกาโร ปุริสํ หนฺติ ลาภสักการฆ่าบุรุษให้ตาย เพราะมัวเมาในลาภยศ แล้วการปฏิบัติต่างๆ ก็ค่อยๆ จมลงๆ ทุกที ในที่สุดก็เกิดการฆาตกรรมตัวเอง คือเอาแต่สบายไม่มีการบำเพ็ญกรรมฐานให้ยิ่งขึ้น มีแต่จะหาชื่อเสียง อยากให้มีคนนับถือมากยิ่งขึ้นโดยวิธีการต่างๆ นี่คือฆาตกรรมตัวเอง”

เมื่อออกพรรษาแล้ว หลวงปู่ได้สละตำแหน่งเจ้าอาวาสและตำแหน่งอุปัชฌาย์ กล่าวลาด้วยวาจาว่า “พัดยศ ประกาศนียบัตรพวกเจ้าจงพากันอยู่วัดเจดีย์หลวงนี้เถิด ส่วนพระมั่นจะไปแล้ว”

หลวงปู่ได้จัดบริขารธุดงค์ แล้วออกจากวัด เดินทางด้วยเท้าเปล่าแสวงหาความวิเวกตามป่าตามเขาในภาคเหนือเป็นเวลานานถึง ๑๒ ปี

ความจริงแล้ว ไม่ว่าอยู่ป่าหรืออยู่วัด หลวงปู่ก็บำเพ็ญเพียรโดยสม่ำเสมอเช่นกัน ท่านกล่าวว่า “การฝึกตนนั้นเราก็ต้องทำอยู่เป็นอกาลิโก ไม่เลือกกาลเวลาและสถานที่ โอกาสให้เมื่อไรก็ต้องทำ ทั้งนี้เพื่อการไม่ประมาท การที่นักปฏิบัติธรรมผู้รอเวลาสถานที่แม้โอกาสให้แล้วก็มัวแต่รอ รอว่าให้แก่ก่อน อายุมากก่อน รอว่าให้เข้าป่าก่อน อยู่ในป่าดงในเขาก่อนจึงทำ รอเข้าพรรษาก่อน ออกพรรษาไม่ทำ มัวแต่เลือกกาล เลือกสถานที่ก็จะเสียเวลาไปโดยใช่เหตุ”

ธุดงค์ในภาคเหนือ

เมื่อหลวงปู่ออกจากวัดเจดีย์หลวง ก็มุ่งตรงไปทางอำเภอพร้าว “ถนนรถยนต์ไม่มี เป็นป่าดงที่มืดครึ้ม โดยความประสงค์ เราต้องการที่จะไปให้ไกลที่สุด เราเดินไป ค้างแรมไปตามทาง เมื่อเห็นว่าเป็นที่สงบสงัดดีก็พักอยู่นานเพื่อปรารภความเพียร เมื่อเห็นว่าจะเป็นการคุ้นเคยกับญาติโยมมากเข้าก็ออกเดินทางต่อไป”

ปี พ.ศ. ๒๔๗๒ หลวงปู่จำพรรษาที่ถ้ำเชียงดาว อำเภอเชียงดาว

ปี พ.ศ. ๒๔๗๓ จำพรรษาที่ดอยจอมแตง อ.แม่ริม

ปี พ.ศ. ๒๔๗๔ จำพรรษาที่บ้านโป่ง อ.สันป่าตอง

ปี พ.ศ. ๒๔๗๕ หลวงปู่กลับมาจำพรรษาที่วัดเจดีย์หลวง เพื่อสอนธรรมะปฏิบัติให้แก่พระ เณร และ ญาติโยมชาวเชียงใหม่ ออกพรรษาแล้วหลวงปู่ก็ออกธุดงค์ไปทางจังหวัดเชียงราย

ปี พ.ศ. ๒๔๗๗ หลวงปู่ กลับมาทางเขตเชียงใหม่จำพรรษาที่ปางเมี่ยง ดอยแม่ปั๋ง อำเภอพร้าว ท่านอยู่ที่นี้นานหน่อย ลูกศิษย์ลูกหาทางอิสานได้หลั่งไหลไปหาท่าน ท่านก็พาเที่ยวธุดงค์ไปตามป่าตามเขาที่เห็นสมควร และให้คำแนะนำการปฏิบัติต่างๆ จนเป็นผลในทางจิตใจแก่สานุศิษย์อย่างมาก

ปี พ.ศ. ๒๔๗๙ จำพรรษาที่บ้านมูเซอ อำเภอแม่สาย เชียงราย

ปี พ.ศ. ๒๔๘๐ จำพรรษาที่พระธาตุจอมแจ้ง อำเภอแม่สรวย เชียงราย

ปรารภกลับอิสาน

หลวงปู่ปรารภถึงการมาอยู่ภาคเหนือว่า “เรามาอยู่เชียงใหม่โดยเฉพาะได้ใช้ชีวิตความเป็นอยู่ในป่าเป็นส่วนมาก เพราะมีที่ควรแก่การวิเวกมาก ผลจากการพิจารณาถึงความเสื่อมความเจริญของพระพุทธศาสนา และในเรื่องของการปฏิบัติกรรมฐาน ก็ปรากฏชัดเป็นอันมาก”

ในปี พ.ศ. ๒๔๘๑ หลวงปู่ได้เล่าถึงนิมิตของท่านว่า“ ได้ปรากฏว่า เราได้เดินไปตามทางซึ่งโล่งเตียน สะอาด มีพระภิกษุสามเณรเดินตามไปเป็นจำนวนมาก ดูเป็นแถวยาวเหยียด เมื่อเดินไป เดินไปก็ปรากฏว่า พระภิกษุ สามเณรเหล่านั้น ทั้งพระเถระผู้ใหญ่และผู้น้อยต่างก็เดินไปคนละทาง บ้างก็แยกไปทางซ้าย บ้างก็แยกไปทางขวา บ้างก็ล้ำหน้าเดินไปอย่างไม่เกรงใจ ดูพลุกพล่านไป”

หลวงปู่ได้อธิบายนิมิตของท่านว่า “ในกาลต่อไปข้างหน้า จะมีผู้นิยมทำกรรมฐานภาวนากันมากขึ้น กับจะมีการตั้งตนเป็นอาจารย์สอนกรรมฐานภาวนากันมาก จะมีทั้งมีคุณภาพและไม่มีคุณภาพ คือต่างก็จะสอนไปตามความเข้าใจของตน จนถึงกับการนำเอาการตั้งตนเป็นอาจารย์สอนกรรมฐานภาวนามาบังหน้า แล้วก็ดำเนินการไม่บริสุทธิ์ด้วยประการต่างๆ ผลที่เกิดขึ้นจึงไม่ดีเท่าที่ควร”

“แต่บางพวกก็ดี เพราะยังเดินตามเราอยู่ นี่มิได้หมายความว่าเราเป็นผู้วิเศษ แต่การดำเนินของเรานั้น ได้ทำไปโดยความบริสุทธิ์ใจ มุ่งเพื่อความพ้นทุกข์ โดยปฏิปทานี้ ก็ทำให้ได้ผลทั้งตนเองและศิษยานุศิษย์ตลอดมา การที่ต่างคนต่างตั้งตนเป็นอาจารย์นั้น ยอมทำให้เสียผล เพราะทำให้เกิดความลังเลแก่ผู้จะเข้ามาเรียนกรรมฐานภาวนา ว่าจะถือเอาอาจารย์ไหนจึงจะถูก”

หลวงปู่ได้เปรียบเทียบความสนใจปฏิบัติธรรมระหว่างเหนือกับภาคอิสานว่า

"ที่เชียงใหม่ สู้ที่อิสานไม่ได้ เพราะคนทางเหนือไม่ได้สนใจ

ภาคปฏิบัติในพระพุทธศาสนาอย่างลึกซึ้ง และก็มีจำนวนไม่มากนักสู้ทางอิสานไม่ได้ มีการสนใจพุทธศาสนากันทั่วไป และเมื่อสนใจแล้วถึงกับออกบวชก็มีจำนวนไม่น้อย”

หลวงปู่เทสก์ เทสรังสี ศิษย์ผู้ติดตามปฏิบัติธรรมกับหลวงปู่ได้นิมนต์หลวงปู่ให้กลับอิสานเพื่อจะได้แนะนำธรรมปฏิบัติแก่คณะสงฆ์ซึ่งเป็นศิษย์ของหลวงปู่เป็นจำนวนมาก ที่ไม่สามารถจะตามมาหาท่านที่เชียงใหม่ได้

หลวงปู่เทสก์ได้ให้เหตุผลที่หนักแน่นว่า

“นับแต่ท่านอาจารย์ได้มาอยู่ภาคเหนือเป็นสิบๆ ปี ยังไม่ปรากฏว่ามีนักบวชชาวเหนือสนใจ และตั้งใจปฏิบัติธรรมกับท่านอย่างจริงจังแม้แต่องค์เดียว มีแต่ท่านอาจารย์ปฏิบัติ ได้รับความวิเวกเฉพาะองค์เท่านั้น และบัดนี้ัเป็นเวลาพอสมควรแล้วที่ท่านอาจารย์ได้รับผลทางใจซึ่งควรที่จะกรุณาแก่นักปฏิบัติที่กำลังเอาจริงเอาจังอยู่ทางภาคอีสาน กระผมเองก็ยังคิดถึงหมู่คณะที่ควรจะได้รับอุบายปฏิบัติของท่านอาจารย์และคิดว่าจะเป็นประโยชน์จริงๆ”

หลวงปู่ได้ตกลงรับปากจะกลับอิสานตามคำนิมนต์ของหลวงปู่เทสก์

ในปี พ.ศ. ๒๔๘๑ นั้น หลวงปู่ได้ลงมาพำนักที่วัดเจดีย์หลวงเพื่อโปรดญาติโยมชาวเชียงใหม่ และเดินทางกลับขึ้นไปจำพรรษาที่แม่กอย อำเภอพร้าว อีกครั้งหนึ่ง

ปี พ.ศ. ๒๔๘๒ ออกพรรษาแล้ว ท่านเจ้าคุณพระธรรมเจดีย์ (จูม พนฺธุโล) ศิษย์องค์หนึ่งที่หลวงปู่ให้ความเชื่อถือมาก ได้เดินทางจากอุดรไปเชียงใหม่ ตามการส่งสัญญาณจากหลวงปู่เทสก์ เพื่อนิมนต์หลวงปู่กลับอิสาน หลวงปู่ได้ตอบรับคำนิมนต์ ท่านเจ้าคุณพระธรรมเจดีย์ได้เดินทางกลับก่อน เพื่อไปเตรียมสถานที่รอรับหลวงปู่ที่วัดโนนนิเวศน์ในตัวเมืองอุดรธานี

เป็นอันว่า ๑๒ ปีของการเที่ยวธุดงค์ในภาคเหนือของหลวงปู่มั่นก็เป็นอันสิ้นสุดลงด้วยเหตุผลที่เป็นไปตามสมควร ปรากฏว่าสถานที่ที่หลวงปู่เคยไปพำนัก ต่อมาได้มีการจัดตั้งเป็นวัดป่าสายกรรมฐานเป็นจำนวนมาก

หลวงปู่ลงมากรุงเทพฯ

หลวงปู่เป็นพระธุดงค์ จึงไม่มีสมบัติติดตัวนอกจากเครื่องบริขารที่จำเป็น การไป-การมาจึงง่ายเหมือนนกบิน ท่านเดินทางจากเชียงใหม่เข้ากรุงเทพฯโดยรถไฟ มาพำนักที่วัดบรมนิวาส สมเด็จพระมหาวีรวงศ์ (ติสฺโส อ้วน) เจ้าอาวาสได้มาสนทนาธรรมกับหลวงปู่เป็นประจำ

คราวหนึ่ง สมเด็จพระมหาวีรวงศ์ ถามหลวงปู่ว่า “เธอเข้าไปอยู่ในป่า ไม่มีตำรา จะหาธรรมะที่ถูกต้องได้อย่างไร ?”

หลวงปู่ถวายคำตอบว่า “ธรรมนั้นมีอยู่ทุกหย่อมหญ้าสำหรับผู้มีปัญญา”

สมเด็จฯ ถามว่า “หมายความว่าอย่างไร ?”

หลวงปู่ขยายความว่า “จิตได้รับการอบรมที่ถูกต้องแล้ว ปัญญาย่อมเกิดขึ้น จะมองดูอะไรก็เป็นนิยยานิกธรรม ทั้งสิ้น ส่วนผู้ไม่ได้รับการอบรมจิตที่ถูกต้อง ปัญญาแท้จริงไม่เกิด แม้ผู้นั้นกำลังจับพระไตรปิฎกอ่านอยู่ก็ไม่เป็นผล ยิ่งทำให้เกิดความลังเลสงสัยตลอดไป

ส่วนผู้ที่มีปัญญาอบรมมาด้วยจิตที่ถูกต้อง แม้จะไม่ต้องจับพระไตรปิฎก แต่ก็น้อมเอาสิ่งต่างๆ มาเป็นธรรมเป็นยอดพระไตรปิฎกได้ ยกตัวอย่างเช่น สังกิจจะสามเณรไปบิณฑบาต เห็นเขาไขน้ำเข้านาก็น้อมเอามาเป็นอุบายจนเกิดปัญญา แล้วท่านก็สามารถบรรลุพระอรหัตผลได้ เพราะเหตุที่ท่านได้นำเอาดินที่ชาวนากำลังไถมาเป็นอุบายว่า ดินไม่มีใจทำไมเขาจึงนำเอาไปทำตามประสงค์ได้ น้ำไม่มีใจทำไมเขาจึงนำเอาไปทำตามประสงค์ได้ เรามีใจ ทำไมไม่ทำใจให้เป็นไปตามประสงค์ เพราะเหตุนั้น ธรรมจึงมีทุกหย่อมหญ้ามิใช่หรือ”

เดินทางกลับอิสาน

จากกรุงเทพฯ หลวงปู่มั่นเดินธุดงค์ไปจังหวัดนครราชสีมา พักอยู่ที่วัดป่าสาลวัน ระยะหนึ่ง ในตอนนั้น หลวงปู่สิงห์ ขนฺตยาคโม เป็นเจ้าอาวาส มีพระเถระหลายองค์ เช่น หลวงปู่อ่อน ญาณสิริ หลวงปู่ฝั้น อาจาโร ก็อยู่ที่นั่นด้วย

พ.ศ. ๒๔๘๓-๒๔๘๕ หลวงปู่ได้ไปจำพรรษาที่วัดป่าโนนนิเวศน์ จังหวัดอุดรธานี ตามคำนิมนต์ของท่านเจ้าคุณพระธรรมเจดีย์ (จูม พนฺธุโล) ที่นั่นจึงเป็นศูนย์รวมของพระเถระ ภิกษุสามเณร และฆราวาสผู้ใคร่ธรรมต่างหลั่งไหลไปปฏิบัติกับหลวงปู่ สมดังคำกล่าวที่ว่า “พระดีอยู่ที่ไหน ใครๆ ก็ไปหา”

ในปี พ.ศ. ๒๔๘๖ หลวงปู่ได้ไปจำพรรษาที่ตำบลตองโขบ อำเภอเมือง จังหวัดสกลนคร

ปี พ.ศ. ๒๔๘๗ จำพรรษาที่เสนาสนะป่าบ้านโคก อยู่ตำบลเดียวกัน เป็นบ้านเกิดของหลวงปู่กงมา จิรปุญฺโญ และในปีนี้หลวงปู่กงมา ได้พาหลวงพ่อวิริยังค์ สิรินฺธโร (วัดธรรมมงคล สุขุมวิท ๑๐๑กรุงเทพฯ) เดินธุดงค์ รอนแรมจากจันทบุรี ผ่านไปทางเขมร มาฝากตัวเป็นศิษย์หลวงปู่มั่น และหลวงพ่อวิริยังค์ ซึ่งเป็นพระหนุ่มอายุ ๒๒ ปี อยู่อุปัฏฐากหลวงปู่เป็นเวลา ๔ ปี

ห้าพรรษาสุดท้ายที่วัดบ้านหนองผือ

ช่วงสามปีหลังที่หลวงปู่มั่นได้มาพำนักที่จังหวัดสกลนคร มีพระเถระผู้เป็นศิษย์ของท่าน มารวมตัวกันอยู่เป็นจำนวนมาก พระ-เณรก็มาก ปัญหาเรื่องการอยู่การฉันก็มากขึ้นเป็นเงาตามตัว

หลวงปู่มักเตือนสานุศิษย์ “อย่าทำให้โลดโผนหรือดังเกินไปอย่าทำให้คนขาดความเลื่อมใส พระไม่มีเสียง สิ่งที่จะมั่นคงคือเป็นไปพอดีๆ แต่หนักแน่น”

เมื่อหมู่คณะใหญ่ขึ้น หลวงปู่จึงพาคณะย้ายไปพำนักที่วัดป่าบ้านหนองผือ ต.นาใน อ.พรรณานิคม เป็นวัดที่หลวงปู่หลุย จนฺทสาโร ศิษย์อาวุโสของหลวงปู่ได้สร้างขึ้นก่อนหลวงปู่จะเข้ามาประมาณ ๑๐ ปี

หลวงปู่ได้พาคณะเดินทางไปด้วยเท้า ครั้งนี้เป็นการเดินทางไกลครั้งสุดท้ายของหลวงปู่ ขณะนั้นท่านอายุได้ ๗๕ ปีแต่ยังเดินกระฉับกระเฉงว่องไว ท่านพาคณะเดินข้ามเทือกเขาภูพาน แถวนั้นยังเป็นป่าทึบมีหมู่บ้านลาวโซ่ง ข่า ภูไท อยู่เป็นหย่อมๆ พอได้อาศัยบิณฑบาตเลี้ยงดูพระเณร ชาวบ้านเหล่านั้นล้วนแต่ชอบทำบุญและเลื่อมใสในพระศาสนา

เหตุที่หลวงปู่มั่นเลือกมาจำพรรษาที่บ้านหนองผือ เพราะที่นี่มีภูมิประเทศที่เหมาะต่อการภาวนา การเข้า-ออกหมูบ้านก็ลำบากจากถนนใหญ่ต้องเดินดัวยเท้า ๓-๔ ชั่วโมง อีกทางไปตามทางเกวียนก็ประมาณ ๘ ชั่วโมง

ชาวบ้านหนองผือเป็นชาวภูไท มี ๗๕ หลังคาเรือน มีอาชีพทำไร่นา วัดตั้งอยู่บนเนินสูง มีทุ่งนาคั่นกลางระหว่างหมู่บ้านกับวัดการบิณฑบาตก็สะดวก น้ำท่าก็บริบูรณ์ ชาวบ้านมีศรัทธาและชอบทำบุญ

หลวงปู่มั่นพักจำพรรษาอยู่ที่นี่ ๕ ปี บรรดาภิกษุสามเณร และประชาชนต่างหลั่งไหลหมุนเวียนมาศึกษาธรรมะกับหลวงปู่ หลวงปู่ได้ชี้แจงสั่งสอนศิษย์อย่างไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย ท่านเน้นการปฏิบัติในการบำเพ็ญภาวนาในวันสำคัญ เช่น วันวิสาขบูชา วันมาฆบูชา ท่านจะแสดงธรรมและนำภาวนาจนถึงเที่ยงคืน ธรรมะของท่านเป็นไปอย่างวิจิตรพิสดาร เฉียบคม มีอรรถรสที่ไพเราะ ซึ่งลูกศิษย์บางท่าน ได้แก่ พระอริยคุณาธาร (เส็ง ปุสฺโส) หลวงพ่อวิริยังค์ สิรินฺธโร และหลวงตาทองคำ จารุวณฺโน ได้จดบันทึกไว้ในหนังสือ “มุตโตทัย” แปลว่า แดนเกิดแห่งความหลุดพ้น ซึ่งมีความหมายว่าเป็นธรรมเทศนาชี้บอกแนวทางปฏิบัติให้บังเกิดความหลุดพ้นจากกิเลสอาสวะ

ที่วัดป่าบ้านหนองผือ หลวงปู่ได้สั่งสอนศิษย์ทั้งทางตรงและทางอ้อม เพื่อหวังให้ศิษย์เข้าใจในการปฏิบัติ ท่านได้เลือกเฟ้นวิธีการและอุบายต่างๆ เพื่อมุ่งพาดำเนินสู่ทางอันบริสุทธิ์ ตรงตามพุทธวัจนะอย่างแท้จริง ในข้อวัตรปฏิบัติที่ตั้งขึ้นมา ก็เพื่อมุ่งไปสูการหลุดพ้นมิใช่มีไว้เพื่อยึดถือหรือเพื่อโอ้อวด

หลวงปู่ท่านเป็นพระเถระที่คงเส้นคงวาต่อการปฏิบัติมาโดยตลอดเคารพพระวินัย และปฏิบัติข้อวัตรโดยสม่ำ่เสมอเคร่งครัด จวบจนวาระสุดท้ายของท่าน

หลวงปู่ละวางสังขาร

ตลอด ๕ ปี ที่พำนักที่วัดป่าบ้านหนองผือ เป็นช่วงที่หลวงปู่ได้วางแผนงานสุดท้ายให้แก่ศิษย์เพื่อให้มีการสืบเนื่องที่ถูกต้อง

ในปี พ.ศ. ๒๔๙๒ หลังจากที่หลวงปู่ตรากตรำกับการอบรมสั่งสอนศิษย์อย่างเอาจริงเอาจัง ท่านเริ่มมีอาการไม่สบาย แล้วอาการก็หนักขึ้นเรื่อยๆ

มาถึงช่วงหนึ่ง หลวงปู่ปฏิเสธทั้งยาและอาหาร ท่านบอกว่า“ต้นไม้ที่มันตายยืนต้นอยู่แล้ว จะเอาน้ำไปรดเท่าไร จะให้มันเกิดใบอีกไม่ได้หรอก อายุของเรามันก็ถึงแล้ว... ชีวิตของเราใกล้จะสิ้นแล้วให้รีบส่งข่าวไปบอกแก่คณาจารย์ที่เป็นศิษย์เรา ทั้งใกล้และไกลให้รีบมาประชุมกันที่บ้านหนองผือนี้ เพื่อจะได้มาฟังธรรมะเป็นครั้งสุดท้าย”

เมื่อศิษย์มาพร้อมหน้า หลวงปู่ได้ลุกขึ้นนั่งแสดงธรรมโปรดเป็นครั้งสุดท้าย มีเนื้อความสำคัญตอนหนึ่งว่า

“การปฏิบัติจิตถือเป็นเรื่องสำคัญ การทำจิตให้สงบถือเป็นกำลัง การพิจารณาอริยสัจเป็นการถูกต้อง การปฏิบัติข้อวัตร มีการฉันหนเดียว เป็นต้น เป็นทางอริยะ ผู้เดินผิดทางย่อมไปไม่ถึงที่หมายคือ พระนิพพาน”

เมื่อหลวงปู่แสดงออกอย่างแน่ใจว่า เวลาที่ท่านจะละสังขารได้มาถึงแล้ว ชาวบ้านขอให้ท่านอยู่มรณภาพที่บ้านหนองผือ แต่หลวงปู่ไม่ยินยอม ท่านแสดงเจตจำนงแน่วแน่ว่า

“เราจะไม่มรณภาพที่นี่ เพราะถ้าเราตายที่นี่แล้วคนทั้งหลายก็จะพากันมามาก จะพากันฆ่าเป็ด ฆ่าไก่ ฆ่าสัตว์ทั้งหลายเนื่องด้วยศพของเรา จะทำให้ชาวบ้านเป็นบาป สมควรที่จะจัดให้เราไปมรณภาพในจังหวัดสกลนครเถิด”

หลวงปู่พูดกับศิษย์ที่เป็นพระว่า “นับแต่ผมบวชมาไม่เคยคิดให้สัตว์ได้รับความลำบากเดือดร้อน โดยไม่ต้องพูดถึงการฆ่าเขาเลย มีแต่ความเมตตาสงสารเป็นพื้นฐานของใจตลอดมา ทุกเวลาได้แผ่เมตตาจิตอุทิศส่วนกุศลแก่สัตว์ไม่เลือกหน้า โดยไม่มีประมาณตลอดมา เวลาตายแล้วจะกลายเป็นศัตรูคู่เวรแก่สัตว์ ให้เขาล้มตายลงจากชีวิตที่แสนรักของเขาแต่ละตัว เพราะผมเป็นต้นเหตุเพียงคนเดียวนั้น ผมทำไม่ได้อย่างไรก็ขอให้นำผมออกไปตายที่สกลนคร เพียงผมป่วยยังไม่ถึงตายเลยผู้คน พระเณร ก็พากันหลั่งไหลมาไม่หยุดหย่อน และนับวันมากขึ้นโดยลำดับ ซึ่งพอเป็นพยานอย่างประจักษ์อยู่แล้ว...

“ผมตายได้ทุกกาลทุกสถานที่ ไม่อาลัยเสียดายร่ายกายนี้เลยเพราะผมได้พิจารณาทราบเรื่องของมันตลอดทั่วถึงแล้ว ว่าเป็นเพียงส่วนผสมของธาตุรวมกันอยู่ชั่วระยะกาล แล้วก็แตกทำลายลงสู่ธาตุเดิมของมันเท่านั้น จะมาอาลัยเสียดายหาประโยชน์อะไร

เท่าที่พูดนี้ ก็เพื่ออนุเคราะห์สัตว์ อย่าให้เขาต้องมาตายเป็นป่าช้าผีดิบ วางขายเกลื่อนอยู่ตามริมถนนหนทาง อันเป็นที่น่าสมเพชเวทนาเอาหนักหนาเลย ซึ่งไม่สุดวิสัยที่การจะพิจารณาแก้ไขได้ในเวลานี้

ฉะนั้น จึงขอให้รีบจัดการให้ผมได้ออกไปทันกับเวลาที่ยังควรอยู่ในระยะนี้ เพื่ออนุเคราะห์สัตว์ที่รอตายตามผมอยู่เป็นจำนวนมากให้เขาได้มีความปลอดภัยในชีวิตของเขาโดยทั่วกัน”

คณาจารย์ผู้เป็นศิษย์ทั้งหลายได้ร่วมประชุมกันเพื่อย้ายหลวงปู่ออกไปสู่วัดป่าสุทธาวาส ในเมืองสกลนคร เมื่อทุกอย่างพร้อม ก็นิมนต์ท่านขึ้นแคร่หามออกจากบ้านหนองผือในวันขึ้น ๑๐ ค่ำ เดือน ๑๒ เวลา ๙.๐๐ น. ยังความอาลัยแก่ชาวบ้านหนองผืออย่างสุดประมาณ

ขบวนได้เคลื่อนออกจากบ้านหนองผือ บรรดาภิกษุสามเณรอุบาสกอุบาสิกา ก็ออกติดตามเป็นทิวแถว ชาวบ้านออกเดินตามไปส่งประมาณ ๒๐๐ คน ชาวบ้านในหมู่บ้านอื่นออกมาร่วมสมทบด้วย จึงเป็นขบวนที่ใหญ่มาก

หลวงปู่สั่งให้ไปหยุดพักที่บ้านโนนภู่ (วัดป่ากลางโนนภู่) เพื่อฉลองศรัทธา นายอ่อน-นางส้ม โมราราช ผู้สร้างวัดแห่งนี้ หลวงปู่พักอาพาธที่วัดแห่งนี้ ๙ วัน แล้วจึงเคลื่อนย้ายท่านไปในเมืองสกลนครโดยมีรถยนต์ของกรมทางมารับ

ในวันแรม ๕ ค่ำ เดือน ๑๒ ซึ่งตรงกับวันเกิดของหลวงปู่พอดีท่านบอกว่า “ต้องไปวันนี้ เพราะเป็นวันสุดท้ายแล้ว”

เวลา ๑๐.๒๐ น. นิมนต์ท่านขึ้นแคร่หามเพื่อไปขึ้นรถที่ถนนใหญ่หลวงปู่ได้พูดกับพระคณาจารย์ที่นั้นว่า “เราจะเข้าฌานสงบ” แล้วท่านก็ไม่ได้พูดกับใครต่ออีกเลย มีผู้ติดตามไปส่งท่านเป็นขบวนยาวเหยียด

๑๔.๓๐ น. รถไปถึงลานวัดป่าสุทธาวาส จัดแจงให้ท่านนอนพักผ่อนบนกุฏิ ทั้งพระและประซาชนหลั่งไหลมากราบท่าน เมื่อดึกพอสมควรประชาชนก็ทยอยกลับ ส่วนพระคณาจารย์ที่เป็นศิษย์ทั้งหลายได้นั่งประชุมกันอยู่ตลอดเวลา หลวงปู่นอนอยู่ในอาการปกติจนถึง๒๔.๐๐ น. พอเวลา ๐๑.๐๐ น. อาการของท่านผิดปกติขึ้นทันที พระอาจารย์วัน อุตฺตโมได้แจ้งแก่พระคณาจารย์ทุกองค์มาพร้อมกันเพื่อคอยดูอาการ

เวลา ๐๒.๒๓ น. ชีพจรทั้งหลายอ่อนลง หดเข้าทุกทีๆ จนเหลืออยู่แต่ที่หัวใจ แล้วท่านก็สิ้นลม ละวางสังขารด้วยอาการสงบ

ต่อจากนั้น คณาจารย์ทั้งหลายก็ทยอยกันเข้าไปกราบศพตามลำดับ

หลวงปู่มั่น ภูริทตฺโต ได้มรณภาพดับขันธ์เมื่อเวลา ๐๒.๒๓ น. ในวันศุกร์ที่ ๑๐ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๔๙๒ รวมสิริอายุได้ ๘๐ ปี อายุพรรษา ๕๘

หลังจากนั้นอีก ๓ เดือน ได้จัดการฌาปนกิจ ณ เมรุชั่วคราวบริเวณที่เป็นโบสถ์ของวัดป่าสุทธาวาสในปัจจุบัน อัฐิของท่านได้แจกจ่ายไปตามลูกศิษย์ลูกหาตามจังหวัดต่างๆ ซึ่งปรากฏต่อมาว่าอัฐิของท่านแปรเป็นพระธาตุในหลายที่หลายแห่ง เป็นเครื่องยืนยันว่า “พระอรหันต์และมรรค ผล นิพพาน ไม่หมดสิ้น ถ้ามีการปฏิบัติตรงตามแนวทางของสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า"

สังฆัง นมามิ

ขอกราบไหว้นอบน้อมหลวงปู่ดัวยเศียรเกล้า

ปฐม นิคมานนท์

ผู้เรียบเรียง

๒๖ กรกฎาคม ๒๕๔๔