#echo banner="" ประวัติพระอาจารย์มั่น  ภูริทัตตเถระ ฉบับสมบูรณ์ โดยพระอาจารย์วิริยังค์ 14

คลิกเมาส์ที่ใดก็ได้ในเฟรมนี้เพื่อเรียกเมนูด่วน

ประวัติพระอาจารย์มั่น  ภูริทัตตเถระ ฉบับสมบูรณ์

พระญาณวิริยาจารย์ (พระอาจารย์วิริยังค์)

เจ้าอาวาส วัดธรรมมงคล แขวงบางจาก เขตพระโขนง กรุงเทพฯ

ตอนที่ ๘

ตอนที่                            

ตอน

พระอาจารย์มั่น ภูริทตฺตเถระกลับภาคอีสาน

พ.ศ. ๒๔๘๕ - ๒๔๘๗ จำพรรษาบ้านโคก

พ.ศ. ๒๔๘๗ จำพรรษาบ้านนามน

 

พ.ศ. ๒๔๘๓ - ๒๔๘๔ - ๒๔๘๕

วัดป่าโนนนิเวศน์ อ.เมือง จ.อุดรธานี

พระอาจารย์มั่น ฯ ท่านเล่าให้ผู้เขียนฟังถึงการมาอยู่ที่วัดป่าโนนนิเวศน์ อุดรธานีว่า เจ้าคุณธรรมเจดีย์ (จูม พนฺธุโล) มีความประสงค์จะอยู่ใกล้ชิดเพื่อขอการแนะนำในทางจิตอันที่จะเป็นแนวทางที่ถูกต้อง และเพื่อความอบอุ่นของคณะ เพราะเวลานั้นความมั่นคงของคณะไม่ค่อยจะดี พระเถระผู้ใหญ่ฝ่ายกรรมฐานได้ไปอยู่คนละทิศละทาง การกระทบเพื่อความมั่นคงของคณะมีมาก และกำลังพระภิกษุสามเณรมีน้อย ที่เป็นเช่นนี้เพราะขาดหลักที่ยืดถือ หมายถึงพระเถระผู้ทรงคุณวุฒิที่เป็นแกนกลาง เจ้าคุณธรรมเจดีย์เองท่านเป็นเจ้าคณะพระผู้ใหญ่ก็จริง แต่ยังไม่สามารถจะรวมกำลังของพระภิกษุสามเณรที่เป็นพระปฏิบัติได้ หากสถานการณ์เป็นเช่นนี้ความร่อยหรอของพระภิกษุสามเณรก็จะมีมากยิ่งขึ้น ก็จะเป็นการอ่อนแอของคณะได้

ดังนั้นพระอาจารย์มั่นฯ ท่านจึงได้สละเวลาถึง ๓ ปี ในการที่อยู่ที่วัดโนนนิเวศน์จังหวัดอุดรธานี หลังจากที่พระอาจารย์มั่นฯ ท่านมาอยู่ที่นี้แล้ว พระเถรานุเถระทั้งหลายจำนวนมากเมื่อทราบข่าวต่างก็พากันมา เพื่อศึกษาธรรมปฏิบัติ เป็นเหตุให้เกิดพลังคณะสงฆ์ขึ้น เพราะท่านพระเถรานุเถระเหล่านี้เป็นที่เลื่อมใสของอุบาสกอุบาสิกาพระภิกษุสามเณรเป็นอันมาก เมื่อพระเถรานุเถระมารวมกันมาก ท่านพระอาจารย์มั่นฯ ท่านก็ให้แยกย้ายกันออกไปอยู่แห่งละ ๕ องค์ ๑๐ องค์ ถึงเวลาอันควร พระเถรานุเถระเหล่านี้ก็เข้าไปอยู่ศึกษาธรรมปฏิบัติเป็นครั้งคราว และก็ได้รับประโยชน์อย่างมากทั้งด้านจิตใจและปฏิปทา จนเป็นต้นเหตุให้เกิดวัดป่าขึ้นอีกนับร้อย ๆ วัดป่าคือสถานปฏิบัติธรรมที่ท่านพระเถรานุเถระที่มาศึกษาธรรมจากท่านพระอาจารย์มั่นฯ ท่านเอง

ฉะนั้นการมาอยู่ของพระอาจารย์มั่นฯ ๓ ปี ที่จังหวัดอุดรธานีจึงถือว่าเป็นการฟื้นฟูคณะธรรมยุติครั้งยิ่งใหญ่ที่จังหวัดอุดรธานีจนถึง จังหวัดหนองคาย – นครพนม เป็นต้น ความเป็นพลังคณะสงฆ์ปรากฏเด่นชัดขึ้นตามลำดับ จนถึงกับพระปฏิบัติสายพระอาจารย์มั่นฯ ต้องมารับหน้าที่ฝ่ายปกครองเป็นเจ้าคณะ เราอาจกล่าวได้ว่า ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ (ภาคอีสาน) กำลังพระธรรมยุติเป็นอันดับหนึ่งของประเทศไทย รับข้อปฏิบัติอันเป็นปฏิปทาของพระอาจารย์มั่นฯ แม้จะเข้ามาบริหารหมู่คณะ เป็นฝ่ายปกครองได้รับการเชื่อถือจากมหาชนอย่างมาก ประโยชน์อันจะเกิดขึ้นอย่างใหญ่หลวงแก่คณะนี้เอง ที่ทำให้พระอาจารย์มั่น ได้กลับจากเชียงใหม่ตามคำอาราธนาของท่านเจ้าคุณพระธรรมเจดีย์ (จูม พนฺธุโล)

ทั้งนี้ก็ต้องระลึกถึงพระคุณของท่านเจ้าคุณธรรมเจดีย์ (จูม พนฺธุโล) ที่ท่านมีสายตาอันยาวไกลเพื่อหมู่คณะมิใช่เพียงเพื่อตัวของท่านเอง ด้วยความพยายามอย่างยิ่งเป็นเวลาหลายปีกว่าจะอาราธนาให้ท่านอาจารย์มั่นฯ กลับภาคอีสานได้ “ลบไม่ศูนย์” คือความดีงามและความเห็นประโยชน์แก่ส่วนรวม ความประเสริฐเลิศยิ่งแห่งความบริสุทธิ์ใจแก่หมู่คณะธรรมยุติ ภาคอีสาน ที่จะต้องจารึกไว้นี้เอง คือคำว่า “ลบไม่ศูนย์” ของท่านเจ้าคุณธรรมเจดีย์ (จูม พนฺธุโล)

ปี พ.ศ. ๒๔๘๕

บ้านโตก ต.ตองโขบ อ.เมือง จังหวัดสกลนคร

ณ สถานที่นี้ของผู้เขียนที่ได้อยู่จำพรรษารวมกับท่านพระอาจารย์มั่น ฯ ภูริทตฺตเถระ เป็นพรรษาแรก เป็นความดีใจของผู้เขียนอย่างยิ่งเพราะเป็นความหวังความตั้งใจอันสูงส่ง บรรลุสมความประสงค์ เป็นความดีใจเช่นกับนักเรียนสอบเข้า (เอ็นทรานซ์) มหาวิทยาลัยได้ ซึ่งเขาก็มีหวังเป็นบัณฑิต แน่นอน เช่นกับผู้เขียนได้เข้ามาอยู่กับท่านปรมาจารย์ชั้นสูงสุด

ในพรรษานี้ตามที่ผู้เขียนได้สังเกตเห็นว่าพระอาจารย์มั่นฯ ท่านได้แสดงธรรมอย่างสม่ำเสมอแก่ศิษย์ผู้เข้ามาอยู่ในสำนักนี้ เนื้อหาธรรมะนั้นเป็นสิ่งอัศจรรย์ยิ่งเพราะเป็นธรรมจากจิตใจ สรรหาออกมาเป็นคำพูด และถูกต้องตามหลักธรรมของพระพุทธศาสนา ซาบซึ้งใจแก่ผู้ฟัง หยั่งลึกลงสู่ภวังค์แห่งจิต ขจัดความสงสัยนานับปการแก่บรรดาศิษย์ทั้งหลาย

ทุก ๆ ท่านที่ได้รับรสพระธรรมของท่านต่างก็ปรารภเช่นเดียวกัน เช่นคำว่า มัชฌิมา ทางกลาง ท่านก็แสดงว่าทางพอดี เช่น ท่านแสดงว่าต้นบัญญัติ คือผู้ทำจิตถึงผู้รู้ที่เป็น ฐิติภูตํ หรือเป็นที่สุดทั้งสอง อันบรรพชิตไม่พึงเสพ คือ

1. อตฺตกิลมถานุโยค ทำตนให้ลำบากเปล่า

2. กามสุขลฺลิกานุโยค ผู้หมกมุ่นในกาม นี้ท่านก็แปลว่า ผู้บำเพ็ญจิตยังตกอยู่ในความรัก ชอบ ชัง เกลียด ผู้นั้นยังไม่ถึงหนทางกลาง

อธิบายว่า ผู้บำเพ็ญจิตทั้งหลายเมื่อจิตสงบ ดีใจ เมื่อไม่สงบไม่ได้ดังใจ เสียใจ ถือว่าตกไปในทางรัก - ชัง ชื่อว่ายังใช้ไม่ได้ หรือผู้ที่บำเพ็ญจิตกล่าวโทษบุคคลผู้อื่นที่มีความเห็นไม่ตรงกับตน ถือว่าตกไปในทางชั่ว หรือผู้ที่ยกยอผู้อื่นด้วยความเกรงใจ ตกไปในทางรัก ถือว่าไม่เป็นมัชฌิมา ไม่ได้เดินทางกลาง บุคคลเหล่านี้ยังห่างไกลความพ้นทุกข์ ยังห่างไกลความอริยะยิ่งนัก

ผู้เขียนฟังแล้วในพระธรรมที่ท่านพระอาจารย์มั่นฯ แสดงได้ความรู้ความเข้าใจแจ่มแจ้งในเหตุผล ทำให้เข้าใจตนและบุคคลผู้อื่น คณะตน คณะผู้อื่นอีกมากในเรื่องของการปฏิบัติจิต

แม้การอยูที่เสนาสนะป่าบ้านโคก หนทางไกลจากการคมนาคมมาก ท่านเจ้าคุณธรรมเจดีย์ (จูม พนฺธุโล) ก็ได้มาพบนมัสการพระอาจารย์มั่นฯ อยู่เป็นนิตย์ ทั้งนี้เพื่อดำเนินการให้พระภิกษุสามเณร มีความรวมตัวกันยิ่งขึ้น ให้สมกับที่พระอาจารย์มั่นฯ ได้เสียสละเวลาจากเชียงใหม่กลับไปภาคอีสาน เป็นโอกาสอันสำคัญยิ่ง ท่านเจ้าคุณธรรมเจดีย์ ท่านจึงไม่ทิ้งโอกาสนี้และก็เป็นจริงเช่นนั้น

ผู้เขียนได้มาอยู่กับพระอาจารย์มั่นฯ ในฐานะผู้อุปัฏฐากหรือผู้ใกล้ชิด ได้เห็นพระอาจารย์ใหญ่ ๆ หลายองค์ได้เข้ามานมัสการหรืออยู่กับท่านในระยะนี้ เรียกได้ว่ามีการประชุมใหญ่ของพระอาจารย์ฝ่ายกรรมฐาน ท่านพระอาจารย์เหล่านี้ได้ไปเผยแพร่พระธรรมทุก ๆ แห่งได้ผลเกินความคาดหมาย มีประชาชนเลื่อมใสอยู่ในขั้นสูง จนเป็นการปฏิบัติจิตได้แพร่หลายไปโดยทั่ว ซึ่งกาลก่อนนั้นการปฏิบัติดูเหมือนมืดมน การเลื่อมใสยิ่งของมหาชนได้เพิ่มขึ้น จนเหตุให้หลายแห่งต้องดำเนินสอนด้านจิตใจเพิ่มขึ้น

เพราะฉะนั้นการอยู่จังหวัดสกลนครของท่านพระอาจารย์มั่นก็คือรวบรวมพระคณาจารย์ให้มาประชุมหาทางให้สอนด้านการปฏิบัติให้ก้าวหน้าเป็นประโยชน์ต่อไป จึงไม่แปลกอะไรที่ผู้เขียนได้พบพระคณาจารย์ที่ทรงคุณวุฒิตลอดเวลา และท่านคณาจารย์ก็ได้มาพักอยู่ฟังธรรมและศึกษาธรรมจากท่านอาจารย์มั่นฯ องค์ละเป็นเวลายาวนาน

พ.ศ. ๒๔๘๖

เสนาสนะป่าบ้านนามน

ต.ตองโขบ อ.เมือง จ.สกลนคร

ณ ที่บ้านนามนนี้ เป็นบ้านเดิมของพระอาจารย์เนียม ซึ่งเป็นเพื่อนสนิทของพระอาจารย์กงมา จิรปุญฺโญ (พระอาจารย์องค์แรกของผู้เขียน) ในครั้งเป็นฆราวาส สถานที่ตั้งสำนักสงฆ์นี้มีป่าไม้ธรรมชาติ เช่นไม้ยาง ไม้ตะเคียน ได้เต็ง ไม้รัง ไม้แดง ไม้อื่น ๆ แม้จะอยู่ไม่ไกลจากหมู่บ้าน แต่ก็เป็นป่ารกชัฏ เหมาะแก่การทำความเพียร

พระอาจารย์มั่นฯ ท่านได้เลือกสถานที่ที่นี้จำพรรษา ซึ่งก็ไม่ไกลจากเสนาสนะ เป็นการเปลี่ยนสถานที่เท่านั้นเอง ผลก็ได้เหมือนเดิม เพราะพระอาจารย์ทั้งหลายทั่วภาคอีสานได้เข้ามานมัสการฟังธรรมมากเพิ่มขึ้น และท่านพระอาจารย์มั่นฯ ท่านก็ได้แสดงธรรมวิจิตรยิ่งขึ้น เป็นที่ถูกอกถูกใจซาบซึ้งในรสพระธรรมของท่านอาจารย์มั่น ฯ เป็นอย่างยิ่ง ผู้เขียนก็เป็นผู้หนึ่งที่ได้จำพรรษาอยู่ ณ ที่นี้และก็ได้ซาบซึ้งตรึงใจในรสพระธรรมจนไม่สามารถจะอดใจได้ ที่คิดถึงผู้อื่นที่ไม่ได้ฟังธรรมอันวิจิตรนี้ ผู้เขียนจึงต้องบันทึกพระธรรมเทศนาของท่านพระอาจารย์มั่นฯ ตลอดพรรษานี้ จนได้นามหนังสือนี้ผู้เขียนบันทึกว่า “หนังสือมุตโตทัย”

การประชุมพระคณาจารย์ทั้งหลายได้เกิดขึ้นโดยอัตโนมัติ เพราะพระคณาจารย์เหล่านี้มิได้มีการอาราธนา หรือบอกกล่าวแต่อย่างใด ท่านทั้งหลายนั้นได้มาสู่สถานที่นี้โดยมีพระอาจารย์มั่นฯ เป็นจุดมุ่งหมาย ด้วยเหตุนี้ จึงเป็นการประชุมที่อัศจรรย์ เนื่องจากพระคณาจารย์เหล่านี้ไม่ต้องมีพิธีการต้อนรับหรือต้องเกรงใจ หรือต้องทำระเบียบการประชุม เรื่องต้องของบประมาณค่าใช้จ่ายแต่อย่างใด ผู้เขียนยังอัศจรรย์และแปลกใจในการมาของคณาจารย์เหล่านี้ซึ่งล้วนเป็นพระเถระผู้ใหญ่ และผู้น้อย ผู้ติดตาม จึงเป็นเหตุให้การประชุมรวมตัวของคณะสงฆ์เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพอย่างล้นเหลือ

ผู้เขียนครุ่นคิดว่าประโยชน์อันยิ่งใหญ่ไพศาลแก่ทั้งส่วนตัวและแก่ทั้งส่วนคณะได้ผลจริง ๆ มิฉะนั้นคณะธรรมยุติภาคอีสานคงจะไม่แกร่งมาถึงปัจจุบัน.เนื่องพระอาจารย์มั่นฯ ได้วางนโยบายสำคัญ ๆ ทั้งทางด้านปกครอง และด้านการปฏิบัติกรรมฐาน ผู้คนทั้งหลายยังไม่ทราบข้อเท็จจริงนี้เท่าไร ผู้เขียนจึงขอจารึกประวัติศาสตร์แห่งคณะไว้ ณ ที่นี้ เพราะความใกล้ชิดที่ได้รับความไว้วางใจจากท่านพระอาจารย์มั่นฯ ผู้เขียนจึงได้เป็นพระอุปัฏฐาก ทำให้ได้ทราบความตื้นลึกหนาบางในการอยู่ในจังหวัดสกลนคร

บั้นสุดท้ายชีวิตของท่านพระอาจารย์มั่นฯ ที่ได้ทำงานให้แก่พระพุทธศาสนาให้แก่คณะ ดุจปิดทองหลังพระ แต่นั้นคือการแก้ไขสิ่งบกพร่อง ดำเนินการพัฒนาในธรรมปฏิบัติ บรรจุสิ่งที่เป็นประโยชน์ลงสู่จิตใจของบรรดาพระคณาจารย์ต่าง ๆ อย่างเต็มเพียบ ท่านพระคณาจารย์ต่าง ๆ เหล่านั้น ล้วนมีคุณธรรมเป็นฐานรองรับข้อปฏิบัติได้เป็นอย่างดี ผู้เขียนก็เป็นผู้หนึ่งในการรับข้อปฏิบัติในสมัยนั้น จึงทราบได้ถึงความรอบรู้สามารถลึกซึ้งของท่านพระอาจารย์มั่นฯ

เป็นอันว่าเสนาสนะป่าบ้านนามนนี้ ก็เป็นสถานที่สำคัญแห่งหนึ่งควรค่าแก่การศึกษา กุฏิของท่านพระอาจารย์มั่นฯ ก็ยังคงรักษาไว้ให้คงสภาพเดิม แม้กุฏิผู้เขียนก็ยังปรากฏอยู่ในปัจจุบัน

พ.ศ. ๒๔๘๗

เสนาสนะป่าบ้านโคก ครั้งที่ ๒

พระอาจารยกงมา จิรปุญโญ พระอาจารย์องค์แรกของผู้เขียน ท่านได้พยายามที่จะให้พระอาจารย์มั่น ฯ กลับมาที่เสนาสนะป่าบ้านโคกอันเป็นบ้านเกิดเมืองนอนของท่านอีกสักครั้ง และแล้วความปรารถนาก็ได้สมดังความตั้งใจของท่านพระอาจารย์กงมา โดยที่พระอาจารย์มั่น ฯ ท่านได้ตัดสินใจกลับมาจำพรรษาที่เสนาสนะป่าบ้านโคกเป็นครั้งที่.๒

ในย่านนี้เป็นหมู่บ้านเหมือนกับบ้านป่า เพราะคมนาคมยังไม่ดี ไปไหนก็ต้องเดินเท้า ด้วยเหตุนี้ ที่ว่างเปล่าเป็นป่าละเมาะที่ไม่มีผู้ใดจับจองจึงมีอยู่มาก ป่าไม้เหล่านี้ก็มีเป็นต้นว่า ไม้เต็ง ไม้รัง ไม้ประดู่ ไม้แดง ไม้ยาง ไม้ตะบาก ไม้ตะแบก เป็นต้น สูงบ้าง ต่ำบ้างเป็นร่มเงาได้ดี เหมาะแก่การสร้างวัดในทางปฏิบัติกรรมฐาน ซึ่งหาที่ไม่ไกลจากหมู่บ้านจนเกินไป พออาศัยบิณฑบาตยังชีพของสงฆ์ เป็นสถานที่สงบสงัดดี จึงเป็นการง่ายมากที่จะสร้างเสนาสนะป่าพออาศัยทำความเพียร ซึ่งสถานที่เสนาสนะป่าเหล่านี้เองได้กลับกลายเป็นวัดที่แท้จริงเป็นจำนวนมาก เพราะหากไม่ขออนุญาตตั้งวัด ก็จะกลายเป็นสำนักสงฆ์เถื่อน แม้ท่านพระอาจารย์ทั้งหลายที่คงแก่ธรรม ก็จำเป็นต้องขออนุญาตให้เป็นวัดทั้งที่ท่านก็ไม่ปรารถนา วัดที่เกิดขึ้นจากเสนาสนะป่านี้มั่นคงถาวร บางแห่งมีอาคารไม้สัก วิหาร ศาลาการเปรียญ กุฏิ ดีกว่าวัดในบ้านในเมือง

ฉะนั้นการอยู่จำพรรษาที่เสนาสนะบ้านโคกครั้งที่ ๒ นี้ เป็นที่ทราบของท่านพระเถรานุเถระที่ไฝ่การปฏิบัติธรรมกว้างขวางยิ่งขึ้น จึงได้มีพระอาจารย์จำนวนมากที่แปลกหน้าผู้เขียนไม่เคยเห็นได้มารวมตัวกัน จึงเป็นโอกาสที่ท่านพระอาจารย์มั่นฯ จะได้แสดงข้อวัตรปฏิบัติตื้นลึกหนาบางของความเสื่อมความเจริญ นับว่าเป็นบุญหูบุญตาของผู้เขียนมากมายเหลือประมาณ เพราะการที่พระอาจารย์ผู้ทรงคุณวุฒิทั้งหลายมาพบกันนั้นยากมาก เนื่องจากการคมนาคมไม่สะดวก ต้องเดินทางด้วยเท้าเป็นส่วนใหญ่

และก็เป็นที่พอใจแก่ท่านพระอาจารย์มั่นฯ เพราะท่านต้องการจะพบกับคณะศิษยานุศิษย์ทั้งหลาย เพื่อจะได้แนะนำการปฏิบัติจิตขั้นสูงเพราะขั้นธรรมดาทุกๆ ท่านก็ทราบมาก่อนแล้ว และการดำเนินการปกครอง เนื่องหมู่คณะได้มีมากขึ้นปัญหาต่างๆ ก็ตามมาเป็นธรรมดา แต่เพราะความรอบคอบของท่านพระอาจารย์มั่นฯ คณะปฏิบัติสายพระอาจารย์มั่นฯ จึงเป็นที่ยอมรับและนับถือ เชื่อมั่นกันเป็นเวลานานตราบจนปัจจุบัน.

มีข้อหนึ่งที่ผู้เขียนฟังแล้วใส่ใจอยู่ตลอดคือ พระอาจารย์ท่านพูดว่า “อย่าทำให้โลดโผน หรือดังเกินไป อย่างทำให้คนขาดความเลื่อมใส เพราะไม่มีเสียง สิ่งที่จะมั่นคง คือ เป็นไปพอดี ๆ แต่หนักแน่น”

จากนี้ไปเป็นการที่ผู้เขียนได้ประสบความเป็นไปต่างๆ ของพระอาจารย์มั่นฯ ด้วยตนเอง หลังจากได้รับคำบอกเล่าจากท่านและสานุศิษย์ของท่าน และได้เขียนไปตามที่ทราบมาก็นับว่าพอจะให้ความรู้และความเข้าใจตามความเป็นจริงแก่ท่านผู้สนใจในประวัติความเป็นมาของพระอาจารย์มั่นฯพอสมควรฯ

จะอย่างไรก็ตาม ขณะที่ผู้เขียนกำลังนั่งตำหมากและรินน้ำชาถวายท่าน พร้อมกับได้ฟังเรื่องของเชียงใหม่จนจุใจ ก็นับว่าเป็นกุศลจิตที่ได้มาพบท่านผู้ทรงคุณวุฒิ เนื่องจากการเล่าความเป็นมาหรือประวัติของท่านเองนั้น โดยมากท่านก็ไม่ใคร่จะเล่าให้ใครฟังเท่าไรนัก ท่านแสดงธรรมอันลึกซึ้งนั้นมากกว่า แต่การที่ท่านจะเล่าถึงความเป็นไปต่าง ๆ ของท่านนั้นก็ต่อเมื่อถูกรบเร้าจากลูกศิษย์ ผู้ต้องการจะทราบความเป็นมาของท่านบ้างเท่านั้น

ในขณะที่ท่านอยู่ เสนาสนะป่าบ้านโคก-นามน เป็นเวลา ๓ ปีแล้ว ท่านก็ได้ปรารถนาที่จะย้ายไปอยู่ที่บ้านหนองผือ ต นาใน อ พรรณานิคม ซึ่งเป็นการเตรียมงานใหญ่อีกครั้งหนึ่ง ที่ท่านจะไปคราวนี้ เพราะขณะนี้มีพระอาจารย์ใหญ่ๆ ที่เป็นศิษย์ของท่านได้มารวมกันอยู่เป็นจำนวนมาก เมื่อข่าวการเคลื่อนย้ายแพร่ออกไป ทุก ๆ ท่านก็รีบเข้าประชุมเพื่อจะได้ติดตามท่านไป

การเดินทางครั้งนี้ เป็นการเดินทางโดยเท้าอีกครั้งหนึ่งของพระอาจารย์มั่น ภูริทตฺตเถระ ซึ่งเป็นการเดินธุดงค์ครั้งสุดท้าย แต่เป็นความกรุณาอย่างยิ่งของท่านแก่ผู้เขียนในการณ์ครั้งนี้อีกครั้งหนึ่ง คือ ท่านได้ไปแวะพักที่บ้านห้วยแคน อยู่ระยะหนึ่งเดือนกว่าๆ บ้านนี้เป็นบ้านของพวกโซ่ง อยู่ตามชายเขาภูพาน ผู้เขียนได้ไปอยู่กับพวกเขาหลายเดือนโดยแนะนำธรรมต่าง ๆ จนเขาเกิดความเลื่อมใสมาก

ขณะที่ท่านพักอยู่ที่ป่าใกล้บ้านแห่งนี้ ผู้เขียนได้พักอยู่กับท่านและพระอื่นๆ สอง-สามรูปทำให้ชาวบ้านแถวนั้นยินดีปรีดาเป็นอย่างยิ่ง เพราะเหตุที่ชาวบ้านเหล่านั้นได้รับรสพระธรรมจากผู้เขียนที่ได้ไปวางรากฐานการปฏิบัติไว้ก่อนแล้ว

เมื่อได้กำหนดที่เดินทางคือไปยังบ้านหนองผือ พระเถรานุเถระได้ทราบข่าวการเดินทาง ก็ได้เตรียมตัวที่จะติดตามไปในระยะใกล้บ้าง ห่างบ้าง หนทางลัดที่จะไปบ้านหนองผือนั้น จะต้องเดินตัดดงไปทางบ้านห้วยกับแก้ ผ่านไปทางบ้านกุดไห บ้านกุดบาก-บ้านผักอีเลิด

การเดินทางครั้งนี้เดินวันเดียวไม่ถึง จึงต้องค้างคืนกลางทาง ทั้งการเดินทางก็ไม่ได้เร่งร้อนอะไร ถือว่าค่ำไหนนอนนั่นตามสบาย ส่วนพระเถรานุเถระผู้ติดตามนั้น ก็หาที่พักที่มีหมู่บ้านอยู่ห่าง ๆ ออกไป เพราะถ้ารวมกันอยู่เป็นหมู่ก็จะลำบากด้วยอาหารบิณฑบาต ส่วนผู้เขียนก็ได้ติดตามท่านอาจารย์มั่น ภูริทตตเถระ ไปตลอดทาง

เมื่อถึงบ้านผักอีเลิด เป็นเวลาเย็นมากแล้ว ท่านจึงสั่งให้พักอยู่ใกล้หมู่บ้านแห่งนี้ หมู่บ้านแถวๆ นี้เป็นชาวบ้านป่า ทำมาหากินด้วยการทำไร่ถางป่า บ้านไม่ค่อยเป็นหลักฐานเท่าไร สถานที่เป็นภูเขาแต่ก็ไม่สูงนัก ส่วนต้นไม้เท่าที่สังเกตดู เป็นไม้เต็ง-รัง-ไม้แดง-ไม้มะค่าโมงเป็นส่วนมาก บางแห่งเป็นต้นเตี้ยๆ แต่บางแห่งก็เป็นดงต้นไม้สูงๆ เป็นดงทึบ มองแทบไม่เห็นดวงอาทิตย์ การเดินครั้งนี้เป็นการขึ้นลงภูเขาไปด้วย จึงทำให้ล่าช้าในการเดินทาง ฯ

ผู้เขียนจำได้ว่า การเดินทางของท่านอาจารย์มั่น ฯ ในครั้งนี้เป็นครั้งสุดท้ายในชีวิตของท่าน ในการเดินทางไกลข้ามภูเขา แต่ตามที่สังเกตการเดินทางของท่านแล้ว ซึ่งขณะนี้ท่านมีอายุได้ ๗๕ ปีแล้วก็ยังเดินอย่างกระฉับกระเฉงว่องไว เดินไปได้อย่างสบาย ผู้เขียนก็ได้เดินตามท่านไปอย่างใกล้ชิดตลอดทาง ฯ

ภูเขาที่เดินผ่านไปนั้นเรียกว่า ภูพาน โดยส่วนมากจะเป็นภูเขาหินทราย มิใช่หินปูนเหมือนแถบลพบุรี จึงทำให้คนอยู่ได้อย่างสบายไม่มีการแพ้ ถ้าเป็นภูเขาหินปูนคนอยู่แล้วจะเกิดอาการแพ้ เกิดโรคภัยต่าง ๆ จึงปรากฏว่า มีผู้คนอาศัยทำมาหากินอยู่เป็นอันมาก แต่ก็เป็นชาวเขาแทบทั้งนั้น เขาเรียกผู้คนในแถวนี้ว่า “ลาวโช่ง” “โซ่-ข่า” และ ลาวภูไท และทุกๆ คนชาวเขาเหล่านี้เลื่อมใสพระพุทธศาสนากันทั้งนั้น มีการทำบุญตักบาตร สร้างวัดวาอารามเช่นเดียวกับคนไทยทั่วๆ ไป แต่ยังขาดการศึกษาเท่านั้น เพราะไม่มีโรงเรียนจึงทำให้มีอะไรหลายๆ อย่างที่ควรจะดีกว่านี้ แต่ไม่สามารถจะทำได้ การศึกษาจึงมีความสำคัญแก่มวลมนุษย์ชาติตั้งแต่ดึกดำบรรพ์จนกระทั่งบัดนี้

เมื่อได้พักค้างคืนที่ข้างๆ หมู่บ้านผักอีเลิดแล้ว การเดินทางไปบ้านหนองผือก็ไม่ไกลเท่าไร วันนั้นหลังจากฉันภัตตาหารเช้าแล้ว ท่านก็พักผ่อนพอสมควร บ่ายแล้วจึงออกเดินทาง ถึงบ้านหนองผือประมาณ ๕ โมงเย็น ชาวบ้านทางนี้ทราบข่าวการมาของท่านอาจารย์มั่นฯ ก่อนแล้ว จึงพร้อมด้วยพระเถระบางรูปผู้สันทัดในการจัดเสนาสนะ ได้คอยให้ความสะดวกแก่ท่านและพระติดตาม

ในบริเวณวัดหนองผือนี้ เป็นดงมีต้นไม้ใหญ่ปกคลุมครึ้ม ทำให้อากาศถ่ายเทลำบาก จึงเป็นแหล่งที่มีความสำคัญอย่างหนึ่ง คือต้องทำความเพียรให้มาก นอนมากไม่ได้ อาจจะถึงล้มป่วยและตายได้ ซึ่งปรากฏว่าผู้ที่มาหาท่านอาจารย์ได้ป่วยและมรณภาพไปหลายรูป

ครั้นเมื่อท่านไปถึง และบอกแก่ศาสนศิษย์ญาติโยมว่า จะอยู่จำพรรษาที่นี่ทั้งญาติโยมและพระก็ช่วยกันจัดการซ่อมแซมเสนาสนะ ซึ่งมุงด้วยหญ้าคามาแต่เดิมและผุพังไปเป็นส่วนมาก ที่ต้องซ่อมแซมให้ไว้ได้มากนั้น เพราะพระภิกษุสามเณร มีความประสงค์จะเข้ามาอยู่กับท่านทั่วสารทิศ เมื่อกาลออกพรรษา ก็จะเดินทางมาศึกษาธรรมกับท่านตลอดเวลา ชุดนั้นออก ชุดนี้เข้า เป็นประจำอยู่อย่างนี้..

ผู้เขียนเองขณะนี้ก็ได้จากท่านไปอยู่จังหวัดจันทบุรี ซึ่งก็ได้มาอยู่กับท่านก่อนออกพรรษาเป็นเวลาหลายๆ เดือน ทุกๆ ปี จนถึงปีสุดท้าย

ความจริงภูมิประเทศของบ้านหนองผือนี้ เป็นที่เหมาะแก่การทำความเพียรมาก เพราะเป็นที่ไกลต่อการคมนาคมผู้ที่จะเข้าไปในหมู่บ้านนี้ ต้องเดินทางจากถนนใหญ่ ๓ ถึง ๔ ชั่วโมงจึงจะถึง ถ้าจะไปอีกทางหนึ่งก็คือทางเกวียนเป็นทางอ้อมมากต้องใช้เวลาถึง ๘ ชั่วโมงกว่าจึงถึง แสดงว่าท่านอาจารย์มั่น ฯ ท่านเลือกภูมิประเทศที่ไม่ให้ผู้คนมารบกวนท่าน ซึ่งไม่เหมือนกับปัจจุบัน ผู้เป็นอาจารย์ทั้งหลาย แม้เมื่อไปอยู่ในถ้ำภูเขา ยังอุตส่าห์ตัดถนนให้รถยนต์เข้าไปถึง เพื่อให้ผู้คนสัญจรสะดวก เมื่อคนไปหามากก็บ่นว่ายุ่ง ไม่ทราบว่าจะบ่นทำไม ในเมื่อท่านเองก็ชอบจะให้เขาเข้าไปหา ถึงตัดถนนให้ความสะดวกแก่ชาวบ้านอยู่ตลอดเวลา ซึ่งไม่เหมือนกับท่านอาจารย์มั่นฯ ผู้เป็นพระปรมาจารย์เลย เพราะเมื่อท่านอยู่บ้านโคกนามน ท่านบ่นว่าใกล้ทางรถยนต์คนมาสะดวกทำให้ยุ่ง เราจะสอนพระภิกษุสามเณร โยมก็มาวุ่นเสียเรื่อย ทำให้เสียจังหวะ ไม่ได้ผลเท่าที่ควร ท่านจึงหาทางไปที่อื่น และได้บ้านหนองผือเป็นสัปปายะ

ตอนนี้จะพูดถึงบริเวณบ้านหนองผือ เพื่อให้ผู้อ่านที่ยังไม่เคยไป จะได้ทราบถึงสถานที่แห่งนี้ว่า เพราะเหตุใดท่านอาจารย์มั่นฯ จึงจำพรรษาอยู่ที่นี่ถึง ๕ ปี

บ้านหนองผือนี้เอานามของหนองน้ำแห่งหนึ่ง ซึ่งมีต้นผือ หรือต้นปรือ เป็นต้นไม้สำหรับทอเสื่อ เหมือนกับชาวจันทบุรีทอเสื่อกกนั่นเอง บ้านหนองผือนี้อยู่ในแอ่งของภูเขา มีภูเขาล้อมรอบอยู่ทุกด้าน ในขณะที่เราเดินทางเข้ามาและยืนอยู่บนภูเขาแล้วแลลงมาดูบ้านหนองผือ จะเห็นเป็นแอ่งคล้ายก้นกระทะ ก่อนเข้าถึงหมู่บ้านก็จะพบลำธารน้ำเล็ก ๆ ไหลผ่านไม่ขาดสายอยู่แห่งหนึ่งเสียก่อน และข้างลำธารมีก้อนหินใหญ่บ้างเล็กบ้าง เรียงรายกันอยู่เข้าไปถึงกลางลำธาร เป็นหินมีหลังนั่งพักสบาย โดยเฉพาะผู้เดินทางจากบ้านหนองผือไปที่อำเภอพรรณานิคม ออกเดินทางแต่เช้า จะต้องมาหยุดรับประทานอาหารกันที่นี่ แม้ข้าพเจ้าเอง ก็เคยมาฉันอาหารเช้าที่นี่หลายหน โดยนั่งฉันบนหินมีหลัง มีน้ำใส ร่มเย็นนั่งฉันสบาย แต่เมื่อเรามาถึงที่นี่แล้ว ก็จะไม่ทราบเลยว่าหมู่บ้านหนองผือมีลักษณะเป็นแอ่ง เหมือนก้นกระทะ เพราะพื้นที่เป็นที่ราบกว้าง เหมาะแก่การทำไร่ทำนา เมื่อเพาะปลูกอะไรลงไปแล้วเป็นงอกงามดีทั้งนั้น ซึ่งจะสังเกตได้ในวัด ปลูกต้นกล้วย มะม่วง มะละกอ ควินิน มะพร้าว ทุกอย่างงอกงามมีใบสดเขียวชอุ่มการทำนาดีมาก เหลืออยู่เหลือกิน มีแม่น้ำอยู่สายหนึ่งเป็นที่อาศัยทำมาหากินของชาวบ้านหนองผือนี้ คือแม่ถ้าคูน มีต้นไผ่ติดต่อกันไปตามลำคลอง การสร้างที่อยู่อาศัยของชาวบ้านเป็นแบบโบราณธรรมดา มุงหญ้า คนรวยก็มุงกระดาน อาหารหลักคือการรับประทานข้าวเหนียวล้วน ชาวบ้านเป็นคนภูไท มีหมู่บ้านประมาณ ๗๕ หลังคาเรือน อาชีพมีการทำไร่กันเป็นพื้น โดยเฉพาะไร่ฝ้าย พริก ยาสูบ ฝ้ายนำเอามาปั่นเองทอเป็นเสื้อผ้าจนเหลือใช้ อาหารก็เป็นอาหารธรรมชาติ ไม่ต้องพึ่งพาที่อื่น มีการเป็นอยู่ด้วยความสงบ สถานที่เป็นดงทึบ จึงเกิดมีไข้มาลาเรียชุกชุม ปีหนึ่ง ๆ ทำให้คนตายเพราะมาลาเรียไม่น้อย. (ประวัตินี้กล่าวตอนท่านอาจารย์มั่น ภูริทตฺตเถระ ยังมีชีวิตอยู่) ฯ

วัดป่าตั้งอยู่ทางทิศตะวันออกของหมู่บ้าน ข้างทุ่งนา เดินลำบาก ชาวบ้านจึงได้ทำสะพานข้ามจากท้ายบ้านมาถึงวัด วัดนี้ท่านอาจารย์หลุยเป็นผู้มาเริ่มต้นก่อสร้างไว้ก่อนหน้าท่านอาจารย์มั่น ฯ มาอยู่ประมาณ ๑๐ ปี ที่ตั้งวัดเป็นเนินสูงกว่าบ้าน โดยมีทุ่งนาเป็นเขตกั้นระหว่างบ้านกับวัด ในสถานที่อันเป็นที่ตั้งของวัดและบ้าน บางครั้งก็ขุดค้นพบวัตถุโบราณ อันแสดงว่าเดิมเคยเป็นหมู่บ้านมาแต่โบราณกาล  ที่ตั้งหมู่บ้านเป็นที่ราบมีต้นไม้ใหญ่ เพราะเป็นดงดิบมีเนื้อที่ประมาณ ๑๐ ไร่ ทางด้านตะวันออกเป็นดงไม้ดิบติดต่อกันไป การสร้างกุฏิก็สร้างเป็นหลังๆ อยู่เฉพาะองค์ๆ ตามธรรมเนียมของวัดป่า มีศาลาสวดมนต์ ศาลาหอฉัน สถานที่สุขา หลุมเทหยากเยื่อ บ่อน้ำใช้และฉันสะอาดดี ฯ

เนื่องจากสถานที่นี้เป็นที่สงัด การภิกขาจารก็ไม่ไกลนัก ประชุมชนมีศรัทธาดีมาก ขณะนั้นท่านอาจารย์มั่นฯ ก็มีวัยชราภาพมากแล้ว อายุ ๗๕ ปี จึงพักอยู่ที่วัดนี้เป็นเวลาถึง ๕ ปี ฯ

เมื่อเป็นเช่นนี้ พระภิกษุสามเณรผู้สนใจในการปฏิบัติธรรมกัมมัฏฐานก็ได้หลั่งไหลเข้ามาโดยไม่ขาดสาย เป็นเหตุให้เสนาสนะที่อยู่ในวันนี้มีไม่เพียงพอ จึงพากันออกไปอยู่ในที่ซึ่งไม่ไกลนัก อันเป็นที่พักพอที่จะเจริญสมณธรรมได้ และสำนักที่พอสมควร ที่ตั้งอยู่ใกล้วัดป่าหนองผือ ก็มี

๑  วัดนาไนย

๒. วัดโคกมะนาว

๓  ห้วยบุ่น

๔. บ้านอูนโคก

๕  บ้านผักอีเลิด

๖. บ้านคงบาก

ที่ซึ่งท่านแยกย้ายกันไปอยู่ในที่ต่างๆ เหล่านี้ จะมารวมกันทำอุโบสถ ( ฟังปาฏิโมกข์) ที่วัดป่าหนองผือกันทั้งนั้น เพราะเมื่อถึงวันอุโบสถ ท่านอาจารย์มั่นฯ ก็จะได้ให้โอวาทหลังจากทำอุโบสถเสร็จแล้ว โดยการชี้แนวทางในทางธรรมข้อปฏิบัติอันเกี่ยวเนื่องกับการดำเนินจิตทุกๆ คราวไป ฯ

ส่วนท่านที่อยู่ใกล้พอสมควร ก็จะมาฟังธรรมได้สะดวกในเวลากลางคืน ซึ่งก็ได้มาแทบทุก ๆ คืน ได้ฟังธรรมปกิณกะมีนัยต่าง ๆ แล้วก็กลับไป นับว่าเป็นความอุตสาหะวิริยะอย่างยอดเยี่ยม ของท่านเหล่านี้ ฯ

พระเถระภิกษุสามเณรทั้งหลายที่อยู่โดยรอบ ใกล้บ้างไกลบ้างเหล่านี้ คอยฟังข่าวอยู่เสมอว่า พระเถระผู้ใหญ่ที่อยู่ทางไกล และเป็นผู้มีจิตเป็นไปในธรรมอันละเอียด ซึ่งท่านเหล่านั้นจะได้รับการยกย่องจากพระอาจารย์มั่น ภูริทัตฺตเถระ เนื่องจากว่าพระเถระรูปใดเป็นผู้มีความสำคัญในทางปฏิบัติ และเป็นผู้มีความหนักแน่น มีสมรรถนะและความสามารถสูง มีการดำเนินทางจิตที่ถูกต้อง มีความเมตตาต่อหมู่คณะ ท่านจะต้องกล่าวถึงพระเถระรูปนั้น ๆ ในท่ามกลางสงฆ์ หรือกล่าวกับผู้ปฏิบัติใกล้ชิดอยู่เสมอว่า ท่านองค์นั้นองค์นี้ดีมาก หากใครต้องการจะปฏิบัติก็ให้ติดตามองค์นั้นไปเถิดจะเกิดผล อย่างนี้เป็นต้น ฯ

ดังนั้นจึงไม่แปลกอะไร ที่พวกเราและพวกเถระรุ่นใหม่จะต้องทราบถึงความดีของพระเถระรุ่นเก่าๆ ว่าท่านเป็นผู้ทรงไว้ซึ่งคุณธรรม ด้วยเหตุนี้ เมื่อพวกเราได้ข่าวว่า พระเถระองค์ที่มีความสำคัญมาแต่ไกล ท่านอาจารย์มั่น ๆ ก็จะแสดงธรรมอย่างวิจิตร หรือเรียกว่าธรรมกถากัณฑ์ใหญ่ เพราะเหตุที่พระเถระเหล่านั้นจะได้ไต่ถามอรรถปัญหา ท่านอาจารย์มั่นฯ ก็จะได้วิสัชนา และแสดงธรรมไปพร้อม ซึ่งกาลเช่นนี้หาฟังได้ยากนัก จึงทำให้พวกเราต้องตั้งใจคอย เพื่อให้มีให้เกิดมหาธรรมกถา จึงปรากฏว่าเมื่อถึงกาลเช่นนี้ จะปรากฏมีพระภิกษุสามเณร พระเถรานุเถระมากันมากเป็นพิเศษจนเต็มไปหมด ไม่ทราบว่า ออกมาจากป่า จากเขา จากถ้ำ จากที่ไหนๆ กันนัก

ตอน พระอาจารย์มั่น ภูริทตฺตเถระ

จำพรรษาเสนาสนะป่า บ้านหนองผือ

เนื่องจากพระอาจารย์มั่น ฯ ได้จำพรรษาเป็นหลักแหล่งที่บ้านหนองผือนี้นานถึง ๕ พรรษา จึงทำให้ประชาชนทราบโดยทั่วกัน อนึ่งกิตติศัพท์ของท่านได้ปรากฏมานาน แม้ผู้เขียนมีอายุเพียง ๑๓ ปี ก็ได้ทราบข่าวแล้ว แต่ก่อนนั้น ท่านมิได้จำพรรษาซ้ำเป็นปีที่ ๒ เลยสักแห่งเดียว ถึงจะจำพรรษาอยู่ที่เดิมบ้าง ก็ต้องไปที่อื่นมาก่อน แล้วจึงหวนกลับมา โดยปกติท่านจะอยู่จำพรรษาในป่าดงพงไพรในภูเขาเถื่อนถ้ำเป็นส่วนมาก

จึงเป็นเหตุให้ผู้ประสงค์จะปฏิบัติศึกษาด้วย ต้องเที่ยวตามแสวงหาท่าน แสนยากแสนลำบากและแสนจะกันดาร เฉพาะพระภิกษุสามเณรเท่านั้นที่สามารถจะติดตามศึกษาหาข้อปฏิบัติได้โดยใกล้ชิด ส่วนอุบาสกอุบาสิกานั้นยากนักที่ที่จะตามเห็น เว้นแต่จะได้ศึกษาข้ออรรถธรรมเป็นครั้งเป็นคราวในเวลาอยู่จำพรรษาเท่านั้น เหตุนั้นเมื่อท่านองค์ใดได้ติดตามศึกษาปฏิบัติอยู่กับท่าน ก็ได้เป็นผู้มีความรู้ความสามารถในอันที่จะได้สั่งสอนประชาชน ให้เข้าใจในธรรมปฏิบัติเป็นตัวอย่าง เป็นอาจารย์ เป็นผู้น่าเคารพเลื่อมใสอย่างยิ่ง แม้ผู้เขียนเองเคยได้ยินกิตติศัพท์มาตั้งแต่อายุ ๑๓ ปี จนถึงอายุ ๒๓ ปีจึงได้พบและปฏิบัติอยู่กับท่าน

ครั้นประชาชนได้ทราบข่าวว่า พระอาจารย์มั่น.ภูริทตฺตเถระ ได้อยู่จำพรรษาที่วัดป่าบ้านหนองผือเป็นหลักแหล่งเช่นนี้แล้ว คณะพระภิกษุ-สามเณร-อุบาสก-อุบาสิกาทั้งหลาย.ที่เคยเป็นศิษย์ท่านมาแต่เดิมและพึ่งได้รับฟังกิตติศัพท์ใหม่ ๆ ก็มิได้รอรั้ง ต่างก็เข้ามาศึกษาหาข้อปฏิบัติ ฟังธรรมเทศนา บ้างก็พากันมาบำเพ็ญทาน ทั้งทางไกลและทางใกล้ ทั้งภาคใต้และภาคเหนือ ต่างก็ทยอยกันมาเข้านมัสการทุกๆ วันไม่ขาดสาย บรรดาท่านที่เข้ามานั้น ในปีหนึ่งๆ มีประมาณไม่น้อยเลย มากันแทบทุกวัน ทั้งๆ ที่ถนนหนทางก็ไม่สะดวก แสนที่จะกันดาร และอากาศก็ไม่ใช่เล่น ใครๆ ที่เข้ามาต้องระวังตัวมาก ถ้าพลาดพลั้งก็รักษาตัวกันไม่ไหว เพราะเคยปรากฏว่า ผู้ที่เข้ามานมัสการพักอยู่กับท่าน เกิดอาการแพ้อากาศ เจ็บป่วยล้มตายไปทั้งพระทั้งเณร และญาติโยมก็หลายคน

ถึงแม้การณ์จะเป็นเช่นนั้นทุกๆ คนก็หามีความท้อถอยไม่ เพราะต้องการฟังธรรมอันวิจิตรของท่าน จึงยอมสละชีวิตเข้ามาหาท่านอย่างน่าอัศจรรย์ แม้ข้าพเจ้าเองจากท่านไปอยู่จันทบุรี ก็ได้เดินทางมาอยู่กับท่าน (เพียงแต่ในพรรษาเท่านั้น) ออกพรรษาก็รีบมา พอใกล้เข้าพรรษาก็กลับจันทบุรี เช่นนี้ทุกๆ ปีจนกระทั่งถึงวาระสุดท้าย

การจำพรรษาอยู่ที่วัดป่าบ้านหนองผือนี้ ตลอดระยะเวลา ๕ พรรษา ท่านก็ได้พยายามชี้แจงธรรมต่างๆ แก่บรรดาศิษย์ทั้งหลายตลอดเวลา ท่านอาจารย์มั่น ฯ เป็นผู้มีกำลังวังชาดี เดินไปไหนมาไหนได้คล่องแคล่ว อนึ่งขณะที่ท่านอยู่ที่วัดป่านี้ ท่านได้แสดงธรรมอันเป็นส่วนข้อปฏิบัติมากที่สุด มิได้เห็นแก่ความเหน็ดเหนื่อยเลย เมื่อผู้ใดเข้ามาหา ท่านก็แสดงธรรมให้ฟัง ไม่ว่าจะเป็นพระเล็กเณรน้อย.ตลอดถึงพระเถระผู้ใหญ่ บางครั้งเป็นวันวิสาขบูชา มาฆบูชา ท่านได้แสดงผู้เดียวจนถึงเที่ยงคืน การแสดงธรรมก็เป็นไปวิจิตรพิสดาร มีอรรถรสแห่งข้อปฏิบัติสำนวนไพเราะมาก ซึ่งบางแห่งบางข้อข้าพเจ้าเคยได้บันทึกไว้ในหนังสือ “มุตโตทัย” เป็นที่เข้าอกเข้าใจแก่บรรดาสานุศิษย์ บางองค์ถึงกับบ่นว่า “เราไปภาวนาตั้งเดือน สู้ฟังเทศน์ท่านอาจารย์ครั้งเดียวก็ไม่ได้” เช่นนี้ก็มีมาก

อนึ่งท่านได้พยายามสั่งสอนสานุศิษย์ทั้งหลาย โดยทุกวิถีทาง ทั้งทางตรงและทางอ้อม เพื่อหวังให้ศิษย์ทั้งหลายได้เข้าใจในปฏิปทาข้อปฏิบัติ และท่านก็ได้เลือกเฟ้นเอาธรรมทั้งหลาย ตลอดทั้งแนะแนวทางให้แก่บรรดาศิษย์มากมายด้วยอุบายต่าง ๆ โดยมุ่งหมายที่จะพาให้ดำเนินสู่ทางอันบริสุทธิ์ ตรงต่อพุทธพจน์จริงๆ ในการที่ท่านอยู่ที่วัดบ้านหนองผือนี้ มีความประสงค์เพื่อให้บรรดาศิษย์เก่าและศิษย์ใหม่เข้ามาศึกษาเป็นการเปิดโอกาสแก่บรรดาพระภิกษุสามเณร และเพื่อให้เข้าใจในธรรมยิ่งๆ ขึ้น กับทั้งการแสดงธรรมนั้นยังความชื่นชมและแก้ความสงสัยให้ อย่างไม่มีข้อแย้ง ซึ่งคล้ายกับว่าท่านจะรู้ว่ากาลแห่งสังขารธรรมจักอยู่ไปไม่ได้นาน ใคร่จะสอนให้แก่บรรดาศิษย์เป็นผู้เข้าใจในธรรมอันควรที่จะพึงรู้พึงเข้าใจ สืบแทนท่านให้เป็นหลักฐานแก่คณะกัมมัฏฐานต่อไป

กฎการปฏิบัติประจำ

ข้อปฏิบัติ อันเป็นอาจินต์วัตรของท่านนั้น เป็นไปโดยสม่ำเสมอ ขณะนี้ท่านชราภาพมากแล้ว แม้ปฏิปทาจะเพลากว่าเดิมไปบ้างก็ยังปรากฏว่า เป็นที่น่าเคารพและเลื่อมใส ดังที่ผู้เขียนเคยอยู่และเคยเห็นมา จะเล่าสู่กันฟังโดยย่อ พอเป็นคติแก่อนุศิษย์ต่อไป

ก่อนออกบิณฑบาตตอนเช้า ต้องขึ้นสู่ที่จงกรมก่อน และก่อนที่จะไปบิณฑบาต ขณะที่ท่านจงกรมอยู่ ศิษย์ทั้งหลายต่างพากันทำวัตรปฏิบัติต่าง ๆ มีการเก็บบาตร กวาดสถานที่ เทกระโถน เก็บอาสนะไปปูยังโรงฉัน และเตรียมคลี่สังฆาฏิไว้รอท่าน เพราะตามธรรมดาแล้วการซ้อนผ้าสังฆาฏิเข้าสู่โคจรคามนั้นไม่เคยขาดเลย เว้นแต่จะมีฝนตกใหญ่เท่านั้น เมื่อท่านเดินจงกรมจนถึงเวลาที่ออกเที่ยวบิณฑบาตแล้ว ก็ลงจากที่จงกรมไปสู่โรงฉัน ศิษย์ทั้งหลายก็ถวายผ้าสังฆาฏิช่วยครองกลัดลูกดุมรังดุมทั้งข้างล่างและข้างบนแล้วเข้าไปสู่บ้าน ผู้ถือบาตรไปก่อนโดยไปรออยู่ที่นอกอุปจาระบ้าน เมื่อท่านไปถึงก็รับเอาบาตร ศิษย์ก็ตามเข้าไปเป็นแถวตามลำดับอาวุโส มี ๑๐-๒๐-๓๐ ถึง ๕๐-๖๐ องค์.และเป็นแถวยาวเหยียด ตอนขากลับศิษย์ก็รับเอาบาตรล่วงหน้ามาจัดการแก้ถลกบาตรเตรียมรอไว้โดยเรียบร้อย (การบิณฑบาตใช้สะพายอุ้มบาตรไว้ข้างหน้า ซึ่งไม่ผิดอะไรกับการอุ้มบาตรซึ่งท่านอาจารย์ใหญ่ ได้นำมาใช้ปฏิบัติในคณะพระกัมมัฏฐานและคณะกัมมัฏฐานทั้งหมดจึงได้กระทำเหมือนท่าน ด้วยกันทั้งนั้น)

ครั้นเมื่อท่านมาถึงวัดแล้วพวกศิษย์ ๆ ก็เตรียมรับผ้าสังฆาฏิเอาออกผึ่งแสงแดดพอสมควร แล้วก็เก็บไว้เป็นที่ การฉันก็รวมลงในบาตรกันทั้งนั้น ข้าพเจ้ายังไม่เคยเห็นท่านเอาอาหารไว้ภายนอกบาตรเลย เว้นแต่เมื่อคราวล้มป่วยครั้งสุดท้ายเท่านั้น แม้การไปบิณฑบาตท่านก็ไม่ยอมขาดได้ง่ายๆ เว้นเสียแต่ว่าไปไม่ได้จริงๆ ซึ่งตามธรรมดาเมื่อสุขภาพและกำลังของท่านยังคงอยู่. แต่หากท่านป่วยอาพาธแล้ว ท่านมักจะระงับด้วยการไม่ฉันจังหันและไม่ออกบิณฑบาต ประกอบความเพียรบางครั้งถึง ๓ วัน ก็มี พอโรคระงับแล้วจึงค่อยฉันต่อไป

ท่านเคยพูดว่า

การเที่ยวบิณฑบาตโปรดสัตว์นั้น แม้แต่องค์พระบรมศาสดาสัมมาสัมพุทธเจ้าก็ยังเสด็จไป และพระอริยเจ้าผู้สาวกก็ไปบิณฑบาต เราผู้สาวกภายหลังจะไม่ไปบิณฑบาต ก็เท่ากับว่าดีกว่าพระพุทธเจ้าผู้บรมศาสดา ซึ่งก็เท่ากับว่าดีเกินครูไปเท่านั้น หมายความว่า นอกครู

เมื่อคราวท่านอาพาธครั้งสุดท้ายนั้น เมื่อเข้าบิณฑบาตตลอดบ้านไม่ได้ ก็ไปเยี่ยมครึ่งบ้าน เมื่อเข้าไปบ้านไม่ไหวท่านก็ไปสุดเขตวัด และเมื่อไปสุดเขตวัดไม่ไหวก็ไปแค่ศาลาโรงฉัน เมื่อไปบิณฑบาตถึงศาลาไม่ไหวจริง ๆ จึงงดบิณฑบาต จนถึงวาระสุดท้าย อันเป็นการแสดงถึงความเอาใจใส่อย่างยิ่งในข้อวัตรปฏิบัติของท่านในการออกบิณฑบาตเป็นวัตร

อนึ่ง การฉันนั้น รวมฉันแห่งเดียวกันหมด เมื่อจัดอาหารใส่บาตรกันเป็นที่เรียบร้อยแล้ว (การจัดอาหารนั้น มีพระผู้แจก คือตักแจกไปตามลำดับจนกว่าจะหมดและเพียงพอ พระที่แจกมี ๒-๓ องค์ เป็นภัตตุเทสก์ที่สงฆ์ตั้งไว้) ท่านก็นำพิจารณาเป็นปัจจเวกขณะ บางครั้งก็เตือนเมื่อมีเสียง บางครั้งก็พิจารณาด้วย

แผนที่แสดงเส้นทางนำพระอาจารย์มั่นจากวัดป่าบ้านหนองผือ ไปยังวัดป่าสุทธาวาส

บทสรุป

ท่านอาจารย์มั่น ภูริทตฺตเถระ หลังจากท่านได้มอบงานใหญ่ให้ท่านอาจารย์สิงห์ ขนฺตยาคโม แล้ว ท่านก็ได้เดินธุดงค์วิเวกไปทางภาคเหนือ โดยเฉพาะจังหวัดเชียงใหม่ เชียงราย ท่านได้เที่ยววิเวกหาความสงบ พิจารณาถึงพระธรรมของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า จนได้รับผลเป็นที่พึงพอใจ ตลอดระยะเวลา ๑๒ ปี ในที่สุดท่านก็ได้เดินทางกลับมาทางจังหวัดภาคอีสาน เพื่อจะได้พบปะลูกศิษย์ลูกหาเก่าแก่ ซึ่งท่านได้อบรมไว้ก่อนแล้วนั้น

ท่านได้พักอยู่จังหวัดอุดร และจังหวัดสกลนคร เมื่อบรรดาศิษย์ทั้งหลายของท่านได้ทราบข่าวถึงการกลับมาอยู่จังหวัดสกลนคร โดยเฉพาะบ้านหนองผือ อำเภอพรรณานิคม ซึ่งท่านอยู่นานกว่าทุกแห่งแล้ว เป็นโอกาสให้บรรดาคณาจารย์ผู้เป็นศิษย์ได้เข้ามาพบและอยู่กับท่าน ซึ่งก็เป็นความประสงค์ของท่านอาจารย์มั่นฯ อยู่แล้ว เพราะท่านต้องการที่จะแถลงนโยบาย หรือความละเอียดที่ท่านได้ค้นคว้าและศึกษามาตลอดระยะเวลา ๑๒ ปีที่เชียงใหม่ ซึ่งเป็นผลดีอย่างยิ่งแก่บรรดาคณาจารย์ที่จะได้มารับนโยบายอันถูกต้องในคำสอนของพระพุทธเจ้า ที่ท่านได้เลือกเฟ้นและแนะนำให้ฟัง

เมื่อท่านอาจารย์มั่นฯ ได้พักอยู่ที่วัดป่าบ้านหนองผือตลอดระยะเวลา ๕ ปี ก็มีประโยชน์ที่ได้วางแผนงานขั้นสุดท้ายให้แก่คณาศิษย์พระคณาจารย์ของท่าน ซึ่งท่านเหล่านี้ล้วนแล้วแต่มีความสำคัญในการเป็นทายาทของท่านอย่างยิ่ง

ในปีพุทธศักราช ๒๔๙๒ ซึ่งเป็นปีสุดท้ายของชีวิต ซึ่งท่านก็ได้พยากรณ์ชีวิตของท่านให้แก่ศิษย์ฟังแทบทุกองค์แล้ว ท่านพยากรณ์ไว้ล่วงหน้า ล่วงเลยมาเป็นเวลานานถึง ๑๐ ปี ในปีนี้นับแต่วันเข้าพรรษาผ่านไป ท่านก็เริ่มไม่สบาย อาการก็รู้สึกจะหนักขึ้นทุกวันๆ เมื่อเดือนที่ ๑ ผ่านไปอาการของท่านไม่มีเบาขึ้นเลย ถึงกับพระอาจารย์ผู้เป็นศิษย์อยู่แถวใกล้ ได้มาพยาบาลท่านกันเป็นจำนวนมาก อาการของท่านก็มีแต่ทรงกับทรุดเท่านั้น

ต่อมาอาพาธของท่านก็พอจะค่อยยังชั่วขึ้นหน่อย ท่านไม่ฉันยา แม้ว่าลูกศิษย์จะถวายเท่าไรๆ ท่านก็ไม่ฉัน ท่านบอกแก่ทุกคนว่า

“ต้นไม้ที่มันตายยืนต้นอยู่แล้ว จะเอาน้ำไปรดเท่าไรจะให้มันเกิดใบอีกไม่ได้หรอก อายุของเรามันก็ถึงแล้ว”

ครั้นเมื่อใกล้จะออกพรรษา เหลืออีกประมาณ ๑๐ วัน ท่านก็ได้บอกพระที่อยู่ใกล้ชิดว่า

“ชีวิตของเราใกล้จะสิ้นแล้ว ให้รีบส่งข่าวไปบอกแก่คณาจารย์ที่เป็นศิษย์เราทั้งใกล้และไกล ให้รีบมาประชุมกันที่บ้านหนองผือนี้ เพื่อจะได้มาฟังธรรมะเป็นครั้งสุดท้าย”

บรรดาพระที่อยู่ใกล้ชิดก็ได้จดหมายบ้าง โทรเลขบ้างไปยังที่อยู่ของพระคณาจารย์เหล่านั้น บรรดาคณาจารย์ทั้งหลายเมื่อได้รับจดหมายบ้าง โทรเลขบ้างแล้ว ต่างก็ได้บอกข่าวแก่กันต่อ ๆ ไปจนทั่ว เมื่อการปวารณาออกพรรษาแล้วต่างองค์ก็รีบเดินทางมุ่งหน้ามาหาอาจารย์มั่นฯ ยังบ้านหนองผือ อันเป็นจุดหมายเดียวกัน

ท่านอาจารย์เทสก์ กับ ท่านอาจารย์วิริยังค์ (พระญาณวิริยาจารย์) ก็ได้มาจากจันทบุรี ร่วมในครั้งนี้ด้วย วันนั้นเป็นวันขึ้น ๑ ค่ำ เดือน ๑๒ พ.ศ  ๒๔๙๒ ท่านอาจารย์มั่น ฯ ลุกขึ้นเดินไปไหนไม่ได้เป็นวันแรก บรรดาพระอาจารย์ได้เข้าไปประชุมกัน แล้ว ท่านได้ลุกนั่งแสดงธรรมะให้แก่ศิษย์ทั้งหลายฟังอยู่ประมาณ ๑ ชั่วโมงเป็นเนื้อความว่า

 “การปฏิบัติจิตถือเป็นเรื่องสำคัญ การทำจิตให้สงบถือเป็นกำลัง การพิจารณาอริยสัจถือเป็นการถูกต้อง การปฏิบัติข้อวัตรมีการฉันหนเดียวเป็นต้น เป็นทางพระอริยะ ผู้เดินผิดทางย่อมไม่ถึงที่หมาย คือพระนิพพาน”

ท่านอาจารย์มั่นฯ ท่านพักอยู่บ้านหนองผือเป็นเวลา ๕ ปีนั้น นับว่าเป็นลาภของชาวหนองผือยิ่งนัก ทุกๆ ปีจะมีคนมานิมนต์ให้ท่านไปทางโน้นทางนี้บ้างแต่ท่านก็ไม่ไป ทั้งทำให้เห็นหน้าแขกต่างบ้านมากมาย ทั้งพระและฆราวาสคล้ายกับว่าบ้านหนองผือเป็นบ้านสำคัญแห่งหนึ่ง ทำให้มีชื่อเสียงปรากฏทั่วประเทศไทย และชาวบ้านก็ศรัทธาในตัวท่านอาจารย์ใหญ่กันทั่วทุกคน

มาในขั้นสุดท้ายชีวิตของท่านอาจารย์มั่นฯ ชาวบ้านเขาก็มีความปรารถนาอย่างยิ่งที่จะแทนคุณท่านอาจารย์ครั้งสุดท้าย คือขอให้ท่านมรณะที่บ้านหนองผือนี้ ท่านได้บอกกับชาวบ้านและพระภิกษุสามเณรทั้งหลายว่า

“เราจะไม่มรณภาพที่นี่ เพราะถ้าเราตายที่นี่แล้ว คนทั้งหลายก็จะพากันมามาก จะพากันฆ่าเป็ด ฆ่าไก่ ฆ่าสัตว์ทั้งหลาย เนื่องด้วยศพของเรา จะทำให้ชาวบ้านเป็นบาป สมควรที่จะจัดให้เราไปมรณภาพในจังหวัดสกลนครเถิด”

พระคณาจารย์ผู้เป็นศิษย์ทั้งหลาย เมื่อได้ทราบความประสงค์ของท่านแล้ว ก็พากันประชุมกันในค่ำคืนวันขึ้น ๙ ค่ำเดือน ๑๒ นั้นเอง ตกลงจะนำท่านไปวัดสุทธาวาส จังหวัดสกลนคร

เมื่อชาวบ้านได้ทราบข่าวว่า ท่านอาจารย์ที่เคารพยิ่งของพวกเขาจะไปในตอนเช้าของพรุ่งนี้แล้ว ถึงทำให้เกิดโกลาหลอลหม่านเป็นราวกับว่าแผ่นดินจะทรุดฉะนั้น ไม่ทราบว่าจะคิดอ่านประการใด เพราะเหตุผลให้เป็นเช่นนั้นเสียแล้ว ต่างก็หารือในอันที่จะยับยั้งท่านไว้ บางคนก็มากราบเรียนยับยั้ง แต่ก็ไม่ได้ผล ในคืนวันนั้น ก็มิได้เป็นอันหลับนอนกันทั้งหมู่บ้าน เข้ามาวัดฟังเหตุการณ์ จนถึงรุ่งสางของวันใหม่ เมื่อทราบแน่ชัดแล้วว่าท่านจะไป ทุกคนต่างก็แสดงสีหน้าสลดผิดปกติ เพราะในใจของเขาไม่ต้องการให้ท่านจากไป จึงทำให้เขาทั้งหลายเสียใจเป็นที่ยิ่ง ไม่มีอะไรเปรียบ

ชาวบ้านหนองผืออัดอั้นตันใจ จะพูดว่าอย่างไร ก็หมดหนทางแล้ว สุดท้ายก็คือประชุมกันเพื่อไปส่งท่าน ภิกษุสามเณรในเช้าวันนั้นต่างก็รีบฉันกันแต่เช้า ครั้นเมื่อถึงกำหนดเวลา ซึ่งเป็นวันจากบ้านหนองผือของท่านอาจารย์มั่น ฯ ชาวบ้านทั้งแก่เฒ่าและหนุ่มสาว หลามไหลเข้ามาวัดกันอย่างคับคั่ง ทุกคนในมือถือดอกไม้และธูปเทียน นำเข้าถวายท่านอาจารย์มั่นฯ แล้วก็กล่าวขอขมาลาโทษ พร้อมทั้งสะอึกสะอื้นน้ำตาร่วงไหลทุกคน ส่วนพระเถรานุเถระได้มาประชุมกันที่หน้ากุฏิใหญ่ของท่านอาจารย์มั่นฯ จัดแคร่สำหรับหามที่มุงด้วยผ้าขาวมาวางไว้ข้างบันได เมื่อทุกอย่างเสร็จแล้วก็เข้าไปกราบเรียนท่าน ท่านอาจารย์มั่นฯ ก็เตรียมตัวลุกขึ้นเองอย่างน่าอัศจรรย์ ทั้ง ๆ ที่ท่านลุกไม่ได้มาตั้ง ๙ วันแล้ว ท่านเรียกเอาไม้เท้าเท้ายันเดินไป และก็เป็นการเดินครั้งสุดท้ายในชีวิตของท่าน

ท่านได้เดินเข้าไปที่แคร่หาม ผู้มีกำลังก็เข้าประจำที่จะหามท่านอาจารย์ใหญ่ออกจากบ้านหนองผือ ในวันนี้อันตรงกับวันขึ้น ๑๐ ค่ำ เดือน ๑๒ เวลา ๙.๐๐ น. อันเป็นวาระสุดท้ายในชีวิตของท่านที่ได้ใช้ชีวิตอยู่กับชาวบ้านที่บ้านหนองผือ สายตาท่านได้สอดส่ายไปดูญาติโยมจนถ้วนทั่ว แต่ท่านก็ไม่ได้พูดอะไร

ครั้นแล้วขบวนก็ได้เคลื่อนออกจากวัดป่าบ้านหนองผือ บรรดาพระภิกษุสามเณร อุบาสก อุบาสิกา ก็ออกติดตามเป็นทิวแถว เมื่อขบวนผ่านใจกลางบ้าน ชาวบ้านทั้งเด็กและผู้ใหญ่ก็พากันชะเง้อคอมองดู บ้างก็เตรียมตัวออกมาส่ง บ้างก็แสดงความเศร้าโศก ทั้งออกหน้าและตามหลัง เป็นราวกับว่าของที่เคารพบูชาจะพลัดพรากจากไป ทั้งๆ ที่แลเห็นแต่ก็ทำอะไรไม่ได้ เพราะทุกครั้งเมื่อท่านกับพระภิกษุ สามเณรทั้งหลายแวดล้อมติดตามไปเป็นแถวนั้น คือการไปบิณฑบาต แล้วก็กลับมายังที่วัดป่านี้ ก็มีจิตคิดว่ายังเห็น ยังอุ่นใจ พากันติดตามมาส่งอาหารกัน ก็มาบัดนี้ท่านได้ผ่านไปพร้อมกับทั้งพระภิกษุสามเณร เป็นการไปไม่กลับเสียแล้ว ต่างก็พากันออกติดตามคล้ายๆ กับจะพาท่านให้กลับคืนมาให้ได้เสียดังนี้ แต่จะทำไฉนเล่า เป็นการเหลือวิสัยเสียแล้ว จึงเท่ากับติดตามไปส่งเพื่อไว้อาลัย ที่ท่านได้มาสั่งสอนในธรรมะปฏิบัติต่าง ๆ จนพากันเลื่อมใสยิ่งในพระพุทธศาสนา เป็นระยะเวลาถึง ๕ ปีทีเดียว

ในวันนี้ชาวบ้านหนองผือเกิดโกลาหลอลหม่าน เป็นการใหญ่ ซึ่งราวกับว่าแผ่นหินจะทรุดฉะนั้น. ผู้คนออกติดตามส่งประมาณ ๒๐๐ คนเศษ เมื่อขบวนผ่านพ้นจากบ้านหนองผือ ก็เป็นที่น่าชวนให้คิดดังนี้ว่า

 “โอ ! ชาวบ้านหนองผือ คราวนี้ช่างกระไร จักพากันได้รับความเศร้าโศก.อัดอั้นตันใจคับแค้นแน่นใจอย่างที่ไม่เคยพบเคยเห็นมาแต่กาลไรๆ ทั้งๆ ที่ความโศกแม้จะปรากฏขึ้นซ้ำ อันความว้าเหว่ก็เข้ามาแทนที่ โอ้ความอ้างว้างเปล่าเปลี่ยวทั้งทางวัดและทางบ้านให้เงียบเชียบยังกับไม่มีคน โอ๋ ! บ้านหนองผือจะต้องเงียบเชียบทั้ง ๆ ที่มีคนเต็มบ้านหลานเต็มเมือง แต่ก็ควรคิดไปในทำนองคลองธรรมคำสอนของพระพุทธเจ้าว่า “สพฺเพหิ เมปิ เยหิ มนา เปหิ นา นาภาโว วินาภาโว” แปลว่า “เราจะต้องพลัดพรากจากของรักของเจริญใจทั้งสิ้นไป”

ขบวนได้ถึงบ้านห้วยบุ่น ท่านอาจารย์หลุยกับท่านอาจารย์เนตรกำลังออกวิเวกอยู่ พึ่งรู้ออกมารับและติดตามไปด้วย ท่านอาจารย์วิริยังค์จึงได้ถามว่า

“เอ้า ! ทำไมไม่รู้เรื่องหรือยังไง” ท่านอาจารย์หลุยจึงได้ตอบทันทีว่า

“แหม ! ภาวนาอยู่ในถ้ำกำลังดี ได้ยินเสียงอึกทึกครึกโครมก็เลยออกมาดู เจอพอดี แหม ! เกือบเสียคน”

คราวนี้พวกออกหน้าก็คอยถางทาง อันมีเรียวไม้ต้นไม้ระเกะระกะอยู่ ทางพวกหามก็ผลัดกันออก ผลัดกันเข้า เคลื่อนขบวนกันไปเรื่อยๆ โดยอาการช้าๆ ตามราวป่าแถวนั้นมีบ้านชาวเขาอยู่ประปรายห่างๆ กัน พอทราบข่าวการจากไปของท่านอาจารย์มั่นฯ ก็พากันออกจากป่ามาเข้าขบวน เลยกลายเป็นขบวนใหญ่ ขบวนนี้ก็ขึ้นดงลงห้วย ลำธารเลาะลัดไปตามป่าไม้น้อยใหญ่ เลียบไปตามชายภูเขาประกอบกับเนินสูงๆ ต่ำ ๆ ทั้งขึ้นโคกออกทุ่งเป็นแห่งๆ ไป มีทั้งต้นไม้เดียรดาษ อันมีต้นพฤกษาชาติต่างๆ หลายอย่างหลายประการ มีทั้งสมอ มะขามป้อมซึ่งกำลังผลิดอกออกผล ยังกับจะชวนท่านภิกษุสามเณรให้แวะนั่งพักฉันเพื่อเป็นยาปนมัตต์ ขบวนได้หยุดลง ณ ที่นี่พอดี

ผู้คนไปส่งก็พากันกลับ.เหลือแต่ผู้หามเคลื่อนขบวนกันไปเรื่อย ๆ บ่ายโมงถึงบ้านโคกกระโหร่ง ได้หยุดพักถวายยาชูกำลังและบำบัดโรคตามสมควรเท่าที่จะหาได้ เพื่อประทังไป ขบวนหามก็เริ่มหามต่อไป ในไม่ช้าข่าวนี้ก็ได้แพร่สะพัดไปโดยรวดเร็ว ถึงชาวบ้านโคกสาวขวัญ บ้านกุดก้อม บ้านบง.บ้านม่วงไข่พรรณา อำเภอพรรณนา ว่าท่านอาจารย์มั่นฯ กำลังมา ประชาชนต่างก็พากันหลามไหลออกมาดักขบวน เข้าช่วยหาม เวลาบ่าย ๕ โมงเย็น ก็ถึงบ้านโคกสาวขวัญ ถึงบ้านบง และพระได้เรียนท่านว่าบัดนี้ถึงกุดก้อมแล้ว ท่านบอกว่าให้นำท่านไปวัดป่าบ้านนาภู่ แต่ชาวบ้านม่วงไข่ก็จะเอาไปม่วงไข่ ตอนนี้อยู่ระหว่างกึ่งกลางทางจะไปม่วงไข่และดงนาภู่

ชาวบ้านได้เถียงกันเป็นการใหญ่ ต่างคนก็ต่างจะเอาไป ท่านอาจารย์มั่นฯ บอกว่า

“ให้ไปบ้านนาภู่ดีกว่า” ขบวนจึงตกลงไปวัดป่าบ้านนาภู่ ท่านอาจารย์มั่นฯ จึงบอกแก่พวกขบวนว่า

“เราต้องการไปโปรดนายอ่อนและนางสัม”.

ขบวนหามก็ข้ามทุ่งนา ซึ่งข้าวกำลังออกรวงเหลืองอร่ามข้ามท้องทุ่ง เจ้าของนาก็ออกมารับ และปวารณาบอกว่าให้ย่ำข้าวไปเลย จะเสียหายสักเท่าใดไม่ว่า

“ท่านอาจารย์ผ่านนาโชคดีแท้ ๆ ” เจ้าของนาว่า.

ในที่สุดขบวนก็มาถึงวัดป่าดงนาภู่ เป็นเวลา ๒๑.๐๐ น พอดี จึงได้นำท่านอาจารย์ขึ้นสู่ศาลา ครั้งนั้นแหละข่าวอันนี้ก็ได้แพร่สะพัดไปโดยรวดเร็วทั้งทางไกลและทางใกล้ว่า “ ท่านอาจารย์มั่นฯ เวลานี้พักอยู่วัดป่าดงนาภู่” พระภิกษุ สามเณร อุบาสกอุบาสิกา ต่างหลั่งไหลกันเข้ามาอย่างไม่ขาดสาย เพื่อทัศนานุตะริยะครั้งสุดท้าย และบำเพ็ญกุศล

โดยเฉพาะอย่างยิ่งนายอ่อนและนางสัม โมราราช สองสามีภรรยาได้มีความปลาบปลื้มปีติเหลือล้น เพราะได้คิดว่าวัดนี้เป็นวัดของตน ท่านอาจารย์มั่นฯ ก็ได้มาพักสมดังเจตนาเดิมด้วย ทั้งกลางวันกลางคืนได้เฝ้าท่านอยู่ตลอดเวลาไม่ยอมห่าง

วันนี้ตรงกับวันขึ้น ๑๑ ค่ำ เดือน ๑๒ ขณะที่นางสัมมายืนมองท่านทางหน้าต่างศาลา ท่านทักขึ้นมาว่า

“นี่หรือนางสัมภริยานายอ่อน”

นางจึงตอบว่า “ค่ะ”

ท่านจึงถามต่อว่า “สบายดีหรือ ?”

“สบายดีค่ะ ท่านจึงพูดกับนางสัมต่อไปอีกว่า

“เราเต็มทีแล้ว โรคเกิดขึ้นคราวนี้หนักมากนะ” เป็นคำพูดที่ท่านพูดโต้ตอบมากกว่าใครๆ ทั้งสิ้น ทำให้นางสัมมีความยินดีปรีดาอย่างยิ่ง และก็สลดใจ ฝ่ายท่านเจ้าคุณธรรมเจดีย์ (จูม พนฺธุโร) ท่านอาจารย์สิงห์ ขนฺตยาคโม ท่านเจ้าคุณอริยคุณาธาร (เส็ง ปุสฺโส) เพิ่งจะมาถึง ก็ทยอยกันเข้ามาเป็นลำดับ

ท่านอาจารย์มั่น ฯ ได้พักอยู่ที่บ้านดงนาภู่ เป็นเวลา ๙ วัน จวบกระทั่งวันแรม ๕ ค่ำ นางนุ่ม ชุวานนท์ ผู้อุปฐากมาดั้งเดิมตั้งแต่สมัยท่านอาจารย์เสาร์ ได้เข้าไปนมัสการท่าน ๆ พูดกับนางนุ่มว่า

“เราเต็มทีแล้ว อาการหนักเหมือนบุรุษมีกำลังหลายคน จับคนไม่มีกำลังคนเดียว”

เมื่อนางนุ่มได้ฟังแล้วก็รู้สักตื้นตันใจจนไม่ทราบจะกล่าวประการใดก็ลากลับ

ในระยะที่อยู่บ้านนาภู่นี้ ไม่ทราบว่าคนได้หลั่งไหลกันมาอย่างไร ทั้งไปกลับ ทั้งนอนค้าง แน่นขนัดไปหมดทั่วบริเวณ การเข้านมัสการท่านอาจารย์มั่น ฯ นั้น เข้ากันจนไม่ขาดระยะ (ศาลาหลังนี้สูงจากพื้นดินประมาณ ๑ เมตร) อาจารย์วิริยังค์ผู้ที่ได้อุปฐากมาตั้งแต่หนองผือจนกระทั่งขณะนี้ เห็นว่าจะเป็นการรบกวนท่านมากเกินไป เลยห้ามไม่ให้คนเข้ามาภายในศาลา ให้นมัสการข้างนอกแล้วปิดประตูไว้

เมื่อท่านได้ยินเข้ากลับบอกให้เขาเปิดประตู ให้เข้ามาตามความพอใจ ทีนี้ละ ผู้คนต่างพากันเข้ามาทางประตู เกิดแน่นขนัดจนถึงประตูผู้ที่เข้าไม่ได้ก็ยืนมองอยู่ข้างนอกประตู เมื่อเป็นเช่นนั้น จึงต้องเปิดหน้าต่างอีกข้างหนึ่งใกล้ ๆ ท่าน คนก็ไหลเข้ามาทางนี้ พอค่อยยังชั่ว

ตอนที่ท่านพักอยู่ที่บ้านนาภู่นั้น ท่านได้พูดกับศิษย์ที่ใกล้ชิดว่า

“นำเราไปวัดสุทธาวาสเถอะ เหมาะดี”

ดังนี้ตั้งหลายครั้ง ส่วนนายอ่อนนางสัมไม่ยอมเด็ดขาด อ้อนวอนท่านเจ้าคุณธรรมเจดีย์ และท่านอาจารย์เทสก์ ให้ทัดทานไม่ให้ท่านไป แต่ก็ไม่เป็นผล ท่านยังคงยืนยันคำเดิม และในวันนั้นคือวันพฤหัสบดี วันแรม ๕ ค่ำ เดือน ๑๒ ซึ่งตรงกับวันเกิดของท่านพอดี ท่านบอกว่า

“ต้องไปวันนี้ เพราะเป็นวันสุดท้ายแล้ว”

ชาวสกลนคร มีนางนุ่มเป็นต้น ได้จัดการนำรถมา เพื่อจะนำท่านไปยังวัดสุทธาวาส จอดรถคอยตั้งแต่เช้าตรู่ของวันแรม ๕ ค่ำนั้นแล้ว แต่ด้วยเหตุที่นายอ่อนนางสัมทัดทานอยู่ตลอดเวลา จึงทำให้การเดินทางต้องล่าช้า เพราะว่าคณาจารย์ที่เป็นศิษย์ของท่านต่างรู้แล้วว่า ท่านจะสิ้นใจไปเสียวันนี้เป็นแน่ จึงได้เตรียมการกันเสียเอิกเกริก เพื่อให้พอเพียงต่อความสะดวกต่าง ๆ

ประชาชนและคฤหัสถ์ต่างเนืองแน่นอยู่เต็มบริเวณวัด ในที่สุดพระก็ได้อุ้มท่านเข้าสู่แคร่คานหามอีกคำรบหนึ่งเมื่อเวลา ๑๐.๒๐ น. ก่อนที่จะขึ้นแคร่ ท่านได้พูดกับพระคณาจารย์ที่ยืนออกันอยู่ ณ ที่นั่นว่า “เราจะเข้าฌานสงบ” แล้วท่านก็ไม่ได้พูดอะไรกับใครต่ออีกเลย มีผู้คนติดตามไปส่งท่านที่รถเป็นขบวนยาวเหยียดเพื่อไปขึ้นรถยนต์ที่ถนนใหญ่ ซึ่งมีท่านอาจารย์เทสก์ ท่านอาจารย์วิริยังค์ สิรินฺธโร และท่านอาจารย์วัน อุตฺตโม ท่านอาจารย์สิงห์ ท่านอาจารย์กงมา เจ้าคุณธรรมเจดีย์ สามเณรอำพนธิ์ ผู้ซึ่งเป็นเหลนของท่านเป็นผู้พยุงท่านไปกับรถ

ขณะนั้นเอง นายอ่อนนางสัม อุบาสกอุบาสิกาในแถบพรรณานิคม ที่มาประชุมกันอยู่นั้นถึงกับตกตะลึง นางสัมถึงกับล้มเป็นลมพับลงไป ต้องช่วยกันเยียวยาจึงฟื้น เพราะการไปของท่านอาจารย์มั่น ฯ คราวนี้ด่วนมาก ตกลงเพียงชั่วโมงเดียว จึงทำให้ไม่ทันคิดหลังยับยั้งจิตไม่ทัน อันเป็นเหตุให้เกิดโทมนัสเหลือกำลังถึงกับร้องห่มร้องไห้กันเสียงระงม

รถฟาร์โก้ขนาดเล็กพาท่านอาจารย์มั่นฯ และคณะแล่นไปตามถนนหลวง ส่วนญาติโยมต่างนั่งร้องไห้กันอยู่เต็มลานวัดทางเบื้องหลังอยู่ระงมไปหมด ซึ่งวันนั้นฝนตกพรำ ๆ ท้องฟ้ามืดครึ้มไปหมด อันทำให้ศิษย์ทุกคนได้คิดถึงคำพยากรณ์ของท่านว่า วันที่ท่านจะสิ้นลมปราณนั้นฝนจะต้องตกพรำ ๆ และก็สมจริง

๑๔.๓๐ น. รถฟาร์โก้เล็กคันนั้นก็นำท่านอาจารย์ไปจอดสงบนิ่งอยู่ในลานวัดสุทธาวาส ครั้นถึงแล้วก็ได้จัดแจงเข้าพักในกุฏิเป็นที่เรียบร้อย แล้วท่านก็นอนในสภาพปกติ ชาวจังหวัดสกลนครเมื่อได้ยินข่าวต่างพากันดีใจที่ท่านอาจารย์มั่นฯ เดินทางมาถึง ต่างก็หลามไหลเข้ามากราบไหว้กันเป็นทิวแถว ทั้งพ่อค้าข้าราชการประชาชนเป็นจำนวนมาก.

เมื่อดึกควรแก่เวลาแล้ว ชาวบ้านที่มานมัสการก็พากันทยอยกลับ ส่วนพระคณาจารย์ที่เป็นศิษยานุศิษย์ทั้งหลายก็ได้นั่งประชุมกันอยู่ตลอดเวลา อาการของท่านก็ปกติอยู่จนกระทั่ง ๒๔.๐๐ น. ครั้นเมื่อถึง ๐๑.๐๐ น. ตรง อาการของท่านผิดปกติขึ้นทันที อาจารย์วัน อุตฺตโม ผู้ปฏิบัติใกล้ชิด ก็ได้รีบไปแจ้งแก่พระคณาจารย์ทุกองค์แล้วก็พร้อมกันอยู่ในห้องเพื่อคอยดูอาการ

ครั้นถึงเวลา ๐๒.๒๓ น ชีพจรทั้งหลายก็อ่อนลงหดเข้า ๆ ที ถอนขึ้นทุกระยะ จนเหลืออยู่แต่ที่หัวใจ ภายในไม่ช้าก็สิ้นลมหายใจด้วยอาการปกติทุกประการ

ต่อจากนั้นอาจารย์ทั้งหลายก็ผลัดกันเข้าไปกราบศพเป็นลำดับ.จนถึงวาระของพระอาจารย์วิริยังค์ท่านได้กราบลงหมอบข้างศีรษะของท่าน จิตก็คิดว่า

“ท่านอาจารย์หนอมาละพวกกระผมไปเสียแล้ว โดยสภาพแห่งความเป็นจริงของสังขาร อันโทษกรรมใดๆ ทั้งที่เป็นทางกายด้วย ทางวาจาด้วย ทางใจด้วย ซึ่งกระผมไม่มีต่อท่านอาจารย์แล้ว.ขอจงอโหสิกรรมแก่กระผมด้วยเถิด”

ชีวิตและความดีเด่นอันหายากนักที่จักทำได้ ดังท่านอาจารย์มั่นฯ ก็ต้องจบลงแต่เพียงแค่นี้ จะยังคงเหลืออยู่แต่ลูกศิษย์ลูกหาผู้ออกเผยแพร่ธรรมและสร้างเสนาสนะไว้เป็นอนุสรณ์เพื่อสอนลูกหลานต่อกันมาตราบเท่าทุกวันนี้

 

ปล. ข้าพเจ้าได้เรียบเรียงประวัติของพระอาจารย์มั่น ภูริทตฺตเถระ จบสมบูรณ์เมื่อวันพฤหัสบดีที่ ๑ ตุลาคม ๒๕๑๒ เวลา ๒๔.๒๖ น.

ต้นฉบับนั้นข้าพเจ้าได้บันทึกไว้เมื่อครั้งข้าพเจ้าอยู่กับท่านเป็นเวลา ๔ ปี ตั้งแต่พ.ศ. ๒๔๘๕ ถึง พ.ศ. ๒๔๘๘

ตอนถวายการประชุมเพลิง

หลังจากการมรณภาพของท่านพระอาจารย์มั่น ภูริทตฺตเถระ ขณะพระเถระผู้ใหญ่ที่ได้มาประชุมกันอยู่แล้ว ก็ได้กำหนดการประชุมเพลิงเพื่อเป็นการถวายการกตัญญูกตเวทีของบรรดาศิษยานุศิษย์เป็นครั้งสุดท้าย

ทั่วสารทิศอีกเช่นกัน บรรดาพุทธศาสนิกชนทั้งหลาย ได้หลั่งไหลกันเข้ามานมัสการศพของพระอาจารย์มั่นฯ และได้ถือโอกาสนั้น บำเพ็ญกุศลฟังพระธรรมเทศนา จากพระอาจารย์ทั้งหลาย ที่นับเนื่องเป็นศิษย์ของพระอาจารย์มั่น นับวันก็ยิ่งมากขึ้นตามลำดับ เพราะทั่วทุกสารทิศ ข่าวการมรณภาพของพระอาจารย์มั่นได้แพร่ไปอย่างรวดเร็ว ด้วยเหตุดังกล่าว ทั้งภิกษุสามเณร อุบาสก อุบาสิกาจึงเนืองแน่นในวัดสุทธาวาสเหมือนมีงานเทศกาลก็ไม่ปาน ผู้เขียนได้เห็นภาพต่าง ๆ เหล่านี้ซึ่งปรากฏการณ์เช่นนี้ยังไม่เคยเห็นที่ใดเลย เพราะบรรดาทุกคนที่มากันนี้ ได้นำความเดือดร้อนลงมาให้เจ้าภาพเลย เนื่องทุกหนแห่งประชาชนที่มา ต่างก็นำเสบียงมาพร้อม ๆ กับของที่จะทำบุญเกี่ยวกับงานศพด้วย มิหนำก็ยังมาช่วยถวายอาหารบิณฑบาตแก่พระภิกษุสามเณรที่มาในงานจำนวนกว่าพันรูปอีกด้วย

ทางฝ่ายพระภิกษุสามเณรที่มาในงานศพพระอาจารย์มั่นฯ ครั้งนี้ก็ไม่ได้ทำความลำบากหนักใจให้แก่ทางเจ้าภาพเลย เพราะเมื่อทุกท่านมาถึง ท่านก็ช่วยตัวเองกันทั้งนั้น โดยไปหาที่อยู่เอาเองตามอัธยาศัยใต้โคนต้นไม้ เรื่องหมอนมุ้งก็ไม่ต้องจัดให้ท่านพักกับโคนต้นไม้ ใช้ผ้าอาบน้ำเป็นเสื่อ ใช้ตีนบาตรเป็นหมอน ทุกอย่างก็ไม่ต้องกวนเจ้าภาพ ที่ใส่น้ำทุกองค์ก็มีกันมาเอง

ซึ่งต่อมาคณะกรรมฐานหมายถึงคณะวัดป่าได้ถือเอาธรรมเนียมนี้ ใช้ต่องานประชุมเพลิงศพหรืองานอื่นๆ โดยต่างคนต่างเตรียมเสบียงมาพร้อม ไม่ให้เป็นที่หนักใจแก่เจ้าภาพ บรรยากาศก่อนการประชุมเพลิงตลอดระยะเวลา ๓ เดือนนั้น เป็นบรรยากาศล้วนธรรมะ ที่ประกาศแว่วเสียงลงสู่โสตประสาทแก่ผู้ที่มาร่วมงาน ซึ่งเป็นผลประโยชน์อันมหาศาล ทำให้เกิดความเลื่อมใสใฝ่ในธรรมอย่างยิ่ง เพราะพระธรรมเทศนานั้นมาจากพระอาจารย์ที่ทรงคุณวุฒิศิษย์พระอาจารย์มั่นฯ ทั้งนั้น ล้วนแต่มีความสามารถในทางแสดงธรรมเป็นยอด มาร่วมในงานและได้แสดงธรรม เพื่อแสดงความกตัญญูกตเวทิตาแด่พระอาจารย์มั่นฯ กันทั้งนั้น จึงเป็นพระสัทธรรมที่ไพเราะ และเพราะพริ้งจริง ๆ

ผู้เขียนก็ตั้งใจฟังอย่างมิให้เหลือเศษ คือฟังทุกองค์ ทุก ๆ กัณฑ์ ทุก ๆ เวลา เพราะยิ่งฟังก็ยิ่งอิ่มใจ ได้ความรู้ความเข้าใจเพิ่มเติมขึ้นอีกเยอะ ในขณะนี้ประชาชนได้สละกิจการบ้านเรือน ทั้งทางไกลทางใกล้ เข้ามาบำเพ็ญกุศลต่อพระอาจารย์มั่น ฯ เนืองแน่นขึ้นทุก ๆ วัน

น่าประหลาดใจที่เขาทั้งหลายเหล่านั้นบอกต่อกันไปเพียงเท่านั้น ไม่มีออกข่าวหนังสือพิมพ์วิทยุ ไม่มีโทรทัศน์ หมายความว่า สื่อมวลชนไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องในงานประชุมเพลิงศพของพระอาจารย์มั่นฯ ครั้งนี้แต่อย่างใด แต่ก็อัศจรรย์ คนได้ไปกันแทบทุกจังหวัดในภาคอีสาน แม้ภาคเหนือ ภาคกลาง ภาคตะวันออกก็ไปกันทั้งนั้น ทั้งๆ ที่ทางคมนาคมไม่สะดวกเท่าใดนัก ทางรถยนต์ก็มีแต่ลูกรัง เครื่องบินก็ไม่มี ถนนจากกรุงเทพไปสู่ภาคอีสานก็ยังไม่มี แต่ผู้คนได้มากันจนวัดสุทธาวาสกว้าง ๕๐ กว่าไร่ แน่นจนไม่มีที่จะอยู่

ผู้เขียนมองเห็นพระอาจารย์ออกบิณฑบาตจากวัดสุทธาวาสไปถึงในเมืองประมาณ ๒ ก.ม. หัวแถวเข้าเมืองแล้วหางแถวยังอยู่ที่วัดสุทธาวาสเลย หมายถึงแถวเรียงหนึ่ง เป็นทัศนียภาพที่น่าเลื่อมใสยิ่ง ผู้เขียนเองก็ได้เข้าแถวบิณฑบาตเช่นเดียวกับสงฆ์องค์อื่นๆ ก็ยิ่งทำให้ตนของตนเข้าสู่บรรยากาศที่แท้จริง คือได้สัมผัสด้วยตนเอง จึงมีความรู้สึกที่ลึกซึ้งในธรรมยิ่งนัก จะหาทัศนียภาพเช่นนี้เห็นจะไม่มีอีกแล้ว.มีแต่ในงานศพท่านพระอาจารย์มั่นฯ ในระหว่างรอกาลเวลาที่จะมีการประชุมเพลิง

ของถวายพระภิกษุสามเณรที่มาในงานศพครั้งนี้ได้รับโดยทั่วถึงกัน เพราะเฉพาะผ้าขาวที่จะตัดเป็นสบง จีวรนั้นมากมายเหลือเกิน ผ้าขาวเหล่านี้เป็นผ้าที่เขาเอามาถวายเมื่อท่านยังมีชีวิตอยู่ แม้จะเป็นเวลาหลังสงครามที่ข้าวของกำลังแพงและหายาก ถึงอย่างนั้นก็ได้มีผู้ศรัทธานำไปถวายท่านมิได้ขาด วันที่ท่านมรณภาพ บรรดาญาติโยมทางบ้านหนองผือได้ช่วยกันขนผ้าขาวเหล่านั้นจำนวนหลายสิบเล่มเกวียน นับเป็นผ้าที่จะตัดจีวรได้ จำนวนหลายพันตัว จึงเป็นสิ่งที่น่าอัศจรรย์มาก ขณะที่ท่านมีชีวิตอยู่นั้นท่านได้จัดจีวรให้แก่พระที่อยู่กับท่าน และที่มาเยี่ยมท่านเป็นอันมาก ถึงอย่างนั้นผ้าขาวที่จะทำจีวรก็ยังเหลือ

แม้ผู้เขียนเองในปีนี้ (๒๔๙๒) ก็ได้พาโยมมารดามาทอดกฐินเป็นครั้งสุดท้าย โดยนำผ้าขาวมาถึง ๑๐ พับ.แต่เมื่อมาถึงท่านก็ให้ทอดเป็นผ้าป่า โยมมารดาก็ได้ทำตามท่านแนะนำ แม้ขณะนั้นท่านกำลังอาพาธแต่ท่านก็ได้ลุกขึ้นมารับผ้าป่าของโยมมารดาผู้เขียน ทำให้โยมมารดาปลื้มปีติอย่างยิ่ง หลังจากนี้ท่านก็ลุกไปศาลาโรงฉันไม่ได้แล้ว

จริงอย่างที่เขียนไว้ข้างต้นว่าในระยะเวลาก่อนจะถึงวันประชุมเพลิงพระอาจารย์มั่นฯ เป็นเวลา ๓ เดือนเต็ม เวลาที่มีอยู่นี้เป็นเวลาที่มีคุณค่าเหลือล้นพ้นประมาณ เพราะมีการแสดงธรรมเทศนา นั่งสมาธิภาวนาตลอด ถือว่าอุดมธรรมะจริง ๆ ท่านพระอาจารย์ทั้งหลายท่านจะเปิดเผยธรรมในใจของท่านออกมาทางการแสดงธรรมเทศนา บางทีเป็นธรรมที่ลึกซึ้งจนผู้มีจิตธรรมดาไม่สามารถจะเข้าใจได้ แต่ท่านก็แสดงทั้ง ๆ ที่รู้อยู่ว่าเข้าใจยาก แต่ก็ยังมีไม่น้อยที่รู้เร้าเข้าใจ จึงเรียกว่าธรรมกถาที่ใหญ่ยิ่งจริง ๆ

ณ วันนี้ที่จะต้องจารึกเป็นประวัติศาสตร์ คือวันเคลื่อนศพจากศาลาสู่เมรุที่จัดไว้อย่างธรรมดาไม่หรูหราและไม่เลวนัก ประชาชนทั่วไปได้ฟังประกาศว่า บัดนี้จะได้เคลื่อนศพแล้ว ซึ่งเวลานั้นเป็นเวลา ๑๐.๐๐ น. บรรดาพระภิกษุสามเณร อุบาสก อุบาสิกา ทั้งในบริเวณนอกบริเวณวัดต่างก็รีบเดินเข้ามาดุจนัดหมายกันเอาไว้ พรึบเดียวเท่านั้นแน่นขนัดไปทั่วบริเวณ บรรยากาศในขณะนี้เป็นบรรยากาศเศร้าสลด หมายถึงว่าทุกคนในขณะศพกำลังถูกยกเคลื่อนที่จากที่ตั้งบนศาลา กำลังเคลื่อนลงมาอย่างช้า ๆ ขณะนั้นนั่นเองน้ำตาของทุกคนจากดวงตาหลายหมื่นดวงได้ร่วงพรูลงพร้อมกันเหมือนกับนัด พร้อมทั้งผู้เขียนซึ่งกำลังยืนเคารพศพอยู่ข้าง ๆ นั้น ผู้เขียนได้มองไปทั่วบริเวณ เห็นน้ำตาอันบริสุทธิ์หลั่งไหลจากดวงตาของคนทุกเพศทุกวัยนี้ นั้นเป็นสิ่งหนึ่งในหลายสิ่ง ที่บอกเหตุแห่งความเลื่อมใสศรัทธาต่อองค์ท่านพระอาจารย์มั่น ภูริทตฺโต ผู้เขียนรู้สึกว่าในใจหายวาบ ๆ เป็นครั้ง ๆ ทุกคนที่ยืนอยู่กันอย่างสงบดุจตุ๊กตา ไม่มีการเคลื่อนไหวร่างกาย เงียบกริบไม่มีแม้กระทั่งเสียงไอ และจาม เป็นความหยุดเหมือนถูกสะกด ในขณะที่ศพกำลังถูกเคลื่อนออกจากศาลาไปสู่เมรุอย่างช้า ๆ

ขณะนี้เหลือเวลาอีก ๓ วันที่จะถึงวันประชุมเพลิง บรรดาพระภิกษุ สามเณรประชาชนทั้งทางไกลและทางใกล้ต่างได้สละเวลาอันมีค่าของตนมาพร้อมกันแล้ว.ณ ที่วัดสุทธาวาสเป็นจำนวนมาก บรรยากาศในขณะนั้น มีการบำเพ็ญกุศลทอดผ้าบังสุกุลตลอดเวลา ทั้งกลางวันและกลางคืน ผู้เขียนได้สังเกตดู เป็นผ้าที่ชาวบ้านทอกันเองเป็นส่วนมาก ญาติโยมก็หานิมนต์พระภิกษุสามเณรที่มาในงานมารับผ้าบังสุกุล ดูก็เป็นธรรมชาติดีเหลือเกิน เพราะไม่ต้องมีพิธีรีตองอะไร ใครมาเมื่อไรก็ได้ บังสุกุลเมื่อไรก็ได้ พระภิกษุสามเณรมารับเมื่อไรก็ได้ ผู้เขียนก็ถูกนิมนต์ให้รับก็หลายครั้ง รู้สึกว่าทุกคนที่บำเพ็ญกุศลไม่มีการหวงห้ามหรือปิดกั้นขั้นเวลาต่าง ๆ ญาติโยมได้หลั่งไหลเข้ามาสู่เมรุ เพื่อทอดผ้าบังสุกุลไม่ขาดสายตลอดทั้งกลางวันและกลางคืน

บรรยากาศอย่างนี้คงหาดูได้ยาก แม้จะมีการประชุมเพลิงพระอาจารย์องค์ใด ๆ ก็คงไม่เหมือนงานศพของพระอาจารย์มั่นฯ เพราะเป็นศรัทธาในตัวของทั้งพระภิกษุสามเณร อุบาสกอุบาสิกาที่มีต่อท่านพระอาจารย์มั่นฯ อย่างเปี่ยมล้นด้วยกัน ฉะนั้นเมื่อมีการบำเพ็ญกุศลใด ๆ โดยเฉพาะงานประชุมเพลิงเป็นงานขั้นสุดท้ายแล้ว ทุกคนจึงแสดงออกแห่งศรัทธาอันยิ่งยวดในใจ ออกมาเป็นภาพที่มีความดื่มด่ำ พลังแห่งความนึกคิดเป็นปรากฏการณ์ออกมา ให้ทุกคนได้ทึ่งและอัศจรรย์ ดังนั้นพลังศรัทธาจึงเป็นสิ่งที่ห้ามกันไม่ได้ และสามารถนำไปสู่ความสำเร็จอันยิ่งใหญ่ในทุก ๆ กรณี

เวลา ๑๗ นาฬิกาของวันเผา คือรวมกันวางดอกไม้จันทน์ หรือเรียกว่า (เผาหลอก) ประชาชนแน่นขนัดในบริเวณวัดเนื้อที่กว่า ๕๐ไร่ แม้เขาเหล่านั้นจะวางดอกไม้จันทน์กันแล้วทุกคนไม่กลับ รอคอยประชุมเพลิงจริง (เผาจริง) ดังนั้นถึงคราวเผาจริงคนจึงยิ่งมากเพิ่มขึ้น ในเวลา ๒๒.๐๐ น.

บัดนี้การประชุมเพลิงสรีระของท่านพระอาจารย์มั่น ได้เริ่มขึ้นแล้ว ทุกคนที่มาต้องการอัฐิของท่าน แต่ทางเจ้าหน้าที่ได้อารักขาอย่างเข้มแข็ง ถึงอย่างนั้นก็ยังมีผู้ศรัทธาในองค์ท่านถึงกับเอามือล้วงเอาขณะไฟยังไม่มอด ซึ่งในที่สุด พระเถรานุเถระผู้เป็นศิษย์ของท่านก็ได้เก็บรวบรวมอัฐิ แล้วก็แจกจ่ายให้แก่ตัวแทนศิษย์ที่อยู่ตามที่ต่าง ๆ พอสมควรแล้ว ผู้เขียนในขณะนั้นก็เป็นตัวแทนจังหวัดจันทบุรี เพราะไม่มีใครเป็นผู้ใหญ่อยู่ที่จันทบุรี เมื่อเสร็จทุกอย่าง ประชาชนก็ยังอยู่ในบริเวณเป็นอันมาก

ในหลังเว้นวันถัดมา ต่างก็เก็บเอาเถ้าถ่าน ถึงกับกอบเอาดินที่ตรงประชุมเพลิงไปคนละกำ ๒ กำ พระเถรานุเถระเหล่านั้นก็ได้มีฉันทานุมัติให้เก็บอัฐิส่วนใหญ่ไว้ที่วัดสุทธาวาส ในเมื่อสร้างอุโบสถเสร็จก็ให้เก็บอัฐิไว้ในอุโบสถเพื่อสักการบูชาแก่ศิษยานุศิษย์ทั้งหลายต่อไป

เป็นอันว่าการประชุมเพลิงศพพระอาจารย์มั่นได้เรียบร้อยแม้ทุกประการ ทุกคนที่มาในงานศพต่างก็ได้ชื่นชมพระธรรมคำสอนของพระพุทธองค์ แสดงโดยพระเถรานุเถระที่มาในงานอย่างวิจิตรพิสดารซาบซึ้งตรึงใจ ได้บุญกุศลจากการมาทำการประชุมเพลิงศพของพระอาจารย์มั่น ฯ โดยทั่วกัน

 หน้าที่