#echo banner="" ธรรมะทะลุโลก เกร็ดประวัติพระอาจารย์ลี ธมมธโร วัดอโศการาม 7

คลิกเมาส์ที่ใดก็ได้ในเฟรมนี้เพื่อเรียกเมนูด่วน

ธรรมะทะลุโลก ของท่านพ่อลี ธมฺมธโร

พระมหาธีรนาถ อคฺคธีโร ผู้รวบรวม

๕.โปรดเสือร้าย

ธรรมะเป็นที่พึ่งของคนดีและเป็นที่พึ่งของ

คนชั่วที่กำลังกลับตัวกลับใจเป็นคนดี

คนที่ไม่เชื่อว่าทำชั่วได้ชั่ว เพราะเขายังไม่

ประสบกับผลกรรมอันโหดร้ายที่ตนเองทำไว้

คนที่เป็นนักเลงโต เป็นเสือร้าย เป็นโจร

เป็นคนพาล คนเหล่านี้มีจิตใจเหี้ยมโหด

ไม่ยอมก้มหัวให้ใครง่าย ๆ แต่ถ้าเขาเจอสิ่ง

ที่เหนือกว่าเขา เขาก็ยอมนับถือบูชาได้

ธรรมบทเรื่ององคุลีมาล ในภาพ องคุลีมาลวิ่งไล่ตามพระพุทธเจ้า ตอนมาโปรดเพื่อไม่ให้ฆ่าแม่ตัวเอง

อย่างเช่นโจรองคุลีมาล ยอมก้มหัวให้พระพุทธเจ้า และต่อมาได้กลายเป็นพระอรหันต์

..จากชีวิตที่ต่ำสุด..ก้าวขึ้นสู่ความสูงสุดได้ เพราะอาศัยหลักพระธรรมคำสอนเป็นประทีปส่องทางดำเนินชีวิต

คำพูดที่ว่า

“พระราชาเป็นพลังของคนอ่อนแอ

การร้องไห้เป็นพลังของเด็กตัวเล็ก ๆ

การนิ่งเงียบคิดไม่ออกเป็นพลังของคนโง่

การพูดเท็จเป็นพลังของพวกโจร

โจรลักขโมยได้แต่ทรัพย์ภายนอก

แต่ทรัพย์ภายในคือ ศิลปวิทยา สติ สมาธิ ปัญญา เป็นต้นโจรลักเอาไปไม่ได้"

พระพุทธเจ้าท่านเทียบคนพาลว่า

..ไม่เป็นผู้พยายามจะลดละความชั่วนั้น เหมือนสัตว์ป่ามีเสือโคร่งเป็นต้น เมื่อมันวิ่งเลยไปแล้ว มีหรือที่มันจะพยายามหันกลับมาลบรอยที่เหยียบย่ำ

ถึงจะเป็นโจรหรือคนพาลที่ว่าร้าย ๆ พระพุทธเจ้าท่านก็ปราบปรามให้คนเหล่านั้นสยบมานักต่อนัก ท่านสามารถสอนคนที่คนอื่นสอนได้ยาก ไม่เพียงแต่สมัยพุทธกาลเท่านั้น

ในปัจจุบันอันใกล้นี้ ท่านพ่อลี ธมฺมธโร ก็เป็นพุทธสาวกอีกรูปหนึ่ง ที่สามารถทำเช่นนั้นได้ ดังมีเรื่องเล่าดังนี้

“ประมาณปี ๒๔๙๓ ท่านท่องเที่ยวธุดงค์ไปทางภาคใต้ ท่านพักอิริยาบถภาวนาเป็นที่สบายกายและจิต อยู่ที่บนเนินเขาสูงแห่งหนึ่ง ในจังหวัดสุราษฎร์ธานี

ที่นั้นมีโจรสำคัญเที่ยวปล้นฆ่ามนุษย์ โจรผู้นี้มีฝ่ามือชุ่มด้วยโลหิต เป็นคนใจร้าย เหี้ยมโหดไม่ปรานีใคร เข้ารุกรานหมู่บ้านใด หมู่บ้านนั้นก็พังร้าง !

ผู้คนพากันอพยพหลบหนีบ้าง ถูกฆ่าตายบ้าง ชาวบ้านพากันหวาดสะดุ้ง พ่อค้าที่ใช้ทางนั้นสัญจรไปมา ก็เว้นทางนั้นเสีย โดยขับรถไปทางอื่น

ท่านพ่อลีท่านเข้าไปพักอยู่ที่ถิ่นโจรนั้น แม้มีเสียงทัดทานจากผู้หวังดีอย่างไร ท่านก็ไม่สนใจ ดำเนินไปอย่างสงบตามสมณวิสัยปกติ จะโจรผู้ร้าย ไพร่หรือผู้ดี ท่านก็ไม่กลัวทั้งนั้น พระพุทธเจ้าไม่สอนให้กลัวหรือกล้าในสิ่งเหล่านี้ อันไหนไม่ผิดหลักพระธรรมวินัยก็ดำเนินไปตามนั้น ถ้ามัวแต่คิดเรื่องคนดีคนร้ายให้เป็นกังวลคงไม่ต้องไปไหน เพราะคนร้ายในคราบคนดีมีมากกว่า และร้ายกว่า

“..แต่การจะก้าวเข้าไปในถิ่นอันตราย ต้องรู้จักประมาณตัว..อันนี้สำคัญ

..อย่างน้อยต้องมีฤทธิ์ทางใจ เป็นที่อบอุ่นใจในความปลอดภัย” ท่านพ่อลีท่านย้ำ

ท่านพักที่เสนาสนะหลังน้อยบนเขาสูง..คืนวันนั้นได้มีชาย ๒ คน ชื่อ “พ่วง” และ “ผาด” เป็นพี่น้องกัน เขาเข้ามาสังเกตการณ์และสนทนา

ในคืนอันมืดมิดนั้น มีเพียงแสงเทียนสาดส่อง

ท่านผู้ทรงศีล และบุรุษสองคนผู้ไร้ศีล กำลังสนทนา โต้วาระกันอย่างขะมักเขม้น

ท่านสามารถทายใจและรู้ทุกสิ่งที่เขาทั้ง ๒ คิดจะทำ

เพียงเขานึกขึ้นเท่านั้น

ท่านก็ตอบออกมาได้ทุกเรื่อง

เขาเกิดความอัศจรรย์ใจ เชื่อเลื่อมใสขอกราบฝากตัวเป็นศิษย์

และได้เล่าเรื่องราวต่าง ๆ ในอดีตอันโหดร้ายให้ท่านฟังเขาเล่าพร้อมทั้งน้ำตา น้ำตาแห่งโจร ใจที่แข็งกระด้างถูกหักลงด้วยธรรมดั่งหินหัก หักความชั่วเหลือแต่ความดี เขาเล่าว่า

“ผมเคยเป็นเสือร้ายฆ่าคนตายมาหลายศพ ครั้งสุดท้ายได้ใช้มีดดาบบั่นคอยายแก่คนหนึ่งขาดตายคาที่ เพราะมีคนหลอกให้เข้าใจผิดว่า ยายแก่มีเงินซ่อนอยู่ใต้หมอน ๔,๐๐๐ ที่จริงแกจนมีเงินเพียง ๔๐ บาทเท่านั้น"

“แกมีเท่านั้นจริง ๆ” เสียงสั่นเครือของโจรร้ายกล่าวทั้งน้ำตา

“ตั้งแต่นั้นมาผมก็คิดเสียใจกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นมากแต่ก็เลิกไม่ได้ เพราะได้ขึ้นขี่หลังเสือแล้วลงไม่ได้ ถ้าลงก็มีแต่ตายเท่านั้น

ผมยังกลัวตายด้วยลูกปืนอยู่ ขอให้หลวงพ่อช่วยหาเครื่องป้องกันให้ด้วย” เขากล่าวแล้วก็กราบลงตรงหน้าท่านพ่อลี

“ผมไม่เห็นที่พึ่งอื่นที่จะพึ่งได้ ท่านเป็นผู้วิเศษ ผมคิดอะไรมาท่านรู้หมด ผมเชื่อแล้วว่านรกสวรรค์มีจริง บาปบุญมีจริง ขอท่านเมตตาช่วยผมด้วยเถอะ”

เขากล่าววิงวอนแล้วเล่าเหมือนเด็กน้อยที่กลัวต่อความตาย พยายามหาที่ซุกซ่อนตัวเข้าไปในอกแห่งมารดาบิดา

“ถ้าโยมเว้นได้จริงละก็ อาตมาจะให้ของดี แต่โยมต้องปฏิญาณสาบานว่า จะเลิกแน่นอน” เขาทั้งสองกราบและสาบานตนเป็นพุทธมามกะตลอดชีวิต

ท่านจึงเขียนคาถาให้ไว้ภาวนาประจำตัว แล้วกล่าวสอนด้วยความเมตตาว่า

“...ผู้เบียดเบียนผู้อื่น คือผู้เบียดเบียนตนเอง ผู้สงเคราะห์ผู้อื่น คือผู้สงเคราะห์ตนเอง

..ความเมตตากรุณาที่มนุษย์มีต่อกันมีเดชานุภาพยิ่งกว่าสิ่งใด ๆ

..ผู้ที่ฆ่า ผู้ชนะ ผู้ด่า ผู้ประทุษร้ายเขา ย่อมได้ ผู้ฆ่า ผู้ชนะ ผู้ด่า และผู้ประทุษร้ายตอบ

..โยมทั้งสอง..ต่อไปนี้จงอย่าทำการใด ๆ อย่าคิดสั้น และอย่าสร้างความพินาศย่อยยับแก่ตนและคนอื่น เพราะนั่นคือการปลูกศัตรูเหมือนเงากรรมอันชั่วร้ายติดตามตัวไปทุกภพทุกชาติ”

เขาทั้งสองนั่งฟังนิ่ง..มีน้ำตาไหลพรากจากขอบตาอาบแก้มซึ่งตอบบางหยาบกร้านเพราะตรากตรำ เขาซาบซึ้งในสายธารแห่งความกรุณาที่ท่านมีต่อตน

“..ตั้งแต่เกิดมาก็มีเพียงครั้งนี้ที่ได้ฟังสิ่งที่ดี” เขาพูดพร้อมร้องไห้ฟูมฟาย อย่างน่าสงสาร..แล้วเขาก็กราบลาท่านกลับไป

พอวันรุ่งขึ้นนายพ่วงก็ได้กลับมาหาอีก ท่าทีตื่นตกใจพูดว่า

 “เวลานี้นายผาด น้องชายของผมที่มาเมื่อวานนี้ กับพรรคพวกอีก ๙ คนกำลังยิงต่อสู้กับตำรวจอย่างดุเดือด บางคนได้ถูกตำรวจจับตัวได้ แต่น้องชายผมยังไม่ถูกจับ ผมกลัวว่าเรื่องนี้จะบานปลายเกี่ยวพันมาถึงตัวผมด้วย หลวงพ่อจะให้ผมทำอย่างไรดี”

“โยมรีบกลับไปแจ้งความที่สถานีตำรวจโดยด่วน แล้วให้นำกำลังเจ้าหน้าที่ออกติดตามนายผาด ส่วนเราจะช่วยทางใน (สมาธิ)” พูดแล้วท่านก็ตั้งจิตแผ่เมตตาภาวนา

เป็นที่น่าอัศจรรย์! โจรทุกคนปลอดภัยจากกระสุนปืนของเจ้าหน้าที่ที่ระดมยิงยังกับห่าฝน พวกเขายอมเข้ามอบตัวกับเจ้าหน้าที่ตามที่ท่านสั่ง

ในที่สุดเมื่อคดีถึงศาล ศาลตัดสินให้จำคุก แต่เพราะสารภาพศาลจึงลดโทษให้กึ่งหนึ่ง ได้ประกันตัวออกมา ผู้คนทั้งหลายที่ได้ทราบข่าวเหตุการณ์ครั้งนั้น ได้พากันมาสักการบูชาท่านพ่อลีเป็นอันมาก โจรทุกคนกลับใจและปลอดภัยมีชีวิตอยู่เย็นเป็นสุขตลอดมา (เสียดายถ้าท่านพ่อลียังอยู่คงไปช่วยปราบโจรใต้ได้)

นี่แหละ..สังฆานุภาพของท่านพ่อลี พระอริยสงฆ์ผู้ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบ

ท่านทั้งหลาย...คงเป็นที่ประจักษ์แล้วว่า พระพุทธศาสนานั้นเป็นที่พึ่งของสัตว์โลกได้มากเพียงไร ยังความร่มเย็นมาสู่คน ชาติบ้านเมือง แม้กระทั่งพวกโจรที่ว่าร้าย ๆ ก็กลายมาเป็นคนดีนี้คือเสี้ยวแห่งส่วนในเรื่องทั้งหลายเท่านั้น ทราบว่าท่านพ่อลีได้ปราบโจรด้วยคุณธรรมหลายอีกหลายครั้ง

เช่นที่เขาฉกรรจ์ จังหวัดปราจีนบุรี เขาสีเสียดอ้า กลางดงปากช่อง จังหวัดนครราชสีมา ด้วยความเก่งกล้าและพลังจิตสูงสามารถสยบผู้ร้ายให้หมอบกราบได้เป็นที่น่าอัศจรรย์

ทำให้บุคคลสำคัญ ๆ ในบ้านเมืองที่เก่งเรื่องวิชาอาคมมายอมตนถวายตัวเป็นศิษย์ท่านเป็นจำนวนมากเช่น ขุนประเสริฐสุมาตรา พระยาฤทธิ์อาคเนย์ เป็นต้น

ในเรื่องนี้ขอกล่าวถึงเรื่องท่านไปปราบโจรที่เขาสีเสียดอ้า จังหวัดนครราชสีมาเป็นตัวอย่าง

.....จากป่าที่ร้อนเป็นไฟ เป็นที่ซ่องสุมกำลังของผู้ก่อการร้ายท่านพ่อลีได้เข้าไปอาศัยอยู่บนถ้ำเล็ก ๆ บนหน้าผา พากเพียรภาวนา

เหล่าคนร้ายคิดว่าท่านเป็นสายทางราชการปลอมตัวมาในคราบพระ จึงพยายามหาทางฆ่าท่านด้วยวิธีการต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นยิงด้วยปืน วางยาพิษ สิ่งที่เขาพยายามทำขึ้น ก็ไม่สามารถทำอันตรายให้แก่ชีวิตท่านได้ พวกโจรผู้ร้ายเหล่านั้นจึงศรัทธาท่านเป็นยิ่งนัก และยอมกลับตัวกลับใจวางอาวุธ.. จากมือที่เปื้อนเลือดได้กลายเป็นมือที่นบไหว้พระรัตนตรัย จากป่าอันแสนจะน่ากลัวไม่มีผู้คนกล้าสัญจรไปมา..ได้กลายเป็นวัดวาอารามที่ร่มเย็นเป็นสุขคือวัดเทพพิทักษ์ปุณณาราม ตราบเท่าทุกวันนี้..

พระพุทธสกลสีมามงคล (หลวงพ่อขาว) วัดเทพพิทักษ์ปุณณาราม จังหวัดนครราชสีมา ประดิษฐาน ณ “เทือกเขาสีเสียดอ้า” ที่ท่านพ่อลีเคยมาธุดงค์ปฏิบัติธรรม

..ถ้าเรานั่งรถผ่านอำเภอปากช่อง ตำบลกลางดง จังหวัดนครราชสีมา จะเห็น หลวงพ่อขาวพระพุทธรูปองค์ใหญ่ที่สุดในโลก มีป่าเขียวขจีเป็นฉากหลัง นั่นแหละผลงานของท่านพ่อลี ท่านสั่งให้นายทหารคนหนึ่งชื่อพงษ์ ปุณณกันต์ ในคราวที่ดำรงยศนายร้อยว่า

“สถานที่แห่งนี้เป็นมงคล ต่อไปเธอได้เป็นใหญ่ให้เธอมาสร้างพระใหญ่หน้าตักกว้าง ๒๗ เมตร สูง ๔๕ เมตร”

ต่อจากนั้นมา นายทหารยศเล็ก ๆ ได้กลายเป็นพลเอกและเป็นรัฐมนตรีในหลายกระทรวง เป็นตระกูลที่มีชื่อเสียงในวงศ์สังคมสืบมาจนถึงปัจจุบัน

ในเรื่องนี้พลเอกพงษ์ได้เปิดใจเล่าให้พระอาจารย์บุญกู้ อนุวฑฺฒโน ฟังว่า

“ตอนที่ท่านพ่อลีพูดไม่ได้เชื่อเลยว่า จะสามารถมาสร้างพระใหญ่ที่สุดในโลก และสร้างวัดเทพพิทักษ์ปุณณารามได้ท่านพ่อลีท่านรู้ด้วยญาณจริง เรื่องอื่นยังมีอีกเราคิดอะไรไปจากบ้าน เมื่อไปถึงท่าน เรายังไม่ทันถาม ท่านตอบให้เสร็จ

..ผมเป็นคนเชื่อยาก เลื่อมใสพระยาก แต่สำหรับท่านพ่อลีผมยอม..ยอมหมอบแบบที่ไม่มีข้อโต้แย้ง

สาธุ...ผู้รู้แจ้งเห็นจริงยังมีอยู่ในโลกปัจจุบัน” ฯ

คำปรารภ  ความนำ  บทที่                    ๑๐