#echo banner="" ประวัติ หลวงปู่คำพอง ติสโส 02

คลิกเมาส์ที่ใดก็ได้ในเฟรมนี้เพื่อเรียกเมนูด่วน

หลวงพ่อคำพอง ติสโส (๐๒)

วัดถ้ำกกดู่ ตำบลโนนหวาย อำเภอหนองวัวซอ จังหวัดอุดรธานี

จากหนังสือ ติสฺสตฺเถรานุสรณ์

จัดพิมพ์เพื่อแจกเป็นธรรมทานในงานประชุมเพลิงศพ

พระครูสุวัณโณปมคุณ (หลวงพ่อคำพอง ติสฺโส)

๓๐ มีนาคม พ.ศ. ๒๕๔๕

โพสท์ในลานธรรมเสวนา กระทู้ที่ 005905 - โดยคุณคุณ : ต๊ะ [ 30 ก.ค. 2545]

(๑๓) เป็นเจ้าอาวาสวัดไตรรัตน์ (พรรษาที่ ๖ พ.ศ. ๒๔๙๑)

หลวงพ่อได้รับนิมนต์ไปเป็น เจ้าอาวาสวัดไตรรัตน์ บ้านท่าควายใต้ ต.ป่าสามารถ อ.เมือง จ.นครพนม แทนหลวงปู่ฝั้น อาจาโร ที่ติดภารกิจอื่นไม่อาจรับนิมนต์ ไปอยู่ได้ และหลวงพ่อก็ได้ทำหน้าที่เผยแผ่ “ธรรมปฏิบัติ” จนเป็นที่เลื่อมใสศรัทธาของประชาชนแถบนั้น

ในการนี้หลวงพ่อได้ไปรับสามเณรสุบิน (น้องชายหลวงพ่อ) ซึ่งหลวงปู่เทสก์ เทสรังสีได้บวชให้ แล้วส่งไปศึกษาที่วัดอัมพวัน จ.หนองคาย ให้มาอยู่ด้วยที่วัดไตรรัตน์ พอออกพรรษา หลวงพ่อก็ได้ไปปฏิบัติหลวงปู่มั่นที่เสนาสนะป่าบ้านหนองผือตามปกติ

(๑๔) สูญเสียร่มโพธิ์ร่มไทร (พรรษาที่ ๗ พ.ศ. ๒๔๙๒)

อยู่มาวันหนึ่งหลวงพ่อคำพองคิดถึงโยมพ่อ จึงออกเดินทางไปเทศน์ให้โยมพ่อฟัง พอจวนจะเข้าพรรษาในปี พ.ศ. ๒๔๙๒ หลวงพ่อก็กลับมาจำพรรษากับหลวงปู่มั่นตามเดิม

ในระยะนี้เหตุการณ์ที่ไม่คาดคิดก็เกิดขึ้น ทางหลวงปู่มั่นอาพาธหนัก ทางฝ่ายโยมพ่อก็ป่วยหนักเช่นกัน เป็นปัญหาสำหรับหลวงพ่อ ทำอะไรไม่ถูก แต่อาศัยได้ฟังธรรมเทศนาของหลวงปู่มั่นทำให้จิตใจท่านมั่นคงไม่หวั่นไหว ท่านจังตัดสินใจไปเยี่ยมโยมพ่อก่อน

พอไปถึงโยมพ่อก็เสียชีวิตแล้ว ท่านได้จัดการงานศพของโยมพ่อของท่านอย่างรวดเร็ว แล้วรีบเดินทางมาที่บ้านหนองผือ เพื่อปฏิบัติหลวงปู่มั่น ในขณะที่ท่านอาพาธ

ระหว่างทางก็ทราบข่าว หลวงปู่มั่นที่ท่านเคารพบูชาได้มรณภาพแล้ว เมื่อวันที่ ๑๑ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๔๙๒ หลวงพ่อจึงได้เดินทางไปช่วยงานศพหลวงปู่มั่น ณ วัดป่าสุทธาวาส จ.สกลนคร จนถึงวันประชุมเพลิง วันที่ ๓๑ มกราคม พ.ศ. ๒๔๙๓

(๑๕) เผยแผ่ธรรมภาคใต้ ๒๕ ปี (พรรษาที่ ๘–๓๒ พ.ศ. ๒๔๙๓–๒๕๑๗)

พ.ศ. ๒๔๙๓ หลังจากเสร็จงานฌาปนกิจศพหลวงปู่มั่น ภูริทัตโต แล้ว หลวงปู่เทสก์ เทสรังสีได้รับหลวงพ่อไปเผยแผ่ธรรมปฏิบัติที่ภาคใต้ ในเขต จ.ภูเก็ต และ จ.พังงา โดยมีหลวงปู่เหรียญ วรลาโภ และพระเณรอีก ๘ รูป ติดตามไปด้วย ระยะแรกไปพักรวมกันที่สโมสรฝรั่ง จ.ภูเก็ต ๕-๖ วัน และต่อมาหลวงปู่ให้แต่ละองค์แยกย้าย ไปจำพรรษาตามสถานที่ต่างๆ

หลวงปู่เทสก์ ไปจำพรรษาที่สำนักสงฆ์หลังศาล จ.ภูเก็ต ต่อมาได้สร้างเป็นวัดชื่อว่า “วัดเจริญสมณกิจ” หลวงปู่จำพรรษาที่นี่ ๑๕ ปี จนกระทั่งเป็นเจ้าคณะอำเภอ เจ้าคณะจังหวัดที่พระนิโรธรังสีคัมภีร์ปัญญาจารย์ ปกครองพระกัมมัฏฐานพระธรรมยุต ๓ จังหวัดภาคใต้ คือ ภูเก็ต พังงา และกระบี่

หลวงปู่เหรียญแยกไปจำพรรษาที่สำนักสงฆ์ อ.ตะกั่วทุ่ง จ.พังงา ได้สร้างวัดชื่อว่า “วัดประชาสันติ” และจำพรรษาที่นี่ ๘ ปี ส่วนหลวงพ่อ ได้มาจำพรรษาอยู่ที่สำนักสงฆ์ ต.โคกกลอย อ.ตะกั่วทุ่ง จ.พังงา ต่อมาได้สร้างเป็นวัดชื่อว่า “วัดราษฎร์โยธี” หลวงพ่อจำพรรษาที่นี่ ๒๓ ปี และที่ภูเก็ต ๒ ปี

เนื่องจากก่อนหน้าที่คณะกัมมัฎฐานหลวงปู่เทสก์จะได้มาจำพรรษาที่ภาคใต้นี้ ได้มีผู้มาเผยแผ่ธรรมไว้ก่อนและประโคมข่าวกันตื่นเต้นเอิกเกริกจนแตกแยกเป็นพรรคเป็นพรรคที่โคกกลอย จ.พังงา และไม่มีใครสามารถควบคุมสถานการณ์ไว้ได้ เพราะไม่มีหมู่พวกจึงไปนิมนต์หลวงพ่อมาช่วยแก้ไขสถานการณ์

การไปเผยแผ่ธรรมปฏิบัติครั้งนี้ จึงได้มีพระคณะหนึ่งของท้องถิ่นและผู้คนในท้องถิ่นรวมหัวกัน กีดกันไม่ให้พระคณะของหลวงพ่อเข้าไปอยู่ด้วยประการต่างๆ เช่น ห้ามคนในท้องถิ่นใส่บาตร พระกัมมัฏฐาน วางยาเยื่อบ้าง จุดไฟเผากุฎีบ้าง ทำหนังสือแจ้งกรมการศาสนาว่าพระกัมมัฏฐานคณะนี้เป็นพระจรจัดไม่ปฏิบัติตามพระวินัย

หลวงพ่ออยู่จำพรรษาที่โคกลอย จ.พังงา ๒๓ ปีนี้ อยู่ด้วยการเผยแผ่ “ธรรมปฏิบัติ” เนื่องจากครูบาอาจารย์ได้มาเผยแผ่ไว้แล้ว ครั้นจะถอยหนีเสีย ประชาชนก็ยังแตกแยกเป็นพรรคเป็นพวกอยู่ ความสามัคคียังไม่เกิดขึ้น ถ้าหนีไปเสีย บาปจะตกอยู่กับประชาชน คือเข้าใจผิด ทะเลาะเบาะแว้ง จะฆ่าจะแกงกันยังมีอยู่

หลวงพ่ออยู่แก้ความเห็นผิด จนกระทั่งพระท้องถิ่น มหานิกาย กับพระกัมมัฏฐาน (ธรรมยุต) ร่วมฉันภัตตาหารกันได้ จึงกลับอุดรธานี

สมัยก่อนนั้น ที่โคกลอยนี่ ถ้าคนที่เคยเข้าวัดบ้าน เคยสร้างกุฎี สร้างศาลา สร้างวัดกันมานมนานเพียงไรก็ตาม พอมาใส่บาตรพระกัมมัฏฐานเท่านั้นหละ ถ้าเขาตายลง ไปนิมนต์พระวัดบ้านมาสวด เขาจะไม่มาสวดเลย หลวงพ่ออยู่จนเรื่องเหล่านี้หมดไป สวดร่วมกันได้ จึงกลับอุดรธานี

โคกลอยที่หลวงพ่ออยู่นี่ แต่ก่อนเป็นไร่เป็นสวน เราเช่าเขาอยู่ เขาวางแผนให้เจ้าของที่ลงมา เพื่อซื้อที่เอาไว้ พอมีสิทธิในที่ดินแล้วเขาก็จะไล่พระที่อยู่นี่ออกหนีในกลางพรรษานั้นเลย

แต่เหมือนเทวดาบันดาล หรืออะไรก็ไม่รู้ พวกที่ไปดักซื้อที่จากเจ้าของที่ดินที่บ้าน คลาดกันไม่พบกัน เจ้าของที่ดินขึ้นรถเลยมาลงที่วัด ขณะที่หลวงพ่อฉันภัตตาหารเช้าเพิ่งเสร็จ ก็เปรยถามแกว่ามายังไง แกตอบว่าได้รับโทรเลขด่วนว่าแม่ป่วยหนักก็เลยลงมา หลวงพ่อบอกว่าแม่ไม่ป่วยหรอก เพิ่งมาทำบุญกลับไปยังมองเห็นหลังอยู่เลย ก็เลยขอให้แกนั่งพักเสียก่อน

ในระยะนั้นยางมีราคา ชาวบ้านที่มาทำบุญยังอยู่ราว ๓-๔ คน มีเงินติดกระเป๋าคนละพันสองพันบาท ก็เลยถามว่าจะขายที่ดินที่เช่าอยู่นี้ไหม แกบอกว่าขายจะขายหนึ่งหมื่นบาท พวกญาติโยมที่อยู่เลยช่วยกันควักกระเป๋าวางมัดจำไว้ก่อนส่วนที่เหลือทำสัญญาไว้ชำระภายหลัง

พอรับมัดจำแล้ว แกก็ไปบ้าน ไปหาแม่ พวกนั้นทราบข่าวก็นำหมู่ไปวางมัดจำขอซื้อที่ดินที่บ้านแก หวุดหวิดนิดเดียว เราวางมัดจำก่อนเค้าเพียงหนึ่งชั่วโมง ถ้าเขาวางมัดจำก่อนเรา เขาคงไล่เราออกกลางพรรษา ทำให้วัดราษฎร์โยธี ที่หลวงพ่อและชาวบ้านสร้างไว้ยังอยู่จนบัดนี้ ที่ตำบลโคกกลอย จ.พังงา

(๑๖) ความสงบที่โคกลอย จ.พังงา

หลวงพ่อได้อยู่อบรมสั่งสอนญาติโยมที่โคกกลอย ให้รู้จักพระพุทธศาสนาที่แท้จริง ทั้งได้ฝึกฝนสมาธิภาวนาทุกคืน จนมีผลประจักษ์แก่ญาติโยมตามกำลังศรัทธาและกำลังปฏิบัติของแต่ละคน ความขัดแย้งก็ยังมีอยู่ตลอดมา แต่ก็ได้มีเหตุการณ์ช่วยผ่อนคลายให้เกิดความสงบขึ้นมาโดยตลอดดังนี้

พระครูอ่อง เจ้าคณะตำบลโคกกลอย เป็นหัวเรือใหญ่ในการต่อต้านมิให้พระกัมมัฏฐานมาอยู่โดยตลอด ได้มีเหตุให้อาเจียนเป็นโลหิตถึงแก่มรณภาพ โดยหาสาเหตุไม่พบ

พระครูสิ้ว ดำรงตำแหน่งเจ้าอาวาสและเจ้าคณะตำบลองค์ต่อมา ก็สอบทอดเจตนารมณ์ของพระครูอ่อง ห้ามญาติโยมชาวบ้านมิให้ใส่บาตรพระกัมมัฏฐาน ก็มีอันเป็นไป อาเจียนออกมาเป็นโลหิตถึงแก่มรณภาพเช่นเดียวกัน

พระมหาชั้น คนบ้านเชียงใหม่ ต.โคกกลอย จ.พังงา ไปเรียนอยู่ที่วัดน้อยนพคุณ ธนบุรี ถูกนิมนต์มาแทนพระครูสิ้ว เพื่อให้ดำเนินการสืบทอดเจตนารมณ์ของพระครูอ่อง และพระครูสิ้วต่อไป ครั้งนี้ทำให้เกิดเรื่องราวใหญ่โต ถึงขนาดพระเล็กพระน้อยที่เดินบิณฑบาตตามหลังหลวงพ่อ ถูกลูกศิษย์พระมหาชั้นเตะตกถนนหลายครั้ง แต่หลวงพ่อให้เอาน้ำลูบหัวใจ เราอย่าไปก่อเรื่องกับเขา เตะเราก็ไม่ถึงตาย อดทนเอาเถิด พอเข้าปีที่ ๓ ท่านก็ประสบอุบัติเหตุตกลงจากรถคันที่นั่ง และรถคันที่นั่งก็ทับเอาถึงแก่มรณภาพไปอีกหนึ่งองค์

พระปลัดกูด จาก ต.กระไหล มาดำรงตำแหน่งแทนพระมหาชั้น และดำเนินการเช่นเดียวกับพระมหาชั้น ต่อมาก็อาเจียนเป็นโลหิตถึงแก่มรณภาพ โดยส่งโรงพยาบาลไม่ทัน

พระครูองค์ต่อมา จึงถือขันดอกไม้ไปขอขมาลาโทษต่อหลวงพ่อ เรื่องก็ระงับหยุดลง

เรื่องเหล่านี้คล้ายกับมีอะไรช่วยเหลือให้ภัยทั้งหลายหย่อนลง มิให้ลุกลามอีกต่อไป ชาวบ้านและหมู่พวกที่ต่อต้านพระกัมมัฏฐานก็รู้สึกสยดสยองต่อการมรณภาพของพระผู้นำในการต่อต้านทั้งสอง

สามองค์อาเจียนเป็นโลหิต ถึงแก่มรณภาพโดยส่งโรงพยาบาลไม่ทัน อีกองค์หนึ่งประสบอุบัติเหตุถูกรถทับถึงแก่มรณภาพ ห่างจากวัดท่านประมาณ ๖ กม.แรงต่อต้านก็อ่อนลงและหมดไปในที่สุด

หลวงพ่ออยู่จำพรรษาเป็น เจ้าอาวาสวัดราษฎร์โยธี ต.โคกกลอย ต.ตะกั่วทุ่ง จ.พังงา ในตำแหน่งเจ้าคณะตำบล ฉายา พระครูสุวัณโณปมคุณ อยู่ถึง ๒๓ ปี รวมทั้งอยู่ที่ภูเก็ตอีก ๒ ปี รวมเป็น ๒๕ ปี

หลังจากอบรมสั่งสอนพระภิกษุสามเณร และชาวบ้านได้รู้เห็นและเข้าใจคุณค่าของพระพุทธศาสนา สร้างความเข้าใจและความสามัคคีให้เกิดขึ้น จนกระทั่งพระบ้านและพระกัมมัฏฐาน ฉันภัตตาหารและสวดร่วมกันได้ หลวงพ่อจึงกลับอีสาน จ.อุดรธานี

การอำลาจากภาคใต้นี้เป็นการอำลาด้วยมิตรไมตรีมีความเข้าใจดีต่อกัน เหลือไว้เพียงคุณงามความดีที่จะให้ถามถึงกันต่อไป หลวงพ่อสอนไว้ว่า

“คนเราไม่ว่า จะไปอยู่ที่ไหนก็ตามหากดำรงคุณธรรมความดีให้มั่นคงไว้ เป็นผู้มีศีลธรรมอันดีงาม ย่อมเป็นที่รักนับถือของทุกคน”

“กฎมันไม่สามารถที่จัดหัวใจคนได้ นอกจากธรรมะหรือสติสัมปชัญญะ ความรอบรู้ ที่จะทำให้เกิดความเรียบร้อยได้”

“กฎหรือระเบียบต่าง ๆ หากยุติธรรมไม่มีติดที่ใจแล้วตราบใดจะมีรัฐธรรมนูญกฎหมายสักกี่ข้อ ก็ไม่สามารถจะสร้างความเรียบร้อย และสร้างความเป็นธรรมให้แกโลกนี้”

“ไม่ว่าทางวัดหรือทางบ้านก็ตาม ถ้าขาดคุณธรรมความพร้อมในการประพฤติปฏิบัติการงาน ก็บกพร่องได้”

“คนในโลกของเรา ไม่ว่าพระไม่ว่าฆราวาส ถ้าศีลของเราเศร้าหมองหรือจิตใจของเราเจือปนไปด้วยกิเลสอาสวะมาก ๆ แล้วเทพเจ้าเขาจะไม่คุ้มครองเรา เขาจะไม่อนุโมทนาในด้านการปฏิบัติและความเห็นความรู้ต่าง ๆ เขาจะไม่สนใจเพราะว่าพวกนี้ละเอียด”

(๑๗) เหตุที่กลับอีสาน

ถาม หลวงพ่อถึงกลับอีสานไม่อยู่พังงาตลอดไปละครับ

หลวงพ่อ มีเหตุหลายเรื่องหลายประการ

ประการแรก ลูกหลานเหลนทางพังงานนี่เป็นคนมีเพื่อนมาก ประกอบการค้าเป็นส่วนใหญ่ จะให้เข้าบวชเป็นสมภารเจ้าอาวาสไม่ค่อยจะมี บวชได้เพียงแค่ ๓ เดือน ก็จะแย่อยู่แล้ว ผู้ที่สืบวงศ์สกุลไม่มี อยู่ไปก็อาศัยแต่ตัวเอง นำพระอีสานไปอยู่เพียงปีสองปีเขาก็กลับ

ประการสอง หลวงปู่เทสก์ท่านก็กลับ (หลวงปู่จำพรรษาที่วัดเจริญสมณกิจ จ.ภูเก็ต ๑๕ ปี ดำรงตำแหน่งเจ้าคณะจังหวัด เจ้าคณะอำเภอ ฝ่ายธรรมยุต ในเขต จ.ภูเก็ต จ.พังงา จ.กระบี่ ในสมณศักดิ์พระราชาคณะสามัญ ฝ่ายวิปัสสนาที่พระนิโรธรังสีคีมภีรปัญญาจารย์ ซึ่งพระกัมมัฏฐานพระธรรมยุตใน ๓ จังหวัดนี้มีกติกาข้อวัตรปฏิบัติเป็นแบบเดียวกันทั้งหมด) เมื่อหลวงปู่กลับ ผู้ที่ดำรงตำแหน่งเจ้าคณะอำเภอ เจ้าคณะจังหวัดแทนหลวงปู่เป็นพระทางใต้ ซึ่งข้อวัตรปฏิบัติมักไม่ลงกัน เนื่องจากทางใต้ ผู้ถือธุดงค์และปฏิบัติเคร่งครัดมีน้อย เราจะไปโต้แย้งเขา เขาเป็นผู้ใหญ่กว่า ก็จะเสียจรรยา เสียความเป็นอยู่ ขืนอยู่ไปนานๆ เข้าก็จะแยกเป็นสองพรรคสองพวก ทางใต้กับทางอีสาน เพราะการปฏิบัติไม่เข้ากัน

ประการที่สาม เรื่องของพัดยศสัญญาบัตร เดิมทีหลวงพ่อได้รับสัญญาบัตรเป็นพระครูชั้นตรีครั้งแรก หลวงพ่อไม่รู้เรื่องนี้ สมเด็จพระวันรัต วัดโสมนัสวรวิหาร ไปรับและส่งมาให้ อยู่ต่อมาตำแหน่งเจ้าอาวาส เจ้าคณะตำบล ก็เหมือนกันท่านส่งมาให้โดยไม่ได้เขียนทำประวัติขอไปแต่อย่างใด มาคิด ๆ ดูว่าถ้าอยู่ไปๆ หากว่าเจ้าคณะอำเภอ เจ้าคณะจังหวัดองค์อื่น ๆ ไม่มี ถ้ามาถูกเราเข้าเรื่องมันจะมากขึ้น ผูกพันเข้า การประพฤติปฏิบัติก็ยังขัดข้องหมองอารมณ์ไม่เป็นไปตามความประสงค์ เป็นเจ้าคณะไปหละหลวมต่อหน้าที่ก็เสียมารยาทเสียจรรยา เสียจริยาของพระอธิการเข้า เสียหายถ้าเราไปมีตำแหน่ง บอกลบคูณหารว่าพอควร ๒๕ ปีแล้ว จึงกลับอุดรธานี

(๑๘) กลับอีสาน (พรรษาที่ ๓๓ พ.ศ. ๒๕๑๘)

หลวงพ่อได้สละตำแหน่งเจ้าคณะตำบล และเจ้าอาวาสวัดราษฎร์โยธี ต.โคกกลอย ต.ตะกั่วทุ่ง จ.พังงา เดินทางกลับ จ.อุดรธานี โดยคิดว่าจะไปให้ถึง จ.เลย ไปพักอยู่ที่วัดบ้านวังหมื่น อ.หนองบัวลำภู จ.อุดรธานี

พอญาติโยมบ้านโนนหวาย รู้ข่าวก็พากันไปหาและอาราธนาหลวงพ่อมาอยู่ที่วัดป่าพัฒนาธรรม ต.โนนหวาย อ.หนองวัวซอ จ.อุดรธานี เนื่องจากได้ซื้อที่สร้างวัดสร้างกุฎีไว้แล้วแต่ไม่มีพระองค์ไหนอยู่ได้

หลวงพ่อได้ตามไปดูวัด พบว่ามีความขัดแย้งไม่ลงรอยกัน เห็นว่า พระนั่นเขาไม่ดีก็คงอยู่ไม่ได้จริงๆ ไม่เคยอดทนไม่เคยต่อสู้ไม่รู้เหตุรู้ผล อยู่ไปอยู่ไปเดี๋ยวจะไปทะเลาะกับเขาก็เหมือนเอาน้ำมันก๊าดไปเทใส่ไฟ ยิ่งจะลุกไหม้กันไปใหญ่โต

อย่างหลวงพ่อนี่โดนมา รู้มา พอแรงแล้ว ใครจะด่าจะว่าเรื่องอะไร ก็รู้เรื่องกันหมด ก็นึกสงสารว่า ถ้าไม่มีพระอยู่ เขาลงทุนซื้อที่ดินไปแล้ว สร้างกุฎีมาแล้ว มันจะพังไปเสียเฉย ๆ ถ้าไม่มีใครอยู่ มันจะเสียน้ำใจเขา เสียความตั้งใจก็เลยอยู่จนบัดนี้ สิบกว่าปีเข้านี่แล้ว

(๑๙) จำพรรษาที่วัดป่าพัฒนาธรรม (พรรษาที่ ๓๓ พ.ศ. ๒๕๑๘)

หลวงพ่อดำรงตำแหน่งเจ้าคณะตำบลและเจ้าอาวาสวัดป่าพัฒนาธรรม ต.โนนหวาย อ.หนองวัวซอ จ.อุดรธานี ในฉายา พระครูสุวัณโรปมคุณ ซึ่งหลวงพ่อก็ปฏิบัติหน้าที่ไปด้วยความเมตตาธรรมเป็นที่ตั้ง

ตั้งแต่หลวงพ่อมาจำพรรษาที่วัดป่าพัฒนาธรรม ได้พัฒนาทั้งทางด้านจิตใจและด้านวัตถุควบคู่กันไปโดยตลอด การพัฒนาด้านจิตใจได้อบรมสั่งสอนพระเณร และญาติโยมให้เป็นผู้มีคุณธรรมรู้จักคุณค่าพุทธศาสนา ปฏิบัติภาวนาให้เกิดความสงบ ลดอาสวะกิเลสที่หมักหมมให้เบาบางลง

นอกจากนี้ยังได้บวชลูกหลานญาติโยมให้เป็นพระภิกษุสามเณร สร้างทายาทสืบต่อพระพุทธศาสนาทุกปีมิได้ขาด

ในด้านการศึกษา ได้สละเวลาไปอบรมศีลธรรมคุณธรรมให้กับครูและนักเรียนโรงเรียนต่าง ๆ ในเขต อ.หนองวัวซอ พร้อมทั้งสนับสนุนให้ทุนทรัพย์ ทุนอุปกรณ์และเครื่องแบบนักเรียนที่ยากจน

การเทศนาอบรมสั่งสอนประชาชน หลวงพ่อได้กระทำต่อเนื่องมิได้ขาด เพื่อประโยชน์ในการเผยแผ่สืบทอดพระธรรมคำสั่งสอนของพระพุทธศาสนา หลวงพ่อได้ไปทุกแห่งหนไม่ว่าจะเป็นท้องถิ่นใด

การพัฒนาทางด้านวัตถุของหลวงพ่อได้สร้างศาลา กุฎี ห้องน้ำ ห้องส้วม ถังเก็บน้ำไว้ดื่มไว้ใช้ตลอดปี และพัฒนาวัดป่าพัฒนาธรรมให้เกิดความสงบร่มรื่น ต้อนรับผู้ไปกราบนมัสการหลวงพ่อทั้งใกล้และไกลทั่วประเทศ ให้ได้รับความสงบความสุขทั้งกายและใจ

มีผู้ปรารถนาจะให้หลวงพ่อสร้างโบสถ์ที่วัดป่าพัฒนาธรรมนี้ หลวงพ่อบอกว่า สร้างเศรษฐกิจให้ชาวบ้าน ชาวหนองวัวซอให้อยู่ดีกินดีเสียก่อน เมื่อชาวบ้านอิ่มปากอิ่มท้องแล้ว จะสร้างอะไรก็ได้ภายหลัง สร้างโบสถ์ยังไม่จำเป็น ขณะนี้ ศาลาที่ใช้อยู่ก็เป็นศาลาอเนกประสงค์ ใช้ได้ทั้งการลงอุโบสถ ทำบุญทำกุศล สำหรับชาวบ้าน ประชุมทำกิจกรรมในการพัฒนาตำบล และเป็นที่พักของคณะที่ไปกราบฟังธรรมจากหลวงพ่อได้เป็นอย่างดี

(๒๐) สร้างอ่างเก็บน้ำแห่งแรก (พรรษาที่ ๓๘–๔๐ พ.ศ. ๒๕๒๓–๒๕๒๕)

นอกจากนี้หลวงพ่อได้ริเริ่มสร้างอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่อยู่ระหว่างเขาสองลูก คือเขาผาแดงกับภูเขาภังคี ห่างจากวัดป่าพัฒนาธรรม ๔ กม. ในเขต อ.หนองวัวซอ เก็บน้ำได้เป็นล้านลูกบาศก์เมตร สำหรับการบริโภคและการเกษตรในเขต อ.หนองวัวซอ โดยความสนับสนุนจากสภาตำบล และติดต่อของบประมาณจากกรมชลประทานมาสนับสนุนเป็นเงิน ๑.๖ ล้านบาท สร้างเขื่อนคันดินช่วงระหว่างที่ลุ่มภูพังคีกักเป็นน้ำดังกล่าว จนแล้วเสร็จ

สำหรับโครงการส่งน้ำจากเขื่อนกักเก็บน้ำมาใช้ประโยชน์ ก็จะต้องวางท่อส่งน้ำลงมาสู่พื้นล่าง จะสำเร็จลุล่วงเพียงใด ก็ขึ้นอยู่กับกำลังสนับสนุนหรืองบประมาณที่จะได้รับต่อไป

(๒๑) สร้างวัดถ้ำกกดู่ (พรรษาที่ ๔๐–๔๘ พ.ศ. ๒๕๒๕–๒๕๓๓)

หลวงพ่อได้สร้างวัดไว้บนภูพังคี ใกล้อ่างเก็บน้ำเพื่อสงวนที่ดินไว้สำหรับอนุรักษ์ป่าและต้นน้ำ ก่อนที่จะถูกรุกล้ำทำลายป่า จับจองทำไร่จนโล่งเตียนในที่สุด

ในการนี้หลวงพ่อได้สร้างวัดและกุฏีและศาลาชั่วคราว พร้อมทั้งส่งพระขึ้นไปจำพรรษาประมาณ ๔-๕ รูป และได้ดำเนินการสร้างศาลาถาวร เพื่อประกอบกิจของพระพุทธศาสนาต่อไป

(๒๒) สร้างทางติดต่อระหว่างอำเภอ

ในด้านการพัฒนาท้องถิ่น-ถนนหนทาง หลวงพ่อได้นำเณรและชาวบ้านไปสร้างทางขึ้นภูผาแดงและภูพังคี สร้างทางข้ามเขาติดต่อระหว่าง อ.หนองวัวซอ กับ อ.โนนสัง จ.อุดรธานี ทำให้ประชาชนทั้งสองอำเภอติดต่อกันได้สะดวก

ในช่วงนั้นเจ้าหน้าที่ของรัฐยังไม่สามารถเข้าไปก่อสร้างได้ เนื่องจากเขตพื้นที่ของผู้ก่อการร้ายคอมมิวนิสต์ หลวงพ่อได้นำพระเณรและประชาชน โดยมีเครื่องมือพื้นบ้านติดตัวไปช่วยกันทำ ทั้งจอบ เสียม ชะแลงเหล็กสกัด เจาะหินให้เป็นรูแล้วใส่ดินระเบิดเพื่อเปิดภูเขาให้เป็นทางก่อน หลังจากนั้นจึงช่วยกันถากถางด้วยแรงคน สามารถเปิดทางและเจ้าหน้าที่ของรัฐบาลเข้าไปทำถนนต่อจนเสร็จ ซึ่งเดิมพระครูสังวรสีลาวัตร (หลวงพ่ออุ่น) ได้ทำไปแล้วบางส่วน

(๒๓) จำพรรษาที่วัดถ้ำกกดู่ (พรรษาที่ ๔๘ พ.ศ. ๒๕๓๓)

เนื่องจากใจปัจจุบันความเจริญได้เข้ามาใกล้วัดป่าพัฒนาธรรม วัดจึงเริ่มไม่เป็นวัดป่า ดังนั้นในระหว่าง พ.ศ. ๒๕๓๓ หลวงพ่อได้ขึ้นไปจำพรรษาที่วัดบนภูพังคี ใกล้อ่างเก็บน้ำที่หลวงพ่อได้ไปริเริ่มสร้างไว้ อันเป็นสถานที่สัปปายะ เหมาะต่อการปฏิบัติธรรมของพระภิกษุสามเณร

ที่สำคัญมีอีกอย่างคือหลวงพ่อปรารภอยากจะรักษาสภาพป่าของเป็นแหล่งต้นน้ำลำธาร ซึ่งเป็นทรัพยากรที่สำคัญของชาติ มิให้ถูกทำลายไป นอกจากนี้ได้มีการปลูกต้นไม้เพิ่มเติม และหาพันธุ์สัตว์น้ำมาปล่อยให้อ่างเก็บน้ำเป็นจำนวนมาก

นับตั้งแต่นั้นมาหลวงพ่อขึ้นไปจำพรรษาที่วัดบนภูพังคี มีพระภิกษุ สามเณร อุบาสก อุบาสิกา และญาติโยม ผู้แสวงธรรมทั่วประเทศขึ้นไปกราบนมัสการเพื่อฟังธรรมและปฏิบัติธรรมจากหลวงพ่ออยู่ตลอดเวลา ทำให้กุฎีสงฆ์และศาลาที่มีอยู่ไม่เพียงพอ จึงได้ขยายศาลาและสร้างกุฎีสงฆ์ให้พอกับจำนวนพระภิกษุ สามเณร และญาติโยม

หลวงพ่อใช้เวลาประมาณ ๓ ปี คือระหว่าง พ.ศ. ๒๕๓๓–๒๕๓๖ ได้พัฒนาสิ่งปลูกสร้าง เช่นศาลา กุฎีสงฆ์ ของพระภิกษุ สามเณร ตลอดถึงที่พักอาศัยของแม่ชี และได้รับอนุญาตจากรมการศาสนาให้ตั้งเป็นวัดเรียบร้อยแล้วชื่อว่า “วัดถ้ำกกดู่” ซึ่งมีพื้นที่ประมาณ ๑๕ ไร่ ปัจจุบันหลวงพ่อได้มอบหมายให้พระอาจารย์สมาน กุสุโม เป็นเจ้าอาวาส และหลวงพ่ออยู่เป็นประธานสงฆ์อบรมธรรมปฏิบัติให้พระภิกษุ สามเณร อุบาสก อุบาสิกา และญาติโยมที่ขึ้นไปกราบนมัสการที่วัดอย่างต่อเนื่องตลอดมา