#echo banner="" เกร็ดประวัติหลวงพ่อเกษมกับหลวงปู่ดู่ วัดสะแก

คลิกเมาส์ที่ใดก็ได้ในเฟรมนี้เพื่อเรียกเมนูด่วน

ประสบการณ์หลวงพ่อเกษม เขมโก

โพสต์ในเวบพลังจิต

http://board.palungjit.org/f127/ห้องประสบการณ์หลวงพ่อเกษม-เขมโก-สามารถเข้ามาคุยกันได้ครับ-254660-1.html

โพสต์โดย sitcrubha2520 เมื่อวันที่ ๐๗ ๐๑ ๒๐๑๒ อยู่ในกระทู้หน้าที่ ๘๓ #๑๖๕๓

หลวงพ่อเกษม กับ หลวงปู่ดู่

ผมลองไปหาเรื่องราวความเกี่ยวข้องกันระหว่างหลวงปู่ดู่และหลวงพ่อเกษม เขมโก ก็ต้องมีเรื่องราวให้แปลกใจ เพราะตามที่ทราบมานั้น หลวงปู่ดู่ ท่านไม่รับนิมนต์ไปนอกวัดมาเป็นเวลานับสิบปี เช่นเดียวกับหลวงพ่อเกษม เขมโกหลังจากท่านหนีจากการเป็นเจ้าอาวาสวัดบุญยืน ด้วยการยื่นหนังสือลาออกจากการเป็นเจ้าอาวาสแต่ทั้งเจ้าคณะอำเภอและเจ้าคณะจังหวัดก็ไม่รับหนังสือทั้งสองครั้ง หลวงพ่อเกษมจึงหนีออกจากวัดและไปปลีกวิเวกตามป่าช้า จนมาอยู่ที่สุสานไตรลักษณ์ ท่านก็แทบไม่ได้เดินทางออกนอกเมืองลำปาง แล้วหลวงพ่อเกษมรู้จักหลวงปู่ดู่ได้อย่างไรและหลวงพ่อเกษมไปปรากฏกายที่กุฏิหลวงปู่ดู่ตามที่ลูกศิษย์หลวงปู่ดู่ที่เป็นพระไปพบเข้าได้อย่างไร

หลวงพ่อเกษม บอกว่า หลวงปู่ดู่เป็นพระใจเพชร

อ่านมาจากที่นี่ครับ

เช้ามืดวันหนึ่งที่กุฏิหลวงปู่ เมื่อราวสี่สิบปีมาแล้วพระลูกศิษย์ ของหลวงปู่มากราบนมัสการหลวงปู่ตอนเช้าอย่างที่ทำเป็นปรกติทุกวัน แต่วันนั้น มีสิ่งผิดแผกไปจากเดิม คือ หลวงปู่ยังไม่ออกมานอกกุฏิสักที ทำให้พระองค์นั้นนึกสงสัย และสงสัยมากขึ้นเมื่อได้ยินเสียงหลวงปู่สนทนากับใครอยู่ในกุฏิ ซึ่งธรรมดาแล้วท่านไม่เคยรับแขกที่ในกุฏิเนื่องจากภายในกุฏิท่านนั้นแคบมาก

พระองค์ นี้จึงยอมเสียมารยาทแอบมองหลวงปู่ผ่านทางช่องข้างฝากุฏิหลวงปู่ จึงพบว่าหลวงปู่นั่งสนทนากับพระรูปร่างผอม ๆ อีกองค์หนึ่งอยู่ ซึ่งท่านไม่รู้จัก กระทั่งวันรุ่งขึ้นได้เห็นรูปพระองค์นี้ในหนังสือพิมพ์ ท่านจึงอุทานว่า องค์นี้แหล่ะ พระที่หลวงปู่นั่งสนทนากันในกุฏิ จากรายละเอียดในหนังสือพิมพ์ พระลูกศิษย์หลวงปู่ท่านนั้นจึงทราบว่า พระที่ท่านเห็นสนทนากับหลวงปู่ในกุฏิก็คือ หลวงปู่เกษม เขมโก สุสานไตรลักษณ์ นั่นเอง

ไม่มีใครทราบความสัมพันธ์ระหว่างหลวงปู่ดู่ กับหลวงปู่เกษม เพราะท่านไม่เคยเดินทางไปมาหาสู่กัน แต่ก็แปลกอย่างยิ่งที่ท่านทั้งสองมักกล่าวถึงกันเสมอ ๆ ช่างต่างจากทางโลกที่ว่าเมื่อฉันเก่งแล้ว ฉันก็จะเก่งที่สุดอยู่คนเดียว เก่งเหนือใครทั้งหมด ทิฐิมานะของผู้ปฏิบัติกับผู้ไม่ได้ปฏิบัติจึงต่างกันราวฟ้ากับดิน

หากยังมีใครสงสัยว่าเมื่อหลวงปู่ดู่ไม่เคยย่างกรายออกนอกวัดสะแกเลย เหตุใดหนังสือเอกสารประกอบวัตถุมงคลจึงชอบเขียนกันนักว่า หลวงปู่ดู่ วัดสะแกมีรายนามพระเกจิในพิธี อย่างเช่นพิธีมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์มีอายุครบ ๕๐ ปีนั้นก็ได้มีการนิมนต์หลวงปู่ดู่มาในพิธี มาร่วมอธิษฐานจิตเหรียญพระพุทธสิหิงค์จำลอง ที่จัดสร้างเป็นที่ระลึกและเพื่อจัดหาปัจจัยบำรุงมหาวิทยาลัยฯซึ่งประกอบพิธีที่อาคารหอประชุมใหญ่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

โดยมีการนิมนต์พระเถระจากทั่วประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งพระกรรมฐานสายหลวงปู่มั่นหลวงปู่รับนิมนต์ที่จะร่วมพิธี แต่หลวงปู่ขอที่จะไม่เดินทางไป (ซึ่งเป็นข้อปฏิบัติปรกติของหลวงปู่ที่งดรับนิมนต์ออกนอกวัด) หลวงปู่กล่าวกับท่านอธิการบดีว่า ขอให้ปูอาสนะและผ้าขาวในส่วนที่นั่งสำหรับหลวงปู่ จากนั้นหลวงปู่ได้สอบถามถึงกำหนดวันเวลาที่เริ่มพิธี เพื่อท่านจะได้นั่งกรรมฐานจากที่วัดในวันเวลาดังกล่าว จึงเป็นข้อยืนยันได้ว่า หลวงปู่ดู่นั้นไม่ได้นั่งปลุกเสกในพิธี จะมีก็เพียงการปลุกเสกแบบเดินญาณมาเท่านั้น

(นำมาจากกระทู้ในสวนขลัง เพิ่มเติมเมื่อ ๓ สค. ๒๕๕๒)

โพสต์โดย sitcrubha2520 เมื่อวันที่ ๐๗ ๐๑ ๒๐๑๒ อยู่ในกระทู้หน้าที่ ๘๓ #๑๖๕๗

หลวงปู่ดู่กับในหลวง

เมื่อหลายสิบปีก่อน ครั้งที่มีข่าว

ในหลวงรัชกาลที่ เสด็จสวรรคต

หลวงปู่เคยเล่าว่า

ท่านเกิดความสลดสังเวชมาก ว่าคนไทยหลายคน

"ยังขาดกตัญญูกตเวทิตาคุณต่อพระเจ้าอยู่หัว"

ท่านคิดอยู่เสมอว่า

ทำอย่างไรจะให้คนไทยมีความรักชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์

องค์ท่านเองนั้น ตั้งแต่บัดนั้นจนกระทั่งทุกวันนี้

แม้กาลเวลาล่วงเลยไป

หลายสิบปี กิจวัตรอันหนึ่งที่ท่านทำอยู่มิได้ขาด

คือ การสวดมนต์ถวายพระพรแด่ในหลวงทุกวันตลอดมา

ขอให้พระองค์มีพระชนมายุยิ่งยืนนานเป็นมิ่งขวัญคนไทยตลอดไป

หลวงพ่อยังได้กล่าวไว้อีกว่า

"เพราะพระเจ้าแผ่นดิน (ร.๙) ท่านปฏิบัติ (ธรรม)

ต่อไปพุทธศาสนาในเมืองไทยจะเจริญขึ้น

เพราะท่านเป็นผู้นำเป็นแบบอย่าง"

สมัยหนึ่งเมื่อหลวงปู่ดู่ ยังทรงสังขารอยู่นั้น

บ่ายของวันที่แดดร่มลมตก จู่ ๆ ท่านก็เปรย

กับคณะศิษย์ที่ประกอบด้วย "คนตาดี" หลายคนว่า

"พวกแกลองดูทีซิว่า มีพระรูปไหนอยู่กับในหลวงบ้าง"

เข้าใจว่าท่านคงหมายถึง กายทิพย์ หรือ บารมี

ที่ พระมหาเถระแต่ละองค์อธิษฐานพิทักษ์รักษาในหลวง

ศิษย์ท่านหนึ่งก็ "เข้าที่" ตามหลวงปู่สั่ง พักหนึ่งก็ลืมตาแล้วตอบว่า

"หลวงพ่อเกษมครับ"

หลวงปู่ยิ้มแล้วว่า "นั่นองค์หนึ่งละ มีใครอีก"

ศิษย์แสนซนคนหนึ่งตอบทันที "หลวงพ่อนั่นแหละครับ"

ท่านมองหน้าแล้วถาม "ทำไมแกจึงว่าอย่างนั้น"

ศิษย์จอมซนอธิบายว่า

"อ้าว ก็หลวงพ่อรู้ได้ว่ามีองค์นั้น องค์นี้อยู่กับในหลวง

แสดงว่าหลวงพ่อก็ต้องไปมาด้วยน่ะสิ ไม่อย่างนั้นจะรู้ได้ยังไง"

เมื่อเข้าเนื้อท่านโบกมือให้ยุติเรื่องทันที ศิษย์ก็ถึงที่ยิ้มไป...

นี่คือเรื่องเล่า ที่อาจบอกได้ว่ายังมีอะไร ๆ

ในโลกที่เราผู้ครองความเป็นปุถุชนยังเข้าไปไม่ถึงอีกมาก

สิ่งที่เราไม่รู้ ไม่ได้แปลว่าจะไม่มี

ค่ำของวันหนึ่งเป็นที่เลื่องลือกันมานานปากต่อปากรุ่นต่อรุ่น

นานมาแล้วสมัยหลวงพ่อดู่ยังไม่ย่างเข้าวัยชรามากนัก

มีรถคันหนึ่งขับเข้ามาในวัดสะแกและมีคน คนลงจากรถมุ่งไปยัง

กุฏิหลวงปู่ ภายหลังเป็นที่ทราบมาว่าเป็นพ่อกับลูกสาว

มากราบนมัสการหลวงปู่ โดยมากันเองพร้อมคนขับรถ

และผู้พ่อใส่แว่นดำ พอมาถึงหลวงปู่ก็ได้จัดแจงรออยู่แล้วเสมือนรู้

ทั้งๆ ที่ไม่ได้มีการนัดหมายก่อนมา

พ่อลูกคู่นั้นได้สนทนากับหลวงปู่ประมาณชั่วโมงจึงได้กราบ

ลาหลวงปู่ หลวงปู่ได้ให้พร และยังแซวว่า

"มาแบบเงียบๆ นี้แหละดี เพราะเดี๋ยวคนจะล้นวัด"

ทั้งหลวงปู่กับพ่อลูกคู่นั้นได้หัวเราะอย่างรู้กัน..

หลังคุณพ่อและลูกสาวออกมาจากกุฏิหลวงปู่

คุณพ่อและลูกสาวก็ได้ให้คนขับรถขับมาเทียบหน้าวัด

พอมาถึงคนลูกสาวก็ได้ลงมาซื้อข้าวแกงกับแม่ค้าแถวนั้น

โดยผู้พ่อก็ลงมาสมทบด้วย และพูดคุยกับแม่ค้าอย่างไม่ถือตัวและเป็นกันเอง

ระหว่างนั้นแม่ค้าผู้นั้นก็รู้สึกแปลกใจว่าทำไมพ่อลูกคู่นี้

ช่างคุ้นหน้าเสียจริง จนทั้งคู่ได้กลับขึ้นรถและขับออกไปแม่ค้า

จึงได้ถึงบางอ้อด้วยความตื้นตัน หลังจากนั้นมีผู้เห็นพ่อลูกคู่นั้น

ได้มาในลักษณะเดียวกันอีก ๒-๓ ครั้ง โดยมีบางครั้งผู้พ่อมาคนเดียวก็มี

พ่อลูกคู่นั้นจะเป็นใครอันนี้ก็แล้วแต่ผู้อ่านจะคิดพิจารณา

ถ้าคิดๆ ดูคงพิจารณาออกไม่ยาก หากรู้แล้วก็ขอให้ประทับความ

ซึ้งใจนี้ไว้ในจิตเป็นบุญที่ได้รู้ก็พอ

แหมก็คนลูกสาว เมื่อวันเปิดพิพิธพันธ์หลวงปู่ดู่ที่วัดสะแก

เมื่อปี ๒๕๓๕ ก็ยังมาร่วมงานอยู่เลย

ผมต้องขอขอบพระคุณข้อมูลจากพี่ Specialized ที่นำเรื่องราวดีๆ มาถ่ายทอดให้ประชาชนคนไทย ที่เคารพเทิดทูนองค์ในหลวงที่อยู่ใจของชาวไทยทุกคน ขอพระองค์ทรงพระเจริญ

โพสต์โดย sitcrubha2520 เมื่อวันที่ ๐๗ ๐๑ ๒๐๑๒ อยู่ในกระทู้หน้าที่ ๘๓ #๑๖๕๘

หลวงปู่ดู่ เล่าเรื่อง หลวงพ่อเกษม เขมโก

ในบรรดาพระสุปฏิปันโนหลาย ๆ ท่านนั้น

"หลวงพ่อเกษม เขมโก" สุสานไตรลักษณ์ เป็นพระอันดับต้น ๆ ที่ "หลวงปู่ดู่" .... กล่าวยกย่องชมเชย

จนอยู่มาวันหนึ่ง มีเรื่องราวที่ผู้คนกล่าวถึงหลวงพ่อเกษมในทางที่อาจเกิดการปรามาสท่านได้

นั่นก็คือเรื่องที่ หลวงพ่อเกษมฉันอาหารในยามวิกาล...ในบางคราว

หลวงปู่ดู่ ตั้งคำถามกับลูกศิษย์คนหนึ่งว่า

แกเห็นว่ายังไง เข้าใจยังไง กับการที่หลวงพ่อเกษม ท่านฉันอาหารในยามวิกาลในบางคราว

ลูกศิษย์ก็ไม่กล้าแสดงทัศนะ เพราะกลัวบาป

หลวงปู่จึงเมตตาอธิบาย ให้ทราบถึงเหตุผลของเรื่องนี้ว่า

หลวงพ่อเกษมท่านต้องการสงเคราะห์ดวงวิญญาณ ที่มาขอส่วนบุญในเวลานั้น ๆ

โดยการนำอาหารที่ญาติของเขานำมาถวายไว้ (ตั้งแต่ตอนเช้า) มาฉันให้เขาได้บุญ

แล้วจึงค่อยอุทิศส่วนบุญไปให้...ดวงวิญญาณนั้น

จึงเป็นอันว่า หลวงพ่อเกษมท่านทำเพื่อ "สงเคราะห์ผู้อื่น"

หาใช่ทำเพราะความมักมากในอาหาร

หากเราได้ศึกษาข้อวัตรของท่านให้ดี ก็จะทราบว่า

โดยปรกติแล้ว ท่านจะฉันเอกา (ฉันวันละครั้งเดียวเท่านั้น)

รวมทั้งฉันสำรวม (คือเอาอาหารคาวหวานมารวมกันในบาตร)

องค์ท่านเองก็ผอมเหลือเกิน จึงไม่น่ามีเหตุผลที่มาที่ไปว่า ท่านเป็นผู้มักมากในอาหารแต่อย่างใด

เรื่องที่ "หลวงปู่ดู่" ท่านเล่าให้ลูกศิษย์ได้ฟัง จึงทำให้ศิษย์ทั้งหลาย ณ ที่นั้น ได้เรียนรู้ว่า

เรามิพึงด่วนสรุปอะไร ๆ จากภาพที่เห็นภายนอก

เพราะยังมีหลายสิ่งหลายอย่าง...ที่เกินสติปัญญาความรู้ของเรา

แต่อย่างไรก็ดี จะสังเกตว่าเรื่องดังกล่าวนี้ (หมายถึง การฉันอาหารยามวิกาล)

องค์หลวงพ่อเกษมเอง ก็มิได้ทำเป็นกิจวัตร

หากแต่นาน (แสนนาน) จะทำสักหนหนึ่ง

และก็มิได้กระทำอย่างผู้มีแผล คือ ต้องแอบ ๆ ทำ

เพราะ "หลวงปู่ดู่" กล่าวยกย่องท่านว่า

...เป็นผู้ไม่มีแผลแล้ว เป็นผู้ที่ใคร ๆ จะปรับอาบัติท่านไม่ได้แล้ว

เฉกเช่นเดียวกับ...พระผู้หลุดพ้นแล้วทั้งปวง

ความเป็นอยู่ของท่านเหล่านั้น ล้วนเป็นไปเพื่อประโยชน์แก่สัตว์โลกโดยถ่ายเดียว

ซึ่งหากเป็นผู้ที่ยังไม่หมดกิเลส ทำอย่างเดียวกันกับท่าน ย่อมไม่พ้นอาบัติ

และย่อมเป็นความเศร้าหมองแก่ตนเองโดยถ่ายเดียว

*** จากบทความของ คุณสิทธิ์ http://www.luangpordu.com/

โพสต์โดย mancity04 เมื่อวันที่ ๐๓-๐๗-๒๐๑๒ อยู่ในกระทู้หน้าที่ ๒๔๙ #๔๙๖๘

ความเกี่ยวข้องในหลวงปู่ดู่และหลวงพ่อเกษม เขมโก อีกเรื่องหนึ่ง เป็นเรื่องยาวมาก ดังเนื้อความตามนี้

“…เรื่องนี้เกิดขึ้นในปี พ.ศ. ๒๕๓๑ วันหนึ่งขณะที่ข้าพเจ้าแต่งหน้ากำลังจะไปรับลูกที่โรงเรียน ก็สังเกตเห็นว่าคอของตนเองบวมจึงไปโรงพยาบาลบำรุงราษฎร์เพื่อทำการตรวจ แพทย์พบว่ามีก้อนเนื้อขนาด เท่าลูกมะปรางอยู่ในคอ แพทย์บอกว่าอาจจะเป็นเนื้อร้ายต้องผ่ามาพิสูจน์ เมื่อรู้ดังนั้น ข้าพเจ้าก็รีบเดินทางไปหาหลวงพ่อดู่ที่วัดสะแก พอไปถึงก็กราบเรียนท่าน ท่านพูดด้วยเสียงอันดังว่า “ไม่ปงไม่เป็นหรอกมะเร็ง”

แล้วท่านก็เล่าให้ฟังว่ามีชาวบ้านมาหาท่าน เขาเป็นมะเร็งในมดลูก ท่านทำมือให้ดูว่าก้อนเนื้อมีขนาดเท่าลูกส้มโอ หมอบอกว่าต้องผ่าตัด เขากลัวมากเลยมาหาท่าน ท่านก็เมตตาให้เขาดื่มน้ำมนต์และให้ภาวนาไปด้วย ชาวบ้านผู้นั้นก็ปฏิบัติตามคือดื่มน้ำมนต์และภาวนา พุทธัง ธัมมัง สังฆัง สรณังคัจฉามิ อย่างเคร่งครัดจนครบ ๓ เดือนก็ไปหาหมอตรวจดู ปรากฏว่าก้อนเนื้อนั้นได้หายไปอย่างน่าอัศจรรย์

หลังจากที่ท่านเล่าให้ฟังแล้ว ท่านก็เมตตาอธิษฐานจิตดอกบัว ให้ข้าพเจ้านำกลับไปต้มกับน้ำมนต์ ดื่มเป็นประจำทุกวันและให้ภาวนาไตรสรณคมน์ไปด้วย คืนหนึ่งข้าพเจ้านอนหลับฝันไปว่า ข้าพเจ้ากับสามีนั่งอยู่ในเรือลำหนึ่งโดยนั่งข้างหน้าและมีคนนั่งอยู่กันเต็มลำ เรือลำนี้มุ่งหน้าข้ามไปยังเกาะกลางทะเล บนเกาะมีคุณตาคุณยายนั่งอยู่ในกระท่อม

พอไปถึงคนทั้งหลายก็ขึ้นฝั่ง ไปให้ท่านทั้งสองรักษาโรคให้ด้วยการเป่า เมื่อท่านทั้งสองเป่ารักษาให้คนทั้งหลายก็หายจากโรคภัยไข้เจ็บในทันทีแล้วพา กันกลับลงเรือ ส่วนข้าพเจ้าเป็นคนสุดท้ายที่เข้าไปขอให้ท่านทั้งสองช่วยรักษา คุณตาคุณยายกลับบอกว่า “ข้าช่วยเอ็งไม่ได้” ได้ยินเพียงเท่านี้ข้าพเจ้าก็ร้องไห้อ้อนวอนขอให้ท่านทั้งสองช่วยด้วยเถิด และข้าพเจ้ายังตัดพ้อว่า คนอื่นเขามากันเต็มลำเรือ ท่านยังช่วยได้ทำไมเราคนเดียว ท่านไม่ช่วย

อ้อนวอนทั้งน้ำตาอยู่นานก็ไม่เป็นผล ข้าพเจ้าจึงเดินร้องไห้กลับมาเพื่อจะลงเรือ ทันทีนั้นก็ได้ยินเสียงท่านเรียกแล้วพูดว่า “เอาอย่างนี้ มีคนเดียวที่ช่วยได้” ข้าพเจ้ารีบถามว่าเป็นใคร ท่านก็บอกว่า “หลวงพ่อเกษม เขมโก ที่ลำปาง” ข้าพเจ้าจึงพูดว่าหลวงพ่อเกษม เขมโกท่านพบยาก ไปก็ลำบาก ไม่รู้จักใครที่จะพาไป ท่านบอกว่าให้ไปอยุธยาแล้วจะมีคนพาไป

เมื่อตื่นขึ้นมาข้าพเจ้าก็ รีบไปหาหลวงพ่อดู่ที่วัดสะแกทันที ตอนนั้นเป็นเวลาประมาณบ่าย ๓ โมงแล้วข้าพเจ้ากราบเรียนท่านให้ฟังถึงความฝัน ท่านก็เลยพานั่งสมาธิ กำหนดพาข้าพเจ้าไปกราบหลวงพ่อเกษม เขมโก ที่สุสานไตรลักษณ์แล้วนิมนต์หลวงพ่อเกษม เขมโกมาวัดสะแก

เป็นเรื่อง น่าอัศจรรย์ยิ่งนักที่ หลวงพ่อเกษม เขมโก ท่านมาให้เห็นเป็นกายเนื้อนั่งอยู่ด้านขวามือของหลวงพ่อดู่ แล้วข้าพเจ้าก็กราบเรียนท่าน หลวงพ่อเกษมท่านก็รักษาให้โดยการเป่า หลวงพ่อดู่ท่านยังเมตตาฝากข้าพเจ้ากับหลวงพ่อเกษมว่า วันข้างหน้าหากข้าพเจ้ามีอะไรติดขัดก็จะขอให้กราบเรียนหลวงพ่อเกษม เขมโก ซึ่งท่านก็พยักหน้ารับ ข้าพเจ้านึกรู้ทันทีว่าหลวงพ่อดู่จะต้องละสังขารก่อนหลวงพ่อเกษม แน่นอน

พอกลับ มาบ้านอาการที่เป็นอยู่ก็ไม่ทรุดโทรมแต่ค่อย ๆ ดีขึ้น ทว่าหลังจากที่หลวงพ่อดู่ท่านละสังขาร ข้าพเจ้างานยุ่งมากทำให้จิตไม่ค่อยมั่น ภาวนาบ้างไม่ภาวนาบ้าง แล้วก็เชื่อผู้อื่นที่หวังดีแนะนำไปหาหมอหลายหมอ จิตจึงไม่นิ่งนั่งสมาธิไม่ค่อยดี ร่างกายจึงเริ่มทรุดโทรมต้องเข้าโรงพยาบาลผ่าตัด เมื่อผ่าตัดเสร็จและฟื้นขึ้นมา ข้าพเจ้าได้เห็นวิญญาณของผู้ชายคนหนึ่งกลายเป็นไก่ตัวผู้ตัวใหญ่มากยืนอยู่ เห็นเหนียงที่คอยาวจนเกือบถึงพื้น เขาบอกว่าข้าพเจ้าเคยช่วยแม่จับขาเขาทำร้ายเขาถึงชีวิต ไปทำเขาไว้เขาโกรธก็เลยตามมาจะแก้แค้น รอโอกาสที่จะแก้แค้นข้าพเจ้ามานานจนกระทั่งตัวเขาแก่มากเหนียงยาวเกือบถึงพื้น

หลังจากผ่าตัด ๖ เดือนหมอก็ให้กลืนน้ำแร่ฆ่าเชื้อและป้องกันมะเร็งที่คอ ๗ วันวันแรกประมาณบ่าย ๓ โมง กลืนน้ำแร่หยดเล็ก ๆ พอบ่าย ๕ โมงคอเริ่มบวมแดงไปหมด กลืนน้ำลาย กลืนน้ำไม่ได้ ต้องนอนอยู่ในห้องสี่เหลี่ยม เตียงที่นอนล้อมรอบด้วยแผ่นตะกั่วกันรังสีอยู่คนเดียวห้ามเยี่ยม หมอและพยาบาลจะเข้ามาต้องใส่ชุดกันรังสี ข้าพเจ้าเกิดอาการแพ้มากจึงกดออดเรียกหมอ บอกหมอถึงอาการ แต่หมอก็ไม่เชื่อคงเพราะกรรมมาบังไว้ ตอนทุ่มครึ่งพยาบาลนำยานอนหลับมาให้ทานก็แอบเอาไว้ไม่ยอมทาน

ข้าพเจ้าสวด มนต์ไหว้พระ-รับศีลเพื่อเตรียมตัวตาย เพราะจำได้ว่าหลวงพ่อดู่ท่านสั่งแล้วสั่งอีกเป็นสิบ ๆ ครั้งก่อนที่ท่านจะละสังขารว่า.. “ก่อนตายสำคัญมากต้องมีสติภาวนารักษาศีล”

และ เนื่องจากข้าพเจ้าเคยอ่านหนังสือของหลวงพ่อฤาษีลิงดำท่านเขียนไว้ว่า ก่อนตายให้นึกถึงพระนิพพานและให้ภาวนาว่า “นิพพานัง ปรมัง สุขัง” ข้าพเจ้าจึงได้ทำตามแล้วก็นอนทำสมาธิภาวนาไปเรื่อย ๆ จิตก็ดี พอภาวนาไปได้พักหนึ่งจิตก็หวนคิดถึงลูกคนเล็กซึ่งมีอายุเพียงขวบกว่า ๆ เกิดความคิดว่าเมื่อตายแล้วหากไปนิพพานก็จะไม่ได้กลับมาเห็นลูกอีก เลยเปลี่ยนคำภาวนาเป็น พุทธัง สรณัง คัจฉามิ ธัมมัง สรณัง คัจฉามิ สังฆัง สรณัง คัจฉามิ จิตก็รวมดี

ไม่นานนัก ข้าพเจ้าก็เห็นตัวเองสวมชุดขาวออกเดินไปในทุ่งอันกว้างใหญ่ มีต้นข้าวเขียวขจีอ่อนพลิ้วไปตามกระแสลม ทันใดนั้น ข้าพเจ้าก็เห็นดวงสว่างปรากฏขึ้นและเห็นหลวงพ่อดู่ท่านมา จึงรีบตรงเข้าไปกราบท่าน ท่านก็พาไปยังกุฏิที่ท่านอยู่ ซึ่งหน้ากุฏิท่านนั้นมีลำธารเป็นแก้วใส และมีต้นโพธิ์ทองแก้วเป็นแก้วใส ๒ ต้นสูงประมาณ ๒ เมตรอยู่ด้านหน้ากุฏิ

ท่านนั่งห้อยขาอยู่บนกุฏิ ซึ่งเป็นทองสวยอร่ามมาก ข้าพเจ้าก็เข้าไปกราบท่านแล้วบอกว่าจะขออยู่กับท่านตลอดไปไม่กลับ

ท่านก็บอกว่า “อยู่ไม่ได้บุญยังไม่พอ”

ข้าพเจ้าร้องไห้ทวงสัญญาว่าหลวงพ่อเคยรับปากลูกว่าจะให้ลูกเกาะชายผ้าเหลือง ไปทุกภพทุกชาติลูกจะไม่ขอกลับไปแล้ว

ท่านจึงพูดว่า “เอาอย่างนี้ก็แล้วกันลงไปทำความดีอีก ๑๐ ปี…แล้วค่อยว่ากันใหม่”

ก็เลยตกใจตื่นขึ้นมา ดูนาฬิกาเป็นเวลาเกือบตี ๔ และเป็นที่น่าอัศจรรย์ยิ่งนัก เพราะอาการที่ป่วยอยู่ทุกอย่างได้เริ่มหายเป็นปกติ ข้าพเจ้าอยู่โรงพยาบาลครบ ๗ วัน ก็ได้กลับบ้าน และหายจากโรคร้ายอย่างเด็ดขาดไม่มีอาการเจ็บป่วยอีกเลย

ข้าพเจ้าได้แต่กราบแทบเท้าหลวงพ่อทั้งสองเพื่อขอบพระคุณ ที่ท่านมีเมตตาอนุเคราะห์ ให้ความช่วยเหลือข้าพเจ้าและครอบครัวในทุก ๆ เรื่องตลอดมา กระทั่งทุกวันนี้…”

หลวงปู่เกษม พระอริยเจ้าที่หลวงปู่ดู่ให้ความเคารพมาก กล่าวกับลูกศิษย์ว่า “อยากฟังธรรมะ ให้ไปหาท่านพุทธทาส อยากไหว้พระปฏิบัติดี ให้ไปไหว้หลวงพ่อดู่ วัดสะแก”

ที่มา: https://www.facebook.com/photo.php?f...type=&theater

โพสต์โดย Gentoo เมื่อวันที่ ๑๑-๑๐-๒๐๑๒ อยู่ในกระทู้หน้าที่ ๓๓๖ #๖๗๑๘

เรื่องเก่ามาเล่าใหม่ครับ

มีลูกศิษย์หลวงปู่ดู่วัดสะแกกับเพื่อนต้องการไปไหว้หลวงปู่เกษม ที่จังหวัดลำปาง หลวงปู่ดู่บอกว่าให้ไปจริงๆ อย่าไปลอง ไปขอพรท่าน ท่านเป็นอรหันต์ พอไปถึงลำปางลูกศิษย์ของหลวงปู่ดู่กับเพื่อนๆ รวม ๔ คนได้เข้าไปไหว้หลวงปู่พร้อมกับคนอื่นๆ ประมาณ ๓๐ กว่าคน เป็นสิ่งที่อัศจรรย์ใจนักที่หลวงปู่เกษมถามขึ้นมาว่า สี่คนนี้มาจากไหน แล้วท่านก็มองหน้าศิษย์หลวงปู่ดู่ ศิษย์หลวงปู่ดู่บอกว่ามาจากอยุธยา หลวงปู่เกษมจึงพูดขึ้นว่า พวกที่มาจากอยุธยา ให้เข้ามาข้างในไหว้พระ นอกนั้นหมดธุระกลับกันไป เป็นไปได้อย่างไรที่หลวงปู่เกษมรู้ว่ามากันสี่คน ขนาดนั่งห่างๆ กันเมื่อได้เข้าไปแล้ว วันนั้นหลวงปู่เกษมคุยเสียงดังมาก ท่านบอกว่า พวกอยุธยามากัน ๔ คน ให้ขนมปังคนละ ๙ อัน ตะกรุดก้านธูปคนละ ๑ ดอก

ปรากฏว่าเลขท้ายรางวัลที่หนึ่งงวดนั้นออก ๑๔๙ จะเห็นได้ว่าหลวงปู่เกษมมีญาณในอนาคต คือ อนาคตังสญาณ รู้ว่าอะไรจะเกิดขึ้น เพราะแม้แต่กิเลสที่เป็นเสี้ยนหนามหัวใจ ที่ร้ายยิ่งกว่าเสือท่านยังกำจัดได้ แล้วอะไรเล่าจะปิดบังท่านได้ หลวงพ่อท่านเมตตา ต้องการโปรดให้ทราบว่าของสิ่งนั้นมีจริง ไม่เหลือวิสัยของพระอรหันต์จะรอบรู้

หลวงปู่ดู่บอกว่าพอศิษย์มาหา หลวงพ่อนึกในใจว่า จะมีศิษย์จากอยุธยาต้องการไปนมัสการหลวงปู่เกษม ขอให้ท่านช่วยรับรองด้วย ข้าก็นึกๆ เอาเท่านั้นแหละ สิ่งเหล่านี้แสดงถึงโทรจิต ที่ท่านปฏิบัติถึงจุดแล้ว สามารถกระทำได้

โพสต์โดย sylvenus เมื่อวันที่ ๒๗-๑๐-๒๐๑๒ อยู่ในกระทู้หน้าที่ ๓๔๘ #๖๙๕๕Z

น้ำมนต์สองพระอริยสงฆ์

โดย พี่สิทธิ์

ประมาณปี พ.ศ. ๒๕๓๑ หลวงปู่ดู่ ได้ให้ เฮียอู๋ (โยมอุปัฎฐากหลวงปู่) นำพระที่ได้รับจากการที่มีผู้นำมาถวายสังฆทานเป็นจำนวนมากไปถวาย หลวงพ่อเกษม เขมโก ที่สุสานไตรลักษณ์ จ.ลำปาง ในครั้งนั้นท่านได้ให้เฮียอู๋นำน้ำมนต์ประมาณ ๒๐ แกลลอนไปด้วย เฮียอู๋ได้จัดพระบูชาและน้ำมนต์ตามที่หลวงปู่ดู่สั่งโดยไม่ทันได้กราบเรียน ถามถึงเรื่องน้ำมนต์ว่าจะต้องทำอย่างไร

เฮียอู๋และภรรยา ได้ขับรถไปลำปางในวันรุ่งขึ้น เมื่อไปถึงสุสานไตรลักษณ์ประมาณบ่าย ๒ โมง ขับรถยนต์เข้าทางด้านหน้ากุฏิ พอดับเครื่องยนต์เสร็จก็เปิดท้ายรถยนต์เตรียมที่จะนำพระบูชาทยอยออกจากท้าย รถยนต์ แต่ยังไม่ได้ทันยกพระสักองค์ โยมอุปัฏฐากของ หลวงพ่อเกษม เขมโก ก็วิ่งลงมาจากกุฏิท่านแล้วบอกว่า 'หลวงพ่อท่านต้องการน้ำมนต์'

เฮียอู๋จึงนำน้ำมนต์ให้โยมอุปัฏฐากของ หลวงพ่อเกษม เขมโก ไปด้วยความอัศจรรย์ใจเป็นอย่างยิ่ง เพราะว่าเฮียอู๋ลงจากรถ เปิดท้ายรถยนต์ ยังไม่ได้ทำอะไรเลย ยังไม่ได้กราบเรียนท่านแล้วหลวงพ่อเกษม เขมโก ท่านรู้ได้อย่างไรว่าเฮียอู๋นำน้ำมนต์มาด้วย !? แล้วยิ่งอัศจรรย์ใจมากยิ่งขึ้นเมื่อโยมอุปัฏฐาก หลวงพ่อเกษม นำน้ำมนต์คืนมาให้ แล้วเล่าว่า...

"หลวงพ่อเกษมท่านได้ใช้ปากจ่อปากแกลลอนแล้วเป่าลงไปในน้ำมนต์ แล้วสั่งให้นำน้ำมนต์มาคืนกลับวัดสะแก"

เมื่อเฮียอู๋กลับมาวัดสะแกก็ได้กราบเรียนหลวงปู่ดู่เรื่องน้ำมนต์ หลวงปู่ดู่ท่านก็ยิ้มแล้วบอกว่า

“ข้าได้อธิษฐานจิตบอกหลวงพ่อเกษมไว้เรียบร้อยแล้ว ตั้งแต่ก่อนแกจะไปลำปาง”

ที่มีผู้กล่าวว่าหลวงปู่ดู่และ หลวงพ่อเกษม ท่านถึงกันตลอดเวลาคงไม่ใช่เป็นสิ่งที่กล่าวเกินเลยและเป็นสิ่งที่พวกเราได้ รับสิ่งที่วิเศษสุดที่หลวงพ่อดู่และหลวงพ่อเกษมท่านเมตตาอธิษฐานจิตทำ น้ำมนต์ไว้ให้พวกเราได้ดื่มกันทุกวันนี้ (ผสมเป็นหัวเชื้อไว้ที่วัดสะแก) พูดได้ว่าเป็น น้ำมนต์สองพระอริยสงฆ์