#echo banner="" ประวัติ หลวงปู่ดูลย์ อตุโล โดย พระราชวรคุณ (สมศักดิ์ ปณฺฑิโต)

คลิกเมาส์ที่ใดก็ได้ในเฟรมนี้เพื่อเรียกเมนูด่วน

พระราชวุฒาจารย์ (หลวงปู่ดูลย์ อตุโล)

วัดบูรพาราม อำเภอเมือง จังหวัดสุรินทร์

ต้นฉบับโดย พระราชวรคุณ (สมศักดิ์ ปณฺฑิโต)

เรียบเรียงโดย รศ. ดร. ปฐม - รศ.ภัทรา นิคมานนท์

ครงการหนังสือบูรพาจารย์อีสานใต้ เล่ม ๑

หน้าที่         

 

๑๑๓. ไม่มีก็ลำบาก มีมากก็ยุ่ง

รรดาผู้ที่ไปเยี่ยมหลวงปู่เป็นจำนวนมากนั้น ไม่มีผู้ใดไปมือเปล่า ต่างนำภัตตาหารและของขบฉันอื่นๆ ไปด้วย ตลอดถึงเครื่องสักการบูชา เช่น ดอกไม้ ธูปเทียน เป็นต้น

โดยเฉพาะอาหาร ที่ต้องฉันประจำวันในเวลาที่จำกัด พอมีมากเกินไป ก็เกิดปัญหาเรื่องภาชนะ ทั้งพระที่ฉันก็มีน้อยรูป ทั้งปัญหาในการรักษาความสะอาดก็ติดตามมา ดังนั้นจึงต้องนำของกินของใช้ ไปแจกจ่ายทำบุญต่อ ตามห้องคนไข้อนาถาหลายต่อหลายครั้ง

ต่อมา เมื่ออาการของหลวงปู่ค่อยหายวันหายคืน ทุกคนก็ค่อยสบายใจในความปลอดภัยของหลวงปู่ในครั้งนี้

แต่หมอก็ยังไม่อนุญาตให้ออกจากโรงพยาบาล ต้องอยู่รักษาต่อไปอีก

ผู้คนที่ไปเยี่ยมก็มากขึ้นทุกที บรรดาท่านที่ไปเยี่ยมหลวงปู่นั้นไม่สามารถคณนาได้ว่า มีท่านผู้ใดบ้าง แต่สำหรับพระเถระผู้ใหญ่นั้นมีดังนี้

สมเด็จพระญาณสังวร วัดบวรนิเวศวิหาร

สมเด็จพระธีรญาณมุนี วัดจักรวรรดิราชาวาส

พระธรรมวโรดม วัตปทุมคงคาราม

พระธรรมบัณฑิต วัดสัมพันธวงศาวาส

พระพรหมมุนี วัดนรนาถสุนทริการาม

พระเทพโสภณ วัดไทยลอสแอนเจลีส สหรัฐอเมริกา

พระอาจารย์หนู สุจิตฺโต วัดดอยแม่ปั๋ง เชียงใหม่

พระอาจารย์ยันตระ พระธรรมจาริกทั่วไป

หลวงปู่สาม อกิญฺจโน วัดป่าไตรวิเวก สุรินทร์

พระอาจารย์สุวัจ สุวโจ วัดถ้ำศรีแก้ว สกลนคร

ภิกษุสามเณรและชีวัดสังฆทาน นนทบุรี ไปเยี่ยมเป็นกลุ่มๆ

นอกจากนี้ มีพระเถระและภิกษุสามเณรอื่นๆ อีกมากมาย ซึ่งมิอาจระบุได้หมดที่ไปนมัสการเยี่ยม แล้วยังไปช่วยผลัดเปลี่ยนรักษาพยาบาลหลวงปู่ ตลอดระยะเวลาที่อยู่ในโรงพยาบาลอีกด้วย โดยเฉพาะ แพทย์หญิง หม่อมเจ้าพันธุ์วโรภาส เศวตรุณทร์ ทรงเป็นแขกพิเศษที่เสด็จมาเยี่ยมกราบหลวงปู่ และสนทนาเสมอๆ พร้อมกับคณะแพทย์และพยาบาลจุฬาลงกรณ์

๑๒ มีนาคม ๒๕๒๖ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ เสด็จมาเยี่ยมหลวงปู่

๑๑๔. เสด็จเยี่ยมเป็นการส่วนพระองค์

เมื่อวันที่ ๔ มีนาคม ๒๕๒๖ เวลา ๑๙.๔๕ น. สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ เสด็จเยี่ยมหลวงปู่ ทรงสนพระทัยไต่ถามอาการของหลวงปู่ด้วยพระปริวิตก เกรงว่าหลวงปู่จะไม่ปลอดภัยในครั้งนี้

เมื่อทรงทราบว่าหลวงปู่มีอาการดีขึ้นมากแล้ว ก็ทรงคลายความเป็นห่วง ทรงสนทนากับหลวงปู่พอสมควรแก่เวลา ทรงถวายจตุปัจจัยไทยทานแก่หลวงปู่ และพระภิกษุสามเณร ตลอดจนศิษย์ที่อยู่รักษาพยาบาลโดยทั่วหน้ากัน

แล้วจึงเสด็จกลับ เมื่อเวลา ๒๐.๓๐ น. รวมเวลาเสด็จเยี่ยมทั้งหมด ๔๕ นาที

วันที่ ๑๒ มีนาคม ๒๕๒๖ เวลา ๑๘.๑๙ น. พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว พร้อมด้วยสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ เสด็จมาเยี่ยมหลวงปู่ ทำให้ผู้รักษาพยาบาลหลวงปู่ต้องตกตะลึงเป็นอันมาก เนื่องจากไม่มีผู้ใดได้ทราบมาก่อนว่าพระองค์ท่านจะเสด็จ ทราบก็ต่อเมื่อพระองค์ท่านเสด็จมาถึงห้องหลวงปู่แล้ว

แต่หลวงปู่ท่านนั่งเตรียมพร้อมอยู่แล้ว

หลวงปู่ฉันน้ำปานะพระราชทาน

ในระหว่างที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงสนทนากับหลวงปู่นั้น สมเด็จพระบรมราชินีนาถทรงจัดดอกไม้ หน้าโต๊ะหมู่บูชา ด้วยพระองค์เอง และทรงปรุงน้ำปานะจากส้มเขียวหวาน ด้วยฝีพระหัตถ์ แล้วน้อมเกล้าถวายในหลวง เพื่อทรงถวายหลวงปู่

หลวงปู่ฉันน้ำปานะพระราชทานโดยใช้หลอดดูด พระครูนันทปัญญาภรณ์กราบเรียนหลวงปู่ว่า “ในหลวงถวายแล้ว หลวงปู่ต้องฉันให้หมด”

หลวงปู่ตอบว่า “ไม่หมดหรอก”

ในหลวงทรงแย้มพระโอษฐ์ แล้วทรงสนทนาธรรมกับหลวงปู่ต่อไป โดยหลวงปู่ได้แสดงถวายถึงการเข้าฌาน เข้าสู่ปรินิพพานขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า

ในระหว่างนั้น คณะแพทย์ผู้ให้การรักษา ได้เปิดโอกาสให้หลวงปู่พิจารณาตามอัธยาศัยว่า จะกลับไปรักษาพยาบาลที่วัดก็ได้ ท่านพระครูนันทฯ กำหนดว่าจะรับหลวงปู่กลับวัดในวันที่ ๒๒ มีนาคม จึงถือโอกาสถวายพระพรพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวให้ทรงทราบ

สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ

ทรงจัดดอกไม้บูชาพระ

ระองค์ทรงยินดี และตรัสว่า "ถ้าหลวงปู่ได้กลับไปก็คงทำประโยชน์ได้มาก” แล้วทรงปรารภถึงการเดินทางว่า การไปสุรินทร์ทางไหนจึงจะสะดวก ที่สุรินทร์มีสนามบินไหม ถ้าไปรถยนต์หรือรถไฟใช้เวลากี่ชั่วโมง

ท่านพระครูนันท์ฯ ถวายพระพรว่า ถ้าไปรถยนต์ใช้เวลา ๖ -๗ ชั่วโมง รถไฟ ๘ ชั่วโมง สำหรับสนามบินนั้น เนื่องจากไม่มีการบินพาณิชย์ จึงยังไม่มีสนามบินคอนกรีต เวลาลงคงจะระวังได้ยาก จึงถวายพระพรขอพาหนะรถยนต์ซึ่งจะสะดวกกว่า

พระองค์ทรงเห็นชอบด้วย ตรัสว่า จะพระราชทานยานพาหะรถยนต์ของพระราชสำนัก พร้อมรถพยาบาล และให้มีตำรวจทางหลวงนำทาง

หลังจากนั้ ทรงถวายจตุปัจจัยแก่หลวงปู่และภิกษุสามเณร ตลอดจนศิษย์อยู่พยาบาล หลวงปู่อนุโมทนาถวายพระพร

ก่อนเสด็จกลับ ทั้งสองพระองค์ทรงถวายพรหลวงปู่เหมือนกับครั้งก่อนว่า "ขอให้หลวงปู่ดำรงขันธ์อยู่มากกว่าหนึ่งร้อยปี"

ทรงถวายจตุปัจจัยแก่ภิกษุสามเณร

หลวงปู่ก็ตอบเหมือนครั้งก่อนว่า "แล้วแต่สังขารเขาจะเป็นไปเองของเขาหรอก"

เมื่อเสด็จออกจากห้องหลวงปู่นั้น ศิษย์หลวงปู่จำนวนมากเฝ้ารอส่งเสด็จอยู่ ทั้งสองพระองค์ให้โอกาสเข้าเฝ้าได้โดยใกล้ชิดทั่วกัน

รวมเวลาเสด็จครั้งนี้ ๑ ชั่วโมง ๕ นาที

วันที่ ๑๕ มีนาคม ๒๕๒๖ เวลา ๑๗ นาฬิกาเศษ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ ได้เสด็จมาเยี่ยมหลวงปู่ด้วยเวลาอันสั้น เมื่อทรงทราบว่าหลวงปู่มีพลานามัยดีขึ้น ก็ทรงดีพระทัย และทรงชมว่าหลวงปู่แข็งแรงดี แล้วก็เสด็จกลับไปแวะเยี่ยมอาการป่วยของศาสตราจารย์ท่านหนึ่งที่อยู่ห้องถัดไป

การที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ และสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ ทรงมีพระมหากรุณาธิคุณสงเคราะห์หลวงปู่ครั้งนี้ นำความปลาบปลื้มยินดีแก่บรรดาสานุศิษย์ และท่านที่เคารพนับถือต่อหลวงปู่เป็นล้นพ้นสุดที่จะพรรณนา

สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ทรงจัดดอกบัวถวายพระ วันที่ ๑๒ มีนาคม ๒๕๒๖

๑๑๕. กำหนดออกจากโรงพยาบาล

ครั้นมีกำหนดการเป็นที่แน่นอนแล้วว่า จะเดินทางกลับในวันที่  ๒๒ มีนาคม ๒๕๒๖ จึงได้ชักชวนสาธุชนทั้งหลาย จัดทำบุญเพื่ออุทิศส่วนกุศลแด่บรรพบุรุษ และท่านผู้มีส่วนก่อสร้างโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ ตลอดถึงทุกท่านที่ล่วงลับดับชีวิดในการรักษาพยาบาลที่นี่ และสรรพสัตว์ทั้งหลายไม่มีประมาณ

การทำบุญได้จัดในตอนเช้าวันที่ ๒๐ มีนาคม มีการถวายภัตตาหารแด่พระสงฆ์จำนวน ๑๐ รูป มีผู้มาร่วมทำบุญกันอย่างล้นหลาม

ผู้เขียนทั้งรู้สึกยินดี ทั้งเกรงใจเจ้าหน้าที่โรงพยาบาลเป็นอย่างมาก เพราะเป็นเหตุทำให้สถานที่นั้น พลุกพล่านด้วยผู้คนมากมาย แต่ได้รับความร่วมมือจากบรรดาเจ้าหน้าที่อย่างดียิ่ง

อนึ่ง จตุปัจจัยที่ท่านผู้มีจิตศรัทธาถวายตลอดเวลาที่หลวงปู่อยู่ที่โรงพยาบาลนั้น ได้รวบรวมส่วนที่เหลือจากการใช้จ่าย แล้วนำไปบริจาคบำรุงโรงพยาบาลเป็นเงิน ๕๐,๐๐๐ บาท (ห้าหมื่นบาทถ้วน)

ยังมีผู้มีเกียรติและสาธุชนหลายท่าน นอกจากจะได้ไปกราบนมัสการเป็นครั้งคราวแล้ว ยังได้สละกำลังกาย กำลังทรัพย์ และเวลา ไปอยู่เฝ้ารักษาพยาบาลหลวงปู่ด้วย ตลอดเวลาที่หลวงปู่พักรักษาตัวอยู่ที่โรงพยาบาล

ได้ช่วยถวายภัตตาหาร ตลอดจนสิ่งจำเป็นและอำนวยความสะดวกต่างๆ รวมทั้งช่วยอุปัฏฐากรับใช้ทั้งหลวงปู่ ทั้งพระสงฆ์ที่มาอยู่เฝ้าพยาบาล

นับว่าท่านเหล่านั้นได้มีกุศลเจตนาอันสูงส่ง จนใจที่มิอาจระบุพระนามและนามของท่านทั้งหลายให้ปรากฏ ณ ที่นี้ได้ จึงขอจารึกไว้ในความทรงจำ

บุญอันใดที่ท่านทั้งหลายได้มีกุศลจิตทำไปแล้วอย่างไร ขอผลแห่งบุญนั้นจงสำเร็จแห่งคุณงามความดีของท่านเถิด และขออนุโมทนาบุญกุศลโดยทั่วกัน

 

คณะศรัทธามาส่งหลวงปู่เพื่อกลับวัด

๑๑๖. เดินทางกลับวัด

วันที่ ๒๒ มีนาคม ๒๕๒๖ เวลา ๐๘.๑๘ น.หลวงปู่ก็ได้อำลาคณะแพทย์พยาบาล และเจ้าหน้าที่ผู้ถวายการรักษา แล้วออกจากโรงพยาบาล เพื่อเดินทางกลับไปยังวัดบูรพาราม อำเภอเมือง จังหวัดสุรินทร์

คณะแพทย์ พยาบาล เจ้าหน้าที่ ตลอดจนท่านผู้มีเกียรติ ศิษยานุศิษย์และท่านที่เคารพนับถือทั่วไป ได้พร้อมเพรียงกัน มาส่งหลวงปู่ที่หน้าโรงพยาบาล กันอย่างล้นหลาม

พณฯ ดร.เชาว์ ณ ศีลวันต์ องคมนตรี เป็นผู้แทนพระองค์มาส่งหลวงปู่ และกราบเรียนหลวงปู่ว่า

“หลวงปู่ จะมีถ้อยคำอะไรถึงในหลวง กระผมจะนำไปกราบทูลถวายในหลวงให้ทรงทราบ”

หลวงปู่ตอบว่า “ขอบคุณมาก”

ขบวนรถจากพระราชสำนัก รถโรงพยาบาล และรถส่วนตัวของลูกศิษย์ลูกหา และท่านที่เคารพศรัทธาในหลวงปู่ ได้ติดตามส่ง เรียงรายเป็นแถวยาวเหยียด โดยมีรถตำรวจทางหลวงนำหน้า และปิดท้ายขบวนไปตลอดทาง

างท่านได้มาส่ง ถึงกับหลั่งน้ำตารำพันว่า

“ไม่อยากให้หลวงปู่หายเร็วๆ เลยอยากให้อยู่โรงพยาบาลนานๆ จะได้มาทำบุญถวายทานเป็นประจำ”

ตลอดการเดินทางหลวงปู่อยู่ในอิริยาบถนอน สงบเงียบราวกับหลับสนิท พอมีใครกระซิบถามว่า หลวงปู่รู้ไหมว่าขณะนี้ถึงไหนแล้ว หลวงปู่ก็ตอบได้ถูกต้องว่าถึงที่นั่นๆ แล้ว โดยไม่ต้องลืมตาขึ้นดู

ขบวนรถมาส่งหลวงปู่ เดินทางถึงวัดบูรพาราม เวลาประมาณ ๑๕.๐๐ น. ได้มีลูกศิษย์ลูกหาและญาติโยมพุทธบริษัทมารอรับหลวงปู่อย่างมากมาย

เป็นอันว่า การที่ได้ตัดสินใจ นำหลวงปู่เข้าพักรักษาตัวที่โรงพยาบาลในกรุงเทพฯ ครั้งนี้ก็ประสบผลสำเร็จ เป็นที่น่าปลื้มใจจากทุกฝ่าย กล่าวคือ หลวงปู่ท่านหายจากอาพาธหนัก ยังมีอาการอยู่บ้าง ก็เป็นโรคของคนวัยชรา ซึ่งถือเป็นเรื่องธรรมดาสำหรับบุคคลที่มีอายุวัยล่วงมาถึง ๙๕ ปีเหมือนกับหลวงปู่

ในโอกาสนี้ คณะสงฆ์นำโดยพระเถรานุเถระ ตลอดจนญาติโยมพุทธบริษัทชาวจังหวัดสุรินทร์ ได้ร่วมกันทำบุญประกอบพิธีเจริญพระพุทธมนต์ ถวายกุศลเพื่อแสดงกตเวทิตาคุณแก่หลวงปู่

อนเช้าร่วมกันทำบุญตักบาตร ถวายกุศลแด่หลวงปู่ เพื่อจะได้เจริญด้วยอายุ วรรณะ สุขะ พละ เพื่ออยู่เป็นร่มโพธิ์ร่มไทรของลูกหลานไปอีกนานเท่านาน

ทุกคนต่างรู้สึกปลื้มปีติที่หลวงปู่หายจากการอาพาธ และกลับมาอยู่ที่วัดบูรพาราม เพื่อเป็นศูนย์รวมแห่งความศรัทธาในทางพุทธศาสนาของเหล่าสานุศิษย์อีกต่อไป

๑๑๗. งดกิจนิมนต์นอกวัด

ตลอดเวลาที่หลวงปู่พักฟี้นอยู่ที่วัดบูรพาราม เป็นเวลา ๘ เดือนกว่า แม้จะอยู่ในลักษณะโดยนิยมว่าหายจากอาพาธแล้ว แต่ท่านก็ยังมิได้หายโดยเด็ดขาดเลย

ดังนั้น จึงต้องจัดให้มีการกำหนดว่า “งดรับกิจนิมนต์นอกวัด” และจำกัดเวลาในการต้อนรับแขกไว้อย่างเป็นระเบียบ

แต่โดยเหตุที่อุปนิสัยของหลวงปู่นั้น ต่างจากคนสูงอายุทั่วไป ที่ไม่ชอบนอนจับเจ่าอยู่กับที่ ถ้าแข็งแรงพอลุกขึ้นไปไหนมาไหนได้ ท่านก็จะออกเดินไปตามจุดต่างๆ ในบริเวณวัด หยุดยืนบ้าง นั่งบ้าง ตามที่ท่านเห็นว่าสมควร เป็นการพักผ่อน เปลี่ยนอิริยาบถไปในตัว ด้วยเหตุนี้จึงยากที่จะจำกัดเวลารับแขก ให้แน่นอนชัดเจนลงไปได้ เพราะใครเห็นหลวงปู่ ก็อยากจะเข้าไปกราบ ไปไหว้ ด้วยกันทั้งนั้น สุดที่ใครจะห้ามใครได้ และหลวงปู่ก็มีใจเมตตาอยู่แล้ว

การรักษาพยาบาลในระยะนี้ไม่มีอะไรเป็นพิเศษ นอกจากถวายยาฉันตามที่โรงพยาบาลจัดไว้ให้ และรายงานอาการให้แพทย์ประจำตัวทราบโดยสม่ำเสมอ

ในส่วนตัวของหลวงปู่นั้น ตามปกติไม่เคยทำความลำบากใจให้ใครอยู่แล้ว ท่านวางตนเป็นผู้สุขสบายทุกกรณี จึงทำให้ศิษยานุศิษย์และบุคคลทั่วไปเห็นว่า ท่านมีสุขภาพอนามัยแข็งแรงดีเป็นปกติ

โดยแท้จริงแล้ว ผู้เขียน (พระราชวรคุณ) ในฐานะที่อยู่อุปัฏฐากใกล้ชิด เห็นว่าหลวงปู่ไม่ได้หายจากอาพาธโดยสิ้นเชิงเลย แต่ที่ท่านอยู่อย่างมีปกติสภาพนั้น ก็ด้วยอำนาจแห่งขันติธรรม และด้วยบุญบารมีส่วนตัวของท่าน ตลอดจนด้วยคุณธรรมอันเกิดจากสมาธิภาวนา ที่ท่านฝึกฝนอบรมมานานต่างหาก คุณธรรมเหล่านี้ ที่ช่วยให้ท่านดำรงขันธ์สืบต่อมาได้อีกหนึ่งปี หลังจากออกจากโรงพยาบาลในครั้งนั้น

จะมีใครตั้งข้อสังเกตบ้างไหมว่า ในช่วงระยะหลังนี้หลวงปู่ ใช้เวลาให้หมดไป ด้วยการกล่าวธรรม ท่านจะเทศน์หรืออธิบายธรรมแก่ภิกษุสามเ้ณร และท่านที่มากราบนมัสการท่าน

ส่วนมากเป็นข้อธรรมที่เป็นข้อปฏิบัติภายใน ไม่เคยปรารภถึงงานก่อสร้าง หรือการคณะสงฆ์อีกเลย

บางครั้งก็เรียกศิษย์ฝ่ายกัมมัฏฐานมาสนทนาธรรม และชี้แจงข้อปฏิบัติ ซึ่งผู้เขียนเอง (พระครูนันทปัญญาภรณ์ หรือ พระราชวรคุณในปัจจุบัน) ก็พยายามใช้เวลาอยู่กับหลวงปู่ให้มากที่สุด

๑๑๘. ข่าวมรณภาพของหลวงปู่ขาว

ในเดือนพฤษภาคม ๒๕๒๖ ได้ข่าวการมรณภาพของหลวงปู่ขาว อนาลโย แห่งสำนักวัดถ้ำกองเพล อำเภอหนองบัวลำภู จังหวัดอุดรธานี

ลูกศิษย์จึงไปกราบเรียนให้หลวงปู่ทราบ ขณะนั้นเวลา ๑ ทุ่มเศษๆ หลวงปู่นั่งบนเก้าอี้เอนในห้องพัก ครั้นทราบข่าวหลวงปู่ขาวมรณภาพแล้ว หลวงปู่ก็ปรารภว่า

“เออ! ท่านขาวก็หมดภาระการแบกสังขารไปเสียที”

แล้วท่านก็พูดต่อว่า

“พบกันเมื่อ ๓ – ๔ ปีที่ผ่านมา เห็นลำบากสังขารเพราะต้องให้คนอื่นช่วยอยู่เสมอ เรื่องวิบากของสังขารนั้น แม้จะเป็นพระอริยเจ้าชั้นไหนก็ตาม ก็ต้องต่อสู้กับมัน จนกว่าจะขาดจากกันได้ ไม่เกี่ยวข้องกันอีก”

ท่านเจ้าคุณพระราชวรคุณถามว่า

“ผมเห็นหลวงปู่เมื่อเริ่มอาพาธใหม่ๆ มีอาการกระสับกระส่ายพลิกไปพลิกมา ผู้มีสมาธิแก่กล้าอย่างหลวงปู่จะพ้นภาระอย่างนี้ไปไม่ได้หรือครับ”

หลวงปู่ตอบว่า

“เมื่อให้จิตอยู่กับเวทนา สังขารร่างกายมันก็รับรู้เรื่องของเวทนาอยู่ แค่เมื่อทำจิตให้พ้นเวทนาไปแล้ว อาการเหล่านี้ก็ไม่ปรากฏ แต่ตามปกติสภาพของจิตแล้ว มันก็ยังอยู่กับสิ่งเหล่านี้เอง แตกต่างจากจิตที่ฝึกดีแล้ว เมื่อสิ่งเหล่านี้เกิดขึ้น ย่อมละและระงับได้เร็ว ไม่กังวลไม่ยึดถือ หมดภาระเกี่ยวข้องกับสิ่งเหล่านั้น มันก็แค่นั้นเอง”

ข้อที่น่าสังเกตอีกอย่างหนึ่ง เกี่ยวกับสุขภาพของหลวงปู่ในระหว่างนี้ คือ เรื่องอาหารการฉัน ก็ฉันได้ตามปกติ น้ำหนักตัวก็ทรงอยู่ไม่ขึ้นไม่ลง และที่น่าแปลกใจอีกประการหนึ่งก็คือ ราศีผิวพรรณของท่านสดใสเปล่งปลั่งกว่าปกติ ญาติโยมบางคน ชอบมานั่งพิจารณาดูหลวงปู่เป็นเวลานานๆ ทุกคนชอบทำนายหลวงปู่ว่า ท่านมีอายุเกินร้อยปีอย่างแน่นอน

สิ่งที่ผิดสังเกตก็คือ เท้าทั้งสองของท่านบวมขึ้นเป็นบางครั้ง เมื่อปรึกษาหมอ หมอบอกว่าเกิดจากการให้ยาเกี่ยวกับปอด ประกอบกับหลวงปู่นั่งห้อยเท้าเป็นเวลานานๆ จึงทำให้เท้าท่านบวมเป็นครั้งคราว

พอปรึกษาหลวงปู่ ท่านก็บอกว่า "นี่เป็นสัญญาั้ณอันตรายของคนมีีอายุมากแล้ว" ซึ่งผู้เขียนก็มิได้ใส่ใจมาก ด้วยคิดว่าท่านพูดปรารภธรรมตามธรรมดา

จำได้ว่าหลวงปู่เคยพูดถึง ๒ ครั้งว่า “เราไม่มีวิบากทางสังขาร” แต่ไม่เคยนำมาคิดหาเหตุผลว่าท่านหมายถึงอะไร

 

ญาติโยมไปงานพระราชทานเพลิงศพหลวงปู่ขาว อนาลโย

วัดถ้ำกลองเพล จังหวัดหนองบัวลำภู

๑๑๙. กำหนดงานฉลองอายุ ๘ รอบ

หลวงปู่ยังคงดำรงอยู่ในปกติสภาพเช่นนี้มา จนถึงเดือนตุลาคม ๒๕๒๖ ซึ่งเป็นเดือนที่หลวงปู่ได้ดำรงขันธ์มาถึง ๘ รอบ มีอายุ ๙๔ ปีบริบูรณ์ นับเป็นโอกาสที่หายากอย่างยิ่ง ที่จะมีคนอายุยืนยาวถึงขนาดนี้

ทางคณะศิษย์จึงตกลงกัน จะจัดงานฉลองให้แก่หลวงปู่เป็นกรณีพิเศษ ด้วยถือเป็นอภิลักขิตกาล ประกอบกับการที่หลวงปู่ได้หายจากการอาพาธ อันเป็นเรื่องที่นำความปลาบปลื้มยินดีมาสู่เหล่าสานุศิษย์และผู้มีจิตศรัทธา

ทุกฝ่ายจึงพร้อมใจกัน คิดที่จะจัดงานให้เป็นพิเศษกว่าทุกครั้งที่ผ่านมา โดยได้อาราธนาพระเถระ ทั้งฝ่ายคามวาสี และอรัญวาสี ตลอดจนสานุศิษย์ ทุกสารทิศได้มาร่วมงานถวายมุทิตาจิตแก่หลวงปู่ และที่สำคัญคือทางคณะศิษย์จะจัดให้มีพิธีพุทธาภิเษกเหรียญรุ่นพิเศษในโอกาสนี้ด้วย

การเตรียมงาน และการประชาสัมพันธ์ดำเนินไปอย่างแข็งขัน สานุศิษย์และผู้ศรัทธาหลวงปู่ที่อยู่ในจังหวัดต่างๆ โดยเฉพาะในกรุงเทพฯ ได้มีหลายคณะหลายกลุ่ม แสดงความจำนงมาทางวัด บางกลุ่มจะจัดโรงครัวทาน ถวายบางกลุ่มจะนำผ้าป่ามาทอด แต่ละกลุ่มแสดงเจตนาจัดงานบุญกุศลในครั้งนี้ ด้วยกิจกรรมที่แตกต่างกัน จึงหวังได้ว่า จะเป็นงานฉลองอายุครั้งยิ่งใหญ่ที่สุดในชีวิตของหลวงปู่

กำหนดงานจะเป็นวันที่ ๒๙ – ๓๑ ตุลาคม ๒๕๒๖ ต่างฝ่ายต่างก็ตั้งใจรองานนี้ ด้วยโอกาสที่จะได้ร่วมงานบุญครั้งใหญ่ เหมือนที่เคยจัดมาเป็นประจำปีตั้งแต่ปี พ.ศ. ๒๕๒๐ เป็นต้นมา

ทางฝ่ายหลวงปู่ ท่านรับทราบการจัดงาน ด้วยอาการสงบเฉยตามปกติ ท่านไม่แสดงอาการคัดค้าน หรือสนับสนุนแต่อย่างใด เพราะเป็นเรื่องที่ลูกศิษย์ลูกหาประสงค์จะจัดขึ้น ด้วยเจตนาอันดี โดยปรารภเหตุครบรอบวันเกิดของหลวงปู่ เป็นโอกาสร่วมชุมนุมเพื่อทำบุญในครั้งนี้

๑๒๐. อาการผิดปกติเริ่มปรากฏ

วันที่ ๒๘ ตุลาคม ๒๕๒๖ ก่อนงานเริ่มเพียงวันเดียว หลวงปู่เริ่มแสดงอาการผิดปกติ มาตั้งแต่เวลาประมาณ ๐๔.๐๐ น. คือท่านมีอาการอ่อนเพลียปวดเมื่อยตามร่างกาย แล้วก็กระสับกระส่าย ตัวร้อนคล้ายจะเป็นไข้ แต่ไม่ปวด

าการทุกอย่างคล้ายคลึงกับเมื่อก่อนเข้าโรงพยาบาลครั้งที่แล้วไม่มีผิด พระผู้เฝ้าพยาบาลได้ช่วยกันทาน้ำมันแล้วถวายนวดไปตามที่ที่ท่านรู้สึกปวดเมื่อย อาการค่อยทุเลาลงบ้างเล็กน้อย

ครั้นถึงเวลา ๐๗.๐๐น. ตามปกติหลวงปู่จะออกมารับถวายภัตตาหารเช้า และต้อนรับแขก แต่วันนี้ท่านไม่ออกจากห้องพัก จึงได้นำภัตตาหารไปถวายท่านข้างใน

ลวงปู่สามารถลุกขึ้นมานั่งฉันบนเก้าอี้ได้ และฉันได้เกือบเหมือนปกติ รายงานว่าความดันขึ้นสูงหน่อย แต่หลวงปู่บอกว่าไม่ปวดศีรษะเลย แล้วท่านก็ฉันยาที่หมอให้ จากนั้นก็นอนหลับไปชั่วโมงกว่าๆ ร่างกายรู้สึกว่าดูเป็นปกติ แต่ยังเพลียอยู่

พอถึงเวลาเพล ท่านก็ลุกขึ้นมานั่งฉันบนเก้าอี้ แต่ไม่ยอมฉัน เมื่อลูกศิษย์คะยั้นคะยอท่านก็ฉันข้าวต้มให้ ๔ ช้อน และของหวานอีกเล็กน้อย หลังจากนั้นท่านก็นอนพักผ่อน ดูผิวพรรณท่านผุดผ่องดี เว้นแต่อาการเปลี่ยนแปลงเร็วมาก ระหว่างกระปรี้กระเปร่า กับ อ่อนเพลีย จะเป็นไปทุก ๔๐ หรือ ๔๕ นาที

ตลอดทั้งวันที่สานุศิษย์ฝ่ายกัมมัฏฐานอยู่เฝ้าท่านหลายรูป ท่านใช้เวลาส่วนใหญ่ในการอธิบายธรรมให้ฟัง สติสัมปชัญญะของท่านยังสมบูรณ์ดีมาก สามารถลำดับธรรมะเป็นกระแสที่ชัดเจน และตอบคำถามข้อปฏิบัติขั้นปรมัตถ์อย่างดี ด้วยน้ำเสียงชัดเจนแจ่มใส ทำให้คณะศิษย์อุ่นใจว่า หลวงปู่คงไม่เป็นอะไร

รั้นเวลา ๕ โมงเย็น ถวายน้ำสรงท่านตามปกติ เสร็จแล้วหลวงปู่ก็นั่งบนเก้าอี้ในห้อง ดูกิริยาท่าทางของท่านเป็นปกติดี เหมือนกับไม่ได้ไข้ได้เจ็บอะไร ดูท่านสดใสดีมาก

ต่อมาสักครู่ ท่านปรารภธรรมให้ฟังว่า

“ในทางโลกเขามีสิ่งที่มี แต่ในทางธรรม มีสิ่งที่ไม่มี”

เมื่อถามถึงความหมาย ท่านก็พูดว่า

“คนในโลกนี้ ต้องมีสิ่งที่มี เพื่ออาศัยสิ่งนั้นเป็นอยู่ ส่วนผู้ปฏิบัติธรรม ต้องปฏิบัติ จนถึงสิ่งที่ไม่มี และอยู่กับสิ่งที่ไม่มี”

เมื่อเห็นว่าหลวงปู่ท่านรู้สึกเพลีย จึงขอให้ท่านพักผ่อน อาการอ่อนเพลียเพิ่มมากขึ้น แต่ท่านก็นอนพูดธรรมให้ฟังต่อไปอีก

ขณะนั้นฝนตกหนักมาก (โปรดดูในตอนที่ ๙๓ เรื่องวิบากเกี่ยวกับฝนตก)

ผู้เขียนอยู่เฝ้าหลวงปู่ถึง ๕ ทุ่มกว่า สังเกตเห็นว่า หลวงปู่มักจะพูดธรรมะชั้นสูง เกี่ยวกับการปฏิบัติเรื่อง การเข้าฌานออกฌาน บางช่วงท่านก็อยู่เฉยๆ คล้ายกับเข้าสมาธิหรือพิจารณากัมมัฏฐานข้อใดข้อหนึ่ง พอท่านนิ่งไปสักพักหนึ่งแล้วก็ปรารภธรรมบทใดบทหนึ่งต่อทันที

ท่านเจ้าคุณพระราชวรคุณถามว่า “หลวงปู่เชื่อความศักดิ์สิทธิ์ไหม”

หลวงปู่ตอบว่า “ความศักดิ์สิทธิ์ไม่เคยมี มีแต่พลังและความสามารถของจิต”

มีตอนหนึ่ง ท่านเจ้าคุณฯ ได้เรียนถามแบบทีเล่นทีจริงว่า

“ตามตำราบอกว่าเทวดามาฟังธรรมะของพระพุทธเจ้าครั้งละหลายโกฏินั้น จะมีศาลาโรงธรรมที่ไหนให้นั่งได้หมด”

ทุกคนต่างรู้สึกงงงวยกันมาก เพราะไม่เคยได้ยินได้ฟังและไม่เคยพบในตำราที่ไหนมาก่อนเมื่อหลวงปู่ตอบว่า

“ในเนื้อที่หนึ่งปรมาณูเทวดาอยู่ได้ ๘ องค์”

๑๒๑. นี่ไม่ใช่ครั้งก่อน

ย่างเข้า วันที่ ๒๙ ตุลาคม ๒๕๒๖ ซึ่งเป็นวันเริ่มงานพิธีฉลองอายุหลวงปู่เป็นวันแรก หลวงปู่มีอาการกระสับกระส่ายเล็กน้อย และปวดทางเท้าซ้ายขึ้นมาจนถึงบั้นเอว พร้อมทั้งมีอาการไข้ขึ้นเล็กน้อย ชีพจรมีอาการเต้นผิดปกติ จนถึงเวลา ๖ โมงเช้า อาการเปลี่ยนไปมาแบบทรงๆ ทรุดๆ

เมื่อเห็นอาการของหลวงปู่เป็นเช่นนี้ ท่านเจ้าคุณพระราชวรคุณจึงได้โทรศัพท์ทางไกลเข้ากรุงเทพฯ กราบเรียนอาการต่อท่านเจ้าประคุณสมเด็จพระญาณสังวร ให้ทรงทราบ

ทางด้าน อาจารย์พวงทอง ได้โทรศัพท์ไปบอก คุณหมอชูฉัตร กำภู ที่ทางพระราชสำนักมอบหมายให้ดูแลหลวงปู่ และเป็นผู้นำหลวงปู่เดินทางกลับจากโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์มาพักที่วัด เมื่อครั้งไปรับการรักษาเมื่อคราวก่อน คุณหมอชูฉัตร แนะนำให้รีบนำหลวงปู่เข้าไปรักษาอาการที่กรุงเทพฯ แต่ยังไม่เป็นที่ตกลงกันว่าจะเอาอย่างไรกันแน่

๐๖.๓๐ น. หลวงปู่ยังออกจากห้องได้ นั่งฉันภัตตาหารข้างนอกตามปกติเสร็จแล้วนั่งพักประมาณ ๑๐ นาที แล้วเข้าไปพักผ่อนในห้อง

๐๗.๒๐ น. หมอมาตรวจอาการอีก วัดความดันดู ยังอยู่ในระดับปกติ หมอได้ฉีดยานอนหลับถวาย เพื่อให้หลวงปู่ได้พักผ่อนมากๆ

ในการฉีดยาแต่ละครั้ง หลวงปู่มักจะห้ามไว้ไม่ให้ฉีด แต่ส่วนใหญ่หมอจำเป็นต้องฝืนฉีดให้

หมอได้ถวายน้ำเกลือเข้าเส้น แต่หลวงปู่ไม่ยอมรับ ท่านสั่งให้เอาสายออก ท่านบอกว่าขออยู่เฉยๆ ดีกว่า

ขณะนั้นเห็นว่าเป็นจังหวะดี ท่านเจ้าคุณฯ จึงได้กราบเรียนหลวงปู่ว่า

"จะนำหลวงปู่ไปรักษาที่โรงพยาบาลในกรุงเทพฯ อีก”

ท่านรีบตอบปฏิเสธ “ไม่ต้องเอาไปหรอก”

และห้ามต่อไปว่า “ห้ามไม่ให้พาไป”

ถามท่านว่า “ทำไมหลวงปู่จึงไม่ไป”

หลวงปู่ว่า “ถึงไปก็ไม่หาย”

“ครั้งก่อนหลวงปู่หนักกว่านี้ยังหายได้ ครั้งนี้ไม่หนักเหมือนแต่ก่อนต้องหายแน่ๆ” ท่านเจ้าคุณฯ ชี้แจง

หลวงปู่ว่า “นั่นครั้งก่อน นี่มันไม่ใช่ครั้งก่อน”

ท่านเจ้าคุณฯ ยอมรับว่าครั้งนี้มีความลังเลใจอย่างยิ่ง ตรงกันข้ามกับครั้งก่อนที่สามารถตัดสินใจได้อย่างเด็ดขาด

๑๒๒. วันแรกของงาน

ต่อมาท่านผู้ว่าราชการจังหวัดสุรินทร์ คือ นายเสนอ มูลศาสตร์ พร้อมด้วยข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ของจังหวัด ๔ - ๕ คน ได้มากราบเยี่ยมอาการของหลวงปู่ จึงได้ปรึกษากันว่า ควรจะนำหลวงปู่เดินทางเข้าไปรักษาที่กรุงเทพฯ หรือไม่

ทุกคนที่เห็นหลวงปู่ มักจะเข้าใจว่าท่านไม่เป็นอะไรมาก เมื่อเห็นว่าท่านไม่อยากไปด้วยแล้ว ก็พากันวางเฉยตามท่านไปด้วย

โดยปกติชีวิตของหลวงปู่ ท่านไม่เคยเรียกหาหมอยาเลย เท่าที่เคยเข้ารักษาในโรงพยาบาล ๒ ครั้ง ก็เมื่อท่านมีอาการหนักแล้ว คณะศิษย์จึงพาท่านไป ท่านไม่อยากขัดใจ จึงต้องปล่อยตาม

อาการป่วยไข้ที่จะแสดงให้คนอื่นกังวล หนักใจในการรักษาพยาบาลนั้นไม่มี เพราะท่านมีความอดทนเป็นเยี่ยม ตั้งแต่สมัยออกบำเพ็ญเพียรตามป่าเขา ท่านเคยต่อสู้กับความเจ็บป่วย และความตายมาอย่างโชกโชน

เท่าที่ผู้เขียนอยู่ใกล้ชิดกับหลวงปู่มาตลอด ไม่เคยได้ยินเสียงท่านครวญครางโอดโอย หรือถอนหายใจแม้แต่ครั้งเดียว เวลาท่านลุก นั่ง เปลี่ยนอิริยาบถต่างๆ เป็นไปด้วยความคล่องแคล่วกระฉับกระเฉงเสมอ

วันนี้ วันที่ ๒๙ ตุลาคม ๒๕๒๖ เป็นวันเริ่มทำบุญครบรอบอายุของท่าน การจัดงานครั้งนี้ ก็จัดกันเป็นพิเศษ ศิษยานุศิษย์ฝ่ายสงฆ์ มากันอย่างพรั่งพร้อม พุทธศาสนิกชนทั่วไป ทั้งในจังหวัดสุรินทร์และจังหวัดอื่น ต่างหลั่งไหลกันมาอย่างมากมาย มีสุภาพสตรีมาร่วมบวชชี ปฏิบัติธรรมจำนวนมากกว่าหนึ่งพันคน

ทางฝ่ายท่านเจ้าคุณฯ ท่านคิดว่า รออยู่ให้เสร็จงานเสียก่อน หากอาการของหลวงปู่ยังไม่ดีขึ้น จะต้องพาท่านเข้าไปรักษาในกรุงเทพฯ อย่างแน่นอน ได้ปรึกษาและตกลงกับท่านผู้ว่าราชการจังหวัดว่าอย่างนั้น ท่านผู้ว่าฯ จึงได้แต่งตั้งนายแพทย์ผู้อำนวยการโรงพยาบาลสุรินทร์ พร้อมทั้งนายแพทย์อีก ๒ ท่าน เป็นกรรมการถวายการรักษาพยาบาลหลวงปู่

เมื่อถึงเวลาตามกำหนดการ ประชาชนต่างหลั่งไหลกันมาเป็นจำนวนมาก

เวลา ๑๐.๐๐ น. พระสงฆ์ิ ๑๐ รูป เจริญพระพุทธมนต์

เวลา ๑๑.๐๐ น. ถวายภัตตาหารเพล

เวลา ๑๓.๐๐ น. ท่านเจ้าคุณพระพุทธพจน์วราภรณ์ วัดราชบพิธ แสดงพระธรรมเทศนาเรื่อง “ปูชนียบุคคลประยุกต์กับคุณธรรมความดีของหลวงปู่”

๑๒๓. เรารออย่างนี้อยู่แล้ว

ขณะที่การแสดงพระธรรมเทศนากำลังดำเนินอยู่ ก็มีพระมากระซิบบอกท่านเจ้าคุณพระราชวรคุณว่า “หลวงปู่เรียกให้ไปพบ”

ท่านเจ้าคุณฯ รู้สึกตกใจเล็กน้อยรีบไปหาหลวงปู่ พอไปถึงเห็นท่านนอนหงายหนุนหมอนสูงอยู่ ดูอาการท่านยังสดใสเป็นปกติ

เมื่อเข้าไปใกล้ หลวงปู่ก็ถามถึงการจัดงานว่าเป็นอย่างไร ฟังเสียงท่านคล้ายกับปากคอแห้งไม่มีน้ำลาย

ท่านเจ้าคุณฯ รายงานท่านให้ทราบว่า งานทุกอย่างเป็นไปด้วยความเรียบร้อยตามที่กำหนดไว้ ปีนี้มีผู้มาบวชเป็นแม่ชีพราหมณ์มากกว่าทุกครั้ง จนศาลาใหม่เต็มหมดทั้งชั้นบนและชั้นล่าง

หลวงปู่จึงถามถึงศิษย์ฝ่ายสงฆ์ว่า มาครบหมดทุกองค์แล้วยัง ท่านเจ้าคุณฯ กราบเรียนว่า มาครบแล้ว แต่กำลังอยู่ในพิธีแสดงพระธรรมเทศนาอยู่บนศาลา เมื่อจบพิธีแสดงธรรมแล้ว ทุกองค์จะเข้ามานมัสการถวายสักการะหลวงปู่ในที่นี้

หลวงปู่พูดว่า “เออ! เรารออย่างนี้อยู่แล้ว”

ต่อจากนั้นหลวงปู่พูดอะไรก็ไม่่ทราบ เพราะท่านพูดเบามาก ท่านเจ้าคุณฯ พระราชวรคุณเอียงหูไปฟังชิดกับท่านมาก หลวงปู่จับแขนไว้แล้วนิ่งเฉย ท่านเจ้าคุณฯ สะดุ้งตกใจนึกว่าหลวงปู่สิ้นลมแล้ว

เมื่อพิจารณาดูโดยละเอียดเห็นว่าหลวงปู่หายใจเป็นปกติ แต่แผ่วเบามาก เห็นท่านอยูในอาการสงบนิ่ง จึงแน่ใจว่าท่านไม่เป็นไร ได้ผละห่างจากท่านเล็กน้อย หลวงปู่นิ่งเฉยอยู่ค่อนข้างนาน เข้าใจว่าท่านคงเข้าสมาธิอยู่

เมื่อหลวงปู่ลืมตาขึ้นมา เห็นว่าท่านมีอาการผ่องใสสดชื่นเป็นพิเศษ ท่านเจ้าคุณฯ จึงปรารภเรื่องงานให้หลวงปู่ฟัง เพื่อท่านจะได้ไม่ต้องเป็นกังวล

ต่อมาได้เรียนถามท่านว่า “หลวงปู่หลับหรือเข้าสมาธิขอรับ”

หลวงปู่ตอบว่า “พิจารณาลำดับฌานอยู่”

พอดีจังหวะนั้นมีศิษย์อาวุโสหลายองค์เข้ามานมัสการหลวงปู่ บางองค์สงสัยในข้อปฏิบัติก็ได้กราบเรียนถามท่าน ท่านอธิบายลำดับข้อปฏิบัติธรรมให้ฟังตลอดสายอย่างชัดเจนไม่ติดขัด

เมื่อเห็นเหตุการณ์เป็นดังนี้ ท่านเจ้าคุณฯ ค่อยรู้สึกเบาใจ จึงผละจากหลวงปู่ ออกไปที่งานบนศาลาซึ่งมีญาติโยมสนใจมาบำเพ็ญกุศลบวชเป็นชีอย่างมากมาย

๑๒๔. สวดมนต์ให้ฟัง

ครั้น ๔ โมงเย็นล่วงแล้ว หลวงปู่สามารถออกมานั่งรับแขกข้างนอกได้ ญาติโยมจำนวนมากได้ถือโอกาสรีบมากราบหลวงปู่

สักครู่ใหญ่ต่อมาหลวงปู่ก็กลับเข้าห้อง พระเณรถวายน้ำสรงแก่ท่าน เช็ดตัวและนุ่งห่มเรียบร้อย ก็ถวายน้ำผึ้งผสมมะนาว และผลสมอตำละเอียด ท่านฉันน้ำผึ้งอย่างเดียว ไม่ฉันสมอ

แล้วหลวงปู่นอนพักผ่อน ท่ามกลางสงฆ์ฝ่ายอรัญวาสี ซึ่งนั่งล้อมล้อมเป็นจำนวนมาก อยู่ในอิริยาบถนอนหงาย หนุนหมอนสูง หลับตาลง ดูสีผิวของท่านเปล่งปลั่งผิดธรรมดา

ท่านเจ้าคุณพระราชวรคุณบอกว่า ช่วงนั้นทำให้ท่านคิดสังหรณ์ใจไปต่างๆ นานา แทนที่จะรู้สึกสบายใจเหมือนกับคนอื่นๆ พระลูกศิษย์ทุกรูปที่นั่งอยู่ ณ ที่นั้น เห็นหลวงปู่นอนนิ่งเฉยอยู่ ก็พากันเงียบกริบ ไม่มีการพูดจากันแต่อย่างใด

หนึ่งทุ่มผ่านไป หลวงปู่ลืมตาขึ้นมองไปตรงช่องว่างที่เป็นกระจก ที่มีผ้าม่านปิดอยู่ ท่านยกแขนขวาขึ้นบอกทิศทางให้รูดม่านออก สักครู่ต่อมาท่านบอกให้พระเณรออกจากห้องไปได้ ยังเหลือพระคอยดูแลรับใช้ ๘- ๙ องค์

หลังจากนั้นสักพัก ท่านก็สั่งให้พระที่อยู่สวดมนต์ให้ท่านฟัง ดูสีหน้าของพระเหล่านั้นเริ่มฉงนสนเท่ห์ใจ พร้อมใจกัน สวดมนต์เจ็ดตำนาน ให้หลวงปู่ฟังจนจบ

แล้วหลวงปู่บอกให้สวดเฉพาะ โพชฌงคสูตร อย่างเดียว ๓ จบ

แล้วให้สวด ปฏิจจสมุปบาท อีก ๓ รอบ

พอสวดจบหมอก็เข้าไปตรวจอาการ ตอนนั้นเป็นเวลา ๔ ทุ่มล่วงแล้ว หมอและพยาบาลคงรู้สึกถึงบรรยากาศ ของการเปลี่ยนแปลงบางอย่าง ทุกคนต่างอยู่ในอาการสงบนิ่งไม่มีใครพูดอะไร

ทุกคนที่อยู่ในที่นั้น ต่างประจักษ์ชัดด้วยกันว่าอะไรจะเกิดขึ้น หมอก็กราบหลวงปู่กลับออกไป เชื่อว่าทุกคนคงจะรู้ว่าเป็นการกราบลาหลวงปู่เป็นครั้งสุดท้าย บรรยากาศ ณ ที่นั้นอยู่ในความสงบนิ่งไม่มีใครปริปากพูดอะไร

๑๒๕. สวดมหาสติปัฏฐานสูตร

ลังจากหมอกลับออกไปแล้ว หลวงปู่ลืมตาขึ้น บอกให้พระสวด มหาสติปัฏฐานสูตร ให้ฟัง ปรากฏว่าพระที่อยู่ ณ ที่นั้น ๘-๙ องค์ ไม่มีใครสวดได้ เพราะเป็นพระสูตรที่ยาวกว่าสูตรอื่นๆ ทั้งหมด

หลวงปู่บอกให้เปิดหนังสือสวด เผอิญหนังสือก็ไม่มีอีก

อดีพระอาจารย์พูนศักดิ์ ซึ่งเฝ้ารักษาหลวงปู่มาโดยตลอด มีหนังสือสวดมนต์ฉบับหลวงเล่มใหญ่ติดมาด้วย จึงหยิบมาเปิดค้นหาพระสูตรนั้น กำลังพลิกไปพลิกมา เปิดหาอยู่

หลวงปู่สั่งว่า “เอามานี่”

พระอาจารย์พูนศักดิ์รีบยื่นถวาย หลวงปู่รับไป แล้วเปิดหนังสือขึ้นโดยไม่ต้องดูบอกว่า “สวดตรงนี้”

ทุกองค์ที่อยู่ในที่นั้นต่างตะลึง เพราะหน้าที่หลวงปู่เปิดเป็นหน้าที่ ๑๗๒ เป็นบทสวด มหาสติปัฏฐานสูตร พอดี

พระอาจารย์พูนศักดิ์รับหนังสือจากหลวงปู่มานั่งสวดองค์เดียว หลวงปู่นอนฟังโดยตะแคงข้างขวา อยู่ในอาการสงบนิ่ง

พระสูตรมีความยาวถึง ๔๑ หน้าใช้เวลาสวดเกือบ ๒ ชั่วโมง เพราะหลวงปู่บอกให้สวดแบบช้าๆ

ระหว่างนั้นพระบางองค์ทยอยออกไปบ้าง

หลังจากที่สวด มหาสติปัฏฐานสูตร จบลงหลวงปู่ยังอยู่ในอาการปกติ ท่านพูดธรรมะกับพระที่เฝ้าอยู่เป็นครั้งคราว ลุกขึ้นนั่งบนเก้าอี้บ้าง นอนบ้าง

มีตอนหนึ่งหลวงปู่ให้พาออกไปนอกห้อง และออกไปนอกกุฏิเพื่อสูดอากาศบริสุทธิ์ภายนอก หลวงปู่เพ่งมองไปที่ศาลาที่อยู่ตรงหน้ากุฏิของท่าน ซึ่งในขณะนั้นทั้งพระเณรและฆราวาสเป็นจำนวนมากต่างชุมนุมปฏิบัติธรรมกันอยู่ มีการสวดมนต์ฟังเทศน์ปฏิบัติสมาธิภาวนากันอยู่

อากัปกิริยาที่หลวงปู่ออกมานอกกุฏินี้ ท่านได้กวาดสายตามองดูไปรอบๆ บริเวณวัด ไม่มีใครทราบว่าเป็นการมองดูครั้งสุดท้าย คล้ายกับเป็นการให้ศีลให้พร และเป็นการลาสถานที่และสานุศิษย์ของท่านทุกคน

ไม่มีใครเฉลียวใจ เพราะเห็นว่าท่านยังมีอาการเป็นธรรมดา มีสติสัมปชัญญะบริบูรณ์ และพูดธรรมปฏิบัติให้พระเณรฟังได้อย่างชัดเจน

๑๒๖. แสดงธรรมครั้งสุดท้าย

ผ่านเข้ามาถึงตี ๓ ของวันที่ ๓๐ ตุลาคม ๒๕๒๖ หลวงปู่ได้แสดงธรรมให้แก่ลูกศิษย์ลูกหาที่อยู่ในห้องนั้นได้รับฟัง

ธรรมที่หลวงปู่แสดง เป็นธรรมว่าด้วย ลักษณาการแห่งพุทธปรินิพาน ท่านแสดงด้วยน้ำเสียงปรกติธรรมดา และอยู่ในอิริยาบถนอนหงาย มีเนื้อหาดังนี้

“เมื่อพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงสร้างพระพุทธศาสนา ให้ก่อเกิดเป็นชีวิตอย่างบริบูรณ์ดังประสงค์แล้ว พระองค์จึงได้ละ วิภวตัณหา นั้น เสด็จเข้าสู่อนุปาทิเสสนิพพาน คือ เป็นผู้หมดสิ้นทุกตัณหา เป็นผู้ดับรอบโดยลักษณาการแห่งอนุปาทิเสสนิพพานของพระองค์

ลำดับแรกก็เจริญฌาน ดิ่งสนิทไปจน สัญญาเวทยิตนิโรธ หมายความว่า เข้าไปลึกสุดอยู่เหนือรูปฌาน

ในวาระแรกนั้น พระองค์ยังมิได้ดับขันธ์ต่างๆ ให้สิ้นสนิทเด็ดขาดแต่อย่างใด เพียงเข้าไปเพื่อทรงกระบวนการแห่งการเข้าสู่นิพพาน หรือนิโรธ เป็นครั้งสุดท้ายแห่งชีวิต

พูดง่ายๆ ก็คือ สู่สิ่งที่พระองค์ได้สร้าง ได้พากเพียรก่อเป็นทาง เป็นแบบอย่าง ไว้เป็นครั้งสุดท้ายเสียหน่อย ซึ่งเรียกได้ว่า สิ่งอันเกิดจากการที่พระองค์ได้ยอมอยู่กับ ธุลีทุกข์ อันเป็นธุลีทุกข์ที่มนุษย์ธรรมดา มีจิตหยาบเกินกว่าที่จะสัมผัสได้ว่า มันเป็นทุกข์

นี่แหละกระบวนการทำจิตตนให้ถึง สัญญาเวทยิตนิโรธ เป็นกระบวนการที่พระอนุตรสัมมาสัมพุทธเจ้า ผู้เป็นยอดศาสดาในโลกเท่านั้น ที่ทรงค้นพบ ทรงนำมาตีเผยแผ่แจ้งออกสู่โลกให้พึงปฏิบัติตาม

เมื่อทรงสิ่งสุดท้ายนี้แล้ว จึงได้ถอยกลับมาสู่ภาวะต้น คือ ปฐมฌาน แล้วตัดสินพระทัยครั้งสุดท้าย เสด็จดับขันธ์ต่างๆ ไปทีละขันธ์

วิญญาณขันธ์แห่งชีวิตและร่างกายนั้น ได้ดับไปเสียตั้งแต่ก่อนจะเข้าสู่ปฐมฌานนานแล้ว เพราะต้องการดับ สังขารขันธ์ หรือ สังขารธรรม ขั้นแรกก่อน วิญญาณขันธ์จึงได้ดับ

ดังนั้นจึงไม่มีเชื้อใดเหลืออยู่แห่งวิญญาณขันธ์ที่หยาบนั้น

พระองค์เริ่มดับสังขารขันธ์ หรือสังขารธรรมชั้นในสุด อันจะส่งผลให้ก่อวิภวตัณหาได้ชั้นหนึ่งเสียก่อน แล้วจึงเลื่อนเข้าสู่ ทุติยฌาน แล้วจึงดับสัญญาขันธ์ เลื่อนเข้าสู่ ตติยฌาน

เมื่อพระองค์ทรงดับสังขารขันธ์หรือสังขารธรรมชั้นในสุดอีกทีก็เป็นอันเลื่อนขึ้นสู่ จตุตถฌาน คงมีแต่เวทนาขันธ์สุดท้ายแห่งชีวิต นั่นแลคือลักษณาการแห่งขั้นสุดท้ายของการจะดับสิ้นไม่เหลือ

เมื่อพระองค์ทรงดับสังขารขันธ์ หรือสังขารธรรมใหญ่สุดท้ายที่มีทั้งสิ้นแล้ว ก็มาดับ เวทนาขันธ์ เป็น จิตขันธ์ หรือนามขันธ์ที่ในจิตส่วนในคือ ภวังคจิต เสียก่อน แล้วจึงได้ออกจาก จตุตถฌาน พร้อมทั้งมาดับจิตขันธ์ หรือ นามขันธ์ สุดท้ายจริงๆ ที่ตรงนี้

พระองค์ไม่ได้เข้าสู่พระนิพพานในฌานสมาบัติอะไรที่ไหนหรอก เมื่อพระองค์ออกจากจตุตถฌานแล้ว จิตหรือนามขันธ์ก็ดับพร้อม ไม่มีอะไรเหลือ ไม่ถูกภาวะอื่นใดมาครอบงำอำพรางให้หลงใหลใดๆ ทั้งสิ้น เป็นภาวะแห่งตนเองอย่างบริบูรณ์ ภาวะอันนั้นจะเรียกว่า "มหาสุญญตา" หรือ “จักรวาลเดิม” หรือว่าเรียก "พระนิพพาน" อย่างใดอย่างหนึ่งก็ได้ เราปฏิบัติมาก็เพื่อถึงภาวะอันนี้”

วจีสังขารหรือวาจาของหลวงปู่ดูลย์ อตุโล สิ้นสุดลงเพียงแค่นี้ หลังจากนั้น ไม่มีวาจาใดออกมาจากท่านอีกเลย

๑๒๗. หลวงปู่ละทิ้งสังขาร

เวลาผ่านเลยถึงตี ๓ ของวันที่ ๓๐ ตุลาคม ๒๕๒๖

หลวงปู่นอนสงบนิ่ง หายใจเบาๆ ดูอาการเป็นปกติคล้ายนอนหลับตามธรรมดา สังเกตเห็นลมหายใจท่านเบาลงมาก ทุกคนปล่อยให้ท่านอยู่ของท่านไม่มีการรบกวน รู้สึกจะเห็นตรงกันว่า ถ้าหากหลวงปู่จะปล่อยวางสังขาร ก็ให้ท่านปล่อยวางตามสบาย ไม่ควรทำให้ท่านต้องลำบากจากการช่วยเหลือของแพทย์หรือพยาบาล

หลวงปู่อยู่ในอาการสงบนิ่ง ไม่มีใครแน่ใจว่าท่านปล่อยวางสังขารในช่วงวินาทีใด

ผู้ที่เฝ้าพยาบาลอยู่ด้านซ้าย เชื่อว่าหลวงปู่หยุดการหายใจเมื่อเวลา๐๔.๑๓ น. สำหรับผู้ที่เฝ้าอยู่ทางด้านขวา เข้าใจว่าเมื่อเวลา ๐๔.๔๓ น. (ทางวัดตกลงถือเวลา ๐๔.๑๓ น.)

ความรู้สึกของศิษย์ทั้งสองฝ่าย ต่างกันถึง ๓๐ นาที ไม่มีใครทันสังเกตเห็นได้ เพราะหลวงปู่มิได้หายใจแรงให้เรารู้ได้ ว่าเฮือกใดเป็นลมหายใจเฮือกสุดท้ายของท่า

นับเป็นลักษณาการมรณภาพที่ไม่ปรากฏร่องรอย เป็นความงดงามบริสุทธิ์ และสงบเย็นอย่างสิ้นเชิง

สังขารธรรมที่อุบัติขึ้นเมื่อวันที่ ๔ ตุลาคม ๒๔๓๑ ณ บ้านปราสาท ตำบลเฉนียง อำเภอเมือง จังหวัดสุรินทร์ ได้พัฒนามาโดยลำดับ รุ่งเรือง สดใส มั่นคง และบริสุทธิ์ ปราศจากละอองธุลีอย่างแท้จริง ได้ท่องเที่ยวไปมาทั่วแดนแห่งพุทธจักรจนรู้แจ้งเห็นธรรม อย่าง “ไม่มีผู้ใดเทียม” ตรงตามฉายา “อตุโล" ของท่าน บำเพ็ญประโยชน์ตนและประโยชน์ผู้อื่นอย่างมหาศาล เผยแพร่ดวงประทีปแก่ชาวโลกเป็นเวลานาน ก็ดับลงแล้ว ด้วยการยกชีวิตสังขารของท่าน สอนคนให้รู้ถึงความเป็นจริงแห่งชีวิต ซึ่งท่านชอบใช้คำว่า “ยังงั้น ยังงั้นแหละ”

หลวงปู่ดูลย์ อตุโล ละทิ้งสังขาร มรณภาพเมื่อวันที่ ๓๐ ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๒๖ เวลา ๐๔.๑๓ น. รวมอายุได้ ๙๖ ปี กับ ๒๖ วัน พรรษา ๗๔

สาธุ! ศิษย์ทุกคนกราบแทบเท้าขอขมากรรมหลวงปู่ ธรรมะใดที่หลวงปู่เข้าถึงแล้ว ขอให้ศิษย์ทุกคนได้เข้าถึงธรรมะนั้น และได้ดวงตาเห็นธรรมด้วยเถิด

๑๒๘. ไม่มีวิบากของสังขาร

บรรดาศิษย์เพิ่งทราบความหมายที่หลวงปู่เคยพูดเสมอว่า ท่านไม่มีวิบากของสังขาร ซึ่งหมายถึง เมื่อคราวจะต้องละสังขารจริงๆ แล้วท่านก็ละไปเลย โดยไม่ต้องทิ้งความอ่อนแอ ความเจ็บไข้ได้ป่วยให้ปรากฏ เป็นการทรมานทั้งแก่ตนเอง และสร้างความลำบากยุ่งยากให้แก่ผู้อื่น อันเนื่องมาจากสังขารเป็นเหตุ

รวมไปถึงการที่ต้องเปลืองหมอเปลืองยา ทำให้ได้รับความลำบากกาย ลำบากใจ สร้างความวิตกกังวล และความเป็นห่วงให้แก่บุคคลที่อยู่ภายหลัง

เมื่อหลวงปู่ดำรงขันธ์จนย่างเข้าปัจฉิมวัยจะเข้าสู่ร้อยปีก็ตาม สุขภาพพลานามัยของท่านยังอยู่ในเกณฑ์แข็งแรง ทั้งสังขารร่างกาย ทั้งสติสัมปชัญญะสัมพันธ์กันอย่างสมบูรณ์

เมื่อคราวที่จะต้องละทิ้งสังขารไปจริงๆ ความไม่มีวิบากของสังขารของท่าน จึงปรากฏออกมาให้ทุกคนได้ประจักษ์อย่างชัดเจนคือ ท่านปล่อยวางสังขารในท่ามกลางความมีสติสัมปชัญญะที่สมบูรณ์ ด้านสุขภาพร่างกายก็แข็งแรงสมบูรณ์ตามสภาพของวัย ซึ่งนับว่าเป็นเรื่องที่หายากอย่างยิ่ง สำหรับคนทั่วไป

ที่น่าคิดประการหนึ่งคือ เสมือนหนึ่งว่าหลวงปู่กำหนดวาระการปล่อยวางสังขาร ในระหว่างที่มีการเตรียมงานพร้อมมูลอยู่แล้ว คือ งานที่สานุศิษย์จัดขึ้นเป็นพิเศษ เพื่อเป็นการฉลองการหายอาพาธ และทำบุญฉลองครบรอบถวายท่าน ในระหว่างวันที่ ๒๙ - ๓๐ - ๓๑ ตุลาคม ๒๕๒๖

สานุศิษย์ฝ่ายบรรพชิตทั้งฝ่ายคามวาสี และอรัญวาสี มาประชุมกันพร้อมเพรียง เพื่อเปิดโอกาสให้มีการสนทนาวิสาสะ รับสักการบูชา ตลอดถึงตอบปัญหาข้อวัตรปฏิบัติ ให้แก่สานุศิษย์ของท่าน ได้ฟังอย่างครบถ้วนบริบูรณ์ เหมือนหนึ่งเป็นกาีรทบทวนข้อวัตรปฏิบัติ อันเป็นคุณสมบัติที่ท่านรักษามาตลอดอายุขัยให้สมบูรณ์ เป็นที่อบอุ่นใจ สบายใจของทุกฝ่าย

ลักษณาการแห่งการสิ้นสุดสังขารขันธ์ของหลวงปู่ครั้งนี้ ยังความอัศจรรย์ใจ ระคนกับความเศร้าโศกอาลัยอาวรณ์ ในบรรยากาศของการทำบุญครบ ๘ รอบของท่าน เท่ากับว่าศาสนิกชนทั่วไปมาในงานเดียวได้สองงาน

ได้มาร่วมงานศิริมงคลอายุครบรอบ พร้อมกับได้มารับรู้การละสังขารของท่านในช่วงเวลาเดียวกัน นับเป็นเหตุการณ์ที่น่าอัศจรรย์และเกิดขึ้นได้ยากยิ่ง

๑๒๙. การบำเพ็ญพระราชกุศลงานศพหลวงปู่

ชั่วเพียงไม่กี่นาที ข่าวมรณภาพของ หลวงปู่ดูลย์ อตุโล ก็แพร่สะพัดไปทั่วจังหวัดสุรินทร์และทั่วประเทศ สาธุชนและสานุศิษย์จากทุกสารทิศ หลั่งไหลมานมัสการ และสรงน้ำสรีระของหลวงปู่จำนวนมากเหลือคณานับ ตลอดวันที่ ๓๐ และ ๓๑ ตุลาคม ๒๕๒๖ มีประชาชนเบียดเสียดกันมาอย่างคลาคล่ำ เพื่อถวายน้ำสรงสรีระหลวงปู่ ทุกคนที่ศรัทธาในหลวงปู่เมื่อรู้ข่าวก็เร่งรีบมาโดยที่ไม่ต้องมีการประกาศเชิญชวน

ซาบซึ้งพระมหากรุณาธิคุณเป็นล้นพ้นเนื่องจากหลวงปู่เป็นพระเถระผู้ใหญ่ฝ่ายวิปัสสนาที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ทรงเคารพนับถือ ทรงให้การสงเคราะห์หลวงปู่มาตลอดทั้งยามปกติและยามอาพาธ

ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าพระราชทานห้องพิเศษ และพระราชทานหมอหลวง เพื่อทำการรักษาพยาบาลหลวงปู่ เมื่อคราวหลวงปู่อาพาธที่โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ และทรงเสด็จเป็นการส่วนพระองค์เพื่อเยี่ยมอาพาธ

รั้นเมื่อหลวงปู่มรณภาพลง พระองค์ท่านได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯพระราชทานน้ำสรงศพ พร้อมทั้งพระราชทานโกศโถ ฉัตรเบญจาตั้งประดับ และทรงพระมหากรุณาโปรดบำเพ็ญพระราชกุศลดังนี้

- ทรงพระมหากรุณาโปรดบำเพ็ญพระราชกุศล ๗ วันในวันที่ ๕- ๖ พฤศจิกายน ๒๕๒๖

- ทรงพระมหากรุณาโปรดบำเพ็ญพระราชกุศล ๕๐ วัน ในวันที่ ๒๘-๒๙ ธันวาคม ๒๕๒๖

- ทรงพระมหากรุณาโปรดบำเพ็ญพระราชกุศล ๑๐๐ วัน ในวันที่ ๖ - ๗ กุมภาพันธ์ ๒๕๒๗

นับเป็นพระมหากรุณาธิคุณอย่างหาที่สุดมิได้ ที่พระองค์ท่านได้ทรงเมตตาต่อหลวงปู่ และพสกนิกรชาวสุรินทร์ ตลอดจนสานุศิษย์และสาธุชนผู้เคารพศรัทธาในหลวงปู่

๑๓๐. งานพระราชทานเพลิงศพหลวงปู่

พของหลวงปู่ได้ตั้งบำเพ็ญกุศล และให้ประชาชนกราบสักการะ ที่วัดบูรพาราม อำเภอเมือง จังหวัดสุรินทร์ ตั้งแต่วันมรณภาพ คือวันที่ ๓๐ ตุลาคม ๒๕๒๖ เป็นต้นไป จนถึงวันพระราชทานเพลิงศพ เมื่อวันที่ ๘ กรกฎาคม ๒๕๒๘ เป็นเวลา ๒ ปี ภายหลังการมรณภาพ ละทิ้งสังขารของหลวงปู่

ในงานพระราชทานเพลิงศพของหลวงปู่นี้ ได้จัดให้มีขึ้นที่วนอุทยานแห่งชาติเขาพนมสวาย อยู่ห่างจากจังหวัดสุรินทร์ไปทางทิศใต้ ๒๒ กิโลเมตร

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯพระบรมราชินีนาถ พร้อมด้วย สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา สยามบรมราชกุมารี สมเด็จพระเจ้าลูกเธอเจ้าฟ้าจุฬาภรณ์ฯ ได้เสด็จพระราชดำเนิน ไปพระราชทานเพลิงศพหลวงปู่ ยังความปลาบปลื้มแด่สานุศิษย์หลวงปู่ และชาวสุรินทร์อย่างล้นพ้น

แม้สถานที่จัดงานพระราชทานเพลิงศพ จะอยู่ห่างไกลจากตัวเมืองสุรินทร์ไปถึง ๒๒ กิโลเมตร ก็มีผู้ไปร่วมงานอย่างล้นหลาม คลาคล่ำไปด้วยพระเถรานุเถระ พระภิกษุสามเณร นักบวช ชีพราหมณ์ ข้าราชการทุกหมู่เหล่า และพ่อค้าประชาชนจากทั่วสารทิศ ทุกคนที่ไปร่วมงาน ต่างก็ปลื้มใจที่มาร่วมแสดง กตัญญุตาคุณ ในงานสลายขันธ์ของหลวงปู่ในครั้งนั้น

   

บริเวณเขาพนมสวาย จังหวัดสุรินทร์

๑๓๑. ทำไมจึงสร้างเมรุที่เขาพนมสวาย

คำถามหนึ่งที่มีผู้ตั้งข้อสังเกต และซักถามกันเสมอ ในงานพระราชทานเพลิงศพของหลวงปู่ ว่าทำไมจึงต้องไปจัดที่เขาพนมสวาย ทั้งๆ ที่ต้องเดินทางห่างจากที่ตั้งบำเพ็ญกุศลถึง ๒๒ กิโลเมตร และไปจัดกลางป่ากลางเขาเช่นนั้น มีเหตุผลอะไร

คำถามดังกล่าว แม้จะถือว่ามิใช่เรื่องสำคัญ แต่ก็ไม่ควรจะให้ติดค้างอยู่ ท่านผู้ว่าราชการจังหวัดสุรินทร์ในครั้งนั้น คือ นายเสนอ มูลศาสตร์ ได้ชี้แจงใน หนังสือที่ระลึกงานพระราชทานเพลิงศพของหลวงปู่ ในหัวเรื่อง “จะสร้างเมรุพระราชทานเพลิงศพหลวงปู่ฯ ที่ไหน” ดังข้อความต่อไปนี้

เมื่อ พระราชวุฒาจารย์ (หลวงปู่ดูลย์ อตุโล) มรณภาพ จังหวัดได้นำความขึ้นกราบบังคมทูล พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ทรงทราบฝ่าละอองธุลีพระบาท และได้รับพระราชทานน้ำอาบศพ โกศ ฯลฯ ซึ่งเป็นครั้งแรก ที่ชาวจังหวัดสุรินทร์ ได้รับพระมหากรุณาธิคุณ และเราก็คิดต่อไปว่า โอกาสเช่นนี้คงจะไม่มีอีกแล้ว

ระหว่างที่เก็บศพหลวงปู่รอพระราชทานเพลิงศพได้มีผู้ตั้งคำถามมากมาย มีทั้งพากันไปพบผมที่บ้าน มีทั้งสอบถาม พระครูสถิตสารคุณ พระครูนันทปัญญาภรณ์ ที่วัดบูรพ์ เช่น

ได้มีผู้บอกผมว่าเป็นญาติของหลวงปู่ พากันไปหาผมที่บ้านพัก และขอว่าศพหลวงปู่นั้นเก็บไว้ตลอดไป โดยไม่ต้องเผาจะได้ไหม

ผมตอบว่า ไม่ได้ เพราะเราได้ดำเนินการในหลายๆ เรื่องล่วงเลยมาจนบัดนี้แล้ว ท่านเหล่านั้นก็เข้าใจและหมดข้อกังขา

มีผู้ถามว่า เมื่อต้องทำพิธีพระราชทานเพลิงศพ จะเลือกที่ไหนจึงจะเหมาะสม เพราะมีปัญหาตามมามากมาย ทั้งในเรื่องคนจะมาร่วมงานจะต้องมาก จะมีที่รับพอหรือ รถยนต์ทั้งส่วนตัวและโดยสารจำนวนเป็นร้อยเป็นพัน จะให้จอดกันที่ไหน การให้ความสะดวกแก่ผู้มาร่วมงาน ที่เคารพศรัทธาหลวงปู่มีเป็นหมื่นๆ จะให้เขาได้รับความสะดวกสบายอย่างไร มีผู้เสนอความเห็นหลายอย่าง อาทิ

- ให้จัดพิธีพระราชทานเพลิงศพที่วัดบูรพาราม

- ให้จัดที่หน้าศาลากลางจังหวัด

- ให้จัดที่สนามกีฬาจังหวัด

- ให้จัดที่บริเวณวิทยาลัยเทคโนโลยีและอาชีวศึกษา วิทยาเขตเกษตรสุรินทร์ ตรงหน้าวัดป่าโยธาประสิทธิ์ โดยให้รื้อแปลงหม่อน ของทางวิทยาลัยออก และใช้สถานที่บริเวณนั้น

ทุกสถานที่ที่มีผู้เสนอดังกล่าวข้างต้น ต่างมีผู้แย้งในเรื่องสถานที่ดังกล่าวว่ามีบริเวณแคบ ไม่พอที่จะรับผู้มาร่วมงาน ซึ่งคาดว่าจะต้องเป็นเรือนหมื่นเรือนแสน แม้จะมีบริเวณพอจะรับคนได้ แต่ก็ไม่มีบริเวณพอที่เป็นสถานที่จอดรถ ไม่สามารถกำหนดเส้นทางเข้าออก โดยมิให้สวนทางและเกิดรถติด จะต้องรื้อถอนทรัพย์สินของหลวง เช่น ถ้าใช้บริเวณ วิทยาเขตเกษตรสุรินทร์ ก็ต้องรื้อแปลงหม่อนจำนวนมากออกทั้งแปลง หลวงปู่เป็นที่เคารพศรัทธาของคนทั่วไป เมื่อเราคิดจะทำอะไรเพื่อหลวงปู่ ก็ต้องคิดให้รอบคอบ และไม่เกิดความเสียหายแก่ส่วนรวม ประเด็นสำคัญที่ทุกคนคิดเหมือนกันก็คือ สถานที่ที่สร้างเมรุตั้งศพ และทำพิธีพระราชทานเพลิงศพของหลวงปู่นั้น เมื่อพระราชทานเพลิง เก็บอัฐิ รื้อเมรุออกแล้ว ควรจะเป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ ที่มิควรปล่อยให้ถูกเหยียบย่ำ และเราต้องมาช่วยกันคิดสร้างสิ่งใดสิ่งหนึ่งครอบสถานที่ตรงนั้น เพื่อเป็นที่สักการะระลึกถึงหลวงปู่ในอนาคตด้วย

สถานที่ที่ทุกคนต้องการหาได้ไม่ง่ายนัก แต่เราก็ช่วยกันคิดหาจนได้ สถานที่นั้นคือ บริเวณหมู่เขา “พนมสวาย” ตำบลนาบัว อำเภอเมืองสุรินทร์

ทำไมจึงเลือกเอาที่ตรงนั้น เพราะที่ตรงนั้นมี

- วัด วัดแห่งนี้กำเนิดเกิดขึ้นมาโดยหลวงปู่

- พระพุทธสุรินทรมงคล ศาลาอัฏฐมุข ประดิษฐานรอยพระพุทธบาทจำลอง

- เป็นที่แสวงหาบุญของพุทธศาสนิกชนในเทศกาลขึ้นเขาสวาย ในเดือนห้าทุกปี เมื่อพระราชทานเพลิงศพหลวงปู่แล้ว เราจะสร้างสถูปประดิษฐานรูปหลวงปู่ บรรจุอัฐิหลวงปู่ ไว้เป็นที่สักการะก็ทำได้

- ขณะนี้ทางจังหวัดได้กำหนดบริเวณดังกล่าวเป็นวนอุทยานแล้ว เราสามารถปลูกต้นไม้พัฒนาให้สวยงามได้

- การกำหนดเส้นทางให้รถเข้าออกในขณะมีงาน เราก็แก้ได้ และทำแล้ว

- การไม่มีไฟฟ้าแสงสว่างให้ความสะดวก เราก็แก้ได้

- เรื่องน้ำดื่มน้ำใช้ เราก็แก้ได้

- เรื่องที่พักผู้มาร่วมงาน เราก็แก้ได้ โดยจัดทำที่พักชั่วคราว โดยชาวบ้านบริเวณใกล้เคียงที่เลื่อมใสศรัทธาหลวงปู่

- ที่ตรงนั้นไม่ไกลไปหรือ ผมก็ว่าไม่ไกลเพราะ เมื่อหลวงปู่ยังมีชีวิตอยู่ เคยมีสามล้อคนหนึ่ง นิมนต์หลวงปู่ขึ้นนั่งสามล้อ แล้วถีบสามล้อไปส่งหลวงปู่ ถึงวัดพนมสวาย ถ้าคิดว่าการเดินทางเข้าไปในบริเวณไกล เราก็แก้ได้โดยจัดรถรับส่งเพิ่มขึ้น

- เรื่องความสะดวกในการเดินทาง การให้ความปลอดภัยแก่ผู้มาร่วมงานเราก็แก้ได้ และได้เตรียมการไว้แล้ว

นี่คือข้อยุติ และเหตุผลที่ว่า ทำไมจึงเลือกบริเวณภูเขา “พนมสวาย” เป็นสถานที่สร้างเมรุพระราชทานเพลิงศพ พระราชวุฒาจารย์ (หลวงปู่ดูลย์ อตุโล) ของชาวสุรินทร์

ลงชื่อ นายเสนอ มูลศาสตร์ ผู้ว่าราชการจังหวัดสุรินทร์

๑๓๒. อนุสรณ์สถาน

ภายหลังการมรณภาพของหลวงปู่ ทางคณะกรรมการฝ่ายสงฆ์และฆราวาส ได้มีมติให้จัดสร้างอาคารอนุสรณ์สำหรับหลวงปู่ขึ้น สำหรับเป็นที่สักการะระลึกถึงท่าน ภายในบริเวณวัดบูรพาราม อาคารดังกล่าวสร้างเสร็จในปี พ.ศ. ๒๕๒๘ มีชื่อว่า “พิพิธภัณฑ์กัมมัฏฐาน หลวงปู่ดูลย์ อตุโล”

ภายในพิพิธภัณฑ์ มีรูปเหมือนของหลวงปู่ อยู่ในท่านั่งห้อยเท้า หล่อด้วยโลหะ ขนาด ๒ เท่าครึ่งขององค์จริง และยังเป็นสถานที่เก็บอัฐิธาตุของหลวงปู่ ไว้ให้ประชาชนทั่วไป ได้สักการะ และเป็นสิ่งเตือนใจ ให้ระลึกถึงความดี และเตือนใจให้เห็นว่า “ความตาย” เป็นสิ่งธรรมดาที่ทุกคนจะต้องพบ จึงไม่ควรใช้ชีวิตอยู่ด้วยความประมาท

นอกจากนี้ยังได้รวบรวมเครื่องอัฏฐบริขาร และเครื่องใช้ต่างๆ ของหลวงปู่ ตั้งแต่สมัยออกท่องธุดงค์กัมมัฏฐาน และของใช้ต่างๆ ที่หลงเหลืออยู่ นับตั้งแต่หลวงปู่เข้ามาพำนักประจำ ที่วัดบูรพาราม ตลอดระยะเวลา ๕๐ ปี

ทางวัดได้กำหนดการไว้ว่า ในปี พ.ศ. ๒๕๓๘ ซึ่งเป็นปีที่หลวงปู่มีอายุครบรอบ ๑๐๘ ปีหรือ ๙ รอบถือว่าเป็นโอกาสมงคลอย่างยิ่ง จึงได้จัดสร้างรูปหล่อหุ่นขี้ผึ้ง ของหลวงปู่ ขนาดเท่าองค์จริง บรรจุไว้เพิ่มเติม เพื่อเป็นที่พึ่งที่ระลึก สำหรับผู้ศรัทธาต่อหลวงปู่ ได้เคารพกราบไหว้ หรือผู้ที่ต้องการความสงบมานั่งสมาธิภาวนา เสมือนนั่งอยู่ต่อหน้าองค์หลวงปู่ ย่อมชักนำจิตใจให้เกิดความสงบความเย็นได้

อนุสรณ์สถานสำหรับหลวงปู่อีกแห่งหนึ่ง คือ พระธาตุเจดีย์บรรจุอัฐิธาตุของหลวงปู่ อยู่ที่บริเวณวนอุทยานแห่งชาติเขาพนมสวาย ก่อสร้างครอบเมรุที่พระราชทานเพลิงศพของหลวงปู่ มีลักษณะเป็นเจดีย์ ภายในมีรูปเหมือนของหลวงปู่ หล่อด้วยโลหะขนาดเท่าองค์จริง และมีภาพจิตรกรรมฝาผนังเกี่ยวกับประวัติชีวิตของหลวงปู่ พระธาตุเจดีย์นี้ตั้งอยู่ที่ ตำบลสวาย อำเภอเมือง จังหวัดสุรินทร์ อยู่ห่างจากตัวเมืองไปทางทิศใต้ ระยะทาง ๒๒ กิโลเมตร

อนุสรณ์ธรรมทั้ง ๒ แห่ง เป็นสังเวชนียสถานเพื่อระลึกถึงหลวงปู่ เปิดให้ประชาชนเข้ากราบไหว้ตลอดเวลา

๑๓๓. ครูบาอาจารย์ของหลวงปู่

นอกจากบิดามารดา ญาติสนิท ท่านเจ้าเมืองสุรินทร์ ที่ให้ความอุปการะ และเพื่อนร่วมคณะละครที่หลวงปู่สังกัดอยู่ ที่ให้การสนับสนุนและช่วยเหลือหลวงปู่ตลอด ๒๒ ปี ในการใช้ชีวิตฆราวาสแล้ว ก็มีครูบาอาจารย์ในทางธรรม ที่เป็นผู้มีพระคุณแก่หลวงปู่ ในฐานะผู้ร่วมสร้างเสริม ให้หลวงปู่ได้พบความสำเร็จในทางธรรม มีดังนี้

๑. พระครูวิมลศีลพรต (ทอง) เป็นพระอุปัชฌาย์ ให้การบรรพชาแก่หลวงปู่ ณ พัทธสีมาวัดจุมพลสุทธาวาส ในเมืองสุรินทร์ เมื่อ พ.ศ. ๒๔๕๓ โดยมีพระครูบึก เป็นพระกรรมวาจาจารย์ และพระครูฤทธิ์ เป็นพระอนุสาวนาจารย์

๒. หลวงพ่อแอก เจ้าอาวาสวัดคอโค ตำบลคอโค อำเภอเมือง จังหวัดสุรินทร์ นับเป็นพระอาจารย์สอนกัมมัฏฐานองค์แรกแก่หลวงปู่ ซึ่งได้เพียงสอนให้ฝึกหัดท่อง สวด และฝึกวัตรปฏิบัติที่นิยมในสมัยนั้น รวมทั้งฝึกบริกรรมภาวนาโดยวิธี “อัญเชิญปีติทั้ง ๕” หลวงปู่ได้เฝ้าเพียรรับการอบรมกับ หลวงพ่อแอก เป็นเวลา ๖ ปี ระหว่าง พ.ศ. ๒๔๕๓ - ๒๔๕๙ ก่อนเดินทางไปศึกษาด้านปริยัติธรรมที่จังหวัดอุบลราชธานี

๓. พระมหารัฐ พระอุปัชฌาย์ เมื่อหลวงปู่ได้ญัตติสิกขาบทจากมหานิกายมาอุปสมบทในธรรมยุติกนิกาย เมื่อวันที่ ๑๔ ตุลาคม ๒๔๖๑ ณ พัทธสีมาวัดสุทัศนาราม อำเภอเมือง จังหวัดอุบลราชธานี โดยมี พระศาสนดิลก เจ้าคณะมณฑลอุดรในสมัยนั้น เป็นพระกรรมวาจาจารย์

๔. หลวงปู่มั่น ภูริทตฺโต พระอาจารย์ใหญ่ฝ่ายอรัญวาสี หรือฝ่ายธุดงค์กัมมัฏฐาน เป็นครูบาอาจารย์ที่หลวงปู่ให้ความเคารพ ศรัทธามากที่สุด ในฐานะที่เป็นผู้ให้แนวทางการภาวนา และวางแบบอย่างในการถือธุดงควัตร หลวงปู่ได้เป็นกำลังสำคัญของ พระอาจารย์ใหญ่ ในการเผยแผ่แนวคำสอนในฐานะแม่ทัพธรรม ที่มีความรับผิดชอบในพื้นที่ภาคอีสานตอนใต้ บริเวณจังหวัดสุรินทร์ ศรีสะเกษ และบุรีรัมย์ หลวงปู่มั่น ภูริทตฺโต จึงเป็นผู้ให้ความงอกงาม ในทางธรรมแก่หลวงปู่อย่างแท้จริง ในช่วงท้ายสุด หลวงปู่มั่น มาพำนักอยู่ประจำที่วัดป่าบ้านหนองผือ อำเภอพรรณานิคม จังหวัดสกลนคร และมรณภาพที่วัดป่าสุทธาวาส อำเภอเมือง สกลนคร เมื่อวันที่ ๑๑ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๔๙๒

๕. สมเด็จพระมหาวีรวงศ์ (ติสฺโส อ้วน) ในสมัยดำรงสมณศักดิ์ที่ พระธรรมปาโมกข์ เจ้าคณะมณฑลนครราชสีมา เป็นผู้ให้ความอุปการะและ สนับสนุนการศึกษาด้านปริยัติแก่หลวงปู่ ในสมัยที่ศึกษาอยู่ที่วัดสุทัศนาราม จังหวัดอุบลราชธานี ท่านเป็นผู้วางแผนและสั่งการ ให้หลวงปู่มาพัฒนาวัดบูรพาราม ให้เป็นวัดธรรมยุติกนิกาย เป็นแห่งแรกในภาคอีสานตอนใต้ เป็นเหตุให้หลวงปู่ ต้องพำนักประจำที่วัดแห่งนี้ ติดต่อกันเป็นเวลา ๕๐ ปี ตั้งแต่วันที่ ๒๔ กรกฎาคม ๒๔๗๗ จนกระทั่งมรณภาพเมื่อวันที่ ๓๐ มกราคม ๒๕๒๖

๖. สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช พระองค์มีความสนิทสนมคุ้นเคย และติดต่อกันกับหลวงปู่เสมอมา ตั้งแต่สมัยดำรงสมณศักดิ์ที่สมเด็จพระญาณสังวร (เจริญ สุวฒฺโน) เจ้าอาวาสวัดบวรนิเวศวิหาร ท่านเจ้าประคุณสมเด็จฯ เคยไปร่วมงานฉลองอายุของหลวงปู่เมื่อปี พ.ศ. ๒๕๒๐ ครั้นเมื่อหลวงปู่เข้ารักษาตัวที่โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ พระองค์ท่านได้ให้ความอนุเคราะห์ และช่วยประสานงานให้ทุกอย่าง นอกจากนี้ ยังได้เสด็จไปเป็นประธานฝ่ายสงฆ์ ในงานพระราชทานเพลิงศพของหลวงปู่ เมื่อวันที่ ๘ กรกฎาคม ๒๕๒๘ และเป็นประธานบรรจุอัฐิธาตุ และเปิดพิพิธภัณฑ์กัมมัฏฐานของหลวงปู่ เมื่อวันที่ ๓๐ ตุลาคม ๒๕๒๘

๑๓๔. เพื่อนสหธรรมิกของหลวงปู่

ในส่วนของพระสหธรรมิกของหลวงปู่นั้น มีมากมายเหลือเกิน ทั้งสมัยที่ท่านอยู่ศึกษาพระปริยัติธรรมที่จังหวัดอุบลราชธานี สมัยที่ศึกษาด้านปฏิบัติภาวนากับ พระอาจารย์ใหญ่มั่น ภูริทตฺโต สมัยที่ออกธุดงค์กัมมัฏฐาน รวมทั้งที่สนิทสนมคุ้นเคยกันในโอกาสต่างๆ

พระสหธรรมิกของหลวงปู่นับว่ามีมาก ทั้งนี้เพราะอัธยาศัยและคุณธรรมของหลวงปู่ที่เป็นที่ศรัทธา และชื่นชอบอย่างกว้างขวาง ด้วยท่าทีจริยาวัตรที่งดงามบริสุทธิ์ จริงใจ ไม่ติฉินนินทาใครทั้งต่อหน้าและลับหลัง

อย่างไรก็ตาม ในที่นี้จะขอยกมาเฉพาะพระสหธรรมมิกที่เป็นศิษย์ร่วมพระอาจารย์ใหญ่รุ่นแรกกับหลวงปู่ ซึ่งได้แก่

พระอาจารย์สิงห์ ขนฺตยาคโม นับว่ามีความสนิทสนมคุ้นเคยกับหลวงปู่มากที่สุด ท่านเป็นผู้มีอุปการคุณต่อหลวงปู่ ในฐานะสนับสนุนให้หลวงปู่ ได้เปลี่ยนญัตติมาสู่ธรรมยุติกนิกาย เมื่อ พ.ศ. ๒๔๖๑ ร่วมเป็นศิษย์รุ่นแรกของ ท่านพระอาจารย์ใหญ่ ร่วมออกธุดงค์ด้วยกันครั้งแรก และใช้ชีวิตจำพรรษาอยู่ด้วยกัน ในช่วงออกธุดงค์ นานกว่าทุกรูป ในระยะต่อมา หลวงปู่ดูลย์ได้ส่งลูกศิษย์ของท่านให้ ไปฝึกภาวนาอยู่กับหลวงปู่สิงห์ ที่มีชื่อเสียงและเป็นที่รู้จักกันดีคือ หลวงปู่สาม อกิญฺจโน ในช่วงสุดท้าย หลวงปู่สิงห์ ท่านพำนักอยู่ประจำที่วัดป่าสาลวัน อำเภอเมือง จังหวัดนครราชสีมา ดำรงสมณศักดิ์ที่ พระญาณวิศิษฏ์สมิทธิวีราจารย์ และมรณภาพเมื่อวันที่ ๘ กันยายน ๒๕๐๔ หลวงปู่สิงห์เป็นผู้นำแห่งกองทัพธรรม ในสายของพระอาจารย์มั่น ภูริทตฺโต

หลวงปู่ขาว อนาลโย แห่งสำนักวัดถ้ำกลองเพล อำเภอเมือง จังหวัดหนองบัวลำภู เป็นเพื่อนสหธรรมิกที่สนิทสนมคุ้นเคย ในฐานะที่เฝ้าติดตามศึกษาธรรมกับ พระอาจารย์ใหญ่ ร่วมกัน และร่วมออกธุดงค์ในป่าเขาแถบจังหวัดสกลนคร หนองคาย และอุดรธานี โดยเฉพาะการธุดงค์บริเวณถ้ำกลองเพล และหลวงปู่ขาวได้ยึดสถานที่นี้ เป็นที่พำนักประจำสืบมาจนกระทั่งท่านมรณภาพ เมื่อวันที่ ๑๖ พฤษภาคม ๒๕๒๖ ก่อนการมรณภาพของหลวงปู่เพียง ๖ เดือน แม้ทั้ง ๒ องค์จะมีอายุรุ่นราวคราวเดียวกัน คือเกิดปีเดียวกัน แต่หลวงปู่ขาวอ่อนอายุพรรษากว่า เพราะท่านบวชหลังหลวงปู่ถึง ๙ ปี

ยังมีสหธรรมมิกรุ่นหลังหลวงปู่อีกเป็นจำนวนมาก ที่เป็นที่เคารพศรัทธาและรู้จักกว้างขวางได้แก่

- หลวงปู่แหวน สุจิณฺโณ วัดดอยแม่ปั๋ง อำเภอพร้าว จังหวัดเชียงใหม่

- พระราชนิโรธรังสี คัมภีรปัญญาวิศิษฎ์ (หลวงปู่เทสก์ เทสฺรงฺสี) วัดหินหมากเป้ง อำเภอศรีเชียงใหม่ จังหวัดหนองคาย

- หลวงปู่หลุย จนฺทสาโร วัดถ้ำผาบิ้ง อำเภอวังสะพุง จังหวัดเลย

สหธรรมิกรุ่นหลังของหลวงปู่ที่ยังมีชีวิตอยู่ได้แก่ พระอาจารย์หลวงตามหาบัว ญาณสมฺปนฺโน วัดป่าบ้านตาด จังหวัดอุดรธานี เป็นลูกศิษย์ผู้อุปัฏฐากใกล้ชิด พระอาจารย์ใหญ่มั่น ภูริทตฺโต ได้ร่วมปฏิบัติธรรมกับหลวงปู่บ้าง ซึ่งท่านมีความสนิทสนมกันพอสมควร ในช่วงหลังๆ หลวงปู่ได้ส่งลูกศิษย์หลายองค์ไปอยู่ศึกษาด้านสมาธิภาวนากับ ท่านหลวงตาฯ หลังจากพระอาจารย์ใหญ่ มรณภาพแล้ว ท่านหลวงตามหาบัว ได้ปฏิบัติหน้าที่รักษามรดกธรรมคล้ายๆ กับองค์แทนของ พระอาจารย์ใหญ่ ซึ่งครูบาอาจารย์รุ่นอาวุโสบางท่านได้แนะนำว่า “ถ้าอยากรู้ว่าท่านพระอาจารย์ใหญ่มั่นท่านเป็นอย่างไร ให้ไปดูได้ที่หลวงตาวัดบ้านตาด แล้วจะเข้าใจ”

๑๓๕. ลูกศิษย์ของหลวงปู่

ลูกศิษย์ผู้สืบทอดมรดกธรรมจากหลวงปู่ มีหลายยุคหลายรุ่น พอจะลำดับได้ตังนี้

รุ่นแรกสุด ในสมัยที่หลวงปู่ยังท่องธุดงค์อยู่ในแถบภาคอีสานตอนบน หลวงปู่ได้สร้างพุทธบุตร ให้แก่วงการพระศาสนา ฝ่ายอรัญวาสี จำนวนไม่น้อย ที่เป็นที่รู้จักอย่างกว้างขวาง มี ๒ องค์ คือ

๑. หลวงปู่ฝั้น อาจาโร วัดป่าอุดมสมพร อำเภอพรรณานิคม จังหวัดสกลนคร ได้พบและฝากตัวเป็นศิษย์ปฏิบัติธรรมกับหลวงปู่สมัยเป็นพระหนุ่ม เมื่อหลวงปู่ไปพักจำพรรษาที่ วัดม่วงไข่ บ้านกุดก้อม อำเภอพรรณานิคม จังหวัดสกลนคร ในปี พ.ศ. ๒๔๖๓ ครั้งนั้นถือเป็นเหตุการณ์ พลิกแผ่นดินของวัดม่วงไข่ คือ หลังออกพรรษาในปีนั้น พระเณรทั้งวัดพากันละทิ้งวัด แล้วออกธุดงค์ตามหลวงปู่ไปทั้งหมด จนปล่อยให้วัดร้าง หลวงปู่ฝั้น ซึ่งยังเป็นพระหนุ่มอยู่วัดใกล้กันนั้น ก็ออกติดตามไปปฏิบัติธรรมกับหลวงปู่ด้วย แล้วหลวงปู่ได้นำมาถวายเป็นศิษย์ปฏิบัติธรรม กับพระอาจารย์ใหญ่ ในเวลาต่อมา ดังปรากฏหลักฐานภาพปั้นที่ซุ้มประวัติ ซุ้มที่ ๗ ที่เจดีย์พิพิธภัณฑ์หลวงปู่ฝั้น อาจาโร ศิษย์รุ่นหลังๆ ของหลวงปู่ดูลย์ ที่สนใจด้านปฏิบัติภาวนา จะถูกส่งตัวมาให้อยู่ฝึกปฏิบัติ กับหลวงปู่ฝั้น จำนวนหลายรุ่น หลวงปู่ฝั้นมรณภาพเมื่อวันที่ ๔ มกราคม ๒๕๒๐ ก่อนหลวงปู่ ๖ ปี

๒. หลวงปู่อ่อน ญาณสิริ วัดป่านิโครธาราม อำเภอหนองวัวซอ จังหวัดอุดรธานี ปวารณาตัวเป็นศิษย์ติดตามหลวงปู่ ตั้งแต่สมัยยังเป็นเณรอยู่วัดม่วงไข่ แล้วได้ไปปฏิบัติธรรมอยู่กับ หลวงปู่มั่น อยู่ระยะหนึ่ง แล้วท่องธุดงค์กัมมัฏฐาน จนมีคุณธรรมแก่กล้า ได้รับมรรคผลจนมีชื่อเสียงขจรขจาย

สานุศิษย์เมื่อครั้งที่หลวงปู่มาอยู่สุรินทร์ และร่วมในกองทัพธรรมแห่งอีสานใต้ ในช่วงที่หลวงปู่มาพำนักที่วัดนาสาม วัดป่าหนองเสม็ด และวัดบูรพาราม รวมเวลาทั้งสิ้น ๖๐ ปีเศษ ได้สร้างพุทธบุตรไว้ประดับวงการสงฆ์ฝ่ายวิปัสสนาธุระมากมาย จำนวนนับด้วยเรือนพัน

ลูกศิษย์รุ่นอาวุโสที่มรณภาพแล้ว ซึ่งได้กล่าวถึงบ่อยในประวัติชีวิตของท่านที่นำเสนอข้างต้น ได้แก่

๑. พระเทพสุทธาจารย์ ( โชติ คุณสมฺปนฺโน) วัดวชิราลงกรณ์ อำเภอปากช่อง จังหวัดนครราชสีมา มรณภาพเมื่อวันที่ ๓ เมษายน ๒๕๑๘

๒. หลวงปู่สาม อกิญฺจโน วัดป่าไตรวิเวก ตำบลนาบัว อำเภอเมือง จังหวัดสุรินทร์ มรณภาพเมื่อวันที่ ๑ กุมภาพันธ์ ๒๕๓๔ อายุ ๙๑ ปีเศษ

๓. พระมหาพลอย อุปสโม ป.ธ. ๖ จากวัดสัมพันธวงศาวาส กรุงเทพฯ เมื่อคณะสงฆ์มณฑลนครราชสีมา ได้สถาปนาวัดบูรพารามขึ้นเป็นวัดธรรมยุตแห่งแรกของจังหวัดสุรินทร์ เมื่อปี พ.ศ. ๒๔๗๖ แล้ว จึงมีบัญชาให้ พระมหาพลอย เดินทางมาจัดการฟื้นฟูการศึกษาฝ่ายพระปริยัติธรรม และได้ลาสิกขาบทออกมาใช้ชีวิตฆราวาสในภายหลัง

ลูกศิษย์รุ่นอาวุโสที่ยังมีชีวิตอยู่ในขณะนี้ (พ.ศ. ๒๕๓๘) มีดังนี้

๑. พระราชวิสุทธิธรรมรังษี (เปลี่ยน โอภาโส) อดีตเจ้าอาวาสวัดป่าโยธาประสิทธิ์ ปัจจุบันพำนักอยู่ที่วัดบูรพาราม เป็นศิษย์ผู้ร่วมงานเคียงบ่าเคียงไหล่กับหลวงปู่มาตลอด ปัจจุบันอายุ ๗๙ สุขภาพยังแข็งแรงมาก ยังออกเดินบิณฑบาตทุกเช้า (มรณภาพแล้ว)

๒. พระราชปัญญาวิสารัท (เหลือง ฉนฺทาคโม) เจ้าอาวาสวัดกระดึงทอง กิ่งอำเภอบ้านด่าน จังหวัดบุรีรัมย์ และเจ้าคณะจังหวัดบุรีรัมย์ ฝ่ายธรรมยุต

๓. พระรัตนากรวิสุทธิ์ (เสถียร สถิโร) เจ้าอาวาสวัดบูรพารามสืบต่อจากหลวงปู่ขณะนี้ (พ.ศ. ๒๕๓๘) มีอายุ ๗๓ ปี (มรณภาพแล้ว)

๔. พระครูเขมคุณโสภณ (หลวงปู่จันทร์แรม) วัดเกาะแก้วธุดงคสถาน กิ่งอำเภอบ้านด่าน จังหวัดบุรีรัมย์

๕. หลวงปู่สุวัจ สุวโจ วัดป่าเขาน้อย ต.เสม็ด อ.เมือง จ.บุรีรัมย์ (มรณภาพแล้ว)

ลูกศิษย์รุ่นกลาง ที่พอจะนึกชื่อได้ มีดังนี้

๑. พระราชวรคุณ (พระมหาสมศักดิ์ ปณฺฑิโต) อดีต พระโพธินันทมุนี และพระครูนันทปัญญาภรณ์ อุปัฏฐากใกล้ชิดหลวงปู่มาตั้งแต่บวชเป็นสามเณร ติดต่อมา จนกระทั่งหลวงปู่มรณภาพ เป็นเวลา ๔๐ กว่าปี

๒ พระมงคลวัฒนคุณ (พระมหาเพิ่ม กิตฺติวฒฺฑโน) เจ้าอาวาสวัดถ้ำไตรรัตน์ และ อดีตเจ้าอาวาสวัดวชิราลงกรณ์ อำเภอปากช่อง จังหวัดนคราชสีมา (เป็นเจ้าอาวาสวัดป่าสาลวันต่อจากหลวงพ่อพุธ ฐานิโย)

๓. พระวิสุทธินายก (บุญเอียด พุทฺธวํโส) เจ้าอาวาสวัดไตรรัตนาราม อำเภอเมือง จังหวัดสุรินทร์ เจ้าคณะจังหวัดสุรินทร์ ฝ่ายธรรมยุต (มรณภาพแล้ว)

๔. พระครูพนมศีลคุณ (สวน สารธมฺโม) เจ้าอาวาสวัดเขาสวาย อำเภอเมือง จังหวัดสุรินทร์ สถานที่จัดพิธีพระราชทานเพลิงศพ และที่ประดิษฐาน พระธาตุเจดีย์ของหลวงปู่

๕. พระครูญาณกิจไพศาล (ใหญ่ ญาณวีโร) เจ้าอาวาสวัดป่าตาเตน อำเภอเมือง จังหวัดสุรินทร์

๖. พระครูปิยธรรมโสภณ (หืน) วัดป่าไพศาล อำเภอประโคนชัย จังหวัดบุรีรัมย์

๗. พระครูวีรากรณ์วิสุทธิ์ (เด่น) วัดป่าชัยมงคล จังหวัดสุรินทร์

ลูกศิษย์รุ่นหลังๆ เท่าที่พอนึกได้ มีดังนี้

๑. พระพิศาลศาสนกิจ (เยื้อน) วัดเขาศาลา อำเภอบัวเชด จังหวัดสุรินทร์

๒. พระครูภาวนาวิสุทธิ์ (ตรีคูณ) วัดป่าประโคนชัย อำเภอประโคนชัย จังหวัดบุรีรัมย์

๓. พระครูเกษมคุณารักษ์ (เคล็ม) วัดป่าอุดมธรรม อำเภอกระสัง จังหวัดบุรีรัมย์ (มรณภาพแล้ว)

๔. พระครูธรรมประเวที วัดทุ่งโพธิ์ อำเภอเมือง จังหวัดบุรีรัมย์

๕. พระครูบริรักษ์พัฒนา (เสวย) วัดบุรีรัมย์รัตนารมย์ อำเภอเมือง จังหวัดบุรีรัมย์

๖. หลวงพ่อกิม ทีปธมฺโน วัดป่าตงดู อำเภอลำดวน จังหวัดสุรินทร์ มีชื่อเสียงในด้านจิตภาวนา (มรณภาพแล้ว)

๗. พระอาจารย์คืน วัดบวรสังฆาราม ตั้งอยู่หน้าเรือนจำจังหวัดสุรินทร์ ตำบลนอกเมือง อำเภอเมือง จังหวัดสุรินทร์

๘ พระอาจารย์สุพร วัดปราสาทจอมพระ อำเภอจอมพระ จังหวัดสุรินทร์

๙. พระอาจารย์วสันต์ วงฺคีโส วัดเขาโต๊ะ อำเภอกาบเชิง จังหวัดสุรินทร์

๑๐. พระเทพสิทธิญาณรังสี (จันทร์ คเวสโก) หรือ “หลวงตาจันทร์” วัดป่าชัยรังสี อำเภอเมือง จังหวัดสมุทรสาคร (ลาสิกขาแล้ว)

๑๑. พระครูสถิตปัญญาคุณ (พิรุณ คีรีปุณฺโณ) วัดปรือเกียน อำเภอเมือง จังหวัดสุรินทร์

๑๒. พระครูบุญเลี้ยง วัดวอชิงตันวราราม สหรัฐอเมริกา

๑๓. พระอาจารย์ทองย้อย วัดธรรมรังษี นครซิดนีย์ ประเทศออสเตรเลีย

๑๔. พระอาจารย์จำเริญ วัดปารีส นครปารีส ประเทศฝรั่งเศส

๑๕. พระอาจารย์สุจิต สุจิณฺโณ วัดเบอร์ลิน นครเบอร์ลิน ประเทศเยอรมัน

๑๖. พระอาจารย์ทนงศักดิ์ วัดป่าธรรมชาติ จังหวัดเชียงใหม่

๑๗. พระมหาเหรียญ วัดป่าธรรมชาติ ลองบีช แคลิฟอร์เนีย สหรัฐอเมริกา

๑๘. พระอาจารย์เจิม วัดนรนารถสุนทริการาม กรุงเทพฯ

๑๙ พระอาจารย์ทอง วัดญาณสังวราราม จังหวัดชลบุรี

๒๐. พระครูลีบาลอง วัดอโศการาม กรุงนิวเดลี ประเทศอินเดีย

ยังมีพระภิกษุสามเณรอีกเป็นจำนวนมาก ที่เป็นศิษย์หลวงปู่ช่วงหลังๆ ต้องกราบขออภัยด้วย ที่ไม่สามารถกล่าวนามได้หมด ณ ที่นี้

     

๑๓๖. งานของคณะสงฆ์และสมณศักดิ์ ของหลวงปู่

หลวงปู่ดูลย์ อตุโล มาอยู่ประจำที่วัดบูรพาราม จังหวัดสุรินทร์ ตั้งแต่วันที่ ๒๔ กรกฎาคม ๒๔๗๗ เมื่อท่านอายุ 46 ปี พรรษา ๒๔ หลังจากวัดบูรพาราม ได้รับการสถาปนาเป็นวัดป่าธรรมยุตในปี พ.ศ. ๒๔๗๖

งานของคณะสงฆ์และสมณศักดิ์ของหลวงปู่มีตามลำดับ ดังนี้

ปี พ.ศ.

๒๔๗๘

ได้รับแต่งตั้งเป็นเจ้าคณะแขวงรัตนบุรี

 

๒๔๗๙

เริ่มลงมือก่อสร้างโบสถ์วัดบูรพาราม แล้วเสร็จปี พ.ศ. ๒๔๙๓ รวมเวลาก่อสร้าง ๑๔ ปี

๑ มีนาคม

๒๔๗๙

ได้รับแต่งตั้งเป็นพระครูสัญญาบัตรเจ้าคณะแขวงรัตนบุรี โดยมีสมณศักดิ์ที่ พระครูรัตนากรวิสุทธิ์

๒๔ พฤษภาคม

๒๔๘๐

ได้รับแต่งตั้งเป็นพระอุปัชฌาย์สามัญฝ่ายธรรมยุติกนิกาย

๒๔ เมษายน

๒๔๙๐

เป็นประธานสงฆ์ในการหล่อพระพุทธชินราชจำลอง เพื่อเป็นพระประธานประดิษฐานในพระอุโบสถ

 

๒๔๙๔

ได้รับแต่งตั้งเป็นเจ้าคณะอำเภอเมืองสุรินทร์ ฝ่ายธรรมยุติกนิกาย

๑ พฤษภาคม

๒๕๐๑

ได้รับแต่งตั้งเป็นเจ้าคณะจังหวัดสุรินทร์ฝ่ายธรรมยุติกนิกาย

 

๒๕๐๔

ได้รับแต่งตั้งเป็นพระราชาคณะชั้นสามัญที่ พระรัตนากรวิสุทธิ

 

๒๕๐๕

ปฏิสังขรณ์มณฑปหลวงพ่อพระชีว์ เปลี่ยนจากอาคารไม้เป็นอาคารจัตุรมุขคอนกรีตเสริมเหล็ก

 

๒๕๑๑

กรมการศาสนาประกาศให้วัดบูรพารามเป็นวัดพัฒนาตัวอย่าง

๑ กุมภาพันธ์

๒๕๒๐

ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ยกวัดบูรพารามเป็นพระอารามหลวงชั้นตรี ประเภทสามัญ

 

๒๕๒๐

ได้สร้างศาลาการเปรียญ “ศาลาอตุโลเถระ” ขนาด ๑๖ x ๔๖ เมตร มูลค่า ๑.๘ ล้านบาทเศษ

 

๒๕๒๒

โรงเรียนพระปริยัติธรรม เป็นตึก ๒ ชั้น ๘ ห้องเรียน มูลค่า ๑.๒ ล้านบาทเศษ

๒ ธันวาคม

๒๕๒๒

ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานสมณศักดิ์เป็นพระราชาคณะชั้นราช ที่ พระราชวุฒาจารย์ ศาสนภารธุรกิจ ยติคณิสสร บวรสังฆาราม คามวาสี

๑๘ ธันวาคม

๒๕๒๒

ล้นเกล้าทั้ง ๒ พระองค์ พร้อมด้วยพระบรมวงศานุวงศ์ เสด็จนมัสการหลวงปู่ที่วัดบูรพาราม ได้แสดงพระธรรมเทศนาถวายด้วย

๒๙ ตุลาคม

๒๕๒๖

เวลา ๑๖.๐๐ น. ออกรับแขกเพื่อการสั่งลาครั้งสุดท้ายตามธรรมเนียม ทั้งพระสงฆ์และประชาชนเข้ากราบ

 

 

เวลา ๒๒.๐๐ น. เริ่มแสดงธรรมบทสุดท้าย ออกมาลาสถานที่ด้วยองค์ท่านเอง

๓๐ ตุลาคม

๒๕๒๖

เวลา ๐๒.๐๐ น. เทศน์บทสุดท้ายเรื่อง ลักษณาการปรินิพพานของพระพุทธองค์

 

 

เวลา ๐๔.๑๓ น. แสดงความเป็น “ตถตา” คือแสดงให้เห็นความเป็นธรรมดาแก่ชาวโลก ด้วยการละทิ้งสังขารเหลือไว้แต่มรดกธรรมให้ชาวโลกถือเป็นอุทาหรณ์

๘ กรกฎาคม

๒๕๒๘

งานพระราชทานเพลิงศพจัดขึ้นที่เมรุชั่วคราว ณ วนอุทยานแห่งชาติเขาพนมสวาย ตำบลนาบัว อำเภอเมือง จังหวัดสุรินทร์ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ พร้อมด้วยสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี สมเด็จพระเจ้าลูกเธอเจ้าฟ้าจุฬาภรณ์ฯ เสด็จมาในงาน

๑๓๗. ปฏิปทาพระเถระ

นับตั้งแต่ปี ๒๔๗๗ เมื่ออายุ ๔๖ ปี จนถึงวาระสุดท้ายเมื่ออายุ ๙๖ ปี กับ ๒๖ วัน หลวงปู่ดูลย์ อตุโล มิได้ไปจำพรรษาที่ไหนอีกเลย ด้วยความซื่อสัตย์มั่นคงต่อภาระหน้าที่ ที่ได้รับมอบหมาย ท่านได้บากบั่นเอาชนะอุปสรรคนานา ด้วยความอดทนและทุ่มเท

ต้องบริหารการคณะสงฆ์ ทั้งด้านการปกครอง การศึกษา การเผยแพร่และสาธารณูปการ รวมทั้งการก่อสร้างปฏิสังขรณ์ แผ่ขยายสังฆมณฑล สร้างวัดใหม่ทั้งฝ่ายคามวาสีและอรัญวาสีอย่างมากมาย ทั้งในจังหวัดสุรินทร์และบุรีรัมย์ ศิษย์ยานุศิษย์ก็เพิ่มทวีคูณขึ้นเป็นลำดับ

แม้หลวงปู่จะอยู่ในปัจฉิมวัยก็ตาม ท่านก็ยังมีสุขภาพพลานามัยแข็งแรง เป็นผู้ที่สมบูรณ์ด้วยพรหมวิหารธรรมเป็นนิจ ผู้ใดใคร่จะได้เข้าไปพบนมัสการเวลาไหนไม่มีจำกัด ไม่มีพิธีรีตองให้ต้องยุ่งยากลำบากหรืออึดอัดใจ

พร้อมจะสงเคราะห์ในกิจนิมนต์ของพุทธศาสนิกชนโดยไม่เลือกชั้นวรรณะ ใครจะเอารถมารับไปก็ได้ ไม่มารับก็เดินไป ด้วยระยะทางนับสิบๆ กิโลเมตร ท่านก็ยินดีไปสงเคราะห์ให้ โดยไม่มีการบ่นหรือเกี่ยงงอนอะไรกับใคร ไม่ว่าจะเป็นสถานที่หรือจังหวัดไกลๆ ถ้ามีผู้ศรัทธานิมนต์ ท่านก็ยินดีสงเคราะห์เสมอ

อนึ่ง แม้ว่าท่านจะมิได้ออกธุดงค์ตามเจตนาเดิมก็ตาม ท่านก็ยังถือธุดงควัตรเป็นนิสัยตลอดมา ผลที่ท่านเคยประพฤติปฏิบัติมา ทำให้ท่านมีชีวิตที่บริสุทธิ์งดงามในสมณวิสัย พอสรุปลักษณะเด่นๆ ที่ปรากฏในองค์ท่านได้ดังนี้

- บำเพ็ญเพียรทางจิตเป็นปกติไม่ขาดสาย ไม่เคยบกพร่อง กลางคืนจะพักผ่อนเพียง ๒ ชั่วโมงเท่านั้น

- สงบเสงี่ยมเยือกเย็น ไม่หวั่นไหวแปรปรวน หรือตื่นเต้นตามเหตุการณ์

- มีใบหน้าสงบเรียบ ผิวพรรณผ่องใส โดยเฉพาะวันโกน หลังปลงผมเสร็จจะดูผ่องใสงดงามเป็นพิเศษ

- มีอุเบกขาต่อความลำบาก ไม่เคยบ่นเรื่องอาหาร ที่อยู่ และความสะดวกสบาย ทั้งหลาย

- มีความเป็นอยู่ง่า เมื่อขาดไม่ดิ้นรนแสวงหา หรือมีไม่สั่งสม เป็นอยู่ตามมีตามได้

- ฉันมื้อเดียวตลอดมา เว้นแต่เมื่อมีกิจนิมนต์จึงอนุโลมฉันสองมื้อบ้าง และลูกศิษย์อ้อนวอนขอให้ฉัน ๒ มื้อเมื่ออาพาธและชราภาพมากแล้ว

- มีโรคน้อย สุขภาพแข็งแรงดี พลานามัยดี

- มีสัจจะ พูดอะไรต้องทำอย่างนั้น ตั้งใจทำอะไรต้องให้สำเร็จ

- มีปฏิภาณไหวพริบดี ชี้ข้อธรรมะได้ถูกต้องชัดเจน สั้นและง่ายแนะแนวทางปฏิบัติได้ตลอดสาย

- "สลฺลหุกวุตฺติ” เป็นผู้มีความประพฤติเบาพร้อมเป็นปกติ กระฉับกระเฉงว่องไว เดินตัวตรงและเร็ว

- ไม่มีอาการหลงลืมหงำเหงอะเลอะเลือน ไม่มีใครเคยเห็นท่านแสดงอาการงัวเงียง่วงเหงา เมื่อตื่นนอนจะลุกขึ้นทันที สีหน้าไม่เหมือนคนผ่านการนอนเหมือนคนที่ตื่นพร้อมเต็มที่เสมอ

- ไม่เคยปรากฏแววหมองคล้ำอิดโรยหลังจากผ่านงานกลางแจ้งมาอย่างหนัก นอกจากอาการอ่อนเพลียทางร่างกายบ้างเล็กน้อย ไม่มีเหงื่อไคลไหลโทรม

- นิยมการทำตัววางตัวง่ายๆ ไม่มีพิธีรีตอง มักตำหนิผู้ที่เจ้าบทเจ้าบาทมากเกินควร

- บทสวดมนต์ที่โปรดปราน “อรญฺเญ รุกฺขมูเล วา สุญฺญาคาเร จภิกฺขโว” เป็นต้น แสดงถึงจิตใจที่ใฝ่วิเวกของท่าน

- ศิษยานุศิษย์ทุกคนให้ความรักเคารพและยำเกรงอย่างสุดซึ้ง ประหนึ่งท่านเป็นบิดาบังเกิดเกล้า เพราะจริยาวัตรของท่าน เปี่ยมพร้อมไปด้วยพรหมวิหารธรรมอย่างแท้จริง ทุกคนเรียก หลวงพ่อ หลวงปู่ ได้อย่างสนิทปากสนิทใจ

- คติธรรมประจำใจที่สอนผู้อื่น “อย่าส่งจิตออกนอก” พร้อมกับตั้งปริศนาธรรมว่า “คิดเท่าไรก็ไม่รู้ ต่อเมื่อหยุดคิดจึงรู้ แต่ต้องอาศัยคิด”

- คำสอนที่สั้นที่สุด “หยุดคิดหยุดนึก” หรือ หยุดกิริยาจิตในกายยาววา หนาคืบนี้

- นิมิตในคำสอนของท่านมี ๒ คือ รูปนิมิต กับ นามนิมิต สิ่งที่ถูกรู้และถูกเห็นทั้งสิ้น เรียกว่า รูปนิมิต ญาณทั้งหลายมี บุพเพนิวาสานุสติญาณ จุตูปปาตญาณ เป็นต้น ชื่อว่า นามนิมิต นิมิตทั้งสองไม่ควรใส่ใจทั้งสิ้น

- สรุปหลักธรรมของท่าน ในแนวอริยสัจสี่ คือ

"จิตที่ส่งออกนอก                            เป็นสมุทัย

ผลอันเกิดจากจิตที่ส่งออกนอก       เป็นทุกข์

จิตเห็นจิต                                         เป็นมรรค

ผลอันเกิดจากจิตเห็นจิต                  เป็นนิโรธ

   

๑๓๘. เหรียญและวัตถุมงคลของหลวงปู่

เรื่องที่มีผู้สอบถามกันมากได้แก่ เรื่องเหรียญและวัตถุมงคลของหลวงปู่ มีหลายท่านปรารถนา และมีเจตนาอยากให้รวบรวมเป็นทำเนียบ เป็นหลักฐานว่ามีกี่รุ่น รุ่นไหนมีความหมาย ความดังอย่างไร อยากจะได้ไว้เป็นประวัติสำหรับศึกษาค้นคว้า อะไรทำนองนั้น ซึ่งก็น่าจะเป็นอย่างนั้น

ตามความเป็นจริง เมื่อพูดถึงเหรียญหรือวัตถุมงคลของหลวงปู่ อาตมภาพ (พระราชวรคุณ) ก็มีความลำบากใจ และก็ไม่สบายใจอยู่หลายข้อ เนื่องจากหลวงปู่ ท่านไม่เคยใส่ใจและไม่สนใจ เกี่ยวกับเรื่องวัตถุมงคลเลย เรื่องเหล่านี้ไม่มีอยู่ในความสนใจของท่าน

จากประวัติและปฏิปทาของหลวงปู่ที่กล่าวมาทั้งหมดแต่ต้น จะเป็นข้อยืนยันได้ว่า ถ้าพูดถึงเรื่องสิ่งศักดิ์สิทธิ์ อิทธิฤทธิ์ สิ่งอาถรรพ์ลึกลับ หรือเรื่องราวภายนอกการปฏิบัติธรรมแล้ว หลวงปู่ไม่สนใจและไม่ใส่ใจเลย ไม่เคยชี้ชวนให้ใครเชื่อ หรือให้เกิดความรู้สึกโน้มเอียงไปในทางที่เห็นความสำคัญของ สิ่งเหล่านั้น

แม้แต่มีใครมาขอให้หลวงปู่ช่วยกำหนดฤกษ์ยาม เช่นหาวันดีที่จะบวช หาฤกษ์ที่จะทำงานมงคล วันไหนควรหรือไม่ควรทำกิจกรรมเช่นไร หลวงปู่มักจะบอกว่า “วันไหนก็ได้ วันไหนก็ดี” นิดเดียวท่านก็ไม่เคยบอก ว่าวันนั้นวันนี้ดี แบบหมอดูฤกษ์ยามทั่วไป

ในเรื่องไสยศาสตร์ต่างๆ ท่านก็ไม่เคยสนับสนุน ไม่เคยปฏิเสธ ใครมาถามหรือชวนคุย ท่านจะตัดบทออกไป ไม่ต่อความยาวสาวความยืด ในทำนองว่าท่านไม่เคยเห็น แล้วก็ไม่ได้ใส่ใจในเรื่องเหล่านั้น

ทีนี้มาพูดเรื่องเหรียญของหลวงปู่ จุดกำเนิดอยู่ตรงที่ว่า สมัยหนึ่งเมื่อชาวกรุงเทพฯ และคนในจังหวัดต่างๆ มีการไปมาหาสู่กันในรูปทัศนาจร หรือจัดพาคณะไปกราบครูบาอาจารย์สายพระกัมมัฏฐาน โดยเฉพาะอย่างยิ่งทางภาคอีสาน รวมทั้งไปเที่ยวงานใหญ่ๆ เช่น งานช้าง รวมทั้งมีเหตุการณ์สู้รบแถบชายแดนของประเทศเป็นต้น

ภาวการณ์เหล่านี้ ได้ทำให้มีผู้มากราบนมัสการหลวงปู่มากขึ้น แต่ละคน แต่ละคณะ มักจะถามหาวัตถุมงคล ของหลวงปู่ ปกติหลวงปู่พูดน้อยอยู่แล้ว ท่านก็พูดเพียงว่า อาตมาไม่่มี อาตมาไม่เคยทำ ท่านปฏิเสธอย่างนี้เสมอมา แม้คนจะรบกวนถามท่านเรื่อยๆ สังเกตดูก็ไม่เห็นท่านหวั่นไหวอะไร

เรื่องทำเหรียญนี้ ต้องโทษที่อาตมาภาพ (พระราชวรคุณ) ซึ่งได้ตริตรองพอสมควร เห็นว่าหลวงปู่จะต้องกล่าวคำปฏิเสธคนไปเรื่อยๆ เกรงท่านจะลำบาก ก็เลยกราบเรียนท่านว่า น่าจะได้จัดทำเหรียญที่ระลึกของหลวงปู่สักครั้งหนึ่ง สำหรับแจกคนที่เขาสนใจ

ท่านก็บอกว่า ไม่ต้อง ไม่จำเป็น และก็ไม่ให้สร้าง อาตมาจึงเงียบเฉยไปเป็นปี คนก็มาขอเหรียญหลวงปู่อย่างนี้เรื่อยๆ ไป

อาตมาก็กราบเรียนหลวงปู่เป็นครั้งที่ ๒ โดยยกตัวอย่างพระเถระองค์อื่นๆ ทางฝ่ายกัมมัฏฐาน สานุศิษย์ก็สร้างเหรียญถวาย เพื่อให้ท่านแจกเป็นที่ระลึก สำหรับคนที่เขามายังมีภาวะจิตว่าต้องมีวัตถุไว้เป็นที่ยึดเหนี่ยว ไม่ว่าท่านอาจารย์ฝั้น หลวงปู่แหวน ท่านก็มีมานาน

การมีเหรียญที่ระลึก ก็ไม่ได้มีเจตนาเพื่อสิ่งอื่นใด เพียงช่วยหลวงปู่ ไม่ต้องอธิบาย ไม่ต้องปฏิเสธ ถ้าใครถามหา ก็ยื่นให้เขาไปหนึ่งเหรียญ คงจะทำให้หลวงปู่สะดวกใจขึ้น คนที่มาขอเขาก็จะไม่รู้สึกผิดหวัง

พยายามเรียนท่านอย่างนี้ ท่านก็พูดว่า “เออ! ทำก็ทำซิ”

เมื่อหลวงปู่อนุญาตแล้ว อาตมาก็จัดทำขึ้นเป็นรุ่นแรก ทำเสร็จแล้วก็ถวายหลวงปู่ไว้ตลอดพรรษา ช่วงนั้นเป็นช่วงที่กำลังพัฒนาปฏิสังขรณ์วัดด้วย ก็มีผลประโยชน์จากการทำบุญ เอามาพัฒนาวัดบ้าง ตามที่มีคนศรัทธา เหรียญรุ่นนั้นไม่มีการตั้งราคาแต่อย่างใด

เมื่อเหรียญรุ่นแรกออกมา ก็มีคนฮือฮาพอสมควร แล้วก็มีลูกศิษย์ลูกหา ทั้งฝ่ายคฤหัสถ์บ้าง ฝ่ายสงฆ์บ้าง เริ่มเข้าหาหลวงปู่ ขออนุญาตสร้างเหรียญสร้างวัตถุมงคลกันต่อมาเรื่อยๆ

ตามความเป็นจริง ทางวัดไม่เคยมีโครงการ ไม่มีเป้าหมาย หรือ จัดระเบียบ ในการจัดสร้างวัตถุมงคลแต่อย่างใดเลย เมื่อมีคนมาขอ บางทีอาตมาก็พาไปพบหลวงปู่ ซึ่งมีข้าราชการผู้ใหญ่บ้าง ทางกองทัพ แม่ทัพบ้าง เมื่อเขาบอกเจตนาแล้ว หลวงปู่ก็อนุญาตให้เขาทำ

ทางวัดไม่เคยมีโครงการ จึงไม่เคยมีทำเนียบ มีรุ่น ไม่เคยมีการจัดระเบียบในเรื่องนี้แต่อย่างใด คนที่ทราบเรื่องเหล่านี้ดีที่สุด ก็คืออาตมานี่แหละ คือรู้ว่ามีใครมาขอ มาสร้าง แล้วก็ช่วยเหลือสงเคราะห์เขาไปตามควร

แต่ขอยืนยันว่า เหรียญและวัตถุมงคลที่ทำจากวัดเอง สำหรับแจกเป็นที่ระลึกนั้น ไม่มีโอกาสออกไปข้างนอก ก็แจกกันหมดภายในวัดนั้นเองไม่มีการออกประกาศเรื่องการพุทธาภิเษก การให้สั่งจอง และประกาศประชาสัมพันธ์ต่างๆ รับรองว่าไม่เคยมีเด็ดขาด

การกระทำอย่างนั้นทางวัดเรารู้สึก ไม่โปร่งใจ ไม่สบายใจ เรื่องเหล่านี้เราไม่ถนัด อาตมาไม่ถนัด พูดง่ายๆ เรื่องเหล่านี้ หลวงปู่ไม่ชอบ นั่นเอง แต่ที่ทางเราทำขึ้นบ้าง ก็เพื่อสนองความต้องการ โดยที่หลวงปู่ไม่ต้องปฏิเสธ ไม่ต้องอธิบาย

ช่วงหลังๆ มีผู้มาขอสร้าง ขอทำกันหลายพวก หลายคน หลายรุ่น จนไม่ทราบว่าใครทำรุ่นไหนเมื่อไร ไม่มีการจดจำ ไม่มีการรวบรวมเป็นทำเนียบ

อย่างไรก็ตาม ถ้าจะมาบังคับให้อาตมาบอกว่ามีกี่รุ่น อาตมาก็จัดรุ่น จัดระเบียบ ตามแบบฉบับของอาตมาเอง ใครจะเห็นอย่างไรก็แล้วแต่ อาตมาจัดออกเป็น ๗ รุ่น คือ “รุ่นวางเฉย รุ่นใส่ใจ รุ่นสบายใจ รุ่นสะดวกใจ รุ่นลำบากใจ รุ่นตื้อ และรุ่นปลอมอย่างแท้จริง”

เหรียญและวัตถุมงคลของหลวงปู่คงจัดได้ในลักษณะนี้ ที่ต้องจัดอย่างนี้เพราะเรื่องมันมีอยู่อย่างนั้นจริง

คนที่มาขออนุญาตสร้างเหรียญ หรือประธานการจัดสร้างแต่ละรุ่นนั้น เขาได้รับความรู้สึกอย่างนั้นจริง บางท่านสร้างแล้วก็ปลื้มใจ บางท่านก็สบายใจ บางท่านก็ไม่ค่อยสบายใจเท่าใดนัก

การสร้างเหรียญรุ่นแรก คือ “รุ่น ๐๘” รุ่นนี้เป็นการริเริ่มของนายอำเภอพิศาล มูลศาสตร์สาทร ในสมัยนั้น จัดทำมาเสร็จเรียบร้อยแล้วก็มาถวายไว้ที่หลวงปู่ หลวงปู่ก็อือออไปตามเรื่อง ให้เอาเก็บไว้ที่กุฏิ เมื่อนานพอสมควรแล้ว เจ้าของเหรียญก็มารับไป และแบ่งถวายวัดไว้บางส่วน ไว้ให้หลวงปู่แจกให้คนที่มาทำบุญสร้างอะไรต่ออะไร ใครมาขอก็แจกให้ทุกคน

รุ่นแรกนี้จำได้ดี เพราะเกิดขึ้นเป็นครั้งแรกในปี ๒๕๐๘ มีจำนวน ๓,๐๐๐ เหรียญ เท่านั้นเอง ใช้เวลาแจก ๑๐ ปี ก็ยังไม่หมด ใครมาทำบุญ ๕ บาทก็ให้ไป ไม่รู้ว่าเขาสนใจหรือเปล่า คือใครขอก็ให้

รุ่นนี้จึงเรียกว่า “รุ่นวางเฉย” คือมิได้ใส่ใจว่าสำคัญหรือไม่สำคัญ ทั้งหลวงปู่ทั้งอาตมา รวมไปถึงคนที่ได้รับ ก็เช่นกัน นี่คือ “รุ่น ๐๘” สร้างเมื่อหลวงปู่อายุ ๘๔ ปี

เหตุการณ์ผ่านมาอีก ๑๐ ปี จนถึง พ.ศ. ๒๕๑๘ เมื่ออาตมาได้ขอร้องท่านเป็นครั้งที่ ๒ แล้วท่านอนุญาต อาตมาจึงจัดทำเหรียญของท่าน ๑ หมื่นเหรียญ และเหรียญหลวงพ่อพระชีว์อีก ๑ หมื่นเหรียญ

รุ่นนี้จัดเป็นรุ่นที่ ๒ เป็น รุ่นใส่ใจ เพราะหลวงปู่อนุญาตให้ทำ แล้วท่านก็ให้คาถาด้วย คาถาที่อยู่ในเหรียญ เป็นอักษรขอม ท่านก็เขียนให้ สร้างเสร็จก็นำมาถวายหลวงปู่ เก็บไว้ในกุฏิของท่านจนตลอดพรรษา ตั้งใจว่าออกพรรษาแล้วจะเอามาแจกจ่าย ประกอบกับทางวัดมีภาระในการพัฒนา และปฏิสังขรณ์หลายอย่าง จึงกำหนดราคาค่าบูชาเหรียญละ ๒๐ บาท เพื่อความเป็นระเบียบ

ช่วงนั้นทางวัดได้เห็นตัวอย่าง การทำพิธีพุทธาภิเษก พระกริ่งจอมสุรินทร์ ที่ทางผู้จัดสร้าง ได้มาอาศัยสถานที่ของวัดทำพิธีพุทธาภิเษก

ขอทำความเข้าใจว่า พระกริ่งจอมสุรินทร์ นั้น ทำพิธีพุทธาภิเษกที่วัดบูรพาราม แต่ไม่ใช่เป็นของวัด ช่วงนั้นหลวงปู่ยังวางเฉยในเรื่องนี้ เพียงแต่ตอนนั้น ท่านผู้ว่าฯ วิเชียร์ ศรีมันตร์ (พล.ต.ต. วิเชียร ศรีมันตร์ ผู้ว่าราชการจังหวัดสุรินทร์ ในสมัยนั้น) ปรารภสร้าง พระกริ่งจอมสุรินทร์ เพื่อให้คนบูชา แล้วนำปัจจัยไปสร้างพระประธาน ที่เขาพนมสวาย และสร้างถาวรวัตถุที่วัดหนองบัว

ในการสร้างได้ตั้งคณะกรรมการขึ้น แล้วได้จัดพิธีพุทธาภิเษกที่วัดบูรพาราม ทางวัดเพียงเอื้อเฟื้อสถานที่เท่านั้น พระกริ่งเป็นของคณะกรรมการ เขาแบ่งพระทองให้หลวงปู่องค์หนึ่ง แล้วให้พระเงินอาตมาองค์หนึ่ง ทราบเรื่องเพียงแค่นี้

ทีนี้เมื่อเห็นตัวอย่างการจัดพิธีพุทธาภิเษกขึ้น ทางวัดก็มีดำริจัดขึ้นด้วยคือ เหรียญหลวงปู่ดูลย์ ๑๐,๐๐๐ เหรียญ กับเหรียญหลวงพ่อพระชีว์ ๑๐,๐๐๐ เหรียญและคาดกันว่าคงไม่พอแจก จึงขอให้ทางโรงงานทำเพิ่มอีกอย่างละ ๑ หมื่นเหรียญ รวมเป็นอย่างละ ๒ หมื่นเหรียญ ๑ หมื่นแรกเก็บไว้กับหลวงปู่ตลอดพรรษา อีก ๑ หมื่นเหรียญที่ปั๊มเพิ่ม ใช้แบบเดียวกัน เอามาเข้าพิธีพุทธาภิเษกพร้อมกันนอกจากนี้ก็มีพระกริ่งหลวงพ่อพระชีว์รุ่นแรก และรูปเหมือน ๕ นิ้ว กับ ๙ นิ้ว จำนวนหนึ่งด้วย

เหรียญ และวัตถุมงคลที่ทำพิธีพุทธาภิเษก ในปี ๒๕๑๘ นี้ จึงเรียกว่ารุ่นใส่ใจ ตามที่กล่าวแล้ว

หลังจากรุ่นนี้สำเร็จออกมา ก็มีรุ่น ๒, , ๔ และรุ่นอื่นๆ ตามมามีท่านผู้ใหญ่ขออนุญาตทำ บางทีทางทหารขอทำ เพื่อแจกทหาร และท่านที่ออกปฏิบัติหน้าที่แถวชายแดน หน่วยงาน องค์การต่างๆ ขอทำด้วยวัตถุประสงค์อย่างใดอย่างหนึ่ง หลวงปู่ท่านมีเมตตาอยู่แล้ว ท่านจึงอนุญาตตามประสงค์ หรือไม่ก็เออออไปตามอัธยาศัย เมื่อทำเสร็จเขาก็นำมาถวายท่าน ให้ท่านแผ่เมตตาจิต-แผ่พลังจิตให้ บางรุ่นก็เข้าพิธีพุทธาภิเษก ท่านก็ให้ความสงเคราะห์ตามควร

หลังจาก รุ่นวางเฉย และรุ่นใส่ใจ ผ่านไปแล้ว ต่อมาก็เป็น รุ่นสบายใจ ก็คือรุ่นที่ท่านทั่วๆ ไป และหน่วยงานต่างๆ ไปกราบเรียนขออนุญาต หลวงปู่ก็อนุญาตให้ทำ แล้วนำไปให้ท่านแผ่เมตตาจิต ท่านก็ทำให้โดยสมบูรณ์ แต่ละคน แต่ละกลุ่ม ที่ทำก็ สบายใจ อาตมาพูดตามอาการ คือต่างคนต่างก็สบายใจ

แล้วรุ่นต่อมาคือ รุ่นดีใจ ก็หมายความว่า เมื่อแต่ละคนไปขออนุญาตจากท่าน ท่านก็อนุญาตให้เขาทำ เขาก็ดีใจ ไม่ว่าเขาเอาไปถวายให้ท่านแผ่เมตตาจิต หรือขอให้พระเกจิองค์อื่นทำก็แล้วแต่ เขาก็ดีใจว่าเขาได้พระจากหลวงปู่

ต่อมาก็ รุ่นสะดวกใจ ก็คือว่า การดำเนินเรื่องราวของเขาได้รับความสะดวกตั้งแต่เขาสร้าง ตั้งแต่กรรมการ เข้าไปหาหลวงปู่ ขอเมตตาจากท่านก็สะดวกใจ เมื่อสะดวกใจก็เป็นโชคของเขาไป

ต่อมาก็มี รุ่นลำบากใจ คือบางท่านทำเหรียญเสร็จเรียบร้อยแล้วก็เกิดความลำบากใจขึ้นมา คือเขาไม่ได้รับอนุญาตจากหลวงปู่ ทำให้เขาเข้าหาหลวงปู่ด้วยความลำบากใจ (คือตัวเขาเองลำบากใจ แต่หลวงปู่ไม่ได้ลำบากใจ)

รุ่นต่อมา หนักกว่านี้ คือ ไปจัดทำเหรียญเรียบร้อยแล้ว มีการโฆษณาและสั่งจองกันแล้ว ทำเหรียญได้ดีเป็นพิเศษด้วย บางทีทำแล้วไม่กล้าเข้าหาหลวงปู่ เก็บไว้เป็นปีก็มี ในที่สุดก็วิ่งเข้าหาคนนั้นบ้างคนนี้บ้าง บางทีหลวงปู่ทราบข่าว ท่านก็ไม่เห็นดีเห็นงามด้วย ต้องพยายามไปตื๊อลูกศิษย์ทั้งนอกวัดและในวัด จนกระทั่งมีโอกาสเข้าหาหลวงปู่ เข้าไปตื๊อหลวงปู่ แต่เมื่อเขาเข้าหา ขอความเมตตา แล้วท่านก็แผ่เมตตาจิตให้ เขาก็รับไป รอดตัวไป นี่ก็ใช้อาการ “ตื๊อ” อสมควร เรียกว่ารุ่นตืุ๊่อ

รุ่นลำดับต่อมา คือ รุ่น ๑๐๐% คือ ปลอมร้อยเปอร์เซ็นต์ คือ จัดทำขึ้นมาแล้วก็แจกจ่ายไปเลย จำหน่ายไปเลย อาศัยชื่อเสียงต่างๆ มาทำประโยชน์ในการค้าขาย อันนี้ก็เป็นเรื่องของเขาไป

พราะฉะนั้น อาตมาจึงต้องขออภัยที่ต้องพูดเช่นนี้ เพื่อไม่ให้เป็นการระคายเคืองความรู้สึกของท่านที่เป็นประธาน การสร้างเหรียญแต่ละรุ่น ก็คือ เมื่อการสร้างเหรียญของท่าน ทำให้สบายใจ ดีใจ สะดวกใจ และก็อุ่นใจ แล้วก็ถือว่า เป็นของดีงามด้วยกันทั้งนั้น ถือว่าได้รับ “พระคุณ” จากหลวงปู่เช่นเดียวกัน

ทีนี้ ท่านผู้ใดได้รับรุ่นไหน รุ่นอะไร อยากจะพูดว่า ก็แล้วแต่วาสนาของท่านเถอะ “สพฺเพ สตฺตา” แล้วแต่วาสนาของท่านเถอะ แต่ถ้าท่านบูชาพระคุณของหลวงปู่เสียอย่างแล้ว เมื่อมีคุณธรรมของหลวงปู่ มีความเลื่อมใส สิ่งเหล่านั้นล้วนมีความหมาย แม้ท่านมิได้รุ่นพิเศษเท่าไหร่ แต่ถ้าหากว่าสภาวะทางจิตใจ ความประพฤติ ความเลื่อมใส ภูมิใจ ได้มาด้วยจิตบริสุทธิ์ เพื่อสักการบูชา ก็ถือเป็นเรื่องพิเศษเรื่องมงคลทั้งนั้น

ถ้าเป็นไปในทางตรงกันข้าม อานุภาพก็ไม่มีเช่นเดียวกัน อันนี้จึงเป็นเรื่องของวาสนา และเรื่องภาวะจิตใจของแต่ละคน

เหรียญรุ่นแรกๆ ยังมีอยู่ไหม?

ไม่มีหรอก หมด แม้แต่เคยเก็บไว้องค์สององค์ ไว้เป็นที่ระลึกส่วนตัว ก็มีผู้หลักผู้ใหญ่มาถามหา ก็บอกว่ามีเหรียญสองเหรียญ เขาบอกขอเถอะๆ ก็ตั้งใจว่า อย่างไรเสีย อย่ามีเสียเลยก็แล้วกัน อย่าให้มีเลยจะได้ไม่ต้องมามีกังวล

ตกลงเดียวนี้ก็ไม่มี แต่นานๆ บางทีก็หมุนกลับมาบ้างเหมือนกัน ไปเห็นพระองค์อื่นๆ ก็เป็นลูกศิษย์ เขามีมากกว่าเรา เราก็ไปตื๊อเขา เขาก็ให้มา แล้วคนอื่นก็มาขอต่อ ก็หมุนเวียนอยู่ แต่ตอนนี้ไม่มี ก็สบายใจไปอย่างหนึ่ง

มีคนมาถามหาบ่อยไหม?

“บ่อย” ดังนั้น อาตมาต้องระวังอารมณ์พอสมควร มีคนมาถาม มาเซ้าซี้อยู่เรื่อย ต้องเตือนสติตัวเองไม่ให้โกรธ ต้องระวังอย่างมาก ไม่งั้นเกิดอารมณ์ไม่ดีได้เหมือนกัน เพราะว่ามันเป็นสิ่งที่ไม่มีและหายาก แม้แต่รุ่นสร้างหลังๆ เมื่อตอนหลวงปู่ยังมีชีวิตอยู่ แต่พอท่านมรณภาพ ระหว่าง ๒ – ๓ วันแรก มีอะไรที่เกี่ยวกับหลวงปู่ ก็หมดในวันนั้นแหละ คนจากใกล้จากไกล เมื่อเขามาแล้วอะไรๆ ก็มีความหมายหมด ก็สรุปความได้ว่า เหรียญที่สร้างเมื่อสมัยหลวงปู่มีชีวิตอยู่ก็หมดไปในวันที่ท่านมรณภาพนั้นแหละ

หลังจากท่านมรณภาพแล้ว ก็มีการสร้างตามหลังเพื่อเป็นที่ระลึกเพราะชาวต่างจังหวัดบางท่านมารู้กิตติศัพท์หลวงปู่เมื่อหลังจากท่านมรณภาพแล้ว ทางวัดเห็นว่าสร้างไว้เพื่อเป็นที่ระลึก สร้างแล้วก็จัดพิธีพุทธาภิเษกเองบ้าง เอาไปเข้าพิธีร่วมกับพิธีใหญ่ๆ ที่ที่อื่นจัดบ้าง เมื่อคนเขามาวัด มากราบบารมีหลวงปู่ แม้จะได้เหรียญรุ่นใหม่เขาก็พอใจ เขารับไว้เป็นที่ระลึก หรือไว้แจกในงานทอดกฐินบ้าง ทอดผ้าป่าตามวัดสาขาต่างๆ บ้าง คนที่ได้รับไปเขาก็พอใจ วัตถุประสงค์ก็มีแค่นั้นเท่านั้นเอง

สรุปในช่วงที่หลวงปู่ยังมีชีวิตอยู่ ทางวัดบูรพารามเองได้จัดทำเหรียญและวัตถุมงคล รวมทั้งสิ้น ๘ รุ่นด้วยกัน นอกนั้นคณะและหน่วยงานอื่นๆ เป็นผู้จัดทำ และที่มีอยู่ที่วัดในขณะนี้ เป็นเหรียญที่จัดทำขึ้นหลังจากหลวงปู่มรณภาพแล้ว

อนึ่ง จากบันทึกของคุณบำรุงศักดิ์ กองสุข ในหัวข้อ “วัตถุมงคลกับจิต” มีดังนี้

ในระหว่างที่หลวงปู่เริ่มมีลูกศิษย์ไปขอให้ท่านเมตตา ช่วยทำวัตถุมงคล ก็มีเพื่อน นำรูปถ่ายมาอวดผู้เขียนให้ดูรอยเจิมด้านหน้า แต่ซึมผ่านภาพมาปรากฏด้านหลัง (ท่านเจิมด้วยหมึกปั๊มตรายาง)

ส่วนหลวงพี่ พระสัมพันธ์ ได้นำแผ่นทองแดง ๒ แผ่นประกบกันมาอวด โดยแยกออกให้ดู เห็นรอยแป้งเจิมทั้งด้านหน้า ด้านหลัง รวม ๔ ด้าน มีรอยแป้งเจิมปรากฏทั้ง ๔ ด้าน ตรงกันพอดี รอยเจิมด้วยแป้งดินสอพองนี้ พระสัมพันธ์ ท่านบอกว่า หลวงปู่ท่านเจิมให้ด้านหน้าด้านเดียวเท่านั้น

รอยเจิมของหลวงปู่แพร่ออกไปในหมู่ศิษย์ ผู้เขียน (บำรุงศักดิ์) เคยสอบถามคุณเอกชัย สืบนุการณ์ซึ่งมีรถยนต์หลายคัน และชอบให้หลวงปู่เจิมให้ คุณเอกชัย บอกว่าหลวงปู่เจิมกระโปรงรถด้านบนแล้วแป้งเจิมไปปรากฏอีกด้านหนึ่งด้วยนั้นเป็นความจริง

ผู้เขียนทราบแต่ว่า หลวงปู่สอนเฉพาะภาวนาเท่านั้น เมื่อมีโอกา์สจึงกราบเรียนถามท่านว่า “หลวงปู่ ทำของแบบนี้ (วัตถุมงคล) เป็นด้วยหรือ ขอรับ”

หลวงปู่ตอบว่า “อันนี้เป็นวิชาโลกีย์ที่เคยเรียนรู้มา ส่วนเรื่องจิตนั้นเป็นอีกเรื่องต่างหาก”

และเมื่อครั้งหลวงปู่อาพาธอยู่โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ ได้มีผู้ขอเก็บเศษอาหารที่หลวงปู่ขบฉันแล้วคายทิ้ง นัยว่าเพื่อนำไปเป็นที่ระลึกและทำวัตถุมงคล หลวงปู่ท่านก็ไม่ขัด แต่ท่านแนะนำว่า “อย่าเอาของสกปรกไปทำวัตถุมงคล”

   

๑๓๙. หลวงปู่เทสก์พูดถึงหลวงปู่ดูลย์

ผู้เขียน (หลวงปู่เทสก์) ได้พบ หลวงปู่ดูลย์ อตุโล (พระราชวุฒาจารย์) แต่ครั้งแรก ท่านไปพักเรียนหนังสืออยู่ที่ วัดสุทัศนาราม อุบลราชธานี ในสมัยนั้นดูเหมือนท่านได้ ๑๐พรรษา ท่านมีเมตตาแก่ผู้เขียนเป็นอันมาก พอเห็นหน้าตาเข้าเรียกร้องให้ไปหา และก็ได้สัมโมทนียกถา โดยสภาพเรียบร้อย ตามวิสัยของท่านผู้มีนิสัยเช่นนั้น เพราะท่านพูดแต่ละคำนั้น ดูเหมือนจะกลั่นกรองแล้วจึงค่อยพูด พูดเฉพาะจำเป็น ไม่ได้พูดพร่ำเพรื่อ และพูดในสิ่งที่ควรทำ และทำได้ นับว่าเป็นที่น่าเลื่อมใสศรัทธาอย่างยิ่ง นิสัยอันนี้ นับว่าเป็นประโยชน์อย่างยิ่ง สำหรับผู้ที่คบหาสมาคม

ผู้เขียนก็ได้เข้าไปหาท่าน เมื่อท่านเรียกโดยสุภาพเรียบร้อย ฟังโอวาทของท่านแล้วประทับใจจนกระทั่งบัดนี้ ไม่เฉพาะแต่ผู้เขียนเท่านั้น ที่เห็นท่านแล้วเคารพนับถือ พระเณรทั้งวัดก็เคารพนับถือ ถึงแม้ท่านเป็นคณะมหานิกาย มาอาศัยเรียนหนังสือชั่วคราวก็ตาม กิจการงาน ท่านเป็นหัวหน้าหมู่ในวัดนั้นได้ แม้แต่สมภารก็ยังนับถือท่านว่าเป็นผู้ใหญ่คนหนึ่ง และการสร้างพระอุโบสถวัดสุทัศน์ สมภารยังนิมนต์ท่านมาช่วยควบคุมการก่อสร้าง

ท่านได้ญัตติเป็นธรรมยุติก่อนเข้าพรรษา หรือออกพรรษาแล้ว ผู้เขียนชักจะลืมเสียแล้ว แต่ถึงอย่างไรก็ดี เมื่อออกพรรษาแล้ว ท่านอาจารย์สิงห์ ออกจากอุบลราชธานี ไปเที่ยววิเวกขึ้นมาทางจังหวัดสกลนคร - อุดรธานี – หนองคาย ท่านได้ติดตามท่านอาจารย์สิงห์ไปด้วย จากนั้นหลายปี ผู้เขียนกำลังเรียนหนังสือไม่ได้ติดตามข่าวของท่าน

จนกระทั่งผู้เขียนได้บวชเป็นพระ เมื่อ พ.ศ. ๒๔๖๖ เพราะเวลานั้น ท่านอาจารย์สิงห์ กลับคืนอุบลราชธานีอีก ได้ข่าวว่า หลวงปู่ดูลย์ ก็กลับไปด้วย แต่ไม่ได้ไปอุบลราชธานี ท่านแยกไปทางจังหวัดสุรินทร์ เลยก็ได้พบท่าน ได้ข่าวว่า เมื่อท่านกลับไปทางจังหวัดสุรินทร์แล้ว ก็ไม่ได้กลับไปทางจังหวัดสกลนคร – อุดรธานี-หนองคาย อีก ท่านคงเที่ยวอยู่แถวจังหวัดสุรินทร์ บ้านเดิมของท่าน

เมื่องานศพของหลวงปู่ฝั้น ที่อำเภอพรรณนานิคม จังหวัดสกลนคร จึงได้พบท่านอีก ท่านยังได้แสดงความเมตตา ปรารถนาหวังดีต่อผู้เขียนอย่างยิ่ง ในที่ประชุมพระเถรานุเถระเป็นอันมาก ท่านยังอุตส่าห์มาทักทายปราศรัยกับผู้เขียน แล้วก็พูดธรรมที่ละเอียดลึกซึ้งสุขุม ที่เป็นแนวปฏิบัติทั้งนั้น ท่านมักพูดแต่เรื่องจิตคือ เรียกว่า จิตคือพุทธะ และจิตที่ส่งออกไปภายนอกเรียกว่า สมุทัย อันเป็นเหตุนำทุกข์มาให้ ท่านพูดอย่างนี้บ่อยๆ ท่านพูดกับผู้เขียนอยู่นาน คล้ายๆ กับว่าท่านจะเมตตากับผู้เขียนโดยเฉพาะ ท่านพูดแต่ในทางปฏิบัติ เห็นว่าผู้เขียนเป็นผู้ปฏิบัติ คล้ายๆ กับว่าจะมีความรู้สูงในด้านปฏิบัติ แต่แท้จริงแล้วเปล่า ก็พระเทสก์ธรรมดาๆ นี่เอง

ต่อมา ครั้งสุดท้าย ท่านได้ไปวางศิลาฤกษ์อุโบสถวัดหนึ่ง ที่อำเภอผือ จังหวัดอุดรธานี แล้วท่านไปนอนค้างที่วัดของผู้เขียนคืนหนึ่ง ท่านก็พูดอย่างเก่า รู้สึกว่าท่านกระฉับกระเฉง แข็งแรงมาก ชราภาพถึงขนาดนั้นแล้ว รูปร่างลักษณะของท่านยังไม่เปลี่ยนแปลงไปนัก และท่านไม่เคยถือไม้เท้าเลย

ในโอวาทของท่าน ที่ท่านพูดว่า จิต คือ พุทธะ ในตอนนี้ผู้เขียนขออธิบายว่า พุทธะ คือ ความรู้ทั่วไป ไม่ได้หมายถึงสัมมาสัมพุทธะ พุทธะ คือ ผู้รู้ทั่วไป หรือ ธาตุรู้ ก็ว่า

แล้วก็อีกคำหนึ่งท่านว่า จิตส่งออกนอกเป็นตัวสมุทัย มันก็แน่ทีเดียว ถ้าจิตส่งออกแล้วมันเป็นตัวสมุทัย โดยความเข้าใจของผู้เขียน จิต คือ ผู้คิด ผู้นึก ผู้ส่ง ผู้ปรุงผู้แต่ง ผู้จดผู้จำ เป็นอาการวุ่นวายของจิตทั้งหมด ครั้นมาเห็นโทษ เห็นภัย เห็นเช่นนั้นแล้ว ถอนเสียจากความยุ่ง ความวุ่นวายแล้ว เข้ามาหาตัวเดิม คือ ใจ แล้วไม่มีคิด ไม่มีนึก ไม่มีส่ง ไม่มีส่าย ไม่มีจด ไม่มีจำ อะไรทั้งหมด คือเป็นกลางๆ อยู่เฉยๆ นี่ละ ผู้เขียนเรียกว่าใจ คืออยู่กลางๆ ของความดีความชั่วความปรุงความแต่ง อดีต อนาคต ปล่อยวางหมด จึงกลับมาเป็นใจ จิตคือพุทธะ ท่านคงหมายเอาตอนนี้

ผู้ใคร่อยากจะรู้้ใจแท้ ถึงแม้ยังไม่เป็นสาวกพุทธะ ปัจเจกพุทธะ สัมมาสัมพุทธะ ก็ตาม ขอให้ศึกษาพอเป็นสุตตพุทธะ เสียก่อน คือ จงกลั้นลมหายใจสักพักหนึ่งลองดู ในที่นั่นจะไม่มีอะไรทั้งหมด นอกจากความรู้เฉยๆ ความรู้เฉย นั่นแหละเป็นตัวใจ พุทธะ ทั้งสี่จะมีขึ้นมาได้ ก็เพราะมีใจ ดังนี้ ถ้าหาไม่แล้ว พุทธะ ทั้งสี่ก็จะมีไม่ได้เลยเป็นเด็ดขาด

แท้จริง จิตกับใจ ก็อันเดียวกันนั่นเอง พระสัมมาสัมพุทธเจ้า พระองค์ตรัสไว้ว่า จิตอันใด ใจก็อันนั้น แต่ผู้เขียนมาแยกออก เพื่อให้ผู้ฟังเข้าใจง่ายตามภาษาของบ้านเราเท่านั้น เมื่อพูดถึงใจแล้ว ต้องหมายความของกลาง อย่างใจมือ ใจเท้า หรือใจไม้ แม้แต่ใจของคนก็ชี้เข้าตรงที่ท่ามกลางอกนั่นเอง แต่ความจริงแล้วใจก็ได้อยู่นั้น ใจย่อมอยูในที่ทั่วไป สุดแท้แต่จะเอาไปเพ่งไว้ตรงไหน แม้แต่ฝาผนัง ตึก หรือต้นไม้ เมื่อเอาใจไปไว้ตรงนั้น ใจก็ย่อมปรากฏอยู่ ณ ที่นั้น

คำพูดของหลวงปู่ดูลย์ที่ว่า จิต คือ พุทธะ ย่อมเข้ากับคำอธิบายของผู้เขียนที่ว่า ใจ คือ ความเป็นกลาง นิ่งเฉย ไม่ปรุงแต่ง ไม่นึกไม่คิด ไม่มีอดีต อนาคต ลงเป็นกลาง มีแต่รู้ตัวว่านิ่งเฉยเท่านั้น เมื่อออกมาจาก ใจ แล้วจึงรู้คิดนึกปรุงแต่งสาพัด วิชาทั้งปวงเกิดจากจิตนี้ทั้งสิ้น

นักปฏิบัติทั้งหลาย จึงต้องควบคุมจิตของตนด้วย ตั้งสติรักษาจิตอยู่ตลอดเวลา ถ้าจิตแส่ส่ายไปในกามโลก รูปโลก อรูปโลก รู้ว่าเป็นไปเพื่อก่อแล้วรีบดึงกลับมาให้เข้าใจ นับว่าใช้ได้แต่ยังไม่่ดี ต้องเพียรพยายามฝึกหัดต่อไปอีก จนกระทั่งใจนึกคิดปรุงแต่งไปในกามโลก รูปโลก อรูปโลก ก็รู้เท่าทัน ทุกขณะ อย่าไปตามรูปหรือรู้ตาม จะไม่มีเวลาตามทันเลยสักที เหมือนคนตามรอยโค ไม่เห็นตัวมัน จึงตามรอยมัน

รู้เท่า คือ เห็นตัวมัน แล้วผูกมัดเอาตัวมันเลย แล้วฝึกหัดจนกระทั่งมันเชื่อง แล้วจะปล่อยให้มันอยู่อย่างไรก็ตาม ไม่ต้องตามหามันอีก นับว่าใช้ได้ดี

ถ้าตามใจของตนไม่ทัน หรือไม่เห็นใจตน มันจะไปหรือจะอยู่ หรือมันจะคิดดี คิดร้าย อย่างไร ก็ไม่รู้เรื่องของมันนั้น ใช้ไม่ได้เลย จมดิ่งลงกามภพโดยแท้

เราขอตักเตือนเพื่อนสหธรรมมิก ผู้บวชมาหวังความบริสุทธิ์เจริญก้าวหน้าในพุทธศาสนาว่า การกระทำสิ่งใดด้วยกาย วาจา และใจ อันเป็นไปเพื่อโลก เมื่อถามตนเองก็รู้อยู่ และโลกมนุษย์ทั้งหลายก็รู้อยู่ สิ่งนั้นผิดวิสัยของสมณะ จงละเสียอย่ากระทำ จงศึกษาแต่ธรรมวินัยและข้อวัตรปฏิบัติ ให้เข้าใจถ่องแท้ และปฏิบัติตามให้ถูกทุกประการ อันจะนำมาซึ่งความเย็นใจแก่ตน และเป็นเหตุให้คนอื่นเกิดความเลื่อมใสศรัทธา เป็นเหตุให้พุทธศาสนาจีรังถาวรสืบไป

หลวงปู่ดูลย์ อตุโล (พระราชวุฒาจารย์) ได้สละทิ้งร่างกายอันกอร์ปด้วยของปฏิกูลโสโครก ทนได้ยาก พร้อมทั้งญาติโยมและสานุศิษย์เป็นจำนวนมากไปแล้ว แต่เมตตาธรรมที่ท่านได้ประสาทไว้แก่สานุศิษย์ทั้งหลาย ยังเหลืออยู่ คุณธรรมดังกล่าวแล้วประทับใจของทุกๆ คนไม่่ลืมหาย กระผม พระเทสรังสี พร้อมด้วยอุบาสกอุบาสิกา และสานุศิษย์พระภิกษุสามเณรทั้งหลาย ขอน้อมถวายความเคารพด้วยกายวาจาและใจ ในที่ทุกสถาน ทุกกาล ทุกเมื่อ

พระนิโรธรังสี คัมภีรปัญญาจารย์

 

(เทสก์ เทสรังสี)

๙ มีนาคม ๒๕๒๘

วัดหินหมากเป้ง อำเภอศรีเชียงใหม่ จังหวัดหนองคาย

หน้าที่