#echo banner="" หลวงปู่ดู่ พรหมปัญโญ พระอรหันต์ที่ผมเกิดทัน

คลิกเมาส์ที่ใดก็ได้ในเฟรมนี้เพื่อเรียกเมนูด่วน

หลวงปู่ดู่ พรหมปัญโญ

พระอรหันต์ที่ผมเกิดทัน

โพสท์ในเวบ uamulet.com กระทู้ในหัวข้อ บทความสาระน่ารู้  โดยคุณ สุโขทัย [ 3/10/2547 ]

พระ

ทรงคุณสุดอ้าง

พรรณนา สิ้นเฮย

พรหม

ประทานเมตตา

พร่ำชี้

ปัญ

ปราบกิเลสคณา

ดังง่าย ฤาพ่อ

โญ

จักสถิตย์นามนี้

คู่ฟ้านิรันดร์

ชาติภูมิ

พระคุณเจ้าหลวงปู่ดู่ พรหมปัญโญ มีชาติกำเนิดในสกุล หนูศรี  เดิมชื่อดู่ เกิดในวันที่ 10 พฤษภาคม พ.ศ. 2447 ตรงกับวันศุกร์ขึ้น 15 ค่ำ เดิน 6 ปีมะโรง ซึ่งเป็นวันเพ็ญวิสาขปุรณมี ณ  บ้านข้าวเม่า  ตำบลข้าวเม่า  อำเภออุทัย  จังหวัดพระนครศรีอยุธยา

โยมบิดาชื่อ พุด โยมมารดาชื่อ พ่วง  ท่านมีพี่น้องร่วมบิดามารดาเดียวกัน 3 คน  ท่านเป็นบุตรคนสุดท้อง  มีโยมพี่สาวอีก 2 คน มีชื่อตามลำดับดังนี้

1. นางทองคำ  สุนิมิตร

2. นางสุ่ม  พึ่งกุศล

3. ตัวท่านหลวงปู่ดู่  พรหมปัญโญ

ปฐมวัยและการศึกษาเบื้องต้น

ชีวิตในวัยเด็กท่านจะขาดความอบอุ่นเนื่องจากกำพร้าบิดามารดาตั้งแต่เยาว์ขณะที่ท่านอายุเพียง 4 ขวบเท่านั้น จึงได้อาศัยอยู่กับยาย โดยมีโยมพี่สาวชื่อ สุ่ม เป็นผู้ดูแลเอาใจใส่และท่านก็ได้มีโอกาสศึกษาเล่าเรียนที่วัดกลางคลองสระบัว  วัดประดู่ทรงธรรม และวัดนิเวศน์ธรรมประวัติ

สู่เพศพรหมจรรย์

เมื่อท่านอายุได้ 21 ปีก็ได้เข้าพิธีบรรพชาอุปสมบท เมื่อวันที่ 10 พฤษภาคม พ.ศ. 2468  ตรงกับวันอาทิตย์ แรม 4 ค่ำ เดือน 6  ณ วัดสะแก  ตำบลธนู  อำเภออุทัย  จังหวัดพระนครศรีอยุธยา  โดยมีหลวงพ่อกลั่น เจ้าอาวาสวัดพระญาติการาม เป็นพระอุปัชฌาย์  มีหลวงพ่อแด่  เจ้าอาวาสวัดสะแก  ขณะนั้นเป็นพระกรรมวาจาจารย์และมีหลวงพ่อฉาย วัดกลางคลองสระบัว  เป็นพระอนุศาสนาจารย์ ได้รับฉายาว่า "พรหมปัญโญ"

ในพรรษาแรก ๆ นั้น ท่านได้ศึกษาพระปริยัติธรรม ที่วัดประดู่ทรงธรรม ซึ่งในสมัยนั้นเรียกว่าวัดประดู่โรงธรรม  โดยมีพระอาจารย์ผู้สอนคือ  ท่านเจ้าคุณเนื่อง,พระครูขม และหลวงพ่อรอด(เสือ)  เป็นต้น

ในด้านการปฏิบัติพระกรรมฐานนั้น ท่านก็ได้ศึกษากับหลวงพ่อกลั่น  ผู้เป็นพระอุปัชฌาย์ และหลวงพ่อเภา ศิษย์องค์สำคัญของหลวงพ่อกลั่น  ซึ่งมีศักดิ์เป็นอาของท่าน  เมื่อท่านบวชได้พรรษาที่ 2 ประมาณปลายปี 2469 หลวงพ่อกลั่นก็ได้มรณภาพ  ท่านจึงได้ศึกษาหาความรู้จากหลวงพ่อเภาเป็นสำคัญ

หลวงพ่อดู่ท่านได้ถือข้อวัตร คือฉันอาหารมื้อเดียวมาตั้งแต่ก่อนปี พ.ศ. 2500 จนถึง พ.ศ.2525 เหล่าสานุศิษย์ได้กราบนิมนต์ให้ท่านฉัน 2 มื้อเนื่องจากความชราภาพ  ประกอบกับต้องรับแขกมากขึ้น ท่านจึงได้ผ่อนปรนตามความเหมาะควรแห่งอัตภาพ

เน้นหนักที่การปฎิบัติ

หลวงพ่อดู่ท่านให้ความสำคัญอย่างมากในเรื่องของการปฏิบัติสมาธิภาวนา ท่านว่า " ถ้าไม่เอา (ปฏิบัติ) เป็นเถ้าเสียดีกว่า "  ในสมัยก่อนเมื่อตอนที่ศาลาปฏิบัติธรรมหน้ากุฏิท่านยังสร้างไม่เสร็จนั้น ท่านก็เมตตาให้ใช้ห้องส่วนตัวที่ท่านใช้จำวัดเป็นที่รับรองสานุศิษย์ และผู้สนใจได้ใช้เป็นที่ปฏิบัติธรรม  ซึ่งนับว่าเป็นความเมตตาอย่างสูง

ปัจฉิมวาร

นับตั้งแต่ พ.ศ. 2525 เป็นต้นมา หลวงพ่อดู่ต้องรับภาระหนักในการรับแขกตลอดจนสุขภาพของท่านทรุดโทรมลง  ด้วยปณิธานที่ท่านตั้งไว้ว่า "สู้แค่ตาย"  ท่านใช้ความอดทนอดกลั่นอย่างสูง แม้บางครั้งจะมีโรคภัยเบียดเบียนอย่างหนัก  ท่านก็สู้อุตส่าห์ออกโปรดญาติโยมเป็นปรกติ.....

จนเมื่อเวลา 5 นาฬิกา ของวันอังคารที่ 17 มกราคม 2533  ท่านก็ได้ละสังขารไปด้วยความสงบด้วยโรคหัวใจในกุฏิท่าน  อายุได้ 85 ปี 8 เดือน อายุพรรษา 65 พรรษา

" ตราบใดก็ตามที่แกยังไม่เห็นความดีในตัว  ก็ไม่นับว่าแกรู้จักข้า

แต่ถ้าเมื่อใดที่เริ่มเห็นความดีในตัวเองแล้ว

เมื่อนั้น  ข้าว่าแกรู้จักข้าดีขึ้นแล้ว...."

คัดลอกมาจาก  "พระผู้จุดประทีบในดวงใจ"  สำนักสงฆ์พุทธพรหมปัญโญ  ต.เมืองนะ  อ.เชียงดาว  จ.เชียงใหม่....