#echo banner="" อัตประวัติ หลวงปู่จันทร์ สิริจนฺโท วัดบรมนิวาส/

คลิกเมาส์ที่ใดก็ได้ในเฟรมนี้เพื่อเรียกเมนูด่วน

อตฺตปวตฺติ (อัตประวัติ)

พระธรรมเทศนา โดย

พระอุบาลีคุณูปมาจารย์ สิริจนฺโท (จันทร์)

วัดบรมนิวาส

ที่มาของบทความ : หนังสือ สิริจนฺโท

 โดยคณะศิษยานุศิษย์ หลวงปู่จาม มหาปุญโญ

วัดป่าวิเวกวัฒนาราม คำชะอี จ.มุกดาหาร

คัดลอกจากเวบ : www.dhammasavana.or.th

 

(ข้อความสีเขียวและหัวข้อสีแดงเป็นส่วนที่เพิ่มขึ้นเพื่อให้เข้าใจ หรือ อ่านง่ายขึ้น ไม่มีอยู่ในต้นฉบับ)

นมตฺถุ รตฺนตฺตยสฺส, อกฺขามิ ปวตฺตํ มมํ

สิสฺสานํ โพธนตฺถาย ตํ สุณาถสฺส สาธุกํ.

เกริ่นนำ

จักกล่าวประวัติไว้เป็นที่ระลึกแก่สานุศิษย์ทั้งหลาย ผู้ต้องการอยากรู้ ด้วยในปีขาล พ.ศ. ๒๔๖๙ นี้ เดือน ๔ แรม ๑๐ ค่ำ ตามจันทรคติ อายุของอัตตโนครบ ๗๐ ถ้วน นับเป็นวันได้ ๒๕,๕๕๐ วัน ควรเป็นที่ยินดีอย่างสูงสุด

ถ้าจะคิดถึงชีวิตของสัตว์ ซึ่งเขารักเหมือนชีวิตของเรา แต่ถูกเราปล้นแย่งเอาร่างกายซึ่งเป็นของรักแห่งเขามาบำรุงชีวิตอันเป็นที่รักของเราก็น่าสังเวชสลดใจ ถ้าจะนับทั้งไข่ทั้งตัวเอามาบำรุงคน ๆ เดียว ก็เห็นจะมากกว่าล้าน แต่จะทำอย่างไรได้ ถูกธรรมดาบังคับเสียแล้ว ก็ต้องทำไม่รู้ไม่เห็น ทำเซ่อ ๆ ยินดีว่าตนข้ามทางกันดารจวนจะถึงที่พักแล้วเท่านั้น

เปรียบเหมือนนายเรือนำเรือของตนข้ามมหาสมุทร ผ่านอุปสรรคตลอดไปได้ จนแลเห็นทิวไม้ฝั่งที่ตนประสงค์ นายเรือและคนโดยสารจะมีความยินดีสักปานใด แม้ผู้นำเรือคือ อัตตโน (เป็นคำที่ท่านใช้เรียกตัวเอง) ผ่านอุปสรรคมาได้ถึง ๗๐ ปีนี้ ก็เช่นนั้น คือ แลเห็นฝั่งที่จะจอดอยู่แล้ว จะอยู่ไปได้อีกไม่กี่ปี คงจะรักษาคุณความดีที่ตนประพฤติมาแล้วนี้ตลอดวันตายได้

ไม่ใช่ยินดีต่อความแก่ความเฒ่า แต่ยินดีต่อคุณความดีที่ตนได้ประพฤติมาแล้วต่างหาก จะไปยินดีต่อความแก่ความเฒ่าทำอะไรกัน

ในการทำบุญนี้ได้ปรึกษากับพวกสัตบุรุษและพระเณรซึ่งเป็นลูกศิษย์ พระอมราภิรักขิต (ชัย) เป็นผู้หัวหน้า บอกเล่ากันให้รู้ทั่วไปในพวกลูกศิษย์ จะให้มีพระสวดมนต์ ๗๑ รูป พระเทศน์ ๑ รูป เป็น ๗๒ รูป ส่วนนี้ให้ได้อัฏฐบริขาร บาตร, ไตร, กระโถน, ขันน้ำ, สำรับคาวหวาน, พร้อม แต่ให้ได้จีวรแพรทั้งไตร และให้มีพระมาฉันอีก ๗๐๐ รูป ถวายของเป็นสลาก คงจะใช้เงินไม่ต่ำกว่า ๘,๐๐๐ บาท จะต้องอาศัยสัตบุรุษเป็นกำลังจึงจะสำเร็จ

ส่วนอัตตโนเองต้องการจะแจกหนังสือเบ็ดเตล็ดที่ได้แต่งขึ้นไว้แล้ว แก่ผู้ควรได้ ด้วยอำนาจบารมีธรรมหากให้เป็นไป จำเพาะได้พระยาธนภารพิสิษฐ์ (เปา มิลินทสูต) เป็นผู้อุปถัมภ์ มีศรัทธาอันแรงกล้า รับภาระในการพิมพ์หนังสือทุกเรื่อง สุดแต่จะหาได้ บรรดาหนังสือที่อัตตโนแต่งเก็บมารวมพิมพ์จนสิ้น อย่างละ ๑,๐๐๐ ฉบับ สำเร็จทันความประสงค์ สิ้นทุนทรัพย์หลายพันบาท ทำให้อัตตโนปลื้มใจอย่างยิ่ง อัตตโนขออนุโมทนา ขอให้พระยาธนภารพิสิษฐ์ ภิยโยยิ่งในสิ่งสุขสมบัติ ทั้งส่วนโลกีย์และโลกุตระที่ท่านปรารถนา จงให้สำเร็จทุกประการ ดังอัตตโนต้องการหนังสือมากมายหลายหลวง สำเร็จไปได้ตามประสงค์ฉะนั้น

การที่แต่งหนังสือได้มากมายอย่างนี้ ไม่ใช่แต่งด้วยหวังจะให้เขาสรรเสริญว่าเป็นจินตกวี แต่แต่งด้วยการสงเคราะห์ลูกศิษย์ที่อยู่ในทิศต่าง ๆ ห่าง ๆ ไกล ๆ อยากแต่จะนิมนต์ให้อัตตโนไปเทศน์ให้ฟัง อัตตโนไม่มีความสามารถจะไปให้ทั่วถึง จึงได้คิดแต่งเป็นหนังสือเทศน์แทนตัว แจกออกไปเป็นคราวๆ หลายปี ก็เลยเกิดเป็นหลายเรื่องขึ้น เท่านั้นเอง ขอท่านทั้งหลายอย่าเล็งโทษว่าเป็นคนอวดดิบอวดดีเลย และก็คงจะมีผิดบ้าง ถูกบ้างเป็นธรรมดา ต้องอาศัยความเลือกฟั้นอีกชั้นหนึ่ง ขออภัยแก่ท่านทั้งหลายทั่วไป

นิสัยของคนเราโดยมาก ถึงหนังสือนั้นเป็นหนังสือดี ชี้ประโยชน์ถึงร้อยข้อ แต่พิรุธเสียข้อหนึ่ง ก็ต้องยกโทษเห็นว่าหนังสือนี้ใช้ไม่ได้ เหมือนคนไปซื้อผ้า ถึงผ้านั้นเนื้อจะดีสีจะงามอย่างไรก็ตาม ถ้าเห็นขาดทะลุนิดหนึ่ง ก็ย่อมยกโทษนั้นแหละขึ้นกล่าวว่าผ้านี้ใช้ไม่ได้ ข้อนี้มักเป็นนิสัยของผู้ไม่ฉลาด ถ้าผู้ฉลาด การดูหนังสือตรวจหนังสือ ท่านถือเอาผู้หาแก่นไม้เป็นตัวอย่าง ถ้ารู้ว่าไม้ต้นนี้มีแก่น ถึงเปลือกหรือกระพี้จักห่อหุ้มอยู่สักเท่าไรก็ตาม ไม่เกลียดไม่ชัง สู้ถากทิ้งในสิ่งที่ตนไม่ต้องการนั้นเสีย ถือเอาแต่แก่น สิ่งที่ตนต้องการก็สำเร็จประโยชน์ได้.

เริ่มประวัติ

ต่อนี้ไป จะเล่าประวัติแต่เบื้องต้นมาให้ฟังพอเป็นสำเนาเพื่อลูกศิษย์ผู้ต้องการรู้

พระบาทสมเด็จพระ

จอมเกล้าเจ้าอยู่หัว

อัตตโนเกิดที่บ้านหนองไหล เป็นหมู่บ้านใหญ่ มีหลังคาเรือนไม่ต่ำกว่า ๒๐๐ ตั้งอยู่ทิศพายัพเฉียงเหนือ ห่างจากเมืองอุบล ประมาณ ๔๐๐ เส้น (16 กิโลเมตร) บิดาชื่อสอน มารดาชื่อแก้ว อัตตโนเป็นบุตรหัวปี บิดามารดาบอกไว้ว่าเกิดปีมะโรง พ.ศ. ๒๓๙๙ เดือน ๔ แรม ๑๐ ค่ำ วันศุกร์ เวลา ๑๑ ทุ่มเศษ มีพี่น้องร่วมบิดามารดาด้วยกัน ๑๑ คน ตายเสียแต่ยังเล็ก ๔ คน ชาย ๒ หญิง ๒ เติบใหญ่เป็นเหย้าเป็นเรือนด้วยกัน ๗ คน ชาย ๔ หญิง ๓ ในทุกวันนี้หญิงตายไป ๒ คนแล้ว คงยังเหลือคนเดียว ส่วนชายยังคงอยู่ด้วยกันทั้ง ๔ คน ส่วนบิดามารดาเป็นคนทำนาทำสวนเป็นอาชีพ

อัตตโนได้อยู่ในความปกครองของบิดามารดาเพียง ๑๒ ปีเท่านั้น แต่รู้สึกว่ามีความสบาย บิดามารดาไม่พาอัตคัดขัดสนอะไรเลย แต่เป็นนิสัยของเด็กย่อมไม่รู้จักทุกข์

ครั้นย่างเข้าปีอายุ ๑๓ เป็นปีพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวสวรรคต เป็นธรรมเนียมต้องโกนผมไว้ทุกข์ทั่วพระราชอาณาจักร ประเทศลาวทั้งสิ้น บรรดาผู้หญิงไม่ว่าสาวหรือแก่ไว้ผมยาวทั้งสิ้น พอทราบประกาศว่าให้โกนผม พากันระงมไปด้วยเสียงร้องไห้ทั่วบ้านทั่วเมือง น่าสลดใจเสียดายผมเท่านั้น พากันอายศีรษะโล้น ต้องคลุมผ้าไว้เสมอ ส่วนอัตตโนชอบใจเห็นศีรษะโล้นเป็นงามดี

บวชเณร

บิดาถามว่า จะให้บวชเป็นสามเณร จะอดข้าวเย็นได้ไหม? เป็นที่พอใจ รับว่าอดได้ เพราะเห็นสามเณรเป็นที่พอใจอยู่ก่อนแล้ว

บิดามารดาจัดการนำไปบวชที่วัดบ้านหนองไหล เจ้าอธิการโสดาเป็นอุปัชฌายะ เรียนหนังสืออยู่กับพระเคนเป็นญาติกัน จำได้แต่เพียงว่า บวชเดือนยี่ ปีมะโรง พ.ศ. ๒๔๑๑ จะเป็นขึ้นแรมเท่าไรจำไม่ได้

 ท่านเทวธมฺมี (ม้าว)

ครั้นถึงเดือน ๔ พระวัดสีทองในเมืองออกไปเยี่ยมโยมที่บ้าน พระองค์นั้นก็เป็นญาติกันอีก ท่านชวนให้เข้าไปเรียนหนังสืออยู่วัดสีทองด้วยกัน ก็เต็มใจ โยมทั้งสองก็ยินดีด้วย เพราะท่านเทวธมฺมี (ม้าว) เจ้าอธิการวัดสีทองเป็นสัทธิงวิหาริก (ศิษย์) ในพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เป็นที่เคารพนับถือของประชาชนในสมัยนั้น และเป็นญาติกับอัตตโนด้วย คือ มารดาของท่านเทวธมฺมี เป็นพี่สาว มารดาของโยมผู้ชายของอัตตโนเป็นน้องสาว

ครั้นอัตตโนเข้าไปอยู่ในวัดสีทอง ถืออุปัชฌายะในสำนักท่านเทวธมฺมี อยู่ศึกษาเล่าเรียนท่องสวดมนต์จบตามหลักสูตรของวัด หนังสือที่เป็นสกภาษาชำนาญ เรียนหนังสือไทยอ่านออก เลขบวกลบคูณหารได้ เรียนบทมาลาคือไวยากรณ์ทุกวันนี้แต่ย่อ ๆ ไม่สู้ได้ความนัก เรียนลำบากมากเพราะไม่เข้าใจความ เรียนไปอย่างนั้นเอง อาศัยแต่ท่องให้ขึ้นปากขึ้นใจไว้เท่านั้น แล้วท่านอุปัชฌายะให้เรียนแปลปาติโมกข์ เรียนจบแล้วไม่เข้าใจ กลับเรียนตั้งต้นไปใหม่เป็น ๒ จบ

สึกออกมาตามบิดา

ตั้งแต่เป็นสามเณร เล่าเรียนอยู่ได้ ๗ ปี อายุย่างเข้า ๑๙ กำลังเริ่มเรียนมูลกัจจาย แต่เผอิญต้องสึกออกมาเพื่อไปตามโยม ด้วยโยมผู้ชายถูกเกณฑ์ไปทัพฮ่อ ตามไปทันกองทัพที่เมืองกาฬสินธุ์ มีผู้รับจ้างไปเป็นทหารแทนโยม เสียเงินให้เขา ๒ ฮาง* (ชื่อเงินแท่งชนิดหนึ่งของเงินฝ่ายเหนือ ฮางหนึ่ง น้ำหนักเงิน 6 ตำลึง 6 สลึง คิดเป็นเงินสยามประมาณราว 25 บาท 2 สลึง) หลังจากที่มอบลูกจ้างแก่นายร้อยนายสิบแล้ว เขาอนุญาตให้กลับบ้าน

ที่จะต้องไปตาม(โยม)นั้นเพราะเป็นเดือน ๘ กำลังทำนา โยมไปเสียแล้วไม่มีผู้ช่วยทำนา มีแต่น้องเล็ก ๆ ควายฝูงมีกว่า ๒๐ ตัว ถ้าโยมผู้ชายไม่อยู่ อัตตโนก็ต้องสึกไปช่วยโยมผู้หญิงอยู่นั่นเอง การที่อัตตโนสึก ท่านอุปัชฌายะเสียดายอย่างยิ่ง แต่จำเป็นต้องยอมอนุญาต

พระอุโบสถวัดอุบลรัตนาราม

(วัดสีทอง)

ครั้นกลับจากไปทัพแล้ว อัตตโนก็ช่วยบิดามารดาทำนา แต่ไม่คิดจะบวชอีกเสียแล้ว ให้เพลินไปในทางหนุ่ม โยมก็ตามใจเสียด้วย อยู่ในเพศฆราวาสอีก ๓ ปี อัตตโนเพลินอยู่ด้วยความเล่น

พอย่างเข้าปี ๒๒ เดือน ๖ ท่านอุปัชฌายะใช้คนมาหาโยม เร่งเอาตัวอัตตโนไปบวช ถ้าโยมส่งไม่ได้จะลงทัณฑกรรมแก่โยม แต่ความจริงอัตตโนตั้งใจจะบวชอยู่เสมอ ด้วยได้รับปากกับโยมผู้หญิงไว้

คือโยมผู้หญิงบอกว่า อัตตโนเป็นคนที่เลี้ยงยากที่สุด คือเป็นเด็กที่ดื้อที่ซน ขี้ร้องไห้ ถ้าร้องไห้แล้วตั้งชั่วโมงก็ร้องอยู่ได้ โยมได้รับความเดือดร้อนอย่างสาหัส ถ้าไม่บวชให้ เห็นจะไม่พ้นโทษ ต้องบวชให้โยม

อัตตโนก็ได้รับว่า จะบวชให้เพียง ๓ ปี จะพอใจหรือไม่?

โยมบอกว่า ปีเดียวสองปีเท่าไรไม่ว่า ขอแต่ให้บวชเป็นแล้วกัน

ที่รับสัญญากับโยมผู้หญิงไว้นี้ไม่ลืมเลย พอท่านอุปัชฌายะให้มาเร่งเอาตัว ก็เต็มใจไปบวช แต่นั่นแหละ เรื่องอาลัยในมาตุคามบีบหัวใจของอัตตโน ดูเหมือนความเศร้าโศกทับหัวใจไม่ใช่น้อย แต่ไม่ถึงร้องไห้ อัตตโนเป็นคนใจแข็ง นับแต่อัตตโนจำได้ ตั้งต้นแต่อายุได้ ๑๕ ปี เป็นลำดับมาจนถึง ๗๐ นี้ อัตตโนยังไม่เคยร้องไห้เลย น้ำตาจะได้ไหลออกด้วยการร้องไห้ ยังไม่เคยมีเลย 

บวชเป็นพระ

ครั้นถึง ณ วันเดือน ๖ ขึ้น ๘ ค่ำ ปีฉลู พ.ศ. ๒๔๒๐ ท่านให้การอุปสมบทเสร็จลงในเวลาเช้า ๔ โมง ๑๕ นาที ท่านเทวธมฺมีเป็นพระอุปัชฌายะ เจ้าอธิการสีโห วัดไชยมงคล เป็นกรรมวาจาจารย์ ครั้นอุปสมบทแล้ว ท่านกรรมวาจาจารย์ขอไปไว้วัดไชยมงคล เพื่อจะได้ช่วยกิจวัตรในวัดนั้น เพราะไม่มีตัวจะใช้ แต่วัดไชยมงคลกับวัดสีทองอยู่ใกล้กัน ห่างกันประมาณสัก ๑๐ เส้นเท่านั้น แต่ต้องมาเรียนหนังสือที่อุปัชฌายะ เพราะอาจารย์สีโหสอนไม่ได้

ในพรรษาต้น ต้องท่องสวดมนต์ พอท่องสวดมนต์ได้แล้ว ก็ตั้งหน้าท่องสูตรมูลกัจจายน์ตลอดปีจึงจบ พอย่างเข้าปีที่ ๒ ก็ลงมือเรียนมูลกัจจายน์ เรียนอยู่ ๒ ปี จบเพียงอาขยาต ท่านอุปัชฌายะบอกว่า เรียนมูลให้จบเสียก่อนจึงเข้าไปกรุงเทพฯ

เผอิญในพรรษาที่ ๔ พระอุปัชฌายะอาพาธเป็นไข้เรื้อรังถึง ๔ เดือน บอกหนังสือไม่ได้ เสียเวลาเปล่า ครั้นออกพรรษาแล้ว พระอุปัชฌายะบอกว่า อยู่ที่นี่จะเสียเวลามากไป จะไปกรุงเทพฯ ก็เตรียมเถอะ

การที่จะเข้ามาเล่าเรียนในกรุงเทพฯ ปรารภมา ๒ ปีแล้ว เมื่อท่านอุปัชฌายะเปิดโอกาสก็ดีใจ ฝ่ายบ้านเมืองเขาเตรียมจะเข้ามาส่งพระราชทรัพย์ เดือนอ้ายเขาจะยกออกจากเมืองอุบล เพี้ยมหาสงครามเป็นหัวหน้า และเป็นคนชอบกันกับอัตตโน พระอุปัชฌายะก็ฝากเขาด้วย

โอวาท 3 ข้อ

เวลาจะเข้ามากรุงเทพฯ ไปทำวัตรนมัสการท่านอุปัชฌายะ ท่านให้โอวาทน่ายินดี ๓ ประการ

ข้อ ๑ สั่งว่า เมื่อไปถึงกรุงเทพฯ แล้วให้ไปนมัสการพระแก้ว มอบกายถวายชีวิต อธิษฐานตามประสงค์

ข้อ ๒ ว่า การเข้าไปอยู่บ้านใหญ่เมืองหลวง ให้สังเกตดู วัดใดเป็นวัดใหญ่ มีพระเณรมาก ถึงเขาจะบอกว่าเป็นวัดไม่ดี ไม่ควรอยู่ก็ตาม อย่าเชื่อ ให้ไปอยู่วัดนั้นแหละ เขามีดีอยู่ในที่นั้น เขาจึงมาอยู่กันมาก ให้ไปเลือกเอา วัดใดมีพระเณรน้อย ถึงเขาจะชมว่าเป็นวัดดี ควรอยู่ ก็อย่าเชื่อ มันมีชั่วอยู่ในที่นั้น มันจึงมาอยู่กันน้อย

ข้อ ๓ ว่า เมื่อเราจะไปอยู่กับท่านผู้ใด ซึ่งเราหวังว่าจะเป็นที่พึ่งอาศัยเป็นเจ้าเป็นนาย ให้สังเกตดู ถ้านิสัยไม่ถูกกัน อย่าอยู่ จะมีความผิด ให้สังเกตดังนี้ถ้าท่านประพฤติอย่างไร ท่านทำกิจสิ่งไร ก็เป็นที่ไม่ชอบใจของเรา เราทำสิ่งไร ประพฤติอย่างไร ก็เป็นที่ไม่ชอบใจของท่าน ชื่อว่า นิสัยไม่กินกัน รีบคิดไปอยู่ที่อื่น ถ้าท่านทำสิ่งไร ประพฤติสิ่งไร ก็เป็นที่ชอบใจเรา เราทำสิ่งไร ประพฤติสิ่งไร ก็เป็นที่ชอบใจท่าน อย่างนี้ชื่อว่า นิสัยกินกัน อุตสาหะตั้งใจปฏิบัติอยู่ในสำนักท่านไป อาจจักสำเร็จความประสงค์ของเราทุกประการ

พระสาสนโสภณ
(อ่อน)

การเข้ามาอยู่กรุงเทพฯ ท่านอุปัชฌายะให้หนังสือ ๓ ฉบับ ถวายสมเด็จกรมพระยาปวเรศวริยาลงกรณ์ ฉบับ ๑ ถวายสมเด็จพระสังฆราช (สา) วัดราชประดิษฐ์ ขณะนั้นยังอยู่ในตำแหน่งพระพุทธโฆษาจารย์ ฉบับ ๑ ถึงพระอ่อน วัดบุรณสิริมาตยาราม ซึ่งเป็นสัทธิงวิหาริก (ศิษย์ที่ท่านเทวธมฺมีบวชให้) ของท่าน ภายหลังได้เป็นพระอริยกวี เจ้าคณะเมืองอุบล ฉบับ ๑ ให้เป็นผู้นำถวาย

ถึงกรุงเทพฯ

วัดเทพศิรินทราวาส

ครั้นเข้ามาถึงกรุงเทพฯ แล้ว ได้พักอยู่ที่วัดบุรณสิริมาตยารามกับท่านอ่อนชั่วคราว ท่านอ่อนเป็นผู้จัดการ ส่วนอัตตโนกับ สีโห น้องชาย ท่านเอาไปฝากปลัดผา วัดเทพศิรินทราวาส ปลัดผาก็เป็นสัทธิงวิหาริก ของท่านเทวธมฺมี เหมือนกัน ถวายตัวเป็นอันเตวาสิก (ศิษย์ในสำนัก) เจ้าคุณอริยมุนี (เอม) เจ้าอาวาส อีกองค์หนึ่ง ท่านอ่อนรับไว้ เข้ามาถึงกรุงเทพฯ เดือน ๓ พอเดือน ๔ ได้ไปอยู่วัดเทพศิรินทราวาส

การเข้ามาอยู่กรุงเทพฯ นับว่าเป็นโชคดี ประจวบกับสมัยมีงานพระเมรุ พระนางสุนันทากุมารีรัตน์ ณ ท้องสนามหลวง มีพระเมรุใหญ่พระเมรุทอง มีเครื่องพระราชไทยทานและการละเล่นเต็มยศ ตามแบบโบราณราชประเพณี ถ้าผู้ไม่ได้เห็นก็น่าเสียดาย ต่อนั้นมา นับว่าทรงยกเลิกงานใหญ่ในท้องสนามหลวงก็ว่าได้ คงไม่ได้เห็นงานใหญ่เช่นนั้นต่อไปอีก

เมื่ออัตตโนได้อาศัยวัดเทพศิรินทราวาสอยู่เป็นสุข ในเวลานั้นเป็นวัดใหม่ พระสงฆ์พึ่งยกมาอยู่ได้ ๔ พรรษาเท่ากับพรรษาของอัตตโน ตกลงอัตตโนอุปสมบทปีพระสงฆ์ยกมาอยู่วัดเทพศิรินทราวาสนั้นเอง ในเวลานั้นปัจจัยทั้ง ๔ บริบูรณ์ ไม่ได้รับความอัตคัดขัดสนเลย ได้ตั้งหน้าเล่าเรียนโดยส่วนเดียว เจ้าอาวาสก็มีเมตตาสงเคราะห์โดยฐานะแห่งลูกศิษย์กับอาจารย์

เรียนหนังสือ

สัตบุรุษจ้างอาจารย์ให้มาสอนธรรมบททีปนีอยู่ ๒ คน ตอนเช้าชื่ออาจารย์บุตรมาสอน ตอนเพลแล้วมหาดิดมาสอน มหาดิดองค์นี้ทราบว่าเป็นเปรียญอยู่วัดบวรนิเวศ ในเวลานั้นประมาณอายุอยู่ในระหว่าง ๖๐ เป็นผู้ใหญ่แล้ว สอนหนังสือดี เขาว่าท่านเสียจริต จึงต้องมาปลูกกุฎิอยู่ที่ใกล้บ้านน้องชาย หลังวัดเทพศิรินทราวาส ใกล้วัดจางวางพ่วง ดูเหมือนว่าเป็นเปรียญ ๕ ประโยค เป็นพระอยู่บ้าน, อะไรท่านก็ดีทุกอย่าง เป็นแต่ท่านชอบเล่นหมากรุกเท่านั้น

ส่วนอาจารย์บุตรนั้นชอบเล่นหวย เงินเดือนที่บอกหนังสือได้ไม่พอใช้ หวยกินงอม

พระอริยมุนี (เอม)

ได้เรียนธรรมบทอยู่ในสำนักท่านทั้ง ๒ นี้ ปีหนึ่ง ได้ความรู้พอเป็นสะพาน มีผู้บอกเล่าว่าอาจารย์บุญ บอกหนังสืออยู่ที่วัดกันมาตุยารามดีมาก จึงไปขอเรียนในสำนักอาจารย์บุญ ไปพักแรมอยู่วัดกันมาตุยารามบ้างเป็นคราวๆ ยังไม่เต็มปี เผอิญอาจารย์ถูกเลือกให้เข้าไปสอนในพุทธปรางค์ วัดพระศรีรัตนศาสดาราม พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ ยังทรงว่าการทหารมหาดเล็ก ทรงจัดการบำรุงการศึกษาที่วัดพระแก้ว ให้มีอาจารย์บอกหนังสือ ๔ อาจารย์ ตามศาลารายชั้นนอก ๓ อาจารย์ อาจารย์บุญบอกอยู่ในพุทธปรางค์ ทรงจัดให้มีสำรับคาวหวานถวายพระนักเรียนเช้าเพลเป็นนิตย์

ที่วัดเทพศิรินทราวาส อัตตโนกับมหาสิทธิ์ ที่เป็นพระญาณวิจิตร รับราชการอยู่ ณ หอพระสมุดทุกวันนี้ พากันเข้าไปเรียนในพุทธปรางค์ทุกวัน สู้ทนความลำบากอยู่ได้ปีหนึ่ง อยู่วัดเทพศิรินทราวาสได้ ๓ พรรษา อาจารย์เห็นความลำบากแนะนำไปให้อยู่กับพระสาสนโสภณ (อ่อน) เมื่อท่านยังเป็นเปรียญอยู่วัดบุปผาราม พอปวารณาแล้วไม่ช้านัก พระอริยมุนี (เอม) เจ้าอาวาสวัดเทพศิรินทราวาส เป็นอหิวาตกโรคถึงมรณภาพ พอจัดการทางวัดเรียบร้อยแล้ว เรียนท่านปลัดผาอาจารย์ขอลาไปอยู่วัดบุปผาราม ท่านก็เห็นชอบด้วย พระปลัดผานั้นเป็นผู้ควรเคารพอย่างยิ่ง ความเมตตาของท่านอุตสาหะนำอัตตโนไปฝากเจ้าคุณวิเชียรมุนี (เมตฺตคู) เจ้าอาวาสและมหาอ่อนด้วยตนเอง

ย้ายไปอยู่วัดบุปผาราม

อัตตโนเป็นพระผู้ใหญ่ได้ ๗ พรรษาแล้ว ไปอยู่วัดบุปผารามเรียนหนังสือในสำนักมหาอ่อน ท่านบอกว่า แปลหนังสือก็พอสมควรแล้ว เรียนมูลอีกเถอะ ก็ตั้งหน้าท่องสูตรมูลอีก ที่ท่องไว้แต่ก่อนลืมหมดแล้ว กว่าจะได้ลงมือเรียนตั้ง ๓ เดือน สูตรมูลเป็นของจำยาก ชอบลืมชอบสงสัย เว้นไม่ท่องสัก ๓ วัน จับท่องเข้า เกิดสงสัยบางแห่งขึ้นแล้ว เรียนมูลตั้งต้นแต่สนธิไปตลอดปี ได้สนธิกับนามผูกหนึ่งเท่านั้น ส่วนคัมภีร์นั้นอาศัยฟังผู้อื่น ท่านมาเรียน ได้รู้สึกว่ามีความรู้ขึ้นพอควร

สอบได้เป็นเปรียญในพรรษาที่ ๙

เข้าปีที่ ๒ กระทรวงธรรมการประกาศว่าแล้งหน้าจะมีการสอบพระปริยัติธรรม ให้ส่งบัญชีนักเรียน อาจารย์ให้เลิกเรียนมูล ให้ซ้อมประโยคธรรมบทก่อน ตั้งแต่เข้าพรรษาตลอดออกพรรษาก็ไม่ได้กี่ประโยค แต่ลูกศิษย์ของท่านที่อยู่วัดบุปผารามท่านให้ใส่ชื่อเข้าบัญชี ๓ องค์ เมื่อเข้าสอบ ได้ ๒ ตก ๑ ที่ได้คืออัตตโนกับราชเมธี (ท้วม) ขณะนั้นยังเป็นสามเณร

การแปลปริยัติธรรมคราวนี้ แปลแต่ ๓ ประโยคเท่านั้น จวนงานฉลองวัดราชประดิษฐ์ต้องเลิก งดการแปลประโยคสูงต่อไป

เมื่อได้เป็นเปรียญ ๓ ประโยค อัตตโนได้ ๙ พรรษาแล้ว อายุเข้า ๓๐ แล้ว การเล่าเรียนของอัตตโนนับว่าสำเร็จลงเพียงนี้

ในระหว่าง ๕ ปีที่อัตตโนกำลังเล่าเรียนอยู่ น่ายินดี สมกับคำที่อัตตโนอธิษฐานไว้จำเพาะพระพักตร์พระแก้ว คือได้ตั้งสัตยาธิษฐานว่า

“ ข้าพเจ้าตั้งใจจะเข้ามาเล่าเรียนเพื่อประโยชน์แก่พระพุทธศาสนา ถ้าวาสนาสามารถจะเป็นคุณเป็นประโยชน์แก่พระพุทธศาสนาได้ต่อไป การเล่าเรียนของข้าพเจ้าขอให้สะดวก อย่าให้มีอาพาธป่วยไข้จนถึงป่วยการการเล่าเรียน และขอให้ข้าพเจ้าประสบพบเห็นแต่ท่านที่เป็นนักปราชญ์ อาจจะแนะนำให้ข้าพเจ้ามีความรู้ความฉลาด ถ้าไม่มีวาสนาในทางบำรุงศาสนาแล้ว ความปรารถนาอธิษฐานนี้อย่าให้สำเร็จเลย ”

ข้อที่ตั้งอธิษฐานไว้นี้นับว่าสำเร็จบริบูรณ์ แต่ความรู้จะให้เชี่ยวชาญไม่ได้อยู่เอง ด้วยมาจับเรียนหนังสืออายุย่างเข้า ๒๖ แล้ว รู้ได้เพียงนี้ก็นับว่าเป็นลาภอันสำคัญ แต่ที่จะเรียนต่อไปอีกนั้นหมดความอุตสาหะ คิดถึงตัวมาก เห็นว่าการแปลหนังสือพอรู้ผิดรู้ถูกได้แล้ว ตกลงเอาเป็นพอ ตั้งใจว่าต่อแต่ ๑๐ พรรษานี้ไปจะศึกษาทางวิปัสสนาธุระ

กลับอุบล ไปอุปัฏฐากพระอุปัชฌายะ พรรษาที่ ๑๐

เข้ามาเล่าเรียนอยู่กรุงเทพฯ ๖ พรรษา อยู่วัดเทพศิรินทราวาส ๓ พรรษา อยู่วัดบุปผาราม ๓ พรรษา คิดจะไม่รับราชการต่อไป ด้วยคิดเห็นว่าความสามารถของตนจะไม่ทันแก่สมัย จึงได้ทูลลาออกไปเมืองอุบล พระอุปัชฌายะ เทวธมฺมี ยังอยู่ ได้ไปอุปัฏฐากพระอุปัชฌายะอยู่วัดสีทองพรรษาหนึ่ง เป็นพรรษาที่ ๑๑ พ.ศ. ๒๔๓๐ ปีกุน

การที่ไปอยู่ปฏิบัติอุปัชฌายะ มีประโยชน์สำคัญ อยู่กับท่านแต่ก่อน ท่านก็พูดธรรมสู่ฟังบ่อย ๆ แต่ไม่เข้าใจเลย ครั้นกลับไปจากกรุงเทพฯ ท่านแสดงอะไรให้ฟังเป็นที่จับใจทุกอย่าง จึงได้รู้ลึกซึ้งของครูบาอาจารย์

เมื่อท่านเห็นว่าเรามีความรู้พอรับรองได้ ท่านก็ตั้งอกตั้งใจสอนจริง ๆ คืนหนึ่ง ๆ แนะนำอยู่ได้ตั้ง ๔-๕ ชั่วโมง แทบทุกคืน เว้นแต่มีกิจไปที่อื่น ได้ความสว่างในธรรมปฏิบัติในสำนักอุปัชฌายะพอเป็นทางดำเนิน

พรรษาที่ ๑๒ ออกไปจำพรรษาที่บ้านหนองไหล

พรรษาที่ ๑๒ ออกไปจำพรรษาที่บ้านหนองไหล ให้ปลูกกุฎิอยู่ที่ป่า มีพระเณรไปอยู่เรียนหนังสือด้วย ๗-๘ องค์ ถึงวันพระ ๘–๑๔–๑๕ ค่ำ ให้พวกญาติมาประชุมฟังเทศน์รับอุโบสถเสมอ ในแล้งนี้เจ้านครจำปาศักดิ์แต่งกรมการมาขอ พระธรรมยุติกาในสำนักอุปัชฌายะ ขอให้ไปตั้งคณะธรรมยุตที่นครจำปาศักดิ์ ตกลงหาตัวไม่ได้ อัตตโนต้องรับภาระของพระอุปัชฌายะ

ปลายปี พ.ศ. ๒๔๓๑ นั่นเอง ต้องลงไปอยู่เมืองนครจำปาศักดิ์ ในเวลานั้นพระยามหาอำมาตย์ (หรุ่น) เป็นข้าหลวงประจำอยู่ที่นั่น พร้อมด้วยเจ้านครจำปาศักดิ์สร้างวัดให้ใหม่ ให้ชื่อว่า วัดมหามาตยาราม มีพระเณรไปเรียนหนังสือด้วย ๑๑–๑๒ องค์

วัดอำมาตย์ นครจำปาศักดิ์ ประเทศลาวในปัจจุบัน

พรรษาที่ ๑๓ จำพรรษาที่วัดมหามาตยาราม นครจำปาศักดิ์

จำพรรษาที่วัดมหามาตยารามเป็นพรรษาที่ ๑๓ ส่วนพระยามหาอำมาตย์กับเจ้านครจำปาศักดิ์ พร้อมใจกันมีหนังสือเข้ามากราบบังคมทูล ขอให้อัตตโนเป็นเจ้าคณะสังฆปาโมกข์ เมืองนครจำปาศักดิ์ อัตตโนไม่ทราบเลย ต่อออกพรรษาแล้ว เดือนยี่ ได้รับท้องตราให้หาตัวอัตตโนเข้ามารับสัญญาบัตร ณ. กรุงเทพฯ

เมื่อได้รับท้องตราแล้ว ก็เป็นอันหมดปัญหา ส่วนลาภยศ อัตตโนไม่รังเกียจ ไม่เบื่อหน่าย ได้อะไร เป็นอะไร ก็ยินดีทั้งนั้น อัตตโนรังเกียจเบื่อหน่ายแต่ความรู้ความฉลาดของอัตตโนไม่เพียงพอเท่านั้น

เข้ากรุงเทพฯ พักจำพรรษาอยู่วัดพิชยญาติการาม เป็นพรรษาที่ ๑๔

เดือน ๓ ปี พ.ศ. ๒๔๓๒ ออกจากเมืองนครจำปาศักดิ์ เดือน ๖ พ.ศ. ๒๔๓๓ จึงถึงกรุงเทพฯ พักจำพรรษาอยู่วัดพิชยญาติการาม กับเจ้าคุณสาสนโสภณ (อ่อน) อาจารย์ เวลานั้นยังเป็นพระเมธาธรรมรส เป็นพรรษาที่ ๑๔

สมเด็จกรมพระยาวชิรญาณวโรรส

การเข้ามากรุงเทพฯ ครั้งที่ ๒ นี้ได้พาลูกศิษย์เข้ามาเล่าเรียน ภายหลังได้เป็นกำลังแก่การงานหลายคน นับว่าเป็นประโยชน์มาก

ครั้นถึง ณ วันที่ ๑๐ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๔๓๓ ได้รับพระราชทานสัญญาบัตรเป็นที่ พระครูวิจิตรธรรมภาณี เจ้าคณะใหญ่เมืองนครจำปาศักดิ์ ตาลปัตรแฉกทองแผ่ลวดมีนิตยภัตร ๘ บาท

ถึงเดือน ๖ พ.ศ. ๒๔๓๔ กลับออกไปเมืองนครจำปาศักดิ์ เดือน ๘ จึงถึง เป็นพรรษาที่ ๑๕ จำพรรษาที่นครจำปาศักดิ์

พรรษาที่ ๑๖ ก็จำพรรษาที่นครจำปาศักดิ์

พรรษาที่ ๑๗ พ.ศ. ๒๔๓๖ ตรงกับ ร.ศ. ๑๑๒ ยกฝั่งแม่น้ำโขงตะวันออกให้แก่ฝรั่งเศส อัตตโนทูลลากลับมาจำพรรษาที่วัดสุปัฏน์ เมืองอุบล

พรรษาที่ ๑๘ พ.ศ. ๒๔๓๗ อัตตโนเข้ามาจำพรรษาที่วัดพิชยญาติการาม กรุงเทพฯ เข้ามาคราวนี้พาลูกศิษย์เข้ามาเล่าเรียนมาก การขึ้นล่องในสมัยนั้นเป็นการลำบากมาก เดินทางเกวียนตั้ง ๒ เดือน ๓ เดือนจึงถึง เสียเงินรัฐบาลมากต้องเกณฑ์จ้าง

เข้ากรุงเทพฯ อยู่วัดเทพศิรินทร์ ได้เป็นเปรียญ ๔ ประโยค

การเข้ามาอยู่กรุงเทพฯ คราวนี้ ถูกสมัยที่ทรงตั้งมหามกุฎราชวิทยาลัย อัตตโนได้เป็นกรรมการในมหามกุฎราชวิทยาลัยด้วย ออกพรรษาแล้ว สมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาวชิรญาณวโรรส โปรดให้อัตตโนไปอยู่วัดเทพศิรินทราวาสเป็นผู้ช่วย หม่อมเจ้า พระศรีสุคตขัติยานุวัตร ท่านเป็นสมภารพรรษายังไม่ถึง ๑๐ รับนิสัย พระสงฆ์ยังไม่ได้ ให้อัตตโนไปเป็นผู้รับนิสัยพระสงฆ์ และเป็นครูใหญ่ในโรงเรียนภาคมคธด้วย

ในแล้งนี้มีแปลพระปริยัติธรรมในท้องสนามหลวงด้วย สมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาวชิรญาณวโรรส รับสั่งให้อัตตโนเข้าแปลประโยค ๔ กับเขาด้วย อัตตโนก็จำใจเข้าแปลกับเขา เผอิญถูกประโยคที่ง่ายได้ดูไว้บ้างแล้ว ถูกทีปนีผูก ๙ ขึ้นต้น “ วงฺคีสตฺเถโรปิฯ ” แปลได้อย่างดี อัตตโนได้เป็นเปรียญ ๔ ประโยค ในปี พ.ศ. ๒๔๓๗ ได้ ๑๘ พรรษาแล้ว 

ทูลลาสึก

สมเด็จพระมหาวีรวงศ์ (อ้วน)

ถ่ายเมื่อคร้งดำรงสมณศักดิ์ที่

พระโพธิวงศาจารย์

ในพรรษาที่ ๑๙ นี้ได้ช่วยหม่อมเจ้าพระศรีสุคตฯ อยู่วัดเทพศิรินทราวาสตลอดพรรษา พอออกพรรษาแล้วอัตตโนเห็นว่ากำลังร่างกายไม่พอแก่การงาน ถ้าขืนอยู่ไปคงเกิดโรค เพราะอาหารไม่มีรสเสียแล้ว อัตตโนไม่มีทางจะออกตัวได้อย่างไร เห็นแต่ทางสึกเป็นดีกว่าอย่างอื่น จึงได้ทูลลาสึก

เดือน ๑๒ ออกไปเรียนวิปัสสนาอยู่กับเจ้าคุณปัญญาพิศาลเถร (สิง) วัดปทุมวนาราม

ถึงเดือนอ้ายออกไปเขาคอกตั้งหน้าเจริญวิปัสสนา ในระหว่างเดือนอ้ายนั้นนับว่าสมประสงค์ ตัดสินตนได้ คือ ยอมถวายตัวเป็นข้าพระรัตนตรัยอยู่ในพระศาสนาตลอดชีวิต ได้มีลิขิตเข้ามาถวาย พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหลวงพิชิตปรีชากรว่า ถวายพรหมจรรย์แล้ว ด้วยพระองค์ท่านคอยฟังข่าวอยู่ คือ ได้ทูลไว้ว่า จะออกไปหาวิเวกตรึกตรองก่อน เพราะพระองค์ท่านทรงพระเมตตามาก คอยจะทรงอุปการะอยู่

กรมหลวงพิชิตปรีชากร

ครั้นตัดสินใจได้แล้วก็เดินรุกขมูลต่อไป ได้ออกไปเที่ยวอยู่ในแขวงเมืองนครราชสีมาตลอดแล้ง ยังเป็นห่วงพระโพธิวงศาจารย์ (อ้วน) ซึ่งยังเป็นเปรียญ เป็นครูโรงเรียนวัดเทพศิรินทราวาส แทนตัวอัตตโนอยู่

พรรษาที่ ๒๐ ได้รับพัดเปรียญ ๔ ประโยค และพัดพระครูคืน

เดือน ๖ พ.ศ. ๒๔๓๙ ได้กลับเข้ามาจำพรรษาอยู่ที่วัดปทุมวนาราม เป็นปีพรรษาที่ ๒๐

ในพรรษานี้ ในงานเฉลิมพระชนมพรรษา เดือน ๑๐ กลับได้รับพัดเปรียญ ๔ ประโยค และพัดพระครูคืนอีก คราวนี้เป็นพัดพุดตาล ตกลงเป็นอันไม่มีทางจะแก้ตัว ครั้นออกพรรษาแล้ว คิดการจะออกไปตั้งการศึกษาเล่าเรียนที่เมืองอุบลทั้งภาคหนังสือไทยและภาคมคธ เตรียมแบบแผนบริบูรณ์ ได้เปรียญ ๔ องค์เป็นกำลัง คือ พระมหาทา (กิตติวณโณ) เปรียญเอก ๗ ประโยค มหาอ้วน (ติสฺโส) เปรียญโท เทียบ ๕ ประโยค มหารัต เปรียญ ๔ ประโยค มหาล้อม เปรียญ ๔ ประโยค และได้รับพระราชทานพระบรมราชานุญาตให้ออกไปตั้งตามความประสงค์

กรมหลวงสรรพสิทธิประสงค์

ครั้นไปถึงเมืองอุบลในปี พ.ศ. ๒๔๔๐ ได้รับราชูปถัมภ์ ๘๐๐ บาท ในเวลานั้นพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหลวงสรรพสิทธิประสงค์ ข้าหลวงต่างพระองค์เป็นผู้ทรงช่วยอุปถัมภ์ และทรงตั้งโยมผู้ชายของอัตตโนให้เป็นหลวงสุโภรสุประการ ฝ่ายสังฆการี ณ เมืองอุบล ใน พ.ศ. ๒๔๔๐ ส่วนการศึกษาเล่าเรียนได้จัดตั้งวิธีสอบไล่ จัดให้มีรางวัลตามสมควร ไปตั้งในระหว่างปีเดียว มีนักเรียนหนังสือไทยมากกว่า ๑๐๐ พระเณรที่เรียนมคธไม่ต่ำกว่า ๕๐ นับว่าคิดการสำเร็จก่อนมณฑลทั้งปวง

ในพรรษาที่ ๒๑ และพรรษาที่ ๒๒ จำพรรษาอยู่ที่วัดสุปัฏน์เมืองอุบล ครั้นออกพรรษาแล้ว ย่างเข้าปี พ.ศ. ๒๔๔๒ ได้รับพระหัตถเลขาสมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาวชิรญาณวโรรส ดำเนินกระแสพระบรมราชโองการให้อัตตโนเข้ามากรุงเทพฯ

เข้าเฝ้ารัชกาลที่ ๕ ที่กรุงเทพ รับพระราชทานตรามณฑลอิสาณ

อัตตโนได้เข้ามากรุงเทพฯ ตามกระแสพระบรมราชโองการ พักจำพรรษาอยู่ที่วัดบวรนิเวศวิหาร พอมาถึงสัก ๑๐ วัน สมเด็จพระมหาสมณเจ้า นำอัตตโนเข้าเฝ้าไปรเวศ ที่พระที่นั่งจักรีมหาปราสาท มุขกระสัน ด้านตะวันออก ทรงพระราชปรารภถึงการศึกษาเล่าเรียน ที่ออกไปจัดการตั้งโรงเรียนขึ้นได้นั้น เป็นที่พอพระราชหฤทัย สมด้วยพระราชประสงค์ แล้วพระราชทานตรามณฑลอิสาณ ให้เป็นผู้อำนวยการคณะมณฑล แต่ยังเป็นพระครูวิจิตรธรรมภาณี

ออกพรรษาแล้ว ในงานฉัตรมงคล ณ วันที่ ๑๐ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๔๔๒ อัตตโนได้รับพระราชทานสัญญาบัตร เลื่อนตำแหน่งยศเป็นพระราชาคณะที่ พระญาณรักขิต เป็นปีพรรษาที่ ๒๓

เสร็จราชการแล้ว เดือนยี่ อัตตโนรีบออกไปเมืองอุบล จัดการวางระเบียบการคณะและการศึกษา พระมหาทา พระมหาอ้วน พระปลัดอ่ำ ๓ องค์ นี้เป็นแม่แรงช่วยแยกกันไป เพราะมณฑลนี้ใหญ่มากมีจำนวนวัด ๒,๐๐๐ เศษ มีจำนวน พระและสามเณร ๓,๐๐๐ เศษ จัดการคราวแรกลำบาก เพราะยังไม่มีหลักฐาน สุดแต่เจ้าคณะมณฑลจะเห็นสมควรอย่างไร การจัดคณะให้เป็นหมวดเป็นแขวงไม่ใช่จัดได้ด้วยง่าย เพราะประเทศนั้นยังไม่เคยมีแบบมีแผน ต้องอาศัยทางราชการเป็นกำลังช่วยให้มีอำนาจ ส่วนการศึกษาให้ตั้งการศึกษาขึ้นทุกหัวเมือง บางแห่งขัดด้วยหานักเรียนไม่ได้ บางแห่งขัดด้วยหาครูผู้จะบอกหนังสือไทยไม่ได้ ถึงต้องจำหน่ายนักเรียนเมืองอุบลไปสอนตามหัวเมืองนั้น ๆ หลายตำบล การที่มีเจ้าคณะมณฑลทรงตั้งคราวเดียวกันทุกมณฑล ต่างองค์ต่างออกไปจัดวางระเบียบการตามมณฑลของตน ๆ แล้ว ทำรายงานส่งกระทรวง

พระเมรุพระศพกรมพระยาปวเรศวริยาลงกรณ์

ตั้งที่โบสถ์พระแก้ววังหน้า 

ต่อภายหลังจึงได้ทรงตั้งพระราชบัญญัติปกครองคณะสงฆ์ วางแบบได้เป็นการสบายแล้วฯ อัตตโนได้ช่วยกันจัดการคณะมณฑลแต่ปลายปี พ.ศ. ๒๔๔๒ ตลอดต้นปี พ.ศ. ๒๔๔๓ จำพรรษาที่วัดสุปัฏน์ อุบล เป็นปีพรรษาที่ ๒๔ กับพรรษา ๒๕ ตกแล้งในปีนั้นก็ช่วยกันออกตรวจตลอดมณฑล ได้ไปตรวจแต่จำเพาะเมือง จะไปตามอำเภอเวลาไม่พอ

ย่างเข้า พ.ศ. ๒๔๔๕ อัตตโนต้องกลับเข้ามากรุงเทพฯ พักจำพรรษาที่วัดเทพศิรินทราวาส เป็นปีพรรษาที่ ๒๖ ด้วยในแล้งนี้มีงานพระเมรุท้องสนามหลวง ตั้งที่โบสถ์พระแก้ววังหน้า พระศพกรมพระยาปวเรศวริยาลงกรณ์ เป็นต้น หลายพระศพด้วยกัน เสร็จราชการแล้วย่างเข้าปี พ.ศ. ๒๔๕๖ เดือน ๖ กลับออกไปจัดการและจำพรรษาที่วัดสุปัฏน์ เมืองอุบล เป็นปีพรรษาที่ ๒๗

ทูลลาพักราชการมณฑล

พระอุโบสถ วัดสุปัฏนารามวรวิหาร อุบลราชธานี

นับแต่ได้ ๔ พรรษามาถึง ๒๗ พรรษานี้ การขึ้นล่องกรุงเทพฯ กับอุบล เวลาขึ้นนับเป็น ๑ ล่องนับเป็น ๒ ลำดับไปได้ ๑๐ เที่ยว และกำหนดในใจไว้ว่า ในปี พ.ศ. ๒๔๔๖ นี้ ออกพรรษาแล้วจะกลับเข้ามากรุงเทพฯ ทูลลาพักราชการมณฑล เพราะเหน็ดเหนื่อยมาก ส่วนการงานก็ตั้งฐานได้แล้ว และเห็นว่าลูกศิษย์ผู้จะรับมรดก ก็คงจะบำรุงการให้เป็นไปได้

เพราะเหตุนี้ออกพรรษาแล้ว ทูลลาเสด็จข้าหลวงต่างพระองค์เข้ามากรุงเทพฯ เป็นเที่ยวที่ ๑๑ พักที่วัดเทพศิรินทราวาส และได้ทูลลาออกจากตำแหน่งเจ้าคณะมณฑล และทูลลาไปเที่ยวประเทศพม่า พักร่างกายให้สบายสักคราว ก็ได้รับพระราชทานพระบรมราชานุญาตตามประสงค์ ได้ตราเดินทางถึงกงสุลประเทศพม่า ตรากรมท่า ตรามหาดไทย ตราธรรมการ เป็น ๓ ฉบับ เตรียมการจะไปประเทศพม่า แต่ยังเป็นห่วงพระมหาอ้วนที่รั้งคอยอยู่ทางอุบล จึงได้จัดหาหนังสือแบบเล่าเรียนสิ่งไรยังบกพร่องได้แล้ว บรรทุกรถไฟออกไปโคราช จัดจ้างเกวียนส่งสิ่งของออกไปให้มหาอ้วนเสร็จแล้ว เบาใจสิ้นห่วง

นับแต่อัตตโนออกไปจัดการศึกษาเล่าเรียนอยู่ที่เมืองอุบล แต่พ.ศ. ๒๔๔๐ มาถึง พ.ศ. ๒๔๔๖ เป็น ๖ ปี อายุอัตตโนได้ ๔๘ ปีพรรษาได้ ๒๗ พรรษา อัตตโนได้ทูลลาพักราชการคิดจะไปเที่ยวตากอากาศ และหาวิเวกเจริญสมถะวิปัสสนา มุ่งกิจส่วนตนเป็นใหญ่ แต่ก็หาสำเร็จตามประสงค์ไม่ จะไปเที่ยวประเทศพม่าในแล้งนี้ เกิดขัดข้อง เผอิญป่วย เท้าเดินไกลไม่ได้ อย่างพยายามทนลำบาก วันหนึ่งก็เดินได้เพียง ๕๐ เส้น (๒ กิโลเมตร)

จึงปรึกษากับพระครูอุดมธีรคุณ (เงิน) ซึ่งยังเป็นพระอันดับ เป็นปัจฉาสมณะ (พระติดตามพระผู้อาวุโส) ในพรรษานี้ควรจะเข้าไปพักจำพรรษาที่เขาใหญ่เสียก่อน เมื่อเท้าหาย ออกพรรษาแล้วจึงไปพม่า ก็เป็นอันตกลงกัน พยายามเดินแต่นครราชสีมาไปเขาใหญ่ เกือบเดือนจึงถึงบนเขาใหญ่ ไปพักอยู่บ้านสองพี่น้อง แต่เดือน ๔ ถึงเดือน ๖ อากาศไม่สบาย ลาพวกบ้านเขา เลื่อนลงมาอยู่บ้านท่าช้าง

ป่วยเป็นไข้ป่าจนพูดเพ้อ

ในต้นเดือน ๗ ให้ชาวบ้านเขาปลูกกุฏิให้บนเขาน้อยใกล้บ้านท่าช้าง คิดว่าจะเป็นที่สบาย ปลูกกุฏิแล้วได้อยู่ประมาณสัก ๑๐ วัน อัตตโนเป็นไข้ป่าจับอย่างสำคัญได้ ๓ วันพูดเพ้อ คิดจะพูดอย่างหนึ่งกลายเป็นพูดอย่างอื่นไป ยาควินนินก็หมด ไม่มียาพอแก้ไข้ จึงใช้ให้พระครูอุดมฯ รีบไปขึ้นรถไฟไปนครราชสีมาซื้อยาควินนิน เธอก็รีบไป ๒ คืน จึงกลับมาถึง หลวงประสิทธิ์บ้านอยู่ใกล้วัดเลียบ คลองปลู เป็นคนชอบกัน ทราบว่าอัตตโนอาพาธ ก็รีบจ้างคน ๔ คน มาพร้อมด้วยพระครูอุดมฯ ให้มาหามเอาอัตตโนออกไปรักษาที่บ้าน ครั้นได้ยาควินนินมาแล้วก็ฉัน หายจับในวันนั้น

รุ่งขึ้นเป็นเดือน ๗ แรม ๕ ค่ำ ชาวบ้านท่าช้างนั้นเองช่วยกันทำแคร่ป่า หามออกมาส่งรถไฟสถานีปากช่อง วันยังค่ำจึงถึง รุ่งขึ้นแรม ๖ ค่ำ ขึ้นรถไฟไปลงภูเขาลาด ไปพักบ้านหลวงประสิทธิ์ แกยกเรือนให้หลังหนึ่ง รักษาตัวอยู่ที่นั้นพอสบาย หายโรค

เป็นเจ้าอาวาสวัดบรมนิวาส กรุงเทพฯ

เดือน ๘ ขึ้น ๒ ค่ำ ได้รับท้องตราเสมาธรรมจักร ดำเนินกระแสพระบรมราชโองการ ให้นิมนต์อัตตโนเข้าไปเป็นเจ้าอาวาสวัดบรมนิวาส กรุงเทพฯ โดยเร็ว ให้ทันพระราชประสงค์ อัตตโนก็ไม่มีปัญหา

เดือน ๘ ขึ้น ๕ ค่ำ อัตตโนเข้ามากรุงเทพฯ พักวัดเทพศิรินทราวาส

เดือน ๘ ขึ้น ๘ ค่ำ ยกมาอยู่วัดบรมนิวาส มีกระบวนรถหลวง ๒ คัน เทียมด้วยม้าเทศเป็นเกียรติยศ ขึ้นแต่หน้าวัดเทพศิรินทราวาสมาถึงทางรถไฟข้างสะพานยศเส หมดทางกันเพียงนั้น พระเถระที่มาส่งมีแต่สมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาวชิรญาณวโรรสพระองค์เดียว เวลาบ่าย ๓ โมงมาถึงวัด ทรงสั่งเสียเสร็จแล้วก็เสด็จกลับ พระสงฆ์ในวัดบรมนิวาสเวลานั้นมีอยู่ ๑๓ รูป วินัยธร ชื่อเพ็ชร์ เป็นผู้รั้ง ท่านทั้งหลายก็พากันแสดงความยินดี พวกทายกทายิกาก็พากันมาถวายดอกไม้ธูปเทียน แต่มีน้อยไม่ถึง ๑๐ คน ได้สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอกรมพระสวัสดิ์วัฒนวิศิษฎ์ เป็นผู้ทรงรับรองเกื้อหนุน ทรงปวารณาดัวย ปัจจัย ๔ และทรงรับสั่งให้นายเวรเผือก ข้าหลวงเก่าในพระองค์ เป็นผู้ทำสำรับเช้าเพลถวาย กว่าจะมีกำลังขึ้นได้ เป็นพระเดชพระคุณอย่างลึกซึ้ง ไม่มีความร้อนใจเลย

ครั้นใน พ.ศ. ๒๔๔๖ เป็นปีพรรษา ๒๗ ได้ทูลลาออกจากตำแหน่งเจ้าคณะมณฑลอิสาณ

ถึง พ.ศ. ๒๔๔๗ ปีมะโรง อายุ ๔๙ พรรษาที่ ๒๘ ได้มาเป็นเจ้าอาวาสวัดบรมนิวาสนี้ นับแต่นั้นมาถึง พ.ศ. ๒๔๖๙ นี้ ได้ ๒๓ ปี อายุของอัตตโนย่างเข้า ๗๑ ปี แต่พรรษาคงได้ ๕๐ ถ้วน จะว่าอายุได้ ๗๐ ถ้วนก็ได้ฯ

กิจการงานในเวลาที่ได้เป็นเจ้าอาวาส

บัดนี้ จะเล่ากิจการงานและสุขทุกข์ในเวลาที่ได้มาอยู่ เป็นเจ้าอาวาสในวัดนี้แล้วให้ฟังต่อไป

เมื่อได้เป็นสมภารโดยจำใจจำเป็นแล้ว อัตตโนตั้งเจตนาใหม่ คิดจะดำเนินตามหลักพุทธจริยา ๓ ประการ คือ อัตตัตถจริยา ญาตัตถจริยา โลกัตถจริยาฯ

ส่วน อัตตัตถจริยา นั้น ตั้งใจจะบำเพ็ญ ไตรสิกขา ศีล สมาธิ ปัญญา ให้เต็มรอบ ให้สมบูรณ์ด้วยลาภ, ยศ, สรรเสริญ และความสุขฯ

ญาตัตถจริยา นั้น คิดตั้งใจจะบำรุงพระสงฆ์สามเณร อุบาสกอุบาสิกา และผู้ที่รู้กันเห็นกัน อัตตโนถือว่าเป็นญาติ จะให้ได้รับความรู้ความฉลาดด้วยธรรมิกอุบาย พอเป็นที่อุ่นใจแก่คนได้ทั่วไปฯ

โลกัตถจริยา นั้น คิดตั้งใจจะบำรุงก่อสร้างถาวรวัตถุทั้งภายนอกและภายในให้โลกได้รับความสุขต่อไปฯ

ในการประพฤติจรรยา ๓ นั้นจะเล่าให้ฟังแต่อย่างที่สำคัญ ถ้าจะเล่าให้ละเอียดตลอดไป เห็นไม่สู้มีประโยชน์นัก จะเล่าสถานที่ในวัดนี้ไว้ให้ฟังสักนิดหน่อย น่าสลดใจ คราวหายนะ เมื่ออัตตโนมาอยู่กำลังวัดโทรม

คณะหอเขียว มีกุฏิ ๕ หลัง พออาศัยอยู่ได้ แต่ชำรุดทุกหลัง กุฏิใหญ่พื้นชั้นล่างทรุด กระดานโก่งอาศัยไม่ได้ พื้นชั้นบนดี แต่อับ หน้าต่างเล็กซุมซู่ พระเณรอยู่ไม่ได้เป็นไข้ อัตตโนก็ออกอยู่ที่ระเบียงพอตลอดพรรษา ออกพรรษาอัตตโนไปปลูกกุฏิเล็กอยู่ต่างหาก

คณะกลาง ที่รื้อสร้างโรงธรรมสวนะทุกวันนี้ มีกุฎิอยู่ ๖ หลัง พอพระเณรอาศัยอยู่ได้หลังเดียว ยังพออาศัยได้มากแต่ คณะกุฏิ แต่ก็ชำรุดหลายหลัง หน้าวัดมีศาลาระเบียงรอบ ๓ หลังชำรุดทุกหลังใช้การไม่ได้

คณะสวน มีศาลา ๒ หลังแต่ชำรุดอาศัยไม่ได้เหมือนกัน

พระอุโบสถเชิงกลอนและช่อฟ้าตกลงมาหลายอัน ในพื้นพระอุโบสถทรุดเป็นแอ่งสองสามแห่ง ชุกชีพระประธานก็ทรุดเป็นแอ่ง ๆ เหมือนกัน ต้องปรับใหม่ทั้งนั้น ที่ปูหินหยาบโดยรอบในกำแพง หญ้าแห้วหมูขึ้นรอบแผ่นหินยาวกว่าฝ่ามือ ต้องรื้อปรับใหม่ยาปูนซิเมนต์

โดยรอบที่วัดด้านตะวันออก และด้านใต้ ด้านตะวันตก รกเป็นดง ไม่มีทางเดินไปมาหากันได้ ดูเป็นที่รำคาญใจเสียนี่กระไร แต่อัตตโนสบายไม่รำคาญ เห็นว่าเป็นคราวของธรรมดา

เพียรพยายามอยู่ ๓ ปี จึงสร้างถนนหลังวัดสำเร็จ

ยังมีข้อรำคาญอยู่อย่างหนึ่ง ที่วัดไม่มีทางออก ต้องอาศัยเดินทางรถไฟลำบากมาก แต่อัตตโนพยายามพูดขอทางออกหลังวัดที่ใช้อยู่ทุกวันนี้ ๓ ปี จึงสำเร็จ เสียเงินมาก ที่ของหลวงยศเส ๒ เส้นเศษ ทางตั้งแต่ถนนหลวงเข้าไป เขาเรียกเอาราคาวาละ ๒๐ บาท ในนั้นเข้าไปถึงวัดวาละ ๖ บาท แต่อย่างนั้นเขาก็ไม่ยอมให้ตัดตรง ๆ คดไปคดมา เพราะเจ้าของเขาหวงที่ คิดเสมอว่าพอเดินสะดวกได้เป็นแล้วกัน สัตบุรุษช่วยกันบริจาคทรัพย์ทั้งค่าซื้อที่และค่าก่อสร้างเสร็จ เป็นถนนรถเดินได้สิ้นเงิน ๑๐,๕๐๐ บาท ได้ถวายพระราชกุศลพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้พระราชทานนามให้เรียกว่า ถนนวัดนอก เขียนป้ายติดไว้ที่ปากตรอก มีพระราชประสงค์จะให้รักษาชื่อเดิมไว้ ด้วยวัดนี้เรียกว่า “วัดนอก” วัดบวรนิเวศเรียกว่า “วัดใน” เป็นคู่กันแต่เดิม แต่ไม่สำเร็จไม่มีใครเขายอมเรียก เขาเรียกแต่ “ถนนวัดบรมนิวาส” อัตตโนมาอยู่วัดนี้ได้ ๓ ปีแล้ว จึงได้มีถนนหลังวัดเข้าออกได้

เจ้าจอมมารดาทับทิมจัดผ้าป่าบูรณะวัด

เจ้าจอมมารดาทับทิม

ถนนสายนี้เป็นเหตุให้ความเจริญแก่วัดขึ้นโดยลำดับฯ ในปีมะเมีย พ.ศ. ๒๔๔๙ ได้สร้างถนนหลังวัดเสร็จแล้ว ปรารภจะปฏิสังขรณ์พระอุโบสถและวิหาร ซุ้มประตูศาลาน้ำซึ่งเป็นของสำคัญก่อน พอประจวบกับสมัยที่เจ้าจอมมารดาทับทิม มีประสงค์จะบำเพ็ญกุศลในคราวอายุครบ ๕๐ ปีบริบูรณ์ อาศัยเหตุนี้ท่านจึงได้ชักชวนบรรดาประยูรญาติช่วยจัดเป็นผ้าป่า รับกันคนละองค์ ต้องการเงินมาก ส่วนข้าวของ ถวายพระที่ถูกฉลาก ส่วนเงิน รวมไว้ช่วยในการปฏิสังขรณ์โบสถ์ ส่วนพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพทรงช่วยไม้ขอนสัก ๘ ต้น ยาวขนาด ๔ วา ส่วนโตแต่ ๙ กำขึ้นไปถึง ๑๒ กำ มาในกระบวนผ้าป่าด้วย ช่างครึกครื้นเสียนี่กระไร ในคลองหน้าวัดยัดเยียดหาทางเรือไปมาไม่ได้ เต็มไปด้วยเรือผ้าป่า เวลาขนขึ้นหน้าวัดก็เต็มหน้าวัดไปหมด ทั้งการละเล่นเต้นรำก็ดูน่าสนุกอยู่

ในงานผ้าป่าคราวนี้ได้ค่าปฏิสังขรณ์ ๕,๐๐๐ บาทเศษ ได้ขอนสัก ๘ ต้น นับว่ามีกำลังพอจะลงมือปฏิสังขรณ์โบสถ์ได้แล้ว อัตตโนได้เข้าไปทูลเรี่ยไรพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว เมื่อยังทรงดำรงตำแหน่งเป็นพระยุพราช ได้ทรงพระราชทานเงิน ๕,๐๐๐ บาท อัตตโนนับว่าเป็นผู้มั่งมี คือมีเงินตั้ง ๑๐,๐๐๐ บาท

ได้ลงมือปฏิสังขรณ์พระอุโบสถ และปรับพื้นทั้งภายในทั้งภายนอกและซุ้มประตู ศาลาน้ำ ส่วนระเบียงได้แก้ไขแต่เพียงไม่ให้รั่ว และซ่อมพระพุทธรูปที่ชำรุดบ้าง สิ้นเงิน ๑๕,๐๐๐ บาท ส่วนโบสถ์วิหารเป็นที่สำราญตาขึ้นแล้ว มาอยู่ได้ ๔ ปี ได้ของสำคัญคือถนนกับโบสถ์ฯ

กุฏิปัทมราช

การที่ได้มาอยู่เป็นเจ้าอาวาส ได้อยู่สบายเพียง ๓ ปี ออกพรรษาแล้วก็ออกรุกขมูลเสมอฯ ส่วนการในวัดก็จัดให้มีโรงเรียนหนังสือไทย ให้พระในวัดสอนที่หอเขียว ในระหว่าง ๓ ปี มีนักเรียนขึ้นประมาณ ๔๐ คนเศษ ภายหลังขอครูจากกระทรวงธรรมการ มาสอนหมดธุระไป มีแต่โรงเรียนทางมคธอย่างเดียว

การก่อสร้างก็มีขึ้นบ้างในปีที่ ๔ พ.ศ. ๒๔๕๐ เจ้าจอมมารดาทับทิม ท่านเห็นอัตตโนไม่มีที่อยู่ ท่านรำคาญมีศรัทธาขอสร้างกุฎิสมภารให้ คือสร้าง กุฏิปัทมราช นี้ให้สิ้น เงิน ๙,๐๐๐ บาท

โยมมารดาโยมบิดาถึงแก่กรรมห่างกัน ๔ วัน

ในพรรษานี้เดือน ๑๑ ขึ้น ๕ ค่ำ โยมผู้หญิงถึงแก่กรรม เดือน ๑๑ ขึ้น ๙ ค่ำ โยมผู้ชายถึงแก่กรรม โยมผู้หญิงอายุได้ ๗๓ โยมผู้ชายอายุได้ ๗๗ นับว่าถึงแก่กรรมพร้อมกันก็ว่าได้ พระครูศีลวรคุณ สมภารวัดสิริจันทรนิมิตร เขาพระงามลพบุรี เมื่อยังเป็นปลัดอยู่ช่วยการมณฑล พระโพธิวงศาจารย์เมื่อยังเป็นพระศาสนดิลก เป็นผู้พยาบาลโยม เธอเป็นบุตรสุดท้อง เธอได้มีโทรเลขมาแจ้งความ อัตตโนได้ตอบไปว่าให้เก็บศพ ไว้คอย ออกพรรษาแล้วจะไป ครั้นออกพรรษา เสร็จการฉัตรมงคลแล้ว ก็ออกไป เดือน ๔ ทำศพโยมเสร็จ เดือน ๖ พ.ศ. ๒๔๕๑ กลับเข้ามากรุงเทพฯ

เป็นเจ้าคณะมณฑล ๓ มณฑล ภายใน ๓ ปี

ในพรรษานี้ พระญาณวราภรณ์ เจ้าคณะมณฑลจันทบุรีลาออก รับสั่งให้ อัตตโนเป็นเจ้าคณะมณฑลจันทบุรีแทน

วันที่ ๑๐ ธันวาคม พ.ศ. ๒๔๕๑ รับสัญญาบัตร ตำแหน่งเป็นเจ้าคณะมณฑลจันทบุรี

ตกแล้งได้ออกไปตรวจ ตลอดมณฑล แต่ไม่มีการลำบากอะไร เพราะพระญาณวราภรณ์ได้ไปจัดการวางระเบียบไว้เรียบร้อยแล้ว คดีอะไรก็ไม่มีเรียบร้อยดี เดือน ๗ กลับเข้ามากรุงเทพฯ เป็นปี พ.ศ. ๒๔๕๒ เผอิญพระราชมุนี (ชม) เจ้าคณะมณฑลราชบุรีถึงมรณภาพ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงรับสั่งว่า มณฑลราชบุรีเป็นมณฑลสำคัญ เห็นสมควรแต่พระญาณรักขิตเท่านั้น

ในปีนี้วันที่ ๖ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๔๕๒ ได้รับพระราชทานสัญญาบัตรเลื่อนตำแหน่งเป็น พระราชกวี

ถึงวันที่ ๑ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๔๕๒ ได้รับพระราชทานสัญญาบัตรตำแหน่งเจ้าคณะมณฑลราชบุรี

ออกพรรษาฉัตรมงคลแล้ว ออกไปตรวจมณฑลราชบุรีตลอดมณฑล ในมณฑลนี้เจ้าคณะมณฑลเก่าจัดการไว้ยังไม่สู้เรียบร้อย ออกจะมีขลุกขลักหลายเรื่อง อธิกรณ์ก็มีหลายคดี พระตามบึงบางยังมีอาการกระด้างกระเดื่อง ไม่เรียบร้อยเหมือนจันทบุรี

ครั้นกลับเข้ามาในปี พ.ศ. ๒๔๕๓ เผอิญพระสาสนโสภณ (อ่อน) เจ้าคณะมณฑลหัวเมืองกรุงเทพฯ ถึงมรณภาพลงอีก คราวนี้พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวก็ทรงเห็นอีกว่า พระราชกวีพอจะรับจัดการกับพระรามัญนิกายให้เรียบร้อยได้

ณ วันที่ ๒๒ มิถุนายน พ.ศ. ๒๔๕๓ ได้รับพระราชทานสัญญาบัตรเป็นเจ้าคณะมณฑลหัวเมืองกรุงเทพฯ

ตกแล้ง ฉัตรมงคลแล้ว ออกตรวจตามหัวเมืองมณฑลกรุงเทพฯ ยิ่งยุ่งหนักกว่ามณฑลราชบุรี ออกไปตรวจคราวนี้มีอธิกรณ์มากกว่า ๕ เรื่อง ออกจะเป็นพวกพระรามัญโดยมาก ได้ชำระเสร็จไปทุกเรื่อง ได้ออกไปตรวจใน ๓ มณฑลนี้ มณฑลละคราวเท่านั้น ทั้ง ๓ มณฑล

ในปี พ.ศ. ๒๔๕๓ ออกพรรษาแล้ววันที่ ๒๓ ตุลาคม พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าสยาม ปิยมหาราชเสด็จสวรรคต ชาวพสกนิกรระงมไปด้วยความโศกเศร้าทั่วพระราชอาณาจักร ไม่ได้พูดถึงการงานในหน้าที่ของตน เว้นแต่การจำเป็น

ครั้น ณ วันที่ ๑๑ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๔๕๓ นั่นเอง พระมงกุฎเกล้าเจ้าสยามเถลิงถวัลยราชสมบัติสืบรัชทายาทต่อมา การก็แปรไปตามสมัย

ความแตกต่างในการบริหารงานพระศาสนาของรัชกาลที่ ๕ และ รัชกาลที่ ๖

สมเด็จกรมพระยาปวเรศวริยาลงกรณ์

สมเด็จพระสังฆราช (สา)

ในสมัยรัชกาลที่ ๕ มีสมเด็จพระสังฆราชต่อกัน ๒ พระองค์ คือสมเด็จกรมพระยาปวเรศวริยาลงกรณ์ เป็นพระสังฆราชมาก่อน ครั้นสิ้นพระชนม์แล้ว ทรงตั้งสมเด็จพระสังฆราช (สา) วัดราชประดิษฐ์ ครั้นสมเด็จพระสังฆราช (สา) สิ้นพระชนม์แล้ว ก็ไม่ทรงตั้งสมเด็จพระสังฆราช แต่มอบหน้าที่สมเด็จพระสังฆราช แก่พระเจ้าน้องยาเธอ กรมหลวงวชิรญาณวโรรสฯ

ในรัชกาลโน้นถึงมีสมเด็จพระสังฆราชแล้ว พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวก็ไม่วางอำนาจเด็ดขาดแก่พระสังฆราช เป็นแต่ให้สมเด็จพระสังฆราชอนุวัตรตาม การคณะ การศาสนา การศึกษาเล่าเรียน ทรงเป็นพระราชธุระด้วยพระองค์ทั้งสิ้น สมเด็จพระสังฆราชเป็นแต่อนุวัตรตามพระราชประสงค์เท่านั้นฯ

ครั้นมาถึงสมัยรัชกาลที่ ๖ ทรงสถาปนา พระเจ้าบรมวงศ์เธอกรมหลวงวชิรญาณวโรรส เป็นสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาวชิรญาณวโรรส ที่สมเด็จพระสังฆราช แล้วทรงมอบพระราชธุระฝ่ายพุทธจักรถวาย ให้ทรงชี้การเด็ดขาดทีเดียว พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเป็นแต่ทรงอนุวัตรตามสมเด็จพระสังฆราช เท่านั้น ใน ๒ รัชกาลดำเนินการผิดกันอย่างนี้ฯ

ครั้นถวายพระเพลิงพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าสยามแล้ว สมเด็จพระมหาสมณเจ้าทรงเริ่มจัดการพระศาสนาทั้งการคณะและการศึกษาใหม่ ส่วนมณฑลหัวเมืองกรุงเทพฯ ทรงจัดให้รวมขึ้นอยู่ในคณะหนกลางกรุงเทพฯ อัตตโนก็ไม่ต้องว่าการคณะต่อไป ตอนนี้อัตตโนมีกำไรในทางสมถะวิปัสสนามาก พอตกแล้งแล้วออกเที่ยวเสมอ

ในปี พ.ศ. ๒๔๕๔ นั่นเอง เจ้าจอมมารดาเลื่อนมีศรัทธาสร้างศาลาธรรมสวนะขึ้นที่คณะกลาง ชื่อศาลาอุรุพงษ์ ซึ่งอาศัยใช้อยู่ทุกวันนี้ ส่วนพระประธานในศาลานั้น เป็นพระศิลาแลงชะลอมาจากวัดหลุมดินเก่าเมืองราชบุรี เป็น พระประธานในโบสถ์ แต่โบสถ์เก่าชำรุดหมดแล้ว ส่วนพระก็ตกลงมาอยู่ข้างล่างชำรุดทั้งองค์ คงได้ดีแต่พระเศียรเท่านั้น จ้างเจ๊กล่องถ่านบรรทุกเข้ามาให้

พระพิชิตมารมัธยมพุทธกาล

บูรณะพระพุทธรูป ถวายพระนาม "พระพิชิตมารมัธยมพุทธกาล"

ปีชวด วันที่ ๑ เมษายน พ.ศ. ๒๔๕๕ ได้ยกพระขึ้นแท่นในศาลาลำดับ ให้เป็นองค์ ใช้ปูนซิเมนต์ประสานเร่งรีบจะให้เสร็จทันสมโภชฉลองใน วันวิสาขบูชา เผอิญวันวิสาขะตกเดือน ๗ สำเร็จทันตามประสงค์ ได้ถวายพระนามว่า พระพิชิตมารมัธยมพุทธกาล การสมโภชพระประธานองค์นี้ มีปาฏิหาริย์ปรากฏแก่ประชุมชนเป็นอันมาก ในเวลาปัจจุสมัยพระยืนรอบสวดปฏิจจสมุปบาท เวลาสรงน้ำอบน้ำหอม มีแสงพระรัศมีช่วงโชติขึ้นในศาลา เป็นสายคล้ายกับสายฟ้าแลบ ทำให้เกิดปีติแก่ประชุมชนน่าอัศจรรย์ฯ ความเป็นจริง แต่ได้พระประธานองค์นี้มา การในวัดก็เจริญขึ้นทุกหน้าที่ การที่สร้างพระประธานนี้ได้คิดมา ๕ ปีแล้ว แต่แรกได้สร้างวัดเสน่หานุกูล ที่ใกล้พระปฐมเจดีย์ คิดว่าจะสร้างโบสถ์หล่อพระประธานขึ้นที่นั่น ให้ทันได้ฉลองในปีชวดนี้เหมือนกัน ตั้งใจว่าจักไปช่วยบำรุงพระปฐมเจดีย์ด้วย แต่ไม่สะดวกเกิดขัดข้อง ๆ จึงได้หลีกไปเสียทางอื่น

ครั้นถึงปีชวด ได้สร้างพระประธานองค์ที่ศาลาธรรมสวนะนี้ขึ้น ก็คิดว่าสมประสงค์ แต่ยังรู้สึกในใจว่าน้อยนัก ไม่พอแก่ที่ได้คิดไว้ในเบื้องต้น

ด้วยเหตุอะไรจึงได้คิดจะก่อสร้างที่ระลึกไว้ให้สำเร็จในปีชวดนี้

ด้วยในปีชวด พ.ศ.๒๔๕๕ นี้ เป็นปีกึ่ง ๕๐๐๐ แห่งพุทธกาล นับแต่วันตรัสรู้เป็นพระสัมมาสัมพุทโธมา ควรเราผู้เป็นปัจฉิมสาวกจะสร้างเจติยสถานจารึกไว้ เป็นที่ระลึกอย่างสำคัญสักชิ้นหนึ่ง อันนี้เป็นความคิดเดิม คิดมาได้ ๕ ปี

พระครูศีลวรคุณ

(พระครูปลัด อ่ำ)

ครั้นฉลองสมโภชพระประธานในเดือน ๗ กลางเดือนเสร็จแล้ว ได้พาพระครูปลัดอ่ำออกไปเที่ยวแขวงเมืองลพบุรี เพราะเป็นตำบลมีถ้ำมีเขามาก จึงไปได้ถ้ำเขาบ่องาม ที่สร้างวัดสิริจันทรนิมิตรอยู่บัดนี้ ว่างไม่มีพระสงฆ์ไปอาศัย และเป็นสถานที่ชอบใจเห็นเป็นมงคลสถาน ปากถ้ำนั้นเป็นเงื้อมเป็นปากมังกร ผินหน้าสู่ทิศตะวันออก เวลาบ่ายได้รับเงาภูเขาเย็นสบายดีเชื่อว่าในบริเวณตรงหน้ามังกรนี้คงจะมีความเจริญสืบไปในเบื้องหน้า เวลานี้ก็เงียบสงัดดี ห่างหมู่บ้านประมาณ ๕๐ เส้น พอไปบิณฑบาตมาฉันได้ ก็ตกลงจับที่เป็นเจ้าของถ้ำทีเดียว พระครูปลัดเธอก็ชอบใจ ขอลาออกจากตำแหน่งพระครูปลัด ขอจำพรรษาอยู่ที่ถ้ำนี้ อัตตโนก็ดีใจ คิดว่าออกพรรษาแล้วจะได้มาอยู่ด้วยกัน

ส่วนอัตตโนกลับเข้ามาจำพรรษากรุงเทพฯ เดือน ๑๑ ปวารณาแล้ว ได้รับจดหมายพระครูปลัดหารือมาว่า พระพุทธรูปเก่าซึ่งปรักหักพังเกลื่อนกลาด เป็นที่รำคาญมาก อยากจะเก็บรวมแล้วก่อนเป็นพระกัจจายน์องค์เขื่อง ๆ ให้เป็นที่บรรจุพระที่ชำรุด จะเห็นอย่างไร?

อัตตโนคิดเห็นว่า พระกัจจายน์เป็นสาวก พระพุทธรูปเป็นพระพุทธเจ้า เห็นไม่เหมาะ

สร้างพระใหญ่ ที่ถ้ำเขาบ่องาม

พอเสร็จพระกฐินแล้ว เดือน ๑๒ ข้างขึ้น ก็รีบออกไปปรึกษากันควรจะสร้างพระใหญ่ ส่วนพระกัจจายน์เอาไว้ทีหลัง ก็ตกลงกัน จึงพากันเลือกหาที่ เห็นว่าที่ถ้ำนี้เป็นศีรษะมังกร ภูเขานี้เป็นหางมังกร ควรจะสร้างเหนือคอมังกรนี้แหละ จะได้มีเดชานุภาพมาก มีหินก้อนใหญ่รับพระชานุอยู่สองก้อน ทิศใต้ก้อนใหญ่ ทิศเหนือก้อนย่อมหน่อย แต่ก็พอกันไม่ให้ทรุดลงไปได้ วัดดูที่ก็พอจะได้ ๑๐ วา คิดว่าจะทำเพียงหน้าตัก ๑๐ วาเท่านั้น ครั้นลงมือทำกลายเป็น ๑๑ วา เพราะขยายออกตามก้อนหิน

ครั้นตกลงกันแล้ว อัตตโนก็ตั้งเครื่องสักการะตั้งสัตยาธิษฐานว่า คิดจะทำการอย่างนี้จะสะดวกหรือไม่ จะสำเร็จหรือไม่ ขอนิมิตต่อเทวนิกาย

ในคืนวันนั้น จวนสว่าง นิมิตไปว่า ได้ว่ายน้ำไปตามกระแสแม่น้ำตำบลหนึ่ง น้ำเชี่ยวเต็มที แต่มีเสาสำหรับเกาะพักแรงไปเป็นระยะ ๆ ในที่สุดไปเจอะโรงทหารอยู่ริมน้ำว่ายแวะเข้าไปขออาศัยขึ้น ทหารก็ดีใจให้อนุญาต จึงขึ้นไปในสนามทหาร เห็นเป็นถนนใหญ่เลยเดินเลยไป เป็นบ้านเป็นเมืองใหญ่โตในที่นั้น ก็พอตื่นพอดี รำพึงถึงนิมิตจะอธิบายว่ากระไร? ทำไมจึงมาเกี่ยวด้วยกองทหาร แปลไม่ออก รู้แต่ว่าการคงสำเร็จตามประสงค์ เพราะไม่มีเหตุขัดข้อง ก็ดีใจ

ครั้นเดือน ๑๒ ขึ้น ๕ ค่ำ จะกลับเข้ามากรุงเทพฯ ได้ตั้งสัตยาธิษฐานอีก คราวนี้ขอเทวนิกาย จงบันดาลให้เห็นการที่จักสร้างพระใหญ่ตามนิมิตนั้น ถ้าจะสำเร็จข้าพเจ้าเข้าไปกรุงเทพฯ คราวนี้จะไปบอกบุญพวกสัตบุรุษให้ได้เงินอย่างน้อย ๕,๐๐๐ บาท ในภาย ๕ วัน ๗ วัน จะเชื่อได้ว่าการจะสำเร็จเป็นแน่ จะได้เรียกลูกจ้างออกมาทำในเดือนนี้ให้สำเร็จ เป็นพระกึ่งยุค เป็นเกียรติยศแก่พระพุทธศาสนา ถ้าจะไม่สำเร็จในภายใน ๕ วัน ๗ วันนี้ อย่าให้ได้เงินเลยฯ แล้วกลับเข้ามากรุงเทพฯ มาเล่าความประสงค์ให้สัตบุรุษฟัง

เจ้าจอมมารดาเลื่อนมีศรัทธาช่วย ๒,๐๐๐ บาท แม่ชีอุบาสิกาเชื่อง อุบาสิกาชงให้คนละ ๑,๐๐๐ บาท เวลานั้นส่วนอัตตโนเอง ไวยาวัจกรเก็บไว้มีอยู่บ้าง ผู้อื่นช่วยอีกบ้างรวมเป็น ๑,๐๐๐ บาทเศษ ยังไม่ถึง ๕ วัน มีเงินถึง ๕,๐๐๐ บาท สมกับสัตยาธิษฐาน แล้วสิ้นความสงสัย จึงเรียกเจ๊กกวางตุ้งช่างไม้ ให้ไปผูกโครง เจ๊กแต้จิ๋วเป็นช่างก่อออกไปพร้อมกัน

เดือน ๑๒ แรมค่ำ ๑ พาเจ๊กออกไป แต่โครงเหมาเจ๊กกวางตุ้ง ๔,๐๐๐ บาท ให้แล้วในกึ่งเดือน

พระพุทธปฏิภาคมัธยมพุทธกาล

เดือนอ้ายขึ้น ๔ ค่ำ เวลาโมงเช้าก่อฤกษ์ นิมนต์พระสงฆ์มาสวดมนต์กำหนดร้อยหนึ่งขึ้นไป ชาวบ้านมาช่วยเลี้ยง พระมากกว่า ๕๐๐ การก่อเหมาเจ๊กแต้จิ๋ว ๖,๐๐๐ บาท ว่าให้ทันได้สมโภชเดือน ๔ เพ็ญ แต่ก็ไม่สำเร็จ ทำงาน ๓ เดือนไม่มีหยุดเลย ได้เหนือบั้นเอวขึ้นไปนิดหน่อย เงินค่าเหมา ๑,๐๐๐ บาทก็หมด ต้องเหมาให้ทำ ต่อขึ้นไปอีก ๕,๐๐๐ บาท ยังต้องเติมอีก ๓,๐๐๐ บาท สามปีจึงสำเร็จสมบูรณ์ แต่การฉลองสมโภชต้องทำแต่ปีต้นตลอดมาทั้ง ๓ ปี ให้มีบ้องไฟใหญ่มา จุดบูชาสมโภชทุกบ้าน บ้านใดสามารถจะทำได้ในงานคราวหนึ่ง ก็ไม่ต่ำกว่า ๔๐ กระบอกทั้ง ๓ ปี ต่อนั้นมาให้เว้นบ้องไฟ ๒ ปี ปีที่ ๓ จึงให้มีบ้องไฟ เพราะเป็นการยาก หามมาก็ลำบาก บ้านอยู่ไกล จึงได้เป็นธรรมเนียมมาจนถึงทุกวันนี้

 การสมโภชคราวหนึ่งได้มีมหาชนผู้มีศรัทธาบริจาคทรัพย์ไม่ต่ำกว่า ๕,๐๐๐ บาท การจึงสำเร็จ ถ้าจะว่าไปโดยความจริง การสร้างพระใหญ่นี้ เกี่ยวด้วยความเป็นเองโดยมากจึงสำเร็จได้ สิ้นเงิน ๖๐,๐๐๐ บาทเศษ นับแต่แรก สร้างปีชวด พ.ศ. ๒๔๕๕ มาถึง พ.ศ. ๒๔๖๙ ปีขาลนี้ได้ ๑๕ ปี ในปีขาลนี้ได้ลงมือปฏิสังขรณ์ใหม่ผูกลวดเหล็กเทคอนกรีตขึ้นไป แต่พื้นดินตลอดถึงพระเศียรสิ้น ปูนซีเมนต์ ๔๐๐ ถัง คราวนี้ได้ทำให้แข็งแรงและ เรียบร้อยดีขึ้นกว่าเก่า ทำอยู่ ๗ เดือน จึงสำเร็จ สิ้นเงิน ๑๖,๐๐๐ บาท และ ได้สร้างพระกัจจายน์ด้วย สร้างวิหารพระกัจจายน์ด้วย พระกัจจายน์หน้าตัก ๑๑ ศอก สูง ๓ วา อยู่ข้างล่างเคียงพระอุโบสถ ทั้งพระกัจจายน์และวิหารสิ้นเงิน ๕,๐๐๐ บาท ในปีเดียวกันในเดือน ๔ ปีนี้ ทำการฉลองสมโภชเป็นการใหญ่ฯ

ในรัชกาลที่ ๖ อัตตโนมีความเจริญยิ่งด้วยลาภยศ ทั้งการก่อสร้างในวัดบรมนิวาสและที่อื่นๆ คือวัดสิริจันทรนิมิตร เขาพระงาม และปฏิสังขรณ์โบสถ์และวิหารคดวัดบวรมงคลฯ นี้สิ้นเงิน ๔๐,๐๐๐ บาทเศษ และไปช่วยเขาสร้างมณฑปพระบาท ที่วัดกลางบ้านแป้ง อำเภอพรหม แขวงเมืองสิงห์ด้วย ส่วนในวัดบรมนิวาสจะบอกไว้แต่ของสำคัญ

พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมขุนมรุพงษ์สิริพัฒน์ มีพระประสงค์อยากสร้างถาวรวัตถุไว้ในวัดนี้สัก สิ่งหนึ่ง เพื่ออุทิศพระราชกุศลถวายพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว อัตตโน ได้ถวายพระพรขอให้ทรงสร้างหอระฆังและตัวระฆัง หอให้สูงไม่ต่ำกว่า ๑๐ วา ระฆังไม่ให้ต่ำกว่า ๙ กำ ทรงเห็นชอบด้วย ทรงสร้างสำเร็จ บริบูรณ์ทั้งหอและตัวระฆังสิ้นเงิน ๕,๘๐๐ บาท

สุ่น ทังสุภูติ อุบาสิกาเป็นผู้มีศรัทธากล้าแข็งบริจาคทรัพย์รวม ๓๕,๐๐๐ บาท สร้างโรงเรียนสุ่นวิทยานุกูล ขึ้นแล้วเสร็จสมบูรณ์เต็มที่ สำหรับให้พระสงฆ์สามเณรศึกษาพระปริยัติธรรม และเมื่อสร้างโรงเรียนนี้ขึ้นได้แล้ว นำความสะดวกให้แก่พระสงฆ์สามเณรได้รับความผาสุก ในการเล่าเรียนพระปริยัติธรรมเป็นอันมาก นับว่าเป็นสิ่งสำคัญของวัดอย่างหนึ่ง และทั้งสุ่น ทังสุภูติ อุบาสิกา ยังได้ช่วยเหลือในการปฏิสังขรณ์ต่าง ๆ และอุดหนุนจุนเจือพระสงฆ์สามเณรในวัดนี้ที่ขาดแคลน ให้ได้รับปัจจัยทั้ง ๔ ตามสมควรอยู่เสมอมิได้ขาด นับว่าเป็นทายิกาที่มีอุปการคุณแก่พระสงฆ์และสามเณรในวัดนี้ผู้หนึ่งฯ

ส่วนบรรดาศักดิ์ ถึงปีขาล วันที่ ๑๐ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๔๕๗ ได้รับพระราชทานสัญญาบัตรเลื่อนตำแหน่งเป็นพระเทพโมลี

ถูกถอดยศ จากการแต่งหนังสือ “ ธรรมวิจยานุศาสน์ ”

ครั้นถึงปี พ.ศ. ๒๔๕๘ พรรษาที่ ๓๙ ปลายปี ถูกถอดลดยศออกจากตำแหน่ง พระเทพโมลี จะเล่าเรื่องการถูกถอดไว้ให้ลูกศิษย์ฟังนิดหน่อยพอกันสงสัย คือในสมัยนั้นพึ่งเกิดมหาสงครามในประเทศยุโรปใหม่ ๆ อัตตโนได้คิดแต่งหนังสือแทนจดหมายเหตุ ชี้โทษแห่งทุวิชาขึ้นเรื่องหนึ่งให้ชื่อว่า “ ธรรมวิจยานุศาสน์ ” แจกในงานศพ ม.ร.ว. หญิงดวงใจ ปราโมช ณ อยุธยา ในพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมขุนวรจักรธรานุภาพ แต่หนังสือนั้นขัดข้องต่อรัฐประสาสโนบายของประเทศ เป็นเหตุไม่ต้องด้วยพระราชนิยม เมื่อทรงทราบจึงมีพระบรมราชโองการรับสั่งให้ถอดจากสมณศักดิ์ ให้นำตัวไปกักไว้ที่วัดบวรนิเวศวิหาร

พระธาตุจอมยอง

ครั้นเมื่อพรรษาที่ ๔๐ ตรงกับวันที่ ๔ มกราคม พ.ศ. ๒๔๕๙ ทรงพระราชทานอภัยให้อัตตโน พ้นจากโทษ แล้วทรงพระกรุณาโปรดพระราชทานตำแหน่งสมณศักดิ์ ให้เป็น พระธรรมธีรราชมหามุนี มีตำแหน่งเสมอกับพระราชาคณะชั้นเทพ

ไปเมืองเชียงตุง

ครั้นถึงปี พ.ศ. ๒๔๖๕ อัตตโนลาไปเที่ยวหาที่วิเวกเลยไปนมัสการพระธาตุจอมยอง ในอาณาเขตเมืองเชียงตุง ในเขตแดนอังกฤษ เผอิญติดฝนชุก จะกลับมาจำพรรษากรุงเทพฯ ไม่ทัน ต้องจำพรรษาอยู่บนเขาพระธาตุจอมยอง ตลอดไตรมาส เป็นปีพรรษาที่ ๔๖

ออกพรรษาแล้ว เจ้าฟ้าหลวงเมืองเชียงตุง จัดให้ข้าราชการมาอาราธนารับเข้าไปเมืองเชียงตุง การไปเมืองเชียงตุง จะเล่าให้ลูกศิษย์ฟังพอได้ใจความสักหน่อย การไปคราวนี้ได้ทูลลาแต่สมเด็จพระสังฆราชเจ้าว่าจะไปเที่ยวทางเหนือ มิได้ลาทางราชการ ที่ไปนมัสการพระธาตุจอมยองเป็นความคิดใหม่ เพราะอยู่นอกพระราชอาณาเขต แต่อัตตโนระวังรักษาธุดงควัตรอย่างเต็มที่ ไม่ให้ใครรู้ว่าเป็นพระมีฐานันดรศักดิ์ เพื่อจะรักษาพระราชเกียรติยศ แต่อย่างนั้นเจ้าฟ้าหลวงเมืองเชียงตุงยังทรงทราบ

อัตตโนไปถึงเดือน ๗ พอเดือน ๘ ได้รับจดหมายของเจ้าฟ้าเชียงตุง ซึ่งให้ข้าราชการนำมา ในจดหมายนั้น มีใจความว่าทรงยินดีที่ได้ทราบว่าอัตตโนเข้ามาในอาณาเขต บัดนี้ พระองค์ท่านกับทั้งพระราชมารดาขออาราธนาเข้าไปจำพรรษาที่เมืองเชียงตุง เพื่อจะได้รับโอวาทดังนี้

อัตตโนได้ตอบไปว่าจวนเข้าพรรษาแล้ว ฝนชุกไปไม่ได้ ระยะทางก็ไกลถึง ๘ คืนจึงต้องจำพรรษาอยู่ที่นั่น

ในพรรษานี้ได้เจริญสมถะวิปัสสนาอย่างพอใจ เป็นที่วิเวกสำราญจริง ครั้นออกพรรษาแล้ว ถึงเดือน ๑๒ ได้รับจดหมายเจ้าฟ้าเชียงตุง ให้ข้าราชการนำมาพร้อมด้วยพาหนะ ให้มารับทีเดียว เดือน ๑๒ ข้างแรมจึงได้ไปเมืองเชียงตุง พวกอัตตโนที่ไปด้วยกันพระ ๓ รูป คฤหัสถ์ ๒ คน เป็น ๕ คนด้วยกัน

เจ้าฟ้าก้อนแก้วอินแถลง 

เจ้าฟ้าเชียงตุง

เมืองยองอยู่ตรงตะวันออกของเมืองเชียงตุง ไปแม่น้ำโขงวันเดียวถึง ถ้าจะไปสิบสองปันนา ๒ วันถึงเขต ถ้าไปเชียงตุงต้อง ๙ วันจึงถึง ทางลำบากกันดาร มีแม่น้ำลำคลองที่ข้ามไม่ต่ำกว่า ๖๐ ตำบล ไปตามระหว่างซอกเขาคด ๆ เลี้ยว ๆ ไปอย่างนั้นเอง ในระยะทาง ๙ วันนั้นจะหาที่ราบเดินสบายสัก ๑๐๐ เส้นก็ไม่ค่อยจะมี ต้องขึ้น ๆ ลง ๆ กันร่ำไป แต่ที่พักและอาหารไม่ลำบาก เขาสั่งจัดไว้คอยรับทุกระยะ ต้องเทศน์ให้เขาฟังทุกระยะที่พักตลอดทางจนถึงเมืองเชียงตุง น่ายินดีการที่เจ้าหลวงเมืองเชียงตุงสั่งจัดการรับรอง

พอจวนถึงเมือง มีข้าราชการและพลเมืองตั้งเครื่องสักการะ และพากันมาดูเต็มไปทุกแห่งทุกหน ท่านจัดให้พักวัดหัวโข่ง แปลว่าวัดหน้าสนามนั่นเอง อะไรก็ดีทุกอย่าง เสียแต่หนาวอย่างเดียว หนาวจนต้องผิงไฟวันยังค่ำ

พักอยู่ที่เมืองหลวงนั้น ๑๕ วัน ในเวลาพักอยู่นั้น ได้แสดงธรรมตามบ้าน ตามวัด และในวังเจ้าฟ้าหลวงด้วย แทบทุกวันทั้งหนาว ๆ อย่างนั้นเอง เจ้าฟ้าหลวงและพระราชมารดา พระราชเทวี แสดงความเลื่อมใสมาก

เจ้าฟ้าหลวงเมืองเชียงตุงองค์นี้ทรงพระนามว่า “สมเด็จพระเชฏฐปรมบพิตร มหารัตนโชติศิริสุธัมมสีหฬเมฆมณีปวรเสฏฐา ราชาภูมินทนรินทาเขมาธิปติราชเจ้า” มีพระชนม์ก็จวนจะถึง ๕๐ เป็นคนมีศรัทธา สนใจในทางธรรมปฏิบัติมาก วันพระ ๘ ค่ำ ๑๔–๑๕ ค่ำ มีพระตำหนักวิเวกรักษาอารมณ์ พระราชมารดาก็ออกจะเข้าใจในทางสมถะ มีอุคคหะปฏิภาคพอควร

ข้อสำคัญในเวลาที่ไปพักอยู่ที่เมืองเชียงตุง อัตตโนได้มีหนังสือถวายชี้แจงเรื่องการบำรุงพระศาสนา มีใจความ ต้องอาศัยพระราชาเป็นหลัก พระสงฆ์สามเณรในประเทศนี้ปฏิบัติยังบกพร่องในทางวินัยมาก ไม่ใช่พระเจ๊กพระญวน เป็นพระสำเร็จด้วยญัตติจุตตถกรรมและรักษาปาฏิโมกขสังวรศีลด้วยกัน ควรจะแก้ไขให้เหมือนเขา อย่างประเทศพม่า ลังกา สยาม เขมร เขาลงกันทั้งนั้น ที่อุจจาดมากพระ เณรไปทางใด สะพายดาบ พกมีด กินอาหารไม่มีเวลา ไหว้พระสวดมนต์ก็ไม่มีหลัก ใครได้อย่างใด ก็ไหว้ไปสวดไปอย่างนั้น เหล่านี้เป็นตัวอย่าง บ้านเมืองเนื่องกันกับนานาประเทศแล้ว ควรจะทรงดำริจัดให้ทันเขา จะได้เต็มเกณฑ์ศาสนูปถัมภก จะเป็นพระราชกุศลอย่างสูงสุด

หอคำ ที่ประทับเจ้าฟ้าเชียงตุง

ปัจจุบันรัฐบาลพม่ารื้อทิ้งไปแล้ว

ทรงรับสั่งว่าทรงพระดำริอยู่เสมอ ขาดผู้เป็นหัวหน้าฝ่ายพระศาสนา ฝ่ายอาณาจักรจะทรงเป็นพระธุระเต็มที่ อัตตโนได้แนะนำให้ค่อยแก้ไขไปทีละน้อย ขอให้คัดพระเณรส่งเข้าไปศึกษาเล่าเรียนในกรุงเทพฯ อัตตโนจะช่วยเป็นธุระสั่งสอน จะได้เป็นกำลังในการสั่งสอนต่อไป ทรงเห็นชอบด้วยทุกประการ จึงได้ทรงจัดให้พระเณรเข้ามาเล่าเรียนในกรุงเทพฯ พร้อมกับอัตตโน ๖ รูป ภายหลังได้ส่งเพิ่มเข้ามาอีก ได้เป็นนักธรรมตรี นักธรรมโท ขึ้นบ้างแล้ว นักธรรมตรีได้ออกไปช่วยการศึกษาองค์หนึ่งแล้ว ยังกำลังเรียนอยู่กรุงเทพฯ หลายองค์ ทุกวันนี้การปกครองคณะสงฆ์ก็ทรงจัดให้เข้าระเบียบได้แล้ว นับว่าก้าวหน้าขึ้นสู่ความเจริญทันสมัย เจ้าฟ้าหลวงองค์นี้นับว่าเป็นอัคคสาสนูปถัมภก

เมื่ออัตตโนลากลับกรุงเทพฯ ทรงอาลัย ทรงจัดพาหนะให้คนมาส่งถึงเมืองเชียงราย ทั้งค่ารถเข้ามากรุงเทพฯ ทรงจัดถวายมาเสร็จ เป็นพระเดชพระคุณมาก

ส่วนอัตตโนไปเที่ยวคราวนี้ ก็นับว่าเป็นคุณประโยชน์ส่วนตัว และประโยชน์ส่วนญาติ คือผู้ที่ได้พบได้เห็น และเป็นประโยชน์ส่วนพุทธศาสนา ตามกำลังความสามารถฯ เล่าให้ฟังไว้เพียงย่อ ๆ การไปเที่ยวเมืองเชียงตุงคือ ไปก็เป็นสุข มาก็เป็นสุข อยู่ที่ไหนก็เป็นสุข เพราะอัตตโนปฏิบัติถึงพระพุทธคุณบทว่า “สุคโต”

ครั้นอัตตโนกลับจากเชียงตุงมากรุงเทพฯ แล้ว วันที่ ๙ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๔๖๖ ได้รับพระราชทานสัญญาบัตร เลื่อนตำแหน่งเป็น พระโพธิวงศาจารย์ เทียบที่ พระราชาคณะชั้นธรรม

 พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวเสด็จงานผูกพัทธสีมา วัดเขาพระงาม

ครั้นในปลาย พ.ศ.นั้น อัตตโนกำหนดการจะผูกพัทธสีมาที่วัดเขาพระงาม จังหวัดลพบุรี ในเดือน ๔ เพ็ญ เวลานั้น พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวเสด็จประทับอยู่ ณ พระราชวังสนามจันทร์ นครปฐม ทรงกำหนดเสด็จพระราชดำเนินทอดพระเนตรสวนสนามปืนใหญ่ ที่กรมสนามปืนใหญ่ จังหวัดลพบุรี กำหนดเสด็จฯ ข้างแรม เดือน ๓

ครั้นได้ทรงทราบจากเจ้าพระยายมราชว่า อัตตโนจะมีการผูกพัทธสีมา ที่วัดเขาพระงามในเดือน ๔ เพ็ญเป็นการใหญ่ จึงทรงรับสั่งกับเจ้าพระยายมราชว่า จะเสด็จไปทรงช่วยอัตตโน แล้วให้งดการกำหนดเดิมเสีย ทรงกำหนดเสด็จสนามปืนใหญ่ต่อ ณ วันเดือน ๔ ขึ้น ๑๔ ค่ำ ให้เหมาะกับงานของอัตตโน

ทรงประทับแรม ณ สนามปืนใหญ่ รุ่งขึ้นวันกลางเดือน เวลาบ่าย ๒ โมง เสด็จพระราชดำเนินไปที่วัดโดยกระบวนรถยนต์พระที่นั่ง พร้อมด้วย พระบรมวงศานุวงศ์ และเสวกามาตย์ มีสมเด็จพระราชปิตุลาบรมพงศาภิมุข และสมเด็จพระเจ้าพี่ยาเธอ เจ้าฟ้ากรมพระนครสวรรค์วรพินิต และเจ้าพระยายมราช เจ้าพระยาธรรมาธิกรณาธิบดี ในกระบวนผู้ตามเสด็จมากพระองค์ มากท่าน ด้วยกัน ส่วนราษฎรหญิงชายซึ่งมาในงานนั้น ก็มากล้นหลาม เต็มไปในบริเวณวัด และถนนหนทาง ตำรวจภูธรได้ต้อนออก พอเป็นช่องรถพระที่นั่งเดินได้เท่านั้น

วัดสิริจันทรนิมิตร

ครั้นรถพระที่นั่งถึงแล้ว ก็เสด็จ เข้าไปประทับในพระอุโบสถ ทอดพระเนตรวิธีผูกพัทธสีมา แล้วทรงรับสั่งถึงการวัดและวิธีผูกพัทธสีมา ทรงสำราญพระราชหฤทัย แล้วทรงพระราชทานเงินช่วยในงานนั้น ๒๐๐ บาททรงประทับอยู่พอสมควรแล้วเสด็จออกไปประทับ ณ ปะรำ ทรงจุดฝักแคทอดพระเนตรบ้องไฟใหญ่ ซึ่งเอาขึ้นร้านไว้ถวายให้ทอดพระเนตร ๔ กระบอกบ้องไฟขึ้นสูงพอได้ทอดพระเนตรแต่ ๒ กระบอก อีกกระบอก ๑ แตก อีกกระบอก ๑ ชนวนตายด้าน พอได้เวลารถไฟจะออก ก็รีบเสด็จกลับฯ

การที่เสด็จพระราชดำเนินไปในงานคราวนี้ อัตตโนถือว่าเป็นการพระราชทานเกียรติยศแก่อัตตโน เป็นมหามงคลอันสูงสุดสำหรับตัว ของอัตตโน แม้ได้รับพระราชทานตำแหน่งยศก็มีความยินดีล้นเหลือ แต่ว่าความปลื้มหรือความเอิบอิ่มในใจ ก็ยังไม่เท่าได้รับเสด็จในงานสำคัญคราวนี้ เพราะเห็นว่าตำแหน่งยศจะทรงพระราชทานแก่ผู้ใดก็ได้ ส่วนจะเสด็จในงานของเอกชนเช่นคราวนี้ เชื่อว่าแต่เสด็จครองราชย์อยู่ ๑๕ ปี คงจะมีแต่คราวเดียวเท่านี้ ข้อนี้เตือนให้อัตตโนระลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณอย่างล้นพ้น

ครั้นต่อมาในปี พ.ศ. ๒๔๖๗ ยังทรงกรุณาตั้งพระครูปลัด (อ่ำ) เจ้าอาวาสนั้นให้เป็นพระครูศีลวรคุณ ตำแหน่งเจ้าอาวาส และทรงพระราชทานนามวัดเขาพระงามให้เรียกว่า “วัดสิริจันทรนิมิตร” ต่อไป ก็ยิ่งเพิ่มความยินดีของอัตตโนให้มากขึ้นอีกหลายเท่า

ครั้นถึงวันที่ ๙ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๔๖๘ ได้รับพระราชทานสัญญาบัตรเลื่อนตำแหน่งเป็น พระอุบาลีคุณูปมาจารย์ ที่เจ้าคณะรองอรัญญวาสี สิ้นรัชกาลที่ ๖ ในศกนี้

ในรัชกาลที่ ๕ อัตตโนได้รับพระราชทานสัญญาบัตรสมณศักดิ์ ๓ ตำแหน่ง สัญญาบัตรตำแหน่งเจ้าคณะมณฑล ๔ มณฑล ในรัชกาลที่ ๖ ในระหว่าง ๑๕ ปี ได้รับ พระราชทานสัญญาบัตรสมณศักดิ์ ๔ ตำแหน่ง รวม ๒ รัชกาล เป็น ๑๑ ตำแหน่ง เห็นจะเป็นเอตทัคคะในทางสัญญาบัตรได้คนหนึ่งกระมัง?

นับแต่ได้มาเป็นเจ้าอาวาสวัดบรมนิวาส ๒๓ พรรษา ในศกที่ทำบุญอายุครบ ๗๐ ปีนี้ คงเป็นอันจำพรรษาในวัดบรมนิวาสแต่ ๒๑ พรรษา ไปจำพรรษาวัดบวรนิเวศวิหาร ๑ พรรษา และที่แขวงเมืองเชียงตุง ๑ พรรษา

การที่เล่ามาให้ฟังตลอดเรื่อง ได้เล่าทางลาภและยศและกิจจานุกิจ ให้เห็นว่าอัตตโนมีความสุขสบาย เจริญด้วยลาภและยศโดยลำดับ แต่อุปสมบทมาตลอดอายุได้ ๗๐ ปีบริบูรณ์

อตฺตตฺถจริยา ประพฤติให้เป็นประโยชน์แก่ตนฯ

สมเด็จพระวันรัต

(ทับ พุทฺธสิริ)

ต่อนี้จะเล่า อตฺตตฺถจริยา ในทางธรรมปฏิบัติไว้สู่ฟังอีกโสดหนึ่ง คือในระหว่างอัตตโนมีอายุ ๓๐ ปีล่วงแล้ว อัตตโนมีความจับใจพระพุทธโอวาทข้อที่ว่า อตฺตา หิ อตฺตโน นาโถ ตนแลเป็นที่พึ่งแห่งตน เมื่ออัตตโนยังไม่ฉลาด ก็ถือว่าร่างกายจิตใจนี้เองเป็นตน จึงได้ตั้งหน้าศึกษาเล่าเรียนพากเพียรรักษาตนให้ตั้งอยู่ในสุจริตทุกเมื่อ มีหิริโอตัปปะประจำตัวอยู่เสมอ

ครั้นภายหลังได้ศึกษาธรรมหนักขึ้น ได้อาศัยหนังสือสังขิตโตวาท ของเจ้าคุณสมเด็จพระวันรัต (ทับ พุทฺธสิริ) วัดโสมนัสแสดงว่า “เปล่า ไม่มีใครเกิด ไม่มีใครแก่ ไม่มีใครตาย นามรูป ธาตุ ขันธ์ อายตนะ เกิดขึ้นแล้วก็ดับไปต่างหาก” ดังนี้ ก็ตั้งใจปฏิบัติตาม แต่เกิดความลังเลไม่แน่ใจ เพราะผิดกับความเห็นเดิมไป

แต่เดิมเห็นว่าร่างกายจิตใจเป็นตน คือ นามรูป ธาตุ ขันธ์ อายตนะ นั่นเอง ครั้นมาพิเคราะห์ตามตำราของท่านว่า ไม่ใช่ตน ยิ่งเกิดความสงสัยใหญ่โตขึ้น แต่ก็คงเชื่อว่า นาม รูป ธาตุ ขันธ์ อายตนะ เป็น อนิจฺจํ ทุกฺขํ อนตฺตา อยู่ตามท่านนั้นเอง แต่ติดอนัตตาอยู่ประมาณ ๑๐ ปี เมื่อสังเกตดูผล คือ ความสงบ ราคะ โทสะ โมหะ ก็ไม่สู้จะมีอำนาจอะไรนัก ใจก็จางออกจากตำรา ยึดไตรสิกขา เชื่อแน่ว่าท่านที่เดินตามไตรสิกขาได้สำเร็จมรรคผล นับด้วยแสนโกฏิเป็นอันมาก เราจะมายึดมั่นใน อนิจฺจํ ทุกฺขํ อนตฺตา อยู่เพียงเท่านี้ จะถือเอาว่าเป็นปัญญาก็ยังกระไรอยู่ จะเสียเวลามากไป

แต่นั้นก็ตั้งหน้าเจริญสติ เพื่อจะให้เป็นองค์สัมมาสมาธิ แต่วิธีคุมใจเป็นของลำบากมาก เพราะเป็นผู้เกี่ยวอยู่ในหมู่ในคณะ พรักพร้อมอยู่ด้วยลาภและยศ แต่ถึงอย่างนั้น ก็ยังมีเวลาปลีกออกหากายวิเวกได้บ้างบางสมัย เนื้อความในธรรมนิยามสูตรทำให้เกิดความฉลาดขึ้นมาก เหตุที่ท่านวางท่ากระเหย่งไว้ ทำให้เกิดวิจิกิจฉาขึ้นมาก ที่แสดงว่า สังขารทั้งสิ้นไม่เที่ยง สังขารทั้งสิ้นเป็นทุกข์ ธรรมทั้งสิ้นเป็นอนัตตา ทำไมจึงไม่แสดงว่า สังขารทั้งสิ้นเป็นอนัตตา

เกิดความสงสัยว่า สังขาร กับ ธรรม นี้จะต่างกันอย่างไร?

สังขารก็ชื่อว่าธรรม ส่วนธรรมนั้นจะต่างกับสังขารอย่างไร?

คงได้ความตามนัย อัคคับปสาทสูตร ที่ว่า สงฺขตา วา อสงฺขตา วา วิราโค เตสํ อคฺคมกฺขายติ สังขตธรรมก็ดี อสังขตธรรมก็ดี ผู้รู้จริงย่อมกล่าวว่า วิราคธรรมประเสริฐกว่าธรรมทั้งหลายเหล่านั้น ดังนี้ คิดจัดเอาตามชอบใจ สงฺขตา วา คิดจัดเป็นสังขารโลก ได้แก่จิต เจตสิก รูป ๓ ประเภท เป็นอุปาทินนกสังขาร อสงฺขตา วา เป็นสังขารธรรม ได้แก่ นิพพานกับบัญญัติธรรมทั้งสิ้น เป็นอนุปาทินนกสังขารฯ ที่ว่า สพฺเพ ธมฺมา อนตฺตา นั้น ท่านหมายทั้งสังขตธรรม และอสังขตธรรม เป็นอนัตตา แต่มีวิเศษต่างกัน ส่วนสังขตธรรมนั้น อาจดับจากตัวได้ ตามนัยที่ว่า เตสํ วูปสโม สุโข ความเข้าไประงับสังขารเหล่านั้นเป็นสุข คือเป็นของไม่มีอยู่แต่เดิม จึงระงับได้ได้ฯ ส่วนอสังขตธรรมนั้น ชีวิตยังมีอยู่ ดับไม่ได้ เพราะเป็นของมีอยู่แต่เดิม เป็นแต่อนัตตา คงเป็นธรรมอยู่ตามหน้าที่ คงได้ความว่า ตนเป็นธรรม ธรรมเป็นตน จึงเป็น อตฺตทีปา ธมฺมทีปา อตฺตสรณา ธมฺมสรณา ตรงกับวักกลิสูตรว่า โย ธมฺมํ ปสฺสติ โส มํ ปสฺสติ ผู้ใดเห็นธรรม ผู้นั้นเห็นเรา ดังนี้ฯ

เมื่อปฏิบัติจนเห็นเป็นตัวธรรม เห็นธรรมเป็นตัวแล้ว ก็เห็นคุณประโยชน์ ในร่างกายจิตใจทุกแผนกที่ว่า อตฺตา หิ อตฺตโน นาโถ ตนเป็นที่พึ่งแก่ตน ก็ได้ความชัดเจนขึ้น แต่ก่อนเห็นร่างกายจิตใจนี้เป็น อนิจฺจํ ทุกฺขํ อนตฺตา เป็น อสุจิ เป็น อสุภํ หาแก่นสารมิได้ เมื่อสังขารดับแล้ว อนิจฺจํ ทุกฺขํ อนตฺตา อสุจิ อสุภํ ดับไปตามกันหมด ยังเหลืออยู่แต่ธรรมซึ่งเป็นของวิเศษ ให้เราได้พึ่งพาอาศัยอยู่เป็นสุขทุกวัน ร่างกายจิตใจนี้ กลายเป็นแก้วสารพัดนึกสำหรับตัวเราทั้งสิ้น

จะจำแนกให้ดูคำที่ว่า ร่างกายจิตใจนั้น ได้แก่ สกลกายทั้งสิ้น คือ ตา หู จมูก ปาก ทวารหนัก ทวารเบา มือ เท้า อวัยวะน้อยใหญ่ทั้งปวง ล้วนเป็นสมบัติอันประเสริฐสำหรับตัวเราแต่ละอย่าง ๆ ล้วนแต่ของเป็นเอง สำเร็จมาด้วย ปุญญาภิสังขาร ทั้งสิ้น จึงได้บริบูรณ์เช่นนี้ ถึงแม้เราจะเป็นคนฉลาด เป็นช่างวาดช่างเขียน จะตกแต่งเพิ่มเติมให้ดีขึ้นไปอีกก็ไม่ได้ ได้มาอย่างไรก็จะต้องอาศัยใช้สอยกันไปจนวันตาย แต่งได้แต่เพียงให้ประพฤติดีประพฤติชั่วเท่านั้นเอง ที่จะแต่งให้สูง ให้ต่ำ ให้ดำ ให้ขาว ให้มีอายุยืนไม่รู้จักตาย แต่งไม่ได้ฯ

ที่ว่าร่างกายจิตใจเป็นแก้วสารพัดนึกนั้น พึงพิเคราะห์ดู เรามีตา นึกจะดูอะไรก็ดูได้ เรามีหู นึกจะฟังอะไรก็ฟังได้ เรามีจมูก นึกอยากรู้กลิ่นอะไรก็รู้ได้ เรามีปากมีลิ้น นึกอยากจะรู้รสอะไรก็รู้ได้ นึกอยากจะพูดอะไรก็พูดได้ นึกอยากจะกินอะไรก็กินได้ เรามีมือนึกอยากจะทำอะไรก็ทำได้ เรามีเท้านึกอยากจะเดินไปทางใดก็ไปได้ เรามีจิตมีใจ นึกอยากจะน้อมนึกตรึกตรองอะไรก็ได้สมประสงค์

ผู้รู้ตนว่าเป็นของวิเศษอย่างนี้ ย่อมเป็นเหตุให้ได้ความสุข คือใช้ตามหน้าที่ ไม่ให้วัตถุเหล่านั้นเป็นข้าศึกแก่ตน

นิสัยของผู้ไม่ฉลาด ย่อมให้ ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ซึ่งเป็นวัตถุภายในของตน เป็นข้าศึกแก่ตน คือเกิด ปฏิฆะ โทมนัส ยินดียินร้าย เพราะวัตถุของตน นิสัยของผู้ฉลาด ย่อมไม่ให้วัตถุวิเศษของตน เป็นข้าศึกแก่ตน

อารมณ์ที่ผ่านไปผ่านมา เลือกเอาแต่ส่วนที่เป็นประโยชน์ ส่วนที่จักเป็นโทษ ปล่อยให้ผ่านไปเสีย ไม่รับ ไม่เก็บเข้ามาไว้ คือหัดชำระวัตถุภายในนี้ให้ผ่องใส สมกับที่ว่าเป็นแก้วสารพัดนึกอยู่ทุกเมื่อ อาศัยความหัดบ่อย ๆ สติก็แก่ขึ้น วัตถุภายในก็ปราศจากโทษ คือไม่เป็นข้าศึกแก่ตน ให้ความสุขแก่ตนทุกอิริยาบถ จึงสมกับพุทธโอวาทที่ทรงสั่งสอนไว้ว่า อตฺตา หิ อตฺตโน นาโถ ตนแล เป็นที่พึ่งแก่ตน

ถ้าว่าโดยสมมติ สกลกายนี้เองเป็นตนถ้าว่าโดยสภาพ สกลกายนี้เองเป็นธรรม ที่ว่า อตฺตสรณา ธมฺมสรณา ให้มีตนเป็นที่ระลึกให้มีธรรมเป็นที่ระลึกนี้ คือให้เห็นว่าตนเป็นธรรม ธรรมเป็นตน

ความรู้ธรรมเป็น พุทธะ สกลกายที่ทรงคุณความดีไว้เป็น ธรรมะ ความประพฤติให้คุณความดีมีขึ้นในตนเป็น สังฆะ

ผู้ที่มีพุทธะ ธรรมะ สังฆะ ในตนอย่างนี้ชื่อว่าผู้ถึงไตรสรณคมน์ ในชาตินี้ ตลอดชาติก็ไม่มีทุกข์ ถ้ายังจะมีภพมีชาติต่อไป ก็จักได้รับความสุข ต่อไปถ้าถึงพระไตรสรณคมน์อย่างสูง ก็สิ้นภพสิ้นชาติ สำเร็จพระนิพพานทีเดียว

ตัวของอัตตโนทุกวันนี้ ได้สำเร็จแต่เพียงพระไตรสรณคมน์เท่านั้น แต่ลักษณะของพระไตรสรณคมน์นั้น มีต่ำมีสูงเป็นชั้น ๆ คือ ชั้นศีล ชั้นสมาธิ ชั้นปัญญา ชั้นวิมุตติ ชั้นวิมุตติญาณทัสสนะ สุดแท้แต่วาสนาของใครจะถึงได้ในชั้นใด จะต้องได้รับผลคือความสุข ตามชั้นตามภูมิของตนทั้งนั้น

เล่าความประพฤติธรรมไว้ให้ศิษยานุศิษย์ฟัง เพื่อให้พากันมีที่พึ่ง อย่าเป็นคนลังเล ยึดให้มั่นคั้นให้ตาย อย่างมงายเชื่อเกจิอาจารย์ที่สอนนอกรีตนอกทาง

ดังพวกที่สอนว่า ให้ทานรักษาศีล เจริญสมถะวิปัสสนา ไหว้พระสวดมนต์ ประพฤติพรหมจรรย์เว้นเมถุน เว้นข้าวค่ำ เหล่านี้เป็นกิเลสตัณหาทั้งนั้น การไม่ทำอะไรนั่นแล เป็นอันหมดกิเลสตัณหา สอนอย่างนี้เป็นลักษณะแห่ง อกิริยทิฏฐิ ถือว่า ความไม่ทำเป็นความบริสุทธิ์ เป็นมิจฉาทิฏฐิ อย่าพากันหลงเชื่อ ถ้าใครหลงเชื่อจะพากันจนทั้งชาตินี้ชาติหน้า

นิพพานเช่นนั้นเป็นนิพพานของอวิชชา อย่าพากันหลงใหลไปตามเขาฯ

ส่วนนิพพานของพระพุทธเจ้าเป็นพระนิพพานอันมั่งมี ที่เรียกว่านิพพานสมบัติคือ ทาน, ศีล, เนกขัมมะ, ปัญญา, วิริยะ, ขันติ, สัจจะ, อธิฏฐาน, เมตตา, อุเบกขา, และโพธิปักขิยธรรม ๓๗ ประการ มีสติปัฏฐานเป็นต้น มีอัฏฐังคิกมรรคเป็นที่สุด เหล่านี้เป็นนิพพานสมบัติ ถ้าไม่มีสมบัติเหล่านี้จะถึงนิพพานของพระพุทธเจ้าไม่ได้เลย

นิพพานของพระพุทธเจ้า เป็นนิพพานของวิชชา ให้ตรวจดูนิพพานสมบัติอย่างที่แสดงไว้นี้ มีในตนเต็มรอบหรือยัง ถ้าไม่เต็มรอบ ยังเป็นคนจนอยู่ ไปนิพพานไม่ได้ เปรียบเหมือนคนจน จะไปทางรถทางเรือที่ไกลไม่ได้ เพราะจน ไม่มีเงินให้ค่าจ้างค่าโดยสารเขา

ถ้าตรวจในตัวเห็นว่านิพพานสมบัติมีในตัวเต็มรอบแล้ว นับว่าเป็นคนมั่งมี อาจจักถึงพระนิพพานได้ เปรียบเหมือนคนที่มีเงินอยากไปทางใด ก็จ้างเขาไปสำเร็จทุกประการ

พระสาสนดิลก (ชิตเสโน เสน)

เจ้าคณะมณฑลอุดร

พระนิพพานไม่ใช่สถานที่ อันบุคคลผู้ไร้อริยทรัพย์จะไปได้ พวกมิจฉาทิฏฐิเหล่านั้นเป็นคนจน ก็ไปได้แต่นิพพานจน ๆ คือ นิพพานอนัตตา นิพพานอวิชชาเท่านั้น พวกเราเป็นสาวกของพระพุทธเจ้า ต้องประพฤติตนให้มั่งมีเหมือนพระพุทธเจ้า พระพุทธเจ้าท่านบริบูรณ์ด้วยลาภด้วยยศ ด้วยความสรรเสริญและด้วยความสุข พระพุทธศาสนาตั้งมั่นถาวรมาได้กว่าสองพันปีนี้ ไม่ได้ตั้งมั่นถาวรมาด้วยความจนเลย ตั้งมั่นมาได้ด้วยความมั่งมีโดยแท้ แม้ตัวของอัตตโนผู้แนะนำท่านทั้งหลาย ก็หัดเดินตามจรรยาของพระพุทธเจ้าจึงบริบูรณ์ด้วยลาภและยศ และความสรรเสริญ กับความสุข เป็นผู้มั่งมีทั้งสมบัติภายนอกและสมบัติภายในตลอดจนอายุ ๗๐ ปี

ณ. บัดนี้ฯ เมื่อท่านทั้งหลายได้อ่านประวัติแล้ว พึงเพ่งดูจรรยาของอัตตโนที่ได้ประพฤติมาแล้ว ส่วนที่อัตตโนตั้งอกตั้งใจศึกษาเล่าเรียน และประพฤติปฏิบัติให้ตรงต่อธรรมวินัย และปฏิบัติราชการตามหน้าที่ ไม่ให้เสียหาย จนเจริญด้วยยศฐานาศักดิ์ ส่วนธรรมวินัย ก็ตั้งอกตั้งใจดำเนินสมถะและวิปัสสนาจนรู้จักสังขารและวิสังขาร หรืออุปาทินนกสังขาร และอนุปาทินนกสังขารโดยชัดใจ ได้ถึงพระรัตนตรัยเป็นที่พึ่ง นับว่ามีสรณะโดยสิ้นสงสัย ส่วนนี้เป็น อตฺตตฺถจริยา ประพฤติให้เป็นประโยชน์แก่ตนฯ ที่ได้รักษาหมู่คณะ แนะนำสั่งสอนให้พระสงฆ์ สามเณรอุบาสกอุบาสิกา ได้ความฉลาดได้ที่พึ่งแก่ตน ฝ่ายพระสงฆ์ก็มีความเจริญด้วยลาภและยศ

เหล่าศิษยานุศิษย์

จะนับลูกศิษย์ผู้ใหญ่ ซึ่งเป็นที่วางใจได้ให้ฟัง

๑. พระโพธิวงศาจารย์ (อ้วน) เจ้าคณะมณฑลนครราชสีมา

๒. พระสาสนดิลก (เสน) เจ้าคณะมณฑลอุดร

๓. พระราชมุนี (สี) วัดนิเวศธรรมประวัติ

๔. พระเมธาธรรมรส (เสาร์) เจ้าอาวาสวัดพิชยญาติการาม

๕. พระปัญญาพิศาลเถร (หนู) วัดปทุมวนาราม

๖. พระอมราภิรักขิต (ชัย) วัดบรมนิวาส

เป็นพระราชาคณะ ๖ รูป

พระครูศีลวรคุณ (อ่ำ)

วัดสิริจันทรนิมิตร์

ส่วนเป็นพระครู

๑. พระครูปลัดนิพัทธโพธิพงษ์ (ขำ) วัดบรมนิวาส

๒. พระครูอุดมธีรคุณ (เงิน) เจ้าอาวาสวัดสัตตนาถปริวัตร จังหวัดราชบุรี

๓. พระครูวาทีวรคุณ (เพ็ง) เจ้าคณะรองจังหวัดปราจีนบุรี

๔. พระครูสีจันทรคุณ (สีจันทร์) วัดนรนาถสุนทริการาม

๕. พระครูศีลวรคุณ (อ่ำ) วัดสิริจันทรนิมิตร จังหวัดลพบุรี

๖. พระครูพิเศษสุตคุณ เจ้าอาวาสวัดศรีจันทร์ จังหวัดขอนแก่น

๗. พระครูสีลสังวร เจ้าอาวาสวัดบวรมงคล

เป็นพระครู ๗ รูป ที่เป็นเปรียญแต่ ๓ ประโยค ถึง ๖ ประโยคก็มีมากด้วยกัน

ส่วนนี้เป็นบริษัทภายใน

บริษัทภายนอกนั้นก็มีเป็นอันมาก และได้แนะนำให้ทำบุญภายนอก คือบริจาคทานและชักชวนให้ก่อสร้างถาวรวัตถุไว้ในพระพุทธศาสนา คือ สร้างพระพุทธรูป สร้างหนังสือ สร้างกุฏิ สร้างศาลา สร้างโรงเรียน สร้างสระน้ำบ่อน้ำ ผู้มีมากให้ทำมาก ผู้มีน้อยให้ทำน้อย ต่างคนก็ต่างทำถาวรวัตถุตามความพอใจของตน เกิดปีติปราโมทย์ได้ความอุ่นใจในโภคทรัพย์อันตนฝังไว้ ส่วนบุญภายในก็ได้แนะนำสั่งสอนให้พากันผ่อนผัน โลภะ โทสะ โมหะ ให้เบาบาง ชี้ให้รู้จักลักษณะพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ ให้มีพระไตรสรณคมน์เป็นที่พึ่ง และการที่เทศน์สั่งสอนตลอดไปทั่วทุกหนแห่งส่วนนี้เป็น ญาตตฺถจริยา ประพฤติให้เป็นประโยชน์แก่ญาติ คือบรรดาคนที่ได้เห็นกันรู้จักกัน ชื่อว่าญาติทั้งสิ้นฯ

ส่วนที่อัตตโนได้ทำการก่อสร้างถาวรวัตถุต่าง ๆ ซึ่งเป็นภายนอกมีการบำรุงวัดเป็นต้น ส่วนภายในคือได้แต่งหนังสือธรรม และหนังสือสุภาษิตของเก่าบ้าง ของแต่งขึ้นใหม่บ้าง ทั้งภาคไทยและภาคลาว ซึ่งพระยาธนภารพิสิษฐ์ (เปา มิลินทสูต) ได้รวบรวมพิมพ์ขึ้นอย่างละ ๑,๐๐๐ ฉบับมากกว่า ๒๐ เรื่อง สำหรับแจกในงานทำบุญอายุครบ ๗๐ คราวนี้ แต่จะได้รับแจกจำเพาะผู้ที่นับถือและผู้รับช่วยทำบุญไม่ต่ำกว่า ๑๐๐ บาทขึ้นไป เพราะเห็นว่าท่านจำพวกนี้เคารพนับถือจริง ได้หนังสือไปแล้วก็คงจะตรวจตรอง เหตุที่มีความเลื่อมใสอยู่แล้ว ส่วนที่สร้างถาวรวัตถุไว้ นี้เป็นส่วน โลกตถจริยา ประพฤติให้เป็นประโยชน์แก่โลกฯ

การที่ประพฤติจรรยา ๓ ประการนั้น ก็หมายจะตามเสด็จพระบรมศาสดา แต่คุณสมบัติต่างกัน ส่วนพระบรมครูท่านมีบุญใหญ่ จรรยาทั้ง ๓ ประการของท่านก็ใหญ่ ส่วนพวกเรามีบุญน้อย เพียงแต่เป็นสาวก จรรยา ๓ ประการของพวกเราก็น้อย ตามสมควรแก่คุณสมบัติของตน ลูกศิษย์ของเราพึงตั้งใจดำเนินตาม ความดีเหล่านี้เป็นของกลาง ใครจะเอาไปไหนไม่ได้ ใครเกิดขึ้นมาปฏิบัติได้ ก็จักได้รับผล คือความดีอยู่อย่างนี้ตลอดกัปป์ตลอดกัลป์.