#echo banner="" รู้ก่อนอาพาธ พระโพธิญาณเถร

คลิกเมาส์ที่ใดก็ได้ในเฟรมนี้เพื่อเรียกเมนูด่วน

รู้ก่อนอาพาธ

จากหนังสือ บุญญฤทธิ์ พระโพธิญาณเถร

หลวงพ่อชา สุภทฺโท วัดหนองป่าพง

อำพล เจน บรรณาธิการ

หลายคนได้ยินเรื่อง “มิด" หรือ “เงียบไม่พูด” จากหลวงพ่อชาในวาระและโอกาสต่าง ๆ กัน ก่อนที่ท่านจะมีอาการอาพาธปรากฏให้เห็น

ท่านกล่าวโดยนัย บอกใบ้ ชี้นำเหตุอะไรสักอย่างที่จะเกิดแก่ตัวท่านให้ลูกศิษย์หลายฝ่ายฟังล่วงหน้าอยู่เสมอ ว่าต่อไปท่านจะ “มิด”

ทุกคนที่ฟังแล้วไหวไม่ทัน ก็เพียงจำคำพูดแปลก ๆ ของท่านได้ ที่ไหวทันก็ไม่สบายใจและเฝ้าคอยวัน “มิด” อย่างไม่สบายใจ

ลุงเกลี้ยง อุกาพรหม เป็นผู้ติดตามและประพฤติปฏิบัติกับหลวงพ่อชามาอย่างใกล้ชิดที่สุด ออกธุดงค์กับหลวงพ่อบ่อยที่สุด ถึงกับมีสัญญาต่อหลวงพ่อว่า ถ้าหากหลวงพ่อมารับที่หน้าบ้านเมื่อไหร่ ไม่ว่าจะทำอะไรก็จะทิ้งภารกิจนั้นติดตามหลวงพ่อไปทันที แม้ด้วยเสื้อผ้าชุดเดียวที่ใส่อยู่ในขณะนั้นก็ตาม

ลุงเกลี้ยงเป็นผู้รู้เรื่องของหลวงพ่อมากกว่าใคร เห็นต้นเห็นปลายมาตลอด หลายเรื่องไม่อาจเล่าสู่กันฟังได้ เพราะเป็นเรื่องที่ต้องเก็บเอาไว้รู้ส่วนตัว ส่วนที่พอเปิดเผยได้ก็จะเล่าไปตามลำดับ

สมัยหนึ่งลุงเกลี้ยงได้ข่าวพระในเมืองอุบลฯ จะต้องถูก “เก็บ” สององค์ ฝ่ายปฏิปักษ์ต่อพระกลุ่มหนึ่งประสงค์จะทำด้วยเหตุใดไม่อาจกล่าวได้ชัดเจนนัก แต่บัญชีเก็บนั้นคือ 1. หลวงพ่อชา วัดหนองป่าพง 2. หลวงพ่อสาย วัดป่าหนองยาว ลุงเกลี้ยงก็ได้นำข่าวนี้เล่าถวายหลวงพ่อชา ท่านฟังแล้วก็ตอบว่า

“ทั้งนี้ก็เป็นกรรมเก่าของเรา”

ท่านรำพึงและถามลุงเกลี้ยงอย่างไม่ต้องการคำตอบว่า

“เขาจะเก็บพระอย่างไร สมัยนี้เขาใช้ปืน ก็ต้องเอาปืนมายิง ถึงยิงก็ยิงไม่ออก ถึงออกก็ไม่ถูก ถึงถูกก็ไม่เข้า”

ลุงเกลี้ยงบอกว่า กรรมเก่าของหลวงพ่อ ยังไล่กวดท่านไม่ทัน เรื่องจึงเงียบไประยะหนึ่ง ต่อมาหลวงพ่อได้กล่าวกับลุงเกลี้ยงว่า

“เราหนีพ้นมาช่วงหนึ่ง บัดนี้ถึงเวลาจะต้องใช้กรรมเก่านั้นแล้ว ”

ท่านบอกว่า ถึงคราวที่จะไม่หนีอีกต่อไป

จนถึงปีสุดท้าย ก่อนที่ท่านจะเริ่มอาพาธ ท่านได้เตือนลุงเกลี้ยงว่า

“ในการประพฤติปฏิบัติ ถ้ายังสงสัยอะไรอยู่ ให้รีบถาม ต่อไปจะไม่ได้พูดกัน จะได้นอนมองหน้ากันอย่างเดียว”

ทุกวันนี้ถ้าลุงเกลี้ยงไปกราบหลวงพ่อเมื่อไหร่ หลวงพ่อก็นอนมองหน้าลุงเกลี้ยงอย่างเดียว รวมเวลา 10 ปีมาแล้ว ที่ท่านนอนมองหน้าใครต่อใครอย่างนี้

นั่นคือกรรมเก่าที่หลวงพ่อกำลังชดใช้ให้ใช่หรือไม่

คุณอภิชาต สุพิชญ์ อาชีพทนายความ อยู่ประจำที่สำนักงานธรรมสถิตทนายความ ได้เล่าเรื่องหยั่งรู้ของหลวงพ่อ ซึ่งคุณอภิชาตประสบกับตนเองให้ฟังว่า สมัยหนึ่งคุณอภิชาตเกเรมาก มารดาจึงนำตัวไปบวชเป็นผ้าขาวในวัดหนองป่าพง รับการอบรมจากหลวงพ่อชาร่วมกับพระเณรและผ้าขาวอื่น ๆ

วันหนึ่งหลังฉันอาหารแล้ว หลวงพ่อได้บอกว่าจะต้องไปสำนักสาขาวัดเขื่อน (สำนักสงฆ์วนโพธิญาณ อ.พิบูลมังสาหาร จ.อุบลฯ) ท่านได้กำหนดชี้ตัวพระเณรและผ้าขาวที่จะให้เดินทางไปกับท่าน ขณะที่กำลังชี้ตัวอยู่นั้น คุณอภิชาตซึ่งนั่งอยู่ไกลมาก เกิดความรู้สึกอยากจะไปด้วย แต่ไม่สามารถจะพูดว่าอยากไปได้ ไม่ว่าใครก็พูดไม่ได้ เพราะเป็นเรื่องสุดแล้วแต่หลวงพ่อ ดังนั้นความรู้สึกอยากไปด้วยจึงอยู่แต่เพียงในใจ

หลวงพ่อก็ไม่ได้ชี้ตัวคุณอภิชาตให้ร่วมเดินทางแต่อย่างใด

เมื่อเก็บบริขารทุกอย่างที่เกี่ยวข้องกับการฉันในศาลาโรงฉันเรียบร้อยแล้ว คุณอภิชาตจะต้องเดินกลับที่พัก ซึ่งจะต้องเดินผ่านกุฏิหลวงพ่อ ความรู้สึกอยากไปแต่ต้องผิดหวังไม่ได้ไปก็ยังคงมีอยู่ ขณะที่เดินผ่านในระยะไกล ยังพอมองเห็นหลวงพ่อนั่งอยู่ ใต้ถุนกุฏิซึ่งท่านใช้เป็นที่รับแขกยามบ่ายของทุกวัน คุณอภิชาตก็เลิกหวัง

บัดนั้น คุณอภิชาตก็ได้ยินเสียงหลวงพ่อร้องเรียก

“จ่อย...มานี่ซิ”

เมื่อเข้าไปกราบท่านแล้วท่านก็ว่า “เจ้าอยากไปวัดเขื่อนรึ เอ้าไปเก็บข้าวของเตรียมตัวไว้”

คุณอภิชาตบอกว่าดีใจจนเนื้อเต้น และประหลาดใจว่าหลวงพ่อรู้จักใจที่อยากไปเต็มเหวี่ยงของตนเองได้อย่างไร

หลายปีต่อมา หลังจากเรียนจบนิติศาสตร์รามคำแหงแล้ว ได้เดินทางไปที่วัดหนองป่าพงอีกครั้ง พาแฟนสาวไปกราบนมัสการหลวงพ่อ ขณะนั้นเป็นปีพ.ศ. 2521 อุโบสถวัดหนองป่าพงสร้างเสร็จ และเพิ่งผ่านพิธีฝังลูกนิมิตมาใหม่ ๆ หลวงพ่อนั่งอยู่ที่อุโบสถ ได้กล่าวกับคุณอภิชาตว่า

“โบสถ์เฮาฝังลูกนิมิตแล้ว ต่อไปวัดเฮาจะมิดเหมือนลูกนิมิต นี่แหละ ”

คุณอภิชาตบอกว่า ฟังหลวงพ่อแล้วไม่เข้าใจ ไม่รู้ว่าหมายความถึงอะไร ทุกวันนี้เข้าใจแล้ว มิดของท่านคือมิดไม่พูดนี่เอง

พี่สาวของผม ขณะนี้พำนักอยู่ที่นิวเจอร์ซีย์ อเมริกา ได้เล่าให้ฟังนานแล้วว่า ครั้งหนึ่งหลวงพ่อได้ขึ้นธรรมาสน์เทศน์ให้ญาติโยมฟังในศาลาใหญ่วันพระ เป็นการเทศน์ปกติทุกครั้งของวันพระ แต่ครั้งนั้นไม่ปกติธรรมดาเสียแล้ว

ตอนหนึ่งท่านพูดว่า

“เทศน์ครั้งนี้ก็จะเป็นครั้งสุดท้ายที่ได้เทศน์ ต่อไปจะไม่ได้เทศน์อีก”

นั่นเป็นเทศน์ครั้งสุดท้ายของหลวงพ่อจริง ๆ พี่สาวผมบอกว่า วันพระต่อ ๆ มาไม่มีหลวงพ่อเทศน์อีกเลยจนทุกวันนี้ นับแต่เทศน์ครั้งสุดท้ายนั้นแล้ว หลวงพ่อก็อาพาธและรับการผ่าตัด จนกระทั่ง “มิด” อยู่ถึงบัดนี้

ประมาณปี 2521 ไม่แน่ใจว่าจะตรงหรือไม่ จำได้ว่าเป็นปีที่อุบลฯ มีกีฬาแห่งชาติซึ่งตอนนั้นยังเรียกว่ากีฬาเขต ผมพาเพื่อน ๆ นักกีฬาปิงปองคือจ่าต้อย ปัจจุ้ย และคุณพรชัย เฉินบำรุง (สินธู) รวมทั้งญาติพี่น้องอีกหลายคนไปกราบหลวงพ่อที่วัดหนองป่าพง หลวงพ่อได้ออกมานั่งที่แคร่ไม้ไผ่ใต้ร่มไม้หน้าวัด (นอกเขตวัด) ปัจจุบันบริเวณนั้นเป็นพิพิธภัณฑ์พระโพธิญาณ

หลวงพ่อได้สั่งให้พระลูกศิษย์ ไปเอาพระเครื่องมาแจกหลังจากที่พวกผมกราบขอ ท่านได้บอกกับผมว่า

“นี่เป็นครั้งสุดท้ายนะ”

ผมฟังแล้วยังคิดไม่ทัน แต่เข้าใจว่า หลวงพ่อหมายถึงว่า เป็นพระเครื่องรุ่นสุดท้าย ต่อไปจะไม่สร้างอีก

ปกติผมไปกราบหลวงพ่อทุกปี จะได้รับพระเครื่องของหลวงพ่อทุกครั้ง เวลาที่ท่านมอบให้ ก็จะมอบให้เป็นจำนวน 6 องค์ ตามจำนวนลูกชายของครอบครัวนี้ ซึ่งท่านรู้จักทุกคน โดยเฉพาะผม แม้ไม่เอ่ยปากขอ ท่านก็จะให้ ท่านคงทราบว่าผมชอบและอยากได้ของท่าน

ผมได้พระเครื่องของหลวงพ่อมามากมายทุกปี แต่ก็แจกให้คนอื่นหมด ไม่หวง เพราะคิดว่าไปขอท่านใหม่เมื่อไหร่ก็ได้ จนกระทั่งมาได้ยินท่านพูดอย่างนี้ก็เลยรู้สึกแปลก ๆ แถมคราวนี้ท่านแจกพระเครื่องแปลกกว่าทุกครั้งคือ ท่านบอกว่า

“เอ้า ใครอยากได้กี่องค์ให้คิดเอาไว้ในใจ แล้วเข้ามาบอก”

บางคนก็บอกท่านว่า 10 องค์ 5 องค์ 3 องค์ สุดแต่จะคิดได้ว่าขอเผื่อให้ใคร ส่วนผมเมื่อเข้าไปแล้ว กลับขอท่านองค์เดียว เห็นท่านยิ้ม ๆ แล้วไม่ให้พระทันที แต่เอานิ้วเขี่ยในถาดพระ คล้าย ๆ กับจะเลือกพระให้ แต่อาการนี้ภายหลังเพื่อนให้ความคิดเห็นว่า ท่านไม่ได้เลือกหรอก เพราะว่าท่านไม่ได้ใส่แว่นตา มองไม่เห็นถนัด ท่านคงแผ่เมตตาให้ผมเป็นพิเศษ ฟังข้อคิดนี้แล้วก็ชื่นใจดี

เดี๋ยวนี้พระองค์นั้นไม่ได้อยู่กับผมแล้วครับ ผมมอบให้คุณฉันทนา ตรงการดี ขณะนี้เป็นครูสอนอยู่ ที่โรงเรียนตลิ่งชัน (จำชื่อไม่ได้) ซึ่งพระองค์นั้นก็ได้มีเหตุทำให้คุณฉันทนาต้องมาบวชชีที่วัดหนองป่าพง

เรื่องเป็นอย่างนี้ คุณฉันทนาได้ไปเที่ยวที่ไหนสักแห่งผมก็เลือนไปแล้ว ได้ลงอาบน้ำในคลองที่กำลังไหลเชี่ยวกรากด้วยกระแสน้ำขึ้นหรือลง แบบเดียวน้ำในคลองบางหลวง ที่เคยชัดเอาผมเกือบหมดแรงตายทีหนึ่ง ระหว่างอาบน้ำนั้น พระหลุดจากคอ จมหายไปในกระแสเชี่ยวกรากนั้น ก็ตกใจร้องขอให้พวกผู้ชายช่วยงมให้ ปรากฏวางมอย่างไรไม่พบ ทุกคนงมให้เพราะสงสารและเห็นใจ โดยที่แน่ใจว่าหาพบยาก เพราะว่าน้ำเชี่ยวอย่างหนึ่ง จะซัดพระไปตกที่ไหนก็ไม่รู้ แถมท้องน้ำเป็นโคลน ยิ่งยากจะหาพระที่หายได้โดยง่าย ทุกคนงมสุดความสามารถแล้วก็เลิก

คุณฉันทนาใจเสียถึงกับร้องไห้ ทีนี้ก็เลยอธิษฐานขอให้พบพระ ถ้าพบจะไปบวชชี แล้วขอให้พวกผู้ชายช่วยงมให้อีกครั้งหนึ่ง ทุกคนก็อนุโลมตามใจ งมให้ คราวนี้พองมปุ๊บ ก็เจอปั๊บ แปลกมาก เลยเป็นเหตุให้ได้มาบวชชี

พระรุ่นสุดท้ายที่ได้รับแจกจากหลวงพ่อ ก็จริงอย่างที่ท่านกล่าวกับผม หลังจากนั้น ผมไม่เคยได้พระจากมือหลวงพ่ออีกเลย พระเครื่ององค์สุดท้ายที่รับจากมือหลวงพ่อ เป็นพระยืนปางประจำวันจันทร์ ลักษณะห้าเหลี่ยมทรงสูง คนทั่วไปเรียกว่า ห้าเหลี่ยมเล็กของหลวงพ่อชาเป็นอันเข้าใจ

อีกเรื่องหนึ่งซึ่งท่านได้ทำอะไรแก่ลูกศิษย์เป็นครั้งสุดท้ายก่อนมิด ไม่พูด เรื่องนี้เกิดขึ้นกับ คุณกมล สินธุเชาว์หรือ เฮียเหมาของผม

เฮียเหมาเป็นผู้หนึ่งที่ติดตามหลวงพ่ออย่างใกล้ชิดมาโดยตลอด เป็นผู้สร้างพระเครื่องถวายหลวงพ่อสำหรับแจกญาติโยมหลายรุ่น เป็นผู้ที่หลวงพ่อเมตตา กรุณา เป็นพิเศษ เฮียเหมาได้เล่าเรื่องใบ้หวยว่า หลวงพ่อไม่เคยเห็นดีเห็นงามกับเรื่องใบ้หวย เคยมีคนมาขอหวยกับท่าน ท่านมักจะบอกว่า

“โน่น ไปขอกับองค์หนุ่มๆ ทั้งหลายโน่น เขากำลังอยากรู้อยากเห็น เราไปไกลถึงไหนแล้ว อย่ามาดึงเราลงต่ำอีกเลย”

เฮียเหมาก็สงสัยเรื่องนี้อยู่ตลอดมา วันหนึ่งได้โอกาสก็กราบเรียนถามท่านตรง ๆ

“หลวงพ่อ ๆ เรื่องใบ้หวยนี้ รู้ได้จริง ๆ หรือ”

หลวงพ่อตอบว่า

“7 ตัวยังได้เลย อย่าว่าแต่ 2 ตัว 3 ตัว แต่หวยนั้นไม่มีอะไรดี เป็นของร้อน อย่าไปเล่นเลย”

ต่อมาเฮียเฮง (ไม่ทราบชื่อจริง) เจ้าของร้านเฮงเจริญ เฮียเฮงเป็นญาติทางพี่เขยของผมแต่ไม่คุ้นเคยกับผม เฮียเฮงประสบภาวะขาดทุนล้มละลาย มีหนี้สินมาก หมดทางกู้สถานการณ์ ก็เดินทางมากราบหลวงพ่อ กอดขาร้องไห้ ขอให้หลวงพ่อช่วย หลวงพ่อบอกว่า

“อย่าเลย ของร้อนนะ ถึงได้ไปก็หมดเหมือนเก่านั่นแหละ”

เฮียเฮงไม่ฟัง ยังคงอ้อนวอนขอ หลวงพ่อจึงบอกว่า “เอ้า” แล้วก็กางนิ้วมือออกกว้างทั้ง 5 นิ้ว ตบลงที่กลางศีรษะเฮียเฮงเบา ๆ 2 ครั้ง

เฮียเฮงไปแทง 55 ได้เงินมาหลายแสน โล่งอกไปพักหนึ่ง แต่ว่า เดี๋ยวนี้ก็หมดตัวอย่างเดิมจริง ๆ ถึงกับย้ายกิจการไปจากเมืองอุบลฯ ทราบเป็นเลา ๆ ว่าอยู่ที่โคราช

เฮียเหมาเล่าว่า วันหนึ่งหลวงพ่ออารมณ์ดี หลังจากอบรมสั่งสอนเรื่องหวยมาแล้ว หลวงพ่อก็บอกกับเฮียเหมาว่า

“เหมา เห็นกระเบื้องที่ใต้ถุนนั่นไหม”

“เห็นครับ”

“ไปจัดให้เรียบร้อยซิ”

เฮียเหมาก็งง เพราะว่ากระเบื้องก็เรียงอยู่อย่างเรียบร้อยแล้ว ก็เลยแย้งว่า “จัดยังไงล่ะหลวงพ่อ”

“จัดกระเบื้อง จัดกระเบื้อง จัดไม่เป็นรึ”

เฮียเหมาก็เลยเข้าไปทำ ๆ จัด ๆ พอเป็นพิธี ในใจก็รู้ว่าหลวงพ่อให้หวยแหง ๆ 79 หรือ 97

ปรากฏว่างวดนั้นเลขออก 79 แต่เฮียเหมาลืมซื้อ

กลับมาเล่าให้หลวงพ่อฟัง หลวงพ่อก็บอกว่า “นี่แหละถึงบอกตรง ๆ ก็ไม่ถูกหรอก เพราะว่าไม่มีโชค”

คำพูดนี้กลับมาแสดงผลอีกครั้ง ตอนหลวงพ่อเข้ารับการผ่าตัดที่โรงพยาบาลสำโรง เฮียเหมาติดตามไปส่งหลวงพ่อที่นั่น และจะกลับรถไฟในเย็น วันนั้น ตอนนั้นบ่ายแก่เต็มที แต่หลวงพ่อบอกว่าอย่าเพิ่งกลับ เดี๋ยวจะฝากให้กลับออกไปกับรถที่เขากำลังมาเยี่ยม และก็บอกกับเฮียเหมาว่า

“เหมา กลับไปนี้ให้ติดแอร์ที่บ้านนะ”

“ติดยังไงหลวงพ่อ บ้านผมติดไม่ได้หรอก”

“เออ..ไปติดแอร์ซะ ติดแอร์นี่ดีนะ สบาย”

ในใจเฮียเหมาบอกว่า หลวงพ่อใบ้หวยแหง. ๆ สงสัยว่าออกเลขบ้านคือ 92 พอดีมีรถเบนซ์เข้ามาคันหนึ่ง หลวงพ่อก็ฝากเฮียเหมาออกมากับรถคันนั้น สั่งให้ส่งเฮียเหมาที่สถานีหัวลำโพง แล้วย้ำอีกว่า

“อย่าลืมติดแอร์นะ ที่คิดว่าจะติดน่ะถูกแล้ว”

เฮียเหมาเล่าต่อไปว่า เลขบ้านเราต้องออกแหง ๆ หลวงพ่อไม่เคยย้ำอะไรแปลก ๆ อย่างนี้กับเรามาก่อน พอรถไฟออกก็หลับฝันเห็นตัวเลขเบ้อเริ่มเทิ่ม แดงโร่อีกต่างหาก เป็นเลข 3 พอตื่นก็คิดว่า 392 และจำเลขไว้แม่น

ถึงวันหวยออก มีเหตุบังเอิญต้องไปส่งหลวงพ่อสาย ซึ่งมาธุระอะไรไม่ทราบ ที่บ้านจั่น ลูกศิษย์ที่รับหลวงพ่อสายมาแต่แรก ขอร้องให้เฮียเหมาไปส่งแทน เฮียเหมาก็เลยถามหลวงพ่อสายว่า

“พระนี่ให้หวยได้จริง ๆ หรือครับ ”

หลวงพ่อสายก็เล่านิทานให้เฮียเหมาฟังเรื่องหนึ่ง เฮียเหมาก็จับเอาเลข 7 มาจากนิทานนั้น ก็เลยเปลี่ยนใจมาซื้อ 372 ปรากฏว่าเลขออก 392 จริง ๆ เลยไม่ถูก

คำพูดที่ว่า ถ้าไม่มีโชคแล้วบอกตรง ๆ ยังไม่ถูก ก็แสดงความจริง

นั่นเป็นการโปรดครั้งสุดท้ายที่หลวงพ่อมีให้เฮียเหมา อย่างที่ไม่เคยมีให้อย่างนี้มาก่อน หลังจากนั้นก็มิด

มีคำกลอน ไม่ทราบว่าใครประพันธ์ ติดอยู่ในวัดหนองป่าพงแผ่นหนึ่ง

อย่ากินของร้อน อย่านอนในไฟ อย่าอยู่ในไห นานไปจะเป็นปลาร้า

ผู้มีปัญญาใคร่ครวญพิจารณาเอาเอง

ยังมีอีกหลายคนที่เล่าถึงคำพูดว่าจะ “มิด” ของหลวงพ่อ แต่รวมแล้วก็คล้ายกัน เพราะเป็นคำพูดเดียวกัน จึงงดเว้นที่จะถ่ายทอด คงบอกได้ถึงคำพูดสำคัญที่ท่านสั่งไว้กับพระเณรลูกศิษย์ ว่า

“ถ้าถึงกับต้องโยงสายยางกันแล้ว กินอาหารเองไม่ได้แล้ว ก็หยุดเสียเถิด”

ท่านกลัวว่าพระเณรทั้งหลายจะไม่ยอมให้ท่านตาย

ใครจะกล้ายอม

และอีกครั้งที่ท่านอบรมสั่งเสียพระเณรไว้ก่อนจะเดินทางไปอังกฤษ ท่านกล่าวว่า

“ต่อไปหมดครูบาอาจารย์แล้ว ลูกศิษย์ก็จะแตกออกเป็นกลุ่มเป็นฝ่าย เหมือนกับที่เคยเกิดขึ้นในสมัยพระพุทธเจ้าปรินิพพาน ขอให้สามัคคีกันไว้”

อาจมีคำถามว่า ลูกศิษย์หลวงพ่อทุกสำนักสาขา วันนี้ยังสามัคคีกันดีอยู่หรือเปล่า

คำตอบอยู่ที่ใจลูกศิษย์ทุกคน

ปัจจุบันนี้หลวงพ่อยังไม่หมดลมหายใจ เช่นที่หลวงปู่สิม พุทธาจาโร ได้ถามผมที่ถ้ำเชียงดาวว่า

“หลวงพ่อชาเป็นอย่างไร”

“ไม่ดีขึ้นครับ คงจะเป็นแต่เพียงทรงอยู่ กับทรุดไปเท่านั้น”

“หายใจด้วยคอ” หลวงปูสิมชี้ที่คอท่านเอง “หลวงพ่อชาเวลานี้เหลืออยู่แต่ลมหายใจเท่านั้น

หลวงปู่คำพัน โฆษปัญโญ เคยตอบคำถามของผมที่ว่าหลวงพ่อชาจะมีโอกาสหายหรือไม่

“ไม่หาย” ท่านว่า “ถ้าหายก็ลุกขึ้นเอง”

ตรงกับที่หลวงปูแหวนเคยกล่าวไว้ว่า “หลวงพ่อชาขึ้นไปเทศน์ให้เทวดาฟัง หมดธุระแล้วจะลุกขึ้นเองดอก”

นี่ล้วนแต่เป็นคำปลอบประโลม ที่ผมไม่เคยแน่ใจว่าจะเป็นจริง ครูบาอาจารย์ท่านเมตตาลูกศิษย์ เห็นว่าลูกศิษย์ปวดร้าวเศร้าโศกกับหลวงพ่อชาท่านจึงปลอบ