#echo banner="" พ่อพ่วงสิ้นใจ พระโพธิญาณเถร

คลิกเมาส์ที่ใดก็ได้ในเฟรมนี้เพื่อเรียกเมนูด่วน

พ่อพ่วงสิ้นใจ

จากหนังสือ บุญญฤทธิ์ พระโพธิญาณเถร

หลวงพ่อชา สุภทฺโท วัดหนองป่าพง

อำพล เจน บรรณาธิการ

ก่อนอื่นควรทราบว่าพ่อพ่วง แม่แตง สมหมาย สองสามีภรรยาผู้ชรานี่เป็นผู้มีส่วนสำคัญยิ่งในการอุปถัมภ์บำรุงพระภิกษุสามเณรวัดหนองป่าพง มาตั้งแต่สมัยแรกเช่นเดียวกับอุบาสกอุบาสิการุ่นเก่าทุก ๆ คน

พ่อพ่วงเคยบวชปฏิบัติธรรมกับหลวงพ่อ 1 พรรษา สึกออกมาแล้วก็ยังคงเป็นผู้รักษาศีล ฟังเทศน์ฟังธรรมอยู่ในวัดหนองป่าพงตลอด ไม่หนีหายไปไหน พ่อพ่วงเคารพหลวงพ่ออย่างแท้จริง และหลวงพ่อก็มีเมตตากรุณาต่อพ่อพ่วงอย่างแท้จริงเช่นกัน ถึงกับพ่อพ่วงได้ถวายร่างกายแด่หลวงพ่อตั้งแต่ก่อนตายหลายปี

“ถ้าผมตายขอถวายโครงกระดูกแก่ท่านอาจารย์ สำหรับเอาไปแขวนให้คนพิจารณาสังขารมนุษย์ ขอให้มารับศพผมและจัดการศพผมภายในวัดหนองป่าพงนี้”

หลวงพ่อก็รับคำ ต่อมาพ่อพ่วงได้ป่วยกระเสาะ กระแสะ เข้า ๆ ออก ๆ โรงพยาบาลหลายครั้ง จนกระทั่งถึงเดือนมกราคม 2508 อาการทรุดหนัก ลูกหลานต้องรับออกจากโรงพยาบาลมาไว้ที่บ้าน หลวงพ่อก็หาโอกาสไปเยี่ยมไข้พ่อพ่วงอยู่หลายครั้ง

วันที่ 12 มกราคม 2508 พ่อพ่วงอาการหนักมาก ขากรรไกรแข็งพูดไม่ได้ ตาก็หลับไม่ลืม พวกญาติ ๆ ทั้งหลายที่เฝ้าพยาบาลได้ยินแต่เสียงครางฮือ ๆ อยู่ในลำคอพ่อพ่วงเพียงอย่างเดียว

วันที่ 13 น.ส.เจียมใจ ผู้เป็นลูกสาวเดินทางกลับจากกรุงเทพฯ มาถึง จะพูดถามอะไร พ่อพ่วงก็ไม่รู้เรื่อง

วันที่ 14 หลวงพ่อและพระอาจารย์จันทร์ อินทวีโร พร้อมด้วยพระลูกศิษย์อีก 2-3 รูป รับนิมนต์ไปฉันภัตตาหารเช้าที่กรมทหาร หลังจากฉันเสร็จ หลวงพ่อได้บอกกับผู้กองสมบุญว่า อยากจะไปเยี่ยมพ่อพ่วง ช่วยหารถคันใหญ่ ๆ สักคันไปได้ไหม

“ไปเยี่ยมพ่อพ่วงไม่กี่คน เอาคันเล็กไปก็ได้นี่ครับ” ผู้กองสมบุญถวายความเห็น

“เอาคันใหญ่ ๆ นั่นแหละ” หลวงพ่อยืนยันเจตนาเดิม

“จะไปเยี่ยมหรือไปรับพ่อพ่วงกันแน่” นายหนูอดีตคู่อริหลวงพ่อไหวทัน

“ไปรับ” หลวงพ่อตอบ

“ไปรับได้ยังไง ก็แกยังไม่ตาย ลูกหลานเขาจะให้มาหรือ” นายหนูแย้ง

หลวงพ่อนั่งอยู่ครู่หนึ่ง แล้วพูดเด็ดขาดว่า

“ตายไม่ตายก็ไปรับเอาวันนี้แหละ” แล้วหันมากล่าวกับพระอาจารย์จันทร์ว่า “ไปกันเถอะ พ่อพ่วงกำลังคอย”

คณะของหลวงพ่อเดินทางถึงบ้านพ่อพ่วงเป็นเวลา 12.15 น. พอดี บรรดาลูก ๆ ของพ่อพ่วงกำลังเฝ้าดูอาการของพ่อพ่วงอย่างกระวนกระวาย ทุกคนหลีกให้หลวงพ่อเข้าไปนั่งลงบนเตียงข้างตัวพ่อพ่วง มองดูพ่อพ่วงอย่างเงียบ ๆ อยู่ครู่หนึ่งจึงเอาฝ่ามือลูบใบหน้าพ่อพ่วงเบา ๆ

“พ่อพ่วง พ่อพ่วง” หลวงพ่อเรียกเบา ๆ

พ่อพ่วงลืมตาขึ้นทั้ง ๆ ที่หลับตาไม่ลืมมาตลอดเวลาหลายวัน แม้ลูกหลานเรียกขานอย่างไรก็ไม่รับรู้ แต่พอได้ยินเสียงหลวงพ่อก็ลืมตาขึ้นได้

“จำอาตมาได้ไหม” หลวงพ่อถาม

พ่อพ่วงพยักหน้าน้อย ๆ และน้ำตาก็ไหลคลอออกมาทันที เสียงครางในลำคอก็ดังฮือๆ ขึ้นมาอีก

หลวงพ่อวางฝ่ามือทาบลงที่หน้าผากพ่อพ่วงแล้วให้โอวาทว่า

“พ่อพ่วง เราเป็นนักปฏิบัตินะ เราเคยสู้มันมาตลอด สู้มานาน ถึงเวลาเขามาเอา ก็ให้เขาไป มันของของเขา จะหวงเอาไว้ทำไม เอาของเขามาแล้ว ก็ส่งเขาคืนไป เก็บเสียงไว้ข้างในสิ ปล่อยออกมาข้างนอกทำไม”

พ่อพ่วงเงียบกริบ

“สังขารนี้มันไม่เที่ยงแท้แน่นอน” หลวงพ่อให้โอวาทต่อ “รูปนี้มันไม่งาม มันเก่าแล้วเพราะว่าใช้มันมานาน ไปหาเอารูปใหม่ กายใหม่ ไปยังสถานที่ที่เคยเห็นโน้นนะ”

ไม่มีใครเข้าใจแน่ชัดว่าหลวงพ่อหมายถึงสถานที่อะไร แต่คาดหมายว่า อาจเป็นสถานที่ซึ่งพ่อพ่วงเคยมีนิมิต ระหว่างที่บวชอยู่ กับหลวงพ่อก็เป็นได้ สถานที่อะไรที่ว่านี้ คงมีแต่หลวงพ่อกับพ่อพ่วงเท่านั้น ที่รู้ความหมายแท้จริง

“ตอนนี้เวลาเท่าไหร่แล้ว” หลวงพ่อหันมาถามผู้กองสมบุญ

“เที่ยงห้าสิบห้านาทีแล้วครับ” ผู้กองสมบุญถวายคำตอบ

“อีก 5 นาทีพ่อพ่วงก็จะไปแล้ว” หลวงพ่อพึมพำพอได้ยินทั่วกัน มือก็ลูบใบหน้าพ่อพ่วงอย่างแผ่วเบาไปเรื่อย ๆ เปลือกตาของพ่อพ่วงก็ค่อย ๆ ปิดลงจนสนิทในเวลา 13.00 น.พอดี

พ่อพ่วงสิ้นใจแล้วด้วยอาการอันสงบต่อหน้าหลวงพ่อ และทุกคนในที่นั้น

หลวงพ่อรับเอาศพพ่อพ่วงไปวัดหนองป่าพงทันที และเป็นเจ้าภาพจัดการศพพ่อพ่วงโดยตลอด

งานฌาปนกิจศพพ่อพ่วงนั้น พล.ต.ต.ชุมพล โลหะชาละก็ได้ขึ้นไปร่วมประชุมเพลิงด้วย พร้อมกับคณะญาติผู้ตาย

ส่วนกระดูกของพ่อพ่วง หลวงพ่อไม่ได้เอาไว้หรอกครับ ท่านเกรงว่าจะเป็นการกระเทือนจิตใจลูกหลานพ่อพ่วงจนเกินไป

นี่พอจะเรียกว่า การมาทันเวลาตายของพ่อพ่วง ของหลวงพ่อเป็น “ฌาน” หยั่งรู้ได้หรือไม่