#echo banner="" ดึงออกจากนรก พระโพธิญาณเถร

คลิกเมาส์ที่ใดก็ได้ในเฟรมนี้เพื่อเรียกเมนูด่วน

ดึงออกจากนรก

จากหนังสือ บุญญฤทธิ์ พระโพธิญาณเถร

หลวงพ่อชา สุภทฺโท วัดหนองป่าพง

อำพล เจน บรรณาธิการ

เหตุการณ์ต่อไปนี้ได้เกิดขึ้นในระหว่าง พ.ศ. 2500 กว่า ๆ หลังจากวัดหนองป่าพงตั้งขึ้นเป็นการมั่นคงแล้วหลายปี

มีครูคนหนึ่ง (ขอสงวนนาม) ถูกกล่าวหาว่าขโมยพิมพ์ดีดของโรงเรียนที่ได้ทำการสอนอยู่นั้น เขาเสียใจและเจ็บใจมาก ข้อกล่าวหานี้ทำให้ชื่อเสียงเสียหาย ทั้งยังจะทำให้ต้องถูกโทษถึงขั้นออกจากงาน ผู้กล่าวหาเขานั้นก็รู้ตัวอยู่ว่าเป็นใคร คนขโมยจริง ๆ ก็พอจะรู้ว่าเป็นใคร แต่ความผิดมาตกใส่เขาด้วยการป้ายความผิดให้อย่างน่าขยะแขยงที่สุด

เขาไม่มีทางจะแก้ไขแก้ตัวให้พ้นผิดที่ไม่ผิดนี้ไปได้ จึงเกิดความแค้นใจอย่างเหลือระงับและผูกพยาบาทอาฆาตผู้กล่าวหาเขาไว้ ถึงกับตั้งใจแน่นอนว่าจะต้องตายกันไปข้าง

เขาเตรียมปืนไว้กระบอกหนึ่ง

ภรรยาของเขาทราบความรุ่มร้อนใจของสามีได้ดี ตนเองก็กลัดกลุ้มไปด้วย ไม่รู้จะช่วยคลายทุกข์ให้สามีได้อย่างไร ยิ่งได้เห็นสามีเอาปืนออกมาใส่ลูกกระสุน ก็ยิ่งตกใจทำอะไรไม่ถูก

ด้วยเหตุที่ภรรยาของครูคนนี้เป็นผู้ฝักใฝ่ในทางธรรมอยู่มาก เคยไปกราบนมัสการฟังเทศน์หลวงพ่อชาบ่อย ๆ จนมีความเลื่อมใส แต่สามีของเธอไม่เคยรู้จักหลวงพ่อชา ไม่เคยเห็นหน้า ไม่เคยสนใจอะไรทั้งสิ้น ถ้าเขาเป็นผู้มีธรรมอยู่บ้าง เรื่องกลุ้มใจนี้คงไม่ถึงกับจะทำให้ต้องตัดสินใจจะไปฆ่าคนที่แสนโกรธ ธรรมะคงพอบรรเทาได้ด้วยลำพังตัวเขาเอง

ผู้เป็นภรรยามองไม่เห็นหนทางจะเปลี่ยนใจสามีได้ แต่มองเห็นวิธีขัดขวางเขาไว้ได้ชั่วขณะ จึงขอร้องให้สามีไปกราบหลวงพ่อชาเสียก่อน เมื่อกราบแล้วจะไปฆ่าใครก็ตามใจ จะไม่ห้ามเลย ขอให้ทำตามที่ภรรยาขอร้องเป็นครั้งสุดท้ายก็ได้ ขอให้เห็นแก่เธอเถิด

ผู้เป็นสามีจึงกล่าวว่า เพื่อเห็นแก่ภรรยา จะยอมไปกราบหลวงพ่อชาตามที่ขอร้อง และหลังจากนั้นอย่ามาห้ามเสียให้ยากอีกเป็นอันขาด

คืนนั้นเป็นคืนวันเพ็ญพอดี รถของสามีภรรยาครูคู่นี้เดินทางมุ่งหน้าสู่วัดหนองป่าพง พร้อมด้วยเพื่อนร่วมทางรวมเป็น 9 คน นอกจากภรรยาของครูผู้กำลังมีไฟพยาบาทเผาใจแล้ว คนอื่น ๆ ทั้ง 8 คนเป็นผู้ที่ไม่เคยมาวัดหนองป่าพงทั้งสิ้น ทุกคนไม่เคยรู้จักหลวงพ่อชามาก่อน

รถแล่นมาถึงกลางทุ่งระหว่างทางก็เกิดติดหล่ม

ดังที่ได้กล่าวมาแล้วว่า วัดหนองป่าพงสมัยสามสิบปีก่อน การเดินทางไปมายากลำบากที่สุด ถ้าเป็นหน้าฝนบางทีต้องใช้เวลาร่วม 3 ชั่วโมงสำหรับระยะทางเพียงแค่ 8 กิโลเมตรเท่านั้น เดี๋ยวนี้ใช้เวลาเดินทางไม่เกิน 10 นาทีก็ถึง

คนแข็งแรงทุกคนในรถช่วยกันนำรถขึ้นจากหล่มสุดกำลังแล้ว ก็ไม่สำเร็จ ไม่รู้จะทำอย่างไรดี ข้างนอกก็มีแต่ความมืด ไม่มีบ้านเรือนผู้คนอยู่ใกล้ ๆ พอได้อาศัยขอกำลังมาช่วยเหลือ ความท้อแท้ใจเกิดขึ้นกับทุกคน เพราะหมดทางที่เอารถขึ้นจากหล่มได้

ใครคนหนึ่งบ่นขึ้นลอย ๆ ว่า

“ถ้าหลวงพ่อเก่งจริงอย่างที่เขาเล่าลือ ทำไมไม่มาช่วยให้รถขึ้นจากหล่ม”

พอบ่นไปได้สักครู่ ทุกคนมองเห็นพระรูปหนึ่งเดินส่องไฟฉายตรงมาทางด้านหน้ารถภรรยาครูจำได้ อุทานว่า

“หลวงพ่อมา ไปช่วยรับย่ามที”

ครูคนนั้นรีบลงจากรถวิ่งไปหาพระที่ส่องไฟฉายซึ่งอยู่ห่างจากรถประมาณ 10 เมตร แล้วร้องว่า

“หลวงพ่อส่งย่ามให้ผมจะถือให้”

คุณอำพร (ร้านอำพรพานิช อ.วารินฯ) ได้เตือนคนขับรถว่า

“ลองติดเครื่องรถอีกทีซิ เผื่อจะขึ้นจากหล่ม จะได้รับหลวงพ่อไปวัดด้วยกัน”

คนขับรถก็ติดเครื่อง และนำรถขึ้นจากหล่มได้ทันที

ส่วนครูคนนั้นพอวิ่งไปหาพระที่มาปรากฏตัวพร้อมด้วยไฟฉาย กลับเห็นว่าท่านเดินหนีห่างออกไป เขาก็วิ่งไล่มาจนถึงต้นตะแบก พระรูปนั้นก็หายลับไป พอดีกับรถที่ติดหล่มตามมาทัน จึงรับครูขึ้นรถเดินทางต่อจนถึงวัด

เมื่อถึงวัดแล้วทุกคนเดินตรงไปยังศาลาโรงอุโบสถซึ่งพระสงฆ์กำลังทำสังฆกรรมอยู่ในนั้น ข้างนอกศาลามีญาติโยมนั่งฟังพระสงฆ์สวดปาฏิโมกข์อยู่หลายคน

พวกที่เพิ่งมาถึงกระซิบถามโยมคนหนึ่งที่นั่งฟังปาฏิโมกข์อยู่ข้างนอก

“หลวงพ่อมาถึงหรือยัง”

โยมที่ถูกถามทำท่างง ๆ

“เปล่านี่ หลวงพ่อไม่ได้ไปไหน ท่านอยู่ในศาลานั่นไง”

“ไม่มั้ง ” คนหนึ่งเถียง

“หลวงพ่อออกไปรับพวกผม ท่านยังส่องไฟฉายดูรถพวกผมเลย ”

“หลวงพ่อจะไปไหนได้ยังไง ถ้าท่านออกไปก็ต้องรู้ว่าท่านออกไป นี่ท่านนั่งอยู่กับพระในศาลาสวดปาฏิโมกข์ตั้งนานมาแล้ว ”

“ดูซิ ท่านมาหรือยัง” พวกมาใหม่ยังยืนกรานและบอกกันเอง

ผู้กองสมบุญ บุญญรังสรรค์ นั่งอยู่ตรงนั้นพอดีและได้ยินข้อสนทนาทั้งหมดก็หันมากล่าวกับคนขับรถว่า

“เดี๋ยวก่อน คุณเคยมาที่นี่ไหม” ”

“ไม่เคยครับ" คนขับรถตอบ

“เคยรู้จักหลวงพ่อไหม”

"ไม่ ครับ"

“ที่ว่าหลวงพ่อไปรับพวกคุณนั้นจำได้ไหมว่าหลวงพ่อเป็นพระองค์ไหน”

“จำได้” คนขับรถรับรอง

“มีพระอยู่ในศาลาหลายรูป คุณเข้าไปกับผมแล้วชี้ให้ดูทีว่าองค์ไหนที่คุณเห็นว่าไปรับพวกคุณ ”

คนขับรถชี้ตัวหลวงพ่อได้ถูกต้องจริง ๆ และยังย้ำว่าหลวงพ่อได้ส่องไฟมาที่รถ สามารถเห็นท่านได้ชัดเจนที่สุด

เกิดเป็นเรื่องแปลกใจแก่ทุกคน

หลังจากนั้นหลวงพ่อได้เทศน์โปรดคณะผู้มาใหม่ ข้อใหญ่ใจความในเทศน์ ได้ปลอบประโลมและบรรเทาความโกรธแค้นและพยาบาทของครูคนนั้นจนผ่อนคลายไปได้

เมื่อกลับจากวัดในคืนนั้นแล้ว ครูผู้พยาบาทก็กลับใจไม่คิดจะฆ่าใคร

ในที่สุดก็กลายมาเป็นลูกศิษย์ของหลวงพ่อตั้งแต่นั้นมา

นี่คือ “ฤทธิ์” ที่ใช้เพื่อโน้มน้าวคนเข้าสู่พระศาสนา

ภายหลังมีผู้สังเกตเห็นหลวงพ่อในเวลาทำสังฆกรรมในศาลา เล่าว่า

ตอนหนึ่งหลวงพ่อนั่งหลับตาลงแล้วยกมือขึ้นป้องหน้า มองไปทางทิศตะวันออก ซึ่งเป็นทิศด้านหน้าวัด สักครู่ใหญ่ก็เอามือลง พระก็สวดปาฏิโมกข์ไปเรื่อย ๆ ไม่มีอะไรผิดปกติ นอกจากนี้