#echo banner="" ชีวประวัติหลวงพ่อชา ๑จากหนังสือ ตถตา ชุนุมศึกษาพุทธรรมศิริราช

คลิกเมาส์ที่ใดก็ได้ในเฟรมนี้เพื่อเรียกเมนูด่วน

หลวงพ่อชา

บันทึกประวัติส่วนหนึ่ง รวบรวมและเรียบเรียงโดย

ต.ป. เตชปัญโญ

วัดหนองป่าพง อุบลราชธานี

จากหนังสือ "ตถตา" ชุมนุมศึกษาพุทธธรรมศิริราช

ตีพิมพ์เมื่อ พ.ศ. ๒๕๒๕

 

บันทึกต้นเรื่อง

ด้วยความรู้น้อย ปัญญาไม่กว้างไกล ข้าพเจ้าถึงได้ใช้เวลาเป็นสิบปีในการรวบรวมคำสอนของท่านอาจารย์ชา หรือที่คนส่วนมากรู้จักกันในนาม "หลวงพ่อชา" แห่งวัดหนองป่าพงอุบลราชธานี สาเหตุที่เป็นไปได้ยากมากในการเก็บกำคำสอนของท่านนั้นก็ เนื่องมาจาก “หลวงพ่อชา” ท่านไม่ใช่นักเทศน์และนักปาฐกถา ซึ่งท่านมักจะพูดอยู่เสมอว่า ท่านมิได้เป็นเช่นนั้นจริงๆ แต่ท่านเป็นพระนักปฏิบัติ ชอบหลีกเร้นอยู่ตามป่าเขาชีวิต เบื้องต้นของท่านในหนทางแห่งผ้ากาสาวพัสตร์นี้ เริ่มจากป่า เพราะอาศัยความมานะบากบั่นของตัวท่านเองตั้งแค่แรกเริ่มจนถึงที่สุด จึงทำให้ท่านยืนอยู่ได้ในบัดนี้ คำสอนของท่านก็คือ คำสอนที่พระพุทธองค์สอน และการที่บุคคลจะเข้าถึงคำสอนของพระพุทธองค์ได้อย่างแท้จริงนั้น ก็เพราะด้วยการปฏิบัติที่ต้องประกอบด้วยวิริยะอุตสาหะ ความพากเพียรพยายามตลอดทั้งศรัทธาและปัญญา ดังนั้นเพราะเหตุที่กล่าวแล้ว เราจึงได้เข้ามาอยู่ในเส้นทางแห่งคำสอนของท่าน

คนผู้ได้ฟังธรรมะจากหลวงพ่อชาโดยตรง ไม่ว่าจะเป็นครั้งคราวใดๆ ก็ตาม ย่อมจะสังเกตเห็นได้ว่า ท่านมีลักษณะอันเป็นพิเศษอยู่ในตัวของท่านอย่างหนึ่ง นั่นคือ กิริยาท่าทางอันเยือกเย็นของท่าน ข้อนี้เป็นข้อสำคัญในการดึงดูดและเร้าใจผู้ฟังให้คล้อยตามธรรมะในถ้อยคำของท่าน แม้ว่าจะเป็นคำพูดอย่างสามัญและง่าย แต่ก็กินใจได้เป็นอย่างที่สุด แต่ในเวลาเดียวกันคำสอนของท่านในครั้งนั้นๆ ก็ไม่อาจถอดรูปออกมาตีพิมพ์ เป็นอักขระวรรคตอนได้เลย ถึงแม้ว่าในบางครั้งคำสอนของท่านจะถูกนำมาพิมพ์ก็ต้องมีความพยายามในการตัดต่อเพิ่มเติมแล้วๆ เล่าๆอย่างยากเย็น

แท้ที่จริงแล้วไม่ว่าใครก็ตามที่จะกล่าวว่า เป็นผู้สามารถเข้าใจวิธีการและแนวทางแห่งคำสอนของท่านได้ดี นั่นเป็นการไม่สมควรอย่างยิ่งเลยทีเดียว เพราะวิธีการและแนวทางของท่านก็ย่อมจะเป็นของท่าน อยู่กับท่าน และแสดงออกได้ในตัวท่าน คำสอนของหลวงพ่อชา ส่วนใหญ่จะไม่อ้างหลักปริยัติหรือทฤษฏี ท่านจะไม่เคยเตรียมธรรมะคำสอนไว้ล่วงหน้าสำหรับสอนศิษย์ แต่ธรรมะที่ท่านแสดงจะเป็นธรรมะที่ออกจากใจในส่วนลึกของท่านแท้ๆ หลัก “ทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่ว” เป็นพื้นฐานที่ท่านให้แก่คนระดับต้นๆ สำหรับความในใจของท่านจริงๆ แล้ว "ความว่างเปล่าที่ปราศจากสิ่งที่จะยึดมั่นถือมั่น” คือหัวใจของท่าน

ในแนวทางของท่านจะไม่ปฏิเสธ เรื่องการเกิดการตาย แต่ไม่ได้มุ่งไปที่ความเชื่อในเรื่องการเกิดการตาย ท่านเคยกล่าวว่า “ถ้า เชื้อยัง เหลืออยู่ ไฟก็จะติดได้อยู่" และถ้าบุคคลมารู้เรื่อง “สมมุติ” อย่างแจ้งชัด เมื่อนั้นวิมุติ คือ ความหลุดพ้น ก็จะปรากฏขึ้นมาทันที ท่านซ้ำซากในเรื่องหลัง

การแสดงธรรมะด้วยวิธีการเปรียบเทียบ คือ การยกตัวอย่างให้ผู้ฟังเข้าใจง่ายๆ ในเรื่องที่เกี่ยวด้วยธรรมะนั้น เป็นวิธีการที่ท่านชอบใช้ที่สุด และบ่อยครั้งที่ผู้ฟังจะได้รับความซาบซึ้งใจในธรรมะ จากการตอบปัญหาของท่าน ตามปกติแล้วธรรมะจากการตอบปัญหาของท่านจะมีลักษณะเด่นกว่าการอธิบายธรรมะตามธรรมดา

เพราะฉะนั้นผู้ที่ได้รับความเข้าใจชัดที่สุด และประทับใจที่สุดในธรรมะของท่าน ก็คือ ผู้ที่เข้าพบท่านด้วยปัญหา สมัยก่อนในคราวที่ท่านมุ่งมั่นและเอาจริงเอาจังอยู่กับการสอนศิษย์ ท่านมักจะแสดงธรรมใต้ต้นไม้ หลังจากเวลากลางวันเพื่อการรับแขก ครั้นตกเย็นบรรดาพระเณรสานุศิษย์ก็จะรวมกันใต้ต้นไม้ เราฟังธรรมกันจนเกือบจะถึงเที่ยงคืน

ในครั้งก่อนนั้นพอถึงวันพระ เราจะอดนอนกันครึ่งคืน จะเป็นการสวดสาธยายและฟังธรรม อีกครึ่งคืน เราจะทนอยู่กันจนสว่าง ขั้นตอนสุดท้ายในการจำศีล คือ ทำวัตรเช้า

การศึกษาและปฏิบัติธรรมตามแนวทางของหลวงพ่อชาค่อนข้างจะหนัก ซึ่งเมื่อก่อนต่างกับสมัยปัจจุบันบ้างพอสมควร ข้อแรกที่หลวงพ่อชาเข้มงวดก็คือ ศีลและวัตรปฏิบัติ (เดินจงกรมและนั่งสมาธิ) สำหรับการแก้อารมณ์ของศิษย์ในระหว่างที่เกิดปัญหา นั่นสุดแล้วแต่กาล สถานะและโอกาส กับวิธีการเฉพาะที่จะทำต่อบุคคลของท่าน

ข้าพเจ้ามีความหวังอยู่บ้างว่า บทรวบรวมคำสอนของหลวงพ่อชาชุดที่เห็นปรากฏอยู่นี้ คงจะพอทำความเข้าใจใน “ทางเดิน” ที่ถูกต้องแก่ท่านบ้าง อย่างชนิดที่มากกว่าน้อย ความจริงแล้วคำสอนชุดนี้ยังไม่ครบและ เรียบร้อยดี เพราะดูจะเป็นเหมือนกับว่า เป็นแนวทางเบื้องต้นเท่านั้น ดังที่จะปรากฏว่า เป็นคำสอนบทที่หนึ่ง ข้าพเจ้าพิจารณาเห็นว่า เมื่อมีเหตุปัจจัยพร้อม ก็ให้ทยอยเผยแพร่ออกไปตามเวลาที่มาถึง ในคราวต่อไปจึงค่อยเป็นบทต่อไป ซึ่งขณะนี้ยังไม่สมบูรณ์พร้อมนัก สำหรับบทที่สองและสามจึงจะเป็นเรื่องที่เกี่ยวกับสมาธิและปัญญา ตลอดทั้งแนวความคิดและทัศนะในเรื่องของตัวสัจจธรรมตามทางที่ท่านสอน

และในฐานะของผู้เก็บ บันทึก รวบรวมคำสอนของท่านในครั้งนี้ ขอพระธรรมอันประเสริฐ จงเกิดมีแก่ท่านทั้งหลายโดยทั่วกัน

ต.ป. เตชปัญโญ

วัดหนองป่าพง อุบลราชธานี

ผู้รวบรวม เรียบเรียง

30 พฤศจิกายน 2524

บทที่ 1

คืนซึ่งหลังจากพระ เณร เลิกจากสวดมนต์ทำวัตรเย็นกลับที่พักแล้ว หลวงพ่อชาได้ทิ้งระยะให้ห่างพอควร ประมาณว่า ยังไม่ได้เวลาหลับนอน ท่านจึงเริ่มเดินออกสำรวจดูความเป็นอยู่ภายในวัด และการปฏิบัติทำความเพียรของพระเณรสานุศิษย์ของท่าน นี้คือ กิจวัตรเก่าแก่อย่างหนึ่งที่ท่านเคยดำเนินมา

สมัยนั้น วัดหนองป่าพงยังอยู่ในสภาพป่าเป็นส่วนมาก ข้อนี้ข้าพเจ้าประสงค์จะกล่าวว่า สภาพภายในวัดของท่านยังไม่มีสิ่งก่อสร้างอะไรมากนัก ซึ่งต่างจากสมัยที่เจริญแล้วมากมาย ที่ที่ท่านกำลังเดินไปนั้นอยู่ถัดจากกลุ่มต้นมะม่วงใหญ่อายุนับร้อยๆ ปีไปทางทิศใต้ของวัด คืนนั้นเป็นคืนข้างขึ้น ดวงจันทร์ส่องแสงลงมากระทบใบไม้และพื้นคืนเป็นแสงสุกสกาวพร่างพราว พวกใบไม้ฉายเงาของมันลงมาเป็นหย่อมๆ สุดแล้วแต่ว่าช่องว่างของอากาศกับมันจะถี่ห่างกันอย่างไร

ลำแสงของดวงจันทร์ที่ทอลงมาท่ามกลางแนวป่าแถบนั้นดูช่างงดงามยิ่งนัก หลวงพ่อชา เดินตรงไปที่กุฏิ เล็กๆ หลังหนึ่งโดยอาศัยแสงจันทร์ เป็นเครื่องส่องทาง ท่านเคยกล่าวว่า ถ้าเราไม่มีจิตคิดประทุษร้ายใครๆ แล้ว อำนาจแห่งเมตตาธรรมนั้นเองที่จะเป็นเครื่องป้องกันภัยให้ ท่านตั้งจิตไว้ว่า เราไปดีไม่มีเวรภัย สัตว์ทั้งหลายจงอย่าได้เบียดเบียนกันเลย ว่าดังนี้แล้วก็ไป

ครั้นถึงกึ่งทาง ท่านก็พลันเหลือบไปเห็นอะไรสักอย่างหนึ่ง สังเกตเห็นว่ามีสีดำมาก ขนาดของมันโตเท่าโคนขาผู้ใหญ่ นอนขวางทางอยู่ ปลายทั้งสองข้างซุกอยู่ในป่าคนละด้าน ท่านเล่าว่า รู้ได้ทันทีว่า เป็นงู มันใหญ่ผิดธรรมดามาก พอท่านเห็นดังนั้น ท่านก็หยุดเดิน พิจารณาอยู่ครู่หนึ่ง แล้วจึงพูดว่า

“นั่นใครกัน? ถ้าจะหลีกก็หลีกไปเสีย เราไม่มีไฟส่องทางนะ ประเดี๋ยวก็จะเหยียบเอาเท่านั้น”

ครั้นท่านว่าอย่างนั้นแล้ว งูนั้นก็ค่อยๆ เลื้อยหายไป

หลายวันต่อมาผู้ใหญ่ลาซึ่ง เป็นโยมพี่ชายของท่านก็มาถวายจังหัน เขาได้ชวนเอาแม่พัดมาจากบ้านก่อด้วย ได้ความว่า เขาว่าวัดของท่านอาจารย์ทุกข์ยากลำบากมาก มันขาดแคลนไปทุกอย่าง นับตั้งแต่อาหารการขบฉันของพระ เณร เป็นต้นไป ชาวบ้านแถบนี้ก็เป็นคนยากจน เขาว่าแม่พัดเป็นคนทรง พอจะพูดคุยกับพ่อด่างได้ จึงชวนมาด้วย หวังจะให้มาขอเงินพ่อด่าง เอามาสร้างวัด

ปกติแล้วแม่พัดจะพูดภาษากลางไม่เป็น พูดเป็นแต่ภาษาอีสาน วันนั้นพอมาถึง แม่พัดก็เดินไปทางต้นไม้ใหญ่ต้นหนึ่ง อยู่ทางทิศตะวันออกเฉียงใต้ของวัด ซึ่งเชื่อกันว่าพ่อด่างผู้เป็นเจ้าที่เจ้าทางอาศัยอยู่ที่นั่น ครั้นไปถึง แม่พัดก็พูดเป็นภาษากลางขึ้นมาทันที เรียกหาพ่อด่างราวกับว่าแกเป็นคนภาคกลาง เพิ่งมาถึงอย่างนั้น ผู้ใหญ่ลากับใครบางคนก็ไปด้วย ทราบว่ากว่าแม่พัดจะได้พบกับพ่อด่าง ก็เป็นเวลานานพอสมควรทีเดียว

แม่พัดถามพ่อด่างว่า ไปไหนมา ?

พ่อด่างว่า ไปโรงครัว เพื่อรับข้าวก้นบาตรจากพระมา

ถ้อยคำที่ทั้งสองฝ่ายพูดจากัน ดูสนิทสนมราวกับว่า เป็นคนเคยรู้จักกันมาก่อน พ่อด่างยังได้เล่าว่า เคยบวชเป็นชีปะขาวรักษาศีลอยู่กับท่านอาจารย์ถึง 3 ปี แต่ไปไม่ไหวจึงสึกออกมา

คนหนึ่งถามว่า ทำไมจึงสึกเสียเล่า ? ทำไมไม่บวชไปให้ตลอดรอดฝั่ง ?

พ่อด่างตอบว่า ไม่ไหวจริงๆ ท่านอาจารย์พาปฏิบัติไม่หยุดเสียที ประเดี๋ยวพาทำเพียร ประเดี๋ยวก็พาทำอันนั้นอันนี้ไม่เสร็จสักที จึงคิดกลัว สู้ไม่ไหว จึงอยู่ไม่ได้

จากนั้นผู้ใหญ่ลาจึงว่า อยากขอเงินพ่อด่างบ้าง จะเอามาสร้างวัดให้ท่านอาจารย์เผยแผ่ศาสนาต่อไป วัดจะได้เจริญ

ครั้นพ่อด่างได้ฟังดังนั้น ก็ปฏิเสธเสียงแข็ง แต่จะส่ายหน้าด้วยหรือไม่ ก็ไม่ทราบ แล้วกล่าวกับผู้ใหญ่ลาว่า นายไม่ต้องร้อนใจ อย่าวุ่นวายไปเลย ต่อไปในภายหน้า คนทั้งหลายเขาจะมาสร้างให้ท่านเอง ไม่ว่าท่านอาจารย์จะสร้างประโยชน์อะไรในวัดวาพระศาสนานี้ ก็จะมีคนมาช่วยท่าน

และคำทำนายของพ่อด่างนี้ก็เป็นจริงในยุคต่อมา

แม้ว่าวัดของท่านอาจารย์จะไม่มีตู้รับบริจาค เช่นวัดอื่นๆ และไม่มีการเรี่ยไรใดๆ ทั้งสิ้น แต่ชาวบ้านชาวเมืองทั้งหลายที่มาต่างก็มีความเลื่อมใส และยื่นมือเข้าช่วยเหลือกิจการของวัดเป็นอย่างดีเสมอมิได้ขาด

อยู่มาวันหนึ่ง ชาวบ้านก่อได้ซักถามพ่อด่างผ่านแม่พัดว่า เพราะอะไรปกติพ่อด่างดุร้ายมาก มักจะทำอันตรายข่มขู่ชาวบ้านอยู่เสมอ ใครไปป่าพง เพื่อตัดหญ้าถางพงหรือต้นไม้ฟืนมาหาเลี้ยงชีวิต เป็นต้องถูกพ่อด่างทำร้ายเอาทั้งนั้น และเมื่อเร็วๆนี้ พ่อด่างก็มายิงชาวบ้านด้วยปืน

พวกเขาเล่าว่า

เย็นวันหนึ่ง ขณะที่คนครอบครัวๆ หนึ่งกำลังนั่งล้อมวงกินข้าวกันอยู่นั้น พลันก็มีเสียงปืนดังขึ้นหนึ่งนัด ทุกคนได้กลิ่นแก๊ปไหม้เหม็นตลบอบอวลไปทั่วทั้งบ้าน พอสิ้นเสียงปืน ชายคนที่เป็นหัวหน้าครอบครัวก็ผงะหงายล้มลงไปนอนกับพื้น คล้ายกับว่าถูกกระสุนปืนเข้ากลางลำตัวเต็มแรง แต่มันแปลกตรงที่ว่า เขาไม่ได้รับบาดเจ็บอะไรเลย และไม่มีบาดแผลแม้แต่น้อย

ชาวบ้านใกล้เคียง พอได้ยินเสียงปืนก็รู้ว่ามีคนยิงกัน จึงพากันตรูมายังบ้านที่เกิดเหตุต้นเสียง ต่างช่วยกันวิ่งโอบล้อมบริเวณนั้นเพื่อ เสาะหาคนร้าย แต่เขาเหล่านั้นก็ผิดหวัง เพราะจะหาแม้แต่รอยเท้าของคนร้ายก็ไม่มี

พ่อด่างกล่าวว่า คนที่ข้ายิง มันเป็นคนหลอกลวงคดโกง มันไม่ทำตามสัญญาที่ให้ไว้กับข้า เมื่อก่อนมันอยากจะไปทำนาที่ใกล้ๆ กับข้าอยู่ มันก็ไปขออนุญาตจากข้า มันสัญญาว่าจะมาทำบุญอุทิศให้ข้าทุกปีกับพระที่ป่าพง จะทำให้ทุกปีมิให้ขาดขอแต่ให้มันได้ทำนาที่นั่นได้โดยปลอดภัย ขออย่าให้ข้าทำอันตรายมันกับคนของมันเลย ข้าก็อนุญาตให้มันทำได้ แรกๆ มันก็ทำตามสัญญาดี แต่ต่อมามันกลับไม่ทำเอาเฉยๆ เสียอย่างนั้น..แบบนี้มันโกงข้า ข้าจึงเอาปืนมายิงมัน ให้มันรู้สำนึกเสียบ้าง

พ่อด่างเล่าอย่างเคียดแค้นเดือดดาล และถามคนเหล่านั้นว่า พวกเอ็ง เห็นฤทธิ์ปืนของข้าบ้างหรือยัง? อยากจะลองอีกไหม?

ชาวบ้านถามต่อไปอีกว่า ทำไมพ่อด่างจึงเที่ยวรังควานแต่ชาวบ้าน ทีท่านอาจารย์ไม่ทำอะไรให้ท่านกลัวบ้าง?

พ่อด่างตอบว่า ท่านอาจารย์ข้าก็ทำ แต่ว่าท่านไม่กลัว ถ้าไม่เชื่อ เอ็งไปตามท่านก็ได้ว่า วันนั้นท่านพบงูใหญ่ขวางทางอยู่ใช่ไหม?

วันต่อมา ผู้ใหญ่ลาและชาวบ้านจึงมาเล่าเรื่องที่ได้ซักถามพ่อด่างให้หลวงพ่อชาฟัง พอทุกคนได้ฟังท่านเล่าถึงเหตุการณ์ในคืนนั้น ต่างก็พิศวง งงงวย ไม่คิดว่าเรื่องจะเป็นไปได้ถึงเพียงนี้

ข้าพเจ้าจะขอเล่าเรื่องนี้ต่อไปอีก

ความเดิมนั้นมีอยู่ว่า ในสมัยก่อน เมืองอุบลมีผู้เป็นใหญ่อยู่คนหนึ่งชื่อหม่อมเจียง ที่อยู่ของหม่อมเจียงอยู่ในใจกลางเมือง เรียกวังสงัด สมัยนั้นเมืองอุบลยัง เป็นหัวเมืองบ้านนอกอยู่ห่างไกลความเจริญ เส้นทางคมนาคมไปมายังหัวเมืองต่างๆ โดยเฉพาะที่จะไปมาค้าขายกับกรุงเทพฯนั้นไม่มีที่หวัง เป็นทางทุรกันดารมาก เต็มไปด้วยป่าดงพงไพร และสัตว์ร้ายเสือป่านานาชนิด พวกคนเฒ่าคนแก่ เล่ากันอยู่เสมอว่าการที่จะค้าขายทางเมืองไทยนั้นจะต้องไปเป็นกลุ่ม ภาษาท้องถิ่นสมัยก่อนเรียกกรุงเทพว่า เมืองไทย เส้นทางที่จะไปเมืองไทยนั้น นอกจากภัยจากสัตว์ป่าแล้ว ยังเต็มไปด้วยเชื้อร้ายคือโรคห่า ชาวบ้านสมัยก่อนเรียกไข้ป่าหรือมาลาเรียว่าโรคห่า หรือไข้ผิดผี เพราะถือว่าผีป่าทำ ดังนั้น การเดินทางจึงต้องพึ่งพาอาศัยซึ่งกันและกัน ใครมีสินค้า สุกร แกะแพะ ม้า วัว ควาย อะไรจะขายก็ เอามารวมกัน ไปด้วยกันเป็นกองคาราวาน

การเดินทางสมัยนั้นใช้เวลาเดินทางเป็นแรมเดือน พอขายสินค้าหมดก็รอนแรมกลับมาดังเก่า ค่ำที่ไหนก็นอนที่นั่น เพราะฉะนั้นเสบียงกรังจึงต้อง เตรียมไปให้พร้อม ซึ่งส่วนใหญ่ก็เป็นข้าวสารของแห้ง

อยู่มาวันหนึ่ง ชาวบ้านก่อพากันไปพบหม่อมเจียง ณ ที่อยู่ของท่าน พวกเขาพากันแจ้งว่า ยายมลถูกยายโม่ลักทรัพย์ 3 ตำลึง ยายมลเป็นเจ้าของบ้าน เลี้ยงยายโม่ผู้แม่กับนางพัดผู้ลูกไว้ เป็นส่วย (แปลว่าคนรับใช้) เมื่อยายโม่ลักทรัพย์นั้น คนของยายมลจับได้ จึงนำส่งหม่อมเจียงให้พิจารณาโทษ

ครั้นหม่อมเจียงได้ฟังดังนั้น ก็ให้คิดสงสารคนทั้งสองเป็นอันมาก จึงกล่าวกับคนทั้งหลายเหล่านั้นว่า

ฉันสงสารคนทั้งสองนี้ที่เป็นคนเข็ญใจ เพราะความเข็ญใจจึงทำให้ทำอะไรเบาแก่ความเช่นนั้น ทรัพย์ 3 ตำลึงนั้นมีค่าน้อย แต่ชีวิตคนมีค่ามากกว่า ถึงชั่วช้าอย่างไร ก็พอที่จะว่ากล่าวกันได้ ฉันว่า ถ้าฉันจะรับเอาทั้งสองคนนี้ไว้อบรมสั่งสอนในทางดี ให้เขาอยู่กับฉันที่นี่ ใครจะเห็นดีหรือคัดค้านอย่างไร?

คนทั้งหลายได้ฟังดังนั้นก็มีความยินดี และ เห็นจริงด้วยคนมีค่ากว่าทรัพย์ซึ่งก็เพียงไม่กี่ตำลึง ดังนั้น ทุกคนจึงยอมยกโทษให้สองคนแม่ลูก และมอบไว้ให้อยู่ในความดูแลปกครองของหม่อมเจียงต่อไป

ต่อมาอีกไม่นานนัก หม่อมเจียงมีอันต้องย้ายกลับไปอยู่กรุงเทพฯ จึงชวนยายโม่กับนางพัดไปอยู่ด้วย เพราะรู้ใจของสองคนแม่ลูกแล้วว่า เป็นคนดีและสัตย์ซื่อ แต่ยายโม่ไม่ขอไปด้วย เพราะ เห็นว่าตนชราแล้ว อีกไม่กี่ปีก็คงจะตาย ถ้าจะตายก็ขอให้ตายอยู่กับบ้านเกิดเมืองนอนดีกว่า อย่าต้องให้ไปด้วยเลย

หม่อมเจียงก็ยอม แต่จะขอเอานางพัดผู้บุตรยายโม่ไปด้วย ยายโม่ก็ยอม

หม่อมเจียงจึงย้ายครอบครัวไปกรุงเทพฯและเอานางพัดไปด้วย ฝ่ายยายโม่ครั้นเขาไปกันเสียแล้ว แกก็กลับมาอยู่บ้านก่อเช่นเคย แต่จะอยู่กับใครไม่เป็นที่ทราบแน่ชัด และจะเป็นบุญหรือกรรมของนางพัดอย่างไรไม่ทราบ เพราะระหว่างทางที่หม่อมเจียงพาไปนั้น นางพัดก็ตาย ( คำว่าตายเป็นคำพูดของคนท้องถิ่นอีสาน มิได้หมายเอาแต่ตายเข้าโลงอย่างเดียว แต่คนมีไข้อาการปางตายก็ เรียกว่าตายเหมือนกัน และบางทีก็ตายไปจริงๆ แต่กลับฟื้นคืนมา)

ครั้นนางพัดเป็นเช่นนั้น หม่อมเจียงจึงจำต้องส่งกลับมาให้ยายโม่ที่บ้านก่อ พอให้คนมาส่งแล้ว หม่อมเจียงยังคิดถึงเด็กอยู่ จึงใช้ให้คนมารับนางพัดไปอีก นางพัดก็ไป แต่พอถึงกึ่งทางก็ตายอีก คนมารับจึงส่งกลับคืน ต่อมาหม่อมเจียงก็ให้คนมารับเอาไปอีก แต่นางพัดก็เป็นอยู่เช่นเดิม เป็นอยู่อย่างนี้ถึงสามครั้งสามหน ในที่สุดจึงเป็นอันว่า นางพัดไม่อาจจะไปอยู่กับหม่อมเจียงได้

ต่อมาหม่อมเจียงก็ตาย ครั้นตายจึงมาทรงนางพัดด้วยความห่วงใย อยากให้นางพัดมีกินมีใช้ เพราะได้เคยเลี้ยงดูมาแต่ก่อน ได้ว่ากล่าวสั่งสอนมาแต่เด็กจึงเอ็นดูสงสาร นางพัดจึงเป็นคนทรงพอมีรายได้เลี้ยงชีวิตสืบมา ส่วนยายโม่แม่นั้นตายแล้ว

กล่าวถึงดงป่าพง ดงแห่งนี้เป็นดงใหญ่ อยู่ทิศตะวันตกของบ้านก่อ มีแหล่งน้ำอยู่ที่นี่แห่งหนึ่ง เป็นที่อาศัยของพวกสัตว์ป่า มีเสือและช้าง เป็นต้น พอได้ดื่มกิน แหล่งน้ำนี้มีชื่อว่าหนองป่าพง ที่ชื่อว่าหนองป่าพง เพราะอยู่ในเขตดงป่าพง ซึ่งว่ากันว่า ดงแห่งนี้มีต้นพงชุกชุมหนาแน่น ต่อมาบริเวณป่าใหญ่แถบนี้ก็หมดไป เพราะคนเข้าทำมาหากิน ยังเหลืออยู่แต่ป่าแห่งนี้เท่านั้น

สมัยก่อนดงใหญ่แห่งนี้เป็นจุดกลางป่าของขบวนช้างโขลงหนึ่ง นายโขลงชื่อด่าง นายด่างผู้นี้ความจริงมิใช่เป็นใหญ่เสียทีเดียว แต่เป็นลูกน้องของพ่อเลี้ยง เจ้าของช้างอีกทีหนึ่ง พ่อเลี้ยงนั้นอยู่อำเภอหล่มสัก จังหวัดเพชรบูรณ์ นายด่างทำหน้าที่เป็นนายโขลงแทน นำลูกน้องบริวารยกขบวนไปคล้องช้างจาก เขตโพธิพระลาย แขวงเมืองจำปาศักดิ์ ประเทศลาวสมัยก่อนโน้น เพื่อเอาไปขาย ทุกครั้งขบวนช้างของนายด่างจะต้องมาพักที่ดงป่าพงแห่งนี้ ทั้งขาขึ้นขาล่อง

ต่อมานายด่างก็ได้ยินกิตติศัพท์ว่า พ่อเลี้ยง นายของตัวตายเสียแล้ว ครั้นรู้ดังนั้น นายด่างจึงตัดสินใจไม่กลับไปบ้านของเจ้าของช้างอีก ช้างโขลงนี้จึงตกเป็นกรรมสิทธิ์แก่ตัว นายด่างได้ลงรากปักฐานอยู่ ณ ดงแห่งนี้สืบมา

ว่ากันว่าอุปนิสัยของนายจ้างหรือพ่อด่างผู้นี้เป็นคนดี นิยมนำคณะไปส่งส่วยเมืองโคราชอยู่เสมอ อยู่มานายด่างตายกลายเป็นเทพารักษ์อยู่ ณ ดงแห่งนี้ มีคำเล่าลือกันว่า พ่อด่างมีสมบัติคือ ทองคำและ เงินฝังไว้ที่นี่มากมาย แต่ไม่มีใครเลยจะสามารถยืนยันได้ว่า ฝังอยู่ที่ใด หรือมันอาจจะเป็นเพียงคำเล่าลือกันเท่านั้น พ่อด่าง เทพารักษ์นี้ศักดิ์สิทธิ์นัก ผู้ใดบังอาจบุกรุก เข้ามาตัดไม้ทำลายป่า กลับไปบ้านก็ตาย

และทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือของดงแห่งนี้ มีหนองน้ำอยู่อีกแห่งหนึ่งชื่อ หนองงูเหลือม หนองนี้ก็อยู่ในเขตอนุรักษ์ของพ่อด่างด้วยเหมือนกัน ใครล่วงล้ำเข้ามาจับปลาฆ่าสัตว์ ครั้นกลับถึงบ้านก็ตาย เพราะเหตุนั้นจึงมีธรรมเนียมอย่างหนึ่ง ชาวบ้านแถบนี้ถือกันว่า ถ้าอยากจะไปจับปลามากิน ต้องหาดอกไม้ธูปเทียนไปขอขมาลาโทษพ่อด่างก่อน ครั้นทำพิธีบวงสรวงแล้วให้รอดูจนกว่าพ่อด่างจะมาบอกอนุญาตทางความฝัน จึงให้หามากินได้ ถ้าไม่อย่างนั้น ขืนดื้อรั้นไป กลับถึงบ้านก็ตาย ชาวบ้านทั้งหลายต่างก็กลัวอำนาจความศักดิ์สิทธิ์อย่างมาก

ฝ่ายนายกาน มีนา จึงมาปลูกเรือนอยู่ใกล้ป่าพง ซึ่งเป็นเวลาที่หลวงพ่อชา เข้ามาอยู่ที่นี่แล้ว อยู่มาวันหนึ่ง เวลากลางคืน ปรากฏว่ามีหินลูกรังก้อนไม่โตนัก ตกใส่หลังคาบ้านของเขา แล้วจึงหล่นลงมา อีกครู่หนึ่งก็ตกลงมาอีก และเป็นอยู่เช่นนั้นทีแรกเจ้าของบ้านคิดว่า คนคงมาหยอกล้อหรือไม่ก็เกลียดชัง จึงมากลั่นแกล้ง เมื่อเขาออกมาแอบดูก็ไม่เห็นใคร เหตุการณ์เช่นนี้เกิดขึ้นถึงเช้า จนเป็นที่โจษจันกันไปทั่ว เจ้าของเก็บหินประหลาดเอาไว้ได้มากมาย พอเรื่องนี้ได้ยินไปถึงทหาร พวกเขาสนใจก็พากันมา วันหนึ่งพวกเขาเอาคนมาล้อมบ้านนายกานเข้าไว้แต่หัวค่ำ กะว่า คนจะไม่สามารถขว้างปาวัตถุสิ่งใดเข้าไปถึงได้ พวกเขามากันหลายคน ตอนนั้นเป็นตอนเย็น

เวลาได้ผ่านไปช้าๆ ความมืดของราตรีได้เข้ามาปกคลุมไปทั่วบริเวณนั้น ทุกคนต่างรอคอยเหตุการณ์ที่กะว่าจะเกิดขึ้น ทุกคนอยากทราบว่า ใครคือเจ้าของหินประหลาดเหล่านั้น และมันก็เกิดขึ้นจริงๆ เพราะทันใดนั้นหินก้อนหนึ่งก็ตกลงมาถูกหลังคาสังกะสี ทำให้เกิดเสียงดังขึ้น จนใครๆ ก็ได้ยิน ใครคนหนึ่งวิ่งพรวดออกไปจากที่ซ่อน เขาตามไปดูสิ่งนั้น ก็แน่ละ มันคือหินลูกรังธรรมดานั่นเอง

เขากลับออกมายังที่เดิม เพียงชั่วอึดใจเดียวหินก็ตกลงมาอีก ใครๆ ในที่นั้นต่างอยากจะร้องออกมาดังๆ ว่า “มึง เป็นใครกันโว้ย” เจ้าหมอนั่น มันเป็นใครกันผีหรือคน? และหินประหลาดนั้นก็ยังคงหล่นลงมา เรื่อยๆ มันไม่ใช่คนแน่แล้ว ถ้าเป็นคนมีหรือจะไม่เห็นตัว และหินที่ตกลงมานั้น มันลงมาในลักษณะหล่น มิใช่ถูกขว้างปา ทุกคนหัวเสียออกมาและพากันกลับไป พวกเขาลงความเห็นเหมือนกับชาวบ้านว่า “พ่อด่าง”

หรือว่าพ่อด่าง เทพารักษ์คิดอยากจะช่วยท่านอาจารย์สร้างโบสถ์ชั่วคราวสักหลังหนึ่ง ที่เป็นเหตุให้หินประหลาดเหล่านั้นมีมา และคล้ายกับว่าจะ เป็นจริงอย่างนั้น เพราะต่อมาหินเหล่านั้นก็ได้ถูกนำมาใช้ทำเป็นหินปูโบสถ์หลังเก่าในวัด

เรื่องราวต่างๆ ที่ข้าพเจ้านำมาเล่าในที่นี้ดูคล้ายกับว่าจะเป็นเรื่องเหลวไหล แต่หากว่าสิ่งเหล่านั้นมันก็เป็นธรรมชาติที่ปรากฏอยู่ในโลกอย่างหนึ่ง ซึ่งอาจจะเรียกว่า มันเป็นปรากฏการณ์ของโลกก็ได้ อย่างไรก็ตาม ถึงแม้ว่าสิ่ง เหล่านั้นจะมีอยู่แต่ในทางพระพุทธศาสนาก็ยังถือว่า เป็นเรื่องของอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา อยู่นั่นเอง ราวพุทธที่แท้จะต้องมีพระพุทธ พระธรรม และพระสงฆ์ที่รู้เรื่อง อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา อย่างแจ่มแจ้งเป็นที่พึ่ง จะไม่พึ่งรุกขเจดีย์ ป่าไม้ ภูเขาและจอมปลวกหรือบรรดาภูตผีและ เทวาอารักษ์ ชาวพุทธที่แท้จะต้องมีธรรมะอยู่ในจิตใจ จึงจะทำตัวให้เป็นที่พึ่งของตัว และสามารถพึ่งตัวเองไปได้ตลอดกาลนาน

ครั้งหนึ่งศาสตราจารย์ผู้ใฝ่ธรรมท่านหนึ่ง มากราบคารวะหลวงพ่อชาที่วัดของท่าน ท่านก็ได้ให้การต้อนรับแก่ศาสตราจารย์ท่านนั้นตามสมควร จากนั้นท่านจึงปรารภถึงเรื่องราวในอดีตว่า วัดหนองป่าพงเป็นมาอย่างไร ข้อความที่ท่านทั้งสองสนทนากันนั้น พอจะตัดทอนออกมาได้ดังนี้

ท่าน “วัดป่าพงนี้สมัยก่อนลำบากมาก ที่แห่งนี้เป็นดงใหญ่ เป็นที่อยู่ของพวกช้างพวกเสือต่างๆ มีหนองน้ำอยู่แห่งหนึ่งสำหรับสัตว์ป่าทั้งหลายมาอาศัยกิน อาตมามาอยู่ที่นี่ทีแรกไม่มีอะไรทั้งนั้น มีแต่ป่า ถนนหนทางอะไรอย่าไปพูดถึง การไปมาลำบากมาก ที่ที่พวกชาวนาเขาทำนาก็อยู่ไกล เขาไม่กล้าเข้ามาใกล้ป่านี้ พออาตมาเข้ามาอยู่แล้ว จึงมีคนมาทำนาใกล้ๆ เขาถือกันว่า เจ้าที่ที่นี่แรงมาก พวกที่เข้ามาตัดไม้ตัดฟืนในป่านี้ มักจะมีเหตุให้ล้มตายกันโดยมาก เจ้าที่ที่นี่แต่ก่อนเป็นนายโขลงช้าง พาลูกน้องไปคล้องช้างมาขาย ผ่านไปผ่านมาอยู่แถบนี้เสมอ และในที่สุดจึงตั้งหลักฐานอยู่ที่นี่ รักษาดงแห่งนี้ไว้ ป่ามันจึงพอมีเหลือจนอาตมาได้มาอาศัย ถ้าไม่อย่างนั้นป่าไม้หมดไปนานแล้ว"

ท่านศาสตราจารย์ “ท่านครับ แล้วทำไมเจ้าที่ที่ว่านี่ เขาจึงไม่ไปผุดไปเกิดสักทีเล่าครับ? เขาทำอะไรอยู่ที่นี่? หรือว่ามันเป็นอย่างไรกัน

ท่าน “ก็เหมือนคนบวชไม่ได้นั่นแหละ” 1

คำตอบสั้นๆ ของท่านทำให้ท่านศาสตราจารย์นื่งอึ้งไปครู่หนึ่ง แล้วจึงพยักหน้า เป็นการยอมรับ และพูดว่า “ถูกของท่าน อันนี้ถูกของท่าน”

ท่าน “อุปาทาน อำนาจของอุปาทานมันทำให้ยึดติดอยู่ มันเป็นอยู่อย่างนั้นเอง”

ท่านศาสตราจารย์พิจารณาอยู่ด้วยใจจดจ่อ ไม่ได้ถามอะไรอีกต่อไป และยังคงผงกศีรษะขึ้นๆ ลงๆ อยู่อย่างนั้น

เรื่องที่เกี่ยวกับพ่อด่าง เทพารักษ์นี้ยังมีที่เล่ากันอีกมากมาย แต่ เรื่อง เหล่านั้นมิใช่เรื่องที่มีความสำคัญอะไรมากนัก ที่ข้าพเจ้านำมากล่าวก็เพื่อจะให้ระลึกถึงอดีตหนหลังของสถานที่ที่ท่าน (หลวงพ่อชา ) เข้ามาตั้งรกรากอยู่ทีแรก เท่านั้น ข้อใหญ่ใจความของทั้งหมดนั้นคือ เรื่องต่างๆ ที่ข้าพเจ้าจะนำมาเล่าต่อไปนี้

ในปีพุทธศักราช 2522 หลวงพ่อชาได้รับนิมนต์ไปสหรัฐอเมริกา ครั้งนั้นท่านได้ไปเยี่ยมสำนักปฏิบัติธรรมของพระชาวคริสต์สำนักหนึ่ง โดยการนำของศิษย์ฆราวาสของท่านผู้หนึ่ง และมีพระภิกษุชาวอเมริกันติดตามไปด้วย ณ สำนักคริสเตียนแห่งนั้น ท่านได้พบกับบาทหลวงชรา เจ้าสำนักท่านหนึ่ง ซึ่งท่านทำหน้าที่เป็นผู้ต้อนรับ หลังจากที่ได้สนทนากันมากพอสมควรแล้ว และกำลังเดินชมวัด ท่านจึงได้กล่าวกับบาทหลวงชรานั้นว่า

“ธรรมที่แท้จริงไม่มีใครเป็นเจ้าของ ไม่ใช่ของใคร แต่เพราะความหลงผิด พอพระ เยซูไปพบเข้า เขาก็ว่า เป็นของพระเยซู พอพระพุทธเจ้าไปพบเข้า เขาก็ว่าธรรมะของพระพุทธเจ้า นั่นคือความโง่ของคนธรรมดา ความจริงแล้ว ธรรมะที่แท้ไม่ใช่ของใคร ธรรมะเป็นของธรรมชาติ เป็นสัจจธรรม ไม่มีชาติชั้นวรรณะ ไม่มีใครเป็นเจ้าของ เป็นสิ่งที่ผู้ปฏิบัติจะรู้เห็นได้ด้วยตนเอง”

เมื่อบาทหลวงชราได้ฟังท่านพูดอย่างนั้น ก็รู้สึกยินดีมาก ตรงเข้ามากอดท่าน และมีท่าทางเต็มไปด้วยความร่าเริง เบิกบาน แสดงความหมายว่า เราทั้งสองไม่มีอะไรผิดแปลกแตกต่างกัน ธรรมชาติอันบริสุทธิ์อย่างเดียวกันเป็นสิ่งที่เรามุ่งหวัง

ท่านเล่าว่า บาทหลวงชราดีใจจนถึงกับจูบแก้มท่าน และแสดงความบริสุทธิ์ใจออกมาให้เห็น ท่านเล่าพลางหัวเราะประหนึ่งว่า เหตุการณ์เหล่านั้น มันเพิ่งจะผ่านไปเมื่อครู่นี้เอง

“จะต้องให้รู้ด้วยตนเอง ธรรมะที่แท้จริงเหมือนรสของแอ๊ปเปิ้ล เรื่องรสของแอ๊ปเปิ้ล เราฟังดูเฉย ๆ ก็ไม่รู้ จะไม่รู้ว่า มันหวานหรือมันเปรี้ยวอย่างไร? นอกจากเราลองชิมแอ๊ปเปิ้ลนั้นแล้ว นั่นแหละ...จึงจะรู้แจ้งว่า รสของมันเป็นอย่างไร? อร่อยไหม? ไม่ต้องไปถามใครอีกแล้ว ปัญหามันจบที่ตรงนั้นเอง”

นี้เป็นส่วนหนึ่งของคำสอนที่ท่านให้แก่คนทุกชาติทุกภาษา

c õ d

ครั้งหนึ่ง มีคนกลุ่มหนึ่งมาถามปัญหาท่าน เป็นปัญหาเรื่องชาติหน้าภพหน้า เขาสงสัยว่า คนตายแล้วเกิดหรือไม่? ซึ่งปัญหานี้เป็นที่ถกเถียงกันมากในวงการนักศาสนาทั้งหลาย ต่อไปนี้เป็นคำถามของพวกเขา และคำตอบของท่าน

ผู้ถาม “หลวงพ่อครับ ชาติหน้ามีจริงไหม?”

ท่าน “ถ้าบอกจะเชื่อไหมล่ะ?”

ผู้ถาม “เชื่อ”

ท่าน “ถ้าเชื่อ...คุณก็โง่”

ผู้ถาม “คนตายแล้วเกิดไหม?”

ท่าน “จะเชื่อไหมล่ะ? ถ้าเชื่อ...คุณโง่หรือฉลาค?”

แล้วท่านจึงสอนต่อไปว่า...

“หลายคนมาถามอาตมา เรื่องนี้ อาตมาก็ถามเขาอย่างนี้เหมือนกันว่า ถ้าบอกแล้วคุณจะเชื่อไหม? ถ้าเชื่อคุณก็โง่ เพราะอะไร ก็เพราะมันไม่มีหลักฐาน-พยานอะไรที่จะหยิบมาให้ดูได้ ที่คุณเชื่อเพราะคุณเชื่อตามเขา คนเขาว่าอย่างไร คุณก็เชื่ออย่างนั้น คุณไม่รู้ชัดด้วยปัญญาของคุณเอง คุณก็โง่อยู่ร่ำไป ทีนี้ถ้าอาตมาตอบว่า คนตายแล้วเกิด หรือว่า ชาติหน้ามี อันนี้คุณต้องถามต่อไปอีกว่า ถ้ามี พาผมไปดูหน่อยได้ไหม? เรื่องมันเป็นอย่างนี้ มันหาที่จบลงไม่ได้ เป็นเหตุให้ทะเลาะทุ่มเถียงกันไปไม่มีที่สิ้นสุด

ที่นี้ ล้าคุณถามว่าชาติหน้ามีไหม? อาตมาก็ถามว่าพรุ่งนี้มีไหม? ถ้ามีพาไปดูได้ไหม? อย่างนี้ คุณก็พาไปดูไม่ได้ ถึงแม้ว่าพรุ่งนี้จะมีอยู่ แต่ก็พาไปดูไม่ได้ อย่างนี้ เป็นต้น ถ้าวันนี้มี พรุ่งนี้ก็ต้องมี แต่สิ่งนี้มันเป็นของที่จะหยิบยกเอามาเป็นวัตถุตัวตนให้เห็นไม่ได้

ความจริงแล้ว พระพุทธองค์ท่านไม่ให้เราตามไปดูถึงขนาดนั้น ไม่ต้องสงสัยว่าชาติหน้ามีหรือไม่มี ไม่ต้องไปถามว่า คนตายแล้วจะ เกิดหรือไม่เกิด... อันนั้นมันไม่ใช่ปัญหา มันไม่ใช่หน้าที่ของเรา หน้าที่ของเราคือ เราจะต้องรู้จักเรื่องราวของตัวเองในปัจจุบัน เราต้องรู้ว่า เรามีทุกข์ไหม? ถ้าทุกข์ มันทุกข์เพราะอะไร? นี้คือสิ่งที่เราจะต้องรู้ และ เป็นหน้าที่โดยตรงที่เราจะต้องรู้ด้วย พระพุทธเจ้าท่านสอนให้เราถือเอาปัจจุบันเป็นเหตุของทุกอย่าง เพราะว่าปัจจุบันเป็นเหตุของอนาคต คือถ้าวันนี้ผ่านไป วันพรุ่งนี้มันก็กลายมาเป็นวันนี้นี่เรียกว่าอนาคตคือพรุ่งนี้ มันจะมีได้ก็เพราะวันนี้เป็นเหตุ ทีนี้อดีตก็เป็นไปจากปัจจุบัน หมายความว่า ถ้าวันนี้ผ่านไป มันก็กลายเป็นเมื่อวานนี้เสียแล้ว นี่คือเหตุที่มันเกี่ยวเนื่องกันอยู่ฉะนั้น พระพุทธเจ้าท่านจึงสอนให้เราพิจารณาเหคุทั้งหลายในปัจจุบัน เท่านี้ก็พอแล้ว ถ้าปัจจุบันเราสร้างเหตุไว้ดี อนาคตมันก็จะดีด้วย อดีตคือวนนี้ที่ผ่านไป มันย่อมดีด้วย และที่สำคัญที่สุดคือ ถ้าเราหมดทุกข์ได้ในปัจจุบันนี้แล้ว อนาคตคือชาติหน้าก็ไม่จำเป็นที่จะต้องพูดถึง”

คนหนึ่งพูดว่า “กลัวว่าชาติหน้าจะไม่ได้เกิด”

ท่าน “นั่นแหละยิ่งดี กลัวมันจะเกิดเสียด้วยซ้ำไป”

แล้วท่านจึงพูดต่อไปว่า...

“ในครั้งพุทธกาล สมัยที่พระพุทธเจ้ายังทรงมีชีวิตอยู่ มีพราหมณ์คนหนึ่งมีความสงสัยว่า คนตายแล้วไปไหน? คนตายแล้วเกิดอีกหรือไม่? แกจึงมาหาพระพุทธเจ้า ถามว่าคนตายแล้วเกิดไหม? ถ้าพระองค์ตอบได้ก็จะมาบวชด้วย แต่ถ้าตอบไม่ได้หรือไม่ตอบ แกก็จะไม่บวช แกว่าของแกอย่างนั้น พระพุทธเจ้าจึงตอบว่า มันเป็นเรื่องอะไรของฉันเล่า พราหมณ์จะบวชหรือไม่บวช มันเป็นเรื่องพราหมณ์ ไม่ใช่เรื่องของฉัน พระองค์ตรัสว่า ถ้าตราบใดที่พราหมณ์ยังมีความเห็นว่า มีคนเกิดหรือมีคนตาย คนตายแล้วเกิด หรือคนตายแล้วไม่เกิด ถ้าพราหมณ์ยังมีความเห็นอยู่อย่างนี้ พราหมณ์ก็จะเป็นทุกข์ทรมานอยู่อีกหลายกัลป์ ทางที่ถูกนั้น พราหมณ์จะต้องถอนลูกศรออกเสียบัดนี้ พระพุทธเจ้าท่านว่า ความจริงแล้วไม่มีใครเกิดไม่มีใครตาย พราหมณ์คนนั้นฟังไม่รู้เรื่อง และจนกว่าแกจะได้เรียนรู้เรื่องอนิจจัง ทุกขัง อนัตตาให้เข้าใจถ่องแท้เสียแล้วนั่นแหละ จึงจะเข้าใจคำพูดของพระองค์ได้ นั่นจึงจะเรียกว่า การรู้เห็นตามเป็นจริงด้วยปัญญา เป็นการเชื่อด้วยปัญญา พระพุทธ เจ้าสอนอย่างนี้ ไม่ได้สอนว่า ให้เชื่อว่าคนตายแล้วเกิดหรือไม่เกิด ชาติหน้ามีหรือไม่มี อย่างนั้นไม่ใช่เรื่องเชื่อหรือไม่เชื่อ จะถือเอาเป็นประมาณไม่ได้ จะถือเอาเป็นหลักเกณฑ์ไม่ไค้ ดังนั้นที่คุณถามว่า ชาติหน้ามีไหมนั้น อาตมาจึงถามคุณว่า ถ้าบอกแล้วคุณจะ เชื่อไหม? ถ้าเชื่อ โง่หรือฉลาด?อย่างนี้เข้าใจไหม? ให้เอาไปคิดดูเป็นการบ้านนะ “

c õ d

คราวหนึ่งอีก ที่ เมืองนอก มีแหม่มฝรั่งคนหนึ่งถามท่านว่า คนตายแล้วไปไหน? ท่านได้ฟังจึงเป่าเทียนที่อยู่ใกล้ๆ นั้นให้ดับไป และถามหล่อนว่า

“เทียนดับแล้วไปไหน”

หล่อนรู้สึกงุนงงในคำตอบของท่านมาก แต่ไม่ได้พูดอะไรออกมา ท่านจึงถามอีกว่า

“พอใจหรือยัง? ที่ตอบปัญหาอย่างนี้”

หล่อนตอบว่า “ไม่พอใจ”

ท่านจึงว่า “เราก็ไม่พอใจในคำถามของเธอเหมือนกัน”

c õ d

ใครคนหนึ่งถามว่า “หลวงพ่ออายุเท่าไร?”

ท่านตอบว่า “ไม่มีอายุ” 4

อีกครั้งหนึ่งมีคนถามท่านว่า “ปีนี้หลวงพ่ออายุได้เท่าไหร่

ท่านตอบว่า “พอดี” 5

c õ d

มีคนมากมายมาหาท่าน บ้างก็มาขอพร เพื่อปรารถนาให้สำเร็จในสิ่งที่ตนมุ่งหวัง บ้างก็มาขอให้ท่านแผ่เมตตา เพื่อบุตรของตนสอบเข้ามหาวิทยาลัยได้ บ้างก็มาถามปัญหาในชีวิต การครองเรือน และบางคนมาเพื่อฟังธรรมจากท่าน ที่ขอมาพักอยู่ชั่วคราว เพื่อฝึกปฏิบัติภาวนาก็มี

ในบรรดาบุคคลประ เภทต่างๆ เหล่านั้น ที่ดินทางลัดที่สุด ก็เห็นจะได้แก่พวกสุดท้าย แต่บางกลุ่มหรือบางคนมาเพื่อให้เห็นท่านเท่านั้นก็มี

วันหนึ่ง ชายคนหนึ่งมาเพื่อจะได้เห็นท่าน ได้เวลาพอแล้ว เขาจึงลากลับ ก่อนจะกลับเขาคลานเข้าไปหมอบอยู่แทบเท้าท่าน และขอให้ท่านรดน้ำมนต์ให้ สักครู่หนึ่ง เขาจึงได้ยินท่านพูดออกมาว่า

“วันนี้ไม่ได้ต้มน้ำร้อน”

ท่านสอนอีกว่า...

“คนมาขอน้ำมนต์ เราคิดว่า ที่นี้ต้องเอาน้ำร้อนเดือดๆ รดให้ คนกิเลสหนาทั้งนั้น รดให้มันหนังพองไปเลย ต้องสอนกันเจ็บๆ บ้าง เราบอกให้ภาวนาไม่เอา ชอบเอาแต่น้ำมนต์ ขอรดน้ำมนต์เพื่อจะได้ช่วยขจัดปัดเป่า ผ่อนคลายอย่างนั้นอย่างนี้ ที่ให้ไปนั้น เราให้ไปตามประสีประสาอย่างนั้นเอง ที่นี้มา จะเอาน้ำร้อนรดให้ คนมันยังเป็นเด็กก็เป็นอย่างนี้กันทั้งนั้น น้ำมนต์จะช่วยอะไรใครได้ ถ้าได้ดังใจก็หัวเราะ ถ้าไม่ได้ดังใจก็ร้องไห้ มันเป็นแต่อย่างนั้นกันทุกคน ดังนั้น คนส่วนมากในโลกจึงมีแต่คนโง่ ผู้มีปัญญา เขามักจะมาหาทางพ้นทุกข์ แสวงหาทางปฏิบัติให้เกิดปัญญาจริงๆ รู้ธรรมะ มีธรรมะอยู่ในใจ เขาก็เป็นคนสงบระงับ สอนตัวเองได้ทุกเวลา ก็สบายเท่านั้น ไมต้องหัวเราะ ไม่ต้องร้องไห้”

อีกครั้งหนึ่ง ท่านพูดเกี่ยวกับน้ำมนต์ว่า

“เมื่อมีคนมาขอน้ำมนต์ อาตมาห้ามแล้วห้ามอีก ห้ามมาหลายสิบปีแล้ว แต่เขาไม่ยอมเชื่อฟัง ห้ามไม่ได้...น้ำมนต์นั้น ความจริงก็คือน้ำธรรมดาๆ นี่เอง แต่คนเราติดกันเหลือเกิน พากันหลงงมงายไปหมด เขาคิดว่ามันช่วยเหลือเขาได้จริงๆ

สมัยนั้น ไปภาวนาใหม่ๆ ยังไม่รู้เรื่องอะไรถูก อะไรผิด เรียกว่ายังไม่รู้หนทางปฏิบัติ เคยเห็นพระหลวงตาองค์หนึ่งท่านมีลูกประคำ เส้นยาวๆ ไม่รู้ว่าเอาลูกอะไรทำ

เรามานั่งคิดถึงหลวงตาองค์นั้น อยากจะได้ลูกประคำอย่างท่านมาลองดู

พอดีวันหนึ่ง พวกลิงมาหักกิ่งตะแบกเล่นอยู่ใกล้กับกุฏิของเราบนภูเขา ลูกตะแบกมันจึงหล่นลงมา เราก็โชคดีได้ลูกตะแบกเอามาภาวนา นับลูกตะแบกไปด้วย สวดมนต์ไปด้วย สวดอิติปิโสร้อยแปด พอครบร้อยแปดทีหนึ่ง ก็ทิ้งลูกตะแบกทีหนึ่ง จบรอบหนึ่งก็ทิ้งลูกหนึ่ง ทำอยู่อย่างนี้

จึงมาคิดว่า เราทำอย่างนี้เพื่ออะไรกัน?

พอคิดได้ดังนั้น จึงเลิกวิธีนับลูกตะแบก

พอถึงวันรุ่งขึ้น มีคนมาขอน้ำมนต์ เราจึงเอาลูกตะแบกมาล้างในน้ำมนต์ให้เขา ดีอกดีใจกันใหญ่ เขาว่าอย่างนี้ก็วิเศษเลย

เราได้แต่หัวเราะ คิดว่า พวกนี้มันโง่เหลือเกิน ไม่รู้เรื่องรู้ราวเอาเสียเลย”

c õ d

ครั้งหนึ่งมีคนมาหาท่านและถามว่า “พระธาตุมีจริงไหมดรับ

ท่านตอบว่า “ไม่รู้โว้ย”

ท่านกล่าวกับพระเณรสานุศิษย์ของท่านว่า

“คนทุกวันนี้สู้กระรอกกระแตไม่ได้ กระรอกกระแตนั้นมันรู้จักผลไม้ต้นไหนหวานหรือไม่หวาน เช่นพวกลูกยาง มะไฟ มะ เขืออะไร เหล่านี้ ถ้าต้นไหนเถาไหนหวาน เราไม่ได้กิน มันกินหมด เราโง่กว่ามัน

ผมจึงว่าคนทุกวันนี้สู้กระรอกกระแตไม่ได้ เพราะคนไม่ค่อยรู้จักถูกรู้จักผิด ไม่รู้ว่าอะไรควรเชื่อหรือไม่ควรเชื่อ เขาว่าอะไรดีก็ดี เขาว่า พระธาตุดีก็วิ่งมาหาพระธาตุ เขาว่าพระเจ้าเมตตรัยเกิดแล้ว ก็วิ่งไปดู เขาว่าพระองค์นั้น พระองค์นี้ เป็นพระอรหันต์ ก็เฮโลกันไปทำบุญทำทาน เหมือนพวกอยู่ปริวาสนั่นแหละ วัดไหนจัดปริวาสแล้วคนไปกันเยอะ เขาประกาศว่า ทำบุญกับพระบริสุทธิ์ มันได้บุญมาก พระอยู่กรรมพ้นอาบัติแล้วท่านเป็นพระบริสุทธิ์ ใครทำบุญตอนนี้ดีมาก คนก็เชื่อ พากันไปทำบุญให้ทานวุ่นวาย

มันจะบริสุทธิ์อย่างไร?

พระยังไม่หมดกิเลส

พระบริสุทธิ์จริงๆ ก็ต้อง เป็นพระหมดกิเลส

นั่นมันพระต้องอาบัติ เป็นพระนักโทษ เพิ่งจะพ้นโทษออกจากคุกจากตะรางมาใหม่ๆ จะว่ามันบริสุทธิ์ได้อย่างไร?

คนจนไม่ฉลาด ไม่มีปัญญา มันเป็นอย่างนั้นแหละ คนที่จะรู้เรื่องได้ถูกได้ตรงจริงๆ นั้น ไม่มี อยู่ปฏิบัติกันไปให้สงบระงับนั้น ทำไม่เป็น มันจึงสู้พวกกระรอกกระแตไม่ได้

ผมเคยพูดกับพวกกรุงเทพฯ ที่มาว่า ทุกวันนี้มีแต่คนชอบทำบุญ เป็นนักแสวงบุญ แต่ไม่มีคนละบาป บุญก็ทำ บาปก็ไม่ทิ้ง นั่นคือคนไม่รู้จักดีไม่รู้จักชั่ว จึงวิ่งกันไปวุ่นวาย

เราพาปฏิบัติอย่างนี้เขาไม่ชอบ บางคนว่ามันขาดประโยชน์...หัวโบราณ เขาว่าอย่างนี้ก็มี

วันนั้นมีพระรูปหนึ่งมาจากกรุงเทพฯ มาเห็นพระวัดป่าพงปฏิบัติกันเงียบๆ รักษาวินัยเก่าๆ ข้อวัตรเก่าๆ ผ้าสีเศร้าหมอง ท่านมาเห็นแล้วจึงว่า อยู่เป็นพระโบราณอย่างนี้ก็ดีเหมือนกันนะ ท่านว่าอย่างนี้ คิดดูซิว่าโง่ไหม?”

c õ d

วันหนึ่ง ท่านพูดกับพระเณรว่า

“ในครั้งพุทธกาล คราวที่พระพุทธเจ้าตรัสรู้ใหม่ๆ ท่านไปสอนสาวก จนมีสาวกเกิดขึ้นในพระศาสนามากมาย คราวแรกๆ มีไม่กี่องค์ ท่านจึงบอกว่าให้แยกกันไปเผยแพร่ธรรมะ ไปสอนประชาชนให้เขารู้ธรรมะรู้ข้อปฏิบัติ ทีนี้การไปนั้นท่านไม่ให้ไปเป็นกลุ่ม เพราะมีพระน้อย ท่านให้ไปองค์ละทาง ทีนี้เรามาคิดดูซิว่า พระที่ท่านส่งไปประกาศพระศาสนานั้นเป็นพระชนิดไหน? พระที่ไปสอนประชาชนคราวนั้นท่านเป็นพระอรหันต์ เป็นผู้ไม่ติดอยู่ในมนุษย์สมบัติ ไม่ติดในสวรรค์สมบัติ ท่านไม่ติดอยู่ในอะไรๆทั้งหมดแล้ว...ท่านจึงไปท่านปฏิบัติตัวของท่านเองก่อน ปฏิบัติจนรู้เห็นธรรมะได้จริงๆ แล้วท่านจึงไปสอนคนอื่น ธรรมะที่ไปประกาศนั้นเป็นของบริสุทธิ์ เพราะท่านปฏิบัติได้บริสุทธิ์แล้ว

แต่ดูทุกวันนี้ซิ พระเราเป็นอย่างไร?

เราชอบพูดกันว่า ต้องไปประกาศศาสนา ไปโปรดสัตว์ แต่ดูๆ แล้ว เห็นแต่ให้สัตว์มันโปรดทั้งนั้น เราไปเทศน์โปรดเขา แต่เขาโปรดเราไม่รู้เรื่อง ไม่ทันไรวิ่งออกไปเสียแล้ว

ดังนั้น ผมสอนให้ปฏิบัติกันไปเรื่อยๆ อย่ากระตือรือร้นในการที่จะสอนคนอื่นเลย สอนตัวเราเองก่อน ถ้าเราสอนตัวเราได้แล้ว ทำตัวเองให้หมดกิเลสได้แล้ว นั่นแหละพระศาสนาเจริญแล้ว เราจะไปสอนคนอื่นตามกาลตามสมัยก็ทำได้ และธรรมะนั้นก็เป็นของบริสุทธิ์ด้วย

ในคราวนั้น คนเขานิมนต์ครูบาจารย์ทองรัตน์ไปเทศน์สองธรรมาสน์ ท่านก็ไป เขานิมนต์ไปเทศน์ที่ไหน ไปทั้งนั้น

คราวนั้นได้เทศน์คู่กับท่านพระครูองค์หนึ่ง พอท่านตั้งคำถามมา ครูบาจารย์ทองรัตน์ท่านก็เทศน์ไปตามเรื่องราวของท่าน ไม่ตอบให้ตรงกับปัญหาเขาสักที ไม่สนใจด้วยว่า จะตั้งกระทู้ถามข้อไหน? เขาถามมาอย่าหนึ่ง ท่านก็เทศน์ของท่านไปอย่างหนึ่ง พูดแต่เรื่องการปฏิบัติของท่าน ทำให้ท่านพระครูจนปัญญา ไม่รู้จะถามอย่างไรให้ท่านจนแต้มได้ ครูบาจารย์ทองรัตน์ท่านมีนิสัยแปลกมาก

มีอยู่คราวหนึ่งเขานิมนต์ไปเทศน์สองธรรมาสน์อีกเหมือนกัน ท่านก็ไป..ไม่เคยกลัว

คราวนี้ดูเหมือนเทศน์คู่กับท่านมหาองค์หนึ่ง เป็นพระไปเรียนมาจากกรุงเทพฯ ตอนไปนั้น ครูบาจารย์ทองรัตน์ท่านไปถึงก่อน ท่านเป็นพระเถระผู้ใหญ่แต่ต้องไปนั่งรอ ต่อมาท่านมหาองค์นั้นก็มาถึง ท่านขี่ม้ามา พอถึงก็จะขึ้นธรรมาสน์ ครูบาจารย์ทองรัตน์ท่านนั่งดูอยู่ เมื่อท่านเห็นดังนั้น จึงพูดขึ้นดังๆ ว่า

“เฮ้ย ระวังดีๆ นะเทศน์ให้ดีๆ ถ้าเทศน์ไม่ดีเดี๋ยวตกธรรมาสน์นะ จะบอกให้ มันจะเอาอะไรมาสอนเขาได้ แม้แต่ตัวมันยังรักษาพระวินัยไม่ได้ ขี่ม้ามานั่นมันไม่ผิดหรือ? ระวังตัวให้ดีก็แล้วกัน"

ท่านว่าแล้วก็นั่งเฉย ในจิตของท่านไม่มีอะไร?

นี่คือการสอนของครูบาอาจารย์ เก่าๆ ท่านรอบคอบอย่างนี้ เราต้องสอนตัวเองให้ได้ก่อน จึงไปสอนคนอื่น ไม่ใช่เอาแต่จะสอนคนอื่น แต่ตัวเองไม่สอน เหมือนกับทุกวันนี้”

ท่านเล่าต่อในตอนท้ายอีกว่า

พอท่านมหาฯ ได้ยินครูบาจารย์เฒ่าตะโกนขึ้นอย่างดัง ด้วยสุ้มเสียงน่าเกรงกลัวเช่นนั้น ดูเหมือนว่าไม่กล้าขึ้นธรรมาสน์ด้วยซ้ำ รีบกลับไปเสียทันที

c õ d

ในหนังสือชีวประวัติของท่าน ฉบับที่ท่านพระอาจารย์มหาอมร เขมฺจิตฺโตเขียนนั้น มีอยู่ตอนหนึ่งว่า

พระหลวงตาองค์หนึ่งมาจากถิ่นอื่น จะมาขออยู่กับท่าน แต่ในสำนักของท่านมีกฎห้ามไม่ให้พระเณรรับเงินและทองเหมือนฆราวาส หรือแม้แต่ฝากให้เขาเก็บเพื่อตนก็ไม่มี เพราะเป็นการผิดพระวินัย ข้อนี้เป็นกฎที่เคร่งครัดมากสำหรับวัดหนองป่าพง

ที่นี้พระหลวงตาองค์นั้นมา จึงขอต่อรองกับท่านว่าจะอยู่ด้วย แต่จะขอให้เงินทองเหมือนเดิม โดยจะไม่ยึดมั่นถือมั่น อย่างนี้จะได้หรือไม่?

ข้อนี้ท่านตอบคำถามของพระหลวงตาองค์นั้นได้อย่างซาบซึ้งเหลือเกินว่า

“ถ้าท่านกินเกลือไม่เค็ม ท่านก็อาจทำได้”

c õ d

อีกวันหนึ่ง มีนายทหารผู้ใหญ่ท่านหนึ่งมากราบคารวะท่านอาจารย์ที่วัด หลังจากได้ทักทายปราศรัยกันตามสมควรแล้ว นายทหารท่านนั้นจึงถามปัญหาข้อข้องใจบางอย่างกับท่าน

ถาม “ใต้เท้าครับ กระผมมีความสงสัยมานานแล้ว เกี่ยวกับเรื่องศีลข้อที่ว่า ห้ามไม่ให้ฆ่าสัตว์ ข้อนี้นะครับถ้าสมมติว่า เราตั้งใจว่าจะไม่ฆ่าเขา แต่ทีนี้เขาจะมาฆ่าเรา ถ้าอย่างนี้แล้ว จะทำอย่างไรครับ? เช่นพวกศัตรูแผ่นดินนั่นแหละครับ ถ้าเราไม่ฆ่าเขา แต่เขาจะฆ่าเรา นี้จะมีวิธีแก้อย่างไร ?

ท่าน “ไม่ใช่อย่างนั้น พระพุทธเจ้าไม่ได้สอนอย่างนั้น ท่านไม่ได้สอนว่า ให้นาย ก. ฆ่านาย ข. แต่นาย ข. อย่าไปฆ่านาย ก. ท่านไม่ได้ว่าอย่างนั้น ศีลข้อที่ห้ามไม่ให้ฆ่านี้ ห้ามทุกฝ่าย นาย ก. ก็อย่าฆ่านาย ข. และนาย ข. ก็อย่าฆ่านาย ก. พระพุทธเจ้าท่านสอนอย่างนี้ และถ้าจะถามว่าเมื่อเขาจะฆ่าเรา เราจึงฆ่าเขา อย่างนี้จะบาปไหม? ก็ตอบว่ามันต้องบาปซิ จึงต้องฆ่ากันอย่างนั้น ถ้าพ้นจากเรื่องบาป มันก็ต้องไม่ฆ่ากัน อันนี้มันเป็นเรื่องของโลก เรื่องของโลก เขาก็เป็นอยู่อย่างนี้เพราะมันเป็นโลก มันจึงฆ่ากัน... จึงได้เบียดเบียนกัน ถ้าไม่อย่างนั้น โลกก็เป็นธรรมะ เท่านั้น ดังนั้น ผู้มีปัญญาจึงหาทางออก พระพุทธเจ้าจึงทิ้งหมดเลย ท่านเห็นว่า โลกมันมีบาปมาก สกปรกมาก ทีนี้สำหรับพวกเราที่ยังอยู่ในโลก เราจะทำอย่างไร? เราก็ต้องใช้ปัญญา ถ้ามีปัญญาจะรักษาศีลก็ง่าย มีปัญญาแล้วศีลก็สมบูรณ์ ถ้าขาดปัญญา ศีลก็จะรักษาไม่ได้ เรื่องศีล สมาธิ ปัญญา ทั้งสามสิ่งนี้ มันเป็นไวพจน์ซึ่งกันและกัน มันเกี่ยวเนื่องกันอยู่

อาตมาจะเปรียบเทียบให้ฟังสักข้อหนึ่งว่า เหมือนสุนัขบ้าหรือหมาบ้านั้น มันเที่ยวไล่กัดใครต่อใครให้วุ่นวายอยู่ กัดคนโน้นแล้วกัดคนนี้ ทีนี้มีคนๆ หนึ่งคิดขึ้นว่า ต้องฆ่ามันเสีย จึงจะจบเรื่อง เพราะหมาบ้าตัวนี้ มันทำความเดือดร้อนแก่คนทั้งหลาย คนๆนั้นจึงฆ่าหมาบ้าตัวนั้นเสีย ทีนี้ ถ้าจะถามว่าบาปไหม? เราจะตอบว่าอย่างไร? เราก็ต้องตอบว่า ถึงบาปมันก็ เป็นประโยชน์แก่คนส่วนมาก เราจะเอาอย่างนั้นไหม? ถ้าฆ่าแล้วไม่เดือดร้อน กับไม่ฆ่าแล้วหมามันกัดคน

ศีลข้อนี้ถ้าทุกคนรักษาได้ บ้านเมืองก็จะไม่วุ่นวาย โลกจะไม่เดือดร้อน เพราะมันไม่รักษาศีล ข้อนี้เอง ปัญหาทุกอย่างจึงเกิดขึ้น ความเดือดร้อนจึงได้เกิดขึ้น สร้างความยุ่งยากให้ผู้ปกครองบ้านเมือง เป็นทุกข์กันไปหมด ที่ท่านห้ามไม่ให้ฆ่าสัตว์นับตั้งแต่มดแมลงขึ้นไปนั้น เพราะว่าถ้ามันฆ่ามดแมลงได้ นกหนูมันก็ฆ่าได้ เป็ดไก่วัวควาย หรือช้างหรือม้ามันก็ฆ่าได้ และถ้าฆ่าช้างฆ่าม้าได้ มันฆ่าคนได้ ในที่สุดมันจะฆ่าพระอรหันต์ก็ได้ เรื่องมันต่อไต่ไปอย่างนี้ ท่านจึงห้ามเสียให้หมดเลย ไม่ให้ฆ่าอะไรทั้งนั้น แม้แต่มดแมลงก็ไม่ให้ฆ่า แต่ถ้ามันต้องฆ่าจะเป็นอย่างไร? มันจะ เป็นอย่างไร มันก็เป็นโลกเท่านั้น ในที่สุดแล้ว ผู้ที่มีปัญญาย่อมหาทางออก ให้มันน้อยที่สุดจนไม่มีอะไรเลยโน่นแหละ พอจะเข้าใจหรือยัง