#echo banner="" ประวัติ หลวงปู่ฉลวย สุธมฺโม/

คลิกเมาส์ที่ใดก็ได้ในเฟรมนี้เพื่อเรียกเมนูด่วน

อัตชีวประวัติหลวงปู่ฉลวย สุธมฺโม (ต่อ)

โพสท์ในลานธรรมเสวนา กระทู้ที่ 007086 - โดยคุณ : mayrin [ 15 พ.ย. 2545]

ไปหน้า     ๒

ญัตติเป็นคณะธรรมยุตติกนิกาย

พระธรรมเจดีย์ (จูม พนฺธุโล)

เมื่อพระอุปัชฌาย์ไม่ได้กล่าวถึงเรื่องการลาสิกขา เมื่อวันที่ ๑๕ มีนาคม พ.ศ. ๒๔๙๑ เวลา ๒๐.๔๒ น. หลวงปู่ฉลวยและหลวงพ่อก้าน จึงได้ญัตติจากคณะมหานิกาย เป็นคณะธรรมยุตติกนิกาย ณ วัดโพธิสมภรณ์ ต.หมากแข้ง อ.เมือง จ.อุดรธานี โดยมี พระธรรมเจดีย์ พนฺธุโล (จูม จันทรวงศ์) เป็นพระอุปัชฌาย์ พระครูประสาทคณานุกิจ เป็นพระกรรมวาจา ได้ฉายาว่า "สุธมฺโม" และ “ฐิตธมฺโม" ตามลำดับ ขณะนั้น หลวงปู่มีอายุ ๔๒ ปี

เมื่อพระพุทธรูปมาถึงแล้ว หลวงปู่และหลวงพ่อก้าน จึงอัญเชิญต่อไปยังวัดป่าบ้านภู่ และท่านทั้งสองก็ได้จำพรรษาที่วัดป่าบ้านภู่นี้อีก ๑ พรรษา ได้สร้างเสนาสนะ และเทศนาสั่งสอนญาติโยมให้เกิดศรัทธาความเลื่อมใส ส่วนในการปฏิบัติภาวนานั้น หลวงปู่จะมีนิมิตภาพเจดีย์ของวัดใหญ่ชัยมงคลปรากฏอยู่เสมอ

ท่านจึงเกิดความสงสัยว่า วัดใหญ่ชัยมงคลกับท่านนั้น มีความสัมพันธ์อะไรกันหนอ เมื่อออกพรรษาแล้ว ท่านจึงชักชวนหลวงพ่อก้านออกธุดงค์กลับมายังจังหวัดพระนครศรีอยุธยา โดยมีสามเณรติดตามมาด้วยองค์หนึ่ง ส่วนวัดป่าบ้านภู่นั้น หลวงปู่ได้นิมนต์ พระอาจารย์กู่ ธมฺมทินโน มาเป็นเจ้าอาวาสแทน

พระอาจารย์กู่ ธมฺมทินโน

การกลับมาบ้านเกิดครั้งนี้ สิ่งหนึ่งที่ท่านจะตรวจสอบด้วยก็คือ เมื่อไปใกล้บ้านโยมอุปัฏฐากแล้ว จิตใจจะยังหวั่นไหวอยู่หรือไม่ ก็ปรากฏเมื่อไปถึงแล้วว่า ไม่มีความคิดที่จะหวนคืนไปยังเพศฆราวาสอีกเลย

เมื่อหลวงปู่ฉลวย หลวงพ่อก้าน และสามเณร มาถึงจังหวัดพระนครศรีอยุธยาแล้ว ก็หาที่พักพอเป็นไปได้ ต่อมาจึงได้โยมคนหนึ่ง เป็นผู้พาไปดูสถานที่ของวัดใหญ่ชัยมงคล

วัดใหญ่ชัยมงคลเป็นวัดที่ถูกปล่อยให้รกร้างเกิดศึกสงครามกับพม่า ยังไม่มีพระมาปักหลักอยู่ เนื้อที่ของวัดมีหลายร้อยไร่ ถูกชาวบ้านรุกเข้ามาทำประโยชน์ก็มาก ที่เหลือก็รกร้างไปด้วยต้นหนามและหมามุ่ยรกทึบ จึงเป็นที่หลบซ่อนของพวกมิจฉาชีพต่าง ๆ พวกขโมย ขโมยวัวควายมาได้ ก็นำมาฆ่าในนี้ พวกขี้ยาก็มาหลบเสพกันในนี้ อาศัยสถานที่ทำสิ่งผิดกฎหมายต่าง ๆ

เมื่อกลับมายังที่พักแล้ว ขณะภาวนาหลวงปู่เกิดนิมิตปรากฏเป็นภาพพระพุทธรูปองค์ใหญ่ยืนอยู่ ๓ องค์ องค์แรกเซจะล้มลง องค์ที่สองเข้ามาประคองไว้ทัน เมื่อภาพพระหายไปแล้ว ก็ปรากฏเป็นภาพมีด และหลวงปู่ก็เข้าไปจับมีดนั้นไว้ ท่านพิจารณาในนิมิต ที่เป็นพระพุทธรูป ๓ องค์นั้น ได้ความว่า

หากแบ่งศาสนาเป็น ๓ ยุค พุทธศาสนาก็ผ่านพ้นไปได้ยุคหนึ่ง แม้จะเสื่อมโทรมลงบ้าง แต่ก็จะกลับรุ่งเรืองดังเดิม และนิมิตที่เป็นมีดนั้น ได้ความว่า ตัวท่านจะต้องฟันฝ่าอุปสรรคเป็นอันมาก เมื่อได้ความดังนี้แล้ว ท่านจึงเล่าให้หลวงพ่อก้านฟัง

พระเจดีย์วัดใหญ่ไชยมงคล

จ.พระนครศรีอยุธยา

ท่านทั้งสอง จึงตกลงใจไปอยู่ที่วัดใหญ่ชัยมงคล และตั้งปณิธานร่วมกันว่า จะรักษาและกอบกู้พระธรรมวินัยให้ถูกต้อง เพื่อให้ศาสนาของพระพุทธองค์มีความเจริญรุ่งเรืองต่อไป ถึงแม้จะต้องต่อสู้กับอุปสรรคเป็นอันมากก็ตาม

เมื่อมาอยู่วัดใหญ่ชัยมงคลแล้วได้ระยะหนึ่ง ก็เริ่มมีโยมมาฟังธรรม หลวงปู่จะเทศนาให้รื่นเริงกล้าหาญ ในอันที่จะละความชั่ว ทำความดีแล้ว ก็ให้อธิษฐานตั้งใจรักษาศีล ๕ จนตลอดชีวิต ต่อมามีผู้ศรัทธามากขึ้น จนถึงขอโกนหัวนุ่งขาว ท่านก็โกนหัวให้นุ่งขาวทุกคน

วันพระถือธุดงควัตร ข้อเนสัชชิก มีอิริยาบถ ๓ คือ นั่ง ยืน เดิน ไม่นอน ในเวลานั่งทำความเพียร หลวงปู่จะนั่งนอนนอกมุ้ง เอายุงเป็นเพื่อน เมื่อยุงกัดเกิดความคัน ก็พิจารณาว่า ใครคัน ใครรู้คัน ใครจำความคัน ใครคิดว่าความคันเป็นตัวตนของเรา ท่านเทศนาและทำให้ดูเป็นตัวอย่างด้วยอย่างนี้

ข่าวพระกัมมัฏฐานปฏิบัติภาวนา ซึ่งญาติโยมไม่เคยได้ยินมาก่อน จึงได้แพร่สะพัดไป เกิดผู้ศรัทธาเลื่อมใสเป็นอันมาก เมื่อออกพรรษาแล้ว พระที่สนใจในการปฏิบัติภาวนา ก็เริ่มแวะเวียนมาศึกษาดูปฏิปทา พระอาจารย์นาด ก็เป็นองค์หนึ่งที่สนใจ จึงเดินทางมายังวัดใหญ่ชัยมงคล จนในเวลาต่อมา ได้ร่วมกับหลวงปู่และหลวงพ่อก้าน ฟันฝ่าอุปสรรคต่าง ๆ ส่วนพระรูปอื่น ๆ นั้น มักจะมาอยู่ไม่นาน ครั้งหนึ่ง หลวงปู่ได้แนะนำพระรูปหนึ่งซึ่งมาอยู่ด้วยว่า

"เมื่อบวชมาแล้ว ก็ให้ใจอยู่กับวัด อย่าไปคิดถึงเรื่องทางบ้าน" พระองค์นั้นก็รับคำ

ต่อมาวันหนึ่ง หลวงปู่กับพระรูปนั้นกำลังนั่งคอยลงปาฏิโมกข์อยู่ด้วยกัน พระรูปนั้นก็คิดไปว่า จะสึกออกไปสร้างบ้านให้โยมอุปัฏฐาก

ทันทีนั้น หลวงปู่ก็พูดขึ้นว่า

"ผมบอกท่านแล้วใช่ไหม ว่าไม่ให้ไปคิดเรื่องทางบ้าน"

พระรูปนั้นถึงหน้าซีดเกิดความกลัวมาก เมื่อบ่อยครั้งเข้าก็อยู่ไม่ได้ ต่อมาก็ลาสิกขาไป ญาติโยมที่ศรัทธาเลื่อมใสในพระวัดใหญ่ ฯ มีเพิ่มขึ้นเป็นอันมาก จนดึงเอาศรัทธาของวัดที่อยู่ในละแวกนั้นมาด้วย พระที่เอกลาภขาดหายไปบางหมู่ ก็เริ่มเกิดความไม่พอใจ นอกจากนั้น หลวงปู่และคณะไม่รับเงินหรือใบปวารณาใด ๆ ทั้งสิ้น ทั้งยังเทศนาสั่งสอนญาติโยม ถึงเรื่องเงินทองกับพรหมจรรย์ว่า เป็นข้าศึกแก่กันอย่างยิ่ง ทั้งยังผิดวินัยด้วย

เมื่อข่าวแพร่ไป บรรดาพระที่ไม่พอใจเหล่านั้น ยิ่งเกิดความแค้นเคืองพระวัดใหญ่เป็นอันมาก จนกระทั่ง มีการกลั่นแกล้งโจมตี กล่าวหาพระวัดใหญ่ ฯ เป็นพระปลอมบ้าง ให้ทางราชการที่เป็นพวกของตนมาอ้างว่า วัดใหญ่เป็นสถานที่ราชการอยู่ไม่ได้บ้าง

เมื่อไม่สำเร็จ ถึงขนาดจ้างหญิงโสเภณีโกนหัวมา เพื่อจะทำให้เกิดอธิกรณ์ในพระวัดใหญ่ ฯ เมื่อหญิงนั้นมาถึง หลวงปู่รู้อยู่ก่อนแล้ว จึงบอกแก่หญิงนั้นว่า

"โยมจะมาหักยอดเจดีย์วัดใหญ่ ฯ หรือ หักไม่ได้หรอก ถ้าเป็นความคิดของโยมเอง อาตมาจะไม่บอก โยมเห็นแก่เงินใช่ไหม"

หญิงนั้นหน้าซีดเผือด หลวงปู่จึงสอนว่า มันเป็นบาปกรรม และให้หญิงนั้นกลับไปเสีย

เมื่อไม่สำเร็จ  คราวนี้เห็นว่าหลวงปู่เป็นหัวหน้าคณะ จึงจ้างชายขี้ยาคนหนึ่ง ให้มาฆ่าหลวงปู่ฉลวยเสีย โดยโกนหัวห่มผ้าเหลือง ปลอมเป็นพระภิกษุ ครั้นมาถึงวัดใหญ่ ขณะนั้น หลวงปู่นั่งฉันน้ำร้อนคอยท่าอยู่ ท่านจึงถามพระปลอมไปว่า

"ท่านมาจากไหน"

"มาจากหัวรอ"  พระปลอมตอบ

"มาจากหัวรอก็ขี้ยาน่ะสิ" หลวงปู่กล่าว (เพราะหัวรอในสมัยนั้นไม่มีวัด มีแต่โรงยาฝิ่น)

พระปลอมนั้น เห็นว่าหลวงปู่รู้ตัวแล้ว จึงรีบเดินเลี่ยงออกไป สามเณรเดินสวนเข้ามา เหลือบเห็นปืนที่ซ่อนอยู่ เข้ามาแล้วจึงบอกกับหลวงปู่ หลวงปู่ก็ตอบว่า

"อืม รู้แล้ว"

พระพุทธเจ้าให้อำนาจแก่ "สงฆ์" ในการตัดสินและจัดการเรื่องต่าง ๆ ในกิจการของศาสนา พระวัดใหญ่ในขณะนั้น มีพระภิกษุรวม ๓ รูป จึงเป็นเพียง "คณะพระภิกษุ" จึงมีการเข้าชื่อสงฆ์ เพื่อมาดำเนินการกับคณะพระภิกษุวัดใหญ่ ฯ หลวงปู่ฉลวย หลวงพ่อก้าน พระอาจารย์นาด เมื่อทราบข่าว จึงปรึกษากัน และได้ตกลงกันว่า

"ฝ่ายเรามีไม่ครบองค์สงฆ์ สู้เขาไม่ได้ก็จริง แต่จะสู้ให้ถึงที่สุด ถึงจะมาถอดจีวรก็จะไม่กล่าวคำลาสิกขา"

เมื่อหลวงปู่กลับมาที่กุฏิ เจริญภาวนาแล้ว พิจารณาถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น จึงตั้งจิตอธิษฐานว่า

"ถ้าข้าพเจ้าจะทำประโยชน์แก่พระศาสนา ก็ขอให้มีพระผู้มีกำลัง มาร่วมให้ครบองค์สงฆ์เถิด"

พระอาจารย์ชา สุภทฺโท

ขณะนั้น พระอาจารย์ชา สุภทฺโท  พำนักอยู่ที่ จ.อุบลราชธานี เกิดนิมิตเป็นเรื่องราวต่าง  ๆ และเป็นสถานที่แห่งหนึ่ง แต่เมื่อท่านมาพิจารณาดูว่า ธรรมะ หรือข้อวัตรต่าง ๆ ท่านก็ทราบดี และไม่มีความสงสัยใด ๆ แล้ว จึงไม่คิดที่จะไปไหนอีก

วันต่อมา ท่านได้รับจดหมายจากพระมหาสา เพื่อนสหธรรมมิกเก่ารูปหนึ่ง พระมหาสาได้ชักชวนให้เดินทางไปศึกษาแนวการปฏิบัติแบบ "ธรรมกาย" ของหลวงพ่อสด วัดปากน้ำ ซึ่งพระมหาสา นั้นเห็นว่าดี และอาจจะตรงกับจริตนิสัยของท่าน ท่านพิจารณาดูจดหมายและนิมิตที่เกิดขึ้นเมื่อวันก่อน จึงตัดสินใจมาตามคำชักชวน แต่ท่านมีญาติอยู่ที่โรงไม้เกษตร ๒ จ.อยุธยา จึงตกลงแวะไปโปรดญาติเสียก่อน

เมื่อมาถึงอยุธยา ได้พบและได้เทศนาให้เป็นประโยชน์แก่ญาติแล้ว ญาติของท่านจึงเล่าให้ท่านฟัง ถึงวัดใหญ่ชัยมงคลว่า ขณะนี้มีพระซึ่งเป็นศิษย์ของพระอาจารย์มั่น มาพำนักอยู่นานแล้ว มีปฏิปทาอันน่าเลื่อมใส มีญาติโยมศรัทธามาก น่าที่จะไปลองศึกษาดู

พระอาจารย์ชาจึงแวะมาที่วัดใหญ่ ฯ ตามคำแนะนำของญาติ เมื่อมาเห็นวัดใหญ่ ฯ แล้ว ปรากฏว่า สถานที่ต่าง ๆ นั้น เหมือนที่ปรากฏในนิมิต เมื่อได้พบปะสนทนากันพอสมควรแล้ว ท่านจึงลาเพื่อเดินทางต่อไปยังวัดปากน้ำ ตามจุดมุ่งหมายเดิม

เมื่อท่านได้ศึกษาการปฏิบัติแบบ "ธรรมกาย" อยู่ระยะหนึ่งแล้ว เห็นว่าไม่ตรงกับจริตนิสัยของท่าน จึงเดินทางกลับมาอยุธยา ขอพักปฏิบัติภาวนาที่วัดใหญ่ชัยมงคล พระวัดใหญ่ชัยมงคลจึงมี ๔ รูป ครบองค์สงฆ์ ตามคำอธิษฐาน

สงฆ์ฝ่ายหนึ่ง จะทำกรรมแก่สงฆ์อีกฝ่ายหนึ่งไม่ได้ แต่สงฆ์วัดใหญ่ ฯ นั้น สังกัดคณะธรรมยุต ฯ ๒ รูป คือ หลวงปู่ฉลวย และหลวงพ่อก้าน สังกัดคณะมหานิกาย ๒ รูป คือ พระอาจารย์นาด และพระอาจารย์ชา ท่านทั้ง ๔ รูป ถือพระธรรมวินัยเป็นหลัก ไม่กีดกันแบ่งแยกกัน ลงปาฏิโมกข์และทำสังฆกรรมอื่น ๆ ร่วมกัน

ดังนั้น จึงมีการกล่าวหาว่า ผิดสังฆาณัติ ในพระราชบัญญัติปกครองพระสงฆ์ แต่คณะสงฆ์วัดใหญ่ ฯ ถือเอามาตราหนึ่ง ในพระราชบัญญัติปกครองคณะสงฆ์ที่มีเนื้อความว่า กฎกระทรวงก็ดี สังฆาญัติก็ดี พระบัญชาสมเด็จพระสังฆราชก็ดี หรือกฎระเบียบ ข้อบังคับต่าง ๆ ที่ออกมานั้นจะต้องไม่ขัดหรือแย้งกับหลักพระธรรมวินัย หากขัดกับหลักพระธรรมวินัยแล้ว ก็ใช้ไม่ได้ คณะสงฆ์วัดใหญ่ ฯ ปฏิบัติตามหลักพระธรรมวินัย จึงไม่ผิดต่อสังฆาณัติใด ๆ ทั้งสิ้น

พระพรหมมุนี  (ผิน สุวโจ)

ต่อมามีการกล่าวถึงว่า หลวงปู่ใช้ใบสุทธิ ๒ ใบ และเรื่องอื่น ๆ อีก เมื่อข่าวทราบถึงพระผู้ปกครองทางกรุงเทพ ฯ คือ พระเดชพระคุณท่านเจ้าคุณ พระพรหมมุนี สุวโจ (ผิน) วัดบวร ฯ ท่านจึงเรียกตัวให้หลวงปู่ เดินทางเข้ามาพบ เพื่อจะสอบถามรายละเอียด

เมื่อหลวงปู่และหลวงพ่อก้านเดินทางมาพบแล้ว ท่านจึงถามหลวงปู่ถึงเรื่องใบสุทธิ ๒ ใบ และเรื่องอื่น ๆ เมื่อหลวงปู่อธิบายให้ฟังแล้ว ท่านจึงกล่าวว่า

"เมื่อบวชมาอยู่ในคณะธรรมยุต ฯ แล้ว ก็ควรจะทำให้เหมือนกันกับหมู่"

หลวงปู่จึงตอบว่า

"ผมไม่ได้บวชเป็นธรรมยุต ฯ หรือมหานิกาย ผมบวชตามพระธรรมวินัยครับ"

"แล้วอุปัชฌาย์ของท่านคือใครล่ะ"  พระเดชพระคุณ ฯ ถาม

"ท่านเจ้าคุณธรรมเจดีย์ครับ" หลวงปู่ตอบ

"ถ้าอย่างนั้นท่านก็ไม่เคารพพระอุปัชฌาย์นะสิ" พระเดชพระคุณ ฯ กล่าว

"พระอุปัชฌาย์ผมก็เคารพครับ แต่ไม่ได้เคารพให้ยิ่งไปกว่าพระธรรมวินัย"  หลวงปู่ตอบ

เมื่อพระเดชพระคุณ ฯ ได้ทราบรายละเอียดต่าง ๆ จนเป็นที่เข้าใจแล้ว ก็ให้ท่านทั้งสองกลับได้

ต่อมามีข่าวว่า มีการเข้าชื่อสงฆ์ เพื่อให้มาดำเนินการสึกพระวัดใหญ่ชัยมงคล แล้ว หลวงปู่จึงอธิษฐานจิตว่า

"ถ้าข้าพเจ้าทำผิดต่อคำสอนของพระพุทธเจ้าแล้ว ขอให้เขามาเหยียบย่ำให้พินาศฉิบหายไป ถ้าข้าพเจ้าทำถูกต่อคำสอนของพระพุทธเจ้าแล้ว ขอให้เรื่องนี้ล้มละลายไป"

ต่อมาก็มีข่าวว่า ผู้ที่ส่งชื่อต่างถอนชื่อกันไปหมด

วัดใหญ่ชัยมงคล เริ่มเป็นที่รู้จักในหมู่พระสายกัมมัฏฐานเพิ่มมากขึ้น จนกระทั่งเป็นจุดแวะพัก เมื่อเดินทางผ่านอยุธยา จำนวนพระก็จึงมีเพิ่มมากขึ้น ที่นี่มีสิ่งที่พิเศษอย่างหนึ่ง คือการกราบ ทุกรูปจะล้อมวงหันหน้าเข้าหากัน แล้วกราบพร้อม ๆ กัน

การทำงานนั้นเริ่มเมื่อฉันเสร็จแล้ว แต่เมื่อถึงเวลาเที่ยงตรง จะต้องหยุดทันทีไม่มีการทำต่อ แล้วแยกย้ายกันไปทำความเพียร (เมื่อเป็นธรรมยุตก็ปฏิบัติแบบธรรมยุต เมื่อเป็นมหานิกาย ปฏิบัติแบบมหานิกาย)  โดยไม่คิดถึงเรื่องงานอีก พยายามตัดทิ้งให้หมด เพื่อฝึกให้ใจรู้จักจับและรู้จักละวาง ในสิ่งต่าง ๆ

หลวงปู่ได้ไปรับโยมมารดามาจากสำนักประชุมนารี ตั้งแต่มาอยู่วัดใหญ่ชัยมงคลได้ไม่นาน เมื่อมาอยู่ ๒ - ๓ ปี โยมมารดาก็ป่วยหนัก เย็นวันหนึ่ง หลวงปู่ได้ไปหาโยมมารดา และให้สติว่า

"โยม ไม่ต้องกลัวตายแน่นะ ถ้าหากมีใครมาเรียก อย่าไปกับเขานะ"

โยมมารดาฟังแล้วก็กราบ หลวงปู่ก็กลับไปทำวัตรเย็น ขณะทำวัตรเย็นยังไม่เสร็จ ก็ได้ยินเสียงโยมมารดาร้องเสียงดัง หลวงปู่และภิกษุสามเณรก็ลงมาดู โยมมารดาก็เล่าว่า

"มีคนมาหา ๔ คนชวนให้ไปด้วย เมื่อโยมไม่ไป ก็มาหยิกที่ขาอย่างแรง เจ็บปวดมาก จึงร้อง"

เมื่อโยมเปิดให้ดู ก็ปรากฏมีรอยเขียวช้ำที่ขาจริงต่อมาไม่นาน โยมมารดาก็ถึงแก่กรรม

หลวงปู่กล่าวชมถึงโยมมารดาว่า ปฏิบัติเก่ง สามารถปิดอบายได้ จึงนับว่าหลวงปู่ได้ทดแทนพระคุณโยมมารดาไปแล้ว

หลวงพ่อก้าน มีน้องชายคนหนึ่งชื่อ กิ่ง (ปัจจุบันคือ พระอาจารย์กิ่ง วรปุตโต วัดเขาต้นเกด หัวหิน) มีจิตฝักใฝ่ในการออกบรรพชาเช่นเดียวกัน แต่บิดานั้นอายุมากแล้ว และพี่ชายทั้งสองคือ หลวงตาใบ และหลวงพ่อก้าน ก็เป็นพระภิกษุหมด

ท่านจึงทำหน้าที่เลี้ยงดูบิดามาโดยตลอดจนกระทั่งบิดาถึงแก่กรรม ท่านจึงมาหาหลวงพ่อก้านพี่ชาย ที่วัดใหญ่ชัยมงคล ขอบรรพชาอุปสมบท หลวงปู่ให้โกนหัวนุ่งขาวแล้ว ภายหลังบรรพชาเป็นสามเณรอยู่ ๓ ปี แล้วจึงได้อุปสมบท

หลวงพ่อชา อยู่วัดใหญ่ชัยมงคลมาเกือบ ๒ ปีแล้ว ระหว่างออกพรรษา หลวงปู่ฉลวย หลวงพ่อชา และสามเณรรูปหนึ่ง ชื่อ สุธรรม ได้มีโอกาสจาริกชั่วคราวไปยังเกาะสีชัง เมื่อพักอยู่บนเกาะสีชังได้ระยะหนึ่ง วันหนึ่ง หลวงปู่กล่าวกับหลวงพ่อชาและสามเณรสุธรรมว่า

"วันนี้อย่าพึ่งไปไหนนะ"

ในวันนั้น ขณะที่หลวงปู่ภาวนาอยู่ เกิดนิมิตเห็นหลวงปู่มั่นมาหา และมีเสียงว่า

"วัด ๆๆๆ"

หลวงปู่พิจารณาดูเห็นว่าวัดใหญ่ชัยมงคล คงจะมีเรื่อง จะต้องรีบกลับ เมื่อหาหลวงพ่อชาและสามเณรสุธรรม ซึ่งไปเที่ยวตรวจดูสถานที่ไม่พบ และได้เวลาเรือจะออก จึงเขียนจดหมายทิ้งไว้ แล้วรีบเดินทางกลับมาวัดใหญ่ชัยมงคล

พระอาจารย์เปลื้อง วัดยม

เมื่อมาถึงวัดใหญ่ชัยมงคล ปรากฏว่า มีพระผู้ใหญ่มาชักชวนพระที่วัดใหญ่ชัยมงคลไปเสียหมด เหลือแต่หลวงพ่อก้าน นั่งฉันอยู่รูปเดียว เมื่อหลวงพ่อชากลับมา พบว่าพระลูกศิษย์ของท่านรูปหนึ่งถูกพาไปด้วย ท่านจึงไปตามกลับมา ต่อมาพระลูกศิษย์รูปนั้นถึงกำหนดต้องเกณฑ์ทหาร ท่านจึงต้องพากลับไปเกณฑ์ทหารที่บ้านเกิด ระยะเวลาที่หลวงพ่อชาอยู่ที่วัดใหญ่ ฯ รวมทั้งสิ้น ๒ ปี

เมื่ออยู่ต่อมา วัดใหญ่ชัยมงคลก็มีพระเพิ่มขึ้นอีก และมีผู้มาขอบวช หลวงปู่ก็ได้พาไปบวชกับหลวงพ่ออั้น วัดพระญาติ ซึ่งเป็นพระอุปัชฌาย์ของหลวงปู่เมื่อยังเป็นมหานิกาย ซึ่งหลวงพ่ออั้นนั้นก็เต็มใจ ท่านเคยกล่าวออกตัวกับพระอื่น ๆ ให้หลวงปู่ว่า

"ฉลวยนั้นศิษย์เราเอง ไปว่าเขา แล้วทำได้อย่างเขาหรือเปล่า"

ขณะนั้นวัดใหญ่ชัยมงคลมีพระภิกษุสามเณร  อุบาสก อุบาสิกา เป็นจำนวนมาก มีความเจริญขึ้นโดยลำดับ มีศรัทธาญาติโยมก็มาก วัดใหญ่ชัยมงคลได้ตั้งมั่นดีแล้ว หลวงปู่และหลวงพ่อก้าน จึงคิดจะออกธุดงค์ต่อไป เมื่อออกพรรษาแล้ว ท่านจึงได้ไปนิมนต์ พระอาจารย์เปลื้อง วัดยม มาเป็นเจ้าอาวาสแทน

พระภิกษุสามเณรได้ขอออกธุดงค์ติดตามท่านทั้งสองไปด้วยไปจำนวนมาก ท่านก็ให้ติดตามไป ส่วนอุบาสิกา ท่านว่าให้คอยฟังข่าวดูก่อน หลวงปู่และหลวงพ่อก้านจึงนำกองคาราวานธรรม (ได้ออกธุดงค์) มุ่งหน้าสู่ภาคเหนือ จำเดิมตั้งแต่ครั้งหลวงปู่และหลวงพ่อก้าน ตั้งปณิธานร่วมกัน ในอันที่จะรักษาพระธรรมวินัยให้ถูกต้อง จนกระทั่งวัดใหญ่ชัยมงคลตั้งมั่นดีแล้ว รวมระยะเวลาทั้งสิ้น ๔ ปี

หนึ่งพรรษาที่แม่พวก (ดงไม้สัก)

หลังจากลงรถไฟที่สวรรคโลก พักอยู่ระยะหนึ่งแล้ว หลวงปู่ หลวงพ่อก้าน และกองคาราวานธรรม ได้เดินเท้าธุดงค์ต่อไป จนกระทั่งถึงสถานีรถไฟแห่งหนึ่ง ก่อนถึงอำเภอเด่นชัย จ.แพร่ พักอยู่ระยะหนึ่งแล้ว เห็นว่ากันดารน้ำ จึงธุดงค์ต่อไปจนถึงสถานีรถไฟแม่พวก อ.เด่นชัย

ณ จุดนี้ กองคาราวานธรรมได้เหลือเพียงกองเล็ก ๆ เพราะความลำบาก ทุรกันดาร ในระหว่างทาง ผู้ที่สู้ไม่ไหว จึงขอปลีกตัวไปหลายรูป จนมาถึงสถานีรถไฟแม่พวกนี้ ได้พบกับโยมสารและโยมหงษ์ นายสถานี มีศรัทธานิมนต์ ให้พักอยู่ที่ดงไม้สัก ใกล้ ๆ สถานีนั่นเอง

เมื่อเห็นว่าสถานที่เหมาะสมดี และใกล้จะเข้าพรรษาแล้ว หลวงปู่และคณะ จึงตกลงจำพรรษาในที่นั้น ขณะนั้นไข้มาลาเรียยังมีชุกชุม ตลอดพรรษาพระภิกษุสามเณร ได้อาพาธเป็นไข้มาลาเรียอย่างหนักกันทุกรูปทุกองค์

สร้างวัดแห่งที่ ๓ "วัดแพร่ธรรมาราม"

วัดแพร่ธรรมาราม

ภาพจาก www.watpa.com

ออกพรรษาแล้ว โยมกิมเฮียง เทอดตระกูล และโยมกิมฮวย พงษ์เจริญกิต สองพี่น้อง ได้มานิมนต์หลวงปู่และคณะ มาอยู่ที่ตลาดเด่นชัย เพื่อพักฟื้นรักษาไข้ จนเมื่อหายดีแล้ว ก็มีโยมมาถวายที่ดินให้ มีเนื้อที่ประมาณ ๕ ไร่ หลวงปู่และคณะ จึงย้ายไปอยู่ที่นั่น

ภายหลังทางกรมป่าไม้ถวายเพิ่มเติมให้อีก รวมเป็น ๒๐ ไร่ ใช้ชื่อวัดว่า หอธรรมเทพสุวรรณ (ได้เปลี่ยนชื่อเป็น "วัดแพร่ธรรมาราม" ในภายหลัง ปัจจุบันมีพระอาจารย์กัณหา สุขกาโม เป็นเจ้าอาวาส)

วันเวลาผ่านไป หลวงปู่อยู่ในที่ที่โยมถวายนั้น เทศนาธรรมทั้งกลางวัน กลางคืน และนำหมู่คณะปฏิบัติภาวนาอย่างเคร่งครัด และสม่ำเสมอ ภิกษุสามเณรทั้งหลาย มีความสงบเสงี่ยม สำรวมกาย วาจา ดูเรียบร้อย น่าเลื่อมใส ญาติโยมทั้งหลายนั้น ไม่เคยเห็นปฏิปทาของภิกษุผู้ปฏิบัติภาวนามาก่อน

เมื่อได้มาพบมาเห็นเข้าก็เกิดศรัทธา ความเลื่อมใส หลั่งไหลเข้ามาทำบุญ รักษาศีล และฟังธรรมเป็นจำนวนมาก ในระยะเวลาอันรวดเร็ว เอกลาภที่วัดในละแวกนั้นเคยได้รับอยู่ก่อน ก็ขาดหายและลดลงไปโดยลำดับ ความประสงค์ร้ายในหลวงปู่และคณะจึงเกิดมีขึ้นตามมา ในทำนองเดียวกันกับเมื่อครั้งอยู่วัดใหญ่ชัยมงคล

เมื่อกระทำทุกวิถีทางแม้กระทั่งใช้วิชาไสยศาสตร์แล้ว ยังไม่สามารถทำอันตรายแก่หลวงปู่และคณะได้ ภายหลังจึงเลิกล้มความพยายามไปในที่สุด เมื่อสิ้นระยะเวลาเพียง ๓ พรรษาวัดหอธรรมเทพสุวรรณ ก็เป็นวัดที่ตั้งอยู่ได้อย่างมั่นคง

หลวงปู่จึงคิดจะออกธุดงค์ต่อไป เมื่อมีโยมมานิมนต์ให้ไปอยู่บริเวณวัดอโยธยา (วัดเดิม) หลวงปู่ฉลวย หลวงพ่อก้าน และพระอาจารย์กิ่ง จึงเดินทางไปวัดอโยธยา ยกวัดแพร่ฯ ให้พระที่อยู่ดูแลต่อไป

เมื่ออยู่วัดอโยธยาได้ ๑ พรรษา ก็ออกธุดงค์ลงมาจนถึงเขาพระเอก จ.ราชบุรี พักอยู่ระหว่างแล้ว เห็นว่ายังไม่เคยลงมาทางใต้ จึงธุดงค์มุ่งลงมาทางใต้ต่อไป

สร้างวัดที่ ๔ "วัดราชายตนบรรพต" (เขาต้นเกด)

พ.ศ. ๒๕๐๐ หลวงปู่และคณะ มาถึงอำเภอหัวหิน จ.ประจวบ ฯ ได้ไปพักอยู่ ท้ายไร่ของชาวบ้านใกล้วัดเขาตะกบ ไปเที่ยวบนเขาต้นงิ้ว มีพระชวนให้อยู่ร่วมกันแต่หลวงปู่ไม่อยู่ และต่อมาได้มาพบที่ซึ่งเป็นวัดเขาต้นเกดในปัจจุบัน  เมื่อใคร ๆ บอกว่าเจ้าที่แรง หลวงปู่ก็ชอบบอกว่า

"เกิดมายังไม่เคยตายเลย ขอลองดู"

จึงย้ายคณะไปอยู่ เมื่อได้ไปคุยกับเถ้าแก่บักเซ้งเจ้าของที่ เถ้าแก่บักเซ้งก็ถวายที่ให้ จึงเริ่มสร้างเสนาสนะเล็ก ๆ ขึ้น ต่อมาเมื่อหลวงพ่อก้านได้รับมรดกที่นาจากโยมมารดา ท่านได้ขายและนำเงินมาสร้างศาลา ซื้อจักรเย็บผ้าคันหนึ่ง และแบ่งส่วนหนึ่งเป็นทุนสร้างพระอุโบสถ เวลาผ่านไป ๒ ปี พอที่จะเป็นวัดขึ้นมาแล้ว ได้ตั้งชื่อวัด ตามต้นเกดที่อยู่หน้าวัดว่า ราชายตนบรรพต ซึ่งแปลว่า "เขาต้นเกด"

หลวงปู่ก็มอบวัดให้หลวงพ่อก้านเป็นผู้ดูแล ปกครองหมู่คณะ ส่วนตัวท่านขึ้นไปอยู่บนเขาดำหลังวัดต้นเกดเพียงรูปเดียว เป็นเวลา ๒ พรรษา เมื่อออกพรรษาที่สองแล้ว ท่านจะออกธุดงค์ข้ามเขาไปทางทิศตะวันตกอีก คราวนี้มีพระอาจารย์กิ่ง พระอาจารย์เชื้อและสามเณรอีกหลายรูปขอติดตามไปด้วย

หลวงปู่จึงพาคณะเดินธุดงค์ไปจนกระทั่งถึง ต.หนองพลับ พักอยู่ในบริเวณที่เรียกว่า "เนินสวรรค์" ณ จุดนี้ หลวงปู่จึงให้พระเณร แยกย้ายกันไปคนละทาง พระอาจารย์กิ่งพาสามเณรทั้งหลายไปอยู่ที่ดงกล้วย พระอาจารย์เชื้อไปอีกทางหนึ่ง ส่วนหลวงปู่นั้นยังอยู่ที่เดิม

และได้มีนายแคล้ว มีนาม เดินป่าล่าสัตว์มาพบเข้า เกิดศรัทธา จึงนิมนต์หลวงปู่ให้ไปอยู่ที่ไร่ของตน ที่หมู่บ้านวลัย หลวงปู่จึงย้ายไปอยู่หลังไร่ของโยมแคล้ว บริเวณต้นตะเคียน จนกระทั่งเข้าพรรษา หลวงปู่ฉลวยได้อยู่จำพรรษา ที่นั่นโดยโยมแคล้วได้ต่อเตียงให้อยู่เพียงตัวเดียว

เมื่อท้องฟ้าแจ่มใสก็อยู่บนเตียง แต่เมื่อมีฝนตก หลวงปู่ต้องหลบฝนลงไปอยู่ใต้เตียง แม้เป็นอย่างนี้ ก็ไม่ได้ทำให้จิตใจของหลวงปู่ท้อถอย

ครั้งหนึ่ง ขณะที่หลวงปู่ภาวนาอยู่บนเตียง ก็มีเสียงหายใจของเสือดัง "ครืดคราด ๆ" อยู่ใต้เตียงท่านก็คิดว่า ขณะนี้หลับตาอยู่ก็จะไม่มีลืมตา ถ้าหากลืมตาอยู่ก็จะไม่หลับตา แล้วก็กำหนดเสียงของเสือเป็นอารมณ์ พอกำหนดเข้า เสียงก็ห่างออกไป ๆ พอปล่อยเสียงก็ใกล้เข้ามา พอกำหนดอีกเสียงก็ห่างไปอีก พอปล่อยก็ใกล้เข้ามาอีก หลวงปู่จึงอธิษฐานว่า

"ถ้ากรรมจะถูกเสือกัดตาย ก็ขอให้เป็นไปตามกรรมนั้นเถิด"

เมื่อตัดสินใจเอาชีวิตอุทิศแล้ว ก็ปรากฏว่าไม่เป็นไร หลวงปู่ท่านว่า ไม่เชื่อว่าเป็นเสือจริง เป็นเทวดาลองใจดูมากกว่า

ในเช้าวันหนึ่ง หลวงปู่กลับจากบิณฑบาต ก็พบเสือตัวใหญ่กำลังกินน้ำในลำห้วย เมื่อเสือหันมาเห็นท่านมันก็ตกใจ กระโจนหนีเข้าป่าไป

ครั้งหนึ่ง มีเหลือบควายตัวหนึ่ง บินมาเกาะที่แขน และเจาะดูดเลือดจากแขนของท่าน ท่านก็ยอมบริจาคเลือดเป็นทานโดยดุษฎี ปรากฏว่า เหลือบตัวนั้นคงจะติดใจในรสชาติของเลือดมนุษย์ ทุก ๆ วัน ในเวลาเดิม จะต้องบินมากินเลือดของหลวงปู่เสมอ เมื่อผ่านไป ๖ - ๗ วัน หลวงปู่จึงพูดเล่นกับเหลือบตัวนั้นว่า

"เฮ้ย เอ็งมาเจาะเอาเลือดข้าไปวันละถุง ๆ อย่างนี้ เดี๋ยวเลือดข้าก็หมดน่ะสิ วันนี้ข้าไม่ให้เอ็งนะ"

เพียงเท่านี้ เหลือบตัวนั้น พยายามกัดเจาะแขนอยู่หลายครั้ง ก็ไม่สามารถเจาะได้ จึงบินจากไปไม่มาอีกเลย

เมื่อใกล้จะออกพรรษา หลวงปู่เป็นไข้มาลาเรีย มีอาการทรุดหนัก โยมแคล้วและเพื่อนบ้าน เห็นว่าควรจะส่งไปรักษาที่โรงพยาบาลในตัวอำเภอ แต่สมัยนั้นยังไม่มีใครมีรถยนต์ หรือรถจักรยานยนต์ แม้แต่ทางรถยนต์ก็ยังไม่มี จึงนำหลวงปู่ขึ้นเปล หามจากหมู่บ้านวลัยไปจนถึงอำเภอหัวหิน ระยะทางกว่า ๓๐ กิโลเมตร และพาไปรักษาตัวที่วัดเขาต้นเกด จนกระทั่งต่อมามีอาการดีขึ้น และหายเป็นปกติ

เมื่อหายดีแล้ว หลวงปู่ก็ออกธุดงค์อีก คราวนี้ลงทางใต้ โดยมีพระอาจารย์เชื้อติดตามไปด้วย จนไปถึงจังหวัดภูเก็ต และจำพรรษาที่แหลมพรหมเทพ ออกพรรษา แล้วก็กลับขึ้นไปร่วมงานพระราชทานเพลิงศพพระธรรมเจดีย์ พระอุปัชฌาย์ แล้วจึงกลับมาวัดเขาต้นเกดอีกครั้งหนึ่ง เมื่อใกล้เข้าพรรษา ก็ธุดงค์ไปจำพรรษาที่ทับสะแก ออกพรรษาแล้วก็กลับมาที่วัดเขาต้นเกดอีก

ครั้งหนึ่ง มีโยมนิมนต์ไปในงานบุญที่จังหวัดราชบุรี หลวงปู่และหลวงพ่อก้านก็นั่งรถยนต์คันหนึ่งไป  หลวงปู่ได้เตือนคนขับรถว่าอย่าประมาท เมื่อยังไม่ถึงจังหวัดเพชรบุรี หลวงปู่รู้ขึ้นที่จิตว่า รถจะเกิดอุบัติเหตุข้างหน้า จึงคิดว่าจะลง ก็เกิดที่จิตอีกว่า

"ชีวิตของเราพอค่ารถเขาหรือ"

ท่านจึงตัดสินใจยอมตาย นำย่ามมาวางบนตัก พอรถไปถึงตำบลเขาย้อย ยางรถก็แตก รถพลิกไปหลายตลบ หลวงปู่เจ็บคนเดียว หลวงพ่อก้านไม่เป็นอะไรมาก ถึงหลวงปู่เจ็บก็ยังไปที่นิมนต์ได้ และยังแสดงธรรมอีก เมื่อเสร็จกิจนิมนต์แล้ว ก็เดินทางกลับ หลวงปู่เล่าถึงอุบัติเหตุครั้งนั้นว่า

"รู้ตัวอยู่ แต่ไม่รู้สึกถึงเวทนาเลย"

หลังจากนั้น หลวงปู่ได้ขึ้นไปจำพรรษาที่ถ้ำแสงเพชร ซึ่งเป็นสาขาของวัดหนองป่าพง และต่อไปยังวัดหนองป่าพง รวม ๒ พรรษา ท่านว่า ใช้คืนหลวงพ่อชา ที่มาจำพรรษากับท่านที่วัดใหญ่ชัยมงคล เมื่อหลวงปู่ป่วยอีก จึงเดินทางกลับวัดเขาต้นเกด

ต่อมา พระอาจารย์เชื้อ ได้ชวนหลวงปู่กลับไปวัดแพร่ธรรมารามอีกครั้งเพราะทราบว่าไม่มีพระอยู่ หลวงปู่จึงไปอยู่วัดแพร่เป็นครั้งที่ ๒ กลับมาครั้งนี้ หลวงปู่ได้พบหนังสือ "สูตรของเว่ยหล่าง" ซึ่งเป็นหนังสือแปลโดยท่านอาจารย์พุทธทาสภิกขุ เมื่อท่านได้อ่านไปเพียง ๒ - ๓ หน้า ก็เกิดความกระจ่างในธรรม เพราะตรงกับที่ท่านได้ปฏิบัติมา

ตั้งแต่นั้นมา หลวงปู่ก็อ่านหนังสือเล่มนั้นมาตลอด การอ่านนั้นท่านสอนว่า

"ไม่ต้องไปตีความในหนังสือ ใช้ตาดูไป ให้ใจอ่าน เมื่อจบแล้วก็เริ่มต้นใหม่อย่างนี้ พอถึงจุด ใจก็จะร้องอ้อออกมาเอง"

ขณะเดียวกันนั้น หลวงปู่ได้เริ่มสร้างพระอุโบสถไปด้วย แต่เมื่อยังไม่เสร็จ ท่านก็ป่วยเป็นโรคกระเพาะอาหารทะลุ ถูกส่งเข้าโรงพยาบาลทำการผ่าตัด เมื่อผ่าตัดเสร็จแล้ว ขณะพักรักษาตัว ปรากฏว่า อาการยังไม่ดีขึ้น ญาติโยมจึงส่งเข้าโรงพยาบาลสงฆ์

อาการก็ยังไม่ดีขึ้นอีก เหลือง ผอม ลงไปทุกวัน หลวงปู่จึงขอกลับมาวัดต้นเกด แพทย์ก็อนุญาต เพราะหลวงปู่ไม่ยอมอยู่ ยาช่วยได้แค่ ๔๐ เปอร์เซ็นต์ กำลังใจช่วยได้ ๖๐ เปอร์เซ็นต์

เมื่อกลับมาวัดต้นเกดแล้ว หลวงพ่อก้านได้ต้มยาแก้กระสายเหน็บชา ได้ตำรามาจากหลวงพ่อวัดเขาเต่า มีตัวยา ๕ อย่าง คือ ข่า ไพร เกลือ พริกไทย และ ใบมะกา หลวงพ่อก้านใช้ยาขนานนี้ ป้อนให้หลวงปู่อยู่นาน จนกระทั่งหลวงปู่ถ่ายออกมามีสีดำมาก และอาการก็ค่อย ๆ ดีขึ้นโดยลำดับจนหายเป็นปกติ ท่านว่า ยังไม่ถึงคราวตาย

หลวงปู่อยู่ที่วัดเขาต้นเกดต่อมาอีก ๔ พรรษา หลวงปู่ปรารภเหตุว่า ไม่เคยอยู่ที่ไหนนาน ๔ ปี หลวงปู่จึงจะไปอยู่ที่อื่นอีก เมื่อได้ยินว่า ที่สำนักสงฆ์วังพุไทร อำเภอหนองหญ้าปล้อง จังหวัดเพชรบุรี (สำนักงานสมเด็จญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช ในขณะนั้น ยังไม่ได้ดำรงตำแหน่งสมเด็จพระสังฆราช) ไม่มีพระอยู่จำพรรษา

ท่านจึงหาพระใหม่ ๓ รูป และสามเณร ๑ รูป ไปจำพรรษา ในขณะที่อยู่ที่นั้น หลวงปู่ได้เทศนาอบรมพระเณร และญาติโยมทุก ๆ เย็น เป็นกิจวัตร จนใกล้จะเข้าพรรษาที่สอง หลวงปู่ได้กลับมาที่วัดเขาต้นเกด พักอยู่ไม่นาน ก็อาพาธเป็นไข้มาลาเรียขึ้นสมอง เป็นหนักมากอาการจวนเจียนจะมรณภาพ เพราะหลวงปู่ไม่ยอมให้แพทย์ทำการรักษา

เมื่อข่าวทราบถึงพระเดชพระคุณ สมเด็จพระญาณสังวร ท่านจึงมีรับสั่งให้หมอรับหลวงปู่เข้าไปทำการรักษาที่โรงพยาบาลจุฬา ฯ ในนามคนไข้ของสมเด็จ ฯ หลวงปู่จึงมีอาการดีขึ้นโดยลำดับ

ต่อมาหลวงปู่ก็ออกจากโรงพยาบาลได้ และไปพักฟื้นไข้ที่บ้านของลูกศิษย์คนหนึ่ง คือ คุณหมอจิระ อินทรัมพรรย์ ที่ อ.ท่าลาน จ.อยุธยา เมื่อมีสุขภาพแข็งแรงเป็นปกติแล้ว จึงกลับมาที่วัดเขาต้นเกดอีก

สร้างวัดที่ ๕ "วัดป่าวิทยาลัย"

(สาขาที่ ๑ วัดเขาต้นเกด)

ปี พ.ศ. ๒๕๒๕ ประมาณเดือนเมษายน หลวงปู่ปรารภถึงหมู่บ้านวลัย ตำบลหนองพลับ ซึ่งท่านเคยไปอยู่ที่นั้น สถานที่เหมาะสมดี ทั้งโยมแคล้วและโยมแฉ่ง มีนาม สองสามีภรรยาเจ้าของที่ ก็มีศรัทธาดี จึงเดินทางมายังหมู่บ้านวลัยอีกครั้งหนึ่ง โดยมี พระอาจารย์สุชาติ ชาตสุโข (เจ้าอาวาสวัดป่าวิทยาลัยในปัจจุบัน) ซึ่งขณะนั้นยังเป็นพระใหม่ และสามเณรอีก ๒ รูป ติดตามมาคอยดูแลและอุปัฏฐากหลวงปู่ด้วย

เพราะหลวงปู่มีอายุถึง ๗๖ ปีแล้ว หลวงพ่อก้าน และหลวงพ่อกิ่ง ก็ตามมาส่งถึงหมู่บ้านวลัย เมื่อพบโยมแคล้วและพูดคุยกันพอเป็นที่ระลึกถึงแล้ว โยมแคล้วจึงพามาอยู่ที่สวนขนุน ข้างลำห้วย แต่ต่อมาปรากฏว่า เมื่อฝนตกหนัก น้ำท่วมถึงที่พัก โยมแคล้วจึงได้พาไปดูที่บนเนินถัดขึ้นไป (ที่ตั้งวัดป่าวิทยาลัยในปัจจุบัน)

เมื่อหลวงปู่ชอบสถานที่ โยมแคล้ว โยมแฉ่ง และชาวบ้านจึงช่วยกัน สร้างกุฏิให้ ๒ หลัง และศาลาโรงฉัน ๑ หลัง ทำให้พออาศัยหลบแดดหลบฝนภาวนา ต่อมาเมื่อใกล้จะเข้าพรรษา สามเณรทั้ง ๒ รูป ขอกลับไปจำพรรษาที่วัดเขาต้นเกด จึงเหลือเพียงหลวงปู่และพระอาจารย์สุชาติ ๒ รูป อยู่จำพรรษา

ต่อมาไม่นาน โยมแคล้ว และโยมแฉ่ง เจ้าของที่จึงได้ประกาศขอถวายที่ดินให้สร้างวัดเป็นจำนวน ๕๐ ไร่ หลวงปู่ได้ตั้งชื่อวัดว่า "วัดป่าวิทยาลัย" เพราะเหตุผลว่า เป็นวิทยาลัยทางใจ ปฏิบัติที่จิตใจ นี้เป็นวิทยาลัยทางธรรม วิทยาลัยทางโลกนั้นเรียนไม่จบ แต่วิทยาลัยทางธรรมนี้ มีที่สุดที่จบ ถ้าปฏิบัติได้ถูกทาง

หลวงปู่อยู่จำพรรษา ที่วัดป่าวิทยาลัยเรื่อยมา ในระยะเวลาตั้งแต่ปี พ.ศ. ๒๕๒๕ -พ.ศ.๒๕๓๑ ท่านยังมีสุขภาพร่างกายแข็งแรงดี แม้จะมีอายุมากแล้วก็ยังปฏิบัติกิจวัตร คือออกบิณฑบาต นั่งพิจารณาธรรมและเดินจงกรมเป็นนิจ ท่านเทศนาอบรมสั่งสอนภิกษุสามเณรวันละหลายชั่วโมง ทุก ๆ วันมิได้ขาด และไม่ว่าเวลาใด ที่มีญาติโยมขึ้นมา หากมีศรัทธา ท่านจะเทศนาธรรมให้ฟังเป็นเวลานาน ครั้งหนึ่งไม่ต่ำกว่า ๑ ชั่วโมง ส่วนใหญ่ธรรมที่ท่านแสดงก็คือเรื่องของใจคน ท่านเคยสั่งสอนไว้ว่า

"คนเรานั้น ดูตรงนี้ก็สวย ตรงนี้ก็ดี ตรงนี้ก็น่ารัก แต่เมื่อดูมาถึงใจคนแล้ว แปรปรวน กลับกลอกสกปรกโสโครกที่สุด ธรรมทั้งหมดต้องพิจารณาที่จิตใจนี้ ไม่ได้สอนนอกไปจากใจคนเลย และเป็นเรื่องที่เรารู้เห็นกันอยู่นี่เอง"

พระอุบาลีคุณูปมาจารย์

(จันทร์ สิริจนฺโท )

ช่วงเวลาที่ว่างจากการอบรมสั่งสอน หลวงปู่จะนั่งพิจารณาธรรมบ้าง เดินจงกรมบ้าง และอ่านหนังสือบ้าง หนังสือที่ท่านอ่านอยู่เสมอนั้น มีเพียง ๒ เล่ม คือ "สูตรของเว่ยหล่าง" และ "คำสอนของฮวงโป" (แปลโดยเจ้าพระคุณหลวงพ่อพุทธทาส) ท่านบอกว่า หลักปฏิบัติในหนังสือทั้ง ๒ เล่มนี้เป็นวิธีลัดสั้นที่สุด และตรงกับที่ท่านได้ปฏิบัติมา

นอกจากนั้น หลังจากพระเณรทำวัตรเย็นเสร็จแล้ว หลวงปู่จะให้พระขึ้นธรรมาสน์ และอ่านพระธรรมเทศนาของเจ้าพระคุณ พระอุบาลีคุณูปมาจารย์ (สิริจนฺโท จันทร์) อดีตเจ้าอาวาสวัดบรมนิวาส ซึ่งหลวงปู่กล่าวว่า

"พระธรรมเทศนาของท่านเจ้าคุณอุบาลี ฯ เป็นธรรมที่ไม่มีวันเสื่อม ฟังได้ทุกยุคทุกสมัย"

และหลวงปู่ก็ให้พระเทศน์แต่พระธรรมเทศนาของท่านเจ้าคุณอุบาลีนี้เท่านั้น หลังจากเทศน์เสร็จแล้ว หลวงปู่จะอธิบายให้พระเณรฟังอีก จนเวลาดึกมาก จึงอนุญาตให้พระเณรแยกย้ายกันไปพักผ่อนได้ ทำเช่นนี้ทุกคืนเป็นกิจวัตร ไม่ว่าจะมีพระเณรมามากหรือน้อยก็ตาม

ปี พ.ศ. ๒๕๓๑ หลวงปู่หยุดการออกบิณฑบาต เพราะสังขารร่างกายไม่อำนวย ต้องงดอาหารที่แข็งและย่อยยาก ฉันแต่อาหารอ่อน โดยมีอุบาสิกาทองเพชร กมลสาร ได้เป็นผู้คอยหุงหาอาหารถวายมาตลอด จนเมื่อใกล้จะเข้าพรรษา โยมทวี นพรัตน์ ซึ่งบ้านอยู่ที่จังหวัดเชียงใหม่ มีความศรัทธาเลื่อมใส ได้ขอนิมนต์ให้หลวงปู่ไปจำพรรษาที่บ้านของตนหลังหนึ่ง ที่จังหวัดเชียงใหม่ ซึ่งเป็นบ้านหลังใหญ่ และไม่มีคนอยู่ ปกติหลวงปู่จะไม่ชอบอยู่ที่ไหนนาน ๆ ต้องการเปลี่ยนสถานที่อยู่แล้ว จึงรับนิมนต์ และพาสามเณร ๓ รูป และอุบาสิกาทองเพชร กมลสาร แผนกครัว ไปจำพรรษาที่จังหวัดเชียงใหม่

จนกระทั่งใกล้จะออกพรรษา หลวงปู่เกิดอาพาธหนัก เดินไม่ไหว โยมทวี นพรัตน์ จึงส่งหลวงปู่เข้ารักษาตัวที่โรงพยาบาลในกรุงเทพ ฯ จนอาการดีขึ้น คณะศิษย์จึงนิมนต์กลับวัดป่าวิทยาลัย

ปี พ.ศ. ๒๕๓๒ - พ.ศ. ๒๕๓๖

ในพรรษาต่อ ๆ มา หลวงปู่มักจะปรารภกับพระ - เณร อยู่เสมอว่า

"คนเราเกิด แก่ เจ็บ ตาย นี้เป็นของธรรมดา ถ้าเราพิจารณาเห็นความเป็นธรรมดาแล้ว เราก็จะไม่กลัว ไม่ดิ้นรน"

และท่านได้สั่งเสียไว้ล่วงหน้าว่า

"เมื่อผมตายแล้ว ไม่ต้องฉีดยาศพ ไม่ต้องเผา ให้เก็บศพไว้บนเขาวัดป่าวิทยาลัยนี้ โดยสร้างเจดีย์ที่เก็บไว้"

เพราะอาศัยเหตุนี้ ได้มีคุณเอมอร ลิขิตอิทธิรักษ์ได้เริ่มตั้งกองทุนไว้ ๒๐๐,๐๐๐ บาท ต่อมาจึงมีศิษยานุศิษย์ที่มีศรัทธาเลื่อมใส ทั้งใกล้และไกล ได้ร่วมกันบริจาคทรัพย์ สร้างเจดีย์เก็บสรีระและบริขารรูปทรง ๙ เหลี่ยมขึ้นมา และสร้างแล้วเสร็จในวันที่ ๙ ธันวาคม พ.ศ. ๒๕๓๔

ในวันทำบุญอายุครบรอบ ๘๖ ปี ในวันที่ ๖ เดือนเมษายน ปี พ.ศ. ๒๕๓๕ นั้น หลังจากเสร็จงานแล้ว หลวงปู่มีอาการยอกขึ้นในท้อง เดือนต่อมา เมื่อหายจากอาการยอกแล้ว ก็อาพาธมาตลอด ต้องเข้าโรงพยาบาลในกรุงเทพ ฯ และพักฟื้นที่บ้านของลูกศิษย์หลายแห่ง เช่น บ้านของคุณสมบุญ กล้าอาษา เขตบางขุนเทียน กรุงเทพ ฯ บ้านคุณทรงตระกูล งามสมภาค หลานของหลวงปู่ ที่จังหวัดนนทบุรี และบ้านคุณไพศาล คุณปราณี กลกิจ ที่จังหวัดราชบุรี เป็นต้น

วันที่ ๑๙ ธันวาคม พ.ศ. ๒๕๓๕ ลูกศิษย์ได้พาท่านไปพักอยู่ที่บ้านของคุณสมบุญ กล้าอาษา จนกระทั่งวันที่ ๒๔ มกราคม พ.ศ.๒๕๓๖ หลังจากที่ท่านดูมีอาการแข็งแรงขึ้น และสามารถเทศนาธรรมได้เสียงดังมากมาหลายวันแล้ว  ท่านก็หยุดเทศนา และนอนเฉย ๆ ในเวลากลางคืน ท่านเริ่มมีอาการอาพาธอีก และอาการหนักขึ้นเรื่อย ๆ ไม่ฉันอาหารและมีอาการกระสับกระส่าย คณะศิษย์จึงพาท่านเข้ารับการรักษาที่โรงพยาบาลพญาไท ๒ ในวันที่ ๒๗ มกราคม พ.ศ. ๒๕๓๖

หลังจากนั้นอีก ๓ วัน ในเวลา ๐๕.๐๐ น เช้ามืดของวันที่ ๓๐ มกราคม พ.ศ. ๒๕๓๖ เครื่องจักรคือหัวใจดวงหนึ่ง ซึ่งเริ่มต้นครั้งแรกเมื่อราว ๘๗ ปีที่แล้ว และทำงานมาอย่างซื่อสัตย์ไม่เคยหยุดพักเลยแม้แต่นาทีเดียว ก็มาหยุดทำงานลงแล้วตลอดกาล

หลวงปู่ได้มรณภาพลงแล้วด้วยอาการสงบ แพทย์วินิจฉัยแล้ว ลงความเห็นว่าหลวงปู่หัวใจล้มเหลว ความเศร้าโศกได้เกิดมีขึ้นในจิตใจของศิษย์ ทุก ๆ คน ทั้ง ๆ ที่ทำใจไว้แล้วว่า จะต้องมาถึงวันนี้แน่นอน

ความเกิด ความแก่ ความเจ็บ ความตาย ความพลัดพรากจากของรักทั้งหลาย เป็นพระธรรมเทศนาที่หลวงปู่ได้แสดงให้เห็นเป็นครั้งสุดท้าย เพื่อเป็นเครื่องเตือนศิษย์ทั้งหลายว่า

จงอย่าเป็นคนประมาท ความตายไม่เว้นใครเลยแม้สักคนเดียว จงเร่งหาธรรมอันเป็นที่พึ่งของตนเสีย ดังที่หลวงปู่ได้ทำเป็นตัวอย่าง และวางแผนที่ไว้ให้แล้ว เร่งเดินเถิดเราทั้งหลาย ก่อนที่จะสายเกินไป

-----------------------------------------------------------------------

คัดลอกจาก: อนุสรณ์ หลวงปู่ฉลวย สุธมฺโม วัดป่าวิทยาลัย ต.หนองพลับ อ.หัวหิน จ.ประจวบคีรีขันธ์

ด้วยจิตกราบบูชา

จากคุณ : mayrin [ 18 พ.ย. 2545]