#echo banner="" ประวัติ หลวงปู่บัวพา ปญฺญาภาโส วัดป่าพระสถิตย์

คลิกเมาส์ที่ใดก็ได้ในเฟรมนี้เพื่อเรียกเมนูด่วน

ชีวประวัติ

หลวงปู่บัวพา ปัญญาภาโส ๑๐

วัดป่าพระสถิตย์ อ.ศรีเชียงใหม่ จ.หนองคาย

โดย กองทุนพลังชีวิต อาคมธรรมทาน

จัดพิมพ์เผยแผ่เป็นธรรมบรรณาการ ไม่มีจำหน่าย

ตามเจตนารมณ์ของ เรืออากาศตรี อาคม ทันนิเทศ

เรื่องการเคารพคารวะ

องค์หลวงปู่บัวพาองค์ท่านเป็นพระผู้มีอุปนิสัยมาแต่ตั้งเดิมแล้วว่า องค์ท่านเป็นผู้สงบเสงี่ยม สำรวมเยือกเย็น เป็นพระพูดน้อยเสียงเบา เคารพคารวะต่อพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ เคารพคารวะต่อพระธรรมวินัยอย่างเคร่งคัดจนเป็นอุปนิสัย จนพระบางองค์ข้ามล่วงเลย ไม่เชื่อฟังคำขององค์ท่านก็มี เพราะนิสัยขององค์ท่านไม่เคยว่าใคร ไม่เคยขึ้นเสียงเถียงเอาชนะกับใคร ถูกผิดถ้าเขาไม่เชื่อฟัง องค์ท่านก็วางเฉยเสีย จึงทำให้พระบางองค์ คนบางคน ได้ใจว่าตนเองเก่งกว่า หรือดีกว่าท่าน

บริเวณภายในวัดป่าพระสถิตย์

อย่างองค์ท่านเหลือบไปเห็นพระพุทธรูปในทางที่องค์ท่านจะผ่านไป องค์ท่านจะทรุดตัวลงน้อมกราบอย่างสวยงาม เป็นที่หาดูได้ยากในพระทุกวันนี้ หากมีพระครูบาอาจารย์ที่มีพรรษาแก่กว่าองค์ท่าน จะกี่พรรษาก็ตาม พรรษาหรือสองพรรษาหรือบวชพรรษาเดียวกันแต่บวชก่อน องค์ท่านจะน้อมลงกราบอย่างนอบน้อมสวยงามจริงๆ ไม่มีคำว่าแข็งกระด้างทั้งกาย วาจา ใจ

เมื่อครั้งองค์หลวงปู่เหรียญ วรลาโภ แห่งวัดอรัญญบรรพต มาเยี่ยมป่วย องค์หลวงปู่บัวพาท่านป่วยหนักจนช่วยตัวเองไม่ได้ พอเห็นองค์หลวงปู่เหรียญมาเยี่ยมป่วยเท่านั้นแหละ องค์หลวงปู่บัวพาจะทรุดตัวจากเก้าอี้ลงสู่พื้น องค์หลวงปู่เหรียญห้ามก็ไม่ฟัง เพราะป่วยหนักอยู่แล้ว ไม่ต้องกราบก็ได้ แต่องค์หลวงปู่ก็ไม่ยอมฟัง ทรุดตัวลงกราบจนได้ จนบางครั้งองค์หลวงปู่เหรียญพูดว่า แบบนี้ก็ไม่อยากมาเยี่ยมป่วยแล้ว เพราะเท่ากับมารบกวนเบียดเบียนคนป่วย

 ความสันโดษ ความอดทน ความสำรวม ความนอบน้อมถ่อมตน ความเคารพคารวะ ผู้เขียนขอยกถวายให้เกียรติอันสูงสุดเป็นสมบัติขององค์หลวงปู่บัวพา ตั้งแต่ได้พบเห็นมา ไม่มีท่านใดเสมอเหมือนองค์ท่าน มิใช่ว่าองค์ท่านทำเป็นบางครั้งบางคราว องค์ท่านเคารพคารวะพระผู้มีอาวุโสกว่าจนเป็นอุปนิสัยเลย ไม่ว่าจะอยู่ดีมีแรง จะเจ็บไข้ได้ป่วย จะไปไหนมาไหน เป็นนิสัยขององค์ท่านมาตลอด นี่คือพระผู้ที่ท่านฝึกฝนลดละมานะทิฐิ ฆ่าตัวฆ่าตนได้เป็นอย่างดีเลิศเสียจริงๆ

ขนาดคนบ้ามาอาศัยนอนอยู่ศาลาบำเพ็ญศพ ชื่อคำใส ผู้เขียนเคยเห็นบางครั้งบางหน แกวิ่งตามถนนไปนั่นไปนี่ บางทีเมื่อวิ่งไปมาแล้ว ก็เข้าไปอยู่ตามป่าตามสวนข้างทาง ถอนหญ้าเล่นเป็นนิสัย บางทีก็ถอนหญ้าตามลานวัด แต่ไม่ค่อยทำอะไรให้ใคร ใครๆ ก็รู้จักแกหมดทั้งบ้านทั้งเมือง ทั้งเด็กและผู้ใหญ่จะเรียก “บักคำใส บักคำใส” จนติดปากกันทั้งหมด ตอนผู้เขียนอยู่วัดป่าพระสถิต ไม่ว่าพระหรือเณรน้อยก็เรียก บักคำใส เราก็เรียกบักคำใสมาตลอด

ศาลาวัดป่าพระสถิตย์

วันหนึ่งองค์หลวงปู่ได้ยินเข้าท่านจึงถามเรากับเณรว่า

“เรียกใคร อีตาคำใสนั้นอายุมากกว่าพ่อพวกเจ้าพุ่นดิ๊ จะมาเรียกแกว่าบักได้อย่างไร”

องค์ท่านบอกว่าให้เรียกว่า “อีตาคำใส”

องค์ท่านก็พูดต่อไปว่า ถึงแกจะเป็นคนบ้าก็จริง พวกเราพูดหยาบคาย มันจะเป็นบาปของเรา และจะทำให้เราเป็นคนชอบพูดคำหยาบจนติดเป็นนิสัย แต่พวกเราๆ ท่านๆ ถือเป็นเรื่องธรรมดาๆ ไม่ถือว่าเป็นคำหยาบคาย แต่องค์หลวงปู่ท่านไม่ให้พูดคำว่า “ไอ้” หรือคำว่า “บัก” กับใครทั้งนั้น แม้แต่คนบ้า นี่ดูสิ นิสัยคำพูดคำจาต่างกันไกลขนาดไหนกับคนธรรมดาอย่างเราๆ ท่านๆ

กิจนิมนต์ขององค์หลวงปู่บัวพา

องค์หลวงปู่บัวพา องค์ท่านเป็นผู้สันโดษและเป็นพระไม่ขัดแย้งกับใคร ไม่เคยขึ้นเสียงขัดข้องหมองใจกับใคร การที่องค์หลวงปู่ท่านรับนิมนต์จำเป็นต่อการสะดวกของศรัทธาญาติโยมเป็นอย่างดี ขอให้องค์ท่านว่าง ใครมานิมนต์จะใกล้จะไกล จะเป็นใครมาจากที่ไหนองค์ท่านรับกิจนิมนต์หมด ขอให้กล่าวคำนิมนต์ให้ถูกต้อง โดยไม่ขัดข้องต่อพระวินัย

บางรายก็มีอยู่บ้างที่องค์ท่านไม่รับนิมนต์ เพราะใช้คำนิมนต์ไม่ถูกต้องต่อพระวินัย บางคนเห็นองค์ท่านเป็นพระไม่ถือตัวและเข้าหาง่าย ก็ไม่คิดว่าท่านจะขัดข้องต่อท่าน ไปนิมนต์องค์ท่านว่า

“ขอนิมนต์หลวงปู่ไปฉันข้าวที่บ้านผมผมจะทำบุญเลี้ยงพระในวันนั้นวันนี้”

องค์ท่านจะบอกว่า “อาตมารับนิมนต์ไปฉันข้าวที่บ้านโยมไม่ได้ เพราะโยมนิมนต์ผิดพระวินัย”

แล้วองค์ท่านก็อธิบายความในพระวินัยให้ฟัง

เขาก็พูดว่า “ถ้าอย่างนั้นผมขอนิมนต์หลวงปู่ใหม่”

องค์ท่านก็บอกว่า “ไปไม่ได้เพราะที่นิมนต์ใหม่นี้เป็นคำที่อาตมาบอก ไมใช่คำของโยมมานิมนต์”

ถ้าใช้คำว่าฉันข้าว ฉันอาหาร ฉันขนม ที่บ้านผมจะทำบุญเลี้ยงพระ เช่นนี้รับรองได้ว่าไม่ได้องค์ท่านแน่ แต่ถ้ามีผู้ที่ได้รู้ได้รับการศึกษามาก่อน องค์ท่านจะให้ใช้คำว่า

“ขอนิมนต์พระไปรับบิณฑบาตที่บ้านผมในวันนั้นวันนี้”

พระอุโบสถวัดป่าพระสถิตย์หลังใหม่ในปัจจุบัน

องค์ท่านจะรับไปในงานนิมนต์ของญาติโยมอย่างทั่วหน้า จะเป็นคนร่ำรวยหรือคนยากคนจน ผู้ดีหรือไพร่ ที่ใกล้หรือที่ไกล องค์ท่านจะไปหมด ไม่มีที่ว่ารัก ที่ว่าชัง ที่มีคุณ หรือที่คนเขาไม่มีคุณ องค์ท่านไปให้เสมอภาคกันหมดเลย และจะไปตามนิมนต์ก่อนนิมนต์หลัง เว้นไว้แต่องค์ท่านติดรับนิมนต์ที่อื่นอยู่เท่านั้น แต่ถ้ามีกิจนิมนต์ภายในเขตบ้านหรืออำเภอหรือบ้านใกล้ๆ แถวนั้น องค์ท่านจะไปบิณฑบาตก่อนค่อยไปที่พื้นที่ แต่ถ้านิมนต์ทางไกล บางทีก็เดินทางไปหลายวัน จนองค์ท่านแก่เฒ่าชรามากแล้วก็ยังต้องไปในกิจนิมนต์อยู่ บางทีทางไกลองค์ท่านก็ไป ทางใกล้ก็ไป

บางทีพวกพระเณรลูกหลานเห็นองค์ท่านไปในกิจนิมนต์มาก ก็เหนื่อยแทนองค์ท่าน เคยมีหลายครั้งที่พวกลูกศิษย์ลูกหาหลายๆ ท่านหลายๆ องค์ ขอนิมนต์ให้องค์ท่านอยู่อย่างสบาย ไม่ต้องรับกิจนิมนต์เพราะแก่มากแล้ว พวกลูกศิษย์ลูกหาก็อดเป็นห่วงไม่ได้ องค์ท่านก็พูดยิ้มๆ ว่า

“อาจารย์เราไปจนถึงวันตายพุ้นดิ้”

พวกลูกศิษย์ลูกหาและญาติโยมชาววัดก็ได้รู้จะทำประการใด ได้แต่ ปรึกษาหารือกันอยู่และก็คอยดูแลการไปกิจนิมนต์ให้องค์ท่านและใช้อุบายเปลี่ยนกันพูดกับองค์ท่านบ่อยๆ ว่า

“ขอนิมนต์องค์หลวงปู่อยู่ ไม่รับกิจนิมนต์”

องค์ท่านก็ยืนกรานพูดคำเก่าขององค์ท่านอยู่ตามเดิม ด้วยเหตุนี้เองกิจนิมนต์ขององค์หลวงปู่จึงมากมาย ไม่มีเว้นแม้แต่คนทุกข์คนยาก คนใกล้คนไกล ขอให้เป็นกิจนิมนต์ที่ถูกต้องไม่ขัดข้องต่อพระวินัย องค์ท่านก็ไปขององค์ท่าน จนไปไม่ไหวจริงๆ

พระธรรมคำสอนขององค์หลวงปู่

ซุ้มประตูทางเข้าวัดป่าพระสถิตย์

ดังได้พูดมาตั้งแต่ต้นแล้วว่า องค์หลวงปู่เป็นพระปฏิบัติ แต่ท่านไม่ค่อยเทศนา ยิ่งเป็นการเป็นงานยิ่งแล้วเลย แต่ก็มีอยู่บ้าง เวลาองค์ท่านอบรมพระเณรและญาติโยมอยู่ที่วัด ส่วนมากท่านจะแนะนำให้เข้าถึงพระไตรสรณคมน์เป็นเบื้องต้น จากนั้นท่านก็สอนให้ตั้งอยู่ในองค์ศีล อบรมให้ตั้งใจภาวนา คือท่านจะพูดไปอบรมไป ไม่ได้เทศน์เป็นกัณฑ์ เช่น องค์ท่านจะแนะนำว่า

“พวกเราเกิดมาเป็นมนุษย์ เกิดมาได้พบพระพุทธศาสนา ถือว่าเป็นบุญอันเลิศ เป็นลาภอันประเสริฐ ที่เราได้เกิดมาพบพระพุทธศาสนา”

เมื่อเราเกิดมาได้บุญได้ลาภอันประเสริฐเช่นนี้แล้ว จงพากันตั้งอยู่ในความไม่ประมาทในชีวิต ในความเป็นอยู่ เพราะชีวิตและความเป็นอยู่เป็นสิ่งไม่แน่นอน จงรักษาบุญ รักษาลาภอันประเสริฐของเราเอาไว้ให้ได้ ถ้าผู้ใดเกิดความประมาทจะขาดทุนสูญกำไร ทำให้หลงไปทำบาปหยาบช้า ฆ่าสัตว์ตัดชีวิต เบียดเบียนบุคคลอื่นและสัตว์อื่น โทษของบาปกรรมนั้นๆ จะทำให้เราไปตกนรกหมกไหม้ ตกต่ำย่ำแย่ ตกระกำลำบาก จะทำให้เกิดมามีอายุสั้นเร็วพลันตายง่าย เกิดเป็นบ้าใบ้เสียจริตผิดมนุษย์ เกิดเป็นคนพิกลพิการ หูหนวก ตาบอด ง่อยเปลี้ยเสียขา เกิดมาไม่สมประกอบ ไปเกิดเป็นสัตว์เดรัจฉาน เป็นเปรตอสุรกาย เปรตวิสัย ได้ไปสู่ภพภูมิอันต่ำ ที่เรียกว่าอบายภูมิ เพราะความประมาท ทำให้ได้ทำบาปทำกรรม จึงต้องได้รับผลของกรรมตามที่ตนได้ทำเอาไว้ เรียกว่าเกิดมาขาดทุนสูญกำไร จึงไม่สมควรกับที่เราเกิดมาเป็นมนุษย์ ได้มาพบพระพุทธศาสนา

แต่ถ้าผู้ใดตั้งอยู่ในศีล เข้าถึงพระไตรสรณคมน์ ถือเอาคุณพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ว่าเป็นสรณะที่พึ่ง ที่ระลึก ที่นับถือ ไม่มีสิ่งอื่นใดมายึดถือ ว่าเป็นที่พึ่งนอกจากคุณพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์เท่านั้น ผู้มีศีลห้าและเข้าถึงคุณของพระรัตนตรัยอันแท้จริงเช่นนี้แล้ว ย่อมไปเกิดในที่สุขคติ โลกสวรรค์เสวยผลชมสมบัติอันเป็นทิพย์ หรือไม่ก็มาเกิดเป็นมนุษย์สมบัติ คือบุคคลผู้นั้นจะปิดอบายภูมิทั้งสี่ มีนรกเป็นต้น จะไม่ตกไปสู่โลกอันต่ำเป็นอันขาด คนเช่นนี้เรียกว่าเกิดมาไม่ขาดทุน เป็นผู้เกิดมาได้กำไร จึงได้ชื่อว่าไม่เสียชาติเกิด ผู้เข้าถึงพระไตรสรณคมน์อย่างแท้จริงเท่านั้นจะปิดอบายภูมิได้อย่างแน่นอน

จากนั้นท่านจะอบรมการภาวนา ส่วนมากท่านจะเน้นการพิจารณากายให้เห็นเป็นอสุภะ เป็นของปฏิกูล หรือให้เห็นเป็นธาตุสี่ เพ่งพินิจให้คลายลงสู่ธาตุเดิม มีดิน น้ำ ลม ไฟ แยกธาตุสี่ ขันธ์ห้า ตลอดจนถึงแยกกายออกให้เป็นคนละชิ้นละส่วน ไม่ให้เห็นว่าเป็นของสวยของงาม ให้เห็นเป็นของปฏิกูล น่าเกลียด น่าขยะแขยง ไม่ใช่ตัว ไม่ใช่ตน ไม่ใช่เรา ไม่ใช่เขา ให้เห็นเป็นสักแต่ว่าธาตุสี่ มีดิน น้ำ ลม ไฟ เป็นธรรมธาตุเดิมของเขาเท่านั้น แล้วท่านก็พานั่งสงบไปเรื่อยๆ

อุปาทานเป็นการสร้างทุกข์

เจดีย์หลวงปู่บัวพา ปัญญาภาโส

เมื่อตอนสมัยที่องค์หลวงปู่บัวพาได้ไปฝึกหัดบำเพ็ญภาวนาอยู่ในสำนักแห่งหนึ่ง ซึ่งขณะนั้นองค์หลวงปู่บัวพายังไม่ได้มาอยู่ฝึกหัดปฏิบัติกับองค์หลวงปู่เสาร์ มีพระที่ไปฝึกหัดปฏิบัติอยู่ด้วยกันหลายองค์ อยู่มาคืนหนึ่งเวลาประมาณ ๔-๕ ทุ่ม ได้ยินเสียงเกรียวกราวดังทางกุฏิพระท่านองค์หนึ่งพระที่อยู่ในวัดได้ยินเสียง ต่างองค์ก็ต่างพากันออกมาดูเพื่อรู้เหตุและพากันไปที่กุฏิของพระองค์ที่ท่านเกิดเหตุนั้น แต่พอไปถึง จึงได้รู้ว่าพระองค์นั้นโดนตะขาบกัด ร้องเสียงโอดโอยอยู่

พระที่ไปดูเหตุการณ์ต่างองค์ก็ต่างติดไฟขึ้นให้สว่าง ช่วยกันหายาหาน้ำมัน ใครมียาอะไรดีก็นำออกมาใช้ แต่ปรากฏว่าไม่ได้ผล ความเจ็บปวดไม่ได้ทุเลาเบาบางลงได้เลย พระองค์นั้นแสดงอาการเจ็บปวดมาก ร้องครวญครางอยู่อย่างเจ็บปวดเป็นทุกข์ จึงร้องโอดโอยอยู่ พระที่ไปดูอาการบางองค์สอบถามว่า

“เป็นอย่างไร อะไรกัด”

ท่านก็บอกว่า “ตะขาบกัด”

อีกองค์ก็ถามว่า “ทำอย่างไรถึงให้มันกัด กัดอยู่ที่ไหน”

ท่านก็บอกว่า “กัดอยู่ที่นอน”

พระที่ไปดูอาการต่างองค์ก็ต่างหาด เผื่อตะขาบมันซ่อนอยู่ตามที่นอนหมอนมุ้ง รื้อผ้ารื้อเสื่อ ค้นดูตรงนั้นตรงนี้หาไปหามา ก็ไปเจอแมงป่องไต่ออกจากหมอน พระองค์ที่เจอแมงป่องก็ร้องขึ้นว่า

“โอ๊ย! นี่เจอตัวมันแล้ว แมงงอดตัวนี้เอง”

พระอีกองค์ก็พูดขึ้นว่า “โอ๊ย! ปะสาแมงงอด ปวดอิหยังนักหนา ฮ่อง (ร้อง) คือสิตายแท่นะ”

พระองค์ที่เจ็บปวดก็บอก “จริงหรือ? ผมปวดมากจริงๆ ถ้าเป็นแมงงอด ทำไมผมถึงปวดขนาดนี้ ผมว่าตะขาบกัดผมแน่ๆ ละ มันถึงได้ปวดขนาดนี้”

พูดไปพูดมาใครๆ ก็ว่าตะขาบที่ไหน หาดูตรงที่ว่า เห็นแต่แมงงอดวิ่งหนี ตะขาบตะเข็บไม่เห็นมี พระองค์นั้นก็คุยกับหมู่เพลินไป ทั้งพูดทั้งหัวเราะ

“โอ่! แมงงอดต่อยมันก็ปวดขนาดนี้น้อ”

หมู่พวกพระเณรที่ไปดูบางองค์ก็พูดว่า

“แมงงอดตอดซื่อๆ สิเป็นหยัง”

ก็ชวนกันกลับ พอจะกลับจริงๆ มีพระองค์หนึ่งจัดที่นอนให้ใหม่ ดึงผ้าไปดึงผ้ามา ไปยกเอาห่อผ้าครองขึ้นจัดที่ให้ ดันไปเจอตะขาบตัวบักใหญ่ วิ่งออกมาจากห่อผ้าครอง พระองค์นั้นก็ร้องขึ้นว่า

“โอ้ นี่ไงตะขาบเจอตัวมันแล้ว”

พระองค์ที่ถูกตะขาบกัดร้องโอ๊ยขึ้นทันที

“ขี้เข็บกัดผม ขี้เข็บกัดผม ผมถึงปวดขนาดนี้”

พระองค์ที่ถูกตะขาบกัดล้มลงนอนครางโอ๊ยๆ ปวดขึ้นกะทันหัน แกบอกว่า

“ผมว่าแล้ว ผมว่าแล้ว ขี้เข็บกัดผม ขี้เข็บกัดผม ผมถึงปวดขนาดนี้ โอย! โอย! ผมว่าแล้ว ผมว่าแล้ว”

จำเป็น (สมควรแล้ว) พระองค์ที่ถูกตะขาบกัดต้องเจ็บปวดร้องโอดโอย นอนไม่หลับอยู่ตลอดคืน

เรื่องกำลังใจนี่ก็แปลก พอใครก็ว่าแมงป่อง แกก็ไม่ปวดไม่คราง พูดจาอยู่กับหมู่เฉย พอไปเจอตะขาบตัวจริงเข้าเท่านั้น ล้มนอนร้องโอยๆ นอนไม่หลับทั้งคืน

“น่าขบขันนะ เรื่องอุปาทานของคน”

องค์หลวงปู่พูดแล้วก็ขบขันหัวเราะไปตามการเล่าให้พระเณรฟัง

ของฝากหากใครอยากรู้

บริเวณวัดป่าพระสถิตย์

จะขอเล่าสู่กันฟัง พระเณรรุ่นหลัง ถ้ายังไม่ได้ฟังก็อาจยังไม่รู้ จิตใจของพระแก่ๆ รุ่นปู่ พระเณรรุ่นหลังยังไม่รู้ก็หาว่าพระโบราณล้าหลังไม่ทันสมัย พูดจาอันใดก็ไม่ทันคน เห็นผลปรากฏชัด คุณสมบัติของท่านประจำตัว พระผู้มีความหนักแน่นเป็นแกนนำ มุ่งหน้าปฏิบัติธรรมไม่เคยอวดตัว ผู้เขียนจำไม่ลืมเรื่ององค์หลวงปู่บัวพา ท่านดำเนินชีวิตปฏิบัติมาด้วยความหนักอยู่ ๔ ประการ เรียกว่าสอบผ่านได้เกรด ๔ ดีมากๆ เลยทีเดียว คือ

๑.ใจหนักแน่น

๒. กายหนัก

๓. ปากหนัก

๔. หูหนัก และรู้จักรักษาน้ำใจหมู่เพื่อน

คำว่า หนัก ในที่นี้คือหนักแน่นนั่นเอง ใจหนัก ท่านเป็นพระผู้มีจิตใจหนักแน่นมากๆ เลยทีเดียว ใครเขาจะด่า จะว่า จะถก จะเถียง เพื่อเอาแพ้เอาชนะกัน บางทีเรื่องที่ท่านพูดอยู่นั้นถูก แต่ถ้าคนอื่นเขาว่าของเขาถูก ท่านก็เฉยเสีย ใครจะยกย่องสรรเสริญท่าน ท่านก็ไม่หลงเพลิดเพลิน ท่านจะดำเนินด้วยความนิ่งเฉย ไม่แสดงอาการขึ้นๆ ลงๆ ให้ปรากฏขึ้นมาให้ได้ชมเป็นขวัญตาบ้างเลย จิตใจของท่านตั้งมั่นเป็นหนึ่งในอารมณ์เดียวจริงๆ คือท่านจะนิ่งและก็เฉย

กายหนัก คือจิตใจร่างกายของท่านจะหนักแน่น ไม่ค่อยเจ็บปวด เช่น ท่านนั่งสมาธิ หรือนั่งรับแขกอย่างนี้ ท่านจะนั่งได้ทั้งวัน ไม่เคยพลิกไปมา ไม่เคยบ่นเจ็บบ่นปวดให้ใครได้ยินเลย บางทีท่านนั่งสมาธิตลอดคืน ก็มีไม่เคยเห็นท่านบ่นปวดแขนปวดขา สำหรับท่านจะลุกกราบพระได้เลย ไม่เคยเห็นเหยียดแข้งเหยียดขา เจ็บนั้นเจ็บนี้ แต่องค์ท่านก็ลุกไปเลยเดี๋ยวนั้น จึงว่ากายท่านมีความทนต่อความเจ็บปวดได้จริงๆ

ปากหนัก องค์ท่านจะไม่พูดให้กระทบกระเทือนใครเลย ไม่เคยติฉินนินทาว่าร้ายใคร เรื่องที่ไม่ดีของใคร ท่านจะไม่พูดไม่ประจานใคร ถ้ามีคนอื่นเขามาพูดเรื่องของคนอื่น พระองค์อื่น ว่าท่านทำอย่างนั้น ทำอย่างนี้ ไม่ดีอย่างนั้น ไม่ดีอย่างนี้ ท่านก็จะพูดว่า คนเรามันสร้างบารมีมาต่างๆ กัน จะให้ใจเหมือนกัน ทำเหมือนกัน มันเป็นไปไม่ได้ ท่านก็พูดเป็นกลางๆ อย่างนี้ตลอดมา ผู้เขียนเคยถามญาติๆ ขององค์หลวงปู่ดู พวกญาติๆ ของท่านก็พูดเป็นเสียงเดียวกันว่า องค์หลวงปู่ ตั้งแต่เกิดมาไม่เคยพูดจาให้ผิดใจใครเลย ไม่เคยพูดให้คนเสียอกเสียใจเลย ซึ่งเป็นอุปนิสัยขององค์ท่านเอง

หูหนัก องค์ท่านเป็นพระหูหนัก ไม่วู่วามเชื่อง่าย ใครจะมาฟ้องท่าน ว่าคนนั้นเป็นอย่างนั้น คนนั้นเป็นอย่างนี้ คนนั้นทำผิดอย่างนั้น คนนี้ทำผิดอย่างนี้ องค์ท่านก็จะรับฟังเฉยอยู่ แล้วท่านก็จะยิ้มๆ แล้วก็แล้วไป แต่ถ้าคนนั้นมาฟ้องถึงสองสามครั้ง องค์ท่านก็จะพูดแบบเย็นขึ้นว่า

“ผมอยู่กับหมู่กับเพื่อน อยู่กับพ่อแม่ครูอาจารย์เป็นอย่างนี้ ไม่เคยนำเรื่องต่างๆ ไปฟ้องร้องให้ท่านฟัง เพราะกลัวครูบาอาจารย์จะหนักใจ ถ้าไม่เป็นเรื่องหนักหนาอันใด เราก็จะพูดจา (เคลียร์) กันเสีย ไม่ให้ไปถึงครูบาอาจารย์ เป็นการช่วยรักษาความสงบ ความสามัคคี ช่วยท่าน”

เล่นเอาพระที่ชอบฟ้องหงายหมาออกมา ไม่กล้าไปฟ้ององค์ท่านอีก แล้วท่านก็เล่าเรื่องปฏิบัติการอยู่กับครูบาอาจารย์ให้ฟังว่า

ขนาดสมัยเราอยู่อุปัฏฐากองค์หลวงปู่เสาร์ มีพระเณรเห็นท่านอุปัฏฐากครูบาอาจารย์ซึ่งเป็นพระผู้ใหญ่ บางท่านก็อยากจะทำบ้างจนถึงไปทำข้อวัตรตัดหน้าตัดหลัง ชิงทำก่อนท่านอยู่บ่อยๆ เพราะองค์หลวงปู่เสาร์เป็นพระเถระชั้นผู้ใหญ่ ใครๆ ก็อยากปฏิบัติอุปัฏฐาก หลวงปู่บัวพาท่านก็ไม่ว่า ไม่หวง ปล่อยให้ทำ ตัวท่านก็เฝ้าดูแลอยู่ใกล้ๆ เขาทำอะไร ท่านก็ปล่อยให้ทำ ถ้าจัดสิ่งของตั้งสิ่งของใช้ไม่ถูก ท่านก็ไม่ว่า พอเขากลับไปแล้ว ท่านก็ไปจัดให้เข้าที่เดิมให้เป็นปรกติเหมือนไว้ทุกวัน เพราะกลัวว่าพระองค์ที่จัดไม่ถูก จะโดนครูบาอาจารย์ดุเอา ท่านก็เอาเวลาเขาออกไปแล้ว ไปจัดให้เรียบร้อยอย่างเก่า เช่นปูที่นอน ปูผ้าปูนั่ง ตั้งบาตร วางกระโถน ตั้งกาน้ำ เก็บย่าม เก็บผ้าสังฆา จีวร เครื่องใช้ต่างๆ ท่านจะไม่กันไม่หวงและก็ไม่พูดให้เขาเสียความรู้สึก เมื่อผู้ที่ทำ ไปแล้ว ท่านก็จัดบริขารดังกล่าวให้อยู่ในที่เดิม ให้อยู่สภาพเดิม ให้เป็นที่เรียบร้อยอย่างเดิม ไม่ให้ครูบาอาจารย์ว่าพระที่จัดบริขารไม่ถูกได้

นี่คือน้ำใจของพระผู้ใฝ่ความรักความสามัคคี มีความหวังดีต่อหมู่ต่อคณะ ทั้งครูบาอาจารย์ สุดที่จะหาที่ไหน ไม่มีอีกแล้วในพระปัจจุบัน ทุกวันนี้

ความเป็นมาของวัดป่าพระสถิตย์ *

*บทความบทนี้มาจากคำบอกเล่าของคุณพ่อบัวแดง รักษาสัตย์ ซึ่งเป็นโยมอุปัฏฐากวัดป่าพระสถิตย์มาตั้งแต่เริ่มตั้งวัด

จะขอเล่าตามบันทึกความเป็นมาของวัดป่าพระสถิตย์ ที่คุณพ่อบัวแดง รักษาสัตย์ได้ช่วยเขียนเล่าไว้ก่อนหน้า เมื่อคราวสมัยอำเภอศรีเชียงใหม่ยังเป็นบ้านศรีเชียงใหม่อยู่ ยังมีป่า มีดง มีที่สาธารณะ ป่าช้า ของชาวบ้านศรีเชียงใหม่ เป็นป่าที่เคยมีพระธุดงค์เที่ยววิเวกผ่านไปมาปักกลดตามป่าช้าของหมู่บ้านอยู่บ่อยๆ

มีสมัยหนึ่งองค์ท่านหลวงปู่ใหญ่มั่นได้เดินธุดงค์ ไปพักปักกลดอยู่ที่ป่าสักในเขตบ้านศรีเชียงใหม่ ได้ทำให้คุณพ่อคำ รักษาสัตย์เกิดศรัทธาเลื่อมใส เข้าไปรับใช้ฟังธรรมท่านองค์หลวงปู่ใหญ่มัน และได้ขึ้นธรรมกับองค์หลวงปู่ใหญ่มั่น คือ ขอขึ้นไตรสรณคมน์นั้นเอง

นับแต่บัดนั้นมาทำให้พ่อตู้คำ หรือ คุณพ่อคำได้เลื่อมใสศรัทธาพระธุดงค์มาตลอด พ่อตู้คำจึงคิดหาที่จะสร้างสำนักสงฆ์ สร้างวัดขึ้น เพื่อพระธุดงค์ไปมาจะได้มีที่พึ่งพาอาศัย ชาวบ้านญาติโยมก็จะทำบุญกับพระธุดงค์บ้าง จึงพาญาติพี่น้องชาวบ้านศรีเชียงใหม่ ไปถากถางป่าดอนแม่เหล็ก เพื่อจะทำเป็นวัดป่าให้พระธุดงค์ได้มาจำพรรษา

ป่าดอนแม่เหล็กเป็นป่าช้าของชาวบ้านคุ้มวัดกลาง คุ้มวัดหาดประทุม เป็นที่ฝังศพป่าช้า เป็นที่สาธารณะ

ผมชื่อบัวแดง รักษาสัตย์ อายุผมในตอนนั้นได้ประมาณ ๑๒-๑๓ ปี ได้ไปช่วยคุณพ่อผมถากถางสร้างวัดป่าดอนแม่เหล็กขึ้น คุณพ่อคำคือคุณพ่อของผม สมัยนั้นอายุได้ประมาณ ๔๐ ปี ได้สร้างศาลาหลังคามุงแฝกขึ้น ๑ หลัง และสร้างกระต๊อบสองสามหลังไว้ต้อนรับพระธุดงค์

เมื่อพระธุดงค์ท่านมาพักนานๆ เข้า ท่านบอกคุณพ่อผมว่าอากาศไม่สู้จะดี ตรงที่ตั้งวัดเป็นที่ตาย ไม่เหมาะสมในการจำพรรษา ซึ่งเป็นฤดูฝน ถ้าฤดูแล้งก็พออยู่ได้ ป่าช้าดอนแม่เหล็กแห่งนี้ ปัจจุบันคือได้สร้างเป็นโรงเรียนศรีเชียงใหม่

ต่อมาพี่ชายผม (บัวแดง) ได้ออกบวชเป็นพระธุดงค์ ขณะที่บวชใหม่ๆ ท่านเคยเล่าให้ผมฟังว่า ท่านเคยอยู่กับหลวงปู่ที่สกลนคร ตอนนั้นผมจำได้ว่าในระหว่าง พ.ศ. ๒๔๗๓ ถ้าผมจำไมผิด เมื่อท่านกลับมาจากจังหวัดสกลนคร ท่านจะมาพักที่โคกป่าคอย วัดป่าคอย หรือหมาคอยก็เรียกกันถามชาวบ้าน ตามประวัติที่ผมจำได้ (บัวแดง) ผมกับคุณพ่อต้องมาจังหันให้พี่ชายผมทุกวัน

พี่ชายผมตอนนั้นพรรษาระหว่างสองสามพรรษา ท่านบอกกับคุณพ่อผมว่า เอาที่นี่เป็นวัดเถอะ อากาศก็ดีเป็นที่สัปปายะ เหมาะสำหรับพระผู้ที่ท่านปฏิบัติธรรมกัมมัฏฐาน เพราะที่ป่าคอยนี้เป็นที่ฝังศพของชาวคุ้มวัดเจียมปางและชาวคุ้มสะพานทอง

ตกลงคุณพ่อคำและญาติๆ จึงไปรื้อเอาศาลามุงแฝกและกระต๊อบที่ป่าช้าดอนแม่เหล็ก มาทำที่พักวัดโคกป่าคอยขึ้น โดยมีท่านอาจารย์สวัสดิ์ซึ่งเป็นพี่ชายผม (บัวแดง) และเป็นลูกชายคุณพ่อคำ รักษาสัตย์ เป็นพระผู้คอยดูแลให้คำแนะนำในการสร้างวัดป่าคอยแห่งนี้ขึ้น คุณพ่อผมก็ได้เพื่อนมาร่วมสร้างวัดป่าคอยแห่งนี้อีกแรง คือพ่อผู้ใหญ่นาคและพ่อตู้คำตา ได้มาช่วยกันสร้างวัดป่าคอยแห่งนี้ขึ้น

พ่อผู้ใหญ่นาคคือพ่อตาพ่อเฒ่าของพ่อตู้เพชร ที่เป็นทายกวัดป่าพระสถิตย์มาตลอด ส่วนพ่อตู้คำตานั่นคือพ่อของแม่มวน หรือแม่ตู้สงวน มีที่นาติดกับวัดป่าพระสถิตย์ แต่ปัจจุบันเป็นที่ของโรงเลื่อยไปแล้ว

คุณพ่อทั้งสามคนได้ร่วมมือกันสร้างวัดป่าคอยแห่งนี้ขึ้นมา ไม่นานก็เจริญรุ่งเรืองเพราะได้คุณพ่อผม พ่อผู้ใหญ่นาคและพ่อตู้คำตารวมสามแรง คุณพ่อผมอยู่คุ้มวัดช้างเผือกกับพ่อตู้คำตา ส่วนพ่อผู้ใหญ่นาคอยู่คุ้มเจียมปางสะพานทอง แต่ก่อนมีผู้ใหญ่คนเดียวปกครองสองคุ้มวัด ก็ได้ชักชวนญาติพี่น้องฝ่ายใครฝ่ายเรา มาร่วมกันสร้าง

อยู่ต่อมาพระพี่ชายผมคือพระอาจารย์สวัสดิ์ ได้มามรณภาพลง แต่อายุยังไม่มาก ท่านเพียงได้ ๑๓ พรรษาเท่านั้น วัดก็เลยเป็นวัดร้างอยู่ระยะหนึ่ง ต่อมาหลวงปู่บัวพาได้เที่ยวมาจากทางเมืองอุบลฯ ท่านจึงได้มาอยู่วัดป่าคอยแห่งนี้ จึงได้นำความเจริญมาสู่วัดป่าคอย จนได้กลายเป็นที่สมบูรณ์ทุกอย่าง จึงได้มาตั้งชื่อวัดใหม่ในทางราชการให้ชื่อว่า วัดป่าพระสถิตย์ มาตราบเท่าทุกวันนี้

จนท่านหลวงปู่บัวพาได้แก่เฒ่าชรา ได้มรณภาพลงจากพวกเราไป ณ ที่วัดป่าพระสถิตย์แห่งนี้เอง ส่วนผม (บัวแดง รักษาสัตย์) ได้บันทึกประวัติวัดป่าพระสถิตย์ให้ท่านฟังก็อายุได้ ๘๔ ปีพอดีแล้ว ไม่รู้ว่าจะได้เห็นหน้ากันไปอีกกี่วันก็ไม่รู้ เพราะเพื่อนๆ พี่ๆ น้องๆ ของผมก็กลับบ้านเก่ากันหมดแล้ว ผมก็ภาวนาอยู่ทุกวันว่า อยากจะอยู่ทำบุญไปอีกนานๆ บ้าง แต่ก็ไม่รู้ว่าความตายมันจะมาถึงเราวันไหน ก็ไม่มีใครทราบได้ ฉะนั้นเมื่อพี่น้องที่รักของผมทุกๆ คน และครูบาอาจารย์ที่กระผมเคารพทุกๆ ท่าน ที่ได้อ่านประวัติของหลวงปู่ท่านแล้ว จงช่วยกันอุทิศส่วนกุศลผลบุญที่หลวงปู่ได้สร้างเอาไว้ จงช่วยดลบันดาลให้ท่านหลวงปู่ จงไปสู่ที่สุขที่สุขโน้นเถิด ผมบัวแดง รักษาสัตย์ ผู้มีความรู้น้อยได้บันทึกประวัติของวัดป่าพระสถิตย์ ไว้ให้ท่านอ่านท่านฟังได้เพียงเท่านี้สวัสดี เอวํ

หน้าที่                   ๑๐