#echo banner="" ประวัติ หลวงปู่บัวพา ปญฺญาภาโส วัดป่าพระสถิตย์

คลิกเมาส์ที่ใดก็ได้ในเฟรมนี้เพื่อเรียกเมนูด่วน

ชีวประวัติ

หลวงปู่บัวพา ปัญญาภาโส ๙

วัดป่าพระสถิตย์ อ.ศรีเชียงใหม่ จ.หนองคาย

โดย กองทุนพลังชีวิต อาคมธรรมทาน

จัดพิมพ์เผยแผ่เป็นธรรมบรรณาการ ไม่มีจำหน่าย

ตามเจตนารมณ์ของ เรืออากาศตรี อาคม ทันนิเทศ

ความน่าอัศจรรย์ในคุณพระรัตนตรัย

ตั้งแต่องค์หลวงปู่ได้เข้ามาบูรณะวัดป่าพระสถิตย์ และจำพรรษาโดยตลอดมา บางครั้งบางคราวองค์หลวงปู่จะออกไปวิเวกทางหินหมากเป้ง-ผาดัก ไปทางผาดัก

๑. - ๓. วัดผาดัก

มีครั้งหนึ่งองค์ท่านไปวิเวกทางผาดัก พอไปถึงภูพนังม่วงซึ่งเป็นเทือกเขาเหมือนพนังกั้นน้ำ มีหน้าตาเป็นพนังล้อมรอบก่อนจะถึงผาดัก พอองค์ท่านไปถึงภูพนังม่วงซึ่งเป็นเขาลูกแรก พอขึ้นหลังเขาภูพนังม่วงได้แล้ว จากนั้นจะเดินตามหลังเขาไปเรื่อยๆ จนถึงภูผาดัก

ตอนนั้นพอไปถึงภูพนังม่วงก็เป็นเวลาพลบค่ำเย็นพอดี ที่พักก็ไม่ได้เลือกหาดู ไม่รู้ที่เหมาะที่สมว่ามีที่ไหนบ้าง ชาวบ้านเขาเอาฟางไปปูถวายเป็นที่พักใต้ร่มไม้ต้นหนึ่ง พิจารณาดูก็พอพักได้ ก็แขวนกลดกางมุ้ง จัดทำเรียบร้อยทุกอย่างแล้ว ก็เข้ากลดไหว้พระสวดมนต์ แล้วนั่งภาวนาทำความสงบได้สักพักใหญ่ พวกมดดำมดง่ามพากันขึ้นมารุมภายในกลดทั่วบริเวณเต็มไปหมด ตามที่นั่งที่นอน ตามมุ้ง กลด เต็มตามตัว ไม่มีที่ว่างแม้แต่นิด

วัดป่าพนังม่วง.

พอรู้สึกตัวว่ามีมดอย่างมาก องค์ท่านก็ลืมตาดู เอาไฟฉายส่องดูเห็นมีแต่มดเต็มไปหมด ดำเต็มไปหมด ขึ้นมากัดตามเนื้อตามตัวทั่วไปหมด ตั้งแต่เท้าถึงหัว ตั้งแต่หัวถึงเท้า ทุกเส้นผม ทุกขุมขนเต็มไปหมด ทั้งในผ้า ทั้งนอกผ้า มีแต่มดอย่างเดียว องค์ท่านแปลกใจว่า มดนั้นมาจากไหนกัน ทำไมมันมากมายถึงขนาดนี้ หรือเราได้ทำความผิดพระธรรมวินัยอันใดบ้างหนอ

ก็สำรวจตัวเองหลายรอบ ก็ไม่เห็นมีความบกพร่องของตัวเองแม้แต่นิดเลย จึงได้ส่งกระแสจิตออกไปข้างนอก เพื่อจะหาที่พักใหม่ คิดไปตรงไหนก็ไม่มีที่จะคิดออกว่าจะไปพักที่ใหม่ที่ไหน เพราะเรามาถึงที่นี่ก็มืดพอดี จึงไม่คิดหาที่จะย้ายไปที่อื่นอีก จึงปรารภกับตัวเองว่า ถ้าจะย้ายที่ก็ไม่รู้ที่จะย้ายไปไหน

หมดหนทางที่จะเลือก จึงน้อมจิตเข้ามาอยู่ภายในอีก น้อมนึกถึง พุทโธ ธัมโม สังโฆ เอาพระคุณพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์มาเป็นที่พึ่ง มาเป็นสักขีว่า ถ้าเรารู้ที่พักที่อื่นเราก็จะหลีกทางให้ แต่นี่เราไม่รู้ว่าจะไปทางไหน จำจะต้องอาศัยร่มไม้แห่งนี้

แล้วก็น้อมจิตตั้งมั่นอยู่กับพุทโธอยู่ภายใน แน่วอยู่ในอารมณ์เดียว ไม่ส่งส่ายไปไหนอีก ใช้ความอดทนอยู่ไม่นานนัก มดก็เริ่มถอยลงหมดตัว ที่ตามหัว ตามตา ตามหู ตามหน้า ตามปาก วางลง วางลง วางจากข้างบนลงมาก่อน วางลงมาเรื่อยๆ มาจนตามเนื้อ ตามตัว ตามแขน ตามขา วางลงมาตามตัว ตามเท้า รู้ด้วยความรู้สึก

หลวงปู่ชอบ หลวงปู่เหรียญ หลวงปู่หลุย และหลวงปู่บัวพา

พอรู้ว่ามดมันลดลงถอยไปหมดแล้ว ทำสมาธิภาวนาสักพักใหญ่ๆ ก็เลยลืมตาเอาไฟฉายมาส่องดูมด ไม่เห็นมีมดแม้แต่ตัวเดียว ไม่รู้มันหายไปไหนหมด ตามมุ้งกลดตามบริเวณฟางปูไม่มีแม้แต่ร่องรอยของมด เหมือนแผ่นดิน แผ่นหญ้าในป่าในเขานี้มันไม่มีมดเอาเสียเลย ส่องไฟฉายดูตามที่นอนหมอนมุ้ง รื้อดูใต้ฟางที่เขาปูให้นอน ก็ไม่มีมดแม้แต่ร่องรอยของมดก็ไม่เห็นมี นี้ก็เป็นเรื่องแปลก ช่างน่าอัศจรรย์คุณพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์จริงๆแท้อย่างไม่ต้องสงสัยเลย

นับตั้งแต่องค์หลวงปู่ได้มาพัฒนาวัดพร้อมกับการพัฒนาคนไปพร้อมกัน ทำให้วัดร้างแห่งนี้ได้เป็นวัดที่มีความเจริญเป็นวัดที่สมบูรณ์ มีศาลามีโบสถ์ครบทุกอย่าง

หลวงปู่เทสก์ เทสรังสี เกิดเมื่อวันเสาร์ที่ ๒๖ เม.. ๒๔๔๕ วันแรม ๔ ค่ำ เดือน ๕ ปีขาล ณ บ้านนาสีดา ต.กลางใหญ่ อ.บ้านผือ จ.อุดร ธานี มรณภาพเมื่อวันที่ ๑๗ ธ.. ๒๕๓๗ ณ วัดถ้ำขาม อ.พรรณานิคม จ. สกลนคร

การที่องค์หลวงปู่สอนคนให้ได้เป็นกำลัง และสืบทอดพระพุทธศาสนาไปพร้อมๆ กันนั้น เป็นเพราะองค์ท่านเป็นผู้ทรงคุณงามความดีเสมอต้นเสมอปลายมาโดยตลอด เป็นผู้ปฏิบัติงามเบื้องต้น ท่ามกลาง ที่สุด จนไม่มีใครแม้แต่คนเดียวจะพูดตำหนิติเตียนท่านเลย

ตั้งแต่องค์ท่านสร้างวัดป่าพระสถิตให้เจริญมานี้ ในเขต บริเวณใกล้เคียงในแถวนั้น องค์ท่านหลวงปู่บัวพาเคารพองค์หลวงปู่เทสก์ เทสรังสีมากที่สุด เพราะดูจากการพูดการจา กิริยาแสดงออก ไม่ว่าต่อหน้าหรือลับหลัง ถ้าองค์ท่านจะพูดถึงองค์หลวงปู่เทสก์ องค์ท่านจะใช้คำว่า ท่านอาจารย์เจ้าคุณ ทุกๆ คำไป

หลวงปู่เหรียญ วรลาโภ (พระสุธรรมคณาจารย์) วัดอรัญบรรพต บ้านหม้อ อ.ศรีเชียง ใหม่ จ.หนอง คาย เกิดเมื่อวันพุธที่ ๘ ม.. ๒๔๕๕ วันขึ้น ๒ ค่ำ เดือนยี่ ปีชวด ณ บ้านหม้อ  ต.บ้านหม้อ อ. ศรีเชียงใหม่ จ. หนอง คาย

องค์หลวงปู่เทสก์ก็เคยมาพักอยู่ที่วัดป่าพระสถิตย์กับหลวงปู่บัวพา ก่อนที่องค์ท่านจะไปอยู่หินหมากเป้ง องค์หลวงปู่เทสก์ได้พักอยู่กับหลวงปู่บัวพา แล้วองค์หลวงปู่เทสก์ปรารภจะไปหาที่วิเวก พระเณรทั้งญาติโยมได้กราบเรียนเรื่องความวิเวกที่หินหมากเป้งให้องค์หลวงปู่เทสก์ฟัง ซึ่งในสมัยนั้นมีท่านอาจารย์บัวพัน กตปุญโญ เป็นหลานองค์หลวงปู่บัวพา ไปจากวัดป่าพระสถิตย์ไปอยู่ก่อนแล้ว องค์หลวงปู่ก็ปรารภอยากจะไปดู ญาติโยมศรัทธาวัดป่าพระสถิตย์จึงจัดเรือหางยาวพาองค์หลวงปู่ไปดู เมื่อองค์หลวงปู่เทสก์ท่านไปเห็นก็ชอบใจ เพราะเป็นที่วิเวกและอากาศก็เย็น องค์หลวงปู่เทสก์จึงได้อยู่พัฒนาวัดหินหมากเป้งตลอดมา

ส่วนพระอาจารย์ที่เป็นสหธัมมิกที่สนิทสนมมากที่สุด คือองค์หลวงปู่เหรียญ วรลาโภ แห่งวัดอรัญญบรรพต เปรียบเสมือนเป็นองค์เดียวกันก็ว่าได้ นิสัยสงบเยือกเย็นเหมือนกัน ไปไหนมาไหน ไปด้วยกัน ใช้ของใช้แบบเดียวกัน สีผ้าก็สีเดียวกัน ไปในการในงานเห็นองค์หนึ่งก็ต้องเห็นองค์หนึ่ง จนได้ฉายาว่า วัวงามคู่

ส่วนพระที่เป็นอุปัฏฐากองค์หลวงปู่บัวพานานที่สด คือ ท่านอาจารย์อ้น อยู่กับองค์หลวงปู่นานที่สุดในบรรดาลูกศิษย์ จนได้สืบทอดวัดป่าพระสถิตย์แทนองค์หลวงปู่มาจนถึงปัจจุบัน

พระอาจารย์อ้น

เมื่อปี พ.ศ. ๒๕๑๕ ทางพระราชวังได้อาราธนานิมนต์องค์หลวงปู่ไปบำเพ็ญกุศลในงานพระราชพิธีของสำนักพระราชวังที่จัดขึ้นตลอดมาทุก ๆ ปี ส่วนมากองค์หลวงปู่จะไปกับองค์หลวงปู่เหรียญ เป็นวัวงามคู่ อยู่มิได้ขาด

พอมาถึงปี พ.ศ. ๒๕๑๙ วันที่ ๕ ธันวาคม องค์หลวงปู่บัวพาได้รับพระมหากรุณาธิคุณพระราชทานสมณศักดิ์เป็นพระครูชั้นตรี ที่พระครูปัญญาวิสุทธิ หลังจากนั้นองค์หลวงปู่บัวพา ก็ได้รับการอาราธนานิมนต์ไปบำเพ็ญกุศลในงานพระราชพิธีทางสำนักพระราชวังที่จัดขึ้นตลอดมาทุกปี

จนถึงเดือนสิงหาคม พ.ศ. ๒๕๒๘ องค์หลวงปู่บัวพาได้รับอาราธนานิมนต์ไปบำเพ็ญกุศลในงานพระราชพิธีเฉลิมพระชนมพรรษาของสมเด็จพระนางเจ้าพระบรมราชินีนาถ ในสำนักพระราชวัง และในขณะที่บำเพ็ญกุศลต่อหน้าพระที่นั่ง องค์หลวงปู่บัวพา ได้อาพาธเป็นลมในงานพิธี สมเด็จพระนางเจ้าพระบรมราชินีนาถจึงได้ให้แพทย์หลวง ถวายการรักษาและนำส่งโรงพยาบาลวิชัยยุทธ ทรงรับองค์หลวงปู่ไว้เป็นคนไข้ในพระบรมราชานุเคราะห์ ทรงถวายพระราชทรัพย์ส่วนพระองค์แก่องค์หลวงปู่บัวพาตลอดมาเป็นประจำทุกๆ เดือน จนถึงองค์หลวงปู่บัวพาได้ถึงแก่มรณภาพลงด้วยโรคชรา เมื่อวันอาทิตย์ที่ ๑๑ ตุลาคม ๒๕๓๔ ตรงกับวันขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๑๑ ซึ่งเป็นวันมหาปวารณาออกพรรษาพอดี

องค์หลวงปู่บัวพาได้ละสังขารอันหนักและทรมานที่อาพาธมานาน จากพวกเราไป สุดที่จะอาลัยด้วยความสงบดีงามที่กุฏิขององค์ท่าน ท่ามกลางบรรดาศิษยานุศิษย์ทั้งหลายทั้งฝ่ายฆราวาสบรรพชิต ต่างคนก็ต่างเศร้าโศกอาลัยการจากไปของพ่อแม่ครูอาจารย์ที่เป็นร่มโพธิ์ร่มไทร เมื่อเวลา ๒๐.๔๐ น. สิริอายุองค์หลวงปู่บัวพาได้ ๘๑ ปี ๑๑ เดือน ๑๑ วัน ๖๑ พรรษา

วัดอรัญบรรพต

ปฏิปทาที่น่าศึกษาอันเป็นกิจประจำขององค์หลวงปู่บัวพา

ปฏิปทาอันเป็นประจำขององค์หลวงปู่บัวพาที่น่าศึกษาเป็นอย่างยิ่งคือ องค์หลวงปู่บัวพาท่านเป็นพระผู้มีปฏิปทาอันงดงาม สันโดษอย่างมั่นคงและตายตัว ไม่เปลี่ยนแปลงตลอดจนชีวิตขององค์ท่าน นับว่าเป็นสิ่งหาดูได้ยากสำหรับพระสมัยในปัจจุบัน

องค์หลวงปู่บัวพาท่านเป็นพระสันโดษ เป็นพระสมถะ บริโภคสิ่งของแบบรู้จักคุณค่าและรู้จักใช้อย่างคุ้มค่ากับสิ่งของนั้นจริงๆ จนคนบางคนมองท่านว่าเป็นพระประหยัด แต่องค์ท่านก็ไม่เก็บสะสม ไม่ตระหนี่ในสิ่งของนั้นๆ จนเป็นลักษณะประจำตัวของท่าน ท่านจะใช้สิ่งของให้เกิดประโยชน์อย่างคุ้มค่าจนหมดคุณค่า หมดประโยชน์จากสิ่งเหล่านั้นจริงๆ

ปฏิปทาบางอย่างที่ท่านทำอย่างเด็ดขาดจนเป็นนิสัยตลอดไป เช่น ท่านถือฉันมื้อเดียว ท่านก็ฉันมื้อเดียวจริงๆ ไม่ว่าจะเป็นการไปงานสวยสาย (ไปสาย) ขนาดไหน หมู่เพื่อนอื่นๆ เขาจะฝันของว่าง กาโฟมกาแฟ ขนมนมเนย ผลไม้ของขบเคี้ยวก่อนเวลาฉัน องค์ท่านจะไม่แตะต้องสิ่งของเหล่านั้นเป็นอันขาด แต่องค์ท่านก็ไม่ยกโทษใคร

เรื่องตัวอักษรหรือตัวหนังสือก็เหมือนกัน องค์ท่านถือการไม่นั่งทับนอนทับ เหยียบ หรือทิ้งลงในกระโถน ไม่บ้วนน้ำลายคายเสลดลงในสิ่งของที่มีตัวหนังสือ จะเป็นภาษาอะไรก็ช่าง ท่านเคารพหมด และท่านจะไม่วางหนังสือไว้ที่ต่ำ แต่ถ้าท่านเห็นกระดำที่มีตัวหนังสือ ท่านจะเก็บเอาไว้ทั้งหมดแล้วจะเอาไปเผาไฟ เพราะองค์ท่านถือว่าตัวหนังสือทำให้คนได้ศึกษาและจารึกพระธรรมคำสอนขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้ทุกภาษาและคนจะได้เป็นใหญ่เป็นโต เป็นผู้ได้ดิบได้ดี ก็ได้ไปจากหนังสือทั้งนั้น

กุฏิหลังใหม่ขององค์หลวงปู่บัวพา

ขนาดบางครั้งองค์ท่านอาพาธ คนเขาทิ้งหลอดยาฉีดลงในกระโถน พระไม่รู้ก็ยกกระโถนขึ้นรับเพื่อให้ท่านบ้วนน้ำหมาก พอท่านจะบ้วนน้ำหมาก ท่านเหลือบเห็นหลอดยาฉีดที่มีตัวหนังสืออยู่ในกระโถน ท่านไม่บ้วนน้ำลายน้ำหมากลงในกระโถนเลยเป็นอันขาด หรือบางครั้งเวลาขึ้นรถเขาจะเอาหนังสือพิมพ์ให้รองเหยียบ หรือไปในที่นิมนต์บางบ้านเขาจะปูหนังสือพิมพ์รองสำรับกับข้าวเพื่อกันเปื้อน องค์ท่านจะไม่เหยียบไม่ข้ามไปเลยเป็นอันขาด ท่านจะบอกให้เขาเก็บออกเสียก่อนท่านจึงค่อยเหยียบเข้าไป หรือรองเท้าที่มีตัวหนังสือท่านจะไม่ยอมใส่เป็นอันขาด ถ้าเขาอยากจะให้ใส่ องค์ท่านจะบอกให้เขาเอาไปลบตัวหนังสือออกเสียก่อน องค์ท่านจึงจะใส่ให้ ยิ่งเป็นหนังสือพระธรรมหรือพระปาฏิโมกข์ยิ่งแล้วใหญ่ ยกไว้สูงเหนือหัวเลยทีเดียว

อีกทั้งเรื่องเทป วิทยุ หนังสือพิมพ์ ท่านจะไม่ให้มี ไม่ให้ฟังไม่ให้อ่านเลยเป็นอันขาด ถ้ามีใครเขาเอามาถวายพระ องค์ท่านจะดุว่า “เอากิเลสมาให้พระทำไม” ตัวองค์ท่านเองก็ไม่มี ไม่รับ ไม่อ่านหนังสือพิมพ์เป็นอันขาด

กับการเปิดเรียนเปิดสอนนักธรรม ท่านไม่ให้มีในวัดท่าน มีอยู่ครั้งหนึ่งพระภายในวัด อยากให้มีการสอนนักธรรมในวัด จึงเข้าไปกราบเรียนขออนุญาตจากองค์ท่าน องค์ท่านจึงบอกว่า ให้ผมตายเสียก่อน ค่อยพากันเปิดการเรียนการสอนนักธรรม

และมีอยู่ครั้งหนึ่งเณรน้อยไปกราบลาท่านไปเรียนหนังสือ องค์ท่านบอกว่า

“เออ...อยากเรียนก็ไปเรียนสายให้เรียนนักธรรมตรี โท เอก ก็พอนะ จะได้นำมาปฏิบัติ อย่าไปเรียนเป็นมหาฯ นะ มันหล่วง” (มันเลยเถิด)

หน้าที่                   ๑๐