#echo banner="" ประวัติ หลวงปู่บัวพา ปญฺญาภาโส วัดป่าพระสถิตย์

คลิกเมาส์ที่ใดก็ได้ในเฟรมนี้เพื่อเรียกเมนูด่วน

ชีวประวัติ

หลวงปู่บัวพา ปัญญาภาโส ๘

วัดป่าพระสถิตย์ อ.ศรีเชียงใหม่ จ.หนองคาย

โดย กองทุนพลังชีวิต อาคมธรรมทาน

จัดพิมพ์เผยแผ่เป็นธรรมบรรณาการ ไม่มีจำหน่าย

ตามเจตนารมณ์ของ เรืออากาศตรี อาคม ทันนิเทศ

พบวัดร้างได้สร้างให้เป็นวัดที่เจริญ

พอออกพรรษาปีนี้ องค์หลวงปู่ได้พาแม่ชีผู้มารดา ออกเดินทางมาทางอุดร หนองคาย ผ่านมาทาง ท่าบ่อ ศรีเชียงใหม่ ได้มาพบวัดร้างแห่งหนึ่งซึ่งเป็นวัดที่วิเวกพอที่จะเจริญในการบำเพ็ญเพียรภาวนา ชื่อวัดโคกพระคอย หรือ วัดโคกป่าคอย ก็เรียก ซึ่งตั้งเป็นป่าช้าของชาวบ้านแถวนั้น ภายในป่าช้าจะมีสองแห่ง อยู่คนละมุมกัน คือ ที่หนึ่งจะเป็นป่าช้าของเด็ก ส่วนอีกที่หนึ่งจะเป็นป่าช้าของผู้ใหญ่ เขาไม่เผารวมกัน คือป่าช้าของเด็ก เขามีแต่ฝังอย่างเดียว ที่สำคัญของวัดร้างแห่งนี้ มีบ่อน้ำเก่าแก่ มีโบสถ์เก่าๆ มีพระพุทธรูปเก่าแก่ ไม่มีใครรู้ว่าสร้างไว้แต่เมื่อใด

องค์หลวงปู่บัวพาได้เข้ามาอยู่จำพรรษาประจำอยู่วัดร้างแห่งนี้มาโดยตลอด ตั้งแต่ปี พ.ศ. ๒๔๘๙ หรือ พ ศ. ๒๔๙๐ เป็นต้นมา ได้พัฒนาวัดร้างแห่งนี้ขึ้น จนเป็นวัดที่สมบูรณ์ และต่อมาจึงได้เปลี่ยนชื่อวัดอย่างเป็นทางการว่า “วัดป่าพระสถิตย์” เพราะอาศัยความเป็นมาของวัด ซึ่งมีพระพุทธรูปเก่าแก่กับปาที่เป็นที่สถิตย์ของพระพุทธรูปนี้มานานเป็นนามวัด จึงเป็นวัดป่าพระสถิตมาตราบเท่าทุกวันนี้

ตามที่ผู้เขียนได้เข้าไปรู้ ไปสัมผัสกับองค์หลวงปู่บัวพา องค์ท่านเป็นพระปฏิบัติเคร่งครัด มีปฏิปทาอันงดงาม เป็นที่น่าเลื่อมใสในบุคคลผู้ที่ได้เข้ามาพบเห็น องค์ท่านมีความเพียรเป็นเยี่ยม ทำแบบสม่ำเสมอ มีนิสัยสุขุมเยือกเย็น เป็นพระพูดน้อย สันโดษ และถ่อมตน ไม่เคยพูดยกโทษ (กล่าวโทษ) ใคร เป็นพระที่เป็นเยี่ยงอย่างในทางปฏิบัติ

คนส่วนมาก ถ้าไม่ได้เข้าไปสัมผัสอับองค์ท่านด้วยตนเองแล้วจะไม่รู้เลยว่าองค์ท่านหลวงปู่บัวพาท่านเป็นพระอย่างไร เพราะท่านไม่แสดงตัว และองค์ท่านก็ไม่โด่งดัง ท่านอยู่ขององค์ท่านแบบเงียบๆ แต่ความเพียรขององค์ท่านยากที่จะมีใครเสมอเหมือน

ถ้าองค์ท่านว่าใคร ท่านก็ว่าแบบปกติ ไม่แสดงกิริยาและขึ้นเสียงดุดันเกรี้ยวกราด ถ้าองค์ท่านได้ว่าใครถึงสามครั้งแล้ว องค์ท่านจะไม่ว่าคนนั้นอีกในเรื่องนั้นๆ เพราะองค์ท่านถือว่าเป็นคนไม่เอาไหนเสียเลย

วัดป่าพระสถิตย์

องค์ท่านจะไม่เทศน์เอาเสียเลย พอจะได้ฟังบ้างก็เฉพาะพระเณร เมื่อองค์ท่านอบรมปฏิบัติกัมมัฏฐานและข้อวัตรการประพฤติต่างๆ เท่านั้น ถ้าเป็นการเป็นงานยิ่งแล้วใหญ่ จะไม่ได้ยินเสียงองค์ท่านเทศน์เลย

กับเรื่องความอดทนนี้เป็นอมตะจริงๆ ไม่เคยบ่นเจ็บ บ่นปวด  บ่นทุกข์ บ่นยาก และไม่เคยบ่นอะไรให้ใครฟังเลย จะเจ็บปวดขนาดไหนไม่เคยปริปากบ่น จะมีเรื่องอะไรเรื่องหนักอกหนักใจ จะมีปัญหาอะไรเกิดขึ้น องค์ท่านไม่เคยแสดงกิริยา สีหน้า ให้ลูกศิษย์ลูกหา หรือคนอื่นใดได้รู้ว่าองค์ท่านเป็นทุกข์เลย อยู่แบบสม่ำเสมอ ไม่ขึ้นไม่ลงตามกระแสของอารมณ์ องค์ท่านมีอารมณ์สม่ำเสมอจริงๆ

สมัยสร้างโบสถ์ยังไม่แล้วเสร็จ มีอยู่ครั้งหนึ่ง ช่างเขาตีนั่งร้านเต็มไปหมด ทั้งในโบสถ์และรอบๆ โบสถ์ ข้อวัตรขององค์ท่านคือ ทำวัตรเย็นรวมที่ศาลาแล้ว องค์ท่านจะไปทำวัตรที่ในโบสถ์แล้วนั่งสมาธิต่อ พอดึกประมาณห้าหรือหกทุ่ม องค์ท่านจะลงไปเดินจงกรมที่ทางเดินจงกรมข้างกุฏิขององค์ท่าน ก็ไม่รู้กี่ทุ่ม องค์ท่านค่อยขึ้นกุฏิ พอเข้าในกุฏิองค์ท่านทำวัตร สวดมนต์ นั่งสมาธิต่ออีก ไม่รู้ว่าองค์ท่านพักผ่อนเวลาไหน บางทีหรือทุกครั้งที่เราไปทำข้อวัตรตอนเช้า จะเห็นองค์ท่านนั่งคลุมผ้าจีวรเรียบร้อยอยู่ตลอด ไม่รู้ว่าองค์ท่านนอนตอนไหน

วันที่เกิดเหตุก็เช่นเดียวกัน พอเลิกประชุมที่ศาลา องค์ท่านลอดนั่งร้านเข้าไปในโบสถ์ ทำวัตร นั่งสมาธิขององค์ท่านประจำ ประมาณห้าทุ่มกว่าๆ พระเณรเงียบสงบกันหมดแล้ว ได้ยินเสียงเป๊งเล้ง (โครมคราม) อย่างดัง พระเณรองค์ที่ท่านอยู่ใกล้ได้ยินเสียง ก็นึกว่าแมวมันยันกระโถนที่ศาลา แล้วก็เงียบไป

กุฏิหลังเดิมของหลวงปู่บัวพา ที่วัดป่าพระสถิตย์

แท้จริงแล้ว เป็นองค์หลวงปู่ท่านนั่งสมาธินานไป บังเอิญปวดปัสสาวะ องค์ท่านจึงถือเอากระโถนกับไฟฉายเดินออกไปปัสสาวะข้างนอกโบสถ์ โบสถ์สูงประมาณ ๒ เมตร พอมายืนอยู่บันได องค์ท่านเสียหลัก เซถลาเอาด้านข้างลง พื้นรอบๆ โบสถ์ขรุขระด้วยเศษปูนเศษกระเบื้อง องค์ท่านตกลงไปแบบมองไม่เห็นอะไรเลย เพราะเป็นกลางคืนดึกๆ สลบอยู่กับที่ ไม่รู้ว่านานขนาดไหน โดยไม่มีใครรู้เรื่องเลย จนองค์ท่านฟื้นขึ้นมาเองมือยังถือกระโถนอยู่ องค์ท่านก็งง จำไม่ได้ ไม่รู้ว่าอยู่ที่ไหน องค์ท่านก็เดินหาทางออกไปจากกำแพงแก้วโบสถ์จะไปกุฏิ และไม่รู้ว่ากุฏิอยู่ทางไหนด้วย

องค์ท่านถือกระโถนเดินวนรอบไปตามกำแพงแก้วโบสถ์เป็นห้าหกรอบ ก็ไม่เห็นทางออก บังเอิญท่านอาจารย์มนัส วรจิตโต ท่านเปิดไฟที่กุฏิของท่านด้วยธุระส่วนตัว พอองค์หลวงปู่ท่านเห็นแสงไฟ ท่านก็ลัดไปหาแสงไฟ ไปเจอทางออกจากกำแพงแก้วโบสถ์พอดี องค์ท่านก็เดินไปหาแสงไฟ ไปถึงกุฏิท่านอาจารย์มนัส เอาไม้ไปเคาะบันได

ใครอยู่นี้ นี่ใครอยู่นี่

ท่านอาจารย์มนัสได้ยินเสียงองค์หลวงปู่ก็ตกใจ จึงรีบออกมาจากห้องกุฏิลงมาเปิดไฟดู เห็นองค์หลวงปู่ถือกระโถนอยู่ ที่แผลยังมีเลือดอยู่ มีรอยช้ำระบมตามหน้า ตามแขน ตามไหล่

ท่านอาจารย์มนัสถามองค์ท่านว่า ท่านอาจารย์เป็นอะไร

องค์ท่านบอกว่า จะไปกุฏิแต่ไปไม่ถูก

ท่านอาจารย์มนัสก็เลยตามไปส่งองค์ท่านที่กุฏิ หายาทา ยาใส่

ตื่นเช้ามาพระเณรค่อยรู้กัน จะพาองค์ท่านไปหาหมอ องค์ท่านก็ไม่ยอมไป ตกลงก็รักษาแบบธรรมดาเอายาทา หาสมุนไพรต้นไม้ใบไม้มาต้มให้องค์ท่านอาบ องค์ท่านก็พูดเป็นปกติ ไม่ทุกข์ร้อนอะไรและไม่บ่นเจ็บบ่นปวดอะไรเลย

ผู้เราเห็นอาการขององค์หลวงปู่แล้วเจ็บปวดแทนองค์ท่าน ถึงขนาดนั้นองค์ท่านยังไปทำวัตรนั่งสมาธิอยู่ตามเดิม พระเณรพากันกราบนิมนต์ ขอร้องวิงวอนให้องค์ท่านเลิกไปทำวัตรนั่งสมาธิที่ในโบสถ์เพราะเป็นช่วงก่อสร้างอยู่ องค์ท่านไม่ยอม ท่านก็ไปทำขององค์ท่านตามปกติ หลังๆ มาไม่ค่อยเห็นองค์หลวงปู่ไปทำวัตรสวดมนต์นั่งสมาธิในโบสถ์เหมือนเก่า เห็นองค์ท่านเลยไปเดินจงกรมที่ข้างกุฏิขององค์ท่านเลย

โบสถ์วัดป่าพระสถิตย์ในปัจจุบัน (หลังใหม่)

ได้โอกาสเวลาสรงน้ำองค์หลวงปู่ท่าน จึงกราบเรียนถามองค์ท่านว่า

“ขอโอกาสหลวงปู่ หลวงปู่ไมได้ไปทำวัตรสวดมนต์นั่งสมาธิ ที่ในโบสถ์อีกแล้วหรือ”

องค์ท่านบอกว่า “ไม่ได้ไปแล้ว”

“เพราะเหตุใดหลวงปู่”

หลวงปู่ท่านนั่งสมาธิอยู่ในโบสถ์ พระพุทธรูปองค์พระประธาน ซึ่งเป็นพระเก่าแก่โบราณประดิษฐานอยู่ในโบสถ์มาบอกว่า

แก่เฒ่าแล้ว ไม่ต้องมาทำที่โบสถ์ดอก ทำที่กุฏิเอาก็ได้

องค์ท่านก็เลยทำตามที่พระพุทธรูปบอก เราดีใจแสนจะดีใจเมื่อได้รู้ว่าองค์หลวงปู่ไม่ไปนั่งสมาธิที่ในโบสถ์อีกเลย สันนิษฐานว่า สมัยองค์หลวงปู่มาอยู่ใหม่ๆ ได้มาพบพระพุทธรูปเก่าแก่ตั้งประดิษฐานอยู่ในโบสถ์ร้าง องค์ท่านคงตั้งสัจจะอธิษฐานว่าจะทำวัตรนั่งสมาธิต่อพระพุทธรูปทุกๆ คืน องค์ท่านถึงได้ทำไม่เคยขาด ถึงแก่เฒ่าขนาด

หลังๆ มาองค์หลวงปู่ ได้สร้างโบสถ์หลังใหม่ขึ้น แล้วก็อัญเชิญเอาพระพุทธรูปที่เก่าแก่ขึ้นไปเป็นพระประธานในโบสถ์หลังใหม่อีก องค์ท่านก็ตามไปทำวัตรสวดมนต์ นั่งสมาธิที่โบสถ์ใหม่อีก แต่องค์ท่านก็ไม่ได้เล่าเรื่องตั้งสัจจอธิษฐานให้ฟัง เพียงสันนิษฐานเอาว่า ที่ท่านตั้งใจทำถึงขนาดนั้นคงมีอะไรสักอย่าง

ที่เล่ามานี่ คือความตั้งใจและความอดทนขององค์ท่าน มีมากมายหลายๆ เรื่องแต่จะไม่ขอเล่า จะขอเล่าอีกเรื่องหนึ่งในความอดทนขององค์ท่าน

สมัยผู้เขียนได้มีโอกาสทำหน้าที่อุปัฏฐากองค์ท่านหลวงปู่บัวพาชั่วระยะหนึ่ง ไม่ได้อยู่อุปัฏฐากรับใช้อยู่เป็นประจำและอยู่นานๆ เหมือนท่านองค์อื่นๆ องค์ท่านนั่งสมาธิอยู่ในโบสถ์ ยุงมันกัดตามแขนตามไหล่ตามหลังด้านผ้าคลุมปิดไม่ถึง ขึ้นตุ่มเหมือนหนังคางคก เพราะยุงตามชานเมืองมากจริงๆ

เรากราบเรียนองค์ท่านว่า หลวงปู่นั่งสมาธิอยู่ในโบสถ์ ยุงมันกัดจนเป็นหนังคางคกแล้ว ยุงมันมากขนาดนี้หลวงปู่ทำไมถึงนั่งได้

องค์ท่านบอกว่า “มีแหน่” คือมีบ้างเล็กน้อย ถ้าองค์ท่านบอกมีมากนี้มันจะขนาดไหน เรายังงงเลย ขนาดเราถือว่ามากที่สุดแล้ว แต่องค์ท่านบอกว่ามีแหน่

และอีกครั้งหนึ่งผู้เขียนไปทำข้อวัตรอุปัฏฐากถวายน้ำล้างหน้า ยาสีฟันตอนเช้า เห็นองค์ท่านซักผ้าสบงตากไว้ใหม่ๆ น้ำยังหยดอยู่เลย จึงกราบเรียนองค์ท่านว่า หลวงปู่เป็นอะไรหรือ

องค์ท่านบอกว่า ท้องเสีย ถ่ายทั้งคืน ครั้งหลังสุดไปไม่ทันจึงได้ซักผ้าสบง

ผู้เขียนมองดูองค์ท่านซูบซีด น้ำเสียงสั่นระรัว อาการหนักมากจนไม่มีแรงจนหูอื้อหมด จึงกราบเรียนองค์ท่านว่า หลวงปู่หมดแรง เหนื่อยมากนะนี่

องค์ท่านก็บอก เหนื่อยแหน่ (เหนื่อยเล็กน้อย)

ผู้เขียนเลยถือโอกาสกราบนิมนต์ไม่ให้องค์ท่านไปบิณฑบาต ลูกหลานพระเณรเต็มวัดเต็มวา จะไปบิณฑบาตมาเผื่อพ่อแม่ครูบาอาจารย์เอง องค์ท่านก็ไม่พูดอะไร

เรานำของนำบาตรมาจัดเตรียมที่ศาลาฉัน พอถึงเวลาออกบิณฑบาต เห็นองค์ท่านกำลังคลุมผ้าจะออกบิณฑบาต เพราะเราไม่ได้จัดผ้าไว้ถวายองค์ท่าน นึกว่าองค์ท่านจะไม่ไปบิณฑบาต

ผู้เขียนเห็นก็รีบขึ้นไปหาองค์ท่าน กลัดรังดุมลูกดุมถวาย ทั้งกราบวิงวอนไม่ให้องค์ท่านไปบิณฑบาต องค์ท่านก็บอก ไปได้ ไปได้ คำเดียว แต่น้ำเสียงทั้งไม้ทั้งมือยังสั่นอยู่เลย องค์หลวงปู่ท่านมีความอดทน เป็นเลิศจริงๆ จะนั่งทั้งวันก็ไม่เคยบ่นเจ็บแข้งเจ็บขา บ่นว่าเหนื่อย ว่าล้า เลยจริงๆ

องค์หลวงปู่เป็นผู้สงเคราะห์ญาติได้ดีด้วย สมัยองค์ท่านยังมีชีวิตอยู่ ลูกหลานขององค์หลวงปู่ที่ท่านได้อบรมสั่งสอน ได้ดิบได้ดีเป็นใหญ่เป็นโต เป็นครูบาอาจารย์ เป็นมหาเปรียญหลายท่าน หลายองค์

องค์หลวงปู่เป็นผู้สงเคราะห์ญาติขึ้น ในปัจจุบันลูกหลานองค์หลวงปู่ที่มีชื่อเสียง เป็นครูบาอาจารย์สืบทอดจากองค์ท่านก็ยังมีหลายองค์ อาทิ

ท่านอาจารย์มหาคำหล้า ธัมมกาโม ที่วัดสมานโสภาราม ตำบลบ้านหม้อ อำเภอศรีเชียงใหม่ จังหวัดหนองคาย เป็นทั้งหลานเป็นศิษย์ผู้ใหญ่

ท่านอาจารย์สมุทร หรือ พระครูภาวนานุโยค เป็นเจ้าคณะจังหวัดลพบุรี ที่เขาจีนแล จังหวัดลพบุรี

ท่านอาจารย์บัวพันธุ์ กตปญโญ หรือ พระครูภาวนาวิมล วัดวิเวการาม บางพระ จังหวัดชลบุรี

ท่านอาจารย์มหาสมาน หรือ พระนิเทศศาสนคุณ วัดคำโป้งเป้ง เมืองหนองคาย

ล้วนแต่เป็นแรงสำคัญสืบทอดองค์หลวงปู่มาจนกระทั่งถึงทุกวันนี้ ท่านทั้งสี่องค์นี้เป็นทั้งหลานเป็นศิษย์ขององค์หลวงปู่

พระอาจารย์สมุทร อธิปัญโญ

พระอาจารย์บัวพันธุ์ กตปุญโญ

 พระอาจารย์สมาน สิริปัญโญ

วัดหินหมากเป้ง

หน้าที่                   ๑๐