#echo banner="" ประวัติ หลวงปู่บัวพา ปญฺญาภาโส วัดป่าพระสถิตย์

คลิกเมาส์ที่ใดก็ได้ในเฟรมนี้เพื่อเรียกเมนูด่วน

ชีวประวัติ

หลวงปู่บัวพา ปัญญาภาโส ๗

วัดป่าพระสถิตย์ อ.ศรีเชียงใหม่ จ.หนองคาย

โดย กองทุนพลังชีวิต อาคมธรรมทาน

จัดพิมพ์เผยแผ่เป็นธรรมบรรณาการ ไม่มีจำหน่าย

ตามเจตนารมณ์ของ เรืออากาศตรี อาคม ทันนิเทศ

จำพรรษาอยู่กับหลวงปู่อ่อน

หลวงปู่อ่อน ญาณสิริ เกิดวันอังคารที่ ๓ มิ.. ๒๔๔๕ วันแรม ๑๓ ค่ำ เดือน ๖ ปีขาล ที่บ้านดอนเงิน ต. แชแล อ.กุมภวาปี จ.อุดรธานี มรณภาพ วันพุธที่ ๒๗ พ.. ๒๕๒๕ เวลา  ๐๔.๐๐ น. รวมอายุ ๘๐ ปี พรรษา ๕๗

พอออกพรรษาหมดเขตกฐิน ได้กราบลาท่านอาจารย์ดี ออกธุดงค์ขึ้นไปทางอุดรฯ เพื่อไปเยี่ยมญาติโยมพี่น้องที่อพยพไปจากเมืองอุบลฯ มาตั้งหลักแหล่งที่อำเภอกุมภวาปี จังหวัดอุดรธานี และได้จำพรรษาอยู่บ้านดอนแก้ว กับหลวงปู่อ่อน ญาณสิริ อีกครั้ง วัดนี้เป็นวัดเก่าแก่มาแต่โบร่ำโบราณตั้งแต่กาลไหนไม่มีใครรู้จัก มีใบสีมาหินธรรมชาติใหญ่ ๆ หลายใบสูงท่วมหัว โนน (เนิน) บ้านทั้งวัดเป็นดอนอยู่กลางน้ำหนองหาน ก็เป็นบรรยากาศอีกแบบหนึ่ง พอออกพรรษาหมดเขตกฐินในปีนั้น องค์ท่านออกธุดงค์เพื่อบำเพ็ญสมณธรรมขององค์ท่านไปเรื่อยๆ

โปรดเอามารดาบวชเป็นชี

ปีนั้นองค์ท่านย้อนกลับไปบ้านกุดกุง ซึ่งเป็นบ้านเดิมขององค์ท่านเพื่อเยี่ยมญาติและโปรดเอามารดาบวชเป็นชีในปีนั้น แล้วองค์หลวงปู่ได้พาแม่ชีซึ่งเป็นมารดาไปจำพรรษาอยู่วัดพระพุทธบาทบ้านหนองยาง อำเภอมหาชนะชัย จังหวัดอุบลฯ (ปัจจุบันเป็นจังหวัดยโสธร)

บ้านเสาหินใหญ่ในประเทศลาว

องค์หลวงปู่ท่านเป็นพระที่เคร่งครัด ปฏิบัติตามพระธรรมวินัยท่านออกเดินธุดงค์เที่ยวหาสถานที่วิเวกไปในที่ต่างๆ จนมีอยู่ครั้งหนึ่งองค์หลวงปู่ท่านได้จาริกเพื่อท่องเที่ยวเพื่อปฏิบัติธรรมไปทางฝั่งซ้ายแม่น้ำโขง คือ ประเทศสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว สมัยก่อนเรียกสั้นๆ ว่าประเทศลาว

เลยนครเวียงจันทร์ไปด้านหลัง ไกลจากเมืองไปหลายสิบกิโลเมตร มีหมู่บ้านหนึ่งซึ่งผู้เขียนก็จำชื่อหมู่บ้านแห่งนี้ไม่ได้ เพราะองค์หลวงปู่เล่าให้ฟังนานมาแล้ว เป็นหมู่บ้านอยู่ตามป่าตามเขา องค์หลวงปู่ได้มาพักเพื่อหาความวิเวกใกล้หมู่บ้านแห่งนี้

ตอนเช้าวันหนึ่ง ได้คลุมผ้าออกเดินบิณฑบาตไปตามหมู่บ้าน องค์ท่านได้ไปเห็นบ้านหลังหนึ่งเป็นบ้านโบราณ อายุคงนานมาก ดูแล้วไม่มีบ้านหลังอื่นเหมือนบ้านหลังนั้นเลย ดูช่างเป็นบ้านที่แปลกตาแปลกใจ จนองค์ท่านอดที่จะถามคนในหมู่บ้านนั้นไม่ได้ว่า บ้านนี้เป็นบ้านของใคร และเขาสร้างบ้านหลังนี้ได้อย่างไร คือบ้านหลังที่ว่านี้เป็นบ้านที่สร้างด้วยหินล้วนๆ มีเสาเรือนที่ใหญ่โตสร้างด้วยหิน เสาใหญ่เป็นโอบเป็นอุ้ม และรอยถากเสาหินเหมือนถากเสาไม้

ชาวบ้านจึงเล่าให้องค์หลวงปู่ฟังว่า

มีพ่อใหญ่คนหนึ่งซึ่งเป็นเจ้าของบ้านหลังนี้ แกเป็นคนที่มีวิชาอาคมขลัง แกสร้างบ้านหลังนี้ด้วยตัวเอง โดยไม่มีใครช่วยแกเลย ใช้วิชาเวทมนต์ของแกเอง แผ่นหินนี้แกจะดีดบรรทัดเหมือนเขาดีดบรรทัดจะเลื่อยไม้หรือถากไม้ เมื่อแกดีดบรรทัดลงไปกระทบแผ่นหิน หินก็จะถูกตัดแตกออกมาเลย แล้วก็ดีดบรรทัดถากเสาหินเหมือนกับถากเสาไม้ แกทำของแกคนเดียว

วันที่แกจะเอาเสาหินมาบ้าน พ่อใหญ่เจ้าของบ้านหินคนนั้น ก็เดินขอแรงไปตามหมู่บ้านทุกหลังคาเรือน ขอแรงคนในหมู่บ้าน ขอแรงหมดทุกคน ขอแรงคน แรงวัว แรงควาย แรงล้อ แรงเกวียน ทุกคนที่แกไปขอแรงก็รับปากว่าจะไปช่วยแกขนเสาหินมาสร้างบ้าน โดยแกบอกว่า

“ตอนเย็นขอแรงไปเอาเสาหินมาสร้างด้วยกันหน่อยเด้อ”

ตกตอนเย็นก็ไม่เห็นแกมา ชาวบ้านก็คอยอยู่จนดึก เพื่อจะไปช่วยแก เมื่อไม่เห็นมา ก็พากันเข้านอน จนเวลาผ่านไปถึงวันรุ่งขึ้น ตื่นเช้าขึ้นมาปรากฏว่าแกเอาเสาหินมาเรียบร้อยแล้ว ไม่มีใครรู้ว่าแกเอามาได้อย่างไร

แต่ที่มีผิดสังเกตอยู่อย่างหนึ่งคือ ตื่นขึ้นมาตอนเช้า ทุกคนในหมู่บ้านที่เคยรับปากว่าจะไปช่วยแกเอาเสาหินนั้น พากันเจ็บตามเนื้อตามตัว ตามแข้งตามขา เมื่อยล้าอ่อนเปลี้ยเพลียแรง ปวดหลัง ปวดเอว ไปตามกันหมดทั้งหมู่บ้าน แม้แต่วัวควายก็สังเกตได้ว่าร่างกายทรุดโทรมหมดเรี่ยวหมดแรง ไม่อยากจะลุกไม่อยากจะเดิน ไม่อยากดื่มน้ำกินหญ้าเหมือนแต่ก่อน อาการอย่างนี้เป็นอยู่หลายวันจึงหายเป็นปกติ

ส่วนบ้านหินของพ่อเฒ่าคนนั้นก็ถูกตั้งเป็นบ้านที่ใช้การใช้ประโยชน์ โดยไม่มีใครได้ช่วยแกเลย พอชาวบ้านเล่าให้องค์ท่านฟังจบแล้ว องค์หลวงปู่ก็ได้พูดกับเขาว่า

“เรื่องอย่างนี้ก็มีอยู่น้อ”

 เสมาหินขนาดใหญ่และเจดีย์ที่มีอยู่คู่กับวัดมาแต่โบราณ ที่วัดบ้านดอนแก้ว

องค์หลวงปู่บัวพา เจอคนบ้านกลายเป็นคนป่า

เมื่อครั้งสมัยยังท่องเที่ยววิเวกไปในภูผาบ้านป่าดง องค์หลวงปู่เคยธุดงค์ไปตามเขตประเทศไทย-ลาว ระหว่างเมืองอุบลฯ ลงไปถึงนครจำปาศักดิ์ ได้เที่ยวไปในป่า ได้ไปพบหมู่บ้านแห่งหนึ่ง จึงได้เข้าไปขอพักอาศัยในวัดบ้านแห่งนั้น ที่วัดแห่งนี้มีเด็กหนุ่มคนหนึ่ง คนเขาเอามาฝากไว้ที่วัดให้อยู่กับพระ องค์หลวงปู่ได้พักอยู่วัดแห่งนี้หลายวัน จึงได้รู้จักกันและได้พูดคุยกันกับชายหนุ่มคนนั้น จึงได้ถามหาสาเหตุความเป็นมา ที่แกจะได้มาอยู่ที่วัดนี้ด้วยเหตุปัจจัยอันใด

เขาจึงเล่าความเป็นมาของชีวิต คือเมื่อตอนสมัยเขาเป็นเด็ก ได้มีพี่น้องร่วมท้องของพ่อแม่ด้วยกันสามคน ตัวเขาเองมีอายุคงไม่เกิน ๕ ขวบ น้องสาวคนกลางประมาณ ๓ ขวบ น้องคนเล็กยังเด็กๆ นอนแบเบาะอยู่เลย พ่อแม่ก็มาถึงแก่กรรมตามไปทั้งสองคน ทิ้งเขากับน้องทั้งสองไว้ให้เป็นภาระของน้าสาวคอยเลี้ยงดู

อยู่ไม่นาน น้าสาวเขาที่เป็นสาวใหญ่ ซึ่งยังไม่ได้แต่งงาน จึงเป็นการมีลูกแต่ไม่มีผัว ไม่รู้ว่ากรรมเวรอันใดจึงทำให้ใจน้าสาวไปหลงคารมเจ้าบ่าวหนุ่มใหญ่ไร้คุณธรรม มาเคลียคลอน้าสาวว่าจะแต่งงานด้วย เพื่อความรักจะมีความสุข จึงยุให้น้าสาวทิ้งหลานทั้งสามคนตาดำๆ

ความรักเป็นใหญ่ในหัวอก จึงคิดไม่ตกว่าจะทำประการใด กามารมณ์ร้อนเร่า จึงทิ้งหลานจนได้เพราะใจต้องการกาม ความหลงใหลในกาม จึงหลงทำกรรมอย่างมืดมิดสนิทใจ ความต้องการในกาม ความสุขในกาม ความพอใจในรสกาม จึงเป็นการหลงใหลไม่มีคำว่าอิ่มพอ ต่อให้ได้สมหวังเท่าแผ่นดิน แผ่นน้ำ และแผ่นฟ้า ตัณหาก็ยิ่งไม่มีประมาณ จึงสมควรแก่การที่พระพุทธองค์ทรงตรัสว่า “นตฺถิตณฺหาสมานที” ว่า แม่น้ำเสมอด้วยตัณหาย่อมไม่มี

ดูอย่างในเรื่องนี้ น้าสาวเลี้ยงหลานตาดำๆ ทั้งสามคน ยังไม่รู้ว่าดีหรือชั่ว หลงคารมชายที่จะมาเป็นผัว จึงตามืดตามัวหลงกามกับผัว จึงทำกรรมชั่วโดยไม่กลัวกรรมตามสนอง ทะเลมหาสมุทรไม่เคยเต็มเพราะน้ำทุกๆ สายที่ไหลไปสู่มหาสมุทร ไฟไม่เคยอิ่มเชื้อ เมื่อมีมากไฟก็ยิ่งลุกแรง กามก็ยิ่งลุกลามไปตามความใคร่ไม่มีที่สิ้นสุด เมื่อหลงใหลไปตามรสของกามคุณ ก็ยิ่งอุ่น ก็ยิ่งทุกข์ จะพบความสุขเป็นอันไม่มี ดีไม่ดีทำให้มีโทษ มีบาป มีกรรม

คำโบราณจึงว่า ตัณหาหน้ามืด มืดยิ่งกว่าโลกันต์มหานรกที่ว่ามืดเสียอีก มีที่ไหน เป็นไปได้อย่างไรกัน มันก็เป็นไปแล้ว เพราะเมาในกามตัวเดียวไม่มีเพียงพอ ไม่มีพ่อแม่ ไม่มีแก่หนุ่ม ไม่มีลูกหลาน หน้าด้านมืดมัวไม่กลัวบาปกรรม จึงทำได้ทั้งสิ้น จากดินถึงฟ้า จากขี้ข้าถึงจอมกษัตริย์ จากมนุษย์และสัตว์ถึงเทวโลก ต้องทุกข์ต้องโศกเพราะกามคุณ

อยู่มาวันหนึ่ง น้าสาวได้คิดกลมารยา บอกว่าจะพาไปเที่ยวป่าไพร อุ้มเอาหลานคนเล็กเดินนำหน้าเข้าไปในป่าใหญ่ดงไม้แน่นหนา ป่าใหญ่ในดงลึกต้นไม้หนาทึบจนมองไมเห็นดวงตะวัน น้าสาวก็ผูกอู่ (เปล) ใส่ต้นไม้ เอาน้องคนเล็กนอนไว้ในอู่ แล้วก็บอกเขาทั้งสองว่าให้ไกวอู่ดูน้องเอาไว้ น้ามีธุระจะไปเดี๋ยวเดียวจะมา หลานก็เชื่ออย่างสนิทใจ ไกวอู่น้องคอยน้ากลับมา

น้าหายเงียบจนเกือบจะค่ำก็ไม่เห็นมา น้องคนเล็กหิวนมร้องไห้เสียงลั่นป่า ผู้เป็นพี่ก็ได้แต่บอกน้องว่า อย่าร้องๆ เดี๋ยวสักครู่แม่ของเราก็จะมา คอยแล้วคอยเล่า คอยมองทาง น้าสาวเจ้าจะมา จนตกค่ำน้ำตานองหน้า ทั้งสามร้องไห้หาน้าสาวเพราะความกลัว พี่ไกวอู่น้อง ตาก็จ้องดูทางที่น้าสาวจะมา ปากก็บอกน้องว่าอย่าร้องๆ อีกหน่อยแม่มาคงได้กินนม คือเรียกน้าเป็นแม่

แต่แล้วก็สิ้นหวัง พอตกมืดค่ำจึงต้องนั่งใจหาย แขนหนึ่งกอดน้องเอาไว้ มือหนึ่งไกวอู่น้องไป ทั้งสามร้องไห้ทั้งหิวทั้งกลัว น้องคนเล็กที่นอนในอู่ร้องไห้จนหมดเสียง เพราะหิวนมจึงเงียบไป อีกสองคนกอดกันเอาไว้ บอกน้องอย่าร้องไห้ แม่ไปไม่กลับมาหาเราอีกแล้ว ต้องนอนตามโคนไม้ในป่าลึกด้วยความรู้สึกทั้งกลัวทั้งหิว

น้องคนเล็กได้ตายอยู่ในอู่เพราะหิวนม เราสองคนร้องไห้กอดกันหลับไป ตื่นขึ้นเป็นวันใหม่ เขาผู้เป็นพี่ชายก็หาเก็บผลไมใบไม้มากินแก้หิว ผลไม้ลูกไม้อะไรก็ได้รู้ กินได้ก็กิน กินไม่ได้ก็ทิ้งเพื่อประทังความหิว

พอตกถึงบ่ายวันต่อมา เขาทั้งสองนั่งเฝ้าอู่น้องอยู่ ได้มีช้างฝูงหนึ่งเดินเข้ามาใกล้ มายืนดูเขาทั้งสอง พี่น้องก็กอดกันเอาไว้เพราะความกลัว

ช้างตัวหนึ่งคงเป็นหัวหน้าโขลง ได้เอางวงล้วงเข้าไปในอู่อุ้มเอาน้องคนเล็กที่ตายในอู่ แล้วเดินออกไปไม่ไกลนัก แล้วช้างก็เอาเท้าขุดดินให้เป็นหลุม แล้ววางน้องลงในหลุม ช้างก็เอาเท้าคุ้ยดินถม ช้างฝังน้องแล้วช้างก็เอาไม้มาทับไว้

เขาทั้งสองกอดกันนั่งดูช้างฝังน้อง จากนั้นช้างก็หันมามองดูเขาทั้งสอง แล้วช้างก็เดินจากไป พอเขาเห็นช้างช่วยฝังน้องคนเล็กที่หิวนมจนตาย และไม่มีท่าทีว่าจะเป็นอันตราย เขาก็เลยมีจิตใจนึกว่าฝูงสัตว์ที่มีชีวิตในป่าในดงนี้ล้วนแล้วแต่เป็นเพื่อนกับเขาทั้งนั้น จึงพาน้องอีกคนออกเดินไปตามป่า หาผลไม้ที่ร่วงหล่นมากินเป็นอาหาร ถ้าไม่มีลูกที่หล่นเห็นมีลูกอยู่เต็มต้น ผู้เป็นพี่ก็ขึ้นเก็บหรือเขย่าให้หล่นลงมา ผู้เป็นน้องก็คอยเก็บอยู่ข้างล่าง ใช้ชีวิตเลี้ยงชีพด้วยผลไม้ในป่า หาไปกินไป ค่ำไหนนอนนั่น บางทีเห็นไฟก็เข้าไปอาศัยนอนอยู่ใกล้ๆ ไฟที่ไหม้ตอไม้ขอนไม้ และหานอนตามโคนไม้ใหญ่ๆ

บางทีไปเจอเนื้อสัตว์ที่เสือกินไม่หมด ก็เอามาปิ้งไฟ เผาย่างไฟกินเป็นอาหาร บางทีไปเจอเสือมันกำลังกินเนื้ออยู่ เขาก็เข้าไปแย่งเอาเนื้อกับเสืออีกด้านหนึ่ง เสือก็ไม่ทำอะไร ได้แต่คำรามไล่ฮือๆ เท่านั้น จนกลายเป็นนิสัยและไม่มีความเกรงกลัวอะไรในป่าเลย จะกลัวก็แต่คนที่เขาเข้าไปคล้องช้าง

ทั้งสัตว์ ทั้งช้าง ทั้งเสือ ทั้งสองคนเขาจะรีบวิ่งหนีไปคนละทิศละทางเพื่อเอาตัวรอด เพราะเขากับน้องและพวกสัตว์ในป่าถือว่า พวกคนเป็นสัตว์ที่ดุร้าย ทำร้ายพวกเขาในป่า

อยู่ตามป่า หากินตามป่า จนเสื้อผ้าขาดเปื่อยไปหมด บางทีต้องเอาใบไม้มานุ่งมาห่มไปพรางอาศัยเดินตามฝูงสัตว์ไปเรื่อยๆ ฝูงสัตว์ก็เห็นเขาเป็นเพื่อน อยู่ในป่า เขาไมได้กินข้าว ไม่ได้เห็นผู้คน เห็นแต่ต้นไม้ป่าไม้และฝูงสัตว์ป่าด้วยกัน จนน้องสาวเขาโตจะเป็นสาวน้อยอายุได้ ๑๒-๑๓ ปี เขาเองก็ได้ ๑๕ - ๑ ๖ ปีเห็นจะได้ จนผมยาวตกหลัง คนน้องสาวตกถึงก้น อยู่กินกันแบบคนป่า จะมีคนเข้าไปบ้าง ก็พวกคนเข้าไปคล้องช้าง พวกเขาต้องวิ่งหนีชุลมุน

บางครั้งพวกคนคล้องช้างเขาจับช้างได้ เจ้าป่าผู้เป็นใหญ่ของพวกเขาที่อยู่ในป่าก็เอาทองคำมาไถ่ถอนช้างไว้ คนพวกคล้องช้างเขาก็คืนช้างให้

ครั้งหลังสุดที่พวกคนคล้องช้างจะจับตัวเข้ามาได้ เขากำลังขึ้นเอาผลไม้บนต้นไม้ที่สูงอยู่ น้องสาวเป็นคนคอยเก็บอยู่ข้างล่าง พวกคนคล้องช้างเขาเข้าไปใกล้กระชั้นชิด เขาตั้งตัวไม่ติด น้องสาวอยู่ข้างล่างได้วิ่งหนีไปก่อน เขาอยู่บนต้นไม้ก็รีบลงมาอย่างรีบร้อนและรวดเร็วจนทำให้พลัดตกลงมาบาดเจ็บที่โคนขาเลือดไหล ลุกขึ้นวิ่งหนีตามน้องไปแต่เจ็บขามาก ก็หกล้ม ลุกขึ้นได้ก็วิ่งต่อ เดี๋ยวก็ล้มอีก คนเขาวิ่งไล่ตามทัน เขาได้จับมัดมือจนดิ้นไม่หลุด คนพวกคล้องช้างเขาวิ่งตามน้องไปไม่ทันเพราะน้องวิ่งเร็วมาก เขาถามหาที่อยู่ของน้อง แกก็ไม่บอก เขาจึงเอาตัวแกขึ้นหลังช้างมาที่ทับ เขาก็พากลับมาบ้านเขา พวกคนคล้องช้างไปเที่ยวนี้ไม่ได้ช้าง ได้แต่เจ้าหนุ่มคนป่าคนเดียว

พอมาถึงบ้านคนทั้งหมู่บ้านต่างก็มามุงดูแก คนที่มาก็ถามโน่นถามนี่ แกก็ไม่พูดจากับใคร เขามัดแกไว้หลายวัน เขาก็เอาข้าวเอาน้ำให้กิน หลายวันเข้ามาคงเป็นภาระยุ่งยากแก่เขาในการเลี้ยงดู ทั้งการไปทำมาหากิน เขาก็เลยพาแกไปฝากไว้ที่วัดให้อยู่กับพระ ก็พอไว้วางใจได้บ้าง

เมื่อตอนองค์หลวงปู่บัวพาได้ไปพบเห็นแกนั้น เป็นช่วงที่แกอยู่เป็นอิสระและพูดจาได้บ้างแล้ว แต่มีนิสัยชอบนั่งยองๆ แล้วมองไปที่สูงๆ ตามยอดไม้ต้นไม้ ชอบนั่งเหม่อมองตามต้นไม้ยอดไม้ เพราะนิสัยเคยมองหาผลไม้กินเป็นอาหาร

องค์หลวงปู่เคยเก็บผลไม้ลูกไม้มาให้แกกิน แกดีอกดีใจมากและกินผลไม้ลูกไม้อย่างน่าเอร็ดอร่อย ลูกไม้ผลไม้อะไรแกกินเป็นหมด ลูกโพธิ์ ลูกไทร ลูกบก ลูกหว้า ลูกหม้อ ลูกเม็ก กินได้อย่างเอร็ดอร่อยจริงๆ

องค์หลวงปู่เห็นแล้วก็สงสาร ออกปากชวนแกไปด้วย แกก็อยากจะติดตามไปด้วย แต่มาคิดได้ว่าจะเป็นภาระ จึงตัดใจจากความเมตตา วางอุเบกขาสลัดภาระ ดั้นด้นสัญจรเดินหน้าเที่ยวไปแต่เพียงผู้เดียว

แกได้เล่าให้องค์หลวงปู่ฟังแล้ว แกก็ทำหน้าโศกเศร้ารำพึงรำพันถึงน้องสาวแกว่า

“ป่านนี้น้องสาวเฮาจะเป็นอย่างไร อยู่ที่ไหนก็ไม่รู้”

แกรำพึงรำพันไปเศร้าโศกไปแล้วก็ยิ้มๆ เล็กน้อยแล้วแกก็พูดว่า

“น้องสาวเฮางามดิ๊” (น้องสาวเราสวยนะ)

องค์หลวงปู่ได้ไปสอบถามชาวบ้านที่เคยไปคล้องช้างเพื่อหาข้อเท็จจริง ก็ได้ความจริงดังแกเล่ามาทุกประการ ดังเรื่องเจ้าป่าเคยเอาทองคำไถ่ถอนช้างป่าไว้นั้น ชาวบ้านเขาก็รับว่าเคยมีจริง จึงเป็นสิ่งที่จะพอเชื่อได้บ้าง

เรื่องสลับซับซ้อน ลี้ลับ ลึกลับ ในป่าดงพงไพรป่าใหญ่ดงหนา สิ่งที่ตามองไม่เห็นเป็นเรื่องที่ไม่ควรมองข้ามไป ยังมีผู้คนเข้าไปในป่าใหญ่ดงหนาได้พบ ได้เห็น ได้สัมผัส เป็นขวัญหู ขวัญตาอยู่บ้าง ไม่มากก็น้อย ที่ผู้เขียนเรียนให้ท่านผู้อ่านตามการที่ได้ยินได้ฟังมานี้ ตามที่องค์หลวงปู่บัวพาท่านได้ไปพบไปเห็นมาด้วยตัวขององค์ท่านเอง

รอยพระพุทธบาท

(บน) วัดพระพุทธบาทบ้านหนองยาง
(ล่าง) วิหารที่ประดิษฐานรอยพระพุทธบาท

หน้าที่                   ๑๐