#echo banner="" ประวัติ หลวงปู่บัวพา ปญฺญาภาโส วัดป่าพระสถิตย์

คลิกเมาส์ที่ใดก็ได้ในเฟรมนี้เพื่อเรียกเมนูด่วน

ชีวประวัติ

หลวงปู่บัวพา ปัญญาภาโส ๔

วัดป่าพระสถิตย์ อ.ศรีเชียงใหม่ จ.หนองคาย

โดย กองทุนพลังชีวิต อาคมธรรมทาน

จัดพิมพ์เผยแผ่เป็นธรรมบรรณาการ ไม่มีจำหน่าย

ตามเจตนารมณ์ของ เรืออากาศตรี อาคม ทันนิเทศ

พรรษาที่ ๒-๓ ที่บ้านข่าโคม

บ้านเกิดขององค์หลวงปู่เสาร์

อัฐิธาตุพระอาจารย์เสาร์ กันตสีโล ที่สำนักวัดข่าโคม หรือ วัดป่าหนองอ้อ

(บน) สีมาของเจ้าจอมมารดาทับทิม
ศาลปู่ตา ภายในบริเวณวัดข่าโคม

พอเข้าถึงเมืองอุบลฯ เข้าพักวัดบูรพา องค์หลวงปู่เสาได้พักโปรดญาติโยมเมืองอุบลอยู่ระยะหนึ่ง องค์หลวงปู่ก็พาเดินทางไปบ้านข่าโคม ซึ่งเป็นบ้านเกิดขององค์หลวงปู่ท่าน

พอไปถึงบ้านเดิมขององค์ท่านแล้ว องค์ท่านก็ปรารภว่าจะไปพักที่หอปู่ตา ใกล้ป่าหนองอ้อ ญาติโยมชาวบ้าน ลูกหลานจึงได้ช่วยกันจัดแจงเสนาสนะป่าหนองอ้อขึ้นถวายให้ได้ครบพระเณรที่ติดตามองค์หลวงปู่ไปทั้งหมด หอปู่ตา ป่าหนองอ้อ จึงกลายเป็นสำนักสงฆ์วัดป่าข่าโคมขึ้นมา

ได้อยู่จำพรรษาที่สำนักวัดป่าข่าโคมแห่งนี้สองพรรษาเพื่อโปรดญาติโยมขององค์ท่าน ณ สำนักวัดป่าข่าโคม ตำบลหนองขอน อำเภอเมือง จังหวัดอุบลราชธานี

ณ หนองอ้อแห่งนี้เอง องค์หลวงปู่บัวพาเล่าให้ฟังว่า วันหนึ่งขณะนั่งเฝ้ารับใช้องค์หลวงปู่เสาร์อยู่ เห็นองค์ท่านหัวเราะหึ ๆ ขึ้น หลวงปู่บัวพาจึงกราบเรียนถามท่านว่า

“องค์ท่านมีอีหยังนอ ข้าน้อย” (องค์ท่านมีอะไรไม่ทราบหนอ)

หลวงปู่หัวเราะ แล้วจึงเล่าให้ฟังว่า

หนองนี้แหละในชีวิตของเรา เคยทำบาปใหญ่ครั้งหนึ่ง สมัยเราเป็นหนุ่ม ฝนมันตก ปลามันขึ้นจากหนองนี้ มีแต่ตัวใหญ่ๆ ใครๆ เขาไม่กล้ามาเอา เขากลัว เพราะผีมันดุ ตาปู่มันร้าย ใครมาทำอะไรในเขตของเขาเป็นอันไม่ได้ คนเขาถึงกลัว เรากับพ่อเป็นคนไม่กลัว ได้พร้าอีโต้คนละเล่ม ตะข้องคนละใบ ฝนตกตอนกลางคืนเรามาสองคนกับพ่อ เราก็ฟัน พ่อก็ฟัน ฟันเอา ฟันเอา จนเต็มข้องไผข้องมัน (เต็มข้องของแต่ละคน)

หลวงปู่บัวพาเลยกราบเรียนองค์ท่านว่า

“ทอนี้” (เท่านี้) หรือ องค์หลวงปู่ บาปใหญ่ที่สุดในชีวิต คนอื่นเขาทำจนนับไม่ถ้วน และไม่รู้ว่าเขาได้ทำบาปอะไรไว้บ้าง แล้วพวกเขาเหล่านั้น จะเป็นบาปขนาดไหน

ณ สำนักวัดป่าข่าโคมนี่เอง เมื่อออกพรรษาปีนั้น ได้มีผ้าป่าทางชาววังจัดมาทอดถวายพระป่าเป็นครั้งแรก มีเจ้าจอมทับทิมนำคณะมาทอดถวายผ้าป่า ๗๐ กอง

พระคณะศิษย์ขององค์หลวงปู่เสาร์ที่ได้ติดตามไปเพื่อศึกษาฟังธรรม กับองค์หลวงปู่ ที่แยกย้ายกันไปอยู่จำพรรษาในบริเวณใกล้ๆ แถวนั้น เมื่อออกพรรษาแล้ว ต่างองค์ต่างมารวมกันที่วัดป่าข่าโคม อยู่กับองค์หลวงปู่เสาร์ เพื่อเตรียมต้อนรับผ้าป่าทางพระราชวัง พระเณรปักกลดอยู่ตามร่มไม้ในป่าหอปู่ตาหนองอ้อเต็มไปหมด ดูแล้วเป็นบรรยากาศที่หาดูได้ยากจริงๆ

คณะทางราชวังได้มาเห็นบรรยากาศที่พระเณรปักกลดพักอยู่ตามร่มไม้ ซึ่งเป็นภาพที่ไม่เคยรู้เคยเห็นมาก่อน จนพากันน้ำตาร่วงน้ำตาไหล เพราะบรรยากาศที่เห็นนั้น เป็นภาพที่ประทับใจของคนชาวกรุงมากทีเดียว

ต่อมาองค์หลวงปู่พาวิเวกไปทางอำเภอพิบูลมังสาหาร ได้ไปพบสถานที่สงบสงัดซึ่งเป็นที่เหมาะสำหรับการบำเพ็ญภาวนา เป็นดอนกลางแม่น้ำมูลเป็นป่ายาง มีทั้งต้นไม้ใหญ่ ต้นปานกลาง และต้นน้อย ทั้งต้นสูงต้นต่ำ อากาศก็เย็นสบายดี มีน้ำล้อมรอบ มีเนื้อที่ร้อยกว่าไร่ องค์หลวงปู่จึงนำหมู่คณะเข้าไปพักบำเพ็ญภาวนา

หลวงปู่เสาร์กับคณะศิษย์

(พระอาจารย์บัวพานั่งติดอยู่ซ้ายมือของหลวงปู่เสาร์แถวหน้า)

พรรษาที่ ๔-๗ ที่วัดดอนธาตุ

เมื่อชาวบ้านเขาเห็นก็เกิดศรัทธา จึงช่วยกันสร้างที่พักถวายจนกลายเป็นวัดขึ้นมา ให้ชื่อว่า วัดดอนธาตุ ซึ่งเป็นวัดสุดท้ายขององค์หลวงปู่เสาร์ มีบ้านทรายมูลเป็นบ้านอุปถัมภ์

ในสมัยนั้นเป็นที่วัดดอนธาตุนี้เอง มีรังผึ้งใหญ่เจ้ากรรมขององค์หลวงปู่อยู่ที่ต้นยางใหญ่ ใกล้ ๆ กุฏิขององค์ท่าน วันหนึ่งองค์หลวงปู่ท่านนั่งอยู่ตามสบาย ตามอัธยาศัยอยู่บนแคร่ข้างกุฏิขององค์ท่าน ได้มีเหยี่ยวตัวหนึ่งไม่รู้ว่ามันเป็นอะไรของมัน บินมาโฉบเอารังผึ้งขาดตกลงมาเสียงดัง ฮึ่ม! แม่ผึ้งแตกกระจายบินว่อน ไอ้ผึ้งมันคงโมโหว่าใครทำมัน พากันบินหาผู้ที่ทำร้ายเขา พอมาเจอองค์หลวงปู่ คงนึกว่าเป็นคนทำเขา ก็พากันเข้าตะลุมบอนทั้งกัดทั้งต่อยองค์หลวงปู่อย่างเต็มที่ เพราะผึ้งทั้งรัง องค์หลวงปู่รีบลุกขึ้นเข้าไปในกุฏิ พระมาช่วยเอาองค์หลวงปู่เข้าในมุ้งกลด แล้วนั่งล้อมรอบองค์หลวงปู่อยู่

ท่าน้ำทางขึ้นวัดดอนธาตุ

ไอ้ผึ้งมันก็ไม่ต่อยองค์อื่น บินว่อนหาช่องเข้าต่อยองค์หลวงปู่อยู่พักใหญ่ เห็นว่าไม่มีทางเข้าไปทำอะไรองค์หลวงปู่ได้มันค่อยพากันกลับรัง

นับแต่นั้นมาองค์หลวงปู่ก็มีอาการเจ็บไข้ ไม่ค่อยสบายเรื่อยมา ประกอบกับความชราขององค์ท่าน จึงทำให้มีอาการเจ็บป่วยของธาตุขันธ์ไม่ค่อยเป็นปกตินัก

องค์หลวงปู่ได้พาพระเณรอยู่บำเพ็ญภาวนาที่วัดดอนธาตุแห่งนี้ได้สามพรรษา พอออกพรรษาปีสุดท้าย องค์ท่านได้พาพระเณรไปเที่ยววิเวกทางนครจำปาศักดิ์ หลี่ผี เมืองโขง เมืองแสน ซึ่งในสมัยนั้นนครจำปาศักดิ์ยังเป็นของฝั่งไทยอยู่ องค์หลวงปู่ได้เจ็บป่วยครั้งแรกอยู่เขตเมืองโขง พอทำการรักษาดีขึ้นบ้างแล้วก็เดินธุดงค์ไปหลี่ผี

ทางเดินจากท่าน้ำเข้าสู่วัด

ทางเดินจงกรมของพระอาจารย์เสาร์

เจดีย์พิพิธภัณฑ์พระอาจารย์เสาร์ กันตสีโล

องค์หลวงปู่บัวพาเล่าเรื่องไปหลี่ผีสี่พันดอนให้ฟังว่า มันเป็นสี่พันดอนจริงๆ มันเป็นเกาะเล็กเกาะน้อย ทั้งเกาะใหญ่ๆ มากมายหลายพันเกาะ สมที่เรียกกันว่าสี่พันดอนจริงๆ เมืองโขงเป็นดินแดนของประเทศลาว เป็นเกาะใหญ่ที่สุดในจำนวนเกาะ เรียกกันว่าสี่พันดอน คือสี่พันเกาะนั่นเอง เกาะโขงหรือเมืองโขงมีหมู่บ้านสิบกว่าหมู่บ้าน ต้องนั่งเรือเข้าไป

เมืองโขงเป็นบ้านเมืองที่สงบที่สุดไม่มีแสง เสียง สีอะไรให้รำคาญหูรำคาญตา เราขึ้นไปนึกว่าไม่ใช่เกาะ เพราะเป็นเกาะใหญ่ นึกว่าเป็นแผ่นดินใหญ่เหมือนบ้านเราธรรมดา มีป่า มีดงมีเขา มีทุ่งนา แต่จะออกจะเข้าต้องนั่งเรือออกเรือเข้า ก็นับว่าเป็นบ้านเมืองที่น่าอยู่สำหรับผู้รักความสงบ

หลี่ผีเป็นน้ำตกที่สวยงามและใหญ่มาก จัดเป็นอันดับหนึ่งของเอเชียก็ว่าได้ จากหลี่ผีลงไปประมาณ ๑๐ กิโลเมตรจะเป็นทะเลสาบ เขตติดต่อสามประเทศระหว่าง ลาว เขมร และเวียดนาม ทะเลสาบแห่งนี้เป็นที่เพาะพันธุ์ปลาน้ำจืดก่อนจะขยายพันธุ์ไปสู่แม่น้ำต่างๆ

กุฏิพระอาจารย์เสาร์ ที่วัดดอนธาตุ

กุฏิพระอาจารย์เสาร์

ที่นั่งกรรมฐานของพระอาจารย์เสาร์

หน้าที่                   ๑๐