#echo banner="" ประวัติหลวงปู่บุญเพ็ง เขมาภิรโตฉบับเรียบเรียงใหม่

คลิกเมาส์ที่ใดก็ได้ในเฟรมนี้เพื่อเรียกเมนูด่วน

ประวัติหลวงปู่บุญเพ็ง เขมาภิรโต

วัดถ้ำกลองเพล

ต.โนนทัน อ.เมือง จ.หนองบัวลำพู

ฉบับเรียบเรียงใหม่ โดย

webmaster dharma-gateway.com

หลวงปู่บุญเพ็ง เขมาภิรโต นามเดิม บุญเพ็ง จันได เกิดเมื่อวันที่ ๒๐ ตุลาคม พ.ศ.๒๔๗๒ ณ หมู่ที่ ๓ บ้านศรีฐาน ตำบลศรีฐาน อำเภอป่าติ้ว จังหวัดยโสธร เป็นบุตรของนายคูณ และนางมา จันได มีพี่น้อง ๖ คนโดยองค์ท่านเป็นบุตรคนที่ ๓ ครอบครัวมีอาชีพทำนา ตระกูลของหลวงปู่ได้เกี่ยวข้องเป็นเครือญาติกับพระอาจารย์ในสายวัดป่าอีกหลายท่าน อาทิเช่น หลวงปู่เพียร วิริโย ท่านถือกำเนิดในครอบครัวชาวนา สกุล “จันได”, น้องสาวของพระอาจารย์สิงห์ทอง ธัมมวโร ก็ได้แต่งงานกับคนในตระกูลจันได, พระครูมงคลญาณ (คำพอง ปัญญาวุโธ) วัดป่านานาชาติ รัฐเวอร์จิเนีย สหรัฐอเมริกา ก็เป็นคนในสกุลจันได และเป็นญาติสนิท กับพระอาจารย์อุ่นหล้า ฐิตฺตธมฺโม

        บ้านศรีฐานนี้นับได้ว่าเป็นแหล่งกำเนิดพระสุปฏิปันโนสายวัดป่าเป็นจำนวนมาก อาทิเช่น

พระบุญสิงห์ สีหนาโท

๑.    พระอาจารย์สมุห์บุญสิงห์ สีหนาโท วัดป่าศรีฐานใน จ.ยโสธร (เป็นลูกศิษย์ของพระอาจารย์สิงห์ ขนฺตยาคโม และเป็นพระอาจารย์รูปแรกของพระอาจารย์สิงห์ทอง ธมฺมวโร)

๒.    พระอาจารย์บุญช่วย ธมฺมวโร วัดป่าศรีฐานใน จ.ยโสธร

๓.    พระอาจารย์สอ สุมงฺคโล วัดศรีฐานใน จ.ยโสธร (เป็นพระน้าชายแท้ๆ ของหลวงปู่บุญมา สุชีโว โดยเป็นน้องชายของโยมมารดา)

๔.    พระอาจารย์สิงห์ทอง ธมฺมวโร เกิดเมื่อวันที่ ๑๒ กรกฎาคม พุทธศักราช ๒๔๖๗ วัดป่าแก้วชุมพล จ.สกลนคร

๕.    หลวงปู่เพียร วิริโย วัดป่าหนองกอง จ.อุดรธานี

๖.    หลวงตาพวง สุขินฺทริโย เกิดเมื่อวันศุกร์ที่ 6 พฤษภาคม พ.ศ. 2470 วัดศรีธรรมาราม จ.ยโสธร (เป็นพระพี่ชายของหลวงปู่สรวง สิริปุญฺโญ)

๗.   หลวงปู่บุญเพ็ง เขมาภิรโต วัดถ้ำกลองเพล จ.หนองบัวลำภู

๘.   หลวงปู่บุญมา สุชีโว เกิดวันเสาร์ที่ ๒๘ พฤษภาคม พุทธศักราช ๒๔๗๕ วัดสามัคคีสิริมงคล จ.หนองบัวลำภู

๙.   หลวงปู่ทองดี วรธมฺโม วัดนิคมวนาราม จ.ยโสธร

๑๐.  หลวงปู่สรวง สิริปุญฺโญ วัดศรีฐานใน จ.ยโสธร (เป็นพระน้องชายของหลวงตาพวง สุขินฺทริโย)

๑๑. หลวงปู่คำพอง (หลวงตาน้อย) ปญฺญาวุโธ วัดป่านานาชาติ รัฐเวอร์จิเนีย ประเทศสหรัฐอเมริกา

๑๒. หลวงปู่อุ่นหล้า ฐิตธมฺโม วัดป่าแก้วชุมพล จ.สกลนคร

๑๓. หลวงปู่จวน โชติธมฺโม วัดนิคมวนาราม จ.ยโสธร

๑๔. หลวงปู่ทองสี กตปุญฺโญ วัดป่าสุทธิมงคล จ.ยโสธร (เป็นพระน้าชายแท้ๆ ของพระอาจารย์สิงห์ทอง ธมฺมวโร และหลวงปู่อุ่นหล้า ฐิตธมฺโม)

๑๕. พระอาจารย์ประเสริฐ ปวฑฒฺโน วัดป่าสุทธิมงคล จ.ยโสธร

หลวงปู่บุญเพ็งเริ่มศึกษาเล่าเรียนที่โรงเรียนวัดศรีฐาน จนกระทั่งอายุ ๑๒ ปี (พ.ศ. ๒๔๘๔) ได้บวชเป็นผ้าขาวเพื่อศึกษาและปฏิบัติข้อวัตรของผู้ทรงศีล และบรรพชาเป็นสามเณรที่วัดศรีธรรมาราม อ.เมืองยโสธร ในเวลาต่อมา (ไม่ทราบปีที่บรรพชา) เข้าใจว่า เมื่อหลวงปู่บุญเพ็งได้บรรพชาเป็นสามเณรเรียบร้อยแล้วก็ได้กลับมาอยู่ที่วัดศรีฐานใน บางแหล่งข้อมูลระบุว่า เมื่อบรรพชาแล้วท่านได้อยู่ที่วัดศรีธรรมาราม

เณรร่วมวัด

ในปี ๒๔๘๔ นี้เอง พระอาจารย์สอ สุมังคโล และ ด.ช.พวง ลุล่วง ซึ่งเป็นคนศรีฐานเช่นเดียวกับหลวงปู่บุญเพ็ง อายุ ๒๖ ปี พรรษา ๖ เดินทางกลับบ้านศรีฐานที่เป็นบ้านเกิด หลังจากที่ได้ธุดงค์ติดตามพระอาจารย์เสาร์ กนฺตีโลไปเมืองจำปาสัก ประเทศลาว และหลวงปู่เสาร์ก็ได้มรณภาพที่นั่น ๒๔๘๕) พระอาจารย์สอและ ด.ช.พวงได้ติดตามขบวนศพท่านพระอาจารย์เสาร์ที่เดินทางกลับจังหวัดอุบลราชธานี แต่ไม่ได้ตามเข้ามาในตัวเมืองอุบลราชธานี และเดินทางกลับบ้านศรีฐาน พักอยู่วัดศรีฐานในซึ่งขณะนั้นมีพระอาจารย์บุญช่วย ธัมมวโร เป็นเจ้าอาวาส และพระอาจารย์บุญสิงห์ สีหนาโท เป็นพระลูกวัดที่มีอาวุโส

หลวงตาพวง สุขินทริโย

เมื่อสามเณรพวงกลับมาอยู่วัดศรีฐานใน ในเดือนเมษายน พ.ศ. ๒๔๘๕ ก็ได้พบกับสามเณรบุญเพ็งซึ่งขณะนั้นอายุ ๑๓ ปี สามเณรทั้งสององค์จะรู้จักกันมาก่อนหรือไม่ ไม่มีข้อมูลบอกไว้ แต่ในเมื่อเป็นคนบ้านศรีฐานเหมือนกันและอายุห่างกันเพียง ๒ ปี ก็มีความเป็นไปได้ที่สามเณรทั้งสองจะรู้จักกันมาก่อน แต่เมื่อมาพบกันอีกในครั้งนี้และอยู่วัดเดียวกันทำให้สนิทสนมกันมากขึ้นไปอีก

หลวงตาพวงได้เคยพูดถึงหลวงปู่บุญเพ็งไว้ ดังนี้

"อาจารย์เพ็งท่องหนังสือดี มีความจำแม่น จำหลักธรรมต่าง ๆ ได้อย่างคล่องแคล่ว"

ในขณะนั้น ที่บ้านศรีฐานยังมีลูกบ้านซึ่งมีอายุไล่เรี่ยกัน และต่อมาได้เป็นพระสุปฏิปันโนสายพระป่า อยู่หลายองค์ อาทิเช่น พระอาจารย์สิงห์ทอง ธมฺมวโร ขณะนั้น (พ.ศ. ๒๔๘๕) อายุ ๑๘ ปี, หลวงปู่เพียร วิริโย อายุ ๑๖ ปี, หลวงตาพวง สุขินฺทริโย อายุ ๑๕ ปี, หลวงปู่บุญเพ็ง เขมาภิรโต อายุ ๑๓ ปี, หลวงปู่สรวง สิริปุญฺโญ อายุ ๑๒ ปี, หลวงปู่บุญมา สุชีโว อายุ ๑๐ ปี

เดินจงกรมแข่งกับพระอาจารย์บุญสิงห์

หลวงปู่ได้เล่าไว้ครั้งสมัยที่ท่านยังเป็น สามเณรบุญเพ็ง จันใด ว่า ท่านพระอาจารย์บุญสิงห์ สีหนาโท ซึ่งขณะนั้นท่านอยู่ที่วัดศรีฐานใน ได้ชวนไปภาวนาที่ป่าช้า (ป่าช้าบ้านศรีฐาน) ท่านพาเดินจงกรม

ทีแรกหลวงปู่บุญเพ็งก็คิดในใจว่าจะเดินแข่งกะท่าน ว่าคนแก่จะเดินเก่งขนาดไหน แต่พอเดินไปๆ สามเณรหนุ่มน้อยก็เหนื่อย สู้ไม่ไหว ก็เลยขึ้นแคร่นอน พอตื่นขึ้นมาก็เห็นท่านยังเดินอยู่ จนจะถึงเวลาปัดกวาดลานวัด คือ ๔-๕ โมงเย็น ท่านจึงพากลับ ไม่ใช่แต่เฉพาะเดินจงกรม เวลาท่านนั่งภาวนา ท่านก็นั่งได้ทั้งวันอีกแหละ เพราะทำไม่ถอย

ทางเดินจงกรมของท่านพระอาจารย์บุญสิงห์มีอยู่ ๓ เส้น แต่ละเส้นเดินจนเป็นร่องลึก ต้องได้ถมกันอยู่บ่อยๆ

อุปัฏฐากอาพาธพระอาจารย์สิงห์ทองครั้งเป็นโรคฝีดาษ

ในช่วงพรรษาแรกของพระอาจารย์สิงห์ทอง ในพ.ศ. ๒๔๘๗ ซึ่งขณะนั้นท่านอยู่ที่วัดป่าศรีฐานในนั้น มีชาวบ้านศรีฐานไปติดเชื้อฝีดาษมาจากที่อื่น และมาป่วยตายที่บ้านศรีฐาน ชาวบ้านยังไม่รู้จักก็พากันไปงานศพตามประเพณีของทางอีสาน

คนที่ไปงานศพนั้นติดเชื้อฝีดาษกันทุกคน ฟังว่าเชื้อนี้ไปจากเพชรบูรณ์ คนที่ตายคนแรกเป็นทหาร โรคนี้ก็ได้ระบาดไปทั่วทั้งหมู่บ้าน มีคนตายวันละ ๗-๘ คนทุกวัน จนชาวบ้านส่วนใหญ่อพยพออกจากหมู่บ้านไปอยู่ตามทุ่งตามนา และภายในหมู่บ้านเงียบเหงาวังเวงมาก เมื่อมีคนตาย ชาวบ้านก็มานิมนต์พระไปสวดมาติกาบังสุกุล ทำบุญให้กับผู้ตาย

ระหว่างนี้วันหนึ่งท่านพระอาจารย์สิงห์ทองท่านฝันว่า ท่านพระอาจารย์เพียร วิริโย สมัยท่านยังเป็นเด็ก เอาพุลูกเหล็ก (ไม้ซาง) มายิงท่าน ท่านห้ามว่าอย่ายิงๆ ก็ไม่ฟัง ก็เลยยิงท่านจริงๆ ท่านว่าเข้าไม่ลึกเท่าไร

และท่านพระอาจารย์เพียรพูดว่า ยิงแค่นี้จะเปื่อยไปทั้งตัวนะ แล้วท่านพระอาจารย์ก็หักพุลูกเหล็ก (ไม้ซาง) แล้วตีท่านพระอาจารย์เพียรจนเลือดอาบทั้งตัว

ท่านพระอาจารย์เพียรนี้ท่านเป็นญาติกับท่านพระอาจารย์สิงห์ทอง คือโยมแม่ของท่านพระอาจารย์เพียรเป็นพี่สาวของโยมพ่อท่านพระอาจารย์สิงห์ทอง

พอรู้สึกตัวตื่นขึ้น เมื่อได้โอกาสท่านก็เล่าความฝันนั้นถวายท่านพระอาจารย์บุญสิงห์ และท่านพระอาจารย์บุญสิงห์ก็ทำนายความฝันได้อย่างแม่นยำว่า

ท่านจะต้องเป็นฝีดาษกับเขานะ แต่ไม่ตายดอก เพราะท่านได้ชนะเขา พอท่านทราบดังนั้น ท่านจึงได้หลบโรคร้ายนี้ไปพักอยู่ที่วัดป่าหนองไคร้ ตำบลหนองหิน อำเภอเมือง จังหวัดยโสธร

วันหนึ่งขณะที่ท่านเดินจงกรมอยู่ ปรากฏว่ามีความรู้สึกเหมือนแผ่นดินหมุนติ้ว จนท่านไม่สามารถยืนอยู่ได้ จึงล้มตัวลง แล้วค่อยพยุงตัวไปยังที่พัก แล้วปรากฏว่าปวดหัวอย่างแรง ท่านจึงลุกขึ้นนั่งภาวนา

โดยตั้งใจว่าถ้าความปวดนี้ไม่หายเมื่อใดจะไม่ยอมเลิก ตั้งใจเสียสละชีวิตต่อสู้ทุกขเวทนา ถึงอย่างไรจะต้องพิจารณาให้รู้จักทุกขเวทนานี้ให้ได้ ท่านได้ต่อสู้ทุกขเวทนาจนจิตของท่านสงบ และปรากฏว่าทุกขเวทนาหายเงียบไปหมด พอทุกขเวทนาหายไปหมดแล้ว ท่านจึงออกจากสมาธิแล้วล้มตัวลงนอน และได้กลิ่นตัวของตัวเองคล้ายๆ กับกลิ่นฝีดาษ จึงทราบว่าท่านได้ติดเชื้อฝีดาษแล้ว ครั้นต่อมาก็มีอาการไข้

เมื่อโยมพ่อของท่านได้ทราบข่าวการป่วยของท่าน โยมพ่อของท่านจึงไปรับท่านกลับมาอยู่ที่วัดป่าศรีฐานใน ท่านพยายามเดินมาจนถึงวัดเพราะสมัยก่อนยังไม่มีรถ ระยะทางก็ประมาณ ๓๐๐ เส้น (๑๒ กิโลเมตร)

ต่อมาตุ่มก็เริ่มออก ตุ่มออกเต็มทั้งตัวจนกระทั่งฝ่ามือฝ่าเท้า ต่อมาพอตุ่มสุกแล้วก็เปื่อย โรคอันนี้เหม็นคาวมาก ท่านพระอาจารย์ถึงต้องนอนใบตองกล้วย เพราะออกแสบออกร้อนสารพัด

ขณะนั้นหลวงปู่บุญเพ็ง ยังเป็นสามเณรอยู่ เป็นผู้อุปัฏฐากพระอาจารย์สิงห์ทอง แต่ท่านพระอาจารย์บุญสิงห์สั่งพระเณรที่อุปัฏฐากรักษาว่าอย่าเข้าไปทิศใต้ลม ให้เข้าไปทางทิศเหนือลม ให้สังเกตดูลมเสียก่อน ท่านกลัวว่าเชื้อโรคจะติดพระเณร ในที่สุดท่านก็หายและรอดตายมาได้โดยไม่มีรอยแผลเป็นเหมือนกับคนอื่นที่เคยเป็นโรคนี้แต่ส่วนมากมักจะตายกัน ถ้าลงได้เป็นโรคอันนี้แล้วจะหายก็เพียง ๒๐ % เท่านั้น

พ.ศ. ๒๔๘๘ ไปกราบพระอาจารย์มั่นที่วัดป่าบ้านหนองผือ

ในปลายปีพ.ศ. ๒๔๘๘ หลังออกพรรษาแล้ว ท่านพระอาจารย์สอ สุมังคโล ท่านได้เดินทางด้วยเท้าพร้อมด้วยหลวงปู่บุญเพ็ง เขมาภิรโต ในขณะนั้นท่านเป็นสามเณรอายุ ๑๖ ปี และสามเณรลี จากวัดศรีฐานใน จังหวัดยโสธร เพื่อไปกราบท่านพระอาจรย์มั่น ภูริทัตโต ซึ่งขณะนั้นท่านจำพรรษาอยู่ที่วัดป่าบ้านหนองผือ บ้านหนองผือนาใน ตำบลนาใน อำเภอพรรณานิคม จังหวัดสกลนคร ระยะทางเดินเท้าประมาณ ๒๐๐ กิโลเมตร ใช้เวลาในการเดินทางเป็นระยะเวลา ๑๕ วัน พระอาจารย์สอพร้อมคณะได้พักอยู่ห่างจากวัดป่าบ้านหนองผือ ประมาณ ๑๒ กิโลเมตร และได้กำหนดว่าจะเข้าไปกราบท่านพระอาจารย์มั่นครั้งละรูป เพราะถ้าไปพร้อมๆ กันก็เกรงว่าจะไม่งาม อาจจะมีความวุ่นวายและขาดความสงบได้ โดยสามเณรบุญเพ็ง เป็นรูปแรกที่จะเข้าไปก่อน

หลวงปู่บุญเพ็งได้เล่าถึงเหตุการณ์ในครั้งแรกที่ได้มีโอกาสเข้าไปนมัสการท่านพระอาจารย์ใหญ่หลวงปู่มั่นว่า

“แรกๆ นะตัวเย็นเฉียบเลยนะ หยิกไม่รู้เรื่อง มันตื่นเต้นมาก เพราะเคยได้ยินกิตติศัพท์ของท่านพระอาจารย์มั่น ว่ามีระเบียบ เรียบร้อยมาก เป็นพระผู้มีความเคร่งครัดต่อพระวินัยมาก”

ครั้งนั้นอาตมายังจำได้ดีว่ามันตื่นเต้นมาก เมื่อเข้ากราบนมัสการ ก็เห็นความเป็นพระผู้มีปฏิปทาสูงมาก ยากที่จะมีใครทำได้เช่นท่าน

“งามจริงๆ แม้ท่านจะนั่งอยู่ในที่อันควรแล้ว ผิวพรรณของท่านเปล่งปลั่ง มองไม่เบื่อ เพราะเราไม่เคยเห็นอย่างนี้ สมกับคำล่ำลือจริงๆ”

ท่านพระอาจารย์มั่นท่านนั่งเฉยอยู่ มองพิจารณาอยู่ครู่หนึ่งท่านจึงเอ่ยขึ้นว่า

“พอบอกได้สอนได้”

หลังจากนั้นก็มีพระนำไปที่พัก ซึ่งก็เป็นป่าดงไม้ไผ่และรอบๆ บริเวณนั้นแหละ

จิตใจของอาตมานั้นปีติดีใจมาก คิดว่า “นี้เป็นโอกาสของเราแล้ว เราจะปฏิบัติศึกษาให้เกิดภูมิปัญญามากเท่าที่จะมากได้ทีเดียว”

ในปีนั้น พระเณรที่อยู่จำพรรษากับท่านพระอาจารย์มั่น ที่วัดป่าบ้านหนองผือ มีพระอาจารย์หลุย จันทสาโร พระอาจารย์มนู พระอาจารย์มหาบัว ญาณสมฺปนฺโน พระอาจารย์อ่อนสา สุขขกาโร พระอาจารย์เนตร กนฺตสีโล พระอาจารย์วัน อุตตโม สามเณรดวง และผ้าขาวเถิง

ความเข้มงวดในเรื่องการรับศิษย์ของท่านพระอาจารย์มั่นนั้น หลวงปู่หล้า เขมปัตโต ท่านได้เล่าไว้ในอัตโนประวัติองค์ท่านเองตอนหนึ่งดังนี้

“...การรับคนเข้าสำนัก องค์ท่านแนบเนียนจำกัดมาก แม้จะเป็นมายา อ่อนโยนแต่ภายนอก แต่ภายในแข็งกระด้าง ตีเสมอ ยกตนเทียบ หรือสูงกว่าองค์ท่าน องค์ท่านก็ไม่รับไว้ เพราะไม่สุ่มสี่สุ่มห้า (เพราะท่าน)มีทั้งตาเนื้อภายนอกและมีทั้งตาในแห่งปัญญาด้วย (คนที่ท่านพิจารณาเห็นว่า) พอจะสั่งจะสอนได้องค์ท่านจึงรับไว้....”

หลวงปู่หล้ายังได้เล่าถึงความอุตสาหะของ พระอาจารย์เนตร กนฺตสีโล ในการขออนุญาตอยู่ศึกษาและปฏิบัติธรรมกับท่านพระอาจารย์มั่น โดยหลวงปู่หล้าได้เล่าว่า

“...ในตอนนี้ พระอาจารย์เนตรพูดกับข้าพเจ้า (หลวงปู่หล้า) ว่า

‘หล้าเอ๋ย ท่านมีวาสนากว่าผม ท่านเข้ามาคราวเดียวได้อยู่เลย ผมนี้เวียนอยู่สามปีจึงได้อยู่นะ หล้า ผมมาปีทีแรก เทศน์ผมว่า ‘เนตรเอ๋ย ผมกับท่าน เทศน์ไม่ได้ผลดอก จงหนีไปวิเวกเสีย’ ว่าสองสามครั้งติด ๆ กันผมก็เลยไป มาปีที่สอง ก็เทศน์แบบเก่า เทศน์แบบเย็น ๆ เจ็บในมาก ผมก็ได้ออกไป มาปีที่สามนี้แหละได้แบบฝืด ๆ แต่ไม่รู้วันไหนจะไล่แบบเย็น ๆ อีก’

พูดแล้วท่านก็ยิ้ม แม้กุฏิจะว่างสักเพียงไรก็ตาม ถ้าไม่พอจะสอนได้ องค์ท่านก็ไม่รับ เทศน์ให้ฟังแล้ว สามวัน เจ็ดวัน ก็ไล่ออกไป องค์ท่านใช้คำว่า ‘เออเราเทศน์เด็ด ๆ ให้แล้ว รีบออกไปวิเวกนะ อย่าอยู่’ บางรายเข้าไปไม่ถูกระเบียบเหมือนมาจากนรก ก็เลยไล่หนีแบบขู่ ๆ เข็ญ ๆ ในวันนั้นก็มีมาก”

จากเรื่องที่เล่ามานี้ก็พอจะมองเห็นแล้วว่า ท่านพระอาจารย์มั่นท่านเข้มงวดในการรับผู้ที่จะเข้ามาอยู่ศึกษาปฏิบัติธรรมกับท่านมากเพียงใด

เมื่อสามเณรบุญเพ็ง ได้เข้ามาอยู่วัดป่าบ้านหนองผือ สมความตั้งใจแล้ว ท่านก็ได้เป็นผู้หนึ่งในการทำหน้าที่อุปัฏฐากท่านพระอาจารย์มั่น แต่งานดังกล่าวสามเณรบุญเพ็งมิได้ทำเพียงรูปเดียว เพราะการปฏิบัติอุปัฏฐากพระอาจารย์มั่นต้องมีผู้ช่วยกันหลายรูป

ในขณะนั้น ผู้ที่ทำหน้าที่ช่วยพระอาจารย์มั่นในการดูแลเรื่องต่างๆ ในวัดป่าหนองผือ ได้แก่หลวงตามหาบัว ญาณสัมปันโน โดยปกติท่านจะเป็นผู้ดูแลให้คำแนะนำเรื่องต่างๆ ว่า อันใดต้องทำ อันใดควรทำ อันใดต้องเว้น หรืออันใดควรเว้น เพื่อไม่ให้ถูกพระอาจารย์มั่นตำหนิได้ หลวงตาท่านจะวางระเบียบหน้าที่การงานให้เหมาะสมและเข้าอกเข้าใจกัน ให้ความเคารพตามอายุพรรษา ผู้ใดเคยดูแลบริขารชิ้นใดของหลวงปู่มั่นก็ให้ดูแลตามนั้น ไม่มีการก้าวก่ายกัน หลวงตามหาบัวได้พูดถึงการดูแลอุปัฏฐากพระอาจารย์มั่นในระยะท้ายๆ ไว้ดังนี้

"...ตอนเช้า..พอออกมาจากห้องแต่ก่อนเรา (หลวงตา) นั่นแหละจะเข้าถึงท่านก่อนเพื่อน เข้าไปในห้องท่าน พอท่านเปิดประตู บริขารอะไรๆ เรานั่นแหละจะเป็นผู้ขนออกมาให้พระให้เณร ครั้นพอนานมาๆ ท่านก็ปรารภว่า

‘เออ! พระที่มีอายุพรรษามากแล้วไม่ควรที่จะมาเกี่ยวข้องกับข้อวัตรปฏิบัติสำหรับเรามากนัก เพียงมาอยู่ห่างๆ ปล่อยให้พระเณรเหล่านี้มาทำข้อวัตรปฏิบัติ ต่อไปจะไม่มีนิสัยติดหัวมันล่ะ ถ้าไม่ให้มันทำบ้าง’

เมื่อปรารภเช่นนั้น ตั้งแต่นั้นมาเราก็อยู่ห่างๆ เป็นแต่เพียงบอกกับพระว่าองค์ไหนเอาบริขารชิ้นใดๆ ของท่านลงมา ไม่ให้ก้าวก่ายกัน เราเป็นเพียงอยู่ห่างๆ บางทีก็นั่งอยู่ข้างนอกห้องในกุฏิ คอยดูพระเณรเอาบริขารท่านลงไป บางทีก็ไม่ขึ้นแต่จะมายืนอยู่ใต้ถุนกุฏิคอยดูพระเณรเอาของลงมา …"

ก่อนหน้าที่สามเณรบุญเพ็งจะมาทำหน้าที่เป็นหนึ่งในคณะผู้อุปัฏฐาก ผู้ทำข้อวัตรอุปัฏฐากพระอาจารย์มั่น ในช่วงที่พระอาจารย์มั่นมาอยู่วัดป่าบ้านหนองผือ ได้แก่ท่านอาจารย์มนู ครูบาเนตร์ กนฺตสีโล และพระอาจารย์วัน อุตโม ซึ่งจำนวนคณะผู้อุปัฏฐากนี้จะมามากหรือน้อยรูป ก็แล้วแต่ว่าในระยะเวลานั้นมีพระเณรติดตามพระอาจารย์มั่นมาศึกษาและปฏิบัติธรรมอยู่มากน้อยเพียงใด แต่ก็มิใช่ว่าพระเณรเหล่านั้นจะได้ทำหน้าที่อุปัฏฐากท่านพระอาจารย์มั่นทุกรูป พระเณรรูปใดจะได้ทำหน้าที่นี้ก็ขึ้นอยู่กับปัจจัยหลายประการ อาทิเช่น บางครั้งท่านพระอาจารย์มั่นก็เป็นผู้เลือกเอง หรือไม่ก็เป็นหน้าที่ของท่านหลวงตามหาบัว จะเป็นผู้คัดเลือกและกำหนดหน้าที่ของพระเณรรูปนั้นให้ทำหน้าที่อย่างใดอย่างหนึ่งหรือหลายอย่าง ก็แล้วแต่ความเหมาะสม

ผู้มีหน้าที่ดูแลปรนนิบัติท่านจะเป็นลูกศิษย์ลูกหา ผู้มีพรรษาต่ำพรรษาน้อย ครูบาอาจารย์รุ่นใหญ่ไม่มีหรอก ช่วงนั้นผู้ที่อยู่ดูแลปรนนิบัติท่านก็มี หลวงตามหาบัว ญาณสมฺปนฺโน, หลวงปู่อ่อนสา สุขกาโร, หลวงปู่วัน อุตฺตโม, หลวงปู่คำพอง ติสฺโส, อาจารย์ทองคำ จารุวณฺโณ และอาจารย์บุญเพ็ง เขมาภิรโต อยู่วัดถ้ำกลองเพล เป็นสามเณร

ส่วนทางด้านพระอาจารย์สอ สุมังคโลเมื่อได้ฝากตัวเป็นศิษย์หลวงปู่มั่น ภูริทัตโต แล้วก็ได้ร่วมจำพรรษากับหลวงปู่มั่นอยู่ระยะหนึ่ง ท่านได้ป่วยเป็นไข้อยู่ประมาณหนึ่งเดือน เหลือวิสัยที่จะเยียวยา ได้มรณภาพกลางพรรษานั่นเอง (อายุ ๒๙ ปี ๙ พรรษา) เรื่องที่พระอาจารย์สอ สุมังคโลมามรณภาพที่วัดป่าบ้านหนองผือนี้ หลวงตามหาบัว ญาณสัมปันโนได้เขียนไว้ใน “ประวัติท่านพระอาจารย์มั่น ภูริทัตตเถระ” ถึงเรื่องที่มีพระภิกษุมรณภาพที่วัดป่าบ้านหนองผือ ๒ องค์ แต่ท่านหลวงตามหาบัวไม่ได้ระบุชื่อพระองค์ที่มรณภาพไว้ทั้งสององค์ แต่ในหนังสือบูรพาจารย์ในหัวข้อ "เรื่องศพที่ท่านพระอาจารย์มั่นพาปฏิบัติ" ได้ระบุว่าเป็นพระอาจารย์เนียม โชติโก ส่วนองค์ที่สองคือพระอาจารย์สอ สุมังคโล ท่านหลวงตามหาบัวท่านได้เล่าถึงการมรณภาพของพระอาจารย์สอดังนี้

“ระยะที่ท่านอาจารย์พักอยู่วัดหนองผือมีพระตายในวัด ๒ องค์...... องค์ที่สองเป็นไข้ป่า ท่านเป็นพระชาวอุบลฯ นับแต่เริ่มป่วยรวมเวลาประมาณหนึ่งเดือนก่อนท่านจะมรณภาพ มีพระองค์หนึ่งท่านพิจารณาเห็นเหตุการณ์ของท่านผู้ป่วยอย่างไรไม่ทราบ วันนั้นตอนเย็น ท่านขึ้นไปกราบท่านอาจารย์และสนทนาธรรมกันในแง่ต่าง ๆ จนเรื่องวกเวียนมาถึงท่านผู้ป่วย พระองค์นั้นได้โอกาสจึงกราบเรียนเหตุการณ์ที่ตนปรากฏถวายท่านว่า คืนนี้ไม่ทราบว่าจิตเป็นอะไรไป กำลังพิจารณาธรรมอยู่ดี ๆ พอสงบลงไปปรากฏว่าเห็นท่านอาจารย์ไปยืนอยู่หน้ากองฟืนที่ใครก็ไม่ทราบเตรียมขนมากองไว้ว่า

“ให้เผาท่าน…..ตรงนี้เอง ตรงนี้เหมาะกว่าที่อื่น ๆ ดังนี้”

ทำไมจึงปรากฏอย่างนั้นก็ไม่ทราบ หรือผู้ป่วยจะไปไม่รอดจริงหรือ แต่ดูอาการก็ไม่เห็นรุนแรงนักที่ควรจะเป็นได้อย่างที่ปรากฏนั้น

พอพระองค์นั้นกราบเรียนจบลง ท่านก็พูดขึ้นทันทีว่า ผมพิจารณาทราบมานานแล้ว อย่างไรก็ไปไม่รอด แต่เธอไม่เสียที แม้จะไปไม่รอดสำหรับความตาย เหตุการณ์แสดงบอกเกี่ยวกับจิตใจเธอสวยงามมาก สุคติเป็นที่ไปของเธอแน่ แต่ใคร ๆ อย่าไปพูดเรื่องนี้ให้เธอฟังเด็ดขาด เมื่อเธอทราบเรื่องนี้จะเสียใจแล้วจะทรุดทั้งกายและเสียทั้งใจ สุคติที่เธอควรจะได้อยู่แล้วจะพลาดไปได้ เพราะความเสียใจเป็นเครื่องทำลาย พออยู่ต่อมาไม่กี่วัน พระที่ป่วยก็เกิดปุบปับขึ้นในทันทีทันใดตอนค่อนคืน พอ ๓ นาฬิกากว่า ๆ ก็สิ้นลมไปด้วยความสงบ”

หลวงปู่หล้า เขมปัตโตได้เล่าเรื่อง พระอาจารย์สอไว้ใน “อัตโนประวัติหลวงปู่หล้า เขมปัตโต” ไว้ตอนหนึ่งว่า

“....ปี ๒๔๘๙ นั้นเอง ยุควัดป่าบ้านหนองผือ ในกลางพรรษา ก็มีพระมรณะอีกหนึ่งรูป พรรษาเก้า ชื่อท่านอาจารย์สอ นธ.เอก บ้านเกิดเมืองนอนของท่านอยู่บ้านศรีฐาน อ.ลุมพุก สมัยนั้นขึ้น จ.อุบลราชธานี สมัยที่เขียนนี้คงเป็น จ.ยโสธร ท่านป่วยเป็นไข้อยู่ประมาณหนึ่งเดือนก็มรณภาพไป เพราะเหลือวิสัยจะรักษาได้ในสมัยนั้น”

ส่วนการฌาปนกิจก็เป็นอย่างเรียบง่าย เช่นเดียวกับหลวงปู่เนียม ตามแบบฉบับของพ่อแม่ครูอาจารย์สายหลวงปู่มั่น อย่างเรียบง่าย สอนให้เห็นชีวิตว่าไม่มีอะไรยั่งยืน มีตั้งอยู่ แล้วก็ดับไป เป็นสัจธรรมของชีวิตทุกผู้ทุกนาม

ท่านพระอาจารย์มั่น เทศน์ตอบข้อสงสัยของหลวงปู่บุญเพ็งก่อนที่หลวงปู่จะถาม

หลวงปู่บุญเพ็งท่านเล่าว่า

“นับเป็นลาภของอาตมาที่ได้มีโอกาสอันสำคัญนี้ และเป็นช่วงที่ได้อยู่ปรนนิบัติท่านด้วย อย่างไรก็ตาม การได้อยู่ใกล้ชิดครูบาอาจารย์ซึ่งในครั้งนั้นได้มีครูบาอาจารย์มาอยู่จำพรรษามากองค์ด้วยกัน และแต่ละองค์ก็ล้วนแล้วแต่มีคุณวิเศษ มีข้อวัตรปฏิบัติธรรมอย่างละเอียดอ่อน เป็นกำลังในกองทัพธรรมเจริญรุ่งเรืองในกาลต่อมา ครูบาอาจารย์พระเถระแต่ละองค์นั้น การปฏิบัติของท่านเป็นอย่างชนิดทุ่มเท หมั่นเพียร ยอมมอบกายถวายชีวิตต่อพระรัตนตรัย และมีอารมณ์สงบ เยือกเย็นพูดน้อย เวลาจะถามความสงสัยในธรรม ก็ตอบได้อย่างแจ่มแจ้ง เข้าใจง่าย อันนี้อาตมาคิดว่า ‘เหมาะสม’ คือสถานที่ดี ครูบาอาจารย์พรั่งพร้อมที่จะสอนธรรม จึงเหมาะแก่การภาวนาธรรมในครั้งกระโน้นจริงๆ

ลูกศิษย์ทั้งหลายย่อมรู้จักปฏิปทาของท่านพระอาจารย์มั่นได้ดี ไม่ใช่จะยกเทิดทูนจนเกินเลย เป็นความจริง ที่ไม่เชื่อเพราะมิได้ศึกษา นี้เป็นอย่างนี้น่ะ เมื่อท่านได้อยู่ใกล้ครูบาอาจารย์ก็เป็นผลในการประพฤติปฏิบัติมาก ก็น่าอัศจรรย์ อาตมาเคยได้พบประสบมาแล้วอย่างนี้ วันหนึ่งขณะที่กำลังนั่งคิดอยู่ว่า

‘อะไรหนอ การปฏิบัติของเรามันติดขัดอับจนปัญญา พิจารณาไม่ออกจิตใจฟุ้งซ่าน ทำอะไรๆ ก็ไม่สงบ’

ก็คิดในใจว่า

‘เย็นนี้จะต้องขอกราบเรียนถามท่านพระอาจารย์ใหญ่เพื่อเปิดจิตใจให้สว่างเสียที ‘

ครั้นพอตกเวลาเย็น อาตมาก็ได้ไปปรนนิบัติต้มน้ำร้อนน้ำดื่มถวายท่าน บีบนวดบ้างในบางคราว พอทำกิจของตนเสร็จก็เข้าไปนั่งรวมกับหมู่คณะ ท่านพระอาจารย์ใหญ่ก็เทศน์คำสอนให้อุบายธรรมะที่กำลังติดขัดอยู่นั้นแหละ ท่านบอกแก้ไขให้โดยไม่ได้เอ่ยขอกราบเรียนเลย อย่างนี้จะคิดอย่างไร วาระจิตของท่านสงบมากแค่ไหน ทำไมท่านถึงรู้ได้อย่างแจ่มแจ้งเช่นนั้น คนเราสมัยนี้พอพูดถึงปาฏิหาริย์บ้าง เรื่องฤทธิ์บ้าง มันชอบใจ ติดหลงไปไม่รอด กำลังไม่พอแต่อยากเหาะได้นะ เอาเป็นว่าท่านพระอาจารย์มั่น ท่านดักใจได้ถูก แล้วท่านยังได้สอนธรรมะให้คลายสงสัยได้ยอดเยี่ยมอีกด้วย”

สำหรับหลักธรรมอันเป็นอุบายในการปฏิบัติ ท่านพระอาจารย์มั่นท่านสอนมากในเรื่องภาวนาพิจารณาสกลร่างกายเรานี้ เพราะกัมมัฏฐานก็คือธาตุ ดังนั้นจึงควรพิจารณาร่างกายนี้แยกออกให้เป็นส่วนๆ เมื่อมีความชำนาญคล่องแคล่วก็จะเห็นได้ชัดว่า ร่างกายเรานี้มันเป็นแต่เพียงธาตุ ไม่ใช่ของเราหรือของของเขาเลย เพื่อพิจารณาเห็นจริงเช่นนี้ก็ให้ตั้งสติ ให้รู้สภาพความเป็นจริง ความเป็นจริงก็คือธรรมะ

ครั้งแรกๆ ท่านพระอาจารย์มั่นว่า “สติเป็นสิ่งสำคัญ ต้องน้อมพิจารณาส่วนใดก็ได้ ของร่างกายเมื่อมันหมดความลุ่มหลงร่างกายของตนแล้ว ต่อให้ร่างคนอื่นๆ จะแต่งแต้มแค่ไหน มันก็จะไม่มีอาการลุ่มหลงเคลิบเคลิ้มต่อไป เพราะความรู้เท่าทันของจิตใจ พระอริยเจ้าทั้งหลายท่านก็พิจารณากายนี้เอง ไม่ได้นั่งหลับตาพิจารณาอย่างอื่น”

ออกธุดงค์กับพระอาจารย์วัน อุตตโม

ในราวปลายเดือนมีนาคม พ.ศ. ๒๔๘๙ พระอาจารย์วัน อุตตโมได้กราบลาพระอาจารย์มั่น ออกธุดงค์กับสามเณรบุญเพ็ง โดยการอุปัฏฐากพระอาจารย์มั่นได้ตกเป็นหน้าที่ของพระอาจารย์ทองคำ ญาโณภาโสที่ได้กลับเข้ามาอยู่กับพรอาจารย์มั่นอีก ไปพักที่เสนาสนะป่าใกล้บ้านห้วยบุ่น แต่อยู่ได้เพียง ๗ วัน พ่อออกพุด (หลานคุณยายกั้งผู้มีญาณหยั่งรู้แห่งบ้านหนองผือ ) ซึ่งเป็นโยมอุปัฏฐากของท่านพระอาจารย์มั่นก็ได้ออกมาส่งข่าวว่า เมื่อเช้าพระอาจารย์ทองคำได้มาบิณฑบาตถึงบ้าน และบอกให้พ่อออกพุดออกมาตามพระอาจารย์วัน เนื่องจากพระอาจารย์มั่นได้เกิดอาพาธขึ้นเมื่อคืน ให้กลับไปช่วยปรนนิบัติ พระอาจารย์วันและสามเณรบุญเพ็งจึงเดินทางกลับวัดป่าบ้านผือ เป็นอันสิ้นสุดการธุดงค์แต่เพียงเท่านั้น

ในระหว่างที่อยู่กับพระอาจารย์มั่นที่วัดป่าบ้านหนองผือนั้น สามเณรบุญเพ็งให้ความเคารพนับถือหลวงตามหาบัวมาก องค์หลวงตามหาบัวได้กล่าวไว้ในเทศน์อบรมฆราวาส ณ วัดป่าบ้านตาด จ.อุดรธานี เมื่อวันที่ ๒๓ สิงหาคม ๒๕๕๐ ตอนหนึ่งว่า “ท่านเพ็งนี้ติดตามเราตลอดเวลา เพราะท่านลงใจกับเรามาก เคารพมาก สำหรับเรากับท่านเพ็งนี้ท่านเคารพจริงๆ แต่ไหนแต่ไรมา”

พระอาจารย์มั่นคาดโทษสามเณรบุญเพ็ง

ในเรื่องการอุปัฏฐากท่านพระอาจารย์มั่นนั้น หลวงตามหาบัวได้ดำเนินการอย่างเอาใจใส่เป็นอย่างยิ่ง เรื่องการขบการฉัน หยูกยา ผ้านุ่งผ้าห่ม บริขาร และเครื่องใช้ไม้สอยทุกสิ่งทุกอย่างของหลวงปู่มั่น ท่านจะคอยสังเกตพินิจพิจารณาและกระทำอย่างตั้งใจจดจ่อเพื่อให้เกิดความสะดวกสบายแก่ธาตุขันธ์ร่างกายของหลวงปู่มั่นมากที่สุด ความเหน็ดเหนื่อยอ่อนเพลีย หรือทุกข์ยากลำบากส่วนตนนั้น ไม่ถือเป็นประมาณ หรือเป็นปัญหาอุปสรรคยิ่งกว่าการให้ครูบาอาจารย์ได้รับความสะดวก เรียกได้ว่ายามใดที่ท่านอยู่ ยามนั้นครูบาอาจารย์ก็เบาใจ ในเรื่องการขบฉันของท่านพระอาจารย์มั่น หลวงตาก็คอยสอดส่องดูแลว่าในแต่ละครั้งท่านฉันได้มากได้น้อยอย่างไร เรื่องอาหารการฉันนี้อะไรที่ถูกกับธาตุกับขันธ์ของท่าน ท่านชอบฉันอะไรบ้างหลวงตาก็คอยสังเกตอยู่ตลอด อันไหนที่ท่านเมตตาฉัน เห็นว่าถูกกับธาตุ กับขันธ์ท่าน หลวงตาก็จะไปหาสิ่งนั้นมาเป็นเข่งๆ

เรื่องความละเอียดลออเกี่ยวกับการเฝ้าสังเกตการขบการฉันของหลวงปู่มั่นนั้น หลวงปู่หล้าก็ยังเคยกล่าวชื่นชมท่านไว้ว่า

"…พระอาจารย์มหา เวลาอยู่กับหลวงปู่มั่น คงจะนึกอยากจะเว้นอาหารอยู่ แต่มีเหตุผลในใจว่า เราเป็นพระผู้ใหญ่อยู่กับองค์ท่าน เราจะได้สังเกตองค์ท่าน ว่าวันหนึ่งๆ องค์ท่านฉันได้เท่าไร ข้าวหมดขนาดไหน กับอะไรหมดขนาดไหน เราจะได้สังเกตประจำวัน เพื่อจะจัดถวายได้ถูก เท่าที่มีมาโดยเป็นธรรม แม้องค์ท่านหยิบใส่บาตรเองก็ดี เราจะสงวนรู้ว่าหยิบอะไรบ้าง เพราะเราเป็นห่วงองค์ท่านมาก เมื่อองค์ท่านฉันได้บ้าง เราก็พลอยเบาใจ…"

หลวงตาพวง สุขินทริโย

และด้วยเหตุนี้เอง เมื่อมีโอกาส จำเป็นต้องลาองค์หลวงปู่มั่นเพื่อไปธุระที่จังหวัดอุดรธานีชั่วคราว หลังจากเสร็จธุระแล้ว ขากลับท่านจะพยายามจัดหาเอาของใช้ของฉันที่อุดรธานี ที่ถูกกับธาตุกับขันธ์ขององค์ท่าน เพราะท่านคอยสังเกตอยู่ตลอด จนรู้ว่าอันใดองค์ท่านฉันได้สะดวกธาตุขันธ์ ท่านก็จะเอาใส่เข่งๆ เต็มเอี๊ยดแล้วให้เณรแกงหม้อเล็กๆ ถวายองค์ท่านวันละหม้อเป็นประจำโดยมิให้หลวงปู่มั่นทราบ แต่ต่อมาหลวงปู่มั่นก็ล่วงรู้ได้และได้ห้ามปรามไว้ แม้อย่างนั้นด้วยความเคารพรักและเป็นห่วงในธาตุขันธ์ของครูบาอาจารย์ซึ่งล่วงเลยเข้าวัยชรามากแล้ว ท่านก็หาอุบายทำของฉันถวายหลวงปู่มั่นอีกจนได้ดังนี้

เณรที่หลวงตาให้เป็นผู้แอบแกงถวายหลวงปูมั่นนั้นก็คือ สามเณรบุญเพ็งนี่เอง

ซึ่งเรื่องนี้หลวงปู่มั่นก็ทราบและไม่อยากส่งเสริมให้ทำ จึงหาวิธีขนาบศิษย์ทั้งสองดังนี้ เรื่องนี้หลวงตาเล่าว่า

“...ของอะไรที่ถูกกับธาตุกับขันธ์ท่านเราจะพยายามหามาๆ ๆ ไม่ให้ท่านรู้นะ รู้ไม่ได้ ..... ให้เณรเพ็งมาทำ ท่านสับเณรเพ็ง เณรเพ็งเป็นเนื้อบนเขียง เราเป็นเขียงท่านเป็นมีดยำลง เณรเพ็งก็ไม่ทราบจะปฏิบัติต่อใครอย่างไร

‘ท่านว่ามาทำหาอะไรนี่น่ะ บิณฑบาตมาล้นบาตรๆ กินให้ตายมันก็ตายนี่นะ ท่านไปอย่างนั้นนะ มายุ่งทำไม’

ท่านว่างั้น อันนี้เป็นเรื่องของท่าน เราก็ไปกระซิบกับเณรเพ็งให้ทำอย่างนั้นๆ แก้ตัวเข้าใจไหม หาอุบายแก้ตัว เณรเพ็งก็ทำตามเราทุกอย่าง เพราะเณรก็เคารพเรา

ทีนี้เวลาบิณฑบาตนั่นละที่มันขบขันมาก เณรก็ทำอาหารเล็กๆ อยู่ในครัว ตามธรรมดาบิณฑบาตท่านออกหน้าแล้วพระเณรจะหลั่งไหลไปตามท่านๆ ลงจากศาลาหอฉันนั่นน่ะ พอท่านออกไปแล้วพระเณรก็ตามหลังท่านเป็นสายยาวเหยียดไป แต่วันนั้นเผอิญอะไรไม่รู้ พระเณรออกไปหมดแล้วท่านยังไม่ไป ท่านยังอยู่(บนศาลาหอฉัน)นั้น

ทีนี้เณรเพ็งคิดก็ว่า ‘.... พระเณรไปกันหมดแล้ว’ แสดงว่าพ่อแม่ครูจารย์ไปแล้ว ก็เลยวิ่งจากครัว มาเจอท่านพระอาจารย์มั่นเข้า

‘เหอ มาไงม้าแข่งนี่ จะขับไล่ท่านเพ็งออกจากวัดนะ ม้าแข่งมาจากไหน ต้องออกจากวัด เณรนี้มันยังไงกัน เณรม้าแข่งนี่’

เมื่อเรื่องแดงขึ้นอย่างนั้น หลวงตาจึงต้องหาวิธีแก้ไขแทนสามเณรบุญเพ็ง ที่กำลังจะถูกขับออกจากวัด เรื่องนี้หลวงตาท่านเล่าไว้ว่า

“โอ๊ะ กูตาย วันนี้ทำไง ท่านจะเอาเณรออกจากวัด ก็เรานั่นละจะเป็นคนแก้ไม่ใช่ใคร ไม่สบายเลยวันนั้น เวลาออกบิณฑบาต ท่านพูดอะไรกับเราเราก็นิ่งเฉยไม่พูดเลย ทุกวันมีตอบบ้างอะไรบ้างวันนั้นนิ่ง ท่านคงจะทราบว่า มหาองค์นี้มันจะตาย ‘วันนี้กูจะไล่เณรเพ็งออกไป มันจะไปแบกเณรเพ็งเอาไว้นี่ กูพูดอะไรมันก็ไม่พูด’ ท่านรู้นะเรื่องเหล่านี้ รู้หมด”

พอฉันเสร็จแล้ว หลวงตาก็เข้าไปปฏิบัติ ไปเช็ดไปกวาดถูที่บริเวณท่านฉัน กำกับให้พระเณรเอาบริขารในการฉันนั้นลงไป มีอะไรก็คุยกับท่านพระอาจารย์มั่นเรื่องนั้นเรื่องนี้ไป คุยไปคุยมาดึงเรื่องเข้ามาๆ ๆ ใกล้เข้ามายังเรื่องของเณรเพ็ง พอถึงนั้น เฉียดตรงนั้นแล้ว ท่านพระอาจาร์มั่นก็ขึ้นเลย...

‘ไหน เณรเพ็งว่าไงท่านมหา’  ขึ้นเลย เข้าจุดแล้วที่นี่ หลวงตาจึงกราบเรียนท่าน ตอนนี้หลวงตาท่านเล่าว่า

“เรากราบเรียนท่านอย่างมีเหตุมีผลนะ ท่านก็ฟัง พอสุดท้ายท่านยังไว้ลวดลายนะ เราขอเมตตาจากท่านเพราะมันลุกลี้ลุกลนมันรีบมันกลัวจะไม่ทัน มันก็เป็นบ้างอะไรๆ นี้ ขอเมตตาเอาไว้เสียก่อน

‘เออ คราวหลังเป็นอย่างนี้ไม่ได้นะ เพ็ง’  ท่านรู้เราแล้ว เพราะตั้งแต่บิณฑบาตเราไม่พูดอะไรเลย มหานี้มันจะอกแตกละวันนี้ กูจะไล่เณรเพ็งหนี คงว่างั้นนะ แต่กับเราท่านก็ไม่ว่าอะไรนะ เรื่องเณรเพ็งนี้ก็มีภาคทัณฑ์เอาไว้

‘เพ็ง! ทำอย่างนี้อีกไม่ได้นะ’  ท่านว่า

นั่นท่านให้อภัยแล้ว แต่มีลวดลายเอาไว้นั้นอีก

‘เพ็ง! จะทำอย่างนี้อีกไม่ได้นะ เทวดามาขอก็ไม่ได้นะคราวหลัง’

ท่านเพ็งจึงเป็นเนื้อบนเขียง ข้างบนก็เป็นท่านนั่นละสับลงไป เราเป็นเขียงรองเอาไว้ ท่านเพ็งเป็นลาบพอดี เป็นอย่างนั้นละ”

พ.ศ. ๒๔๙๒ อุปสมบทเมื่ออายุ ๒๐ ปี ๑ วัน

พระอาจารย์บุญเพ็งอุปสมบทเมื่อวันที่ ๒๑ ตุลาคม พ.ศ.๒๔๙๒ ที่วัดป่าสุทธาวาส อำเภอเมือง จังหวัดสกลนคร โดยพระอาจารย์มหาทองสุก สุจิตโต (เจ้าอาวาสวัดสุทธาวาส) เป็นพระอุปัชฌาย์ หลวงปู่ฝั้น อาจาโร เป็นพระกรรมวาจาจารย์ พระอาจารย์มหาไพบูลย์ เป็นพระอนุสาวนาจารย์

น่าสังเกตว่า การอุปสมบทของท่าน ได้จัดขึ้นในวันถัดจากวันที่ท่านอายุครบ ๒๐ ปีเพียงวันเดียว เหตุผลในเรื่องนี้ไม่มีบอกเอาไว้ ทั้งนี้อาจจะเป็นเรื่องที่กำหนดไว้ล่วงหน้าแล้วก็ได้ แต่เมื่อประมวลถึงสถานการณ์โดยรวมอันเนื่องมาจากการอาพาธของท่านพระอาจารย์มั่นในช่วงระยะเวลานั้น การจัดการบวชสามเณรบุญเพ็งอย่างรีบเร่งเช่นนั้นก็อาจจะเนื่องจากก่อนหน้านั้น ประมาณปลายเดือนกันยายน ๒๔๙๒ ก่อนออกพรรษา ๑๐ วัน เหล่าศิษยานุศิษย์ของท่านพระอาจารย์มั่นต่างก็ได้รับแจ้งข่าวจากวัดป่าบ้านผืออันเป็นสถานที่พำนักของท่านพระอาจารย์มั่นว่าท่านอาพาธหนักและท่านได้ขอให้เข้ามาประชุมรวมกันที่บ้านผือเพื่อฟังธรรมจากท่านเป็นครั้งสุดท้าย และในขณะนั้นสามเณรบุญเพ็งก็อยู่ที่วัดป่าบ้านผือมาตั้งแต่ปี พ.ศ.๒๔๘๙ แล้วและอายุก็จะครบบวชแล้ว

เหล่าศิษยานุศิษย์ชั้นผู้ใหญ่ที่อยู่ที่วัดป่าบ้านผือในขณะนั้นได้ดำริว่า ท่านพระอาจารย์มั่นได้เริ่มอาพาธมาตั้งแต่เข้าพรรษาปีนั้นแล้ว และอาการก็หนักขึ้นทุกวันและท่านก็ได้พยากรณ์อายุขัยของท่านเองให้เหล่าศิษย์ฟังล่วงหน้าร่วม ๑๐ ปีมาแล้ว หลายครั้ง ว่าท่านจะมรณภาพเมื่ออายุครบ ๘๐ ปี ข้อนี้เหล่าศิษย์รับรู้โดยทั่วกัน และปีนี้ก็เป็นปีที่ท่านอายุครบ ๘๐ ปีพอดี

ช่วงเวลานี้สมควรบวชสามเณรบุญเพ็งให้เรียบร้อยไปเสียก่อน เพราะถ้าทิ้งเวลาเนิ่นนานไป เมื่อพระอาจารย์มั่นอาพาธหนักขึ้นก็คงจะต้องมุ่งมั่นต่อการอุปัฏฐากอาพาธท่านพระอาจารย์ คงไม่มีเวลามาจัดการอุปสมบทสามเณรบุญเพ็งให้เรียบร้อยได้ แต่ด้วยเหตุที่สามเณรบุญเพ็งเกิดวันที่ ๒๐ ตุลาคม ๒๔๗๒ อายุยังไม่ครบ ๒๐ ปีบริบูรณ์ จึงต้องรอจนกว่าจะเลยวันที่ ๒๐ ตุลาคมไปแล้ว ดังนั้นในวันถัดจากวันที่สามเณรบุญเพ็งครบ ๒๐ ปีบริบูรณ์เพียงวันเดียว จึงได้ดำเนินการอุปสมบทสามเณรบุญเพ็ง ณ พัทธสีมาวัดป่าสุทธาวาส ซึ่งมีท่านพระครูอุดมธรรมคุณ (ทองสุก สุจิตโต) เป็นเจ้าอาวาสและเป็นพระอุปัชฌาย์ และพระอาจารย์ฝั้นเป็นพระกรรมวาจาจารย์ตามที่กล่าวข้างต้น

และเมื่ออุปสมบทแล้ว พระอาจารย์บุญเพ็งและเหล่าพระภิกษุที่ได้ประกอบพิธีอุปสมบทให้ก็รีบเดินทางไปยังวัดป่าบ้านหนองผือ เพื่อไปเฝ้าอาพาธพระอาจารย์มั่น

หลวงตามหาบัวได้เล่าถึงช่วงเวลาดังกล่าวไว้ว่า

“...ท่านเพ็งเป็นเณร พอออกพรรษาแล้วก็จัดบริขารให้ไปบวชเป็นพระ พอไปบวชกลับออกมา ดูเหมือนได้ ๒ คืนหรือไง ก็เอาท่าน (พระอาจารย์มั่น) ออกไปเลย เณรเพ็งนี้บวชเป็นพระกลับมาถึงวัดหนองผือได้ประมาณสัก ๒ คืนเท่านั้น ก็เลยได้เอาท่าน (พระอาจารย์มั่น) ออกไปสกลนคร ท่านก็ไปเสียที่สกลนคร (หลวงตามหาบัวเทศน์อบรมฆราวาส ณ วัดป่าบ้านตาด จ.อุดรธานี เมื่อวันที่ ๑๕ พฤศจิกายน ๒๕๔๔)”

อยู่กับพระอาจารย์มั่นจนท่านมรณภาพ

หลวงปู่บุญเพ็งได้เล่าประสบการณ์ที่ได้อยู่กับพระอาจารย์มั่นช่วงหนึ่งให้ลูกศิษย์ฟังว่า

“อาตมาเคยได้อยู่รับใช้ครูบาอาจารย์หลวงปู่มั่นเป็นเวลารวม ๔ ปีคือตั้งแต่ พ.ศ.๒๔๘๙ ถึง พ.ศ. ๒๔๙๒ สิ่งที่ภาคภูมิใจก็คือ ได้อยู่ปรนนิบัติท่าน ได้อยู่ใกล้ชิดท่าน เมื่อติดขัดในปัญหาอันใดก็จะสามารถถามแก้ไขได้อย่างทันท่วงที ยิ่งในวัยชราของท่าน อาตมาและหมู่คณะได้ปรนนิบัติท่านพยายามเยียวยารักษาท่าน เพราะท่านเป็นพ่อแม่ที่ให้สิ่งที่มีคุณค่าทั้งสิ้น ไม่เคยสอนให้เสียคน ท่านคอยกล่าวตักเตือน ท่านว่า

‘เวลาไม่รอใคร ความตายอยู่เบื้องหน้า จงอย่าประมาทเลย’

ปีสุดท้ายคือ พ.ศ. ๒๔๙๒ ท่านพระอาจารย์มั่นท่านอาพาธ อาการเจ็บป่วยนั้นแรงกล้าขึ้นเรื่อยๆ คณะศิษย์ทุกคนก็พยายามกันมาก ช่วยกันดูแลจัดเวรยาม คอยดูแลอาการเจ็บป่วยท่านพระอาจารย์ใหญ่ด้วยความเป็นห่วงอย่างยิ่ง ภายหลังจากท่านพระอาจารย์มั่นมรณภาพและถวายเพลิงศพท่านไปแล้ว คณะศิษย์ทั้งหลายต่างแยกย้ายกันออกไป ในระยะ ๔ ปี อาตมาคิดว่าได้เหตุผลในทางธรรม ได้รับจากหลวงปู่ครูบาอาจารย์มากมายพอควรทีเดียว”

หลวงตามหาบัวเล่าถึงคืนที่ท่านบรรลุธรรม

หลังจากท่านพระอาจารย์มั่นได้มรณภาพนั้น พระบุญเพ็งก็ได้อยู่ที่วัดป่าสุทธาวาสจนกระทั่งเสร็จงานถวายเพลิงสังขารท่านในวันที่ ๓๑ มกราคม ๒๔๙๓ และได้อยู่ที่วัดป่าสุทธาวาสเรื่อยมา จนกระทั่ง ถึงวันที่ ๑๖ พฤษภาคม ๒๔๙๓ ในวันนั้นหลวงตามหาบัวได้เล่าให้พระบุญเพ็งฟังเป็นคนแรกว่าท่านได้บรรลุวิมุติธรรม เสร็จสิ้นกิจทางโลกแล้ว เมื่อเวลา ๕ ทุ่มของคืนที่ผ่านมา

ขอย้อนเหตุการณ์ไประยะที่หลวงปู่มั่นเริ่มป่วย ช่วงเวลานั้นเป็นช่วงเวลาที่สภาวจิตของท่านอาจารย์หลวงตามหาบัวกำลังหมุนตัวด้วยสติปัญญาจากการออกพิจารณาด้านปัญญามาได้ระยะหนึ่งแล้ว หลวงตาท่านเล่าว่า “จิตเวลามันก้าวของมัน ก้าวไม่มีวันมีคืน ซัดเข้าไปจนสติปัญญาเป็นอัตโนมัติแล้ว หมุนติ้วๆ จากนั้นก็เข้ามหาสติมหาปัญญา ยิ่งหมุน ยิ่งละเอียด ยิ่งซึมซาบ ที่ชัดเจนก็คือว่า ‘อยู่กับใครไม่ได้ในเวลาเช่นนั้น ต้องอยู่คนเดียวกับอารมณ์แห่งธรรมกับกิเลสฟัดกันอยู่บนหัวใจเท่านั้น ใครมายุ่งไม่ได้’ “

แต่ท่านยังมีภาระในการอุปัฏฐากอาพาธท่านพระอาจารย์มั่น ซึ่งเป็นหน้าที่ที่ท่านถือเป็นเรื่องสำคัญยิ่งกว่าอะไรทั้งสิ้น จึงทำให้ท่านไม่สามารถปลีกตัวออกไปพิจารณาธรรมที่เกิดขึ้นในจิตของท่านได้อย่างเต็มที่ จะทำได้อย่างมากก็ใช้เวลาว่างที่มีอยู่อย่างน้อยนิดนั้นเข้าทางจงกรม และพิจารณาสภาวจิตไปในระหว่างการเดินจงกรมนั้น

หลวงตามหาบัวได้อุปัฏฐากท่านพระอาจารย์มั่นจนกระทั่งวาระสุดท้าย และมรณภาพที่วัดป่าสุทธาวาส จ.สกลนคร ทันทีที่ท่านหมดภาระเกี่ยวกับองค์ท่านพระอาจารย์มั่น ท่านจึงได้โอกาสปลีกตัวออกไปเพื่อพิจารณาธรรมที่หมุนติ้วอยู่ในจิตตนอยู่ตลอดเวลาในขณะนั้น ท่านเล่าว่า

“ศพท่าน(พระอาจารย์มั่น)เอาไว้ที่วัดป่าสุทธาวาส เรามากราบปั๊บๆ แล้วไปเลย เข้าไปอยู่ในป่าเขาคนเดียวทางภูพาน” และอีกตอนหนึ่งว่า

“...ในงานศพพ่อแม่ครูจารย์มั่น (หลวงตา)อยู่เพียง ๔ วัน ขนาดนั้นละ มันอยู่ไม่ได้ มันพุ่งๆ ภายในจิต เรื่องฆ่ากิเลสนี่หมุนติ้วๆ มีแต่จะไปท่าเดียว ออกท่าเดียว นี่ถึงกาลเวลามันจะออกมันไม่ฟังเสียงอะไร มีแต่ฆ่ากิเลสตลอดเวลา พองานเสร็จก็โดดเลย พอเผาศพท่านได้ ๔ วันขึ้นเขาวัดดอยธรรมเจดีย์ หลังจากนั้นก็เปิดลงอำเภอบ้านผือ เข้าศรีเชียงใหม่ จังหวัดหนองคาย …”

ถึงเดือนเมษายน พ. ศ. ๒๔๙๓ ท่านก็ได้ไปที่วัดป่าสุทธาวาสอีกครั้งหนึ่งเพื่อทำธุระตามคำสั่งของพระอุปัชฌาย์ (เจ้าคุณธรรมเจดีย์  - จูม พันธุโล) เมื่อเสร็จธุระแล้ว ก็เดินทางออกจากวัดป่าสุทธาวาส แล้วก็ย้อนกลับสู่วัดดอยธรรมเจดีย์อีกครั้งหนึ่ง คราวนี้พักอยู่กุฏิกระต๊อบหลังเล็กๆ อยู่บนยอดเขา

ระยะนั้นเป็นพรรษาที่ ๑๖ ในชีวิตการบวชของท่านและเป็นปีที่ ๙ แห่งการออกปฏิบัติกรรมฐาน บนเขาลูกนี้ของคืนเดือนดับแรม ๑๔ ค่ำ เดือน ๖ ปีขาล ตรงกับวันจันทร์ที่ ๑๕ พฤษภาคม พุทธศักราช ๒๔๙๓ ด้วยความอดทนพากเพียรพยายามติดต่อสืบเนื่องตลอดมานับแต่เริ่มออกปฏิบัติอย่างเต็มเหนี่ยวรวมเวลาถึง ๙ ปีเต็ม คืนแห่งความสำเร็จระหว่างกิเลสกับธรรมภายในใจของท่านก็สามารถตัดสินกันลงได้ในเวลา ๕ ทุ่มตรง ดังนี้

รุ่งเช้า องค์หลวงตาก็ลงจากวัดดอยธรรมเจดีย์มาถึงวัดป่าสุทธาวาส เพื่อเข้ากราบบูชาสังเวชนียสถานระลึกบุญคุณหลวงปู่มั่นผู้มีพระคุณสูงสุดของท่าน และที่วัดป่าสุทธาวาสแห่งนี้เป็นสถานที่แรกที่ท่านเปิดเผยความเสร็จสิ้นกิจทางโลกแก่พระผู้ร่วมบำเพ็ญสมณธรรมมาด้วยกันตั้งแต่ครั้งอยู่กับหลวงปู่มั่น ที่วัดบ้านหนองผือ ดังนี้

"ท่านเพ็งนี้เองคือผู้ที่เราบอกเป็นคนแรก เมื่อเราพ้นจากสมมุติทั้งปวงแล้ว"

ที่ท่านให้ความเมตตาต่อพระอาจารย์บุญเพ็ง เขมาภิรโต เช่นนี้ก็เนื่องจากติดสอยห้อยตามมานาน และในระยะที่หลวงปู่มั่นยังมีชีวิตอยู่ที่วัดป่าบ้านหนองผือ ท่านพระอาจารย์บุญเพ็งยังเป็นสามเณรอยู่ มีความขยันขันแข็งอดทนและใส่ใจในการงานดี ท่านจึงคิดสงสารว่า

"หากมีโอกาสได้ฟังธรรมอัศจรรย์ครั้งนี้ จะเป็นกำลังใจให้ขันแข็งในการบำเพ็ญเพียรยิ่งขึ้น และจะเป็นที่แน่ใจตายใจว่ามรรคผลนิพพานนั้นมีจริง"

ด้วยเมตตาเช่นนี้ท่านจึงเรียกมาแล้วค่อยเปิดเรื่องว่า

"นี่! จะเล่าอันหนึ่งให้ฟังนะ ท่านเคยติดสอยห้อยตามผมมาเป็นเวลานานแล้ว แล้วคำที่ผมจะพูดเวลานี้ท่านเคยได้ยินได้ฟังไหม? "

จากนั้นท่านก็เล่าเรื่องบนวัดดอยธรรมเจดีย์ในคืน ๑๔ ค่ำให้ฟังจนจบแล้วจึงพูดขึ้นว่า

"พอฟังแล้วเป็นยังไงคำนี้ ท่านเคยอยู่กับผมมาเป็นเวลานาน เคยได้ยินไหม? ผมเคยพูดให้ฟังไหม? "

พระอาจารย์บุญเพ็งตอบด้วยความตื่นเต้นปีติในใจเป็นล้นพ้นว่า "โห กระผมไม่เคยฟังอย่างนี้มาก่อนเลย"

จากนั้นท่านเมตตาสอนพระอาจารย์บุญเพ็งต่อไปว่า

"นั่นละ ให้ตั้งใจหนา อย่างนี้ละธรรมพระพุทธเจ้าเป็น อกาลิโก มีเป็นพื้นฐานประจำตลอดเวลา เป็นปัจจุบัน เอาให้จริงนะ นี่ได้เห็นเสียแล้ว หายสงสัยทุกอย่าง หายสงสัยพระพุทธเจ้า พระธรรม พระสงฆ์ หายหมดเลย เป็นอันเดียวกันหมด

แล้วเราว่าอย่างนี้ เราไม่สงสัยพระพุทธเจ้าอยู่ตรงไหนๆ พระธรรม พระสงฆ์อยู่ตรงไหน จิตกับธรรมนี้เป็นอันเดียวกันแล้ว กับพระพุทธเจ้าทั้งหลายเป็นอันเดียวกันแล้ว ไม่แยก ไม่มีแยก เป็นอันเดียวกัน"

ต่อมาภายหลังพระอาจารย์บุญเพ็งผู้ฟังธรรมครั้งสำคัญเปิดเผยถึงความรู้สึกในอดีตขณะที่ฟังนั้นว่า

"ตั้งใจรับฟังด้วยความเคารพบูชาอย่างสูงสุด ถึงแม้ว่าในระยะนั้นจะยังไม่เข้าใจในอรรถธรรมที่ลึกซึ้งละเอียดลออได้ตลอดก็ตามที แต่ก็ได้เก็บคำสอนที่ออกมาจากเมตตาธรรมของท่านไว้เป็นข้อระลึกและเป็นกำลังใจในการบำเพ็ญสมณธรรมอย่างมิรู้ลืมตลอดมา"

พ.ศ. ๒๔๙๓ จำพรรษากับหลวงตามหาบัวที่วัดป่าบ้านหนองผือ

หลังจากพักวัดป่าสุทธาวาสกับพระอาจารย์มหาทองสุกได้ ๒ คืน หลวงตามหาบัวกับท่านพระอาจารย์บุญเพ็ง เขมาภิรโต ก็ออกเดินทางไปถ้ำอำเภอวาริชภูมิ บ้านนาเชือก ทุ่งเชือก ตั้งใจว่าจะเข้าอยู่จำพรรษาในถ้ำแห่งนี้ต่อไป

เมื่อท่านและท่านพระอาจารย์บุญเพ็งเดินทางมาถึงถ้ำอำเภอวาริชภูมิ บ้านนาเชือก ทุ่งเชือก เพื่อเตรียมตัวเข้าจำพรรษาเรียบร้อยแล้ว แต่เมื่อได้พบโยมคนหนึ่งถึงกับทำให้ท่านต้องเปลี่ยนใจดังนี้

"...เผอิญผู้เฒ่าทิดผาน คนบ้านหนองกุง แกเคยไปหาเราที่วัดบ้านหนองผือบ่อยๆ ทราบว่าเรามา แกจึงขึ้นไปหาเราที่ภูเขาอำเภอวาริชภูมิ ก็ไปเล่าสภาพของวัดป่าหนองผือให้ฟังว่า

‘โอ๋ย! น่าสลดสังเวช ดูสภาพหนองผือเหมือนบ้านร้างวัดร้าง แต่ก่อนพระเณรเหลืองอร่ามๆ เต็มวัดตลอด มีหลวงปู่มั่นเป็นร่มโพธิ์ร่มไทร ประชาชนญาติโยมยิ้มแย้มแจ่มใส ทำบุญใส่บาตรเหมือนแดนสวรรค์อยู่ในบ้านหนองผือ พอท่านหลวงปู่มั่นล่วงไปแล้ว เวลานี้เหมือนวัดร้าง ซบเซาหมดเลย ยังเหลืออยู่แต่พระหลวงตา ๒ - ๓ องค์’

ฟังแล้วเราสะดุดใจอย่างแรง ไม่ถามไม่ตอบเลยพอแกพูดอย่างนั้น แกก็เล่าธรรมดา แกไม่รู้ว่าเราเอาจริงเอาจัง ไปสะดุดเราอย่างไรบ้าง พอแกไปแล้ว ก็พิจารณาเต็มเม็ดเต็มหน่วยถึงบุญถึงคุณของบ้านหนองผือ เวลานี้จะกลายเป็นวัดร้าง ยังไงกันนี่

พอตอนเช้า ฉันเสร็จแล้ว ตัดสินใจบอกท่านเพ็งว่า ‘ไป กลับหนองผือ’

‘เอ้า กลับไปยังไงอีก’  ท่านเพ็งนิสัยอย่างนั้น

‘ท่าน..ไม่ได้ยินหรือ? เมื่อวานนี้เฒ่าทิดผานมาเล่าให้ฟังนั่นน่ะ’

เราเล่าให้ฟังเหตุผล ท่านก็เข้าใจทันทีเพราะนั่งอยู่ด้วยกันในถ้ำ นี่ละเหตุที่ตัดสินใจกลับไป จวนเข้าพรรษา พอไปถึงหนองผือตรงกับเดือน ๘ ขึ้น ๘ ค่ำ มีแต่พระแก่ๆ ๒ - ๓ องค์จริงๆ จากนั้น ๑๕ ค่ำ ก็ประชุมเข้าพรรษา

พอเห็นเราเข้าไป เรื่องก็กระจายออกไปข้างนอก พระเณรจึงพากันหลั่งไหลเข้าไป ปีนั้นจำพรรษาร่วม ๓๐ รูป ไล่เลี่ยกับปีพ่อแม่ครูจารย์มั่นอยู่ ๓๕ - ๓๖ รูป พระเณรแน่นหนามั่นคง ดูเหมือน ๒๘ หรือ ๒๙ องค์ นั่นละถึงกลับมา เพื่อสนองคุณชาวบ้านหนองผือ…"

ผู้เฒ่าทิดผานเป็นลูกศิษย์วัดบ้านหนองผือได้เล่าความเปลี่ยนแปลงไปของวัดถึงกับทำให้ท่านเกิดความรู้สึกสลดหดหู่ใจอย่างมาก ท่านบอกเหตุผลที่ต้องตัดสินใจกลับคืนในทันทีว่า

"วัดหนองผือเป็นวัดที่ท่านอาจารย์มั่นจำพรรษาในวาระสุดท้ายของชีวิต และบ้านหนองผือเองก็เป็นบ้านที่มีบุญมีคุณต่อพระกรรมฐานมากมาย พระเณรมาเท่าไรๆ สามารถเลี้ยงพระได้ทั่วถึงหมด ทั้งๆ ที่มีบ้านเพียง ๗๐ หลังคาเรือนเท่านั้น บัดนี้จะกลายเป็นวัดร้าง เหมือนไม่มีใครเหลียวแล คล้ายกับว่าบ้านนี้เป็นเหมือนผ้าขี้ริ้ว มันสมควรแล้วเหรอ? ดูมันเกินเหตุเกินผลไป"

ท่านจึงตัดสินใจย้อนกลับมาจำพรรษาที่นี่อีกทั้งที่เหลือเพียง ๗ วันจะเข้าพรรษาแล้ว บรรดาหมู่เพื่อนพระเณรที่หวังพึ่งพาอาศัย หวังได้รับคำแนะนำอรรถธรรมข้อวัตรปฏิบัติจากท่านก็เลยต่างย้อนกลับมาจำพรรษาที่นี่ด้วยกันจำนวนมาก เลยกลายเป็นว่าในพรรษานั้นมีพระเณรอยู่ด้วยกันถึง ๒๘ องค์เป็นที่อบอุ่นเย็นใจแก่ชาวบ้านหนองผือเช่นเดิม

ดังนั้นในพรรษาปี ๒๔๙๓ พระบุญเพ็ง เขมาภิรโตก็ได้จำพรรษาอยู่ที่วัดป่าบ้านหนองผือกับท่านอาจารย์พระมหาบัว ญาณสัมปันโน

พ.ศ. ๒๔๙๔ - ๒๔๙๕ ไม่มีข้อมูลสถานที่จำพรรษา

หลวงตามหาบัวได้เข้าจำพรรษาที่วัดป่าบ้านหนองผือได้ ๑ พรรษา จากนั้นท่านก็ไปจำพรรษาที่วัดป่าบ้านห้วยทราย (วัดวิเวกวัฒนาราม) อำเภอคำชะอี จังหวัดมุกดาหาร อยู่ ๔ ปี

ในช่วงปี ๒๔๙๔ - ๒๔๙๕ ไม่มีข้อมูลเกี่ยวกับพระอาจารย์บุญเพ็งว่าท่านได้ธุดงค์ติดตามหลวงตามหาบัวไปจำพรรษาที่บ้านห้วยทรายด้วยหรือไม่ มีเพียงข้อมูลในหนังสืออัตโนประวัติหลวงปู่หล้าว่า ในปี ๒๔๙๖ ช่วงก่อนเข้าพรรษา พระอาจารย์บุญเพ็งอยู่กับพระอาจารย์ฝั้น ซึ่งในช่วงนั้น หวงปู่ฝั้นอยู่ที่วัดป่าภูธรพิทักษ์ จ.สกลนคร โดยข้อมูลในเรื่องนี้มีอยู่ว่า

เมื่อหลวงปู่หล้ากลับจากปักษ์ใต้หลังจากที่ติดตามพระอาจารย์เทสก์ เทสรังสีไปเผยแผ่ธรรมะในแถบนั้นแล้ว ท่านก็คิดจะมาอยู่กับหลวงตามหาบัว ญาณสัมปันโนซึ่งขณะนั้นจำพรรษาอยู่ที่ห้วยทราย ในระหว่างเดินทางมาถึงวัดป่าสุทธาวาส จ.สกลนคร ในราวต้นเดือน พฤษภาคม ๒๔๙๖ ขณะนั้นพระบุญเพ็ง เขมาภิรโต ซึ่งอยู่กับหลวงปู่ฝั้น อาจาโร ที่วัดป่าภูธรพิทักษ์ สกลนคร และพระสีหา สุธัมโม (เป็นหลานพระอาจารย์วัน ต่อมาได้ลาสิกขา) ขณะนั้นอยู่กับพระอาจารย์วัน อุตตโม ที่วัดป่าคามวาสี สกลนคร

พอทั้งสององค์ได้ทราบข่าวว่า หลวงปู่หล้ามาถึงวัดป่าสุทธาวาสเพื่อจะไปหาพระอาจารย์มหาบัว ก็ชวนกันไปหาหลวงปู่หล้าและติดตามไปด้วยเพื่อจะได้จำพรรษาร่วมกันอีก เพราะเคยได้อยู่ร่วมกันมาแล้วในยุคหนองผือ รู้จักนิสัยใจคอกันแล้ว จะปฏิบัติสะดวก

คณะหลวงปู่หล้าพักวัดป่าสุทธาวาส ๑ คืน จากวัดสุทธาวาส พักวัดป่าบ้านโคก ๑ คืน พักวัดดอยธรรมเจดีย์ ๗ วัน พักวัดป่าบ้านนาโสก ๗ วัน พักบนเถียงนาใกล้บ้านสงเปือย ๑ คืน รุ่งขึ้นถึงวัดป่าบ้านห้วยทรายมืดพอดี ใช้เวลาเดินทางราว ๑๗ วัน ได้มาถึงวัดป่าบ้านห้วยทรายในปลายเดือนพฤษภาคม ๒๔๙๖ หลังวันวิสาขบูชา (วันวิสาขบูชา ๒๘ พ.ค. ๒๔๙๖)

ปีนั้นวัดป่าบ้านห้วยทรายมีพระ ๑๑ รูป สามเณร ๔ องค์ คือ

๑. หลวงตามหาบัว ญาณสัมปันโน ๒. พระอาจารย์สม โกกนุทโท ๓. พระอาจารย์สิงห์ทอง ธัมมวโร ๔. หลวงปู่นิน ญาณวีโร ๕. หลวงปู่หล้า เขมปัตโต ๖. หลวงปู่เพียร วิริโย ๗. พระอาจารย์สุพัฒน์ สุขกาโม ๘. หลวงปู่บุญเพ็ง เขมาภิรโต ๙.พระสีหา สุธัมโม ๑๐. หลวงปู่ลี กุสลธโร ๑๑. พระสวาส

๑. เณรน้อย ๒. เณรน้อย ๓. เณรโส (บ้านนาโสก) ๔. เณรบุญยัง (ลูกหลวงปู่นิน ญาณวีโร ต่อมา คือ พระอาจารย์บุญยัง ผลญาโณ วัดป่าบ้านบาก อ.ราษีไศล จ.ศรีสะเกษ)

ต่อมา ท่านพระอาจารย์มหาบุญมี สิริธโร ก็ได้มาร่วมจำพรรษาอยู่ด้วย และศิษย์คนสำคัญอีกท่านหนึ่งในระยะที่พักอยู่บ้านห้วยทรายแห่งนี้คือตาปะขาวคำตัน ซึ่งระยะต่อมาไม่นาน ตาปะขาวก็ได้บวชเป็นพระภิกษุ คือหลวงปู่คำตัน ฐิตธัมโม แห่งวัดป่าดานศรีสำราญ อำเภอพรเจริญ จังหวัดหนองคายนั่นเอง

นอกจากนั้น ที่บ้านห้วยทรายนั้นก็ยังมีนักปฏิบัติธรรมหญิง ซึ่งได้บวชเป็นชี คือ ท่านแม่ชีแก้ว เสียงล้ำ ซึ่งแต่ก่อนเป็นลูกศิษย์ท่านพระอาจารย์มั่น ตั้งแต่ยังเป็นสาว และต่อมาเชื่อกันว่าท่านได้ปฏิบัติจนบรรลุวิมุติธรรมแล้ว

พ.ศ. ๒๔๙๘ ติดตามหลวงตามหาบัวมาจำพรรษาที่วัดชากใหญ่ จ.จันทบุรี

พระบุญเพ็งได้จำพรรษาอยู่กับหลวงตามหาบัวที่วัดป่าบ้านห้วยทราย ๒ ปี จนถึงปี ๒๔๙๘ หลังออกพรรษาแล้ว ท่านได้ติดตามหลวงตามหาบัวมาพำนักที่วัดชากใหญ่ ใกล้สถานีทดลองการเกษตร สี่แยกน้ำตกพลิ้ว อำเภอแหลมสิงห์ จังหวัดจันทบุรี ตามที่พระอาจารย์เจี๊ยะ จุนโท ได้นิมนต์ท่าน และมีพระอาจารย์อื่นตามท่านมาหลายรูป อาทิ พระอาจารย์สิงห์ทอง, พระอาจารย์เพียร วิริโย, พระอาจารย์ลี กุสลธโร เป็นต้น – ครั้งนั้นพระอาจารย์ฟัก (พระครูสันติวีรญาณ - ฟัก สนฺติธมฺโม) สมัยยังเป็นฆราวาส ก็ได้พามารดาไปกราบท่านหลวงตามหาบัวที่วัดนี้

ออกพรรษาแล้ว หลวงตาก็ดำริที่จะพาโยมมารดาท่านที่กำลังป่วยอยู่ด้วยโรคอัมพาต กลับไปบ้านเกิดที่จังหวัดอุดรธานี เพื่อไปรักษากับหมอที่นั่นซึ่งประกอบยารักษาได้ถูกโรคกับโยมมารดาท่าน แต่ก่อนเดินทางกลับอุดร ท่านได้พาคณะไปพักอยู่ที่วัดเขาน้อยสามผาน ในหนังสือประวัติหลวงปู่ฟัก สันติธัมโม บันทึกถึงช่วงเวลานี้ว่า

"... พอถึงช่วงเวลาที่หลวงตามหาบัวมาจำพรรษาที่จันทบุรี ณ วัดชากใหญ่ อำเภอขลุง ก่อนหลวงตาจะกลับไปอุดรธานี ผู้ใหญ่ปิ๋นได้ไปนิมนต์ท่านขึ้นมาพักบนเขาน้อยสามผานโดยมีพระอาจารย์ฟักซึ่งยังเป็นฆราวาสตามผู้ใหญ่ไปนิมนต์ด้วย...."

เมื่อท่านรับนิมนต์จึงได้พาโยมมารดาของท่าน และคณะซึ่งรวมถึงพระบุญเพ็ง เขมาภิรโตด้วย  ขึ้นมาพำนักที่กุฏิชั่วคราวบนเขาสมความปรารถนาของผู้นิมนต์

ในครั้งนั้นพระอาจารย์ฟักเป็นผู้ถือบริขารของหลวงตาเอง พร้อมทั้งมาอุปัฏฐากรับใช้ ครั้นรุ่งเช้าก็คอยถือย่ามตามเพื่อนำทางว่าควรไปโปรดญาติโยมทางไหนบ้าง เพราะท่านเป็นคนในพื้นที่ย่อมรู้หนทางเป็นอย่างดี

พอดีในตอนนั้นโยมมารดาก็ป่วยมากด้วยโรคอัมพาต จำเป็นจะต้องได้พากลับมาที่บ้านตาด จังหวัดอุดรธานี อีกทั้งโรคของโยมมารดาก็บังเอิญถูกกับยาสมุนไพรของหมอที่นั่น จึงเป็นอันต้องเดินทางกลับบ้านตาด หลวงปู่บุญเพ็งก็ได้เดินทางกลับพร้อมกับหลวงตามหาบัว

และเมื่อเดินทางกลับมาถึงบ้านตาดแล้ว ในปี พ.ศ. ๒๔๙๙ หลวงตามหาบัว ญาณสัมปันโน ก็ได้บุกเบิกสร้างวัดป่าบ้านตาด โดยมีพระที่ติดตามมาจากจันทบุรีมาร่วมบุกเบิกสร้างด้วยกัน ก็มี หลวงปู่สิงห์ทอง ธัมมวโร, หลวงปู่เพียร วิริโย, หลวงปู่บุญเพ็ง เขมาภิรโต, สามเณรน้อย (หลวงพ่อน้อย ปัญญาวุโธ), คุณแม่ชีแก้ว เสียงล้ำ

ออกพรรษา ปี ๒๔๙๙ หลวงปู่บุญเพ็งก็ได้กราบลาหลวงตามหาบัว ออกจากวัดป่าบ้านตาดไปเที่ยวธุดงค์ไปแถบจังหวัดสกลนคร

ในขณะเดียวกัน หลวงปู่ขาว อนาลโย ศิษยชั้นผู้ใหญ่ของท่านพระอาจารย์มั่นองค์หนึ่ง ก็ได้กลับมาจำพรรษา  ณ วัดป่าแก้วชุมพล อ.สว่างแดนดิน จ.สกลนคร อีกครั้งหนึ่ง ตามที่ชาวบ้านแถบบ้านค้อใต้ อ.สว่างแดนดิน จ.สกลนคร ได้มาอาราธนาอ้อนวอน หลังจากที่ในปี พ.ศ. ๒๔๙๔ ท่านได้จาริกมาพบและปักกลดพักที่นี่ซึ่งเป็นป่าช้าทิ้งศพของชาวบ้านในละแวกนี้ ในครั้งนั้นชาวบ้านได้ช่วยกันสร้างกุฏิเป็นกระต๊อบและศาลาหลังเล็กๆ มุงด้วยหญ้าคาถวาย พร้อมทั้งนิมนต์ให้หลวงปู่ขาว อยู่จำพรรษา หลวงปู่ฯ ได้พักจำพรรษาด้วย ๑ พรรษา หลังจากออกพรรษาแล้วหลวงปู่ฯได้ออกเที่ยววิเวกและจำพรรษาที่อื่น และอีก ๖ ปีต่อมา คือในปี พ.ศ. ๒๕๐๐ ท่านได้ย้อนกลับมาจำพรรษาที่นี่อีกครั้ง

เมื่อออกพรรษาแล้วหลวงปู่ขาว ก็ออกเที่ยววิเวกไปที่อื่น แต่ถึงอย่างไรก็ตามหลวงปู่ฯ ก็ยังคงแวะเวียนกลับมาพักที่นี่เป็นครั้งคราวในหน้าแล้ง  และปี ๒๕๐๐ นี้เป็นปีสุดท้ายที่ท่านจำพรรษาอยู่โปรดชาวบ้านชุมพลและบ้านค้อใต้ ณ วัดป่าแก้วชุมพล เพราะต่อมาท่านก็เที่ยวธุดงค์จนได้ไปพบสถานที่สำคัญแห่งหนึ่ง ณ อำเภอหนองบัวลำภู จังหวัดอุดรธานี เป็นป่ารกชัฏ บริบูรณ์ด้วยพลาญหิน ละหานห้วย เงื้อมเขาและเถื่อนถ้ำต้นไม้สูงใหญ่ขึ้นเบียดเสียดกัน เหมาะแก่อัธยาศัยในการอยู่บำเพ็ญภาวนา หลวงปู่ขาวจึงพักอยู่ ณ บริเวณสถานที่นั้น และต่อมาก็ได้จัดตั้งขึ้นเป็นวัด มีนามว่า วัดถ้ำกลองเพล ซึ่งเป็นที่ซึ่งท่านอยู่บำเพ็ญสมณธรรมตลอดมาจนวาระสุดท้ายของชีวิตของท่านในเดือนพฤษภาคม ๒๕๒๖

ขณะเดียวกัน หลวงปู่หลุย จันทสาโร ซึ่งเป็นคู่นาคที่ได้ญัตติเป็นธรรมยุตร่วมกัน เมื่อปี ๒๔๖๘ ณ วัดโพธิสมภรณ์ โดยหลวงปู่ขาว อนาลโย เป็นนาคซ้าย หลวงปู่หลุยเป็นนาคขวา เที่ยววิเวกมาจากทางจังหวัดเลย มาพบหลวงปู่ขาวที่วัดป่าแก้ว ก่อนจะเข้าพรรษา ปี ๒๕๐๐ เล็กน้อย เมื่อเพื่อนสหธรรมิกชวนให้อยู่จำพรรษาด้วยกัน แม้สภาพของวัดป่าแก้วจะอยู่ในพื้นที่ราบ ไม่ใช่ถ้ำ ไม่ใช่เขาอย่างแถบจังหวัดเลยหรือสกลนครที่ท่านพึงใจ แต่เพื่อนสหธรรมิกที่จะอยู่ร่วมด้วย เป็นผู้ที่มีอัธยาศัยต้องกันมีคุณธรรมที่ท่านยกย่อง ท่านก็ตกลงจำพรรษาอยู่ด้วย

ก่อนเข้าพรรษาปี ๒๕๐๓ นั้น หลวงปู่บุญเพ็งท่านเดินธุดงค์ไปถึง วัดป่าแก้วชุมพล บ้านชุมพล อ.สว่างแดนดิน จ.สกลนคร ท่านไปเห็นปฏิปทาของหลวงปู่ขาว อนาลโย เกิดศรัทธาเลื่อมใสเป็นอันมาก ท่านจึงอยู่จำพรรษากับท่าน และได้รับการแนะนำอุบายธรรมปฏิบัติอย่างมากมาย ออกพรรษาแล้วท่านจึงกราบลาหลวงปู่ขาวและหลวงปู่หลุยออกธุดงค์หาประสบการณ์บริเวณเทือกเขาป่าภูพานต่อไป

ปี ๒๕๐๓ เดินทางไปกราบหลวงปู่ขาว ขณะองค์หลวงปู่กำลังสร้างวัดถ้ำกลองเพล อ.เมืองหนองบัวลำภู ซึ่งท่านได้พบสถานที่และตกลงใจจะสร้างเป็นวัดขึ้นในปี ๒๕๐๑ โดยหลวงปู่บุญเพ็งช่วยรับภาระดูแลการก่อสร้าง และอยู่รับใช้หลวงปู่ขาวในเวลาเดียวกัน จนท่านละสังขารไปเมื่อจันทร์ที่ ๑๖ พฤษภาคม ๒๕๒๖ เวลา ๐๕.๔๕ น. รวมระยะเวลาที่หลวงปู่บุญเพ็งได้อุปัฏฐากหลวงปู่ขาวนานถึง ๒๓ ปี