#echo banner="" ประวัติครูบาศรีวิชัย โดย พระครูบุญญาภินันท์ (บุญชู จันทสิริ) 01

คลิกเมาส์ที่ใดก็ได้ในเฟรมนี้เพื่อเรียกเมนูด่วน

ประวัติครูบาศรีวิชัย

โดย พระครูบุญญาภินันท์ (บุญชู  จันทสิริ)

อดีตเจ้าคณะอำเภอหางดง และอดีตเจ้าอาวาสวัดกำแพงงาม อำเภอหางดง จังหวัดเชียงใหม่

คัดลอกจาก ://lannathai-1824.spaces.live.com/default.aspx

 

พระครูบุญญาภินันท์

ผู้รวบรวม และเรียบเรียง

ประวัติท่านครูบาศรีวิชัย

ประวัติของท่านครูบาศรีวิชัย ได้รวบรวมมาจากหนังสือประวัติครูบาศรีวิชัย นักบุญแห่งลานนาไทย (ฉบับสมบูรณ์) ซึ่งพระครูบุญญาภินันท์ (บุญชู จันทสิริ) อดีตเจ้าคณะอำเภอหางดง และอดีตเจ้าอาวาสวัดกำแพงงาม อำเภอหางดง จังหวัดเชียงใหม่ ได้รวบรวม และเรียบเรียงขึ้น โดยจัดพิมพ์เป็นอนุสรณ์ เมื่อวันที่ ๒๑ พฤษภาคม ๒๕๒๐

๑ ประวัติลานนาไทย

อนุสาวรีย์สามกษัตริย์

ย้อนหลังไปเมื่อ ๗๐๐ ปีก่อน คืออาณาจักรเก่าแก่ของชาวไทยแห่งหนึ่ง ซึ่งมีชื่อเรียกว่า อาณาจักรลานนาไทย มีพ่อขุนเม็งรายมหาราช เป็นพระสหายสนิทร่วมน้ำสาบานกับพ่อขุนรามคำแหงมหาราช แห่งอาณาจักรสุโขทัย และพ่อขุนงำเมือง แห่งอาณาจักรพะเยา เป็นผู้สถาปนาอาณาจักรแห่งนี้ขึ้นมา

พ่อขุนเม็งราย ทรงสถาปนาอาณาจักรลานนาไทยขึ้น เมื่อพุทธศตวรรษที่ ๑๘ โดยทรงรวบรวมหัวเมืองน้อยใหญ่ในภาคเหนือ ที่ตั้งกระจัดกระจายกันอยู่ให้เข้ามาเป็นผืนแผ่นดินเดียวกันในเขตภาคเหนือ เมืองไหนไม่ยอมอ่อนน้อม ก็ทรงกรีธาทัพไปทำสงคราม จนกระทั่งต่อมาเมื่อสามารถตี นครหริภุญชัย หรือ ลำพูนได้เมื่อปี พ.ศ. ๑๘๒๔ แล้วก็เป็นอันว่าพระองค์สามารถรวบรวมเมืองต่างๆ เข้ามารวมกันได้หมด

ดังนั้นในปี พ.ศ. ๑๘๓๙ พ่อขุนเม็งรายมหาราช จึงทรงสร้างนครหลวงแห่งใหม่ ให้เป็นศูนย์กลางของ อาณาจักรลานนาไทยขึ้น โดยทรงเชิญพระสหายสนิททั้งสองพระองค์คือ พ่อขุนรามคำแหงมหาราช และพ่อขุนงำเมือง มาทรงช่วยเลือกชัยภูมิ ซึ่งในที่สุดก็ได้สร้างเมืองใหม่ขึ้น ณ ที่ราบริมฝั่งแม่น้ำระมิงค์ เชิงดอยสุเทพ เมื่อเสร็จแล้วทรงขนานนามเมืองใหม่แห่งนี้ว่า นพบุรีศรีนครพิงค์เชียงใหม่ หรือที่เรียกกันสั้นๆ ว่า เชียงใหม่นั่นเอง อาณาจักรลานนาซึ่งมีนครเชียงใหม่เป็นเมืองหลวงนั้น เป็นอาณาจักรที่ยิ่งใหญ่ มีอาณาเขตครอบคลุมภาคเหนือทั่วไปในปัจจุบัน มีกษัตริย์ราชวงศ์เม็งรายปกครองกันสืบต่อมา นับเป็นปฐมกษัตริย์คือ พ่อขุนเม็งรายมหาราช จนกระทั่งถึง พระเจ้าเมกุฏิ ซึ่งเป็นกษัตริย์ราชวงศ์เม็งรายพระองค์ที่ ๒๐ ที่ขึ้นปกครองอาณาจักรลานนาไทย

รัชสมัยนี้เอง ที่อาณาจักรลานนาไทยตกเป็นเมืองประเทศราช ของพระเจ้าบุเรงนองแห่งกรุงหงสาวดี ที่ทรงกรีธาทัพมาตีนครเชียงใหม่ได้ในปี พ.ศ. ๒๑๐๑ อาณาจักรลานนาไทยจึงตกเป็นประเทศราชของพม่าแต่นั้นมา รวมเวลาที่อาณาจักลานนาไทย ดำรงเอกราชนานถึง ๒๖๒ ปี หลังจากนั้นมา อาณาจักรลานนาไทยก็ผลัดเปลี่ยนกันเป็นของไทย และพม่า จนถึงสมัยกรุงธนบุรี เชียงใหม่และอาณาจักรลานนาไทย จึงอยู่ในขอบขัณฑสีมาของราชอาณาจักรไทยเรื่อยมาจนถึงปัจจุบัน

ในประวัติศาสตร์อันยาวนานของอาณาจักรลานนาไทยนั้น สิ่งหนึ่งที่ได้รับการบันทึกไว้ในประวัติศาสตร์ลานนาไทยก็คือ ความเจริญรุ่งเรืองของพระพุทธศาสนา  เพราะกษัตริย์ผู้ปกครองอาณาจักรลานนาไทยทุกพระองค์ ทรงทำนุบำรุงพุทธศาสนา ก่อสร้างวัดวาอาราม และศาสนสถานไว้มากมาย ทั่วนครเชียงใหม่ รวมทั้งหัวเมืองอื่นๆ ของลานนาไทย จนกระทั่งนครเชียงใหม่เคยเป็นที่ทำสังคายนาพระไตรปิฎกครั้งที่ ๘ ของโลก ที่วัดโพธารามวิหาร หรือที่เรียกกันในปัจจุบันว่า วัดเจดีย์เจ็ดยอด เมื่อปี พ.ศ. ๒๐๒๐ ในสมัยพระเจ้าติโลกราชเป็นเจ้าผู้ครองนครเชียงใหม่ และอาณาจักรลานนาไทย

ความเจริญแห่งพระพุทธศาสนา ในลานนาไทย ย่อมก่อให้เกิดพระมหาเถระผู้เปรื่องปราชญ์ ซึ่งรจนาตำรับตำราเกี่ยวกับพระพุทธศาสนา ที่พระภิกษุสงฆ์ในปัจจุบันยังยึดถือหนังสือของท่านเป็นแบบเรียนในหลักสูตรเปรียญ

พระมหาเถระของลานนาไทย ที่มีชื่อเสียงมากที่สุดนั้นคือ พระสิริมังคลาจารย์ เป็นจอมปราชญ์แห่งลานนาไทย ผู้แต่งคัมภีร์มงคลทีปนี ซึ่งทุกวันนี้ยังใช้คัมภีร์เล่มนี้ เป็นหลักสูตรของนักศึกษาบาลีถึง ๓ ชั้นด้วยกันคือ เปรียญ ๔ เปรียญ ๖ และเปรียญ ๗ หนังสือมงคลทีปนีเล่มนี้ พระสิริมังคลาจารย์ รจนาขึ้นเมื่อปี พ.ศ. ๒๐๖๗ ในสมัยพระเมืองแก้วเป็นกษัตริย์ครองลานนาไทย

มงคลทีปนี เป็นหนังสือที่อธิบายความในมงคลสูตร แต่งเป็นภาษามคธทั้งเล่ม  ซึ่งนอกจากมงคลทีปนีแล้ว พระสิริมังคลาจารย์ยังรจนาหนังสือไว้อีกหลายเล่ม ล้วนแต่เป็นตำราอันสำคัญในปัจจุบันนี้ทั้งสิ้นเช่น เวสสันดรทีปนี ที่กล่าวถึงศัพท์ และพระคาถาต่างๆ ในเรื่องพระเวสสันดรชาดก รจนาเมื่อปี พ.ศ. ๒๐๖๐ จักรวาลทีปนี ว่าด้วยเรื่องของโลก และจักรวาล รจนาเมื่อปี พ.ศ. ๒๐๖๓ และฎีกาสังขยาปกาสก เป็นรายละเอียดของเครื่องตวง และเครื่องนับ ๖ อย่าง  รจนาเมื่อปี พ.ศ. ๒๐๖๓ เป็นต้น

พระสิริมังคลาจารย์ นับเป็นปฐมปราชญ์แห่งลานนาไทย ซึ่งทุกวันนี้ท่านก็ยังเป็นที่เคารพสักการะของชาวภาคเหนือทั่วไป มีพระรูปหล่อของท่านขนาดเท่าองค์จริงประดิษฐานอยู่ ณ หน้ามุขพุทธสถานเชียงใหม่ ที่เชิงสะพานนวรัฐ

นอกจากพระสิริมังคลาจารย์แล้ว อาณาจักรลานนาไทยยังมีพระเถระอีกหลายองค์ ที่ได้รจนาหนังสือเกี่ยวกับพระพุทธศาสนา และประวัติตำนานต่างๆ ทางเมืองเหนืออีกหลายองค์เช่น พระโพธิรังษี ผู้รจนาเรื่องจามเทวี บรรยายถึงพงศาวดารเกี่ยวกับพระนางจามเทวี ราชธิดากษัตริย์แห่งกรุงละโว้ ( ลพบุรี ) ที่มาปกครองเมืองหริภุญชัย เมืองลำพูน

พระรัตนปัญญาญาณ ผู้รจนาหนังสือที่มีผู้รู้จักกันแพร่หลายมากที่สุดอีกเรื่องหนึ่งคือ ชินกาลมาลินี ซึ่งได้พรรณนาถึงสาเหตุที่พระพุทธศาสนาได้เจริญรุ่งเรือง เข้าสู่แผ่นดินลานนาไทย โดยพิสดารยิ่งนัก นับเป็นประวัติพระพุทธศาสนาเล่มสำคัญ ที่นักศึกษายังใช้กันอยู่ทุกวันนี้ พระมหาเถระอีกองค์หนึ่งซึ่งมีชื่อเสียงอย่างยิ่งในสมัยนั้นคือ พระธรรมทอนนามมหาเถระ ซึ่งท่านเป็นองค์ประธานในการสังคายนาพระไตรปิฎก ครั้งที่ ๘ ที่วัดเจดีย์เจ็ดยอด เมื่อปี พ.ศ. ๒๐๒๐ นั่นเอง

อีกองค์หนึ่งคือ ท่านเจ้าคุณพระอภัยสารทะ หรือที่ชาวลานนาไทยเรียกท่านว่า ครูบาฝายหิน ซึ่งทรงเป็นพระสังฆราชแห่งลานนาไทยเมื่อปี พ.ศ. ๒๔๓๘ ปกครองคณะสงฆ์ทั่วลานนาไทย แยกต่างห่างจากสมเด็จพระสังฆราชในกรุงเทพฯ เพราะสมัยนั้นการคมนาคมระหว่างกรุงเทพฯและเชียงใหม่ยังห่างไกลกันนัก สมเด็จพระสังฆราชในกรุงเทพฯ ไม่ทรงสามารถดูแลปกครองคณะสงฆ์ทางลานนาไทยได้อย่างใกล้ชิด จึงมีพระสังฆราชแห่งลานนาไทยขึ้นอีกองค์หนึ่ง

ลานนาไทย มีพระมหาเถระที่มีชื่อเสียงเกียรติคุณหลายสิบองค์ ที่มีนามปรากฏอยู่ในประวัติศาสตร์ ซึ่งส่วนมากเป็นพระสงฆ์ทรงสมณศักดิ์เจนจบในพระธรรมสูตร เป็นพระอุปัชฌาย์เจ้าวัดทั้งสิ้น

๒. พระภิกษุนักบุญ

.. มีใครจะเชื่อหรือไม่ว่า

มีพระภิกษุธรรมดาๆ องค์หนึ่งซึ่งเข้าร่วมห่มผ้าเหลืองมาเป็นพระเข้าบวชเรียน จากสามเณรสู่พระภิกษุ และ ท้ายที่สุดก็สิ้นอายุขัยในผ้าเหลืองในระยะเวลา ๔๒ ปี  โดยไม่เคยได้รับสมณศักดิ์ใดๆ ไม่ได้เป็นพระอุปัชฌาย์ ไม่เคยมีพัดยศ หรือตำแหน่งทางคณะสงฆ์ แต่ทว่า พระภิกษุรูปนี้กลับเป็นผู้สามารถทำให้วัดต่างๆ ที่เชียงใหม่ และลำพูนพัฒนาขึ้นมาใหม่เป็นจำนวนมาก

จนกระทั่งท่านได้รับการยกย่องว่า  "เป็นนักบุญแห่งลานนาไทย" ซึ่งทุกท่านที่เคยเดินทางสู่แผ่นดิน อาณาจักรลานนาไทยอันเก่าแก่ ไม่ว่าจะเป็นเมืองเชียงใหม่ ลำพูน ลำปาง แม่ฮ่องสอน เชียงราย ฯลฯ จะไม่มีวันหนีพ้นนามของ ครูบาศรีวิชัย ได้เลย เพราะจังหวัดของหัวเมืองเหนือที่ได้เอ่ยมานี้ล้วนแต่มีผลงานของท่านปรากฏอยู่ทั้งนั้น

ตลอดชีวิตของท่านไม่เคยทำบาป สร้างแต่ความดีให้แก่สาธารณชน การถูกใส่ความที่ต้องรอนแรมลงมารับการสอบสวนที่กรุงเทพฯ ถึง ๒ ครั้งในชีวิต แต่ก็พ้นมลทิน

คือผลตอบแทนที่ท่านได้รับ

๓. ย้อนเวลาหาอดีต

ขอย้อนหลังจากวันนี้ไปสู่เหตุการณ์เมื่อร่วมศตวรรษก่อน  ณ วัดบ้านปาง ตำบลแม่ตืน อำเภอลี้ จังหวัดลำพูน หรือ หริภุญชัยดินแดนอันเก่าแก่ และศักดิ์สิทธิ์ของเจ้าแม่จามเทวีวงศ์ และพระรอด พระคง อันลือชื่อ

ภาพวาดเจ้าแม่จามเทวี

จากนิมิตของครูบาชัยยะวงศา

วัดพระบาทห้วยต้ม ลำพูน

หนึ่งศตวรรษที่ผ่านมา บ้านปางคือ หมู่บ้านเล็กๆ ในป่าใหญ่ที่ล้อมรอบด้วยหุบเขาสูงชันสลับซับซ้อน ไม่มีถนนที่จะติดต่อกับตัวจังหวัด หรืออำเภอใกล้เคียงใดๆ ชาวบ้านปางอยู่กันอย่างชนิดที่ว่าตามยถากรรม หรือตามมีตามเกิด ไม่มีโรงเรียน ไม่มีสถานีอนามัย เจ็บป่วยกันขึ้นมา ก็รักษากันด้วยยาสมุนไพร บ้างก็ให้หมอผีรักษา ใครเจ็บป่วยหนักขึ้นมา ก็ต้องแบกหามกันขึ้นเกวียน รอนแรมพากันเข้าไปยังตัวเมืองลำพูน ไปไม่ทันก็ตาย ไปทันก็รอด ถึงทันบางทีก็ไม่รอด ไข้ป่าเป็นไข้ที่รุนแรงถึงตายได้ สัตว์ร้ายก็ชุกชุม ส่วนใหญ่ทำมาเลี้ยงชีพด้วยการทำนากินไปวันวัน ตลอดทั้งปี พอทำได้มากเหลือกิน ก็ไม่รู้ว่าจะไปขายใครที่ไหน ที่พักอาศัยมีไม่กี่ครัวเรือน ต่างรู้จักกันทั้งหมู่บ้าน มีน้ำใจเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ต่อกัน ตามประสาชนบทของลานนาไทย ยามพลบค่ำ ก็มีแสงจันทร์เป็นตาส่องสว่าง ในสมัยนั้นใครคิดว่าจะเดินทางเข้าเมืองลำพูน หรือเชียงใหม่ก็ต้องใช้เวลาเดินทางถึง ๒ อาทิตย์ ถึงจะได้เห็นความเจริญของทั้งสองจังหวัดนี้

ในหมู่บ้านปางนี้เอง มีหนุ่มน้อยผู้หนึ่ง ซึ่งขยันขันแข็งกับการทำมาหากิน มีนากับควายคู่ยาก ที่เป็นของบิดามารดาทิ้งไว้ให้ หนุ่มน้อยผู้นี้มีชื่อเรียกเหมือนกับที่บิดามารดาทิ้งไว้ให้เลี้ยง

นายควาย เขาก็เหมือนกับหนุ่มบ้านปางทั้งหลาย ที่เคยได้ฟังเรื่องรามความสนุกสนานของนครพิงค์ จนกระทั่งในที่สุดเขาก็ทนไม่ได้จึงตัดสินใจเดินทางรอนแรมฝ่าป่าอันกว้างใหญ่พยายามเข้าไปสัมผัสแสง สี เสียง ของนครพิงค์ในที่สุด เหมือนบุพเพสันนิวาส หนุ่มควายแห่งบ้านปาง เป็นบ้านป่าอันลี้ลับ ได้พบรักกับสาวเชียงใหม่ ที่ไม่นึกไม่ฝัน สาวเจ้าชื่อ น.ส.อุสาห์ แล้วก็ได้เสียผีตามประเพณีคนเมือง

จากนั้นหนุ่มควายก็หอบหิ้วแม่สาวอุสาห์เดินทางกลับแนบ สู่บ้านปาง และครองรักกันอย่างมีความสุข ความยากจนก็ไม่ได้เป็นอุปสรรคต่อความรักของนายควาย

นายควาย และนางอุสาห์ ซึ่งไม่มีนามสกุล เพราะสมัยนั้นพระราชบัญญัตินามสกุลยังมิได้ออกมาใช้ นายควายครองรักกับนางอุสาห์จนกระทั่งทำได้สำเร็จ ๓ คนด้วยกัน คนโตชื่อนายไหว คนที่สองเป็นหญิงชื่อ น.ส.ออน คนที่สามเป็นหญิงชื่อ น.ส.บุญเรือน อีกไม่นานต่อมานายควายกับนางอุสาห์ก็พยายามทำได้สำเร็จเป็นคนที่ ๔  ครอบครัวของนายควายนั้นไม่ใช่เป็นรวย เมื่อเมียเริ่มตั้งท้องเป็นท้องที่ ๔ นายควายก็ต้องยิ่งทำงานหนัก ในยามว่างนอกจากทำไร่ทำนาแล้ว นายควายต้องหาอาชีพเสริมโดยการเข้าป่า บำเพ็ญตนเป็นพรานไปล่าเนื้อ หาของป่า เพื่อนำมาแลกสิ่งของเครื่องใช้ที่จำเป็น ไว้สำหรับลูกหญิงหรือลูกชายยังไม่ทราบเครื่องเอ็กซเรย์ไม่มีใช้

๔. ฟ้าฮ้องฟ้าฟาด

และแล้ววันสำคัญอีกวันหนึ่งที่ได้รับจารึกไว้ในหนังสือประวัติศาสตร์แห่งลานนาไทย ของครูบาศรีวิชัยก็มาถึง

   วันนั้น ตรงกับวันอังคาร เดือน ๙ เหนือ (เดือน ๗ ใต้) ขึ้น ๑๑ ค่ำ ปีขาล จุลศักราช ๑๒๔๓ ตรงกับวันอังคารที่ ๑๑ มิถุนายน พ.ศ. ๒๔๒๑ อันเป็นปีที่ ๑๐ ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว

หลาน และเหลนของครูบาศรีวิชัย ที่หมู่บ้านปาง

คืนวันนั้น นางอุสาห์ครบกำหนดคลอดบุตร นอนเจ็บท้องอยู่กับบ้าน  มีหมอตำแยพื้นบ้านมาคอยช่วยทำคลอดตามมีตามเกิด บนท้องฟ้าในคืน ๑๑ ค่ำ แสงจันทร์แผ่รัศมีสว่างนวล อยู่เหนือขุนเขาในป่าใหญ่ เสียงสัตว์กลางคืนร้องระงม ฟังวังเวงเสียงดูน่ากลัวอย่างนี้ทุกค่ำคืน นางอุสาห์เจ็บท้องร้องครวญคราง คละเคล้ากับเสียงที่อยู่นอกบ้าน นายควาย และเพื่อนบ้าน เฝ้าครุ่นคิดว่าจะเป็นเด็กผู้หญิง หรือเป็นเด็กผู้ชาย สมัยนั้นตาเปล่าไม่สามารถมองผ่านหนังท้องเข้าไปได้ นายควายเฝ้าดูไม่ห่างแบบเฉยๆ เพราะท้องนี้เป็นท้องที่ ๔ แล้ว

ทันใดนั้นเอง ดินฟ้าอากาศที่ดูเป็นปกติกลับมืดครึ้ม เพราะเมฆสีดำเคลื่อนตัวมาบดบังแสงจันทร์แบบไม่ได้รับอนุญาต ขณะที่เมฆดำเคลื่อนตัวอยู่นั้น ทันทีก็มีเสียงฟ้าร้องคำรนมาแต่ไกลๆ แล้วมาดังสนั่นหวั่นไหวเหนือหลังคาบ้านนายควาย พร้อมสายฝนและพายุกระหน่ำลงมา เสียงฟ้าฟาดเปรี้ยงๆ ไม่ขาดสาย และทันใดนั้นเอง พื้นดินบริเวณบ้านนายควายก็สั่นสะเทือน จนบ้านกระท่อมหลังเล็กของนายควายไหวเอน เหมือนอยากจะหลุดจากพื้นดิน เพื่อหนีเอาตัวบ้านรอดไปจากเสียงฟ้าฟาด ฝนกระหน่ำ แผ่นดินสะเทือน และอีกไม่กี่วินาทีต่อมานั้นเอง ทารกน้อยก็ลืมตามาดูโลกพร้อมกับเสียงร้องที่มาแทนเสียงฟ้าฟาด ช่างเป็นที่น่าอัศจรรย์ใจยิ่งนัก ฟ้า ฝน ดิน ที่สำแดงฤทธิ์เมื่อครู่นี้ บัดนี้กลับแปรเปลี่ยนเหมือนเดิมที่ก่อนคลอดไม่นาน

ทุกคนที่คอยเฝ้าดูอาการของนางอุสาห์ ต่างพากันตกตะลึงถึงอึ้งและประหลาดใจไปตามๆ กัน ดินฟ้าอากาศในชั่วเวลาสั้นๆ ที่เกิดวิปริตขึ้น ขณะที่ทารกน้อยจะคลอดนั้น ผู้เฒ่าผู้แก่ไม่ว่าจะอยู่ส่วนไหนของประเทศไทยก็ตาม เมื่อได้เห็นย่อมถือเป็นนิมิตกันทั้งสิ้น ทุกคนที่อยู่ที่บ้านนายควายต่างลงความเห็นว่า ทารกน้อยนี้จะต้องเป็นผู้มีบุญมาเกิด เพราะเวลาตกฟากนั้น แม้แต่ฟ้าดินก็มาคอยรับรู้

เสียงพึมพำและด้วยความยินดีที่นายควายได้ลูกชายอีกคนหนึ่ง บรรดาญาติพี่น้องจึงลงความเห็นว่าควรตั้งชื่อว่า อ้าย ฟ้าฮ้อง ( ฟ้าร้อง ) บ้างก็ว่าควรจะตั้งชื่อทารกน้อยนี้ว่า อินตาเฟือน ( อินทร์สะเทือน ) ความหมายว่า แม้แต่พระอินทร์ยังรับรู้ เวลาที่จะเกิดทำให้แผ่นดินไหว

ครูบาศรีวิชัย มีพี่ชายอีกคนหนึ่งชื่อนายแว่น เป็นลูกคนที่สามของนายควายและนางอุสาห์ แต่นายแว่นเสียชีวิตตั้งแต่เด็ก ครูบาศรีวิชัยจึงเป็นลูกคนที่ ๔ น้องชายหนึ่งคน ชื่อ นายน้อยทา เป็นคนสุดท้อง

เด็กน้อยที่ได้รับชื่อแต่แรกเกิดว่า อ้ายฟ้าฮ้อง หรือ อ้ายอินตาเฟือน เติบโตขึ้นมาที่บ้านปาง การเลี้ยงดูเหมือนๆ เด็กทั่วๆ ไป นายควายกับนางอุสาห์ไม่ได้เลี้ยงแบบประคบประหงมเหมือนลูกผู้ดีในเมือง แต่ทว่าอ้ายฟ้าฮ้องก็เติบโตด้วยความแข็งแรง

. เด็กใจบุญ

ทางขึ้นวัดบ้านปางด้านหน้าวิหาร

วันเวลาผ่านไปนับแต่ลูกคนที่ ๔ คือ อ้ายฟ้าฮ้องเกิดมาร่วมครอบครัวนั้น ทำให้ฐานะความเป็นอยู่ของนายควาย เริ่มดีขึ้นจากเดิม การทำนาทำไร่ก็ได้ผลดี เพราะดินฟ้าอากาศเป็นใจ ฝนตกตามฤดูกาล แผ่นดินบ้านปางอุดมสมบูรณ์  ชาวบ้านที่เป็นเพื่อนบ้านของนายควาย ได้รับรู้เหตุการณ์วันที่อ้ายฟ้าฮ้องเกิด ชาวบ้านได้พูดกับนายควายทำนองที่ว่า อ้ายฟ้าฮ้องท่าจะเป็นผู้มีบุญมาเกิด

บิดา มารดา อ้ายฟ้าฮ้องก็นึกประหลาดใจอยู่เหมือนกัน ที่อ้ายฟ้าฮ้องไม่เหมือนลูกคนอื่น หรือเด็กชาวบ้านทั่วๆ ไป ในข้อที่ว่า อ้ายฟ้าฮ้องเป็นเด็กเงียบขรึม ไม่ค่อยจะพูดค่อยจะจา แถมยังไม่เล่นหัวมั่วสุมกับเพื่อนในวัยเดียวกันด้วย สิ่งเหล่านี้ นายควายคอยสังเกตเห็นตั้งแต่อ้ายฟ้าฮ้องมีอายุได้ ๗ ขวบ  อีกอย่างหนึ่งที่นายควาย และนางอุสาห์ได้ค้นพบในตัวลูกชายคนนี้ก็คือ ฟ้าฮ้องเป็นเด็กใจบุญที่สุด เขาไม่เคยรังแกสัตว์เลยแม้แต่น้อย แม้แต่ควาย ( ชื่อคงจะเหมือนบิดา ) มีแต่ที่จะพามันไปหากินหญ้า และคอยอาบน้ำให้เป็นประจำ ค่ำๆ ก็สุมไฟไล่ยุงให้

เจ้าสุริยวงศ์ (คำตัน สิโรรส)

เรื่องราวที่แสดงถึงความใจดีของครูบาศรีวิชัยที่มีมาตั้งแต่เด็กนั้น ในหนังสือประวัติครูบาศรีวิชัยก็เขียนเล่าไว้ช่วงนี้ โดยเฉพาะหนังสือประวัติครูบาศรีวิชัยฉบับเก่าที่สุดคือ ค่าวซอเรื่องครูบาศรีวิชัยบ้านปาง  ซึ่ง ท้าวสุนทร เป็นผู้แต่งเมื่อปี พ.ศ. ๒๔๖๓ เป็นภาษาไทยยวนนั้น เป็นหนังสือประวัติครูบาศรีวิชัยเล่มแรก ที่เป็นแม่บทให้นักเขียนประวัติครูบาศรีวิชัยในสมัยหลัง ได้ศึกษาค้นคว้าเรื่องของครูบาศรีวิชัย หนังสือเก่าอีกเล่มหนึ่งเขียนถึงครูบาศรีวิชัยก็คือ ครูบาศรีวิชัยวัดบ้านปาง ซึ่ง เจ้าสุริยวงศ์สิโรรส เป็นผู้เขียนเป็นอักษรไทยยวนเช่นกัน

เรื่องความใจบุญของครูบาศรีวิชัย  สมัยเมื่อยังเป็นเด็ก มีอยู่เรื่องหนึ่งที่เขียนเล่าไว้ว่า  วันหนึ่งที่นายควายไปจับปลามาจากลำห้วย ได้ปลาตัวใหญ่มาขังไว้ในตุ่มน้ำ เพื่อเตรียมไว้ทำอาหารกินมื้อเย็น แต่พอนางอุสาห์จะนำปลาตัวนั้นมาฆ่า ปรากฏว่าปลาที่ขังไว้หายไป ปล่อยให้ตุ่มและน้ำอยู่เป็นเพื่อนกันเฉยๆ นางอุสาห์ครุ่นคิดอยู่ว่าปลาไม่มีทางจะกระโดดหนีหายไปได้ เพราะสามีได้เอาไม้แผ่นใหญ่ ปิดฝาตุ่มไว้อย่างมิดชิด  นายควายเรียกลูกๆ มาถามอย่างโกรธ ทุกคนก็บอกว่าไม่ได้ปล่อยปลา จนอ้ายฟ้าฮ้องรับสารภาพ พร้อมน้ำตาที่กำลังไหลรินว่า ตนเองนำปลาที่อยู่ในตุ่มไปปล่อยเอง อ้ายฟ้าฮ้องบอกกับบิดามารดาว่า เขาสงสารปลาตัวนั้นที่จะต้องตาย และเอามันมาเป็นอาหารกิน เขาจึงนำปลาตัวนั้นไปปล่อยเสีย

นายควาย และนางอุสาห์ก็อึ้งอยู่พักหนึ่ง เพราะไม่สามารถที่จะหาเหตุผลอะไรมาโต้แย้งอ้ายฟ้าฮ้องลูกชายคนนี้

๖. ปาณา ฯ

ยิ่งเติบโตขึ้น อ้ายฟ้าฮ้องก็ยิ่งสร้างความประหลาดใจให้กับพ่อแม่หนักยิ่งขึ้น นั่นก็คือ อ้ายฟ้าฮ้องไม่ยอมแตะต้องอาหารทุกชนิดที่มีเนื้อสัตว์ปะปนอยู่ อ้ายฟ้าฮ้องจ้องแต่จะกินผัก กับน้ำพริกเป็นประจำทุกมื้อ โดยเฉพาะน้ำพริกหนุ่ม และน้ำพริกแดง กินได้ทุกมื้อโดยไม่เบื่อ

นายควาย ได้รับคำร้องขอจากอ้ายฟ้าฮ้องว่า ขอให้เลิกเข้าป่าล่าสัตว์เพื่อเอามากินเป็นอาหาร หรือว่าจะนำไปขายก็ดี สัตว์ทุกชนิดย่อมรักชีวิตของมัน การล่าสัตว์ถือว่าเป็นการทำบาปอย่างยิ่ง นายควายจึงต้องหันมาทำเพียงแต่ไร่นาเพียงอย่างเดียวเพราะกลัวลูกชายโกรธ  เมื่อร้องขอจากผู้เป็นบิดาได้เช่นนี้ อ้ายฟ้าฮ้องมีกำลังใจที่ช่วยพ่อแม่ทำงานหนักมากกว่าเดิม

ทางขึ้นวัดบ้านปางด้านข้าง

งานที่อ้ายฟ้าฮ้องชอบที่สุดในยามเด็กนั้นก็คือ นำวัวและควายไปเลี้ยง เพราะเขาจะมีโอกาสได้อยู่เงียบๆ ตามลำพัง และสถานที่ที่อ้ายฟ้าฮ้อง ชอบไปอยู่เสมอในเวลาที่ว่างก็คือ วัดบ้านปาง ซึ่งเป็นวัดประจำหมู่บ้าน ครูบาขัติ เป็นเจ้าอาวาส มีหนุ่มชาวบ้านปางบวชเรียนอยู่หลายองค์ สมัยนั้นวัดบ้านปางเป็นวัดเล็กๆ ตั้งอยู่เชิงเขา ชายท้องทุ่งของหมู่บ้านปาง กุฏิและโบสถ์ก็ล้วนแต่สร้างด้วยไม้ เป็นที่ชุมนุม ทำบุญ และฟังเทศน์ฟังธรรม ครูบาขัติเจ้าอาวาสก็เป็นที่เลื่อมใสของชาวบ้านปางเป็นอย่างมาก

คำว่า ครูบา ชาวคนเมืองใช้เรียกพระภิกษุที่แก่พรรษา บวชเรียนมานานและปฏิบัติดีปฏิบัติชอบเป็นที่เคารพเลื่อมใสของชาวบ้าน ซึ่งจะเป็นพระภิกษุที่มีสมณศักดิ์หรือไม่ก็ตาม หากได้ขึ้นชื่อว่าครูบาแล้ว ก็เป็นอันรู้กันได้เลยว่าเป็นพระภิกษุที่มีเกียรติคุณ

ปกติชาวเมืองเหนือ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง คนเมืองเชียงใหม่ และลำพูนจะเรียกพระภิกษุว่า ตุ๊เจ้า แม้แต่ครูบาศรีวิชัยนั้น เมื่อแรกเขาก็เรียก ตุ๊เจ้าบ้านปาง แต่ต่อมาครูบาศรีวิชัยได้กระทำสาธารณประโยชน์นานับปการ และปฏิบัติตัวอยู่ในคุณธรรมตามหลักพระพุทธศาสนาจนเป็นที่เคารพเลื่อมใสของผู้คนทั่วไป จึงได้เปลี่ยนการเรียกจากพระศรีวิชัย มาเป็น ครูบาศรีวิชัย สืบมา

วันแล้ววันเล่าที่อ้ายฟ้าฮ้องไปที่วัดบ้านปาง ยิ่งนานวันก็ยิ่งจับใจในความประพฤติปฏิบัติของพระภิกษุสงฆ์สามเณรที่ได้เห็น ประการสำคัญที่สุด อ้ายฟ้าฮ้องอยากจะได้เรียนหนังสือ ซึ่งในสมัยนั้นไม่มีโรงเรียนเลยสักหลัง  ถ้าใครอยากเรียนหนังสือก็ต้องไปที่วัด โดยได้บวชแล้วก็เรียนพระธรรมวินัยควบคู่ไปด้วย พี่ชายคนโตของอ้ายฟ้าฮ้องคือ นายไหว ก็ได้บรรพชาเป็นสามเณรอยู่ระยะหนึ่ง ที่วัดบ้านปางนี้เอง อ้ายฟ้าฮ้องได้เห็นพี่ชายห่มดองผ้าเหลือง มีใบหน้าดูอิ่มเอิบ ไปไหนมาไหนก็มีแต่คนยกมือไหว้ ทำให้อ้ายฟ้าฮ้องครั่นเนื้อครั่นตัวอย่างใหญ่หลวง อยากจะบวชเรียนกับเขาบ้าง

๗. รักไม่ยุ่งมุ่งแต่งาน

แต่กาลเวลายังคงผ่านไปพร้อมกับอ้ายฟ้าฮ้องเติบโตเป็นหนุ่มวัยรุ่น  ปกติธรรมดาของหนุ่มวัยรุ่นทั้งหลายแหล่ มักจะชอบชีวิตติดสนุก ยามมีงานปอยตามวัด ก็พยายามพาสาวเที่ยว หรือไม่ก็ ชอบไปแอ่วบ้านสาวๆ ตามบ้านต่างๆ ที่มีลูกสาวที่จะพอไปวัดไปวาได้ สิ่งเหล่านี้เป็นประเพณีอันดีงามของคนเมืองตั้งแต่ดั้งเดิม แต่... สำหรับหนุ่มฟ้าฮ้องแล้ว บื้อ...ไม่เคยสนใจเรื่องพันนี้เลย เมื่อเริ่มหนุ่มก็โหมกำลังช่วยป้อช่วยแม่ทำนาทำไร่อย่างแข็งแรงยิ่งกว่าพี่น้องคนใดๆ จนเป็นที่รักใคร่ของป้อแม่เป็นอย่างยิ่ง

อ้ายฟ้าฮ้องทำงานหนักราวกับจะหยั่งรู้ว่า ในชีวิตของเขานั้น โอกาสที่จะทำงานรับใช้ตอบแทนพระคุณบิดามารดานั้นมีน้อยมาก

ปี พ.ศ. ๒๔๓๙

อ้ายฟ้าฮ้องเป็นหนุ่มฉกรรจ์วัย ๑๘ ปี ความเปลี่ยนแปลงก็มาถึงชีวิตเขา ด้วยความฝังจิตฝังใจในสิ่งที่เขาได้พบเห็นจากวัดบ้านปาง  วันหนึ่งอ้ายฟ้าฮ้องจึงบอกกับผู้เป็นบิดาว่าตนอยากจะบวช (คำของอ้ายฟ้าฮ้องนี้ มันไม่ประหลาดใจเลยสำหรับนายควาย และนางอุสาห์) เพราะทั้งสองรู้ดีว่า สักวันหนึ่งจะต้องได้ฟังคำขอนี้จากอ้ายฟ้าฮ้อง ได้ดูจากพฤติกรรมตอนเล็กๆ แล้ว เป็นสิ่งที่ยืนยันแน่ชัดว่า ชีวิตของลูกชายคนนี้ เห็นทีจะต้องอยู่ในผ้าเหลืองแน่แท้

ในหนังสือเก่าที่เขียนถึงประวัติครูบาศรีวิชัย .มีอยู่ถึงตอนนี้ว่า

นายควายได้ถามลูกชายว่า "ทำไมถึงอยากบวช?"

พระวิหารครูบาศรีวิชัย

อ้ายฟ้าฮ้องได้พูดถึงสิ่งที่ไม่น่าจะมีอยู่ในหัวเด็กหนุ่มเลยเพราะหนังสือก็ไม่ได้เรียน อ้ายฟ้าฮ้องตอบพ่อว่า 

"การที่อยากบวชก็เพราะเห็นว่าพ่อ และแม่ครอบครัวพี่น้องที่อยู่ ทำไมถึงมาอยู่ในที่ทุรกันดารเช่นนี้ พ่อและแม่ยากจน ทำไมไม่ไปเกิดอยู่ในเมืองมีเงินทองร่ำรวย เขาคิดว่าเรื่องเช่นนี้เพราะในชาติปางก่อน ได้สร้างและสะสมกรรมดีไว้น้อยนัก ชาตินี้จึงต้องลำบาก ฉะนั้นการที่อยากบวชเรียนมิใช่หลีกหนีความลำบาก เพื่อไปหาความสุข แต่ต้องการร่ำเรียนประพฤติปฏิบัติธรรม และกระทำความดีในทางพระ เพื่อที่จะให้กรรมดีนั้นเป็นอานิสงส์ หรือเนื้อนาบุญแก่บิดามารดา ที่จะมีผลส่งไปชาติภพต่อไป เมื่อไปเกิดใหม่จะได้ไม่ต้องลำบากอย่างชาตินี้ครับ"

ดังนั้น ...ถึงแม้ว่าอ้ายฟ้าฮ้องจะเป็นกำลังสำคัญของครอบครัวก็ตาม นายควาย และนางอุสาห์ก็ยินดีให้ลูกชายไปบวชเรียนสมความปรารถนา ซึ่งโดยปกติแล้วคนเมืองชาวเหนือนิยมให้ลูกบวชเณร ทั้งนี้ก็เพราะความนิยมที่ว่า บวชเณรนั้นสามารถบวชเรียนได้ตั้งแต่อายุ ๘ - ๙ ขวบขึ้นไป

เด็กชายในวัยนี้ย่อมบริสุทธิ์ผุดผ่องไม่มีราคีใดๆ ไม่เหมือนยุคปัจจุบันนี้มีหลายราคี และหลายราคาหาไม่ยากอีกด้วย .การได้บวชเรียนในพระพุทธศาสนาไม่ว่าจะเป็นการบวชเณร หรือบวชพระก็ตาม เมื่อบวชแล้วก็จะมีอานิสงส์แรงส่งผ่านมาถึงผู้เป็นพ่อและแม่

คนชาวเมืองเหนือแต่เดิม จึงจัดพิธีบวชเณร หรือเรียกกันว่า บวชลูกแก้ว มีพิธีการอย่างใหญ่โตยิ่งกว่าการบวชพระ  ซึ่งแม้กระทั่งทุกวันนี้พิธีบวชลูกแก้วก็ยังเป็นที่นิยมของคนเมืองเหนืออยู่

๘ สามเณรฟ้าฮ้อง

นายควาย  ได้นำอ้ายฟ้าฮ้องลูกชายสุดที่รักไปหาครูบาขัติ ณ วัดบ้านปาง ซึ่งสมัยนั้นวัดบ้านปางอยู่ติดเชิงเขา เพื่อขอให้ครูบาขัติจัดการบวชให้กับอ้ายฟ้าฮ้อง ไม่ต้องสงสัยเลยว่า อ้ายฟ้าฮ้องจะดีใจเพียงใด ที่จะได้บวชเรียนสมใจปรารถนา

 ๑๘ ปี แห่งชีวิตทางโลกสิ้นสุดลง อ้ายฟ้าฮ้อง หรือ อินตาเฟือน ได้ก้าวขาเข้าสู่อาณาจักรใหม่อันบริสุทธิ์ของพุทธจักร ตลอดชีวิตตั้งแต่ได้เข้าอยู่ใต้ผ้าเหลืองเป็นสามเณรนั้น อ้ายฟ้าฮ้องไม่เคยเบียดเบียนผู้ใดให้ได้รับความเดือดร้อน ไม่เคยฆ่าสัตว์ ไม่เคยไปยุ่งเกี่ยวกับอีนายคนไหน ฉะนั้นอ้ายฟ้าฮ้องจึงก้าวเข้าสู่พุทธจักรด้วยความบริสุทธิ์อย่างยิ่ง

สามเณรฟ้าฮ้อง หรือ อินตาเฟือนได้ใช้ชีวิตในทางธรรมนั้น ก็ตั้งใจศึกษาเล่าเรียนอย่างหนัก  สมัยนั้นยังหาผู้รู้ภาษาไทยที่จะสอนหนังสือไทยได้ยาก  โดยเฉพาะในชนบทบ้านป่าอย่างบ้านปาง

สามเณรฟ้าฮ้อง จึงเริ่มเรียนหนังสือ ด้วยอักขระพื้นเมืองที่ปรมาจารย์ได้จารึกไว้ ด้วยใบลาน แต่โบราณมา พร้อมกับศึกษาภาษาบาลีสันสกฤต ซึ่งจะเป็นหนทางเปิดสู่การศึกษาพระธรรมคำสอนต่างๆ สามเณรฟ้าฮ้องเป็นเด็กที่ขยัน สิ่งนี้ที่ครูบาขัติได้เล็งเห็นความมุมานะ จึงเกิดความเอ็นดูสามเณรฟ้าฮ้องยิ่งนัก

๑ ปีผ่านไป

สามเณรฟ้าฮ้องกับการเจริญวัย ก็สามารถอ่านเขียนภาษาไทยพื้นเมือง เรียนรู้อักขระโบราณ เริ่มแตกฉานในภาษาบาลี และสันสกฤต ในตำราพระธรรมคำสั่งสอนในสมัยนั้น ล้วนแต่จารึกไว้ด้วยอักษรพื้นเมือง บาลี สันสกฤตทั้งสิ้น

ครูบาขัติท่านแก่กล้าในด้านวิปัสสนากรรมฐาน ได้เห็นว่าสามเณรฟ้าฮ้องสนใจศึกษา จึงเริ่มสอนวิปัสสนากรรมฐานให้ ทั้งๆ ที่ยังเป็นสามเณรอยู่

แทบจะทุกวัน เมื่อสามเณรฟ้าฮ้องว่างจากการเรียนหนังสือแล้ว ก็มักจะเดินขึ้นไปบนยอดเขา อันอยู่เหนือวัดบ้านปางขึ้นไป ซึ่งบนยอดเขาแห่งนั้นเป็นที่ร่มรื่น มีหมู่พันธุ์ไม้น้อยใหญ่ขึ้นเป็นดง อยู่บนที่ราบยอดเขาเหมือนปลีกวิเวก สามเณรฟ้าฮ้องขึ้นไปฝึกวิปัสสนา

๒ ปี กว่าๆ ผ่านไป

สามเณรฟ้าฮ้องมีอายุครบบวช จึงกลับไปหาโยมบิดามารดาและแจ้งว่า จะขออุปสมบทเป็นพระภิกษุต่อ ซึ่งก็ได้รับอนุญาต

ปี พ.ศ. ๒๔๔๒ สามเณรฟ้าฮ้องก็ได้อุปสมบทเป็นพระภิกษุ ณ วัดบ้านปาง อำเภอลี้ จังหวัดลำพูน ซึ่งเป็นถิ่นกำเนิดโดยมีครูบาสมณะ แห่งวัดบ้านโฮ่งหลวงเป็นพระอุปัชฌาย์ แต่ไม่ปรากฏว่าพระกรรมวาจาจารย์เป็นใคร

เมื่ออุปสมบทแล้ว ภิกษุฟ้าฮ้องได้มีฉายานามว่า ศิริวิชโยภิกขุ แต่ชาวบ้านปางเรียกกันอย่างคุ้นเคยว่า พระศรีวิชัย

นี่คือเหตุการณ์หลังจากที่ครูบาศรีวิชัยเกิดได้ ๒๑ ปี

อนุสาวรีย์ครูบาศรีวิชัย วัดบ้านปาง

๙ ครูบาขัติ

ครูบาขัติ อาจารย์องค์แรกของพระศรีวิชัย

ครูบาขัติ

เจ้าอาวาสวัดบ้านปาง

ท่านมีจิตเมตตา ปรานีต่อพระศรีวิชัยเป็นอย่างยิ่ง  เพราะหลังจากที่ครูบาขัติได้ถ่ายทอดวิชาความรู้ต่างๆ ให้จนหมดสิ้นแล้ว ครูบาขัติได้พิจารณาเห็นว่าพระภิกษุอย่างพระศรีวิชัยนั้น เป็นพระภิกษุหายากยิ่ง เพราะมีความสมถะ รักสันโดษ ประพฤติตามพระธรรมวินัยอย่างเคร่งครัด ยิ่งกว่าพระภิกษุรูปใดที่ท่านเคยพบเห็นมาก่อน  ถ้าหากว่าพระศรีวิชัยได้ศึกษาร่ำเรียนมากกว่านี้แล้ว ก็จะเป็นประโยชน์แก่สังคมอย่างยิ่ง

ครูบาขัติเห็นควรว่าจะนำพระศรีวิชัยไปศึกษาร่ำเรียนวิชาอาคมจากครูองค์อื่นที่มีความรู้มากกว่าท่าน ในสมัยนั้นมีสำนักของ ครูบาอุปละ แห่งวัดดอยแต ซึ่งปัจจุบันอยู่ในเขตตำบลทาทุ่งแฝง อำเภอแม่ทา จังหวัดลำพูน มีชื่อเสียงเลื่องลือว่าเป็นนักวิปัสสนากรรมฐานที่เก่งที่สุดในยุคนั้น ครูบาอุปละมีวิชาอาคม เป็นที่เคารพยกย่องของผู้คนทั่วไป ไม่ว่าจะเป็นคนเมือง หรือชาวป่าชาวเขาก็เป็นสานุศิษย์ของครูบาอุปละเป็นจำนวนมาก

ครูบาขัติจึงคิดสนับสนุน พระศรีวิชัยให้ไปร่ำเรียนวิปัสสนากรรมฐาน และเวทย์มนต์อาคมขลังต่างๆ จากครูบาอุปละ พระศรีวิชัยได้รับทราบเจตนาดีของอาจารย์ก็เป็นปลื้ม นำข่าวเรื่องนี้ไปแจ้งแก่โยมบิดามารดา พร้อมกับขอลาไปศึกษาต่อที่วัดดอยแต

พระศรีวิชัยจึงได้เดินทางออกจากวัดบ้านปาง มุ่งหน้าสู่ตำบลทาทุ่งแฝง กิ่งอำเภอแม่ทา ในสมัยนั้นปี พ.ศ. ๒๔๔๒ นั้นเอง เป็นครั้งแรกที่เดินทางออกจากบ้าบปางถิ่นมาตุภูมิ และไม่ปรากฏในหนังสือเล่มใดเลยที่กล่าวถึงพระศรีวิชัยว่า เคยเดินทางไปพ้นจากบ้านปาง ไม่ว่าจะเป็นสมัยเด็กที่ยังมีชื่อว่า อ้ายฟ้าฮ้อง  ในสมัยนั้นการเดินทางจากบ้านปาง ตำบลแม่ตืน อำเภอลี้ จังหวัดลำพูนไปยังกิ่งอำเภอแม่ทานั้น ถึงแม้จะอยู่ในเมืองเดียวกันคือลำพูนก็ตาม ต้องเดินด้วยเท้า และเกวียน รอนแรมไปในป่า ขึ้นเขาหลายราตรี กว่าจะถึงวัดดอยแต ของครูบาอุปละ

ณ ที่วัดดอยแต พระศรีวิชัยได้พบปะเพื่อนพระภิกษุจำนวนหลายรูป ที่มาร่ำเรียนศึกษากับครูบาอุปละ วัดดอยแตเป็นวัดเก่าแก่ และใหญ่ มีชื่อเสียงมานาน ผิดกับวัดบ้านปาง ที่เปรียบเสมือนสำนักสงฆ์ วัดดอยแต วัดเป็นวัด

ไม่นานต่อมา

พระศรีวิชัยก็สามารถชนะจิตใจครูบาอุปละ แห่งสำนักวัดดอยแต ได้ด้วยความขยันหมั่นเพียรศึกษาร่ำเรียนวิชาต่างๆ อย่างตั้งอกตั้งใจ ครูบาอุปละเจ้าสำนักสนใจ และรักใคร่ในตัวพระศรีวิชัยกว่าศิษย์อื่นๆ และได้ถ่ายทอดวิชาให้เต็มที่

ครูบาอุปละนับได้ว่าเป็นอาจารย์องค์ที่ ๒ ของครูบาศรีวิชัย และครูบาอุปละก็เป็นอาจารย์องค์สุดท้ายด้วย เพราะหลังจากนี้แล้ว ไม่ปรากฏว่าพระศรีวิชัยได้ไปศึกษาวิชาอื่นใด จากอาจารย์องค์ใดองค์หนึ่งอีก แต่พระศรีวิชัยก็สามารถมีชื่อเสียงเกียรติคุณเป็นที่ร่ำลือ เพราะการประพฤติปฏิบัติตามแนวทางที่ท่านพิจารณาเห็นว่าถูกต้อง ด้วยตัวเอง

พระศรีวิชัยร่ำเรียนอยู่สำนักครูบาอุปละ ประมาณ ๑ ปี ก็ศึกษาวิชาของอาจารย์จนหมดสิ้น จึงได้อำลาครูบาอุปละกลับวัดบ้านปางเมื่อต้นปี พ.ศ. ๒๔๔๔ พร้อมวิชาความรู้ต่างๆ และระเบียบวินัยสงฆ์

๑๐. กลับถิ่นกำเนิด

การกลับมาสู่วัดบ้านปางอันเป็นศูนย์รวมจิตใจของชาวบ้านปางหมู่บ้านเล็กๆ แห่งนี้เกียรติคุณของพระศรีวิชัย เริ่มเป็นที่ปรากฏและล่ำลือในหมู่บ้านปาง  เพราะการปฏิบัติประพฤติอย่างเคร่งครัดในพระธรรมวินัยของท่านเอง พระศรีวิชัยนั้นตั้งแต่เด็กมาแล้วท่านไม่กินเนื้อสัตว์เลย เมื่อบวชเรียนแล้วก็ไม่ฉันอาหารทุกชนิดที่มีเนื้อสัตว์เจือปน ท่านฉันแต่ผักและข้าว และฉันวันละ ๑ มื้อ ไม่เสพหมาก เมี่ยง และบุหรี่  โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมี่ยงนั้นปกติเป็นที่นิยมของคนเมืองชาวเหนือทั่วไป ที่ชอบอมเมี่ยงอยู่ตลอดเวลา พระภิกษุอื่นๆ ทั่วๆ ไป ฉันเมี่ยงเป็นปกติไม่ผิดพระธรรมวินัยแต่ประการใด  แต่สำหรับพระศรีวิชัย ท่านไม่แตะต้องเลย

เพียงความประพฤติอันเคร่งครัดของพระศรีวิชัยเพียงแค่นี้ ท่านก็เอาชนะใจชาวบ้านปางทั่วไปที่เล่าลือยกย่องว่า พระศรีวิชัยเป็นภิกษุสมถะอย่างยิ่ง สมัยเมื่อพระศรีวิชัยกลับมาจำพรรษาที่วัดบ้านปางอีกครั้งหนึ่งนั้น ครูบาขัติมีอายุมากแล้ว พระศรีวิชัยได้ปรนนิบัติรับใช้อาจารย์เป็นอย่างดียิ่ง เป็นการสนองพระคุณอันยิ่งใหญ่เสมือนบิดาของท่าน ที่ได้อบรมมาก่อนหน้าที่จะมาเป็นสามเณร

ศาลา.ครูบาศรีวิชัย

ประมาณปี พ.ศ. ๒๔๔๖ หลังจากพระศรีวิชัยได้กลับมาอยู่วัดบ้านปางประมาณ ๓ ปี ครูบาขัติได้มรณภาพ วัดบ้านปางจึงขาดเจ้าวัดที่จะปกครองดูแลพระภิกษุสามเณร ในฐานะที่พระศรีวิชัยมีความประพฤติอันดีงาม จึงได้รับการยกย่องให้เป็นเจ้าวัดบ้านปาง นับตั้งแต่พระศรีวิชัยกลับคืนมาบ้านปาง จนกระทั่งครูบาขัติมรณภาพนั้น เป็นช่วงระยะเวลา ๓ ปีนั้น เป็นระยะเวลาที่พระศรีวิชัยเริ่มเผยแพร่หลักธรรมคำสอนของพระพุทธเจ้าสู่ชาวป่าชาวเขาในละแวกใกล้เคียงเป็นครั้งแรก

บ้านปางเป็นหมู่บ้านคนเมือง ที่ล้อมลอบด้วยหมู่บ้านชาวป่าชาวเขาหลายเผ่า และเผ่าที่มีมากในแถบนั้นได้แก่ พวกยาง หรือกระเหรี่ยง พวกหนึ่งก็คือ พวกยางเปียง อันหมายถึงยางที่อยู่บนพื้นที่ราบ ส่วนยางหรือกระเหรี่ยงอีกพวกหนึ่งก็คือ ยางดอย ที่มักจะตั้งบ้านเรือนอยู่ที่บนเขา นอกจากชาวเขาเผ่ายางแล้วก็ยังมี มูเซอร์ ข่า ขมุ อีก้อ แม้ว ที่สร้างบ้านอยู่กระจัดกระจายในเขตุอำเภอลี้ ชาวเขาเหล่านี้ เป็นผู้ไม่มีศาสนา ล้วนแต่นับถือผีเป็นชีวิตจิตใจ มีความเป็นอยู่อย่างแร้นแค้นอดๆ อยากๆ น่าสงสารยิ่งนัก

การกลับมาสู่บ้านปางครั้งนี้ สิ่งหนึ่งที่ติดอยู่ในความคิดของพระศรีวิชัยก็คือ จะทำอย่างไร? จึงจะใช้ธรรมของพระพุทธองค์ ช่วยให้ชาวป่าชาวเขาเหล่านั้น มีความเป็นอยู่ที่ดีจากเดิม

ในประวัติที่พระศรีวิชัยได้ร่ำเรียนศึกษาอย่างหนักนั้น ท่านได้พบสิ่งหนึ่งที่ก่อให้เกิดแรงบันดาลใจ ที่จะประพฤติปฏิบัติตามรอยพระพุทธองค์ นั่นก็คือ ในสมัยพุทธกาลเมื่อสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงตรัสรู้แล้ว ได้เที่ยวจาริกเผยแพร่พระธรรม ให้แก่หมู่ชาวชมพูทวีปในถิ่นกันดารน้อยใหญ่ เพื่อให้ชาวชมพูทวีปหลุดพ้นจากความทุกข์ พระพุทธศาสนาจึงได้อุบัติขึ้นในกาลครั้งนั้น  ชั่วระยะเพียง ๔๕ ปี ที่พระองค์ทรงเผยแพร่พระธรรม และทำให้เกิดพระภิกษุ ภิกษุณีขึ้นมากมาย เป็นพระอรหันต์หลายพันองค์

เมื่อความคิดเช่นนี้ได้เกิดขึ้นกับพระศรีวิชัย ท่านจึงเริ่มออกธุดงค์ไปในเขตอำเภอลี้เป็นเขตแรก เมื่อไปสถานที่ใดมีชาวป่าชาวเขาอยู่มาก ท่านก็ได้ปักกลดอยู่แห่งละหลายๆ วัน แนะนำให้ชาวป่าชาวเขาให้รู้จักนับถือในพุทธศาสนา

ศาลาพระราชทาน

พระศรีวิชัยนับเป็นพระธรรมจาริกองค์แรกแห่งลานนาไทย ที่มุ่งเผยแพร่พระธรรมเข้าไปสู่ชาวเขาเผ่าต่างๆ วันเวลาผ่านไป ชาวป่าชาวเขาก็เริ่มเข้าใจศาสนาพุทธมากขึ้น เริ่มเห็นแสงสว่างแห่งชีวิต พร้อมๆ กับความนับถือในตัวพระศรีวิชัย  ครูบาศรีวิชัยนั้นท่านเป็นนักจิตวิทยาชั้นเยี่ยม การไปจาริกอบรมสอนชาวบ้านป่านั้น ท่านไม่ได้ไปมือเปล่า ท่านมีของติดมือไปด้วยเช่น สมุนไพร ยารักษาโรคต่างๆ ผู้ที่เจ็บป่วยไข้ได้อาศัยยาของท่าน ซึ่งแน่นอนย่อมจะมีประสิทธิภาพมากกว่าเวทมนต์คาถาของหมอผีประจำหมู่บ้าน

พระศรีวิชัยท่านมีอัจฉริยะในด้านภาษา สามารถเรียนรู้ได้รวดเร็ว  ดังนั้น จึงไม่แปลกอะไรเลยที่ท่านจะพูดภาษาชาวเขาได้หลายเผ่า ซึ่งทำให้การเผยแพร่หลักธรรมของท่านเป็นไปด้วยความสะดวกขึ้น ตลอดระยะเวลา ๓ - ๕ ปีแรก ที่ท่านกลับสู่บ้านปางนั้น พระศรีวิชัยมักจะออกธุดงค์ไปเรื่อยๆ ตามเวลา และโอกาสที่จะอำนวย  พระศรีวิชัย ได้จาริกไปทั่วเขตอำเภอลี้ เรื่อยไปในเขตอำเภอ บ้านโฮ่ง แม่ทา ป่าซาง ทั้งคนเมือง หมู่บ้านชนบท และชาวป่าชาวเขา ชื่อเสียงของพระศรีวิชัยกับวัดบ้านปางที่ไม่มีใครเคยรู้จักก็แพร่หลาย โดย ตุ๊เจ้าแห่งบ้านปาง

๑๑. ต๋นวิเศษ

ณ บัดนี้พระศรีวิชัย ได้รับการยกย่องจากชาวป่าชาวเขา จากคนเมืองทั่วไปในเขตชนบทประเทศแห่งนี้ ชาวเขาจำนวนหลายเผ่า เริ่มหันมานับถือพระพุทธศาสนา แทนการนับถือผี  รวมทั้งคนเมืองในหมู่บ้านชนบทต่างๆ ก็นิยมนำลูกหลาน ไปฝากตัวให้เป็นศิษย์ของพระศรีวิชัย วัดบ้านปาง  โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในระยะก่อนการเข้าพรรษา จะมีชาวบ้านจากท้องถิ่นต่างๆ นำบุตรหลานไปบรรพชาเป็นพระภิกษุ ที่วัดบ้านปาง เพื่อให้พระศรีวิชัยได้อบรมสั่งสอน และเรียนหนังสือธรรม จนกระทั่งเมื่อครูบาขัติมรณภาพแล้ว เกียรติคุณของพระศรีวิชัยก็มีมากขึ้น และมีผู้เรียกพระศรีวิชัยเป็น ครูบาศรีวิชัย หรือ ชาวบ้านบางคนเรียกว่า  ต๋นวิเศษ คือ เป็น ผู้วิเศษ นั่นเอง

คำพูดต่างๆ ที่ชาวบ้านเรียกครูบาศรีวิชัยได้แพร่ออกไปเรื่อยๆ ว่า ครูบาศรีวิชัย ตุ๊เจ้าบ้านปาง ครูบาศรีวิชัยสามารถหยั่งรู้จิตใจคน คาดคะเนภาวะจิตใจคนได้เหมือนเทวดา เป็นผู้วิเศษ เพื่อช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์ ชาวป่าชาวเขา ให้พ้นจากความทุกข์ หรือเจ็บป่วยไข้ ไม่ว่าจะอยู่ใกล้ หรือไกลจากวัดบ้านปางก็ตาม ครูบาศรีวิชัยก็ไปช่วยให้พ้นจากความทุกข์

บางคนบางกลุ่มเล่าลือกันหนักขึ้นไปอีกว่า พระอินทร์ได้เหาะลงมาหาครูบาศรีวิชัย แล้วมอบดาบวิเศษซึ่งชาวบ้านเหนือเรียกกันว่า  ดาบสะหลีกั๋น คือ ดาบศรีกัญชัย ให้แก่ครูบาศรีวิชัยเพื่อใช้ดาบวิเศษนี้ปัดเป่าความทุกข์ให้แก่ชาวป่าชาวเขา สิ่งเหล่านี้ล้วนแต่เป็นคำเล่าลือ ซึ่งความจริงแล้วหาได้เป็นเช่นนั้นไม่ ครูบาศรีวิชัยเป็นเพียงพระภิกษุธรรมดาองค์หนึ่งที่เคร่งในธรรมวินัย ประพฤติปฏิบัติชอบเท่านั้น แต่ การที่จะไม่ให้ใครวิพากษ์วิจารณ์ หรือร่ำลือนั้นเป็นเรื่องยาก โดยเฉพาะในหมู่ชาวป่าชาวเขาที่ห่างไกลความเจริญเมื่อเกือบร้อยปีมาแล้ว

ท่านเจ้าคุณวิมลญาณมุนี อดีตเจ้าคณะจังหวัดลำพูน เคยเขียนถึงครูบาศรีวิชัยไว้ในหนังสือประวัติครูบาศรีวิชัย ที่พิมพ์แจกในงานทำบุญศพของท่านเมื่อปี พ.ศ. ๒๔๘๒ ตอนหนึ่งว่า

"ข้าพเจ้าได้ค้านว่า พระศรีวิชัยไม่ใช่ผู้วิเศษอย่างที่ชาวบ้านบางพวกเข้าใจกัน แต่รับรองว่าพระศรีวิชัยเป็นผู้นำได้ดีคือ มีใจเด็ดเดี่ยว มีสัจจะ เป็นคนทำจริง ไม่เป็นแต่เพียงปากพูด เป็นคนเสมอต้นเสมอปลาย"

หลังจากที่ครูบาขัติมรณภาพแล้ว วัดบ้านปางดูจะคับแคบไปเสียแล้ว เพราะมีผู้ศรัทธาในครูบาศรีวิชัยมุ่งหน้ามาหาเพื่อฟังเทศน์ ฟังคำสั่งสอนของท่านอยู่เสมอๆ ครั้งละมากๆ รวมทั้งจำนวนภิกษุสามเณรก็เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ประกอบกับสถานที่ตั้งของวัดบ้านปางนั้นอยู่บนที่ราบเชิงเขาใกล้ชิดติดกับบ้านปางจึงหาความสงบไม่ค่อยจะได้

เจดีย์วัดบ้านปาง

ครูบาศรีวิชัยจึงคิดถึงสถานที่สงบแห่งหนึ่ง ซึ่งเป็นสถานที่ปลีกวิเวกที่ท่านเคยไปนั่งวิปัสสนา ตั้งแต่ครั้งท่านยังเป็นสามเณรน้อยๆ ที่นั่นคือบริเวณยอดเขาทางด้านทิศตะวันออกเฉียงใต้ของบ้านปาง ซึ่งอยู่ห่างจากวัดบ้านปางประมาณ ๒ กิโลเมตร สถานที่แห่งนี้ครูบาศรีวิชัยเคยไปนั่งวิปัสสนาหาความสงบแห่งดวงจิตอยู่เสมอๆ  ท่านจึงเกิดความคิดที่จะสร้างวัดบ้านปางขึ้นใหม่บนยอดเขาแห่งนั้น

นับเป็นเหตุการณ์เมื่อปี พ.ศ. ๒๔๔๗ หลังจากที่ครูบาขัติมรณภาพแล้ว ๑ ปี ครูบาศรีวิชัยตามประวัติแล้ว เมื่อท่านจะเริ่มทำสิ่งใด ท่านต้องขอเวลานั่งอธิษฐานเสียก่อน เมื่ออธิษฐานแล้วถ้ามีนิมิตชี้ให้เห็นว่าสิ่งนั้นจักต้องสำเร็จ จึงเริ่มลงมือ และบอกกล่าวแก่อุบาสกอุบาสิกา ตลอดจนสานุศิษย์ของท่าน

ฉะนั้น เมื่อครูบาศรีวิชัยเกิดความคิดที่จะสร้างวัดบนยอดเขาแห่งนี้ ในคืนวันหนึ่ง ครูบาศรีวิชัยจึงชวนพระภิกษุร่วมวัดรูปหนึ่ง ซึ่งบวชมานาน มีอาวุโสมาก จนเป็นเพื่อนกับท่านได้ ออกจากวัดบ้านปาง ตรงไปยังยอดเขาแห่งนั้น นั่งวิปัสสนากรรมฐาน เพราะกลัวผี

๑๒. นิมิตประหลาด

คืนนั้นพระจันทร์เต็มดวงกระจ่างฟ้า

ครูบาศรีวิชัยได้ตั้งอธิษฐานว่า ถ้าหากท่านสามารถสร้างวัดบนยอดเขาแห่งนี้ได้เป็นผลสำเร็จแล้ว ขอให้มีนิมิตสิ่งหนึ่งสิ่งใดเกิดขึ้นในราตรีนี้เถิด แล้วท่านกับเพื่อนพระภิกษุก็จำวัตรอยู่บนยอดเขานั้นเอง

ตกดึก ขณะที่น้ำค้างลงหนัก หมอกละอองไอสีขาวปกคลุมบนดอยแห่งนั้น ครูบาศรีวิชัยก็เกิดนิมิตประหลาด  ในความฝันนั้นท่านมองเห็นดวงจันทร์สุกสกาวอยู่บนฟากฟ้าที่ไร้เมฆมาเบียดบัง  ในขณะที่ท่านเพลินชมอยู่นั้น สิ่งประหลาดก็เกิดขึ้น ท่านมองเห็นดวงจันทร์ที่อยู่สูงสุดฟ้าค่อยๆ ลอยต่ำลงมาบนยอดดอย ดวงจันทร์ใกล้เข้ามา ใกล้เข้ามาจนกระทั่งแลเห็นเป็นดวงใหญ่มหึมา กำลังสาดแสงเรืองจรัสแรงกล้า จนแทบจะเอื้อมมือไปคว้าได้ถึง แต่ดวงจันทร์นั้นก็มิได้หยุดอยู่เพียงนั้น คงเคลื่อนลอยต่ำลงมาแทบจรดยอดดอย ทับลงบนตัวท่านที่กำลังมองอยู่ จนแสงสว่างจ้าแสบตา ในวินาทีนั้นเอง ครูบาศรีวิชัยก็ตกใจตื่น และแลเห็นทุกสิ่งทุกอย่างเป็นปกติ เสียงสัตว์กลางคืนระงมอยู่โดยรอบ ยามนั้นบนฟากฟ้ามีเมฆหมอกหนาบดบังดวงจันทร์เสียสิ้น  เพื่อนภิกษุอีกรูปหนึ่งก็ยังนอนหลับอยู่เป็นปกติอยู่ข้างๆ

ครูบาศรีวิชัยดีใจนัก ท่านทราบทันทีว่า นี่คือนิมิตอันดี ท่านจะสามารถสร้างวัดบนยอดเขาแห่งนี้ได้สำเร็จ ท่านจึงได้ปลุกเพื่อนพระภิกษุร่วมวัดขึ้นมากลางดึกคืนนั้น แล้วเล่าความฝันให้ฟัง

รุ่งเช้า  ครูบาศรีวิชัย และเพื่อนพระภิกษุลงจากยอดดอยแล้วกลับสู่วัดบ้านปาง  ณ ที่นั้น มีสานุศิษย์มาร่วมชุมนุมกันอยู่หลายร้อยคน ครูบาศรีวิชัยจึงได้แจ้งแก่สานุศิษย์ว่า จะสร้างวัดบ้านปางใหม่บนยอดดอยแห่งนี้  เหมือนคำประกาศิตของผู้วิเศษฉนั้น  สานุศิษย์ที่ชุมนุมกันอยู่ต่างแซ่ซ้องเสียงอึงมี่ไปทั่ว ยินดีที่จะได้ร่วมสร้างวัดบ้านปางใหม่ขึ้น แล้วอีกไม่กี่วันต่อมาข่าวเรื่องครูบาศรีวิชัยจะสร้างวัด ก็แพร่หลายไปทั่ว ไม่ว่าชาวป่า ชาวเขา หรือคนเมืองชนบทเมื่อได้รับข่าวนี้ ต่างก็มุ่งหน้าเดินทางมาสู่บ้านปาง จำนวนร้อย จำนวนพันเพื่อช่วยครูบาศรีวิชัยสร้างวัด

นี่คือสิ่งที่เกิดขึ้นเพราะความศรัทธาของชาวป่า ชาวเขา และคนเมืองที่นิยมนับถือในตัวท่าน ต่างคนต่างมากันเองโดยมิได้มีการเกณฑ์ หรือนัดหมายมาก่อนเลย

บ้านปางเป็นหมู่บ้านชนบทเล็กๆ  งานสร้างวัดบ้านปางบนยอดเขาสำเร็จลงอย่างรวดเร็ว เมื่อทุกคนตั้งใจคนละไม้คนละมือ ชาวเขาหลายเผ่าลงไปเก็บก้อนหินตามลำธารใหญ่เชิงเขา นำขึ้นมาเรียงเป็นแนวกำแพงวัด คนเมืองผู้มีฝีมือในงานช่าง ก็ช่วยกันตัดไม้มาสร้างกุฏิ วิหารและโบสถ์ ช่วยกันปรับพื้นที่บนยอดเขาให้ราบเรียบงดงาม

ในที่สุดพระอารามใหม่ของครูบาศรีวิชัย ที่แลเห็นโดดเด่นอยู่บนยอดเขา ก็สำเร็จเรียบร้อยในเวลาอันสั้น วันที่สร้างวัดเสร็จนั้นตรงกับวันแรม ๑ ค่ำ เดือน ๓ จุลศักราช ๑๒๖๖ ฉลูศก ตรงกับปี พ.ศ. ๒๔๔๗

ครูบาศรีวิชัยได้ตั้งชื่อให้วัดบ้านปางใหม่แห่งนี้ว่า  วัดศรีดอนชัยทรายมูลบุญเรือน  คือ เหมาะแก่ผู้ทรงศีล  การสร้างวัดแห่งนี้เมื่อปี พ.ศ. ๒๔๔๗ นั้น เปรียบเสมือนหนึ่งการพิสูจน์เกียรติคุณ หรือบารมีของครูบาศรีวิชัย ซึ่งขณะนั้นมีอายุเพียง ๒๖ ปี มีพรรษาเพียง ๘ พรรษาเท่านั้น

น่าอัศจรรย์เพียงใด ที่พระภิกษุหนุ่มอายุเพียงเท่านี้สามารถผูกจิตใจคนจำนวนมากมายที่มาช่วยกันสร้างวัด ไม่ว่าจะเป็นคนเมือง ชาวป่า ชาวเขาก็ตาม

๑๓. ข้อหาแรก

และแล้วในปีหนึ่งนั้นเอง ก็เกิดเหตุการณ์ที่ทำให้ครูบาศรีวิชัยต้องถูกกล่าวหาจากเจ้าคณะแขวงอำเภอลี้ ในข้อหาที่ว่า ครูบาศรีวิชัยตั้งตนเป็นอุปัชฌาย์เถื่อน ทำพิธีบวชโดยไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าคณะแขวง และอำเภอลี้ อันเป็นความผิดในสมัยนั้น ท่านเป็นเจ้าคณะหมวดเป็นตำแหน่งใหม่ตามพระราชบัญญัติลักษณะปกครองสงฆ์ ร.ศ. ๑๒๑

ด้วยพระราชบัญญัติลักษณะปกครองสงฆ์ ร.ศ. ๑๒๑ นี้เอง ทำให้ครูบาศรีวิชัยต้องอธิกรณ์ถูกกล่าวหา จากเจ้าคณะแขวงอำเภอลี้เป็นครั้งแรก ระยะนั้นปลายรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ประมาณ พ.ศ. ๒๔๕๐ - ๒๔๕๑ มีพระครูมหารัตนกร เป็นเจ้าคณะแขวงอำเภอลี้  สาเหตุที่เกิดเรื่องราว ก็เพราะว่า ในระหว่างปีนั้น มีกุลบุตรเป็นจำนวนมากขออุปสมบท และบรรพชากับครูบาศรีวิชัย ซึ่งไม่ได้มีตำแหน่งเป็นพระอุปัชฌาย์ เพราะปกติผู้ที่จะทำการบวชพระได้ต้องเป็นอุปัชฌาย์เท่านั้น

วันเวลาแห่งระยะเข้าพรรษากระชั้นชิดเข้ามาทุกวัน ครูบาศรีวิชัยนั้นท่านทราบดีว่า ท่านมิได้เป็นอุปัชฌาย์ ไม่สามารถที่จะบวชให้แก่ผู้ที่มาขอบวชเหล่านั้นได้ เป็นการผิดพระราชบัญญัติลักษณะปกครองสงฆ์ แต่บรรดาสานุศิษย์ที่เข้ามาขอบวชกับท่านนั้นก็ไม่ยอม ยืนยันที่จะต้องให้ท่านบวชให้  ทั้งนี้บุคคลเหล่านั้นมีความศรัทธาต่อครูบาศรีวิชัยนั่นเอง ครูบาศรีวิชัยท่านก็รู้ดีว่า ถ้าท่านบวชให้ ท่านจะต้องมีความผิด แต่จะผลักใสผู้ที่เลื่อมใสในพระพุทธศาสนา ที่มีเจตนาศึกษาพระธรรมโดยให้ท่านเป็นผู้ฝึกสอน และเป็นการสืบอายุพระพุทธศาสนานั้น ก็จะไม่เป็นการถูกวิธี และถ้าจะผลักดันให้สานุศิษย์เหล่านั้น ไปบวชที่วัดอื่น ที่มีพระอุปัชฌาย์ที่ถูกต้อง ก็จะไม่ทันการเสียแล้ว เพราะสภาพการคมนาคมอันทุรกันดารในเวลาอย่างนั้น ย่อมไม่เอื้ออำนวยที่จะทำเช่นนั้นได้

กุฏิใหญ่เก่าแก่ ไม่มีพระภิกษุองค์ใดกล้าเข้าพำนัก

เชื่อกันว่า

"จะเก็บเตรียมไว้สำหรับ ต๋นวิเศษองค์ใหม่ของวัดบ้านปาง"

ครูบาศรีวิชัยคงจะเห็นว่า ในสมัยพระพุทธองค์ยังทรงพระชนม์ชีพอยู่นั้น การที่ผู้หนึ่งผู้ใดจะใคร่บวชเรียนในพระพุทธศาสนานั้น ไม่มีข้อกำหนดกฎเกณฑ์อันใด นอกจากบิดามารดาเท่านั้น ซึ่งสิ่งนี้ก็ได้กระทำกันมานาน การที่จะบวชให้แก่กุลบุตร จึงไม่น่าที่จะเป็นความผิดอันใด

เมื่อคิดดังนั้นแล้ว ด้วยความบริสุทธิ์ใจต่อพระพุทธศาสนา ครูบาศรีวิชัยก็ทำพิธีบวชให้แก่สานุศิษย์ทั้งปวงเหล่านั้น ณ วัดบ้านปางเป็นจำนวนมาก และนับเป็นการอุปสมบทครั้งใหญ่ที่ได้รับการเล่าลืออย่างกว้างขวาง วัดบ้านปางในพรรษานั้น จึงมีพระภิกษุสามเณรนับร้อยรูป ดูเป็นปรากฏการณ์ที่น่าประหลาดอย่างยิ่ง ที่ต่างพากันมาทำพิธีบวชมากมาย สำหรับวัดชนบทเล็กๆ เช่นวัดศรีดอนชัยทรายมูลบุญเรืองแห่งนี้

แล้วข่าวนี้ได้ล่ำลือข้ามป่าข้ามเขาไปเข้าหูเจ้าคณะแขวงอำเภอลี้ และทางฝ่ายบ้านเมือง เป็นธรรมดาของมนุษย์ที่มีคนรัก ก็ย่อมต้องมีคนเกลียด ผู้ที่ไม่ชอบครูบาศรีวิชัยก็ไปปล่อยข่าวใส่ร้ายต่างๆ นานา กล่าวหาว่าท่านตั้งตนเป็นผู้วิเศษ ไม่เคารพต่อกฎหมายบ้านเมือง กระทำการบวชโดยมิได้เป็นอุปัชฌาย์

๑๔. ขอแทรกความคิดเห็น

ขอแทรกความคิดเห็นบางอย่าง บางประการในเหตุการณ์เกี่ยวกับประวัติครูบาศรีวิชัยตอนนี้ ในหนังสือหลายเล่มที่เขียนขึ้นในสมัยหลังๆ โดยอาศัยเค้าเรื่องเดิมมาจากหนังสือเก่าที่ท้าวสุนทร และเจ้าสุริยวงศ์สิโรรสแต่งไว้นั้น มักจะเขียนใส่ร้ายเจ้าคณะแขวงอำเภอลี้ในสมัยนั้นอย่างรุนแรงไม่เป็นธรรม ถึงขนาดที่กล่าวว่า สมัยนั้นถ้าใครบวช ก็ต้องไปขออนุญาตเจ้าคณะแขวง และนายอำเภอเสียก่อน จึงจะบวชเรียนได้ ซึ่งไม่เป็นความจริงเลย เป็นการดึงเอาศาสนาไปพัวพันกับการบ้านการเมือง

ซึ่งถ้าหากว่าท่านได้อ่านพระราชบัญญัติ ลักษณะการปกครองคณะสงฆ์ ร.ศ. ๑๒๑ โดยละเอียดถี่ถ้วนแล้ว ก็จะพบว่าไม่มีข้อความในมาตราใดๆ เลย  ผู้ที่จะบวชต้องไปขออนุญาตเจ้าคณะแขวง หรือนายอำเภอเสียก่อน แต่การที่พระครูมหารัตนากร เจ้าคณะแขวงอำเภอลี้ต้องเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับครูบาศรีวิชัยก็เพราะว่า ครูบาศรีวิชัยมีความผิดที่บวชให้ผู้อื่น โดยที่มิได้เป็นอุปัชฌาย์ อันเป็นความผิดในพระราชบัญญัติลักษณะปกครองคณะสงฆ์ ส่วนนายอำเภอที่เข้าไปยุ่งเกี่ยวด้วยนั้น ก็เพราะคำกล่าวร้ายเล่าลือกันว่า ครูบาศรีวิชัยส้องสุมผู้คน คล้ายกับว่าจะตั้งตนเป็นผีบุญก่อการกบฏ จึงเป็นหน้าที่ของนายอำเภอโดยตรงที่จะต้องสอบสวนว่าเป็นความจริงตามนั้นหรือไม่?

นี่คือข้อเท็จจริงที่ไม่ค่อยมีการกล่าวถึงกัน จากการอ่านประวัติครูบาศรีวิชัยมากมายหลายสิบสำนวน แรกๆ จึงมีความเชื่อคล้อยตามไปว่าเจ้าคณะแขวงอำเภอลี้ และนายอำเภอ กระทำการชั่ว อิจฉาตาร้อนในเกียรติคุณของครูบาศรีวิชัย จนกระทั่งต้องหาทางกำจัดให้พ้นไปจากอำเภอลี้  แต่ทว่า เมื่อจะเริ่มต้นเขียนเรื่อง ครูบาศรีวิชัย นักบุญแห่งลานนาไทยนี้ จึงได้ค้นคว้าหาหลักฐานต่างๆ เพื่อประกอบการเขียนให้สมบูรณ์  แล้วก็ได้พบความจริงว่า เจ้าคณะอำเภอลี้กระทำทุกอย่างถูกต้อง โดยมิได้มีอคติ และโมหจริตใดๆ ต่อครูบาศรีวิชัย แต่ก็หาข้อความผิดจากครูบาศรีวิชัยมิได้ ความจริงควรจะเป็นไปในรูปใดท่านผู้อ่านต้องใช้วิจารณญาณในการตัดสินได้เองอยู่แล้ว

๑๕. จากวัด

เมื่อครูบาศรีวิชัยถูกกล่าวหาว่าเป็นอุปัชฌาย์เถื่อน และส้องสุมผู้คนเพื่อก่อความไม่สงบ เจ้าคณะแขวงอำเภอลี้ และนายอำเภอลี้  จึงต้องเดินทางไปสู่บ้านปาง นิมนต์ครูบาศรีวิชัยมายังวัดเจ้าคณะแขวง ที่อำเภอลี้ เพื่อสอบสวนต่อไป เป็นครั้งแรกที่ครูบาศรีวิชัยเดินทางออกจากบ้านปางนับตั้งแต่ได้สร้างวัดศรีดอนชัยทรายมูลบุญเรือนขึ้น  จนกระทั่งมีสานุศิษย์มากมาย ท่านสั่งให้ทุกคนอยู่ในความสงบ อดใจรออยู่ที่วัดต่อไป ท่านเชื่อในความบริสุทธิ์ใจของท่านว่า ท่านไม่ได้ทำผิดร้ายแรงอะไรเลย จึงยินดีให้เจ้าคณะแขวง และนายอำเภอลี้นำท่านจากวัดบ้านปางไปอำเภอลี้แต่โดยดี

ผู้คนจำนวนมากมีทั้งคนเมือง และชาวป่าชาวเขา เมื่อทราบว่าครูบาศรีวิชัยถูกคุมตัวไปวัดเจ้าคณะแขวงอำเภอลี้ ก็พากันไปหาท่านมากมาย นำสิ่งของไปถวายท่านตลอดเวลา จนกระทั่งวัดเจ้าคณะแขวงอำเภอลี้ที่เคยเงียบสงบ หนาแน่นไปด้วยผู้คนต่างถิ่นแปลกหน้า เพียง ๔ วันที่ครูบาศรีวิชัยถูกคุมตัวอยู่ ทั้งเจ้าคณะแขวง และนายอำเภอลี้ก็ได้เห็นเป็นประจักษ์แก่สายตาของท่านเองว่ากรณีที่ครูบาศรีวิชัยถูกกล่าวหานี้ เห็นจะเกินกำลังเจ้าคณะแขวง และนายอำเภอจะทำการสอบสวนเสียแล้ว

จึงพร้อมใจกันนิมนต์ครูบาศรีวิชัยเข้าสู่เมืองลำพูน เพื่อให้เจ้าคณะเมือง และเจ้าเมืองลำพูนสอบสวนต่อ นี่เป็นครั้งแรกที่ครูบาศรีวิชัยถูกนำตัวไปสอบสวนที่เมืองลำพูน อันเป็นเหตุการณ์ที่เสริมสร้างเกียรติคุณของครูบาศรีวิชัยให้โด่งดังขึ้น ยิ่งกว่าเดิม อันเป็นสาเหตุนำท่านไปสู่การถูกกล่าวหาครั้งใหญ่ จนกระทั่งถูกส่งตัวไปให้สมเด็จพระสังฆราชสอบสวนที่กรุงเทพฯ

พระครูศรีวิวาส คือผู้รับตำแหน่งเจ้าคณะเมืองลำพูน  เมื่อครูบาศรีวิชัยถูกกล่าวหาเป็นครั้งแรก เจ้าคณะแขวง และนายอำเภอลี้ ส่งครูบาศรีวิชัยมาให้สอบสวนนั้น ท่านพระครูได้พิจารณาเรื่องทั้งปวงด้วยใจเป็นธรรม แล้วท่านก็พูดอย่างเดียวว่า ครูบาศรีวิชัยมีความผิดตรงที่ว่า ไปทำพิธีบวชให้แก่สานุศิษย์ที่เลื่อมใสทั้งๆ ที่ไม่ได้เป็นพระอุปัชฌาย์  ส่วนความผิดอื่นๆ ตามข้อกล่าวหาที่เล่าลือว่าครูบาศรีวิชัย จะตั้งตัวเป็นผีบุญทำการกบฏนั้น มองไม่เห็นว่าจะเป็นไปได้

ครูบาศรีวิชัยท่านก็ยอมรับผิดในข้อนั้น แต่ด้วยความบริสุทธิ์ใจ และหวังต่อพระพุทธศาสนาจึงได้กระทำเช่นนั้น มิได้มีเจตนาที่ขัดระเบียบแต่ประการใด

พระครูศรีวิวาส จึงได้ว่ากล่าวตักเตือนครูบาศรีวิชัยว่า อย่ากระทำความผิดเช่นนี้อีก กล่าวคือมิให้บวชสานุศิษย์ได้โดยไม่ได้รับอนุญาต แล้วอนุญาตให้ครูบาศรีวิชัย กลับสู่วัดบ้านปางได้

การได้กลับสู่วัดบ้านปางครั้งนี้เอง ชื่อเสียง และเกียรติคุณของท่านยิ่งเป็นที่เล่าลือกันมากขึ้น ทั้งๆ ที่ท่านเองก็ยังสมถะ รักสันโดษอยู่เช่นเดิม มิได้ประกาศ หรือโอ้อวดตัวเองแต่ประการใด ที่พ้นผิดจากการกล่าวหาในครั้งนี้ได้ แต่ เรื่องปากของคนเป็นเรื่องที่ห้ามยาก เมื่อมีการพูดกันปากต่อปาก ก็ย่อมมีการพูดเสริมเติมต่อ เป็นเรื่องราวให้ฟังดูพิลึกมหัศจรรย์ยิ่งๆ ขึ้นไป จนผู้ที่ได้ยินแต่คำเล่าลือพากันเชื่อสนิทว่า ครูบาศรีวิชัยเป็นผู้วิเศษ ดังนั้นจำนวนผู้ที่เดินทาไปสู่วัดบ้านปางจึงมีเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ

ครูบาศรีวิชัยก็ยังคงเคร่งครัดกับการเจริญสมถกรรมฐานของท่านที่วัดบ้านปางเรื่อยไป มิได้โอ้อวดตัวเองว่าเป็นผู้วิเศษแต่อย่างใด ใครไปมาหาสู่ก็สั่งสอน เทศนาให้ได้ลิ้มรสพระธรรม แนะแนวทางปฏิบัติตนให้เป็นคนดี ละเว้นความชั่ว พูดดี ทำดี คิดดี อันเป็นหัวใจของพระพุทธศาสนาโดยแท้ ครูบาศรีวิชัย เป็นพระที่มีลักษณะเป็นผู้นำ สามารถผูกจิตใจคนหมู่มากให้เชื่อถือในคำสั่งสอนของท่านได้อย่างดียิ่ง ซึ่งถ้าหากเรียกกันในสมัยปัจจุบันแล้ว ท่านก็เป็นผู้นักปลุกระดมมวลชนคนสำคัญ แต่การปลุกระดมมวลชนของท่านนั้น มิได้ปลุกให้เกิดการระส่ำระสายในแผ่นดินเหมือนเป็นอย่างทุกวันนี้ แต่ตรงกันข้ามครูบาศรีวิชัยปลุกระดมให้คนอยู่ในศีลธรรม แม้แต่ชาวป่าชาวเขาผู้มีแต่บาป ไม่รู้ โน่น นั่น นี่ ไม่มีศาสนาในสมัยโน้น ก็ยังศรัทธาเชื่อถือได้ และปฏิบัติตามแนวทางคำสอนของท่านในที่สุด

ไม่นานนักครูบาศรีวิชัยก็อยู่ของท่านดีๆ ก็มีความผิดมาหาท่านจนถึงกุฏิ  ที่วัดบ้านปางอีกจนได้

๑๖. อีกจนได้

ในสมัยนั้นพระราชบัญญัติลักษณะปกครองสงฆ์ ร.ศ. ๑๒๑ ยังไม่เป็นที่รู้จัก และเข้าใจกันแพร่หลายในหมู่พระภิกษุที่อยู่ในชนบทห่างไกล ดังนั้น เจ้าคณะเมืองแต่ละเมือง จะมีภาระหน้าที่ในการเรียกเจ้าคณะแขวงไปรับการอบรม เพื่อให้ทราบรายละเอียดในพระราชบัญญัตินี้ จะได้ปฏิบัติงานให้เป็นไปตามพระราชบัญญัตินี้ได้ถูกต้อง ตามพระราชประสงค์ของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เพื่อให้สังฆมณฑลประเทศอยู่ในระเบียบอันเดียวกัน ตามที่สมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาวชิรญาณวโรรส สมเด็จพระสังฆราชทรงกราบทูลแนะนำไว้

วันหนึ่ง เจ้าคณะแขวง อำเภอลี้จึงมีหนังสือแจ้งไปยังวัดต่างๆ ในเขตอำเภอลี้ให้เจ้าอาวาสทั้งหมดมาประชุมกัน ณ วัดเจ้าคณะแขวงเพื่อที่จะได้ศึกษารายละเอียดของพระราชบัญญัติการปกครองสงฆ์ ร.ศ. ๑๒๑ ให้เป็นที่เข้าใจโดยทั่วกัน ครูบาศรีวิชัยก็ได้รับหนังสือให้เข้าร่วมประชุมครั้งนี้เช่นกัน  แต่ปรากฏว่าเมื่อถึงวันนัดหมายแล้ว ครูบาศรีวิชัยไม่ไป

สาเหตุที่ครูบาศรีวิชัยไม่ยอมไปฟังคำชี้แจงรายละเอียดในพระราชบัญญัติลักษณะปกครองสงฆ์ที่วัดเจ้าคณะแขวง อำเภอลี้ครั้งนี้ ในหนังสือประวัติครูบาศรีวิชัยเขียนตรงกันว่า เพราะว่าครูบาศรีวิชัยลืมวันนัดด้วยมิได้สนใจนัก เพลินแต่เจริญวิปัสสนากรรมฐานนั่นเอง  แต่สาเหตุที่แท้จริงจะเป็นเช่นไรนั้น ก็ยากที่ใครจะรู้ได้ เชื่อว่าครูบาศรีวิชัยมิได้ลืม เพราะท่านเป็นผู้มีความจำอย่างดียิ่ง แต่ท่านก็ไม่ไปก็คงจะเป็นเพราะมีอะไรบางอย่างที่ทำให้เห็นว่า ไม่จำเป็นจะต้องไปมากกว่า

เพราะการไม่ไปประชุมครั้งนี้เอง ครูบาศรีวิชัยก็มีความผิดถูกสอบสวนอีกครั้งหนึ่ง โดยเจ้าคณะแขวงลี้ กล่าวโทษฟ้องมายังเจ้าคณะเมืองซึ่งในสมัยนั้นเจ้าคณะเมืองลำพูนเพิ่งได้รับการแต่งตั้งใหม่ๆ คือพระครูญาณมงคลซึ่งจำพรรษาอยู่ที่วัดมหาวัน อำเภอเมืองลำพูน

ครูบาศรีวิชัยจึงถูกนำไปสอบสวนที่เมืองลำพูนอีกครั้งหนึ่ง ในคำกล่าวโทษของเจ้าคณะแขวงอำเภอลี้นั้น อ้างว่านอกจากครูบาศรีวิชัยจะไม่ไปร่วมประชุมฟังคำอธิบายเรื่องพระราชบัญญัติปกครองคณะสงฆ์แล้ว ยังชวนให้เจ้าอาวาสวัดอื่นๆ ไม่ไปด้วย เป็นการแข็งข้อ ไม่เชื่อฟังคำสั่งของเจ้าคณะแขวง

ครูบาศรีวิชัยได้ยอมรับผิดต่อเจ้าคณะเมืองลำพูน ในข้อที่ว่าท่านมิได้ประชุมด้วยเพราะลืมวันนัดหมาย ส่วนข้อที่ว่าท่านได้ชักชวนเจ้าอาวาสวัดอื่นให้แข็งข้อนั้น ท่านมิได้ทำ มีแต่เจ้าอาวาสวัดอื่น ในย่านใกล้เคียงเห็นว่า ครูบาศรีวิชัยไม่ไป ท่านเจ้าอาวาสเหล่านั้นก็ไม่ไปด้วย ซึ่งจะมาเหมาว่าเป็นความผิดของครูบาศรีวิชัยนั้นหาได้ไม่

พระครูญาณมงคล สอบสวนครูบาศรีวิชัยแล้ว ก็ตักเตือนให้เชื่อฟังคำสั่งสอนของเจ้าคณะแขวงอย่าขัดขืนคำสั่งอีกต่อไป แล้วอนุญาตให้ครูบาศรีวิชัยกลับวัดบ้านปางได้

การที่ครูบาศรีวิชัยถูกกล่าวโทษ แล้วนำไปสอบสวนถึงเมืองลำพูนสองครั้งสองครา แต่ก็พ้นมลทินกลับสู่วัดบ้านปางได้นั้น ทำให้ชื่อเสียงของท่านโด่งดังมากยิ่งขึ้น และแน่ล่ะ ก็ย่อมสร้างความไม่พอใจให้แก่เจ้าคณะแขวงลี้ และทางฝ่ายบ้านเมืองของอำเภอลี้ ชาวบ้านปาง และชุมชนอื่นๆ ที่ไม่เข้าใจเหตุผลดีเพียงพอ ก็อาจจะกล่าวว่าท่านเจ้าคณะแขวง และนายอำเภอลี้กลั่นแกล้งครูบาศรีวิชัย ทำให้ถูกเกลียดชังจากผู้คนทั่วไป

นับว่าเป็นกรรมเก่าของท่านเจ้าคณะแขวงลี้ และนายอำเภอลี้ในสมัยนั้น

๑๗. ครั้งที่ ๓

ครูบาศรีวิชัย ท่านมีลักษณะเป็นผู้นำ และมีความเชื่อมั่นในตัวเองเสมอ  ท่านเห็นว่าการบวชเป็นศิษย์ตถาคตนั้น หากปฏิบัติตนตามพุทธบัญญัติ และพระธรรมวินัยแล้ว ก็ไม่น่าจะมีสิ่งใดมาเป็นระเบียบข้อบังคับ ให้พระภิกษุต้องทำเช่นนั้น ( ในความเห็นข้อนี้ครูบาศรีวิชัย จะยังไม่ทราบถึงอนาคตว่าจะมีการแฝงตัวมาในผ้าเหลือง )

ในฐานะที่ท่านเป็นผู้สมถะ ปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐาน เผยแพร่พระธรรมคำสั่งสอนของพระพุทธองค์แก่สานุศิษย์ ก็ไม่มีระเบียบข้อบังคับใดๆ มาเป็นสิ่งขัดขวาง อาจด้วยเหตุนี้ ที่ครูบาศรีวิชัยไม่ยอมไปประชุม เพื่อรับฟังระเบียบต่างๆ ในพระราชบัญญัติลักษณะการปกครองคณะสงฆ์ จากเจ้าคณะแขวงลี้ แม้ว่าจะได้รับคำสั่งเป็นครั้งที่ ๒ ก็ตาม

เมื่อครูบาศรีวิชัย กลับจากถูกเจ้าคณะเมืองสอบสวนได้ไม่นาน  เจ้าคณะแขวงลี้ก็มีคำสั่งให้ครูบาศรีวิชัยนำพระภิกษุสามเณรลูกวัดบ้านปางทั้งหลาย ไปประชุมเพื่อรับทราบพระราชบัญญัติอีกครั้งหนึ่งที่วัดเจ้าคณะแขวงลี้  แต่ครูบาศรีวิชัยก็ไม่ยอมไปอีก

คราวนี้ครูบาศรีวิชัย ถูกนำไปสอบสวนที่เมืองลำพูนเป็นครั้งที่ ๓ แล้ว ถูกกักตัวไว้ที่วัดพระธาตุหริภุญชัยเป็นเวลา ๑ ปี คณะกรรมการสงฆ์ได้พิจารณาความผิดของครูบาศรีวิชัยแล้วมีมติให้พ้นจากการเป็นเจ้าคณะหมวด อนุญาตให้ไปอยู่ที่วัดบ้านปางได้ในฐานะพระภิกษุลูกวัดธรรมดา มิใช่เจ้าอาวาสเหมือนเมื่อก่อน ครูบาศรีวิชัยก็ยินดี เพราะท่านเองนั้น ไม่ต้องการตำแหน่งหรือสมณศักดิ์ใดๆ อยู่แล้ว

แล้วก็ไม่ปรากฏว่าเจ้าคณะแขวงลี้ จะแต่งตั้งพระภิกษุรูปใดไปเป็นเจ้าอาวาสวัดศรีดอนชัยทรายมูลบุญเรือน หรือวัดบ้านปางเลย ครูบาศรีวิชัยจึงปกครองวัดนี้โดยพฤตินัยเรื่อยมา เพราะถึงจะให้พระผู้ใดไปเป็นเจ้าอาวาสวัดบ้านปาง ก็คงไม่มีความหมาย ด้วยชาวบ้านในแถบนั้นนิยมยกย่องครูบาศรีวิชัยทั้งนั้น

ต่อมาไม่นานเจ้าคณะแขวงลี้ได้มีหนังสือไปยังวัดต่างๆ ทุกแห่งในแขวงอำเภอลี้ให้สำรวจจำนวนพระภิกษุสามเณรของแต่ละวัด แจ้งไปให้เจ้าคณะแขวงทราบ เพื่อที่จะได้รวบรวมเสนอแก่เจ้าคณะเมือง ตามคำสั่งต่อไป ครูบาศรีวิชัยก็ได้รับหนังสือนี้ด้วย เมื่อท่านได้รับหนังสือจากเจ้าคณะแขวง ท่านก็ทำเฉยเสีย เพราะถือว่าท่านไม่ได้เป็นเจ้าคณะหมวด หรือเจ้าอาวาสวัดบ้านปางอีกต่อไปแล้ว  ท่านย่อมไม่มีอำนาจ และหน้าที่ใด ไปเที่ยวสำรวจจำนวนพระภิกษุสามเณรตามวัดต่างๆ ในเขตท่าน ที่ท่านเคยปกครองดูแลอยู่ แม้แต่วัดบ้านปางเองก็เถอะ ท่านไม่ได้เป็นเจ้าอาวาสเพราะถูกถอดเสียแล้ว ท่านจึงไม่มีหน้าที่ในการสำรวจจำนวนพระภิกษุสามเณร นี่เป็นสาเหตุหนึ่ง ที่ทำให้ครูบาศรีวิชัยถูกกล่าวโทษจากเจ้าคณะแขวงลี้อีกครั้ง

๑๘. มงคลคาถา

พุทธศักราช ๒๔๕๓

เมื่อประชาชนทั่วประเทศถิ่นสยาม ต้องพบกับความวิปโยคอาลัยครั้งใหญ่หลวง เมื่อพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เสด็จสวรรคต เมื่อวันที่ ๒๓ ตุลาคม ปีนั้น

ครั้นแล้วพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้เสด็จเถลิงถวัลย์ราชสมบัติสืบแทนต่อมา โปรดให้มีพิธีบรมราชาภิเษกเมื่อต้นปี พ.ศ. ๒๔๕๔ ในการนี้ วัดต่างๆ ในมณฑลเมือง และแขวงได้รับคำสั่งให้ตามประทีปโคมไฟ สร้างซุ้มประตูวัด และจัดให้มีงานรื่นเริงสมโภช เพื่อถวายพระพรพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว

เจ้าคณะแขวงลี้เมื่อได้รับคำสั่งจากเจ้าเมือง ก็ส่งหนังสือไปยังวัดต่างๆ โดยทั่วกัน รวมทั้งวัดบ้านปาง แล้วครูบาศรีวิชัยก็ได้ทำสิ่งซึ่งไม่เคยมีพระภิกษุวัดไหนเคยทำมาก่อนเลย นั่นคือ แทนที่วัดบ้านปางจะประดับประทีปโคมไฟ สร้างซุ้ม และมีงานรื่นเริงฉลองเป็นการถวายพระพรเหมือนวัดอื่นๆ ในวันที่กำหนดนัดหมายนั้น ครูบาศรีวิชัย และภิกษุสามเณรแห่งวัดบ้านปาง กลับมาร่วมชุมนุมพร้อมกัน ณ โบสถ์วัดบ้านปางจนล้นหลามออกมาภายนอกโบสถ์แล้วสวด พระมงคลคาถา เป็นการถวายพระพรพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ไม่มีการสร้างซุ้ม ตามประทีปโคมไฟใดๆ ทั้งสิ้น ณ วัดบ้านปาง ไม่มีงานฉลองรื่นเริงสนุกสนานเหมือนวัดแห่งอื่นๆ ในอำเภอลี้

ข่าวนี้เป็นที่ร่ำลือไปเข้าหูเจ้าคณะแขวงลี้ และนายอำเภอลี้อีกจนได้ ผู้ที่ไม่ชอบครูบาศรีวิชัยเล่าลือกันว่า ครูบาศรีวิชัยกระด้างกระเดื่องต่อแผ่นดิน ไม่ยอมสร้างซุ้ม ตามประทีปโคมไฟ เนื่องในงานบรมราชาภิเษก  ซึ่งถ้าเป็นเช่นนั้นจริงแล้ว โทษของครูบาศรีวิชัยก็กบฏนั่นเอง ครูบาศรีวิชัยจึงถูกสอบสวนอีกครั้งหนึ่ง แต่สอบสวนแล้วก็ไม่สามารถเอาผิดจากท่านได้ เพราะครูบาศรีวิชัย และสามเณรแห่งวัดบ้านปางได้กระทำสิ่งที่ถูกต้องที่สุดแล้ว นั่นคือการร่วมชุมนุมชัยมงคลคาถาถวายพระพรแด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว

ครั้งแล้วครั้งเล่าที่ครูบาศรีวิชัยถูกเรียกตัว ถูกสอบสวน แต่ทว่าก็ไม่มีใครสามารถทำอะไรท่านได้ ข่าวเรื่องนี้จึงระบือไปไกล ผู้คนต่างทิศต่างถิ่น ก็ยังคงเดินทางมาฝากเนื้อฝากตัวเป็นสานุศิษย์ของท่านเพิ่มมากขึ้น พวกชาวป่าชาวเขาก็มาเป็นศิษย์ หลั่งไหลมาทั่วทุกสารทิศ  จนกระทั่งมีการจัดเวรยามดูแลรักษาวัดบ้านปาง ป้องกันมิให้ผู้ใดที่คิดร้ายล่วงล้ำเข้ามา ในสำนักของครูบาศรีวิชัยได้

ข่าวก็เลยลือกันไปว่า คราวนี้ครูบาศรีวิชัย และสานุศิษย์ของท่านสะสมกำลังอาวุธ และผู้คนเพื่อที่จะคิดการร้ายต่อแผ่นดิน

เจ้าคณะแขวงลี้องค์ใหม่คือ พระครูมหาอินทร์ ไม่อาจจะทนฟังคำล่ำลือเหล่านั้นได้อีกต่อไป นำความเข้าปรึกษากับทางฝ่ายบ้านเมือง ซึ่งก็หนีไม่พ้นนายอำเภอลี้อีกนั่นแหละ ว่าจะทำประการใดดีถึงจะสามารถทำให้ครูบาศรีวิชัย เสื่อมศรัทธาจากประชาชนได้  เพราะถ้าหากว่าจะเรียกครูบาศรีวิชัยเข้าไปสอบสวนที่เมืองลำพูนแล้ว หากผลออกมาเช่นเดิม ครูบาศรีวิชัยก็จะต้องมีชื่อเสียงมากขึ้นไปอีก

เจ้าคณะแขวงลี้ และนายอำเภอลี้ มีความเห็นตรงกันว่า ควรจะนำเรื่องทั้งหมดไปกราบเรียนเจ้าคณะเมือง และเจ้าคณะเมืองลำพูนทราบ เพื่อที่จะไล่ครูบาศรีวิชัยออกไปพ้นเขตจังหวัดลำพูนเสียเรื่องราวไม่สงบเรียบร้อยต่างๆ ก็คงจะหมดสิ้นไป

ข้อกล่าวหาที่เจ้าคณะแขวงลี้ และนายอำเภอนำไปบอกเล่าให้แก่เจ้าคณะเมือง และเจ้าเมืองลำพูนก็คือ ครูบาศรีวิชัยขัดขืนไม่เชื่อฟังการบังคับบัญชาของเจ้าคณะแขวง ชักนำให้เจ้าอาวาสวัดต่างๆ ในเขตใกล้เคียง ขัดขืนไม่ปฏิบัติตามธรรมวินัย พร้อมกับเกลี้ยกล่อมซ่องสุมผู้คน ทั้งคฤหัสถ์ และนักบวชเป็นก๊ก เป็นเหล่า ใช้เวทมนต์คาถา อ้างตนว่าเป็นผู้วิเศษหลอกลวงคนทั่วไป

เจ้าจักรคำขจรศักดิ์

เจ้าผู้ครองนครลำพูนองค์สุดท้าย

นี่เป็นข้อกล่าวหาที่ร้ายแรงมากถึงขั้นกบฏต่อพุทธจักร และอาณาจักร

๑๙. คำสั่งไล่

เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นแก่ครูบาศรีวิชัยเมื่อต้นปี พ.ศ. ๒๔๖๒ เมื่อพระครูญาณมงคลเจ้าคณะเมืองลำพูนได้รับคำฟ้องจากเจ้าคณะแขวงลี้ และนายอำเภอลี้ แล้วท่านก็รายงานให้ข้าหลวงเมืองลำพูน และเจ้าผู้ครองนครซึ่งยังมีอยู่ในสมัยนั้นคือ เจ้าจักรคำขจรศักดิ์ทรงทราบ

ในที่สุดการร่วมมือปรึกษาหารือกันอย่างเคร่งเครียดระหว่างเจ้าจักรคำขจรศักดิ์ ข้าหลวงเมือง และเจ้าคณะเมืองลำพูนก็มีความเห็นต้องกันว่า สมควรที่จะขับครูบาศรีวิชัยออกไปให้พ้นเขตเมืองลำพูน แล้วเรื่องร้ายแรงต่างๆ ก็คงจะยุติลง ทั้งนี้โดยให้พระครูญาณมงคล เจ้าคณะจังหวัดเป็นผู้มีหนังสือแจ้งไปให้ครูบาศรีวิชัยทราบ

แล้ววันหนึ่งเดือนมกราคม พ.ศ. ๒๔๖๒ นั้นเอง   ณ วัดบ้านปางอำเภอลี้ขณะที่ครูบาศรีวิชัยกำลังสอนหนังสือธรรมแก่สานุศิษย์  เจ้าคณะแขวงลี้ และนายอำเภอก็นำหนังสือคำสั่งของเจ้าคณะเมืองมามอบให้  ซึ่งครูบาศรีวิชัยได้เปิดอ่านท่ามกลางสานุศิษย์ ใจความในหนังสือของพระครูญาณมงคล เจ้าคณะเมืองมีอยู่ว่า

ที่วัดมหาวัน ลำพูน

วันที่ ๑๒ มกราคม พุทธศักราช ๒๔๖๒

เจ้าคณะจังหวัดลำพูนถึงพระศรีวิชัย วัดบ้านปาง

เนื่องที่ท่านบ่ฟังบังคับบัญชาของฉัน และเจ้าคณะแขวงลี้ ขัดขืนต่อระเบียบราชการบ้านเมือง เรื่องการสำรวจอาราม ก่อการอื่นๆ หลายประการ  บัดนี้ทางคณะสงฆ์ทั้งหลายเห็นว่า ท่านบ่ควรอยู่วัดนี้ต่อไป เพราะฉะนั้นนับแต่ที่ท่านได้รับคำสั่งนี้ กับได้ฟังคำปรึกษาโทษเป็นต้นไป ให้ท่านได้หนีออกไปให้พ้นเขต จังหวัดลำพูน ภายใน ๑๕ วันนับแต่วันประกาศนี้

พระครูญาณมงคล

ประทับตราเจ้าคณะจังหวัดลำพูนมาเป็นสำคัญ

นี่คือคำสั่งที่ครูบาศรีวิชัยได้รับ  ท่านจะต้องออกไปพ้นวัดบ้านปาง พ้นเขตอำเภอลี้ และเมืองลำพูนภายใน ๑๕ วัน คือไม่เกินวันที่ ๒๗ มกราคม พ.ศ. ๒๔๖๒ ตามคำสั่งของเจ้าคณะเมืองลำพูน นอกเหนือจากคำสั่งของเจ้าคณะเมืองที่มีมาถึงครูบาศรีวิชัยโดยตรงแล้ว พระครูญาณมงคลยังมีหนังสืออีกฉบับหนึ่งถึงเจ้าอาวาสทุกแห่งในเขตเมืองลำพูนมีใจความว่า

ที่วัดมหาวัน ลำพูน

วันที่ ๑๒ มกราคม พุทธศักราช ๒๔๖๒

พระครูญาณมงคล เจ้าคณะจังหวัดลำพูน

มายังหัววัดเจ้าอธิการหัวหมวดอุปัชฌาย์ ซึ่งอยู่ในเขตจังหวัดลำพูนทุกแขวง ทุกตำบล

ด้วยพระครูศรีวิชัย วัดบ้านปางมีความผิดถูกไล่ออกจากจังหวัดลำพูน  ถ้าพระศรีวิชัยมาขออาศัยอยู่วัดวาอารามตำบลใดๆ ในเขตจังหวัดลำพูน อย่าให้อาศัยอยู่ด้วยเป็นอันขาด

พระครูญาณมงคล

"ประทับตราตำแหน่งเจ้าคณะจังหวัดลำพูนมาเป็นสำคัญ"

๒๐. ตึงเครียด

ครูบาศรีวิชัย ได้รับทราบหนังสือคำสั่งนี้ท่ามกลางสานุศิษย์ ทั้งภิกษุและคฤหัสถ์ที่มาชุมนุมกันอยู่ ณ วัดบ้านปาง  ท่านประกาศทันทีว่า ท่านจะไม่ยอมออกจากวัดบ้านปางและเมืองลำพูนแผ่นดินเกิด ต่อหน้าเจ้าคณะเมืองแขวงและนายอำเภอลี้ นับเป็นการเผชิญหน้าที่บรรยากาศตึงเครียดอย่างยิ่ง  ระหว่างครูบาศรีวิชัย และสานุศิษย์จำนวนพัน ทั้งภิกษุ, สามเณร, คฤหัสถ์ กับ เจ้าคณะแขวง และนายอำเภอลี้

ตามวัดทางภาคเหนือ

จะมีภาชนะนี้ใส่น้ำไว้ให้ดื่ม ฟรี

แรกๆ ทีเดียวสานุศิษย์ทั้งหลายมีทั้ง ข่า ขมุ เงี้ยว และยาง ต่างแสดงความโกรธแค้นเจ้าคณะแขวง และนายอำเภอลี้อย่างเห็นได้ชัด แต่ครูบาศรีวิชัยได้ขอร้องให้ทุกคนตั้งอยู่ในความสงบ ท่านจะเป็นผู้ไปพูดกับเจ้าคณะแขวงกับนายอำเภอลี้เองว่า ท่านมิได้กระทำความผิดตามที่ถูกกล่าวหาเลย โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เรื่องที่ถูกกล่าวหาว่า ตั้งตนเป็นผู้วิเศษ ส้องสุมกำลังผู้คน เพื่อก่อการร้ายต่อแผ่นดิน  บัดนี้ทั้งเจ้าคณะแขวง และนายอำเภอลี้ก็ได้มาอยู่ ต่อหน้าภิกษุสามเณร และสานุศิษย์ที่วัดบ้านปางแล้ว ครูบาศรีวิชัยกล่าวว่า  "จงสอบถามบุคคลเหล่านี้เถิด ว่าท่านไปหลอกอะไรเขาหรือเปล่า ?"

เสียงอื้ออึงก็เกิดขึ้น ภิกษุสามเณรและสานุศิษย์ของครูบาศรีวิชัยที่มาชุมนุมกัน ณ ที่นั่นต่างก็แย่งกันบอกแย่งกันพูด พอสรุปแล้วได้ความว่า ทุกคนล้วนแล้วต่างมีความศรัทธาในความประพฤติปฏิบัติของครูบาศรีวิชัย จึงมาสู่วัดบ้านปาง เพื่อบวชเรียนหาความรู้ มิใช่การมาส้องสุมเพื่อคิดร้ายใคร

ทั้งเจ้าคณะแขวง และนายอำเภอลี้ก็ไม่รู้จะทำประการใด เมื่อครูบาศรีวิชัยว่าท่านไม่ผิด ท่านจะอยู่ของท่านที่วัดบ้านปางต่อไป การมาหาครูบาศรีวิชัยครั้งนี้ เจ้าคณะแขวงลี้ได้รีบรายงานให้เจ้าคณะเมืองคือ พระครูญาณมงคลทราบโดยทันที  พร้อมกันนี้นายอำเภอลี้ ก็ได้รายงานให้ข้าหลวงเมืองลำพูนทราบด้วย

เป็นที่หนักใจทั้งทางฝ่ายเจ้าคณะเมือง และฝ่ายบ้านเมืองของลำพูน ในที่สุดพระครูญาณมงคล เจ้าคณะเมืองก็มีหนังสือถึงครูบาศรีวิชัยให้ท่าน และบรรดาภิกษุ สามเณรและสานุศิษย์ทั้งปวง แห่งวัดบ้านปางเดินทางเข้าเมืองลำพูน เพื่อสอบสวนพิจารณาความกันต่อไป

ระฆัง ดังหง่างเหง่ง ของวัดบ้านปาง

เจ้าสุริยวงศ์ ผู้แต่งหนังสือประวัติครูบาศรีวิชัยฉบับเก่าแก่มีอยู่สำนวนหนึ่ง ซึ่งต่อมาได้พิมพ์เผยแพร่เป็นอักษรไทยยวน ซึ่งก็คืออักษรพื้นเมืองเหนือของเชียงใหม่ที่เรียกว่า  "ตั๋วเมือง" หนังสือเล่มนี้ได้กล่าวถึงเหตุการณ์ตอนนี้ว่า

“ครั้นอยู่มาบ่นานเท่าไร พระครูเจ้าคณะเมืองลำพูนมีหนังสือไปฉบับหนึ่งถึง เจ้าจักรคำขจรศักดิ์ เจ้าผู้ครองเมืองลำพูนหนังสือฉบับนี้มีใจความว่า  ให้พระศรีวิชัย เรียกบรรดาสงฆ์สามเณรทั้งหลาย ซึ่งถือตามพระศรีวิชัยในหมวดบ้านปาง ให้พระศรีวิชัยนำตัวเข้ามาที่พระครูเจ้าคณะเมืองลำพูนทั้งสิ้น

ครั้นได้รับจดหมายทั้งสองฉบับนี้แล้ว ท่านก็เรียกพระภิกษุสามเณรทั้งหลายมาประชุมพร้อมกันที่วัดศรีดอนชัยทรายมูลบุญเรือน  ในอรัญญวาสแห่งท่าน ครั้นพระสงฆ์สามเณรพร้อมแล้วท่านก็เทศนาให้พระภิกษุสามเณรทั้งหลายฟังว่า

บัดนี้เจ้าคณะเมืองลำพูนพร้อมด้วยเจ้าผู้ครองลำพูนมีหนังสือมาว่า ให้เราพาเอาท่านทั้งหลาย ที่ปฏิบัติถูกต้อง เข้าไปในเมืองลำพูนทั้งหมด การครั้งนี้เป็นการใหญ่โตอยู่ เพราะเราได้ขัดขืนต่อข้อบังคับของเจ้าคณะแขวงหลายอย่าง  ถ้าเข้าไปถึงพระครูเจ้าคณะเมืองลำพูนแล้วจักร้ายดีประการใดก็ไม่แจ้ง ส่วนตัวเรา ถึงจักเป็นตายด้วยอำนาจที่บ่เป็นธรรมดาข้อหนึ่งข้อใด ก็บ่มีความวิตก ถือเอาคุณธรรมกรรมฐาน คุณรัตนตรัยเป็นที่พึ่ง จักยอมตายในพุทธจักรฝ่ายเดียว เมื่อท่านทั้งหลายจักถือมั่นอย่างเรา จักตามเราเข้าไปก็บ่ห้าม เมื่อท่านทั้งหลายกลัวยังราชภัย มนุษย์ภัย เอาตัวไปหลบหลีกแอบแฝงอยู่แห่งหนตำบลใด ฤๅจะเข้าไปหาเจ้าคณะแขวง ยอมปฏิบัติตามระเบียบการปกครองที่จัดขึ้นใหม่ตามสมัยของราชการ เราก็บ่ห้าม เมื่อท่านทั้งหลาย จักถือตามเรามั่นเที่ยงแท้ เมื่อเราช่วยท่านในปัจจุบันภาวะนี้บ่ได้ เราเสี้ยงบุญไปแล้ว (เสี้ยง - คำเมืองหมายถึงหมด) ถ้าท่านทั้งหลายจะถือมั่นอย่างเรา บ่กลับกลายไปอย่างอื่นอย่างใด ท่านทั้งหลายคงจักได้ถึงที่สุขในชาติหน้าเป็นมั่นเที่ยงแท้บ่สงสัย เมื่อท่านทั้งหลายตนใดตนหนึ่ง จะหันร้ายดีประการใดจุ่งวิสัชนาในกาลบัดนี้เทอญ”

เมื่อครูบาศรีวิชัยกล่าวจบลงนั้น พระภิกษุประมาณ ๓๐๐ รูป สามเณรอีกนับร้อยรูป และสานุศิษย์จำนวนมากที่มาประชุมพร้อมกันอยู่ ณ ที่นั้นว่าต่างมีความเห็นเป็นเสียงเดียวกันว่า จะไม่ยอมทอดทิ้งครูบาศรีวิชัยเป็นอันขาด  จะยึดมั่นปฏิบัติตามคำสั่งสอนครูบาศรีวิชัยสืบต่อไป และทุกรูปทุกคนยินดีที่จะติดตามครูบาศรีวิชัยเข้าสู่เมืองลำพูน

๒๑. บุญนิมิต

เจ้าสุริยวงศ์สิโรรส เล่าถึงเหตุการณ์ในตอนนี้อีกตอนหนึ่งว่า

“ในวันประชุมสังฆะ ในปัจฉิมยามจะใกล้รุ่ง ท่านก็มุ่งเห็นนิมิตฝันว่า ยังมีปราสาทหลังหนึ่งสูงนพศูรย์เยี่ยมเมฆ ล้มระเนระนาดอยู่เหนือดิน ปุถุชนทั้งหลายนับพันนับหมื่นพากันมาเพื่อจะช่วยปราสาทหลังนั้น ได้พากันมาเพื่อจะเข้าไปยกปราสาท ก็บ่อาจสามารถจักยกขึ้นได้ด้วยกำลังมนุษย์ ท่านได้เข้าไปยกปราสาทหลังนั้นให้ตั้งเป็นปกติดังเดิม

ครั้นรัตติยามคืนนั้นรุ่งมา แล้วท่านก็ลุกมาล้างหน้าแล้วก็มายังที่สมควร แล้วท่านก็สำแดงนิมิตที่ท่านได้หัน (เห็น) มาในกลางคืนนั้น ให้พระภิกษุทั้งหลาย และคฤหัสถ์เฒ่าแก่ทั้งหลายซึ่งมีอุปัฏฐากท่านอยู่ยังที่นั้น  พระสงฆ์ และคฤหัสถ์ทั้งหลายได้ยินฟังท่านเทศนาแสดงยังนิมิต ต่างพากันชื่นชมยินดี แล้วก็พากันทำนายฝันว่า ท่านคงมีบุญสมภารอันกว้างขวาง จะได้เป็นผู้ปกครองศาสนา ให้ก้านแก่งรุ่งเรืองต่อไปภายหน้าตราบ ๕๐๐๐ พระวัสสา แล้วก็พากันให้พรแก่ท่านอันเป็นมงคลอันดีก็มีนั้นแลฯ”

จากความฝันของครูบาศรีวิชัยดังนี้ จึงเล่าสืบกันมาในหมู่ผู้เฒ่าผู้แก่บ้านปางว่า หลังที่ครูบาศรีวิชัยพ้นมลทิน ในการถูกสอบสวนความผิดต่างๆ แล้วท่านจะได้อุทิศตัวเองสร้างงานสาธารณประโยชน์ ในการบูรณปฏิสังขรณ์ วัดวาอารามที่เก่าแก่ต่างๆ ที่ชำรุด หรือร้างไปแล้วให้กลับเจริญรุ่งเรืองขึ้นมาใหม่ ตลอดชีวิตในบั้นปลายของท่าน อันเปรียบเสมือนหนึ่งการยกปราสาทที่ปรักหักพังให้กลับคืนดีนั่นเอง

ครูบาศรีวิชัยได้กำหนดวันที่จะเดินทางเข้าสู่เมืองลำพูนตามคำสั่งของท่านเจ้าคณะ โดยมีภิกษุสามเณร และสานุศิษย์จำนวนมากจะร่วมทางไปกับท่านด้วย

รั้วหิน วางเรียงซ้อนกันเป็นกำแพง

หาดูได้แห่งเดียวที่วัดบ้านปาง

เหตุมหัศจรรย์  ก่อนหน้าที่ครูบาศรีวิชัยจะเดินทางเข้าสู่เมืองลำพูนนั้นเพียง ๑ วัน  ก็เกิดเหตุมหัศจรรย์ขึ้นที่วัดบ้านปาง นั่นคือในเช้าวันนั้นมีฝูงกาประมาณ ๓๐ - ๔๐ ตัว บินมาเกาะอยู่ที่กำแพงวัดบ้านปาง ที่ก่อเทินเป็นกำแพงขึ้นมาด้วยก้อนหินใหญ่น้อย นับตั้งแต่สร้างวัดบ้านปางเมื่อปี พ.ศ. ๒๔๔๗  เมื่อกามาเกาะอยู่ก็ส่งเสียงร้องดังไปทั่วทั้งวัด เป็นที่ประหลาดใจของผู้คนซึ่งชุมนุมกันอยู่

แล้วอีกพักใหญ่ต่อมา บนท้องฟ้ามีนกอินทรีตัวหนึ่งบินร่อนวนเวียนอยู่ไปมา ในทันใดนั้น กาทั้งฝูงก็พากันบินขึ้นไล่ตามจิกตีนกอินทรีตัวนั้นอย่างดุเดือด ภิกษุสามเณร และสานุศิษย์พร้อมด้วยครูบาศรีวิชัยออกมายืนดูกันเต็มลานวัด  การต่อสู้ระหว่างนกอินทรี ๑ ตัวกับกา ๑ ฝูงดำเนินไปสักครู่หนึ่ง กาทั้งฝูงก็ไม่อาจจะสู้กับนกอินทรีได้ ทั้งฝูงจึงบินลงมาจับเกาะที่กำแพงหินวัดดังเดิม แล้วส่งเสียงร้องเกรียวกราว และก็น่าแปลกใจ นกอินทรีตัวนั้นไม่บินหนีไปไหน คงยังบินร่อนวนเวียนไปมาอยู่เหนือวัดบ้านปางนั่นเอง ไม่นานต่อมา พวกกาทั้งหมดก็ระดมบินขึ้นไปไล่จิกนกอินทรีอีกครั้ง คราวนี้ผู้คนแตกตื่นมายืนดูการราวีระหว่าง ๑ อินทรี กับอีกาทั้งฝูงกันมากขึ้น ผู้คนต่างส่งเสียงวิพากษ์วิจารณ์ยังเหตุประหลาดที่เกิดขึ้นครั้งนี้อยู่อึงมี่

ผลการต่อสู้ครั้งนี้เหมือนเดิม เหล่าอีกาก็ไม่สามารถสู้นกอินทรีได้ และแล้วก็บินลงมาเกาะที่กำแพงหินวัดดังเดิม ในวันนั้นพวกฝูงกาได้บินขึ้นไปรุมเล่นงานนกอินทรีถึง ๓ ครั้ง แต่ก็แพ้ รู้สึกอาย กาทั้งหมดจึงบินหายวับไปจากวัดบ้านปาง ปล่อยให้ผู้คนยังแหงนคอดูจนกาบินลับฟ้าไป แล้วนกอินทรีก็บินจากไปในระหว่างขุนเขาอันไม่ไกลจากวัดบ้านปางนัก

นี่คือเหตุมหัศจรรย์ที่เกิดขึ้น ณ วัดบ้านปาง หนึ่งวันก่อนที่ครูบาศรีวิชัย และภิกษุสามเณรทั้งหลายจะเดินทางไปยังเมืองลำพูน เหตุประหลาดที่เกิดขึ้นครั้งนี้ ก็เป็นที่โจษขานกันอย่างยิ่ง ว่าเป็นนิมิตหมายอะไรสักอย่างหนึ่ง ที่เกี่ยวกับครูบาศรีวิชัยอย่างแน่นอน

เมื่อครูบาศรีวิชัยกำเนิดขึ้นมา เวลานั้นแผ่นดินไหวสั่นสะเทือน จนท่านมีชื่อเรียกอีกชื่อหนึ่งคือ ฟ้าฮ้อง หรือ อินตาเฟือน บัดนี้เมื่อครูบาศรีวิชัยจะเดินทางจากวัดบ้านปาง เข้ารับการไต่สวนความผิด ฝูงกา และนกอินทรีก็มาแสดงนิมิตให้เห็น ผู้คนต่างพูดถึงนิมิตในครั้งนี้ ว่าเป็นการแสดงให้เห็นอย่างแน่ชัดว่า นกอินทรีเปรียบดังครูบาศรีวิชัยที่ท่านอยู่อย่างโดดเดี่ยวอย่างสมถะ แต่ยังมิวายที่จะถูกรังแกได้ (ในที่สุดฝูงกาก็ต้องพ่ายแพ้นกอินทรี)

๒๒. ขบวนนักบุญ

และแล้ววันที่กำหนดให้ครูบาศรีวิชัยเดินทางเข้าเมืองลำพูนก็มาถึง คือ ต้นเดือนกุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๔๖๒

ในเช้าวันนั้นที่วัดบ้านปางมีภิกษุมาชุมนุมอยู่ประมาณ ๓๐๐ รูป สามเณรอีกประมาณ ๔๐๐ รูป และสานุศิษย์ที่เป็นคฤหัสถ์อีกประมาณ ๑,๐๐๐ คน ซึ่งในจำนวนนี้มีชาวเขาอยู่หลายเผ่า อาทิ ยาง ขมุ แม้ว ลีซอ ก้อ ฯลฯ จำนวนไม่น้อยที่พร้อมออกเดินทางไปกับครูบาศรีวิชัย

ครูบาศรีวิชัย เข้าเมืองลำพูนไปสู่อำเภอลี้ในสมัย พ.ศ. ๒๔๖๒ นั้นมิได้เดินทางอย่างสะดวกสบายเหมือนทุกวันนี้ ซึ่งนั่งรถยนต์เพียงชั่วโมงก็ถึง การเดินทางครั้งนี้ต้องพักแรมในระหว่างทางถึง ๕ คืน จะเห็นได้ว่าอำเภอลี้ห่างไกลจากเมืองลำพูนแค่ไหน และชนบทอย่างบ้านปางไปเมืองลำพูนจะลี้ลับขนาดไหน แต่ด้วยบารมีครูบาศรีวิชัยนั่นเอง ทำให้ผู้คนบุกบั่นไปหาท่าน สมัครเป็นสานุศิษย์มากถึงเพียงนี้ ก่อนที่ครูบาศรีวิชัยจะเคลื่อนขบวนนักบุญไปเมืองลำพูน โยมมารดาของท่านคือ นางอุสาห์เป็นห่วงยิ่งนัก นางร่ำไห้ปานหนึ่งว่าจะขาดใจ เพราะเป็นห่วงครูบาศรีวิชัย เกรงว่าจะได้รับภัย ครูบาศรีวิชัยก็ได้เพียงแต่ปลอบโยนโยมมารดาด้วยคำพูดว่า  "โยมอย่าได้วิตกเลย อาตมาไม่เป็นอะไรหรอก" โยมมารดาถึงกับอ้อนวอนให้ครูบาศรีวิชัยสึกจากการเป็นภิกษุเสีย เพื่อจะได้พ้นภัยแล้วจะได้มาอยู่พร้อมหน้าพร้อมตากันเหมือนเดิม แต่ครูบาศรีวิชัยก็ยืนยันว่า ถ้าอาตมาจะตายก็ขอให้อาตมาตายในผ้าเหลืองเถิด

ทางลงจากวัดบ้าปาง

ครูบาศรีวิชัย เริ่มต้นออกเดินทางจากวัดบ้านปางมุ่งหน้าไปทางดอยพระธาตุสามยอด อันเป็นสถานที่ต้องพักแรมคืนแรก เมื่อเริ่มต้นเดินทางนั้น ภิกษุสามเณรจากวัดต่างประมาณ ๗๐๐ รูป เดินตามหลังครูบาศรีวิชัยเป็นแถวขบวนยาว พร้อมด้วยสานุศิษย์และคฤหัสถ์ก็เดินตามหลัง ไม่ว่าแถวขบวนซึ่งเดินนำโดยครูบาศรีวิชัย เมื่อเดินผ่านยังหมู่บ้านใด ก็มีคนนำสิ่งของ เครื่องจตุปัจจัย และอาหารแห้งมาถวาย

ยิ่งไปกว่านั้นจำนวนผู้คน (ชาวบ้าน) ก็เพิ่มมากขึ้น เพราะแต่ละหมู่บ้าน แต่ละที่ที่ครูบาศรีวิชัยใช้เป็นเส้นทางเดินผ่านนั้น ล้วนแต่มีคนศรัทธาท่านทั้งสิ้น ครูบาศรีวิชัย และขบวนนักบุญประหนึ่งจะสร้างความสั่นสะเทือนให้แก่ผืนดินของเมืองลำพูนยิ่งนัก

ราตรีแรกในการเดินทาง ต้องพักที่วัดดอยธาตุสามยอด คืนที่สองพักที่วัดบ้านโฮ่งหลวง คืนที่สามพักแรมที่วัดป่าตาล คืนที่สี่พักที่วัดต้นโชค และคืนที่ห้าพักที่วัดต้นธง ในแต่ละวัดดังกล่าวที่ขบวนนักบุญได้พักแรมนั้น บรรดาอุบาสกอุบาสิกาที่เคยได้ยินกิตติศัพท์ของครูบาศรีวิชัยมาก่อนแล้ว ต่างมาร่วมทำบุญ และขอให้ท่านเทศน์ให้ฟังอีกด้วย

มาถึงบัดนี้ขบวนนักบุญของครูบาศรีวิชัยมีจำนวนเกินกว่า ๓,๐๐๐ คนแล้ว

เจ้าสุริยวงศ์สิโรรส เล่าถึงเหตุการณ์เมื่อครูบาศรีวิชัยไปถึงเมืองลำพูน ในหนังสือประวัติครูบาศรีวิชัย ซึ่งพิมพ์เผยแพร่เป็นครั้งแรกเมื่อ พ.ศ. ๒๔๗๒ ว่า

เมื่อครูบาศรีวิชัยไปพักอยู่ที่วัดต้นธงเป็นวัดสุดท้ายที่ขบวนได้พักแรมที่นั่น ซึ่งอยู่ในเขตชานเมืองลำพูน ที่อยู่ห่างกันเพียง ๒ กิโลเมตรนั้น ก่อนหน้านี้ชาวเมืองลำพูนได้ทราบข่าว และพูดถึงการต้อนรับคณะขบวนนักบุญ ที่ร่วมเดินทางมากับครูบาศรีวิชัยด้วยนั้น โดยชาวบ้านที่เมืองลำพูนนำกลองสะบัดชัย ดนตรี ซอ ไปบรรเลงต้อนรับพร้อมด้วยเครื่องไทยทานอีกจำนวนมาก เพื่อจัดเป็นครัวทาน เตรียมแห่ครูบาศรีวิชัยเข้าเมืองลำพูน ในวันรุ่งขึ้น

ข่าวนี้ได้ล่วงเข้าหูเจ้าคณะเมือง และข้าราชการ กดดันทำให้หวั่นไหวได้มิใช่น้อย เพราะมีผู้คนเข้าร่วมขบวนนั้นเอง ทางฝ่ายบ้านเมืองเกรงไปว่า สานุศิษย์ครูบาศรีวิชัยที่มีชาวป่าชาวเขาอยู่ด้วยนั้น อาจจะก่อเหตุร้ายขึ้นเมื่อเข้าถึงเมืองลำพูนก็ได้ ทางราชการจึงเตรียมกำลังรับเหตุการณ์อย่างพร้อมมือ ราวกับว่าจะคอยรับกองทัพศึกก็ปานนั้น

รุ่งเช้าวันที่ ๖ หลังจากที่รอนแรมจากบ้านปาง ครูบาศรีวิชัย และผู้ติดตามทั้งหมดเริ่มเดินเท้าเข้าเมืองหริภุญชัย โดยมีขบวนแห่ครัวทานของชาวเมืองมุ่งหน้าตรงไปสู่วัดพระธาตุหริภุญชัย เพื่อถวายเครื่องไทยทาน นมัสการองค์พระธาตุหริภุญชัย ปูชนียสถานคู่เมืองลำพูน

๒๓ เกินเหตุ

ครั้นเมื่อขบวนของพระภิกษุสามเณร และสานุศิษย์ ครูบาศรีวิชัยถึงประตูด้านนอกกำแพงวัดพระธาตุหริภุญชัย ก็ได้พบกับข้าราชการเมืองรายล้อมอยู่ทั่วไป พร้อมด้วยกำลังตำรวจซึ่งมีอาวุธพร้อมมือ ขบวนพระและสามเณรจึงหยุดชะงักอยู่กับที่  ตำรวจทั้งหมดกระจายกันเข้าตรวจค้นสานุศิษย์ที่เป็นคฤหัสถ์ของครูบาศรีวิชัยทุกคน ได้พบมีดพร้าที่นำติดตัวมา เพื่อประกอบอาหารระหว่างการเดินทางมา ทางตำรวจทำการยึดไม่ว่าของแหลมคมอันใดก็ยึดทั้งหมด แม้กระทั้งมีดพับเล็กๆ ของสามเณรที่มีไว้เพื่อตัดเล็บ (สมัยนั้นที่ตัดเล็บคงไม่มีใช้) ก็ถูกยึดด้วย

สร้างความไม่พอใจให้แก่ภิกษุสามเณร และสานุศิษย์ของครูบาศรีวิชัยเป็นอย่างยิ่ง ร่ำๆ ว่าจะเกิดเหตุร้ายขึ้นที่หน้าวัด  แต่ครูบาศรีวิชัยได้ขอร้องให้ทุกรูปทุกคนตั้งอยู่ในความสงบ แล้วตำรวจก็ห้ามทุกคนมิให้ผ่านเข้าไปในกำแพงวัดพระธาตุฯ นอกเสียจากครูบาศรีวิชัยเพียงองค์เดียวเท่านั้น ภิกษุสามเณร และสานุศิษย์ที่ตามมาให้รออยู่ด้านนอกกำแพงวัดทั้งหมด โดยมีกำลังตำรวจคอยดูแลอย่างกวดขัน

คืนนั้นครูบาศรีวิชัย ถูกกักตัวอยู่ในวัดพระธาตุหริภุญชัย ส่วนภิกษุสามเณร และสานุศิษย์ใช้ด้านนอกกำแพงวัดพระธาตุเป็นที่จำวัด และพักแรม อันเป็นภาพที่น่าหดหู่ใจยิ่งนัก ข่าวเรื่องนี้แพร่หลายไปทั่งเมืองลำพูน เป็นที่วิพากษ์วิจารณ์กันอย่างหนาหู ทุกๆ คนต่างพูดกันว่า "เจ้าคณะเมือง และเจ้าหน้าที่ของบ้านเมืองใช้อำนาจกระทำการรุนแรงเกินกว่าเหตุ" ราวกับว่าครูบาศรีวิชัยมีความผิดขั้นร้ายแรง เมื่อข่าวนี้ยิ่งสะพัดไปมากเท่าไร ก็มีผู้มุ่งหน้าไปสู่วัดพระธาตุมากขึ้นเท่านั้น ชาวเมืองต่างนำอาหารเข้าไปถวายแด่พระภิกษุ สามเณร และอีกส่วนหนึ่งพยายามจะนำอาหารเข้าไปถวายครูบาศรีวิชัยในวัด แต่ทว่าตำรวจได้รับคำสั่งไม่ให้ใครเข้าไป  จึงไม่มีใครรู้ครูบาศรีวิชัยจะเป็นอย่างไรบ้าง?

รุ่งเช้า

ชาวเมืองลำพูนเป็นจำนวนมากต่างพากันไปทำบุญตักบาตรพระภิกษุที่เดินทางมากับครูบาศรีวิชัย และยังนำอาหารมาให้สานุศิษย์ที่มาด้วย แต่สิ่งที่ทุกคนผิดหวังมากก็คือ ไม่สามารถเข้าไปถวายภัตตาหารแด่ครูบาศรีวิชัยภายในวัดได้ เพราะตำรวจไม่อนุญาตให้ใครผ่านเข้าไป

ชาวบ้านที่ศรัทธาในครูบาศรีวิชัยก็ไม่ยอมถอย พยายามที่จะเข้าไปให้ได้ ก็ได้แต่เพียงยืนประจันหน้ากับตำรวจอยู่ที่ประตูหน้าวัดพระธาตุฯ

๒๔ ส่างสา

เจ้าจักรคำขจรศักดิ์

เจ้าผู้ครองนครลำพูนองค์สุดท้าย

สมัยนั้นที่เมืองลำพูนมีชาวเงี้ยว หรือไทยใหญ่คนหนึ่ง มาตั้งถิ่นฐานทำมาหากินอยู่ที่ลำพูนมานาน เป็นที่รู้จักรักใคร่ของชาวเมืองลำพูนทั่วไป เขามีชื่อว่า ส่างสา ขึ้นชื่อว่าเป็นผู้มีจิตใจดี ทำบุญถือศีลเป็นประจำ

ส่างสานี้รู้จัก และเคารพครูบาศรีวิชัยอยู่ไม่น้อย  วันนั้นเขามุ่งหน้าไปที่วัดพระธาตุนำอาหารคาวหวานไปถวายครูบาศรีวิชัย แต่เมื่อพบกับการกีดกันของตำรวจ ส่างสาก็ลืมตาย ประกาศก้องว่า เขาจะเดินนำหน้าเข้าวัดพระธาตุให้จงได้ ถ้าตำรวจจะยิงเขาก็ยอมตาย ชาวเมืองที่มาชุมนุมอยู่ก็ร้องสนับสนุนเสียงเอะอะอึ่งมี่ไปทั่วหน้าวัดพระธาตุ  แล้วส่างสาก็ทำอย่างที่เขาพูดจริงๆ เขาเดินนำคลื่นชาวเมืองเข้าประตูวัดพระธาตุหริภุญชัย ที่มีตำรวจถืออาวุธพร้อมในมือปิดกั้นอยู่  ส่างสาเดินเข้าใกล้ตำรวจอย่างไม่สะทกสะท้าน เมื่อเจอเข้าไม้นี้ ตำรวจก็ต้องยอมให้ชาวเมืองผ่านเข้าไปหาครูบาศรีวิชัยแต่โดยดี  เสียงไชโยโห่ร้องดังขึ้นอย่างกึกก้อง

เมืองลำพูนในขณะนี้นั้น เต็มไปด้วยความชุลมุนวุ่นวาย เพราะการนำเอาตัวครูบาศรีวิชัยมากักขังไว้  เจ้าคณะเมือง ข้าหลวงประจำจังหวัด และเจ้าผู้ครองนครเมืองเห็นพ้องต้องกันว่า หากขืนกักตัวครูบาศรีวิชัยไว้ที่ลำพูนต่อไป เรื่องราวคงจะลุกลามใหญ่โต จึงพร้อมใจกันทำหนังสือแจ้งให้เจ้าคณะมณฑลที่นครเชียงใหม่ทราบ เพื่อมารับครูบาศรีวิชัยไปสอบสวนที่นครเชียงใหม่ต่อไป ตามอำนาจที่เจ้าคณะมณฑลมีอยู่  ครูบาศรีวิชัยจึงต้องเดินทางไปเชียงใหม่ด้วยสาเหตุนี้เอง

ครูบาศรีวิชัย คือ ศูนย์รวมแห่งจิตใจของชาวเมืองลำพูนในครั้งนั้น นับแต่ท่านถูกกล่าวหาด้วยข้อหาฉกรรจ์ แล้วเดินทางมาสู่ลำพูน จนกระทั่งถูกกักตัวอยู่ตลอดทั้งคืน ในวัดพระธาตุหริภุญชัย ประชาชนชาวเมืองลำพูนที่ทราบข่าว ต่างก็มุ่งหน้าไปวัดพระธาตุหริภุญชัย นับแต่เวลาบ่ายเมื่อเดินทางไปถึง แต่ก็ผิดหวังที่ไม่สามารถพบครูบาศรีวิชัยได้ จนกระทั่งถึงรุ่งเช้า

ส่างสา คหบดีชาวเมืองลำพูน จึงเป็นผู้นำคลื่นชาวบ้านที่เคารพ และศรัทธาครูบาศรีวิชัย ฝ่าวงล้อมของตำรวจที่คอยป้องกันเหตุอยู่ เข้าไปพบครูบาศรีวิชัยภายในวัดได้ ผู้เฒ่าผู้แก่ที่เคยเห็นเหตุการณ์ครั้งนั้นเล่าว่า ชาวบ้านจำนวนนับพันๆ คนต่างเฮโลเข้าประตูวัดพระธาตุหริภุญชัย เข้าไปแล้ว เมื่อได้พบครูบาศรีวิชัย ต่างก็นั่งลงคุกเข่าก้มกราบในบริเวณวัดแน่นไปหมด ยิ่งกว่ามีงานปอยประจำปีเสียอีก  สิ่งของที่ชาวบ้านนำมาด้วย เพื่อถวายแด่ครูบาศรีวิชัย กองอยู่เป็นภูเขาเลากา

พลโทหม่อมเจ้าบวรเดช

อุปราชมณฑลพายัพ

น่าอัศจรรย์นัก ที่ภิกษุหนุ่มอายุเพียง ๔๑ ปี มีพรรษาเพียง ๒๑ พรรษา ไม่มีสมณศักดิ์ใด ไม่สร้างพระเครื่อง เครื่องรางของขลัง มีแต่สัจธรรมของพระพุทธองค์เป็นสมบัติ ได้รับความเลื่อมใสจากชาวเมืองมากมายถึงเพียงนี้

พลังแห่งศรัทธาของชาวบ้านที่มีต่อครูบาศรีวิชัยนี้เอง ทำให้เจ้าคณะเมืองลำพูน และข้าหลวงเมืองเห็นชัดว่า ถ้าขืนกักครูบาศรีวิชัยไว้ที่วัดพระธาตุฯ หรือสถานที่ใดๆ ในเมืองลำพูนก็คงจะเป็นชนวนแห่งความยุ่งยากนานับปการ

วิธีที่ดีที่สุด คือ ส่งครูบาศรีวิชัยไปเชียงใหม่ให้เจ้าคณะมณฑลเป็นผู้สอบสวนความผิดต่อไป

สมัยนั้นการคมนาคมที่ติดต่อระหว่างลำพูน และเชียงใหม่สะดวกขึ้นบ้างแล้ว ด้วยมีถนนผ่านบ้านป่าเหว สารถี ป่ายาง เนิ้ง หนองหอย เข้าสู่เชียงใหม่ ซึ่งก็คือถนนสายลำพูน-เชียงใหม่ปัจจุบัน  ดังนั้น หนังสือด่วนจากข้าหลวงเมืองลำพูนพร้อมด้วยลิขิตของเจ้าคณะเมืองลำพูน ให้ม้าเร็วนำเข้าเชียงใหม่ในเย็นวันที่ครูบาศรีวิชัยเดินทางมาถึงลำพูนนั่นเอง

ในหนังสือระบุว่า ขอให้ทางเจ้าคณะมณฑลรีบจัดการมารับตัวครูบาศรีวิชัยไปให้พ้นเขตลำพูนโดยเร็ว เพื่อป้องกันการเหตุจลาจลจากผู้เคารพเลื่อมใสในตัวครูบาศรีวิชัย  ซึ่งคาดว่าเมื่อนำครูบาศรีวิชัยไปสู่เชียงใหม่แล้ว ชาวบ้านก็จะสลายไปเอง

ดังนั้น วันรุ่งขึ้นหลังจากที่ครูบาศรีวิชัย ถูกกักตัวไว้ที่วัดพระธาตุหริภุญชัยลำพูนหนึ่งคืนนั่นเอง  พลโทหม่อมเจ้าบวรเดช อุปราชมณฑลพายัพ ซึ่งได้รับหนังสือด่วนจากข้าหลวงเมืองลำพูน จึงให้คณะกรรมการนำรถยนต์ไปรับครูบาศรีวิชัยจากลำพูนมาเชียงใหม่ วันนั้นตรงกับวันที่ ๑๐ กุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๔๖๒

๒๕ รถมอร์เตอร์คาร์เจ็กโหงว

สมัยนั้นรถยนต์ที่เชียงใหม่ และลำพูนแทบจะนับคันได้ หลังจากที่ทางรถไฟสายเหนือสร้างถึงเมืองลำพูนที่ตำบลวังตอง จึงมีการนำรถยนต์จากกรุงเทพฯ ขึ้นรถไฟไปใช้ที่เชียงใหม่

รถเจ็กโหงว ปัจจุบันเก็บรักษาที่วัดบ้านปาง

ในบรรดาคหบดีที่มีรถยนต์ใช้เป็นสมัยแรกของนครเชียงใหม่นั้น เจ็กโหงว เถ้าแก่ห้างเตียวเมี่ยงไถ่ที่นครเชียงใหม่ นับเป็นคหบดีคนแรกคนหนึ่ง ที่ขึ้นชื่อว่าเป็นคนร่ำรวย ที่มีรถมอร์เตอร์คาร์ใช้ในเมืองนี้ รถเจ็กโหงวนั้นเป็นรถฟอร์ดชั้นดีเป็นที่ ๑ สามารถวิ่งจากเชียงใหม่ไปลำพูนที่มีระยะทางเวลานั้นห่างกัน ๒๖ กิโลเมตร ในเวลานั้นใช้เวลาวิ่ง ๒ - ๓ ชั่วโมง

นายโหงว แซ่เตียว

เจ้าของร้านขายวัสดุการก่อสร้าง

"เตียวเมี่ยงไถ่"

เมื่อทางบ้านเมืองมีความจำเป็นที่จะต้องนำครูบาศรีวิชัยไปสู่เชียงใหม่โดยด่วน จึงได้ใช้บริการรถมอร์เตอร์คาร์ของเจ๊กโหงว ไปรับครูบาศรีวิชัยที่ลำพูน ซึ่งเจ็กโหงวก็ยินดี แต่ทางราชการต้องเช่าในราคา ๒๐ รูปี หรือเทียบเงินไทยเวลานั้นเท่ากับ ๑๖ บาท  สมัยนั้นในนครเชียงใหม่ใช้เงินรูปีแพร่หลายมาจากพม่า ซึ่งความจริงแล้วเงินรูปีเป็นสกุลเงินของอินเดีย แต่ทว่าเมื่ออังกฤษได้ปกครองอินเดีย อังกฤษก็นำเงินรูปีของอินเดียมาใช้ในพม่าด้วย และเงินรูปีจึงได้แพร่มาสู่เชียงใหม่ของไทยเรา

เมื่อปี พ.ศ. ๒๔๖๒ นั้น เงิน ๑ แถบ หรือ ๑ รูปี มีค่า ๘๐ สตางค์ ฉะนั้น เจ็กโหงวจึงให้เช่ารถมอร์เตอร์คาร์ไปกลับเชียงใหม่ ลำพูนคิดเป็นเงิน ๑๖ บาท ซึ่งนับว่าเป็นค่าเช่าจำนวนไม่น้อยเลยสมัยนั้น ทางราชการยินดีจ่าย เพราะเป็นวิธีเดียวที่จะนำครูบาศรีวิชัยมาให้พ้นจากเมืองลำพูนโดยเร็ว

เจ็กโหงว เถ้าแก่ห้างเตียวเมี่ยงไถ่ผู้นี้ ต่อมากลายเป็นสานุศิษย์สำคัญของครูบาศรีวิชัยอีกผู้หนึ่ง ที่สละเงินสละกำลังกายช่วยครูบาศรีวิชัย ในการสร้างสาธารณประโยชน์ต่างๆ ร่วมกับครูบาศรีวิชัย เช่น การสร้างถนนขึ้นดอยสุเทพฯ เป็นต้น เจ็กโหงว ก็มีบทบาทไม่น้อย

๒๖. ชุลมุน

สายวันนั้น

ชาวเมืองลำพูนนับจำนวนพัน และภิกษุสามเณร ตลอดจนสานุศิษย์ของครูบาศรีวิชัย รวมทั้งชาวป่าชาวเขาจำนวนมากด้วยนั้น พากันตื่นเต้นที่ได้เห็นรถมอร์เตอร์คาร์มาถึงวัดพระธาตุหริภุญชัย เพราะเกือบทุกคน ตั้งแต่เกิดมาเพิ่งจะเคยเห็นรถยนต์เป็นครั้งแรก

ทันทีที่สานุศิษย์ทั้งหลาย ได้ทราบข่าวว่า มอร์เตอร์คาร์คันนี้ อุปราชมณฑลพายัพส่งมารับครูบาศรีวิชัย เพื่อนำท่านไปสอบสวนที่นครเชียงใหม่นั้น ความอลเวงก็เกิดขึ้นที่วัดพระธาตุหริภุญชัยอีกครั้งหนึ่ง  แรกทีเดียวสานุศิษย์ทุกคนต่างส่งเสียงคัดค้านกันอึ่งมี่ ไม่ยอมให้นำครูบาศรีวิชัยไปเชียงใหม่ เพราะไม่รู้ว่าท่านจะเป็นอย่างไรบ้าง เหตุชุลมุนนี้ ทำท่าจะลุกลามไปกันใหญ่โต ร่ำๆ จะเกิดใช้กำลังกันขึ้น แต่ครูบาศรีวิชัยได้ขอร้องให้สานุศิษย์ทุกคน ตั้งอยู่ในความสงบ ท่านเชื่อว่าตัวของท่านเองบริสุทธิ์ ฉะนั้นขออย่าให้ได้เป็นห่วงเลย

ภิกษุสามเณร และสานุศิษย์ของครูบาศรีวิชัยทุกคน ต่างจะขอร่วมเดินทางไปด้วย ถึงแม้ว่าครูบาศรีวิชัยจะนั่งรถมอร์เตอร์คาร์ไปก็ตาม ภิกษุสามเณร และสานุศิษย์ทุกคนก็พร้อมที่จะเดินด้วยเท้าเข้าสู่นครเชียงใหม่ แต่แล้วก็ไม่สามารถจะทำได้เช่นนั้นได้  เพราะอุปราชมณฑลพายัพได้คาดการณ์ล่วงหน้าแล้วว่าจะต้องเป็นในรูปนี้  จึงมีคำสั่งกำกับว่า ห้ามมิให้ภิกษุสามเณร หรือศิษย์ยาสานุศิษย์ของครูบาศรีวิชัยติดตามไปสู่นครเชียงใหม่เป็นอันขาด ให้ทุกคนรอฟังผลการสอบสวนอยู่ที่ลำพูน ภิกษุสามเณร และสานุศิษย์ครูบาศรีวิชัยไม่ยอม

ในที่สุด มีการรอมชอมกันขึ้น โดยคณะกรรมการที่มากับครูบาศรีวิชัยยินดีให้พระภิกษุ ๔ รูป ร่วมเดินทางไปกับครูบาศรีวิชัยด้วย โดยนั่งรถคันเดียวกันกับครูบาศรีวิชัย ทั้งนี้เพื่อเป็นตัวแทนของสานุศิษย์ทั้งปวง ในที่สุด ก็ตกลงกันได้  เหตุชุลมุนต่างๆ ที่วัดพระธาตุหริภุญชัยก็สงบลง

แล้วนาทีที่สำคัญก็มาถึง

เมื่อครูบาศรีวิชัยกล่าวอำลาสามเณร และสานุศิษย์จำนวนนับพันที่ชุมนุมกันอยู่ ณ หน้าวัดพระธาตุหริภุญชัย ท่านขอร้องให้อยู่กันอย่างสงบ และแนะนำว่าควรจะกลับไปบ้านปาง หรือถิ่นฐานของแต่ละคน เพื่อทำมาหากินกันต่อไปเช่นเดิม ส่วนสานุศิษย์และสามเณรให้เลือกเอาเองว่า จะกลับไปจำวัดที่บ้านปาง หรือจะไปแสวงหาวัดที่จะพำนักแห่งใดก็ได้ แม้กระทั่ง ภิกษุสามเณรรูปใดจะละสมณเพศท่านก็ไม่ว่า

ครูบาศรีวิชัย และภิกษุอีก ๔ รูป ก้าวขึ้นนั่งบนมอร์เตอร์คาร์ท่ามกลางสายตาของภิกษุสามเณร และผู้คนจำนวนนับพัน ซึ่งบัดนี้  ต่างยืนนิ่งเงียบด้วยบรรยากาศที่วังเวงไปทั่วพื้นที่นั้น ในขณะนั้นได้เพียงแต่เสียงระเบิดของเครื่องยนต์มอร์เตอร์คาร์ของเจ็กโหงวที่รออยู่นานแล้ว เครื่องยนต์เริ่มทำงาน และนาทีต่อมาเสียงอื้ออึงฟังไม่ได้ศัพท์ก็เกิดขึ้นอีกครั้งหนึ่ง ที่มีทั้งคำอวยชัยให้พร และเสียงแห่งความอาลัย รวมแม้กระทั่งเสียงร้องไห้

ครูบาศรีวิชัยมิได้หันกลับไปมองภาพนั้นอีกเลย จนกระทั่งรถมอร์เตอร์คาร์วิ่งไปไกลจนไม่ได้ยินเสียงเหล่านั้นอีก  ท่านนั่งเงียบสงบเหมือนตกอยู่ในภวังค์ มุ่งหน้าสู่นครเชียงใหม่

วันที่ ๑๐ กุมภาพันธ์ ๒๔๖๒

วันนี้เป็นวันแรก และครั้งแรกที่ครูบาศรีวิชัยได้ออกพ้นเขตเมืองลำพูนในชีวิตท่าน เหตุการณ์ข้างหน้านั้น ยังไม่มีใครสามารถจะล่วงรู้ได้ว่าจะเกิดอะไรขึ้นกับตัวครูบาศรีวิชัย

๒๗ เวียงพิงค์ คึกคัก

ศาลาบาตรที่ท่านถูกกักตัว อยู่บริเวณหลังวิหารนี้

บ่ายวันเดียวกันนั้นเอง

ครูบาศรีวิชัยก็ถึงนครเชียงใหม่  ชาวเมืองเวียงพิงค์ที่ทราบกิตติศัพท์ของท่าน พอรู้ว่าครูบาศรีวิชัยมาถึงแล้ว ต่างก็พากันออกมายืนสองฝากถนน ที่มอร์เตอร์คาร์ของเจ็กโหงวผ่านไป ต่างก้มกราบทำความเคารพเป็นแถวยาว บ้างก็เดินตามรถที่ครูบาศรีวิชัยนั่งมา

ทั้งนครเชียงใหม่ต่างก็ตื่นเต้นกับการมาถึงของนักบุญผู้ยิ่งใหญ่แห่งบ้านปาง อำเภอลี้ จังหวัดลำพูนรูปนี้  ที่เคยได้ยินแต่ชื่อเสียงล่ำลือมานาน เพิ่งจะเห็นตัวจริงของท่านวันนี้เอง ฉะนั้นจึงไม่ใช่เรื่องประหลาดอันใด ที่นครเชียงใหม่ในบ่ายวันนั้น จะจอแจคึกคักไปด้วยผู้คนมากหน้าหลายตา ที่รวมตัวกันขึ้นเรื่อยๆ ติดตามรถของเจ็กโหงวที่ครูบาศรีวิชัยนั่งมา

ในที่สุดมอร์เตอร์คาร์ก็นำครูบาศรีวิชัยมาถึงวัดเชตวัน ถนนท่าแพ อันเป็นที่สถิตย์ของเจ้าคณะเมืองเชียงใหม่ ฝูงชนที่ติดตามมา ก็พากันออแน่นอยู่ที่วัดเชตวัน ซึ่งค่อนข้างแคบไปถนัดตา  ดังนั้นเจ้าคณะเมืองเชียงใหม่ จึงได้ให้นำครูบาศรีวิชัยไปพำนักอยู่ที่วัดศรีดอนไชย หรือที่คนเชียงใหม่สมัยนั้นเรียกว่า วัดป่ากล้วย อันตั้งอยู่ที่ตำบลช้างคลาน (ริมถนนช้างคลานในตัวเมืองเชียงใหม่)  ซึ่งรองเจ้าคณะเมืองเป็นเจ้าอาวาสอยู่ ณ วัดนี้

ภาพตัวอย่าง ศาลาบาตร

ของวัดแห่งหนึ่งทางภาคเหนือ

สมัยนั้น  พระครูสุคันธศีลเป็นรองเจ้าคณะเมืองเชียงใหม่ ซึ่งเชื่อแน่ว่าท่านคงจะรู้เรื่องราวที่เล่าลือกันมา เกี่ยวกับครูบาศรีวิชัยในด้านที่ไม่เป็นมงคล หรือความจริง ท่านก็คงไม่เต็มใจที่จะรับครูบาศรีวิชัยไว้ที่วัดนี้ แต่เป็นคำสั่งของเจ้าคณะเมือง ซึ่งท่านไม่อาจจะขัดได้ ครูบาศรีวิชัยจึงถูกคุมตัวอยู่ ณ วัดศรีดอนไชยด้วยความลำบากอย่างยิ่ง

นั่นคือ ท่านถูกกักขังคุมตัวอยู่ที่ศาลาบาตร วัดศรีดอนไชย อันเป็นที่คับแคบ สกปรก และอับชื้น ท่านอยู่ที่ศาลาบาตรแต่เพียงลำพังรูปเดียว เพราะภิกษุที่ติดตามมาจากเมืองลำพูน ๔ รูปนั้น เมื่อมาถึงเชียงใหม่ ก็ถูกห้ามไม่ให้อยู่กับครูบาศรีวิชัย

น่าสงสาร  ครูบาศรีวิชัยยิ่งนัก เพราะศาลาบาตรที่ได้ถูกจัดให้เป็นที่จำวัด ระหว่างรอการสอบสวนพิจารณาโทษตามข้อกล่าวหานั้น ไม่มีเครื่องใช้ไม้สอยที่จำเป็นสำหรับพระภิกษุแม้แต่ชิ้นเดียว แม้แต่ เสื่อ, หมอน, คนโทน้ำ  พื้นของศาลาบาตรก็เป็นดินเหนียวอัดแน่น ที่ท่านจำเป็นต้องนอนอยู่ในวันนี้ ก็ลองคิดดูเถิด

๒๘ ยอมไม่ยอม

ขอย้อนกล่าวถึงเหตุการณ์ที่ลำพูน หลังจากที่ครูบาศรีวิชัยถูกนำขึ้นมอร์เตอร์คาร์ไปสู่นครเชียงใหม่แล้วนั้น  เจ้าคณะตำบลคือ พระครูญาณมงคล ร่วมด้วยพระปลัดซ้าย-ขวา และพระครูองค์ต่างๆ ในเมืองลำพูน พร้อมกับข้าหลวงประจำเมือง, นายอำเภอ ได้ร่วมกันประชุมภิกษุสามเณร และสานุศิษย์ของครูบาศรีวิชัย ชี้แจงให้พระภิกษุสามเณรอันเป็นสานุศิษย์ของครูบาศรีวิชัยทราบว่า จำเป็นที่จะต้องปฏิบัติตามพระราชบัญญัติลักษณะปกครองคณะสงฆ์ ร.ศ. ๑๒๑ ที่เพิ่งออกใช้ใหม่ให้ถูกต้อง โดยให้ภิกษุสามเณรรูปใดที่ยินยอมปฏิบัติตาม ลงชื่อเป็นหลักฐานไว้ ณ เจ้าคณะเมือง แต่ถ้าหากว่าภิกษุสามเณรรูปใด ไม่ยินยอมปฏิบัติตาม ก็จำเป็นต้องให้ลาสิกขาเสีย

นับเป็นคำขาด ที่สร้างความระส่ำระสาย ให้เกิดขึ้นแก่ภิกษุสามเณร ที่เคารพศรัทธาครูบาศรีวิชัย เพราะภิกษุสามเณรทุกรูปที่เคยอยู่ ณ วัดบ้านปาง ล้วนแต่เคารพเชื่อฟังครูบาศรีวิชัยเพียงรูปเดียวเท่านั้น แต่ บัดนี้เมื่อขาดครูบาศรีวิชัยเสียแล้ว ความคิดเห็นก็แตกแยกกันออกไปเป็นสองฝ่าย ฝ่ายหนึ่งยินดีจะลงชื่อปฏิบัติตาม พระราชบัญญัติลักษณะปกครองสงฆ์ ร.ศ. ๑๒๑ แต่อีกฝ่ายหนึ่งไม่ยินยอม  ฝ่ายที่ยินดีลงนามนั้นอ้างว่า มิใช่เป็นการเลิกเคารพเชื่อมั่นในครูบาศรีวิชัยแต่อย่างไร แต่ที่ยอมก็เพื่อรักษาสมณเพศต่อไป และสามารถกลับสู่วัดบ้านปาง ประพฤติปฏิบัติธรรมสืบต่อไปเหมือนเช่นที่ครูบาศรีวิชัยอบรมสั่งสอนไว้ จะได้เป็นประโยชน์ ดีกว่าดื้อดึงต่อคำสั่งอันเสมือนหนึ่งไปขวางเรือเมื่อยามน้ำเชี่ยว รังแต่จะเกิดภัยเสียเปล่าๆ หาประโยชน์มิได้

ส่วนภิกษุสามเณรฝ่ายที่ไม่ยินยอมก็อ้างว่า ถ้ายอมไปลงชื่อแล้ว ก็เท่ากับว่า ไม่ซื่อสัตย์ต่อบรมครูบาศรีวิชัย เสมือนหนึ่งเป็นการหนีเอาตัวรอดเมื่อภัยมาถึงอาจารย์ แทนที่จะร่วมกันต่อสู้

แล้วในที่สุด ก็มีภิกษุสามเณรส่วนใหญ่ ยอมลงชื่อรับทราบในการปฏิบัติตามพระราชบัญญัติลักษณะปกครองคณะสงฆ์ฉบับใหม่ แต่ก็มีภิกษุสามเณรอีกส่วนหนึ่ง จำนวนหลายสิบรูป ที่ไม่ยอมลงนาม เพราะยึดมั่นแต่ในครูบาศรีวิชัยเพียงองค์เดียว ซึ่งภิกษุสามเณรฝ่ายหลังนี้ต่างก็ค่อยๆ ทยอยหายไปจากวัดพระธาตุหริภุญชัยในคืนวันนั้นเอง

ไม่มีใครทราบท่านหายไปไหน ส่วนฝ่ายที่ยอมรับ และลงนามก็พากันเดินกลับวัดบ้านปาง เพื่อรอครูบาศรีวิชัยต่อไป

เหตุการณ์อันชุลมุนที่วัดพระธาตุหริภุญชัยเมืองลำพูนจึงสงบลงแต่วันนั้น

๒๙. ขันติ

กลับมาเล่าถึงครูบาศรีวิชัยซึ่งถูกคุมตัวอยู่ ณ วัดศรีดอนไชย เชียงใหม่ต่อไป ทางคณะกรรมการเมืองได้จัดเจ้าหน้าที่ ๒ คนคือ ขุนประสาน และนายถนอม เป็นคนคอยดูแล และควบคุมครูบาศรีวิชัยให้อยู่ในวัดนี้ด้วยความสงบ และไม่ให้หนีหายไปไหน ปรากฏว่าทั้งขุนประสาน และนายถนอมนั้น มิได้เอาใจใส่ดูแลครูบาศรีวิชัยตามสมควรแก่การที่ท่านเป็นพระภิกษุห่มเหลืองเลย  คงปล่อยให้ท่านอยู่ตามยถากรรมในศาลาบาตร ที่ไร้เครื่องจำเป็นทุกชิ้น จนกระทั่งชาวบ้านข้างวัดศรีดอนไชยคนหนึ่งทนดูต่อไปไม่ไหว ไปหาเสื่อ หมอน น้ำต้ม และกระโถนดินอันล้วนแต่เป็นของเก่าคร่ำคร่าไปถวายครูบาศรีวิชัย

เจ้าสุริยวงศ์สิโรรส เขียนเล่าเหตุการณ์ตอนนี้ไว้ ในหนังสือประวัติครูบาศรีวิชัย ซึ่งพิมพ์เผยแพร่เป็นอักษรพื้นเมืองเชียงใหม่เมื่อปี พ.ศ. ๒๔๗๒ มีใจความตอนหนึ่งว่า

" ท่านพระศรีวิชัยเจ้าภิกษุตนนั้น มีวิริยะขันติ กระทำเพียรเมตตาภาวนาบ่ได้หยุดหย่อน ยังทานศีลบารมี ในการนั้น ปุถุชนทั้งหลาย ซึ่งเป็นชาวชนบทนิคมทั้งหลาย ทุกชาติทุกภาษา เป็นต้นว่า ก้อ ยาง ข่า ขมุ มูเซอร์ ที่บ่เคยเชื่อถือมิจฉาทิษฐิก็ดี คนโยยาสามาน เสพสุรายาเมา บ่เข้าวัด บ่รู้จักศีลจักธรรมสักเตื้อ ก็กลับมีใจศรัทธาหลั่งน้อม ยินดีนับถือเจ้าภิกษุตนนั้น พากันอุปัฏฐากไหว้นบครบย่ำ เป็นที่นับถือภิกษุตนนั้นทุกชาติทุกภาษาก็มีนี้นั่นแลฯ "

ครูบาศรีวิชัยท่านไม่เคยโกรธ หรืออาฆาตแค้นผู้ใด แม้ว่าท่านจะต้องทนทุกข์ยากในการดำรงชีวิตอยู่ ณ ศาลาบาตรของวัดศรีดอนไชย หรือวัดป่ากล้วยแห่งนี้ก็ตาม ท่านคงประพฤติปฏิบัติธรรมของท่าน เป็นปกติธรรมดา

น้ำใจชาวเวียง

หลวงอนุสารสุนทร (สุ่นฮี้ แซ่ฉั่ว)

ซึ่งแน่ล่ะ ท่านยิ่งถูกกักขังคุมตัวอยู่ที่วัดศรีดอนไชยนานเท่าไร กิติศัพท์ของท่านก็ยิ่งเป็นที่เล่าลือของชาวนครพิงค์ ลูกพ่อขุนเม็งราย ซึ่งปกติชาวนครเชียงใหม่ เป็นผู้ที่มีจิตใจโอบอ้อมอารี ใจบุญสุนทานยิ่งนัก เมื่อได้ทราบข่าวว่า ครูบาศรีวิชัยถูกกักขังคุมตัวอยู่ที่วัดป่ากล้วย ด้วยความลำบากทรมาน สายธารแห่งน้ำใจของชาวเวียงพิงค์ ก็เริ่มหลั่งไหลมาสู่ครูบาศรีวิชัย จนกระทั่งเหตุการณ์เป็นดังที่ เจ้าสุริยวงศ์สิโรรสรจนาไว้ ดังนำมาอ้างข้างต้น

จุดเริ่มต้นที่ชาวคนเมืองเชียงใหม่ รวมทั้งชาวป่าชาวเขาจะมาสู่วัดศรีดอนไชย ที่ครูบาศรีวิชัยถูกกักขังคุมตัวอยู่นี้ เริ่มจากคหบดีชื่อดังของนครเชียงใหม่สองคน ที่ทนดูครูบาศรีวิชัยได้รับการปฏิบัติเยี่ยงนักโทษเช่นนี้มิได้

คหบดีทั้งสองท่านนี้ก็คือ หลวงอนุสารสุนทร และ พญาคำ แห่งบ้านประตูท่าแพ ทั้งสองท่านนี้ได้จุดชนวนขึ้นในหัวใจของคนเมืองเชียงใหม่ ที่ต่อมาพากันหลั่งไหลไปหาครูบาศรีวิชัยที่วัดป่ากล้วย จนกระทั่งเจ้าอาวาสวัดศรีดอนไชย ต้องไปขอกำลังเจ้าหน้าที่มากันคลื่นประชาชน

เมื่อกันคลื่นประชาชนผู้ศรัทธาครูบาศรีวิชัยไม่ไหว ก็ต้องถึงกับขู่ว่าจะจดชื่ออุบาสก อุบาสิกาทุกคนที่มาหาครูบาศรีวิชัย เพื่อนำไปฟ้องกล่าวโทษกับเจ้าคณะเมือง และอุปราชมณฑลพายัพ

๓๐. หลวงอนุสารสุนทร

หลวงอนุสารสุนทร อันเป็นพ่อค้าผู้มีจิตใจดี โอบอ้อมอารี ทำบุญทำทานอยู่เป็นนิจมิได้ขาดนับตั้งแต่มาประกอบอาชีพในเมืองเชียงใหม่นานปี ตั้งแต่แรกเริ่ม ซึ่งมีนามว่า นายซุ่นฮี้ ซังยงเส็ง จนกระทั่งได้รับพระราชทานบรรดาศักดิ์เป็น หลวงอนุสารสุนทร ประกาศเกียรติแห่งวงศ์สกุล

สมัยนั้นหลวงอนุสารฯ ได้ตั้งห้างชื่ออนุสาร อยู่ตรงใกล้ สี่แยกวิชยานนท์ เหนือวัดอุปคุตขึ้นไปนิดหนึ่ง ซึ่งอยู่ไม่ห่างไกลจากวัดศรีดอนไชย หรือวัดป่ากล้วยที่ตำบลช้างคลานมากนัก หลวงอนุสารฯ นั้น แรกทีเดียวท่านเคยได้ยินแต่ชื่อเสียงเกียรติคุณของครูบาศรีวิชัย ซึ่งมีผู้เล่าลือไปกันต่างๆ นานา ทั้งดีและร้ายตามแต่ปากคน

ดังนั้น เมื่อครูบาศรีวิชัยถูกนำตัวมากักขังอยู่ที่วัดป่ากล้วย วันหนึ่งหลวงอนุสารฯ ได้ไปเยี่ยมครูบาศรีวิชัย ตามประสาของคนใจบุญ แล้วคุณหลวงก็ได้พบว่า ครูบาศรีวิชัยนั้นท่านเป็นพระภิกษุที่เคร่งครัดต่อพระธรรมวินัยเป็นอย่างยิ่ง สมถะถือสันโดษ และไม่มีจิตใจมุ่งร้ายหรืออาฆาตผู้ใด แม้ว่าจะได้รับการกระทำอันไม่สมควรก็ตามที

สิ่งนี้ก่อให้เกิดความศรัทธาขึ้นในหัวใจของคุณหลวง แล้วก็สุดที่จะทนดูพระภิกษุรูปหนึ่ง ต้องทนทุกข์ทรมานอยู่เช่นนี้ต่อไปไม่ได้ หลวงอนุสารฯ ถือว่าการทำบุญเป็นเรื่องของจิตใจ ใครจะทำบุญกับพระภิกษุรูปใดก็ย่อมได้ ไม่มีกำหนดกฎเกณฑ์ หรือข้อห้ามแต่ประการใด  แม้ว่าครูบาศรีวิชัยจะถูกกักขังคุมตัวอยู่ในฐานะที่ถูกกล่าวโทษก็ตาม แต่ก็ย่อมห้ามอุบาสกอุบาสิกาที่ปรารถนาจะทำบุญกับท่านไม่ได้ เมื่อคิดเช่นนี้แล้ว หลวงอนุสารฯ ก็ไปปรึกษากับเพื่อนสนิทคือ พญาคำ อันตั้งบ้านเรือนอยู่ที่ ประตูท่าแพ ในเวียงเชียงใหม่นั่นเอง

แล้วสองสหายสนิทก็เห็นพ้องกันว่า ควรจะช่วยเหลือครูบาศรีวิชัยตามสมควรแก่กรณี หลวงอนุสารสุนทร และพญาคำ จึงเป็นสองคนแรกที่ได้ช่วยครูบาศรีวิชัยอย่างออกหน้าออกตา

แรกเลยทีเดียวได้นำช่างไม้ไปจัดการปรับปรุงศาลาบาตรที่จำวัดของครูบาศรีวิชัย ให้สามารถกันแดดกันฝนได้ ทำเสนาสนะต่างๆ ที่จำเป็น ตลอดจนอัฐบริขารอันสมควร ไปถวายครูบาศรีวิชัย พร้อมกับถวายภัตตาหารเป็นประจำทุกวัน ซึ่งก็ไม่ใช่เรื่องยุ่งยากอะไร เพราะครูบาศรีวิชัยนั้นท่านฉันแต่อาหารผักเพียงวันละมื้อ ไม่แตะต้องเนื้อสัตว์ทุกชนิด ไม่อมเมี่ยง หรือสูบบุหรี่

เมื่อหลวงอนุสารสุนทร และพญาคำ ซึ่งเป็นผู้หลักผู้ใหญ่ที่ทุกคนเชียงใหม่นับถือ เป็นผู้เริ่มต้นอุปัฏฐากครูบาศรีวิชัยเช่นนั้น จึงเป็นการเรียกร้องดึงดูดใจให้คนเมืองเชียงใหม่ทั่วไปมาร่วมทำบุญกับครูบาศรีวิชัยเพิ่มมากขึ้นทันตาเห็น จากวันละยี่สิบคน จำนวนผู้คนที่มาทำบุญ และพบปะกับครูบาศรีวิชัยเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ อย่างน่าแปลก จนกระทั่งกลายเป็นวันละร้อยคน วัดศรีดอนไชย หรือวัดป่ากล้วยที่เคยเงียบสงบ ก็พลุกพล่านเต็มไปด้วยคนแน่นล้นศาลาบาตร ที่ครูบาศรีวิชัยพำนักอยู่ ล้นมาถึงบริเวณลานวัด

แม้แต่คนที่ไม่เคยเข้าวัดก็สู้อุตส่าห์ไปหาครูบาศรีวิชัย ชาวป่าชาวเขาที่รู้ข่าว ต่างก็มุ่งหน้ามาหาครูบาศรีวิชัยไม่ว่า แม้ว มูเซอร์ ยาง ขมุ หรืออีก้อ ก็ตาม

๓๑. ห้ามกันไม่ได้

พระครูสุคันธศีล รองเจ้าคณะเชียงใหม่ เจ้าอาวาสวัดศรีดอนไชย เต็มไปด้วยความกลัดกลุ้มไม่รู้จะแก้ไขเหตุการณ์อย่างไร ท่านเกรงว่าบรรดา ผู้ที่มาหาสู่ครูบาศรีวิชัย จะแย่งชิงตัวท่านไปจากวัดศรีดอนไชย ซึ่งถ้าเป็นเช่นนั้นจริงแล้ว ความผิดก็จะตกอยู่กับท่าน  เมื่อท่านไม่สามารถห้ามปรามศรัทธาของอุบาสกอุบาสิกาที่พากันมาหาครูบาศรีวิชัยได้ จึงได้นำความไปปรึกษาเจ้าหน้าที่บ้านเมือง ผลปรากฏว่า ทางอำเภอได้ส่งเสมียนมาคนหนึ่ง ให้ห้ามปรามชาวบ้านที่จะมาหาครูบาศรีวิชัย แต่ก็ไม่สามารถกันผู้คนที่ศรัทธาในครูบาศรีวิชัย

จนกระทั่งในที่สุด แม้ว่าจะขู่ว่า ใครไปหาครูบาศรีวิชัยจะถูกจดชื่อกันทั้งหมด เพื่อหาทางลงโทษ ก็ไม่มีใครกลัว  คนหลั่งไหลไปหาครูบาศรีวิชัยเพิ่มมากขึ้น ศรัทธาของคนนั้นเป็นสิ่งที่ห้ามกันไม่ได้ วัดศรีดอนไชยเนืองแน่นอยู่เช่นนั้นตลอดเวลา ครูบาศรีวิชัยนั้นท่านยังคงเป็นครูบาองค์เดิมที่ไม่เคยแสดงตัวเองเป็นผู้วิเศษ ใครไปมาหาสู่ท่าน ท่านก็ต้อนรับตามอัตตภาพอันสมควร ใครขอให้ท่านเทศนาแสดงธรรม ท่านก็เทศน์ให้ฟัง และตัวท่านเองยังคงยึดมั่นในการประพฤติปฏิบัติธรรม เหมือนอย่างเช่นสมัยที่อยู่วัดบ้านปางทุกประการ

พระครูบุญรักษ์ ปริสุทะโธ

เจ้าอาวาส วัดศรีดอนไชย ( เวลานั้น )

ครูบาศรีวิชัย ถูกกักตัวอยู่ที่วัดศรีดอนไชย จนกระทั่งเวลาล่วงเลยเป็นเดือนๆ ก็ยังไม่มีการสอบสวนพิจารณาโทษ ตามข้อกล่าวหา ท่านก็ไม่ทุกข์ร้อนอะไร คงอยู่ของท่านในศาลาบาตรเรื่อยมา

เสียงประชาชนชาวเชียงใหม่ที่ศรัทธาในครูบาศรีวิชัยเริ่มพูดกันทั่วไปว่า ครูบาศรีวิชัยถูกกลั่นแกล้ง ทั้งที่ท่านไม่มีความผิดอันใด เพราะนำท่านมากักขังอยู่ที่เชียงใหม่เป็นเดือนแล้ว ก็ไม่มีการสอบให้คืบหน้าออกมา

ในที่สุด เจ้าคณะเมืองเชียงใหม่ ซึ่งต้องพลอยฟ้าพลอยฝนไปกับเรื่องนี้ด้วย ก็เลยนำเรื่องไปปรึกษาเจ้าคณะมณฑลพายัพ ตลอดจนข้าราชการและอุปราชมณฑลพายัพว่า จะจัดการเรื่องครูบาศรีวิชัยอย่างไรดี เพราะถ้าปล่อยเรื่องไว้เรื่อยไปเช่นนี้ ก็มีแต่ทางเสื่อมแก่เจ้าคณะเมือง เจ้าคณะมณฑลเป็นแน่แท้

ผลการประชุมปรึกษาหารือกันนั้น ที่ประชุมมีมติว่า สมควรจะส่งครูบาศรีวิชัยไปรับการไต่สวนพิจารณาความผิด จากสมเด็จพระสังฆราช ณ กรุงเทพมหานครโดยตรงจะดีกว่าที่จะพิจารณากันเองที่นครเชียงใหม่

พูดง่ายๆ ก็คือ ต้องการขับไล่ส่งครูบาศรีวิชัยให้พ้นจากการรับผิดชอบนั่นเอง

๓๒. แปดข้อกล่าวหา

เมื่อจะส่งครูบาศรีวิชัยไปรับการไต่สวนพิจารณาความผิดในกรุงเทพฯ  ก็จะต้องมีการตั้งข้อหากันขึ้น เพื่อให้สมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาวชิรญาณวโรรส องค์สมเด็จพระสังฆราชพิจารณาความผิดของครูบาศรีวิชัยต่อไป อธิกรณ์ต่างๆ ที่ครูบาศรีวิชัยถูกกล่าวหาว่ามีความผิดมีอยู่ด้วยกัน ๘ ข้อ  ซึ่งล้วนแต่รวบรวมเรื่องเก่าๆ ที่ครูบาศรีวิชัยถูกสอบสวนมาแล้วจากเจ้าคณะเมืองลำพูนเป็นส่วนใหญ่  ข้อที่คณะสงฆ์ให้สอบสวนครูบาศรีวิชัย ในอธิกรณ์ต่างๆ คือ

 ๑.    ครูบาศรีวิชัยตั้งตัวเป็นอุปัชฌาย์ ทำการบวช และอุปสมบทสามเณร และพระภิกษุเป็นจำนวนมากโดยไม่มีใบอนุญาต ถือว่าเป็นอุปัชฌาย์เถื่อน ไม่ถูกต้องตามพระราชบัญญัติลักษณะปกครองสงฆ์ ร.ศ. ๑๒๑

 ๒.    ครูบาศรีวิชัย ไม่ยอมอยู่ในบังคับบัญชาของเจ้าคณะแขวงลี้ อันเป็นท้องที่ที่วัดบ้านปางตั้งอยู่

 ๓.    เจ้าหน้าที่ฝ่ายบ้านเมืองอำเภอลี้ ร่วมกับเจ้าคณะแขวงลี้เรียกประชุมเจ้าอธิการวัดต่างๆ เพื่อชี้แจงเรื่องพระราชบัญญัติลักษณะปกครองสงฆ์ ร.ศ. ๑๒๑ ในท้องที่เขตอำเภอลี้ ปรากฏว่าเจ้าอธิการทุกวัดไปร่วมประชุมหมด ยกเว้นครูบาศรีวิชัย วัดบ้านปาง ไม่ยอมไปร่วมประชุม

 ๔.    เมื่อครั้งมีพระราชพิธีบรมราชาภิเษก พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว  เจ้าคณะแขวงลี้ ได้ประกาศให้ทุกวัดตามประทีปโคมไฟ ตีฆ้อง กลอง และจัดงานฉลองสมโภช แต่ครูบาศรีวิชัยไม่ยอมปฏิบัติตาม

 ๕.    เจ้าคณะแขวงลี้คือ พระครูมหารัตนากร ไม่สามารถปกครองบังคับบัญชาวัดต่างๆ ในเขตอำเภอลี้ได้ทั้งหมด เพราะครูบาศรีวิชัยยกตัวเป็นผู้วิเศษ ชักชวนวัดต่างๆ ให้ขัดขืนต่อพระราชบัญญัติ ลักษณะปกครองคณะสงฆ์ ร.ศ. ๑๒๑  ถึงแม้ว่าเจ้าคณะแขวงลี้จะร้องต่อพระครูบาศรีวิชัยแล้วก็ตาม แต่ปรากฏว่าพระศรีวิชัยไม่ยอมเชื่ออีก

 ๖.    เมื่อเจ้าหน้าที่ฝ่ายบ้านเมือง ให้เจ้าคณะแขวงลี้สำรวจจำนวนพระภิกษุสามเณรในวัดต่างๆ ในเขตอำเภอลี้ ทุกวัดจัดทำบัญชีรายละเอียดส่งมาให้ เจ้าคณะแขวงลี้ทั้งหมด  มีแต่วัดบ้านปางของครูบาศรีวิชัยเท่านั้นที่ไม่ยอมปฏิบัติตาม

 ๗.    เจ้าคณะแขวงลี้องค์ใหม่นัดประชุมเจ้าอธิการ วัดต่างๆ ในเขตอำเภอลี้ มีเจ้าอธิการหลายวัดไม่ยอมมาประชุม โดยอ้างว่า เอาตามอย่างครูบาศรีวิชัย

 ๘.    ครูบาศรีวิชัย อ้างตนเองว่าเป็นผู้วิเศษ เป็นเทวดามาเกิด มีดาบทองคำตกลงมาจากฟากฟ้า นำมาบูชาที่แท่นบูชา เดินไปกลางสายฝนโดยตัวไม่เปียก เดินสูงกว่าพื้นดินได้หนึ่งศอก และสามารถเดินบนผิวน้ำได้โดยไม่จม เป็นต้น  เป็นเหตุให้ผู้คนหลงเชื่อเป็นจำนวนมาก

นี่คือ ข้ออธิกรณ์ต่างๆ ที่ครูบาศรีวิชัยถูกกล่าวหา ซึ่งถ้าหากจะพิจารณาดูแล้ว ก็พบว่าล้วนแต่เป็นข้ออธิกรณ์เก่าๆ ที่ครูบาศรีวิชัยเคยถูกสอบสวนมาแล้ว จากเจ้าคณะเมืองลำพูน เป็นส่วนใหญ่ ซึ่งความจริง อธิกรณ์ต่างๆ ข้อที่ ๑ - ๕ นั้น  ครูบาศรีวิชัยก็เคยได้รับการลงโทษ ว่ากล่าวตักเตือน ตลอดจนกักตัวครูบาศรีวิชัยไว้ที่เมืองลำพูนนานถึง ๑ ปี ก่อนจะเกิดอธิกรณ์ในคราวนี้แล้ว  จึงนับว่าพ้นผิดไปเรียบร้อยแล้ว

ส่วนอธิกรณ์ข้อที่ ๖ - ๘ นั้น ครูบาศรีวิชัยก็ได้ถูกลงโทษโดยคำสั่งของพระครูญาณมงคลที่ให้ขับพระศรีวิชัย ออกจากวัดบ้านปาง และเขตจังหวัดลำพูนภายใน ๑๕ วัน

ดังนั้น การตั้งข้ออธิกรณ์ที่จะส่งครูบาศรีวิชัยไปรับการไต่สวนความผิด จากสมเด็จพระสังฆราขที่กรุงเทพฯ จึงล้วนแต่นำเรื่องเก่าขึ้นมาตั้งข้อกล่าวหาใหม่ทั้งสิ้น

๓ เดือน ๑๘ วัน

ครูบาศรีวิชัยถูกกักตัวอยู่ ณ วัดป่ากล้วย หรือวัดศรีดอนไชย นับตั้งแต่วันที่ ๑๐ กุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๔๖๒ จนกระทั่งถึงวันที่ ๑๘ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๔๖๓ อันเป็นเวลาที่ถูกกักขังที่จะนำตัวไปสอบสวนที่กรุงเทพฯ

เพื่อมิให้ไขว้เขว หรือเข้าใจผิด จึงใคร่ขออธิบายความตอนนี้อีกสักนิดว่า ถ้าหากดูตามปีพุทธศักราชแล้ว คล้ายกับว่า ครูบาศรีวิชัย ถูกกักตัวอยู่ที่วัดศรีดอนไชยเชียงใหม่นานถึง ๑ ปี เพราะเป็นคนละปีกัน ถ้าหากนับศักราชอย่างปัจจุบัน ที่ถือวันที่ ๑ มกราคมเป็นวันขึ้นปีใหม่ ความจริงนั้น เดือนกุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๔๖๒ กับเดือนพฤษภาคม พ.ศ. ๒๔๖๓ นั้นเป็นปีเดียวกัน เพราะ เมื่อสมัยปี พ.ศ. ๒๔๖๒ - ๒๔๖๓  ไทยเรายังนับวันที่ ๑ เมษายน เป็นวันขึ้นปีใหม่  ฉะนั้น เดือนกุมภาพันธ์ในปี พ.ศ. ๒๔๖๒ กับเดือนพฤษภาคม ๒๔๖๓ สมัยนั้น จึงเป็นปีเดียวกัน ดังกล่าว

ไทยเราเพิ่งมาเปลี่ยนวันขึ้นปีใหม่จากวันที่ ๑ เมษายน มาเป็นวันที่ ๑ มกราคม เมื่อปี พ.ศ. ๒๔๘๔ นี่เอง

๓๓ ไปวังตอง

สะพานข้ามแม่น้ำแม่ปิง

ก่อนสร้างสะพานนวรัฐ

๑๘ พฤษภาคม ๒๔๖๓ คือวันที่ครูบาศรีวิชัย ถูกส่งตัวไปรับการไต่สวนความผิดที่กรุงเทพฯ วันนั้น ทางฝ่ายบ้านเมืองจัดเตรียมกำลังกันอย่างหนาแน่น เพราะเกรงว่าจะมีผู้แย่งชิงตัวครูบาศรีวิชัย ในระหว่างการเดินทางไกลครั้งนี้ ทั้งนี้ พลโทหม่อมเจ้าบวรเดช อุปราชมณฑลพายัพ ได้มอบให้หลวงประสานคดีชน เป็นผู้นำครูบาศรีวิชัยไปกรุงเทพฯ โดยมีกำลังเจ้าหน้าที่ส่วนหนึ่งติดตามคุ้มกันไปด้วย

การเดินทางจากเชียงใหม่ไปกรุงเทพฯ ในสมันนั้นค่อนข้างลำบาก เพราะทางรถไฟยังสร้างไม่ถึงเชียงใหม่ ไปถึงแค่ สถานีวังตอง หรือ สเตชั่นวังตอง ตามที่เรียกกันในสมัยนั้น ที่อยู่ใต้เมืองลำพูนลงไป ดังนั้นครูบาศรีวิชัยจะต้องเดินทางจากเชียงใหม่ไปขึ้นรถที่สถานีวังตอง ลำพูน

วันที่ท่านออกจากวัดศรีดอนไชยนั้น ประชาชนจำนวนมากมาคอยส่งท่านสองฟากถนนท่าแพ  ที่ท่านต้องเดินผ่านข้ามสะพานแม่น้ำแม่ปิง หรือสะพานนวรัฐในปัจจุบัน แต่ในสมัยรั้นยังเป็นเพียงสะพานไม้ สำหรับเดินข้ามไปมา รถยนต์แล่นข้ามไปไม่ได้ ครูบาศรีวิชัย มีอาการเป็นปกติ ท่านเดินของท่านไปเรื่อยๆ หลวงประสานคดีชน และตำรวจจำนวนหนึ่งเดินตามมาอย่างใกล้ชิด ราวกับว่าท่านเป็นผู้ร้ายคดีอุกฉกรรจ์ ทั้งๆ ที่ท่านเป็นพระภิกษุรูปหนึ่งเท่านั้น  มันเป็นภาพที่ผู้เฒ่าผู้แก่ชาวเชียงใหม่ ยังจดจำได้ติดตาถึงปัจจุบันนี้

เมื่อครูบาศรีวิชัย ข้ามสะพานนวรัฐมาถึงอีกฝั่งหนึ่งของลำน้ำปิง ณ ที่นั้นเอง เจ็กโหงว นำรถยนต์คู่ชีพของแกมารออยู่ก่อนแล้ว คราวนี้ไม่มีใครเช่า เจ็กโหงวนำรถมารอรับอำนวยความสะดวกให้แก่ครูบาศรีวิชัย ด้วยหัวใจศรัทธา และเห็นอกเห็นใจ รับอาสาที่จะนำครูบาศรีวิชัยไปสู่ลำพูนอีกครั้งหนึ่ง

บ่ายวันที่ ๑๘ พฤษภาคม ๒๔๖๓ ครูบาศรีวิชัยก็ถึงจังหวัดลำพูน  ท่ามกลางการต้อนรับของผู้คนจำนวนนับพัน ที่แออัดยัดเยียดกันแน่นขนัดไปหมด สานุศิษย์จำนวนไม่น้อยของครูบาศรีวิชัยที่เมืองลำพูน ต่างล้อมหน้าล้อมหลังพร้อมด้วยพระภิกษุสามเณรหลายรูป ที่ได้หายไปจากวัดพระธาตุหริภุญชัย ตั้งแต่เมื่อ ๓ เดือนก่อนโน้น ก็กลับมาพร้อมหน้าพร้อมตา ทุกคนมั่นใจว่าครูบาศรีวิชัยจะต้องกลับมาสู่เมืองลำพูนอีก หลังจากการไต่สวนพิจารณาข้อกล่าวหาในกรุงเทพฯ

คืนวันนั้นครูบาศรีวิชัยจำวัตรอยู่ ณ เมืองลำพูนเพื่อรอเวลาไปขึ้นรถไฟในวันรุ่งขึ้น คนในขบวนรถไฟที่ขึ้น ณ สถานีวังตอง ในวันรุ่งขึ้น ต่างประหลาดใจที่พระภิกษุรูปหนึ่ง มีผู้คุ้มกันอย่างหนาแน่นพร้อมๆ กับมีผู้ไปส่งท่านที่สถานีมากมาย  จนกระทั่งเวลาที่รถไฟที่ใช้ฝีจักรเข้ากรุงเทพฯ เคลื่อนออกจากสถานีวังตองแล้วก็ตาม ผู้คนจำนวนมากนั้นก็ยังยืนอยู่กับที่ราวกับจะส่งใจติดตามท่านไปด้วย

ครั้งแรกในชีวิต ที่ครูบาศรีวิชัยเดินทางเข้ากรุงเทพฯ แต่อาการท่านเป็นปกติธรรมดา

สมัยนั้น การเดินทางจากเชียงใหม่เข้ากรุงเทพฯ ต้องพักที่เมืองพิษณุโลก แล้ววันที่สามจึงจะถึงกรุงเทพฯ ในตอนเย็น

๓๔ พระบ้านนอกเข้ากรุง

๒๑ พฤษภาคม ๒๔๖๓ คืนวันที่ครูบาศรีวิชัยมาถึงกรุงเทพฯ เมื่อท่านลงจากรถไฟที่สถานีหัวลำโพง  ปรากฏว่าสมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาวชิรญาณวโรรส สมเด็จพระสังฆราชเจ้ามิได้ประทับอยู่กรุงเทพมหานคร แต่ทรงเสด็จไปจังหวัดอยุธยา เนื่องในพระราชพิธีทางศาสนา  แต่พระองค์ก็ทรงมีพระเมตตา สั่งให้นำรถยนต์มารับครูบาศรีวิชัยที่สถานีรถไฟ นำไปพักที่วัดเบญจมบพิตร เพื่อรอเวลาให้คณะกรรมการสอบสวนตามข้อกล่าวหาต่อไป

ในระหว่างที่ครูบาศรีวิชัยพำนักอยู่ที่วัดเบญจมบพิตรหลายวันนี้เอง มีชาวเหนือที่อยู่ในกรุงเทพฯ มาหาท่านจำนวนไม่น้อย ส่วนมากมีภูมิลำเนาอยู่ในเขตลำพูน และเชียงใหม่ ได้ยินกิตติศัพท์ของครูบาศรีวิชัยจากเพื่อนฝูงญาติมิตรมากมาย จึงเกิดศรัทธามาทำบุญถวายสิ่งของแด่ท่าน ครูบาศรีวิชัยได้ประพฤติปฏิบัติตนอย่างเหมาะสมตามธรรมชาติ และวินัยทุกประการ เป็นที่พึ่งแก่ภิกษุที่จำวัดอยู่ ณ วัดเบญจมบพิตร อันเป็นพระอารามหลวงที่สำคัญยิ่งนัก เพราะครูบาศรีวิชัยนั้นท่านเป็นเพียง  "พระบ้านนอก" รูปหนึ่งเท่านั้น

ครั้นต้นเดือนมิถุนายน พ.ศ. ๒๔๖๓ สมเด็จพระสังฆราช ทรงมีประกาศแต่งตั้ง พระสงฆ์ผู้มีสมณศักดิ์เป็นกรรมการไต่สวนครูบาศรีวิชัยรวม ๓ องค์ด้วยกันคือ

๑.  พระวรวงศ์เธอ กรมหมื่นชินวรสิริวัฒน์ สมเด็จเจ้าคณะใหญ่หนกลาง

๒.  พระญาณวราภรณ์

๓.  พระธรรมไตรโลกาจารย์

โดยพระวรวงศ์เธอกรมหมื่นชินวรสิริวัฒน์ สมเด็จเจ้าคณะใหญ่หนกลางเป็นองค์ประธานคณะกรรมการไต่สวนข้อกล่าวหาทั้ง ๘ ข้อ ที่เจ้าคณะมณฑลพายัพ และเจ้าคณะเชียงใหม่ ลำพูน ส่งมากับหลวงประสานคดีชน

การไต่สวนข้ออธิกรณ์ ของครูบาศรีวิชัย ตุ๊เจ้า แห่งสำนักวัดบ้านปาง อำเภอลี้ จังหวัดลำพูน บ้านป่าเมืองชนบท ที่แสนห่างไกลจากนครธรรมนี้ เป็นเรื่องที่เกรียวกราวฉาวโฉ่ในกรุงเทพฯ ไม่น้อยเลยทีเดียว เพราะแม้กระทั่ง หนังสือพิมพ์รายวันที่ขายดีที่สุดในสมัยนั้น คือหนังสือพิมพ์ บางกอกไทม์  ยังได้เสนอข่าวเดินบนผิวน้ำโดยไม่จม เป็นต้น

เป็นเหตุให้มีผู้คนหลงเชื่อ เรื่องครูบาศรีวิชัยที่ลงไว้ในหน้าหนึ่งเป็นจำนวนมาก เรื่องลือลั่นไปทั่วทั้งบางกอกทีเดียว  ข่าวการมากรุงเทพฯ ของครูบาศรีวิชัย เมื่อปี พ.ศ. ๒๔๖๓ นั้น เป็นเรื่องที่ได้รับการเล่าลือกันหมู่ชาวกรุงเทพฯ ไม่น้อย

๓๕ บางกอกไทม์ วันพฤหัสบดีที่ ๑๐ มิถุนายน พ.ศ. ๒๔๖๓

จนกระทั่งหนังสือพิมพ์บางกอกไทม์ อันเป็นหนังสือพิมพ์รายวันที่มีอิทธิพลที่สุดในสมัยนั้นมีทั้งภาษาอังกฤษและภาษาไทย  ได้ส่งผู้สื่อข่าวออกหาข่าวนี้ แล้วก็มีรายงานข่าวเกี่ยวกับครูบาศรีวิชัยในบางกอกไทม์ ฉบับภาษาอังกฤษ เป็นครั้งแรก เมื่อวันที่ ๗ มิถุนายน พ.ศ. ๒๔๖๓ และต่อมาบากอกไทม์ ฉบับภาษาไทย ก็มีรายงานข่าวละเอียดเรื่องครูบาศรีวิชัย ในหนังสือพิมพ์ฉบับวันพฤหัสบดีที่ ๑๐ มิถุนายน พ.ศ. ๒๔๖๓

เพื่อให้การเขียนเรื่องราวของครูบาศรีวิชัย นักบุญแห่งลานนาไทยมีความสมบูรณ์ที่สุด จึงใคร่ขอคัดจากหนังสือพิมพ์บางกอกไทม์ ฉบับดังกล่าวซึ่งมีเก็บรักษาอยู่ ณ หอสมุดแห่งชาติมาเสมอ

“ข่าวจังหวัดเชียงใหม่  ด้วยเดิมมีพระรูปหนึ่งชื่อว่าพระศรีวิชัย อายุได้ ๔๒ ปี เป็นอธิการอยู่ ณ วัดบ้านปาง อำเภอลี้ จังหวัดลำพูน เคร่งในทางวิปัสสนา ฉันผลไม้และผักต้ม กับเกลือ พริกไทยวันละหน ของคาวถือว่าเป็นของมีวิญญาณ ท่านไม่ฉัน ถ้าเป็นวันพระแล้วไม่ฉันเลย

พระองค์นี้มีหิริโอตะปะ ปราศจากโลภะ โมหะเป็นต้น เช่น มีผู้นำเงินทอง เครื่องบริโภคไปทำบุญกับท่านๆ ก็ทำต่อ มิได้เอาไว้ทำประโยชน์ส่วนตัวเลย และมีผู้นิยมนับถือไปทำบุญแก่ท่านมาก  เมื่อประมาณ ๕ ปีมาแล้วนี้ พระองค์นี้บวชนาค ได้ให้กำนันผู้ใหญ่บ้านไปขออนุญาตต่อนายอำเภอๆ บอกให้กำนันผู้ใหญ่บ้าน ไปเตรียมการที่จะบวชนาคไว้ จะได้ทำใบอนุญาตให้ต่อเมื่อภายหลัง แล้วพระองค์นี้ก็จัดการเตรียมไว้เสร็จแล้ว

พอจวนจะเข้าพรรษาถึงเวลาบวช ได้ให้กำนันผู้ใหญ่บ้านไปขอรับใบอนุญาต แต่กรมการอำเภอหาได้ออกใบอนุญาตให้ไม่ พระองค์นี้เห็นว่าการบวชคงไม่ผิดอะไรนัก ทั้งเป็นเวลาจวนเข้าพรรษา จึงเข้าบวชนาคไปโดยลำพัง ทีนี้เจ้าคณะสงฆ์ และกรมการอำเภอหาว่า พระศรีวิชัยบวชนาคไม่ได้รับอนุญาต จึงได้รับเอาตัวพระศรีวิชัยไปกักขังไว้ที่วัดหลวง (วัดพระธาตุหริภุญชัย) ลำพูน ๑ ปี  แล้วไม่ให้เป็นเจ้าอธิการวัดบ้านปาง เพียงแต่ให้อาศัยอยู่ที่วัดบ้านปางตามเดิมเท่านั้น

ครั้นเมื่อต่อมา พ.ศ. ๒๔๖๒ กรมการได้ไปสำรวจที่วัดบ้านปาง ได้บอกกับพระศรีวิชัยๆ ตอบว่า อาตมาไม่ได้เป็นเจ้าอธิการ เมื่อจะสำรวจอย่างไรเอาเองตามชอบใจ  พระและสามเณรในวัดบ้านปางมีความกลัว จึงพากันหลบหนีเข้าป่าไปบ้าง กรมการอำเภอสำรวจไม่ได้ ก็รายงานบอกว่าพระเณรหลบหนีไปด้วยเหตุอันใดไม่แจ้ง ไต่สวนไม่ได้ความ  แล้วคณะสงฆ์ลำพูนมีคำสั่งให้พระศรีวิชัยนำเอาพระเณรที่อยู่ในวัดบ้านปาง ไปที่เจ้าคณะหมวดให้หมดวัด ถ้าไม่มีใครรักษาวัดให้ฝากไว้กับชาวบ้าน ถ้าไม่ไปตามคำสั่งจะลงโทษ

ทีนี้พระศรีวิชัยไม่ได้เป็นเจ้าอธิการ และไม่มีอำนาจที่จะไปบังคับพระเณรให้ไปหาเจ้าคณะได้ และไม่ได้ชี้แจงเหตุผลให้เจ้าคณะทราบ โดยเหตุระยะทางที่จะไปหาเจ้าคณะต้องรอนแรมถึง ๓ คืน ทีนี้เจ้าคณะสงฆ์ลำพูนได้มีคำสั่งไม่ให้พระศรีวิชัยอยู่ในจังหวัดลำพูนต่อไป

แล้วเจ้าผู้ครองนครลำพูน ได้นิมนต์เอาพระศรีวิชัยเข้าไปรับไทยทานในจังหวัดลำพูน พระศรีวิชัยมีโอกาสอันดีจึงจัดข้าวของสำหรับทำบุญ เพื่อที่จะได้เข้าไปทำบุญในวัดหลวงจังหวัดลำพูน และพระเณรอุบาสกอุบาสิกามีใจศรัทธา จึงได้จัดของไทยทาน ตามพระศรีวิชัยเข้าไปทำบุญประมาณ ๖๐๐ คน

ครั้นไปถึงจังหวัดลำพูน พวกข้าราชกาลในจังหวัดลำพูนสงสัยว่าจะเป็นกบฏ และพวกเจ้าคณะสงฆ์หาว่าพระองค์นี้มีความผิด จึงจับตัวพระศรีวิชัยกักขังไว้ที่วัดหลวง จังหวัดลำพูน เมื่อนายพลโทหม่อมเจ้าบวรเดช อุปราชไปตรวจราชการที่จังหวัดลำพูน จึงเอาตัวไปกักขังไว้ที่วัดศรีดอนไชย จังหวัดเชียงใหม่ ประจวบกับพระมหานายกขึ้นไปสอบไล่พระธรรมวินัยจังหวัดเชียงใหม่ ได้เรียกเอาตัวพระศรีวิชัยไปไต่สวนเสร็จแล้ว  เห็นว่าไม่มีความผิด แต่ความรู้ยังบกพร่องอยู่บ้าง จึงให้พระศรีวิชัยทำทัณฑ์บน ยอมเล่าเรียนอยู่ในสำนักใดแล้วแต่พระครู และเจ้าคณะจะเห็นสมควร

สมเด็จพระมหาสมณเจ้า

กรมพระยาวชิรญาณวโรรส

เมื่อพระศรีวิชัยทำทัณฑ์บนไว้แล้ว พระครูและเจ้าคณะก็หาจัดการให้พระศรีวิชัยไปอยู่สำนักใดไม่ เลยเอาตัวไปกักขังไว้ที่วัดศรีดอนไชย และจัดให้คนคอยควบคุม คอยตรวจจับอาการของพระศรีวิชัย ว่าจะมีเวทย์มนต์หรืออภินิหารอย่างไรบ้าง จึงมีผู้คนนิยมนับถือมาก แต่ก็หามีอาการแปลกประหลาดอย่างไรไม่

ในระหว่างที่พระศรีวิชัยถูกกักขัง และมีผู้ควบคุมอยู่ ๒ เดือนเศษนั้น มีพวกแขกชาวอินเดีย และพวกพม่า พวกตองซู่ พวกกระเหรี่ยงลำพูน เมืองตาก แม่ฮ่องสอน เมืองปาย เมืองพร้าว เชียงดาว พากันไปทำบุญแก่พระศรีวิชัยวันละหลายร้อยคนเสมอทุกวันเป็นเนืองนิจมิได้ขาด อยู่มาวันที่ ๑๘ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๔๖๓ นายพลโทหม่อมเจ้าบวรเดช อุปราช มีรับสั่งให้หลวงประสานคดีชนคุมเอาพระศรีวิชัยลงไปกรุงเทพฯ

เมื่อมีผู้นิยมนับถือพระองค์นี้มากเช่นนี้ เชื่อว่าทางราชการคงมีความยินดีรับรองเอาพระองค์นี้ไว้แนะนำสั่งสอน ให้มีความรู้ทางพระพุทธศาสนาให้ช่ำชองดี แล้วจัดส่งให้ขึ้นไปสั่งสอนที่จังหวัดเชียงใหม่ เพื่อให้สั่งสอนในทางพระพุทธศาสนาต่อไป ถ้าพระองค์นี้กลับขึ้นไปอยู่เชียงใหม่แล้วทางพระพุทธศาสนา คงจะมีความเจริญรุ่งเรืองต่อไป โดยเหตุว่ามีผู้นิยมนับถือพระองค์นี้มาก ตัวอย่างเช่น ชาวต่างประเทศ เขาก็ต้องการเลือกหาคนดี ที่มีผู้นิยมนับถือมาตั้งหัวหน้า ไปเที่ยวสอนให้ราษฎรรู้จักบาปบุญคุณโทษ และกลับไปเป็นพลเมืองดีต่อไป

อีกประการหนึ่ง เมื่อกรมการอำเภอจัดตั้งกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน เรียกลูกบ้านราษฎรหมู่มากเห็นสมควรจึงตั้งผู้ใดเป็นกำนันผู้ใหญ่บ้านได้  กรรมการอำเภอก็จะจัดตั้งผู้นั้น เป็นกำนันผู้ใหญ่บ้านตามความเห็นราษฎรหมู่มาก นี่พระศรีวิชัยนี้ มีผู้นิยมนับถือทั่วไปทั้งมณฑลพายัพ ถ้าจะนับเปอร์เซ็นต์ก็มีผู้นิยมท่านถึง ๘๐ เปอร์เซ้นต์เศษเช่นนี้ ควรทางราชการจะรับรองไว้  ถ้าทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้พระองค์นี้ขึ้นไปสั่งสอนอยู่ในจังหวัดเชียงใหม่แล้ว เชื่อว่าพลเมืองที่ประพฤติตนในทางทุจริต คือ ปล้นฆ่าฟันกันตายคงจะเบาบางลงแน่

แต่ขอกระซิบ ไม่ควรเชื่อถือซึ่งถ้อยคำของพระภิกษุบางองค์ในมณฑลพายัพ ที่คอยยุแหย่ว่าพระศรีวิชัยคิดกบฏต่อพระศาสนา พระมหากษัตริย์ หรือขัดขืนอะไรต่างๆ นั้นเป็นอันไม่จริงทั้งสิ้น  บางทีเขาจะเกรงว่าทางราชการจะตั้งให้พระศรีวิชัยเป็นใหญ่ และเกรงว่าจะขาดลาภยศไป ขอให้นึกดู ผู้มีความรู้และความเฉลียวฉลาดอย่างนี้ ถ้าจะแต่งตั้งเอาไว้ให้เที่ยวสั่งสอนผู้คน ก็คงจะดีไม่น้อย

และขอเข้าใจว่า ข้าราชการที่ประพฤติชั่ว ความชั่วนั้นราษฎรรู้เข้าก่อนทางราชการ ภรรยาที่มีชู้ก็พวกชาวบ้านเห็นก่อน ราษฎรทั้งมณฑลเห็นดี แล้วทางราชการจะไม่เห็นดีด้วยบ้างหรือ?

หวังใจว่า ท่านบรรณาธิการ คงจะช่วยตะโกนผู้ใหญ่ให้รู้ด้วยเพื่อเป็นทางดำริต่อไป”

นี่คือข่าวเกี่ยวกับครูบาศรีวิชัย ที่ปรากฏในหนังสือพิมพ์บางกอกไทม์ ฉบับวันที่ ๑๐ มิถุนายน ๒๔๖๓

ข่าวที่ปรากฏในหน้าหนังสือพิมพ์บางกอกไทม์ครั้งนี้ ทำให้ชาวกรุงเทพฯ รู้เรื่องครูบาศรีวิชัย แล้วก็เกิดความสนใจที่จะติดตามผลการสอบสวนว่า ครูบาศรีวิชัย พระภิกษุจากเมืองไกลองค์นี้จะมีความผิดจริงตามข้ออธิกรณ์ที่ถูกกล่าวหาหรือไม่ ?

ข่าวนี้เกิดขึ้นหลังจากที่ สมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาวชิญาณวโรรส ได้ทรงแต่งตั้งคณะกรรมการ เพื่อสอบสวนข้อกล่าวหาของครูบาศรีวิชัยแล้ว

๓๖. หัตถเลขา

เมื่อมีข่าวปรากฏขึ้น สมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาวชิรญาณวโรรส ซึ่งได้ทอดพระเนตรข่าวครูบาศรีวิชัยในหนังสือพิมพ์บางกอกไทม์ ขณะที่ประทับอยู่ ณ จังหวัดนนทบุรี

สมเด็จพระสังฆราชจึงทรงมีหนังสือถึงพระวรวงศ์เธอ กรมหมื่นชินวรสิริวัฒน์ ซึ่งเป็นองค์ประกอบคณะกรรมการในการไต่สวนข้ออธิกรณ์ของครูบาศรีวิชัย  มีรายละเอียดในหนังสือดังนี้คือ

“ฉันได้อ่านหนังสือพิมพ์บางกอกไทม์ วันที่ ๗ เดือนนี้ตอนภาษาอังกฤษ กล่าวถึงข่าวเมืองเหนือมีใจความว่า มีพระรูปหนึ่งอยู่วัดบ้านปางหรือไร จังหวัดลำพูน ชื่อพระศรีวิชัย อายุราว ๔๐ ปี มีผู้คนนับถือมาก  พระศรีวิชัยนั้นขออนุญาตอุปสมบทต่อกำนันและอำเภอ เขาว่าจักให้  ครั้นรอมาจวนถึงพรรษา บอกว่าไม่ได้ พระศรีวิชัยก็จัดการอุปสมบท แต่ไม่ได้กล่าวความชัดว่าเป็นอุปัชฌาย์เอง เจ้าคณะจังหวัดกับกรมการอำเภอยกขึ้นเป็นความ เอาตัวพระศรีวิชัยกักขังไว้ที่วัดหลวง ๑ ปี  แล้วปล่อยกลับไปบ้านปาง แต่ถอดเสียจากตำแหน่งเจ้าอาวาส ตอนนั้นคณะกรรมการอำเภอไปตรวจวัดบ้านปาง พระหนีเข้าป่า สำรวจไม่สำเร็จ จะให้พระศรีวิชัยทำสำรวจ เธอเถียงว่าเธอไม่ใช่เจ้าอาวาส เจ้าคณะจังหวัดเรียกตัว เธอหาไปไม่  ส่วนเจ้าลำพูนนิมนต์ไปทำบุญ เธอไป มีคนติดตามไปมาก เจ้าคณะจังหวัดหาว่าเธอกบฏ จึงเอาตัวไปไว้ที่วัดหลวงอีก

คราวนี้อุปราชมาพบเข้า พาตัวไปไว้ที่วัดศรีดอนไชย เชียงใหม่ พระมหานายกออกไปสอบธรรม ได้พิจารณาลงความเห็นว่าพระศรีวิชัยไม่ผิด เป็นแต่ไม่รู้การศาสนา ควรให้อยู่ศึกษาที่เชียงใหม่ ให้ทำทัณฑ์บนว่าจักไม่ขัดขืน เจ้าคณะแต่งคนคอยตรวจตราดูว่าพระศรีวิชัยจะใช้เล่ห์กระเท่อย่างไรบ้างในตอนนี้ให้คนติด แต่ก็จับไม่ได้  ภายหลังพระศรีวิชัยถูกส่งตัวลงไปกรุงเทพฯ ผู้สื่อข่าวกล่าวว่า พระศรีวิชัยมีคนติดตามเช่นนี้ สมควรที่รัฐบาลจะอุดหนุนส่งไปสั่งสอนจักได้ประโยชน์ คนทำชั่วคงน้อยลง แต่พระศรีวิชัยไม่รู้การศาสนา สมควรเอาไปไว้ศึกษาก่อนแล้วจึงส่งกลับขึ้นไป

คำของบรรณาธิการว่า นี่เป็นคำของผู้ที่นับถือพระศรีวิชัย เขาปรารภว่า เขาปรารถนาจะฟังคำของอีกฝ่ายหนึ่ง เรื่องนี้พระมหานายกไม่ได้มีบอกเข้ามาให้รู้ บอกเป็นเบาเมื่อกลับมา แต่ไม่จัดแจ้งเหมือนข่าวในหนังสือพิมพ์ กล่าวว่า หม่อมเจ้าบวรเดชจักมีบอกสำนวนเรื่องนี้เข้ามา  นอกจากนี้ไม่ได้รู้เห็นอีกเลย

เทียบเรื่องพบมาในที่อื่น ฉันกริ่งใจว่า เจ้าหน้าที่เห็นอคติพระศรีวิชัยมาก ก็เกรงไปว่าจักเป็นผีบุญ แต่ไม่อาจจะยกเอาความผิดขึ้นฟ้องลงโทษทางอาญา จึงหาความผิดทางคณะสงฆ์ เรื่องนี้ปรากฏว่า ไปเอาตัวมาคราวใด พระศรีวิชัยมาทุกคราว ไม่ได้ต่อสู้ ในคราวที่ไม่มา ก็เป็นแต่ถูกเรียกไม่ใช่ถูกจับตัว ส่อว่ายังไม่เป็นผีบุญ

ส่วนความผิดในทางคณะสงฆ์ ตามข่าวนี้มีเพียงทำการอุปสมบท ชะรอยจะเป็นอุปัชฌาย์เอาเอง นอกจากนี้ยังไม่รู้ว่ามีความผิดอะไรอีก  ถ้าเป็นอย่างฉันกริ่งใจแล้ว เราจักพลอยตามด้วยไม่ได้ดู ไม่ยุติธรรม นี่เป็นเรื่องอื้อฉาวแล้ว เธอจงสอบถามหม่อมเจ้าบวรดู เวลานี้อยู่กรุงเทพฯ ว่าพระศรีวิชัยได้ทำผิดอันอาจจะยกขึ้นเป็นอาญาแผ่นดิน อันเจ้าหน้าที่จะพึงฟ้องศาลได้หรือไม่ ถ้าเธอทำได้อย่างนั้น และเจ้าหน้าที่จักเอาความผิดแก่เธอ จงให้รับตัวไปฟ้องร้องยังศาลมณฑลพายัพ ถ้าพระศรีวิชัยไม่ได้ทำความผิดเช่นนั้น จงเรียกสำนวนฝ่ายคณะมาตรวจดูถึงความผิดทางคณะ ว่ามีอย่างไรบ้าง  ความผิดเพราะทำการอุปสมบทเอาเอง น่าจะได้ลงโทษแล้ว ได้แก่ การเอามากักตัวไว้ครั้งแรกปีหนึ่ง และถอดออกจากตำแหน่งเจ้าอาวาส เป็นธรรมเนียมที่เคยกราบทูลฉัน ถ้าฉันเป็นผู้สั่งการ เรียกไม่มา เนื่องจากไม่รับทำสำรวจพระวัดบ้านปาง ถ้าจริงอย่างหนังสือพิมพ์กล่าวพระศรีวิชัยเถียงถูกเช่นนั้น ฉันไม่เคยลงโทษ  เมื่อได้ความอย่างไรแล้ว จงนำปรึกษาในมหาเถรสมาคม จะหยั่งรู้ความผิดเองโดยถ่องแท้ และลงโทษแต่พอดี และโทษนั้นอาจจะลงโทษได้ในกรุงเทพฯ ให้สำเร็จแล้วปล่อยตัวกลับไป ถ้าจะต้องลงโทษโน่น ก็จงมีคำสั่งให้ชัดเจนถึงอุปราชา ถ้าจะพิจารณาความผิด ทางคณะของพระครูบาศรีวิชัยจงอย่าฟังคำของคณะแต่ฝ่ายเดียว จงฟังคำของพระศรีวิชัยด้วยเพื่อเธอมีช่องแก้ตัวบ้าง

เรื่องนี้ควรพิจารณา และควรได้รับดำริของฉัน  แต่ฉันอ่านสำนวนเรื่องนี้ แล้วทรงจำไว้ใคร่ครวญ แล้วจึงวินิจฉัยเป็นการหนักแน่นแก่ใจฉัน ในเวลานี้จึงได้ให้คำสั่งแก่เธอทำแทน ขออย่าได้ต้องย้อนมาถึงฉัน ที่จะต้องอ่านสำเนา แต่จงระวังอย่าให้ผิดพลาด เรื่องนี้มีลงข่าวในหนังสือพิมพ์ภาษาไทย  ในวันต่อมาฉันได้ตัดส่งมาด้วย ข้อความที่เล่ามานั้นไม่ได้แปลก แต่เป็นเล่าที่จำได้

อนึ่ง  เมื่อจะส่งตัวพระศรีวิชัยกลับโดยไม่มีโทษแล้ว จงให้มีสังกัดวัดอยู่ อย่าปล่อยให้จรจลเพื่อกันเจ้าคณะแกล้ง จงถามพระศรีวิชัยดูสมัครอยู่วัดใดแล้วสั่งให้วัดนั้นรับ”

จากพระราชหัตถเลขาของสมเด็จพระสมณเจ้ากรมพระยาวชิรญาณวโรรส สมเด็จพระสังฆราช แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ พระองค์ที่ ๑๐ นี้ เราจะพบว่าพระองค์ทรงมีพระราชหฤทัยเที่ยงแท้ยุติธรรมอย่างยิ่ง ทรงมีพระเมตตากรุณาถึงพร้อมทุกอย่าง

จึงเป็นหน้าที่อันหนักยิ่งของพระวรวงศ์เธอ กรมหมื่นชินวรสิริวัฒน์ สมเด็จเจ้าคณะใหญ่หนกลาง และคณะกรรมการอีกสององค์คือ พระญาณวราภรณ์ และพระธรรมไตรโลกาจารย์ที่จะต้องพิจาณาไต่สวนข้ออธิกรณ์ ของครูบาศรีวิชัยอย่างรอบคอบที่สุด

๓๗ ชีวิตที่น่าทึ่ง

หากจะวิเคราะห์ ชีวประวัติครูบาศรีวิชัยช่วงนี้แล้วท่านที่ติดตามอ่านมาตั้งแต่แรกก็จะพบว่า เป็นเรื่องน่าอัศจรรย์อย่างยิ่ง ที่ครูบาศรีวิชัย ซึ่งถือกำเนิดในท้องถิ่นทุรกันดาร ห่างไกลจากความเจริญ ในครอบครัวที่ยากจน ซึ่งทั่วประเทศไทยนั้น มีผู้คนอย่างครูบาศรีวิชัยอยู่นับล้านคน ที่เกิดและตายไปในชนบท โดยไม่มีใครรู้จักชื่อเสียง แต่ ครูบาศรีวิชัยนั้น เมื่อท่านหันมาสู่เพศสมณะ และยึดมั่นปฏิบัติตนตามพระธรรมคำสั่งสอนอย่างเคร่งครัด จนกระทั่งสามารถผูกจิตใจคนจำนวนมาก นับว่าท่านประสบความสำเร็จในชีวิตเป็นขั้นแรก

แต่ความสำเร็จหรือชื่อเสียงเกียรติคุณใดๆ ก็ตาม  การจะมาถึงได้โดยง่ายนั้น อย่าหมายเลย เมื่อครั้งพระพุทธองค์ เสด็จออกทรงผนวช ละความสุข ในฐานะโอรสกษัตริย์ ผู้จะสืบสันตติวงศ์ต่อไป พระองค์ก็ทรงเพียรพยายามอยู่นานถึง ๖ ปี กว่าจะตรัสรู้บรรลุสัจธรรมอันบริสุทธิ์ได้

ครูบาศรีวิชัยก็เช่นกัน การถูกกล่าวโทษหลายๆ ครั้ง จนกระทั่งในที่สุด ต้องถูกส่งตัวมารับการไต่สวนจากคณะสงฆ์ ชั้นสูงสุดของไทยในกรุงเทพฯ  นี่ไม่ใช่สิ่งอัศจรรย์หรอกหรือ ในฐานะครูบาศรีวิชัยเป็นเพียง  "พระบ้านนอก"  รูปหนึ่ง เป็นพระภิกษุธรรมดาเหมือนภิกษุอีกหลายหมื่นรูปในเมืองไทย ไม่มีสมณศักดิ์ใดๆ แต่เรื่องของท่านก็กลายเป็นเรื่องใหญ่ที่สมเด็จพระสังฆราชต้องทรงเอาพระทัยใส่อย่างใกล้ชิด ดังข้อความที่พระราชหัตถเลขาที่อัญเชิญมาข้างต้น

ใครจะคิดว่าเรื่องที่เกิดขึ้นนี้ เป็นสิ่งมหัศจรรย์ของครูบาศรีวิชัยหรือไม่ก็ตาม จะรู้สึกทึ่งในชีวประวัติของครูบาศรีวิชัยอย่างยิ่ง

ครูบาศรีวิชัย ถ่ายเมื่อคราวถูกกังขัง
ณ.ศาลาบาตร วัดศรีดอนไชย จ.เชียงใหม่

แล้วการไต่สวนข้ออธิกรณ์ที่ครูบาศรีวิชัยถูกล่าวหาก็เริ่มขึ้น คณะกรรมการได้สอบสวนครูบาศรีวิชัย ที่วัดเบญจมบพิตรนั่นเอง  ซึ่งตลอดระยะเวลานั้น สมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาวชิรญาณวโรรส มิได้เคยพบปะกับครูบาศรีวิชัย นับตั้งแต่ท่านเดินทางจากลำพูนถึงกรุงเทพฯ  คงปล่อยให้คณะกรรมการดำเนินการสอบสวนโดยมีอำนาจเต็มที่

การสอบสวนข้ออธิกรณ์ของครูบาศรีวิชัย เริ่มตั้งแต่ปลายเดือนมิถุนายน พ.ศ. ๒๔๖๓ นั่นเอง พระวรวงศ์เธอ กรมหมื่นชินวรสิริวัฒน์ สมเด็จเจ้าคณะใหญ่หนกลาง ทรงปฏิบัติงานนี้อย่างเหน็ดเหนื่อยยิ่ง เพราะต้องรวบรวมหลักฐานต่างๆ ทุกอย่าง ตลอดจนข้อสำนวนเก่าจากเจ้าคณะเมืองลำพูน และเชียงใหม่ เจ้าคณะมณฑลเชียงใหม่ ตลอดจนถึง พลโทหม่อมเจ้าบวรเดช อุปราชมณฑลพายัพ

ในระหว่างที่ครูบาศรีวิชัยถูกนำตัวมาไต่สวนที่กรุงเทพฯ และวัดเบญจมบพิตรนั้น มีผู้ที่เคารพนับถือท่านแวะมาหาท่านอยู่เป็นประจำ ทำให้เกิดเรื่องอภินิหารมหัศจรรย์ที่ไม่น่าเชื่อ  ซึ่งเรื่องนี้เป็นที่เล่ากันแพร่หลายมากในหมู่ชาวเชียงใหม่

ครูบาศรีวิชัย ถูกคณะกรรมการที่สมเด็จพระสังฆราชตั้งขึ้น สอบสวนทุกซอกทุกมุม เรื่องไหนที่ท่านผิด ท่านก็ยอมรับว่าผิด ที่ไม่ผิด ท่านก็ยืนยันว่า ท่านทำถูกแล้ว

๓๘ ผลไต่สวน

จนกระทั่งในที่สุด การไต่สวนข้ออธิกรณ์ต่างๆ ของครูบาศรีวิชัยก็เสร็จสิ้นลง พระวรวงศ์เธอ กรมหมื่นชินวรสิริวัฒน์ เจ้าคณะใหญ่หนกลาง ซึ่งเป็นองค์ประธานในการไต่สวนครูบาศรีวิชัย ซึ่งทรงมีรายงานถึงสมเด็จพระสังฆราช สมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาวชิรญาณวโรรส ดังสำเนาต่อไปนี้คือ

“ด้วยมีคำสั่งให้เกล้ากระหม่อม กับพระญาณวราภรณ์ พระธรรมไตรโลกาจารย์ พิจารณาเรื่องพระศรีวิชัย วัดบ้านปาง อำเภอลี้ จังหวัดลำพูน ถูกกล่าวหาว่า มีพรรคพวกเป็นจำนวนมาก เป็นเหตุระแวงของเจ้าหน้าที่ฝ่ายอาณาจักรว่าเป็นผีบุญ และไม่ทำการอ่อนโอน และขัดขืนต่อคณะสงฆ์จังหวัดนั้น

เกล้ากระหม่อมได้ถามหม่อมเจ้าบวรเดช อุปราชมณฑลพายัพว่า  การที่พระศรีวิชัยมีคนติดมานั้น อาจยกความผิดเป็นทางอาญา ฟ้องร้องต่อศาลได้หรือไม่ ได้รับคำตอบว่า หามีความผิดถึงเช่นนั้นไม่ แล้วกระหม่อมทั้งหลายจึงได้พิจารณาถึงการที่พระศรีวิชัยไม่โอนอ่อน และขัดขืนต่อคณะสงฆ์ส่วนเดียว ได้ความดังต่อไปนี้

    ๑.  ตั้งตัวเป็นอุปัชฌาย์ บวชกุลบุตรไม่มีใบอนุญาต

    ๒.  ไม่อยู่ในบังคับบัญชาของพระครูมหารัตนกร เจ้าคณะแขวงลี้

    ๓.  เจ้าหน้าที่ฝ่ายอาณาจักรเรียกประชุมสงฆ์ท้องที่อำเภอลี้ เพื่อตักเตือนให้รู้ระเบียบสงฆ์ และทางราชการ สงฆ์ไปประชุมทุกวัด เว้นแต่พระศรีวิชัยไม่ไป

    ๔.  ทางราชการป่าวร้องให้วัดทั้งหลายตามประทีป ตีฆ้องกลองในการพิธีบรมราชาภิเษก วัดทั้งหลายทำตาม แต่พระศรีวิชัยไม่ทำ

    ๕.  เจ้าคณะแขวงลี้เห็นว่า วัดทั้งหลายขัดขืนต่อความปกครองคณะสงฆ์ เพราะเอาอย่างพระศรีวิชัยจึงร้องต่อพระครูศีลวิลาส ผู้รับตำแหน่งเจ้าคณะจังหวัดลำพูนได้ว่ากล่าวตักเตือน

          เรื่องทัณฑ์บน พระศรีวิชัยยังขัดขืนประพฤติดังก่อนอีก  ข้อ ๑ - ๕ เจ้าคณะแขวงกักตัวลงโทษพระศรีวิชัย ๒ ปี เต็ม โดยคำสั่งของผู้แทนเจ้าคณะหนเหนือ

    ๖.  เจ้าหน้าที่ฝ่ายอาณาจักร ขอสำรวจสำมะโนครัว พระศรีวิชัยไม่ยอมให้สำรวจ ให้เจ้าหน้าที่สำรวจเอาเอง เจ้าคณะแขวงสั่งไป ก็ไม่ยอมทำตาม

    ๗.  เจ้าคณะแขวงนัดประชุม เจ้าอธิการวัดทั้งปวงในแขวงของตน อธิการหลายวัดหาไปประชุมไม่ เพราะพระศรีวิชัยผู้ทำตัวอย่าง

    ๘.  ลือกันว่า พระศรีวิชัยมีบุญ เช่นมีดาบฝักทองคำ ๑ เล่ม ตกลงมาจากอากาศ อยู่ที่แท่นบูชา พระศรีวิชัยเก็บบูชาไว้

          พระศรีวิชัยเดินได้บนน้ำ พระศรีวิชัยไม่เปียกน้ำ การลือนั้นพระศรีวิชัยจะอวดเอง หรือคนอื่นลือไปเองก็ตาม ก็ชื่อว่า เกิดแต่พระศรีวิชัยเป็นเหตุ ทำให้มหาชนหลงนับถือ

ข้อ ๖ - ๗ - ๘ นี้เจ้าคณะแขวง และเจ้าคณะจังหวัดลำพูน ลงโทษพระวิชัยขับจากจังหวัดลำพูน ตามคำสั่งของผู้แทนเจ้าคณะใหญ่หนเหนือภายใน ๑๕ วัน พระศรีวิชัยไม่ไป เจ้าคณะหาว่าขัดคำสั่ง เอามาลงโทษกักขังไว้ ต่อมาหม่อมเจ้าบวรเดช ขออนุญาตผู้แทนเจ้าคณะใหญ่หนเหนือ ส่งพระศรีวิชัยไปกรุงเทพฯ

เกล้ากระหม่อมทั้งหลายไต่สวน พระศรีวิชัยเธอให้การดังต่อไปนี้

    ๑.  ข้อ ๑ ถึงข้อ ๕ พระศรีวิชัยรับสารภาพ

    ๒.  ข้อ ๖ พระศรีวิชัยแก้ว่า เธอไม่ได้เป็นเจ้าอาวาส ไม่ใช่หน้าที่ของเธอ

    ๓.  ข้อ ๘ พระศรีวิชัยปฏิเสธว่า ของเช่นนั้นเธอไม่ได้อวด เขาลือกันไปเอง

    ๔.  ข้อ ๑ ถึงข้อ ๕ พระศรีวิชัยรับสารภาพ และได้รับโทษแล้วเป็นอันไม่ต้องพิจารณา

    ๕.  ข้อ ๖ ตามคำแก้ของพระศรีวิชัยนั้นถูก เพราะเธอถูกถอด

    ๖.  ข้อ ๗ เป็นความผิดของพระอธิการ ผู้เอาอย่างเองต่างหาก พระอธิการไปเอาอย่างผู้ไม่ใช่พระอธิการ พระศรีวิชัยไม่ผิด

    ๗.  ข้อ ๘ ไม่มีพยานหลักฐานว่าพระศรีวิชัยอวด เมื่อมีคนเล่าลือกันไปเอง จะลงเอาว่าพระศรีวิชัยมีความผิดเพราะเกิดแต่เธอหาถูกไม่

ตามที่พิจารณามาในข้อ ๖ - ๗ - ๘  ได้ความว่า พระศรีวิชัยไม่มีความผิด เจ้าคณะลงโทษเกินไป  เพราะฉะนั้นควรปล่อยให้พระศรีวิชัยกลับภูมิลำเนาของตน"

จากหนังสือ สรุปผลการไต่สวนที่พระเจ้าวรวงศ์เธอ กรมหมื่นชินวรสิริวัฒน์เจ้าคณะใหญ่หนกลาง ที่กราบทูลสมเด็จพระสังฆราชฉบับนี้จะเห็นได้ว่า ครูบาศรีวิชัยหามีความผิดอันใดตามที่ถูกกล่าวหาไม่

๓๙. ทรงเมตตา

เมื่อสมเด็จพระมหาสมณเจ้ากรมพระยาวชิญาณวโรรสทรงได้รับหนังสือนั้นแล้ว พระองค์มีพระดำรัสสั่งความวินิจฉัยเพื่อไปการตัดสินไต่สวนคดีของครูบาศรีวิชัย อันมีสำเนาพระดำรัสดังนี้คือพระดำรัสคำวินิจฉัย

“ด้วยได้อ่านรายงานของกรมหมื่นชินวรสิริวิวัฒน์ กับพระญาณวราภรณ์ พระธรรมไตรโลกาจารย์ เข้ากันเป็นคณะกรรมการ พิจารณาเรื่องพระศรีวิชัย วัดบ้านปาง อำเภอลี้ จังหวัดลำพูนแล้ว คณะกรรมการไม่ได้พิจารณาข้อหา ๕ ข้อเบื้องต้น ด้วยเห็นว่าพระศรีวิชัยรับสารภาพ และรับโทษแล้วนั้น เพ่งโดยฐานเป็นการล่วงหน้า ก็ไม่จำเป็นต้องพิจารณาจริง แต่เมื่อเพ่งถึงยุติธรรม และความเป็นแบบอย่างต่อไป แล้วควรจะวินิจฉัยด้วย

    ข้อ  ๑.  พระศรีวิชัยตั้งตัวเป็นพระอุปัชฌาย์เอาเองบวชกุลบุตร โดยไม่มีใบอนุญาตนั้นมีความผิดต่อ เจ้าคณะโดยแท้  โทษกักตัวพระศรีวิชัยไว้กำหนดถึง ๒ ปีนั้นแรงเกินควรไป ตามธรรมเนียมที่เป็นมา เราเป็นผู้สั่งลงโทษเอง คดีนี้เจ้าคณะหนเหนือสั่งตามลำพังตนเอง ก็ไม่ผิดดอก แต่ถ้าคำสั่งของเรา การลงโทษจักเป็นไปโดยพอดี

    ข้อ  ๒.  ตกไป

    ข้อ  ๓.  เจ้าหน้าที่ฝ่ายอาณาจักรเรียกประชุมคณะสงฆ์ เพื่อตักเตือนให้รู้ระเบียบการคณะสงฆ์ และทางราชการ พระศรีวิชัยไม่ไปนั้น ถ้าเขาบอก ขอให้เจ้าคณะแขวงเป็นผู้บอกนัด พระศรีวิชัยเป็นเจ้าสำนัก ปกครองคณะสงฆ์หมู่หนึ่ง และมิได้แจ้งเหตุขัดข้องที่จะไปมิได้ มีความผิด  ถ้าลำพังเจ้าหน้าที่ฝ่ายอาณาจักรเรียกประชุมเอง พระศรีวิชัยไม่ไป จะยกเอาเป็นความผิดมิได้

    ข้อ  ๔.  ทางราชการป่าวร้องให้วัดทั้งหลายตามประทีป ตีฆ้อง กลอง ในพิธีราชาภิเษกสมโภช พระศรีวิชัยไม่ทำตามนั้น การตามประทีป ตีฆ้อง กลอง เป็นกิจอันพึงทำด้วยความมีแก่ใจทางราชการป่าวร้องก็เป็นเพียงแต่นัด ถ้าเป็นการบังคับแล้ว ผิดทางไม่เป็นพระเกียรติยศ  พระศรีวิชัยไม่ทำตาม ไม่ควรยกขึ้นเป็นความผิด

    ข้อ  ๕.  ข้อนี้ดูเป็นในต่างคราวกัน เจ้าคณะจักเอาโทษ ควรจะยกขึ้นว่าในคราวที่ทำ ไม่ยกในคราวนั้นๆ มาประมวลยกชี้ขึ้นว่า และลงโทษในคราวเดียวอย่างนี้ ไม่เป็นหลักฐาน คนทั้งหลายจึงเห็นว่าข่มเหงพระศรีวิชัย อันที่จริงดูเหมือนว่า ระแวงตามหน้าที่ฝ่ายอาณาจักรว่าเป็นผีบุญ จะยกความผิดทางนั้นมาประมวลกันเป็นสาเหตุลงโทษ เพื่อจะได้เอาตัวมากักขังไว้เท่านั้น

    เพราะมีผู้คนติดตามมามากอย่างนี้ ยังไม่ได้ทำการจัดว่าเป็นความผิดทางอาญาแผ่นดิน หรือทางพระศาสนายังเอาโทษไม่ได้ เมื่อถูกลงโทษโดยมิบังควร นอกจากผิดยุติธรรม คนทั้งหลายผู้สงสารย่อมเห็นความดีของเธอ และนับถือมากขึ้น ครั้งโบราณกาล เช่นนี้ไปรุนแรงถึงเป็นสาเหตุตั้งศาลขึ้นใหม่ก็ได้เคยมีมาแล้ว

    ข้อ  ๖-๗-๘ คณะกรรมการควรวินิจฉัยว่า พระศรีวิชัยไม่มีความผิด เจ้าคณะลงโทษเกินไป ควรปล่อยพระศรีวิชัยกลับไปภูมิลำเนาเดิมของตนนั้นชอบแล้ว  แต่ปล่อยให้กลับไปตามลำพังเข้ากับเจ้าคณะไม่ได้จะเตร็ดเตร่อยู่ ควรจัดส่งขึ้นไป ถ้าควรเป็นเจ้าสำนัก ก็จงเห็นเป็นไปตามเดิม ถ้าไม่ควร ก็จงให้มีสังกัดอยู่ในวัดอื่น ที่พระศรีวิชัยจะพึงเลือกเอาตามใจขอบ  กรมหมื่นชินวรสิริวัฒน์จงสั่งตามนี้”

พระราชดำรัสคำวินิจฉัยของ พระมหาสมณเจ้ากรมพระยาวชิรญาณวโรรส สมเด็จพระสังฆราชที่ทรงมีไปถึงพระวรวงศ์เธอ กรมหมื่นชินวรสิริวัฒน์ เจ้าคณะใหญ่หนกลาง ประธานคณะกรรมการไต่สวนครูบาศรีวิชัยนี้ เราจะเห็นได้ว่า สมเด็จพระสังฆราชทรงมีความยุติธรรมอย่างล้ำลึก ทรงพิจารณาข้อไต่สวนด้วยพระปรีชาสามารถโดยถ่องแท้ และทรงเมตตาปราณีครูบาศรีวิชัยอยู่ไม่น้อยเลยทีเดียว

นับแต่ครูบาศรีวิชัยได้มาถึงกรุงเทพฯ เมื่อวันที่ ๒๑ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๔๖๓  จนกระทั่งคณะกรรมการไต่สวนเสร็จเรียบร้อย และสมเด็จพระสังฆราชทรงมีดำรัสวินิจฉัยแล้ว ไม่ปรากฏว่า ครูบาศรีวิชัยมีโอกาสได้เข้าเฝ้าสมเด็จพระสังฆราชแต่ประการใด

จนกระทั่งต่อมาในวันที่ ๑๔ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๔๖๓  ครูบาศรีวิชัยจึงได้เข้าเฝ้าสมเด็จพระสังฆราช เจ้ากรมพระยาวชิรญาณวโรรส ทรงมีความรู้สึกอย่างไรเกี่ยวกับครูบาศรีวิชัย เราจะทราบได้อย่างแจ่มแจ้ง จากพระราชหัตถเลขาของพระองค์ ที่ทรงมีถึง พระวรวงศ์เธอ กรมหมื่นชินวรสิริวัฒน์ ดังสำเนาต่อไปนี้คือ

“วันนี้ฉันได้พบตัวพระศรีวิชัยแล้ว ได้ไต่สวนเห็นว่า เป็นพระที่อ่อนโยน ไม่ใช่ผู้ถือกระด้าง ไม่ใช่เจ้าเล่ห์ ไม่ค่อยรู้ธรรมวินัย แต่มีสมณสัญญาพอจะประพฤติให้เป็นพระอยู่ได้ อย่างพระที่ห่างเหินจากสมาคม  การที่ตั้งตัวเป็นพระอุปัชฌาย์เองนั้น ด้วยไม่รู้ความหมาย ไม่รู้หมายประกาศ ทำตามธรรมเนียม คืออุปัชฌาย์เธอชื่อ สุมนา เมื่อจะถึงมรณภาพ ได้ตั้งเธอปกครองวัดและบริษัทแทนตน ถือว่า ได้ตั้งมาจากอุปัชฌาย์ของเธอ เพราะการที่ไม่รู้จักระเบียบแบบแผน ถูกเอาตัวมาลงโทษกักขังไว้ เกือบไม่รู้ว่า เพราะความผิดอะไร พระอย่างนี้ต้องการอธิบายให้รู้จักผิดชอบ ดีกว่าจะลงโทษ ความปรารถนาของครูบาศรีวิชัย ใคร่จะกลับไปอยู่วัดบ้านปางตามเดิม แต่พอใจจะเป็นเจ้าสำนัก แต่ถ้าวัดบ้านปางร้างเสีย จักหาที่อยู่ต่อไปได้

ในคราวที่พระศรีวิชัยถูกเอาตัวมากักขังไว้ มีสามเณรสึกเสีย ๒ องค์ อีกองค์หนึ่งไปอยู่ที่อื่น ส่วนพระยังอยู่หรือหมดไปแล้ว พระศรีวิชัยหารู้ไม่  ถ้าพระศรีวิชัยจักอยู่วัดบ้านปาง น่าจะต้องให้เป็นเจ้าสำนัก แต่ไม่รู้ระเบียบแบบแผน น่าจะไม่พ้นความผิดอีก เว้นจะได้รับเมตตาของเจ้าคณะพระแนะนำให้เข้าใจระเบียบแบบแผน ครั้นจะยกรูปอื่นเป็นเจ้าสำนัก ก็จักว่าหุ่นอันพระศรีวิชัยจะพึงชักด้วยจะไม่ต้องรับผิดชอบ พระศรีวิชัยบอกว่า เจ้าคณะลำพูนปรารถนาจะให้พระศรีวิชัยอยู่ศึกษาให้ได้รับความรู้กลับไป แต่พระศรีวิชัยไม่สบาย เกรงจะทำไม่ไหว ปรารถนากลับไปลำพูนเพื่อจำพรรษา  ฉันเห็นว่าพระศรีวิชัยอายุถึง ๔๓ ปีแล้ว ทั้งยังไม่ได้รับความขัดเกลามาด้วย เกรงว่าจักไม่สำเร็จเหมือนกัน เธอจงส่งพระศรีวิชัยกลับขึ้นไปก่อนพรรษา จงบอกให้ผู้ครองนครลำพูนช่วยเป็นธุระให้ได้กลับไปอยู่วัดบ้านปาง หรือวัดอื่นที่พระศรีวิชัยต้องการพอใจ แต่ต้องเป็นหัววัดเอง หรือมีพระอื่นเป็นหัววัดโดยจริงจัง อย่าปล่อยให้เที่ยวเตร่อยู่รูปเดียว แต่ขอให้รู้จักอ่อนน้อมต่อคณะสงฆ์จังหวัดนั้น ค่าส่งพระศรีวิชัยกลับไป จงแจ้งต่อพระญาณวราภรณ์ให้จ่ายเป็นส่วนตัวของฉัน”

เป็นอันสรุปผลการไต่สวนครูบาศรีวิชัยได้อย่างเด็ดขาดว่า ครูบาศรีวิชัยพ้นความผิดจากข้อหาอธิกรณ์ทั้งปวง มีสิทธิ์ที่จะกลับไปจำพรรษาอยู่ ณ วัดบ้านปางหรือวัดอื่นใดที่ครูบาศรีวิชัยปรารถนาได้ทั้งสิ้น แต่มีข้อแม้อยู่ว่า ถ้าหากครูบาศรีวิชัยจะกลับไปจำพรรษา ณ วัดบ้านปางแล้ว ครูบาศรีวิชัยจะต้องรับตำแหน่งเจ้าอาวาสวัด เพื่อมิให้ท่านเชิดท่านผู้หนึ่งผู้ใดเป็นตัวแทนท่าน โดยท่านไม่ต้องรับผิดชอบ ดังพระราชวินิจฉัย ของสมเด็จพระสังฆราช

ถ่าย ณ พระธาตุจอมทอง

ครั้งบูรณะวัดพระเจ้าตนหลวง

(วัดศรีโคมคำ) เมืองพะเยา

อายุท่านได้ 45 ปี

เมื่อพระวรวงศ์เธอ กรมหมื่นชินวรสิริวัฒน์ เจ้าคณะใหญ่หนกลางนำความนี้ไปบอกครูบาศรีวิชัย ปรากฏว่าท่านตื่นเต้นยินดีมาก ที่จะได้คืนกลับชนบท อันวิเวกสงบวังเวงของบ้านปางถิ่นเกิดอีกครั้ง จึงรีบตระเตรียมตัวเดินทางกลับสู่นครลำพูนทันที เพราะเวลานั้นเป็นเวลาเข้าพรรษาใกล้เข้ามามากแล้ว

สมเด็จพระสังฆราชได้พระราชทานเงิน ๖๐ บาทเป็นค่าใช้จ่ายในการเดินทางกลับลำพูนของท่านอีกครั้ง ซึ่งเงินจำนวนนี้นับว่ามากอยู่ในสมัยนั้น พ.ศ. ๒๔๖๓ นับเป็นพระเมตตาอย่างยิ่งที่สมเด็จพระสังฆราชทรงมีต่อครูบาศรีวิชัย ภิกษุจากวัดบ้านปางแห่งนี้

แล้วครูบาศรีวิชัยก็เดินทางกลับสู่ลำพูน วันที่ ๒๑ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๔๖๓ คืนวันที่ท่านอำลากรุงเทพฯ ไปสู่ชนบทบ้านเกิดของท่าน  ณ สถานีรถไฟหัวลำโพง มีชาวเหนือจำนวนมากมาส่งท่านที่สถานีรถไฟ ด้วยใบหน้ายิ้มแย้ม และดีใจที่ครูบาศรีวิชัยพ้นจากความผิดทั้งปวงที่ถูกกล่าวหา  อาจจะเป็นครั้งแรกที่ชาวบางกอกได้เห็นว่า ชาวเหนือมีความศรัทธาครูบาศรีวิชัยมากเพียงไหน  ท่านไปพักค้างแรมที่เมืองพิษณุโลกหนึ่งคืน และลำปางอีกหนึ่งคืน พอวันที่ ๒๓ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๔๖๓ ท่านก็ได้ถึงลำพูนบ้านเกิด

ในทันทีที่ย่างก้าวเหยียบลงจากรถไฟนั่นเอง ประชาชนสานุศิษย์ จำนวนมากที่มารับท่านอยู่พร้อมด้วยภิกษุสามเณรจากวัดบ้านปางที่รู้ข่าว เฝ้ารอการกลับมาของท่าน มานานถึง ๒ เดือน ๔ วันเต็ม นับแต่วันที่ครูบาศรีวิชัยจากลำพูนขึ้นรถไฟไปกรุงเทพฯ ต่างก็พากันโห่ร้องต้อนรับท่านอย่างเนืองแน่น

ครูบาศรีวิชัย กลับสู่เมืองลำพูนครั้งนี้  เป็นการเริ่มต้นจังหวะชีวิตใหม่พิสดารเหลือล้ำ จนกระทั่งท่านได้รับฉายานามจากชาวเหนือทั้งปวงว่า “นักบุญแห่งลานนา”

๔๐ ประทับใจ

การคืนกลับมาจำพรรษาอยู่ ณ วัดบ้านปาง อำเภอลี้ จังหวัดลำพูน อีกครั้งหนึ่งเมื่อปี พ.ศ. ๒๔๖๓  ครูบาศรีวิชัยได้เปลี่ยนแนวชีวิตของท่านใหม่ คือแทนที่จะบำเพ็ญภาวนาวิปัสสนากรรมฐานเหมือนแต่เดิม ท่านกลับเดินธุดงค์ไปสู่ท้องถิ่นต่างๆ ในภาคเหนือเพื่องานบูรณปฏิสังขรณ์วัดเก่า ที่ชำรุดทรุดโทรมซึ่งท่านใช้เวลาตลอดชีวิตหลังจากนี้  ทุ่มเทกับสาธารณประโยชน์จนกระทั่งชาวเหนือให้สมญาท่านว่า นักบุญแห่งลานนา

สิ่งแรกที่ครูบาศรีวิชัยสร้างความประทับใจให้แก่ทุกคนก็คือ เมื่อท่านกลับไปสู่วัดบ้านปางเพียงไม่กี่วันเท่านั้น หลังจากที่ได้เยี่ยมโยมพ่อและโยมแม่ ท่านก็ออกเดินทางจากวัดบ้านปางตรงไปอำเภอลี้ จัดเครื่องไทยทาน และเครื่องสักการะไปถวายเจ้าคณะแขวงลี้ เจ้าคณะแขวงลี้ประหลาดใจนัก แต่แล้วก็ดีใจที่เห็นครูบาศรีวิชัยกลับจากกรุงเทพฯ เที่ยวนี้ เปลี่ยนเป็นคนละคน แทนที่จะอาฆาตพยาบาท ที่เจ้าคณะแขวงลี้ก็มีส่วนทำให้ต้องถูกไต่สวน กลับมีสัมมาคารวะไม่หัวแข็งเหมือนเมื่อก่อน

เมื่อได้ทำความเคารพเจ้าคณะแขวงลี้แล้ว  ครูบาศรีวิชัยก็เดินทางเข้าลำพูนจัดเตรียมเครื่องไทยทานดอกไม้ธูปเทียนไปถวาย และคารวะเจ้าคณะ และรองเจ้าคณะเมืองลำพูน อันสร้างความปีติยินดีให้แก่ท่านพระครูทั้งสององค์เป็นอย่างยิ่ง

พร้อมๆ กันนั้นการกระทำของครูบาศรีวิชัยนี้ ก็ยิ่งเป็นสิ่งเพิ่มพูนศรัทธาของประชาชนที่มีต่อครูบาศรีวิชัยมากยิ่งขึ้น เพราะต่างพากันพูดว่า  ครูบาศรีวิชัยแม้จะถูกกลั่นแกล้งจากเจ้าคณะแขวงลี้ และเจ้าคณะเมืองลำพูนก็ตาม แต่ครูบาศรีวิชัยหามีจิตใจโกรธไม่  เมื่อกลับมาแล้วก็ยังไปทำความเคารพในฐานะภิกษุผู้มีอาวุโสทั้งสมณศักดิ์ และตำแหน่งในคณะสงฆ์

พ้นจากเมืองลำพูนแล้ว ครูบาศรีวิชัยก็เดินทางขึ้นเชียงใหม่อีกครั้ง ท่านได้ทำเช่นเดียวกันคือ ไปทำความเคารพเจ้าคณะเมือง และรองเจ้าคณะเมือง คือ เจ้าอาวาสวัดศรีดอนไชยที่ท่านถูกกักอยู่ในโรงธรรมก่อนไปกรุงเทพฯ นั่นคือพระครูสุคันธศีลจะต้องประหลาดใจอย่างยิ่ง

ไม่ว่าใครที่มีเรื่องเกี่ยวพันมาถึงตัวท่าน ครูบาศรีวิชัยจะเที่ยวไปทำความเคารพจนทั่วถึง ประชาชนชาวเมืองเชียงใหม่ ก็ทุ่มเทความศรัทธา ให้แก่ครูบาศรีวิชัยเพิ่มมากขึ้น เช่นเดียวกันกับชาวลำพูน

พิเคราะห์ดูประวัติของครูบาศรีวิชัยตอนนี้แล้ว ก็พอจะมองเห็นได้ว่า ครูบาศรีวิชัยนั้นท่านก็รู้ว่า การกระทำบางอย่างของท่านเป็นความผิด ที่ขัดต่อลักษณะการปกครองคณะสงฆ์ ที่ท่านได้ทำลงไป โดยมิได้มีเจตนาดื้อดัน  แต่ด้วยความรู้เท่าไม่ถึงการณ์มากกว่า อีกอย่างหนึ่งนั้น ท่านเองก็ได้สร้างความเดือดร้อนให้แก่ผู้อื่นคือ เจ้าคณะแขวงเมือง และรองอยู่ไม่น้อยเหมือนกัน  ดังนั้นจากที่ถูกไต่สวนจนพ้นความผิด และได้เข้าเฝ้าสมเด็จพระสังฆราช ณ กรุงเทพมหานคร อันเป็นไปได้โดยยากสำหรับพระภิกษุต่างจังหวัดธรรมดาๆ อย่างท่านในการที่จะมีโอกาสอันดีงาม เช่นนี้

โอวาทของสมเด็จพระสังฆราช และความเมตตาปราณีที่ได้รับจากพระองค์ คงจะช่วยย้อมจิตใจของครูบาศรีวิชัยให้คลายทิฐิที่เคยมี จนกระทั่งหมด บริสุทธิ์ผ่องใส  ในที่สุดท่านจึงได้เที่ยวกราบแสดงความเคารพแด่ทุกท่าน เมื่อได้คืนกลับมาสู่ภาคเหนืออีกครั้งหนึ่งในคราวนี้

ในระยะหลังที่ครูบาศรีวิชัยมาเชียงใหม่นั้น ท่านไปพำนักอยู่ที่วัดเกตการาม ที่ริมฝั่งแม่น้ำปิงด้านตะวันออก  ตลอดพรรษาแรกที่ท่านกลับมาถึงลำพูนนั้น ท่านจำพรรษาอยู่ในบริเวณเดียวกันกับวัดพระธาตุหริภุญชัยในปัจจุบัน

เหรียญมหาสมณุตมาภิเษก

เมื่อออกพรรษาในปี พ.ศ. ๒๔๖๓ แล้ว  ครูบาศรีวิชัยได้เดินทางไปกรุงเทพฯ อีกครั้งหนึ่ง และได้นำเครื่องไทยทานต่างๆ อันเป็นของพื้นเมืองเหนือติดตัวลงไปตามสมควร เพื่อนำไปทูลเกล้าถวายแด่ สมเด็จพระสมณเจ้า กรมพระยาวชิรญาณวโรรส องค์สมเด็จพระสังฆราช และถวายพระผู้ทรงสมณศักดิ์องค์อื่นๆ เช่น พระวรวงศ์เธอ กรมหมื่นชินวรวิริวัฒน์ เจ้าคณะใหญ่ หนกลาง พระธรรมวโรดม พระญาณวราภรณ์ และพระธรรมไตรโลกาจารย์ เป็นต้น

สมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาวชิรญาณวโรรส ทรงพระราชทานเหรียญมหาสมณุตมาภิเษก แก่ครูบาศรีวิชัยด้วย

๔๑ วัดเชียงยัน

ครูบาศรีวิชัย  ได้เดินทางกลับสู่ลำพูนเมื่อเดือนยี่เหนือ (เดือนสิบสอง) ปี พ.ศ. ๒๔๖๓ นั่น  คราวนี้ท่านไม่ได้เดินทางกลับไปสู่วัดบ้านปาง แต่พักอยู่ ณ วัดเชียงยัน ใจกลางเมืองหริภุญชัยนั่นเอง

วัดเชียงยัน ถึงแม้จะเป็นวัดที่อยู่กลางใจเมืองหริภุญชัย ติดต่อกับวัดพระธาตุหริภุญชัยก็ตามที แต่เป็นวัดที่ทรุดโทรม เกือบจะกลายเป็นวัดร้าง ด้วยสร้างมานานแต่สมัยโบราณ มีพระเจดีย์เหลี่ยมเก่าแก่อยู่องค์หนึ่ง เมื่อครูบาศรีวิชัยมาพำนักอยู่ที่นี่ ท่านจึงเกิดความคิดที่จะบูรณะวัดเชียงยันให้เจริญรุ่งเรืองต่อไป

ครูบาศรีวิชัย ได้นำความไปแจ้งแก่เจ้าคณะเมืองลำพูน ๆ ก็อนุญาตด้วยความยินดี ยินดีที่ว่าครูบาศรีวิชัย มิได้ทำอำเภอใจของตนเองอีก แต่ได้มาขออนุญาตจากท่านถูกต้องตามประเพณีไทย และตามการปกครองคณะสงฆ์ ที่มีระเบียบแบบแผน ครูบาศรีวิชัยจึงเริ่มลงมือบูรณะวัดเชียงยันนับเป็นวัดแห่งที่สองที่ท่านบูรณะ ถัดจากการวัดบ้านปางเป็นแห่งแรก

เมื่อข่าวที่ครูบาศรีวิชัยจะบูรณะวัดเชียงยันอันรกร้างหญ้าขึ้นรก จนกระทั่งกลายเป็นทุ่งเลี้ยงวัว แพร่หลายเป็นที่ทราบกันทั่วไปนี้เอง ความเป็นผู้มหัศจรรย์ของครูบาศรีวิชัยก็เกิดขึ้น

ชาวบ้านจำนวนมากทั้งชาวเมืองลำพูน และเชียงใหม่ที่ทราบข่าว ต่างพากันมาช่วยเหลือ โดยที่ครูบาศรีวิชัยมิได้ไปบังคับกะเกณฑ์แต่อย่างไร ซึ่งนอกจากคนเมืองแล้ว ก็ยังมีชาวป่าชาวเขาอีกหลายเผ่าหลายภาษา ออกจากถิ่นที่อยู่มาชุมนุมทำงานกันอย่างหนาแน่นที่วัดเชียงยัน  งานบูรณะวัดนี้จึงเป็นไปอย่างรวดเร็วไม่น่าเชื่อ เพียงไม่ถึงสามเดือนต่อมา วัดเชียงยันที่แทบจะหมดสภาพเป็นวัดร้าง ก็กลับเป็นวัดที่มีเสนาสนะสะอาดมั่นคง มีลานวัดอันกว้างใหญ่ที่งาม ราบเรียบด้วยหญ้าเขียวขจี จนกระทั่งวัดพระธาตุหริภุญชัยเองที่อยู่ติดๆ กันหมองไปถนัดใจ

ความสำเร็จจากการบูรณะวัดเชียงยันในเวลาอันรวดเร็วของครูบาศรีวิชัยนี้เอง ที่เป็นสาเหตุให้ท่านต้องเดินตระเวนไปสู่หัวบ้านหัวเมืองต่างๆ ที่ชาวบ้านพากันมาขอร้องให้ท่านไปเป็นประธานในการบูรณะวัด หรือปูชนียสถานสำคัญต่างๆ เริ่มด้วย ชาวอำเภอห้างฉัตร จังหวัดลำปาง ได้มาขอร้องให้ครูบาศรีวิชัยไปเป็นประธานนั่งหนักในวิหาร บูรณะ พระธาตุม่อนไก่แจ้ อันเป็นปูชนียสถานสำคัญของเมืองห้างฉัตร จังหวัดลำปาง ที่มีตำนานปรัมปราว่า พระพุทธองค์เคยเสด็จมาถึงม่อนไก่แจ้แห่งนี้ แล้วมีพระพุทธองค์ทำนายว่า เมื่อพระองค์เสด็จปรินิพพานแล้ว พระบรมสารีริกธาตุของพระองค์ส่วนหนึ่ง จะมาประดิษฐานอยู่ ณ ม่อนไก่แจ้แห่งนี้

ชาวเมืองห้างฉัตรเล่ากันสืบมาว่า  แต่โบราณมาก็เห็นพระธาตุม่อนไก่แจ้ประดิษฐานอยู่บนยอดดอย หรือ  "ม่อน"  แต่กาลเวลาที่ผ่านมา ทำให้พระธาตุม่อนไก่แจ้ปรักหักพังไปเป็นอันมาก ไม่มีใครมีแรงพอที่จะเรียกร้องศรัทธาของผู้คน ให้มาร่วมแรงร่วมใจกันบูรณะพระธาตุองค์นี้ได้ จึงมาขอเชิญครูบาศรีวิชัยไปเป็นประธานนั่งหนักในการบูรณะพระธาตุนี้  ครูบาศรีวิชัยท่านไม่เคยขัดผู้ใด ถ้าหากเป็นเรื่องงานบุญหนัก งานกุศล ท่านบอกชาวเมืองห้างฉัตรว่า ไปขออนุญาตเจ้าคณะเมืองลำปาง หรือเจ้าคณะแขวงห้างฉัตรให้เรียบร้อย เสียก่อน ส่วนท่านจะขออธิษฐานดูว่า จะมีทางบูรณะพระธาตุม่อนไก่แจ้ได้สำเร็จหรือไม่

ทุกครั้งที่ครูบาศรีวิชัย จะไปทำการบูรณปฏิสังขรณ์วัด หรือปูชนียสถานแห่งใดก็ตาม ท่านจะต้องขอ  "อธิษฐาน" ก่อนทุกคราวไป  โดยบอกกับชาวบ้านว่า ต้องมีเทวดามาช่วยถึงสำเร็จได้  นี่คือหลักจิตวิทยาอันยอดเยี่ยมของครูบาศรีวิชัย

ครูบาศรีวิชัย ท่านต้องการผูกจิตผูกใจชาวบ้านให้มาช่วยกันทำงาน สร้างสรรค์ความเจริญให้แก่พระบวรพุทธศาสนา อันเป็นการกระทำความดี มิใช่การหลอกลวงผู้ใดผู้หนึ่ง ท่านจึงมักต้องอาศัยเทวดาช่วยอยู่เสมอ เมื่อชาวบ้าน บ้านห้างฉัตร ได้ไปขออนุญาตต่อเจ้าคณะแขวงห้างฉัตร และเจ้าคณะเมืองลำปางเรียบร้อยแล้ว ก็เดินทางกลับมาหาครูบาศรีวิชัยที่วัดเชียงยัน เมืองลำพูน อีกครั้ง  คราวนี้เองครูบาศรีวิชัย ก็ได้เดินทางไปสู่อำเภอห้างฉัตร เมืองลำปาง พร้อมด้วยคณะศรัทธาติดตามท่านไปเป็นจำนวนมาก เพื่อช่วยกันบูรณะพระธาตุม่อนไก่แจ้

พระธาตุม่อนไก่แจ้

.ห้างฉัตร จ.ลำปาง

ภาพจาก www.watphrathan.com

ต้นปี พ.ศ. ๒๔๖๔ นั่นเอง  การบูรณะพระธาตุม่อนไก่แจ้ อำเภอห้างฉัตร จังหวัดลำปาง ก็เสร็จเรียบร้อย หลังจากที่ใช้เวลาเพียง ๓ เดือนเต็มๆ เท่านั้น องค์พระธาตุที่ปรักหักพัง ยอดหักกลิ้งลงมาอยู่กับพื้นนั้น ได้รับการบูรณะขึ้นใหม่จนบริบูรณ์ทั้งองค์ ในรูปแบบเดิมที่เป็นของเก่า  น่านิยมครูบาศรีวิชัยอยู่อีกประการหนึ่งก็คือ ไม่ว่าท่านไปบูรณะอะไรที่ไหนก็ตาม ท่านจะไม่สร้างขึ้นใหม่ แต่จะบูรณะให้คงสภาพเดิม  นับได้ว่าท่านเป็นนักอนุรักษ์นิยมที่น่าสรรเสริญทีเดียว ถ้าไม่เช่นนั้นแล้ว ปูชนียสถานสำคัญหลายแห่งของภาคเหนือ  ไม่ว่าจะเป็นเจดีย์กู่กุด วัดจามเทวี ลำพูน หรือ พระเจ้าตนหลวง ที่พะเยา ฯลฯ ก็คงป่นปี้หาศิลปะชิ้นเดิมไม่พบ เพราะสถานที่เหล่านี้ ล้วนแต่เป็นผลงานจากการบูรณปฏิสังขรณ์ของครูบาศรีวิชัยทั้งสิ้น

 ชาวเมืองห้างฉัตร ได้ร่วมใจกันจัดงานฉลองสมโภชพระธาตุม่อนไก่แจ้อย่างสนุกสนาน หลายคืนหลายวันติดต่อกัน มีผู้คนหลั่งไหลไปสักการะพระธาตุม่อนไก่แจ้อย่างมากมาย แล้วครูบาศรีวิชัยก็คืนกลับสู่วัดเชียงยัน เมืองลำพูน

๔๒. พระธาตุหริภุญชัย

คราวนี้เองที่ท่านได้ฝากผลงานอันยิ่งใหญ่อีกชิ้นหนึ่งไว้แก่นครหริภุญชัย นั่นคือ ท่านเป็นประธานนั่งหนักในการบูรณะวัดพระธาตุหริภุญชัยทั้งวัด รวมทั้งองค์พระธาตุอันเป็นปูชนียสถานสำคัญที่สุดของเมืองลำพูนด้วย  วัดแห่งนี้คือที่กักขังท่านสมัยที่ถูกลงโทษจากเจ้าคณะเมืองลำพูน ท่านได้เห็นความชำรุดทรุดโทรมแต่สมัยนั้น บัดนี้เป็นโอกาสของครูบาศรีวิชัยแล้ว ท่านจะบูรณะวัดพระธาตุหริภุญชัยให้เจริญรุ่งเรือง งดงามสมกับเป็นปูชนียสถานสำคัญที่สุดของเมืองลำพูน

ด้วยมือเปล่าๆ เพียงสองข้าง และกำลังใจอันเด็ดเดี่ยวนี่แหละ พระธาตุหริภุญชัย คือปูชนียสถานอันสำคัญยิ่งของเมืองหริภุญชัย หรือลำพูนอันเก่าแก่ เป็นที่เคารพสักการะของชาวลานนาไทยมานานนับหลายศตวรรษ นับเป็นพระมหาเจดีย์สถานที่สำคัญสุดยอด ๑ ใน ๗ แห่งราชอาณาจักรไทย  ซึ่งสัตตมหาสถานทั้ง ๗ แห่งนี้ เป็นปูชนียสถานอันเคยเป็นหลักของนครเก่าแก่โบราณกาลมา ซึ่งสมเด็จพระมหากษัตริย์ศึกในพระบรมราชวงศ์จักรีทุกพระองค์ที่เสด็จขึ้นเสวยราชสมบัติจะต้องเสด็จไปทรงมนัสการ หรือมิฉะนั้นก็โปรดฯ ให้แต่งเครื่องราชสักการะนำไปบูชา ณ ปูชนียสถานแห่งนั้น

        พระมหาเจดีย์สถานอันสำคัญ ๗ แห่งในราชอาณาจักรไทยมีดังนี้

 ๑.    พระปฐมเจดีย์ นับเป็นพระเจดีย์องค์แรกก่อนเราจะมีสยามประเทศ นับตั้งแต่ครั้งพระพุทธศาสนาเริ่มเผยแพร่เข้ามาสู่ดินแดนสุวรรณภูมิ ในสมัยพระเจ้าอโศกมหาราชแห่งชมพูทวีป

 ๒.    พระธาตุพนม อำเภอธาตุ จังหวัดนครพนม ซึ่งเป็นปูชนียสถานเก่าแก่สืบเนื่องมาจากอาณาจักรโคตรบูร

 ๓.    รอยพระพุทธบาท อำเภอพระพุทธบาท จังหวัดสระบุรี

 ๔.    พระบรมธาตุนคร อำเภอเมือง จังหวัดนครศรีธรรมราช

 ๕.    พระธาตุหริภุญชัย อำเภอเมือง จังหวัดลำพูน

 ๖.    พระพุทธชินราช อำเภอเมือง จังหวัดพิษณุโลก

 ๗.    พระมหาธาตุสวรรคโลก อำเภอสวรรคโลก จังหวัดสุโขทัย

พระปฐมเจดีย์

พระธาตุพนม พระพุทธบาท สระบุรี พระบรมธาตุนครศรีธรรมราช
พระพุทธชินราช พระธาตุหริภุญชัย พระธาตุดอยสุเทพ พระมหาธาตุสวรรคโลก

พระมหาเจดีย์สถานอันสำคัญทั้ง ๗ แห่งนี้ มีแต่เก่าแก่โบราณมาเป็นที่เคารพเลื่อมใสของพุทธศาสนิกชนทั่วไป ในสมัยก่อนนั้นถึงกับกล่าวว่า หากพุทธศาสนิกชนท่านใด สามารถเดินทางไปไหว้พระมหาเจดีย์ทั้ง ๗ แห่งนี้ได้ครบแล้ว ก็จะได้กุศลผลบุญอันยิ่งใหญ่ ที่จะช่วยเสริมสร้างบารมีในชาติต่อไป

สาเหตุที่มีคำกล่าวเช่นนี้ ก็เห็นจะเป็นเพราะว่า ในสมัยครั้งก่อนนั้น การเดินทางไปนมัสการปูชนียสถานแต่ละแห่งดังกล่าวนี้ มิใช่เรื่องง่ายๆ ที่บุคคลธรรมดาสามัญจะสามารถกระทำได้ทั่วถึง ดูแต่พระปฐมเจดีย์ ซึ่งปัจจุบันนี้อยู่ใกล้กรุงเทพฯ เหลือเกินนั้น ย้อนหลังไปเพียงสมัยรัชกาลที่ ๓ เมื่อครั้งท่านสุนทรภู่ กวีเอกของไทยไปนมัสการ ท่านยังต้องนั่งเรือไป และบุกป่าผ่าดงกว่าจะถึงองค์พระปฐมเจดีย์

สำหรับพระธาตุหริภุญชัยแห่งนครลำพูนนี้ นับได้ว่าเป็นปูชนียสถานเก่าแก่ที่สุดของลานนาไทย  เพราะเมืองหริภุญชัยอันเป็นที่ประดิษฐานพระบรมธาตุสำคัญองค์นี้ ก็เป็นเมืองเก่าแก่ที่สุดในลานนาไทยเมืองหนึ่ง  เพราะตามประวัตินั้น หริภุญชัยได้สร้างขึ้นตั้งแต่ พ.ศ. ๑๒๐๓ และพอถึงปี พ.ศ. ๑๒๐๖ ราชวงศ์กษัตริย์แห่งเมืองละโว้ก็ได้เสด็จมาครองเมืองหริภุญชัย คือ พระนางจามเทวี เมืองหริภุญชัย เพิ่งจะเสียเอกราชให้แก่อาณาจักรลานนาไทยของพ่อขุนเม็งรายมหาราชเมื่อปี พ.ศ. ๑๘๒๔  ก่อนที่พ่อขุนเม็งรายมหาราชจะทรงสร้างนครเชียงใหม่ขึ้นเป็นราชธานีของอาณาจักรลานนาไทยเมื่อ พ.ศ. ๑๘๓๙ ถึง ๑๕ ปี

หริภุญชัยจึงเป็นเมืองเก่าแก่กว่าเชียงใหม่มากนัก ครูบาศรีวิชัยคงจะได้แลเห็นความชำรุดทรุดโทรมของวัดพระธาตุฯ อยู่ไม่น้อย ในระหว่างท่านถูกนำมากักขังไว้ที่นี่ และในระหว่างที่มาบูรณะวัดเชียงยันซึ่งอยู่ติดกับวัดพระธาตุหริภุญชัยนั่นเอง

นักบุญอย่างครูบาศรีวิชัยนั้น ท่านปรารถนาที่จะจรรโลงพระพุทธศาสนาให้วัดพระธาตุหริภุญชัยวัฒนาสืบไป ถ้าไม่มีพระอารามเสียแล้ว จะหาสถานที่แห่งใดเล่า ที่จะให้กุลบุตร กุลธิดาได้บวชเป็นศิษย์ของตถาคตสืบพระพุทธศาสนาต่อไป

พระธาตุหริภุญชัย ปูชนียสถานเก่าแก่ของลานนาไทยแห่งนี้ มีประวัติปรากฏอยู่ในหนังสือเก่าหลายเล่ม เช่น พงศาวดารโยนก ชินกาลมาลีปกรณ์ จามเทวีวงศ์ ฯลฯ เป็นต้น

สรุปได้ว่า  สร้างขึ้นในสมัยพระเจ้าอาทิตย์ราชเป็นกษัตริย์ครองเมืองหริภุญชัย แต่ทว่าปีศักราชที่ครองราชสมบัติ และปีที่สร้างพระธาตุนั้นไม่ตรงกันเลยสักฉบับเดียว พงศาวดารโยนกกล่าวว่าพระเจ้าอาทิตย์ราชสร้างพระธาตุหริภุญชัยเมื่อปี พ.ศ. ๑๕๘๖ ชินกาลมาลีปกรณ์ กล่าวว่าสร้างเมื่อปี พ.ศ. ๑๖๐๖ ตำนานพระธาตุหริภุญชัยกล่าวว่า พระเจ้าอาทิตย์ราชสร้างเมื่อปี พ.ศ. ๑๔๔๐  นอกจากนี้แล้วยังมีหนังสือเก่าต่างๆ ที่ออกศักราชที่สร้างพระธาตุฯ ไม่ตรงกันเลย แต่ ความตรงกันที่ว่าผู้ที่โปรดฯให้สร้างพระธาตุฯ ก็คือ พระเจ้าอาทิตย์ราช แน่นอน

พระเจ้าอาทิตย์ราช  เป็นกษัตริย์ผู้ยิ่งใหญ่องค์หนึ่งของนครหริภุญชัย ที่มีเรื่องกล่าวถึงไว้มากมายในหนังสือชินกาลมาลีปกรณ์

สมัยนั้นนครหริภุญชัย อุดมสมบูรณ์พูนสุขอย่างยิ่ง  พระเจ้าอาทิตย์ราชทรงบำรุงพระพุทธศาสนา และทรงเลื่อมใสยิ่งนัก ชินกาลมาลีปกรณ์เล่าว่า พระองค์โปรดให้สร้างปราสาทใหญ่เป็นที่ถวายอาหารแด่พระภิกษุสงฆ์ขึ้น ณ กลางเมืองหริภุญชัย  แล้วทรงขายปราสาทแห่งนั้นให้แก่เศรษฐีในเมือง และนำเงินที่ได้มา ไปบริจาควัดวาอารามต่างๆ บูรณปฏิสังขรณ์เสนาสนะที่ทรุดโทรมให้คืนดี

๔๓. คำบอกของกา

พระราชวังที่ประทับของกษัตริย์ลำพูนในสมัยนั้น อยู่ใกล้กับวัดพระธาตุหริภุญชัยในปัจจุบันนี้เอง  ใกล้ตำหนักที่ประทับของเจ้าอาทิตย์ราช มีหอจัณฑาคาร เป็นที่สำหรับเสด็จไปทรงพระบังคน แต่หลังจากที่พระเจ้าอาทิตย์ราชขึ้นเสวยราชไม่นานนัก ก็ได้เกิดเหตุอัศจรรย์ขึ้น นั่นคือ ทุกครั้งที่พระองค์เสด็จไปทรงพระบังคน ณ หอแห่งนั้น เมื่อเสด็จออกมาจะต้องมีอีกาตัวหนึ่งมาถ่ายมูลกลางอากาศ ตกลงมาถูกเศียรของพระองค์ทุกครั้ง

พระเจ้าอาทิตย์ราช เต็มไปด้วยความแปลกพระทัย ในที่สุดจึงมีพระดำรัสสั่งให้พรานจับกาตัวนั้นมาให้ได้ และนำมาขังไว้ พระองค์อยากจะทรงทราบว่าเพราะเหตุใดกาจึงถ่ายรดพระเศียรทุกครั้งที่เสด็จไปทรงพระบังคน พระเจ้าอาทิตย์ราช โปรดฯให้นำทารกที่ยังไม่รู้ภาษาไปอยู่ร่วมกับกา เป็นเวลานานถึง ๗ ปี  ความลับเรื่องนี้จึงได้เปิดเผยออกมาว่า สถานที่ตั้งหอจัณฑาคารแห่งนี้ ใต้ลงไปในพื้นดินมีพระบรมสารีริกธาตุของสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าประดิษฐานอยู่แต่โบราณ

เมื่อทรงทราบดังนั้น พระเจ้าอาทิตย์ราชจึงโปรดให้รื้อหอจัณฑาคารออกทันที  แล้วขุดดินที่ไม่บริสุทธิ์ออกไปทิ้งนอกนครหริภุญชัย และทำการปรับพื้นที่ตรงนั้นใหม่ ตั้งประรำพิธีล้อมรอบด้วยฉัตรทำพิธีบูชาพระบรมสารีริกธาตุ เมื่อครบ ๗ วันแล้ว ก็โปรดให้ขุดหาพระบรมสาริกธาตุตามความบอกเล่าของกากับทารก ก็ได้พบพระบรมสารีริกธาตุประดิษฐานอยู่ในพระเจดีย์ทองคำสูง ๓ ศอก  ตรงใต้หอจัณฑาคารเดิมนั่นเอง

หลังจากนั้นพระเจ้าอาทิตย์ราช ก็โปรดให้สร้างพระเจดีย์ขึ้น ประดิษฐานพระบรมสารีริกธาตุไว้ใต้ดินดังเดิม  พระธาตุหริภุญชัยที่สร้างขึ้นในครั้งแรกนี้เป็นสถูปทรงปราสาท ซึ่งตำนานชินกาลมาลีปกรณ์เล่าว่า สูง ๑๒ ศอก มีเสา ๔ เสา ประตู ๔ ด้าน นับแต่นั้นมาพระธาตุหริภุญชัยก็เป็นปูชนียสถานคู่เมืองลำพูนเรื่อยมา

กษัตริย์ผู้ครองเมืองหริภุญชัยในสมัยต่อมา ได้บูชาพระธาตุหริภุญชัย โดยสร้างเสริมให้สูงใหญ่ขึ้น แต่ยังคงรักษาลักษณะเดิมไว้ อย่างเช่นสมัยพระเจ้าสรรพสิทธิ์ ได้บูรณะพระธาตุจนสูง ๒๘ ศอก ครั้นเมื่อพ่อขุนเม็งรายมหาราชตีนครหริภุญชัยได้เมื่อปี พ.ศ. ๑๘๒๔ นั้น  โปรดฯ ให้อ้ายฟ้าอำมาตย์ นายทหารคนสนิท เป็นแม่กองมาบูรณะพระธาตุหริภุญชัยขึ้นใหม่ทั้งองค์  โดยสร้างเป็นสถูปแบบลานนาไทย ครอบประสาทเดิมไว้ภายใน

ภาพในอดีตที่เห็นนี้คือภาพของพระพุทธรูปในวิหารหลวงของวัดพระธาตุหริภุญชัย ที่พังทลายหลังจากเกิดพายุครั้งใหญ่ 

คุณลุงบุญเสริม สาตราภัย เจ้าของภาพเล่าให้ฟังว่า วิหารเดิมนั้นสร้างด้วยไม้สักทั้งหลังสวยงามมาก

หลังจากที่ถูกพายุพัดพังไปก็เหลือเพียงพระพุทธปฏิมาองค์ใหญ่ 1 องค์ พร้อมพระพุทธรูปองค์เล็กอีกหลายองค์ที่ยังคงสภาพเดิมไว้ได้อยู่ โดยไม่เสียหายไปตามแรงลมพายุ

ภาพจาก www.compasscm.com

สมัยต่อมา เมื่ออาณาจักรลานนาไทยมีศูนย์กลางอยู่ที่นครเชียงใหม่นั้น กษัตริย์ราชวงศ์เม็งรายที่ขึ้นครองราชวงศ์เชียงใหม่อีกหลายพระองค์ ก็ได้ทรงบูรณะพระธาตุหริภุญชัยเรื่อยมา คือ พระเจ้าคำฟู พระเจ้ากือนา พระเจ้าติโลกราช พระเมืองแก้ว พระเมืองอ้าย พระไชยเชษฐาธิราช เป็นต้น

ในสมัยรัตนโกสินทร์ เมื่อนครเชียงใหม่เป็นประเทศราชของไทยนั้น  เจ้าผู้ครองนครก็ได้บูรณะพระธาตุหริภุญชัยสืบมาเช่น  พระเจ้ากาวิละ และพระเจ้ากาวิโรรส เป็นต้น

ด้วยเหตุนี้เอง  พระธาตุหริภุญชัยจึงกลายเป็นพระอารามใหญ่ มีฐานะเป็นพระอารามหลวงชั้นวรมหาวิหาร ในปัจจุบัน สำหรับพระธาตุหริภุญชัยนี้มีการบูรณะครั้งใหญ่เมื่อ ๒๕ พุทธศตวรรษ เมื่อรัฐบาลจัดงานฉลองยี่สิบห้าพุทธศตวรรษ มีการบูรณะปูชนียสถาน อันเป็นพระมหาเจดีย์สำคัญทั้ง ๗ แห่งของไทย สำหรับพระธาตุหริภุญชัยได้รับงบประมาณบูรณะครั้งนี้เป็นเงิน ๑ ล้านบาท  พระธาตุหริภุญชัยสูง ๒๓ วา หรือ ๔๖ เมตร มีฉัตร ๙ ชั้น อยู่บนยอดสูงสุด ฐานกว้างด้านละ ๑๒ วา ๒ ศอก หรือ ๒๕ เมตร

นี่คือลำดับความเป็นมาของพระธาตุหริภุญชัย ปูชนียสถานสำหรับคู่เมืองหริภุญชัยแห่งนี้ ซึ่งเก่าแก่ยิ่งนัก

ก่อนที่ครูบาศรีวิชัย จะมาบูรณะวัดพระธาตุหริภุญชัย เมื่อ พ.ศ. ๒๔๖๓ นี้เมื่อประมาณปี พ.ศ. ๒๔๕๘ ได้เกิดพายุใหญ่ขึ้นที่เมืองลำพูน พัดกระหน่ำทำความเสียหายแก่วัด และบ้านเรือนเป็นอันมาก โดยเฉพาะองค์พระธาตุหริภุญชัยถึงกับยอดฉัตรเอียง กุฏิวิหารในวัดได้รับความเสียหายเป็นอันมาก สถานที่ของวัดในสมัยก่อนที่ครูบาศรีวิชัยจะเป็นประธาน  "นั่งหนัก"  บูรณะขึ้นใหม่ จึงค่อนข้างชำรุดทรุดโทรมมากทีเดียว

๔๔. บาตรใบเดียว

ก่อนที่จะลงมือบูรณะวัดพระธาตุหริภุญชัย  ครูบาศรีวิชัยได้ขออนุญาตเจ้าคณะเมืองลำพูน ซึ่งท่านได้พูดกับครูบาศรีวิชัยว่า วัดพระธาตุหริภุญชัยนั้นทรุดโทรมมากทั่วพระอาราม ครูบาศรีวิชัยจะนำเงินที่ไหนมาบูรณะได้ ครูบาศรีวิชัยตอบว่า ตัวท่านเองไม่มีเงินทองจะนำมาบูรณะพระธาตุหริภุญชัยหรอก ท่านมีแต่บาตรใบเดียวเท่านั้น แต่ท่านเชื่อว่าศรัทธาของชาวเมืองลำพูน และเมืองใกล้เคียง จะหลั่งไหลมาเต็มบาตรของท่าน

เจ้าคณะเมืองลำพูนก็อนุญาตให้ครูบาศรีวิชัยบูรณะวัดพระธาตุหริภุญชัยได้ตามที่ปรารถนา ครูบาศรีวิชัยจึงประกาศข่าวนี้แก่สานุศิษย์ และชาวเมืองลำพูนทันที เชิญชวนให้ทุกคนมาร่วมแรงร่วมใจกัน บูรณะพระธาตุหริภุญชัย และพระอารามตามแต่ศรัทธา

ครั้งนั้นครูบาศรีวิชัยจำพรรษาอยู่ ณ วัดเชียงยัน อันอยู่ฟากทิศเหนือของวัดพระธาตุหริภุญชัย ใกล้ขนาดแนวเขตติดต่อกันเลยทีเดียว  ท่านได้ประกาศข่าวนี้ให้สานุศิษย์ที่เคารพเลื่อมใสท่านทราบทั่วกัน เพียงชั่วเวลาไม่กี่วันต่อมาเท่านั้น วัดเชียงยันก็หนาแน่นไปด้วยผู้คนที่หลั่งไหล นำเงินทองข้าวของมาบริจาคให้แก่ ครูบาศรีวิชัย

บาตรเพียงใบเดียวของครูบาศรีวิชัยเล็กเกินไปที่จะรองรับศรัทธา และน้ำใจของชาวเมืองเสียแล้ว  นอกจากชาวเมืองที่นำเงิน ทอง มาบริจาคเพื่อบูรณะวัดพระธาตุหริภุญชัยแล้ว ยังมีชาวบ้านอีกจำนวนมาก อาสาตัวเองมาทำงาน โดยมิได้คิดค่าจ้าง นับจำนวนร้อยคน ครูบาศรีวิชัยต้องตั้งโรงครัวหุงหาอาหารเลี้ยงคนงาน โดยมีแม่ครัวชาวพื้นเมืองมาช่วยปรุงแต่งกับข้าวกับปลาเลี้ยงผู้ชายที่ใช้แรงงานบูรณะวัด กันอย่างไม่เห็นแก่เหน็ดเหนื่อย นี่คือสิ่งพิสูจน์บารมีของครูบาศรีวิชัยโดยแท้

พระภิกษุจากบ้านปาง อำเภอลี้ ดินแดนกันดารที่ไม่มีใครรู้จักนั้น สามารถผูกจิตผูกใจชาวเมืองเหนือได้มากถึงเพียงนี้เชียวหรือ?

งานบูรณะวัดพระธาตุหริภุญชัยนั้น เริ่มตั้งแต่ถากถางหญ้าบริเวณวัด ที่รกไปด้วยต้นไม้ใบหญ้า ปรับพื้นที่ให้เรียบเสมอ ตกแต่งสถานที่ต่างๆ ให้เรียบร้อยดูงาม ส่วนงานบูรณะใหญ่ได้แก่การบูรณะองค์พระธาตุ และบริเวณวิหารหลวง สิ่งที่น่าชื่นชมอย่างยิ่งก็คือ คนชาวเมืองเหนือที่มีความรู้ในเรื่องวิชาแกะสลัก และช่างปูน ช่างปั้น ได้ร่วมใจกันบูรณะองค์พระธาตุ และพระวิหารหลวงอย่างพร้อมเพรียง  เป็นการทำงานของผู้ที่มีความรู้วิชาช่างอย่างแท้จริง ผลงานที่สำเร็จออกมาจึงงดงามน่าชม เป็นงานศิลปะชั้นสูง ที่ช่วยส่งเสริมความสง่างามให้แก่วัดพระธาตุหริภุญชัย

การบูรณะปูชนียสถานโบราณสถานนั้น เปรียบประดุจดาบสองคม  ถ้าหากผู้บูรณะมีความรู้แท้จริง รักษารูปแบบศิลปกรรมดั้งเดิม งานใหม่ที่ออกมาก็เชิดชูปูชนียสถานนั้นๆ ให้สง่างามขึ้น ในทางตรงกันข้าม ถ้าหากผู้ไปบูรณะขาดความรู้ บูรณะไปตามใจชอบ ก็เป็นการทำลายปูชนียสถานอย่างน่าเสียดายยิ่ง

งานบูรณะวัดหริภุญชัยเสร็จเรียบร้อยเมื่อเดือน ๖ ขึ้น ๖ ค่ำ ปี พ.ศ. ๒๔๖๓  สิ้นเงินในการบูรณะไปทั้งหมด ๓๒๒,๕๐๐ รูปี เงินรูปีในสมัยนั้น ๑ รูปีประมาณ ๘๕ สตางค์  จึงเป็นเงินทั้งหมด ๒๗๔,๑๒๕.๐๐ บาท เงินเกือบสามแสนบาทในสมัยนั้น พ.ศ. ๒๔๖๓ คิดเป็นค่าของเงินสมัยนี้มากเพียงไหน? ทุกบาททุกสตางค์ ล้วนแต่เป็นเงินบริจาคที่ครูบาศรีวิชัยได้รับจากผู้มีศรัทธาทั้งสิ้น ยากนักที่จะหาพระภิกษุรูปใด ที่จะสามารถเรียกร้องศรัทธาผู้คนได้ถึงเพียงนี้ มิใช่หรือ?

ครูบาศรีวิชัย ได้คืนกลับสู่บ้านปาง อำเภอลี้ จังหวัดลำพูนอีกครั้ง เมื่อปลายปี พ.ศ. ๒๔๖๓ เพราะโยมมารดา คือนางอุสาห์ได้ถึงแก่กรรม เวลานั้นอายุได้ ๗๐ ปี ชีวิตในบั้นปลายของโยมอุสาห์ มารดาของครูบาศรีวิชัยนั้น ปรากฏว่าได้เข้าวัดถือศีล ณ วัดบ้านปางนั่นเอง อิ่มเอิบในผลบุญกระทั่งวาระสุดท้ายของชีวิต

ครูบาศรีวิชัยได้ทำบุญอุทิศส่วนกุศลให้โยมมารดาด้วยอาการปกติ ไม่เศร้าโศกอะไรมากนัก เพราะท่านทราบดีว่า การเกิดแก่เจ็บตายนั้นเป็นวัฏสงสารของมนุษย์ ตามกรรมเก่าแต่ชาติปางก่อน ไม่มีใครสามารถหลีกเลี่ยงได้ จะช้าหรือเร็วเท่านั้น

ในการกลับมาจำพรรษาอยู่ที่วัดบ้านปางอีกครั้งนี้ ครูบาศรีวิชัยได้ก่อสร้างพระเจดีย์ใหญ่หลังโบสถ์ ที่สร้างค้างไว้แต่เมื่อหลายปีก่อน จนกระทั่งสำเร็จเรียบร้อย

วัดศรีดอนชัยทรายมูล หรือ วัดบ้านปาง ที่โรยราไปในระยะที่ครูบาศรีวิชัยถูกข้ออธิกรณ์จนกระทั่งต้องลงไปรับการไต่สวนในกรุงเทพฯ นั้น กลับหันมาแน่นด้วยอุบาสกอุบาสิกาอีกครั้งหนึ่ง  เพราะครูบาศรีวิชัย ต้นบุญที่พวกเขานับถือได้กลับมาสู่วัดบ้านปางแล้วนั่นเอง สานุศิษย์เก่าๆ ของครูบาศรีวิชัย มีทั้งคนเมือง และชาวป่าชาวเขาก็กลับมารวมกันที่วัดบ้านปางอีกเช่นกัน

ตลอดพรรษา ครูบาศรีวิชัยจำพรรษาที่วัดบ้านปางอย่างสงบ  ดูเหมือนเรื่องร้ายอันเป็นมรสุมชีวิตของท่านนั้นได้ผ่านพ้นไปหมดแล้ว เหมือนดวงจันทร์ที่โผล่พ้นจากหมู่เมฆ เปล่งแสงเรืองรองทั่วอากาศ ซึ่งถ้าครูบาศรีวิชัย จำพรรษาอยู่ ณ วัดบ้านปางเรื่อยไป เรื่องราวของท่านก็คงจะหมดสิ้นลงเพียงเท่านี้ และไม่เป็นที่กล่าวขวัญกันในฐานะนักบุญแห่งลานนาไทยเหมือนทุกวันนี้ แต่ทว่าหาเป็นเช่นนั้นไม่  พอออกพรรษาปีนั้นเอง ครูบาศรีวิชัยก็ออกจาริกไปบูรณะก่อสร้างปูชนียสถาน และวัดวาอารามทั่วลานนาไทยอีกครั้งหนึ่ง

๔๕ พระธาตุดอยเกิ้ง

พระธรรมโมลี (อมร อมรปัญญโญ)

เจ้าคณะภาค ๗ และเจ้าอาวาส

วัดพระธาตุหริภุญชัย จ.ลำพูน

ได้บูรณะวัดพระธาตุหริภุญชัยไว้ไม่น้อย

มีชาวบ้านอำเภอฮอด จังหวัดเชียงใหม่เดินบุกป่าฝ่าดง มานมัสการครูบาศรีวิชัยถึงวัดบ้านปาง ขอนิมนต์ท่านไปบูรณะพระธาตุดอยเกิ้ง อันเป็นปูชนียสถานเก่าแก่คู่เมืองฮอดมาแต่โบราณ ซึ่งบัดนี้ได้ปรักหักพังไปมาก เป็นที่น่าวิตกว่า หากขืนปล่อยทิ้งไว้เช่นนี้ พระธาตุดอยเกิ้ง ก็จะสูญสิ้นไปในที่สุด ครูบาศรีวิชัย รับนิมนต์ไปบูรณะพระธาตุดอยเกิ้ง เมืองฮอด ทันที

อำเภอลี้ และอำเภอฮอดสองอำเภอนี้มีอาณาเขตติดกัน ถ้าหากมองดูในแผนที่แล้วจะเห็นว่าอยู่ใกล้ชิดกันมาก เดี๋ยวนี้มีถนนเชื่อมระหว่างลี้กับฮอด ผ่านกิ่งอำเภอดอยเต่าไปมาหาสู่กันสะดวกมาก

คำว่าเกิ้ง เป็นภาษาพื้นเมืองเหนือเก่าแก่หมายถึง ฉัตร สาเหตุที่จะมีพระธาตุดอยเกิ้งแห่งนี้ ก็ด้วยตำนานพื้นเมืองเก่าแก่ที่เล่ากันมาว่าในครั้งพุทธกาลนั้น  พระพุทธองค์ได้เสด็จโดยปาฏิหาริย์ มาสู่ดินแดนที่เป็นลานนาไทยเดี๋ยวนี้

พญาขุนแสนทอง

ครั้งกระนั้น บริเวณเชิงดอยแห่งนี้มีพญาผู้หนึ่งมีพระนามว่า พญาขุนแสนทอง ตั้งบ้านเรือนปกครองลูกบ้านอยู่  ครั้นเมื่อพญาขุนแสนทองทรงรู้ว่า พระพุทธองค์เสด็จมาประทับอยู่บนดอยก็ปลื้มปีติโสมนัสนัก รีบนำเกิ้งคำ หรือ ฉัตรทองคำ อันทำด้วยทองคำบริสุทธิ์ หนาเท่ากับหนึ่งแม่มือไปกั้นบังแสงแดดให้แก่พระพุทธองค์

พระธาตุดอยเกิ้ง

ก่อนพระพุทธองค์จะเสด็จจากยอดดอยแห่งนี้ไป ทรงมอบพระเกศาให้พญาขุนแสนทองทรงรักษาไว้เส้นหนึ่ง พร้อมกับทรงมีพุทธทำนายว่า ในกาลภายภาคหน้าเมื่อพระพุทธองค์เสด็จปรินิพพานแล้ว พระบรมสารีริกธาตุองค์หนึ่ง จะมาประดิษฐานอยู่ ณ ยอดดอยแห่งนี้ อันจะมีนามว่า ดอยเกิ้ง สืบไป และพระธาตุนั้นก็จะมีนามว่า พระธาตุดอยเกิ้งด้วย

อาศัยตำนานเก่านี้เอง พระธาตุดอยเกิ้งจึงมีมาแต่โบราณ เมื่อบริเวณนี้กลายเป็นที่ตั้งชุมชนใหญ่ของนักล่องแพ ในสมัยที่การคมนาคมระหว่างเชียงใหม่ และภาคกลางยังต้องอาศัยการเดินทางล่องแพในลำน้ำปิง ผ่านเกาะแก่งต่างๆ ลงมาสู่จังหวัดนครสวรรค์นั้น บ้านท่าเดื่อแห่งนี้มีนักล่องแพมือดีอยู่มากทีเดียว

พระธาตุดอยเกิ้ง จึงเป็นที่เคารพสักการะของทุกคน ที่จะล่องแพผ่านไปสู่ภาคกลางเรื่อยมา แต่ต่อมาพระธาตุดอยเกิ้งได้ปรักหักพังทรุดโทรมลงเป็นอันมาก ชาวบ้านท่าเดื่อจึงพร้อมใจกันไปนิมนต์ครูบาศรีวิชัย มาเป็นประธานในการบูรณะพระธาตุนี้  ด้วยกิตติศัพท์ชื่อเสียงที่ทราบกันว่า ครูบาศรีวิชัยสามารถบูรณะ วัดพระธาตุหริภุญชัยอันใหญ่โตเป็นผลสำเร็จนั้นเอง

ครูบาศรีวิชัยไปถึงไหนศรัทธาของผู้คนก็ไปรวมกันอยู่ที่นั้น ท่านไปถึงวัดพระธาตุดอยเกิ้ง ก็ตั้งกองบูรณะพระธาตุขึ้นที่นั้น ประชาชนในเขตอำเภอฮอดหลั่งไหลมาช่วยบูรณะพระธาตุกันมากมาย ผู้ที่มีฐานะดีก็บริจาคเงินช่วย คนจนที่ไม่มีเงิน แต่มีศรัทธาเปี่ยมล้นในหัวใจ ก็สละแรงกายเข้าช่วย เพียงสองเดือนให้หลัง พระธาตุดอยเกิ้งก็สง่างามดังเดิม

การบูรณะพระธาตุดอยเกิ้ง อำเภอฮอด จังหวัดเชียงใหม่นี้ ใช้เงินไปทั้งสิ้น ๑๖,๙๓๔ รูปี คิดเป็นเงิน ๑๓,๓๙๓.๙๐ บาท อันล้วนแต่ที่มีผู้ศรัทธาบริจาคทั้งสิ้น

ชาวบ้านท่าเดื่อเมืองฮอดได้ร่วมใจกันจัดงานปอย ฉลองพระธาตุดอยเกิ้งที่บูรณะขึ้นใหม่ อย่างเอิกเกริก เป็นเวลาสามวันสามคืน แล้วจากนั้นครูบาศรีวิชัยก็เดินทางกลับสู่บ้านปาง หลังจากที่แวะพักที่ดอยเต่าหนึ่งราตรี ตามคำนิมนต์ของชาวบ้านดอยเต่า ที่ขอให้ครูบาศรีวิชัยไปแสดงธรรมที่นั่น

ใคร่เล่าแทรกไว้ ณ ที่นี้สักเล็กน้อยว่า พระธาตุดอยเกิ้ง ปูชนีย์สถานสำคัญของชาวเมืองฮอดนั้น ปัจจุบันนี้ได้จมอยู่ใต้อ่างเก็บน้ำเหนือเขื่อนภูมิพลเสียแล้ว (หมายเหตุ: จริงๆ แล้ว องค์พระธาตุไม่ได้จมอยู่ใต้อ่างเก็บน้ำ แต่อ่างเก็บน้ำทำให้การขึ้นสู่องค์พระธาตุทำได้ลำบากมากขึ้น จนกระทั่งวัดกลายเป็นวัดร้างไประยะหนึ่ง และยังมีผู้ที่ไม่รู้การศาสนาทั้งหลายได้พากันมาขุดเจาะพระธาตุเจดีย์เอาของมีค่าต่าง ๆ ไปและได้ลอกเอาจังโก๋ที่ติดรอบ ๆ องค์พระธาตุไป ทางคณะสงฆ์ทั้งสองอำเภอคือ ฮอดและดอยเต่า โดยมี ดร.พระราชพรหมาจารย์ (พระอาจารย์ทอง สิริมํคโล) เจ้าคณะอำเภอฮอดเป็นประธานพร้อมด้วยคณะสมณะศรัทธา และมูลศรัทธาทั้งหลาย ได้พากันไถทางขึ้นสู่พระธาตุเจ้าดอยเกิ้งจากหมู่บ้านห้วยหินดำ ต.นาคอเรือ อ.ฮอด เมื่อวันที่ 2 ธันวาคม พ.ศ.2512 รถไถทางเสร็จเมื่อวันที่ 26 มกราคม พ.ศ.2513 เป็นระยะทางทั้งสิ้น 14 กิโลเมตร ปัจจุบัน ทางขึ้นวัดฯ ได้เทปูนไปบ้างแล้วบางส่วน โดยเฉพาะส่วนที่ลาดชัน ลำบากเวลาที่ฝนตก ยังคงมีระยะทางที่ยังไม่เทปูนอีกประมาณ 6 กิโลเมตร - Webmaster) ทำให้เพราะการสร้างเขื่อนภูมิพลนั้น อ่างเก็บน้ำได้ท่วมยาวไกลมาตามลำน้ำปิงเดิม จนกระทั่งถึงอำเภอฮอด จังหวัดเชียงใหม่ ป่าเขาบริเวณต่างๆ กลายเป็นทะเลสาบยาวสุดสายตา และได้ท่วมดอยเกิ้ง อันเป็นที่ประดิษฐานพระธาตุดอยเกิ้งแห่งนี้ด้วย  ส่วนหมู่บ้านดอยเต่าเดิม ที่ครูบาศรีวิชัยแวะแสดงพระธรรมให้ชาวบ้านฟังนั้น ก็ถูกน้ำท่วมเช่นกัน และกรมประชาสงเคราะห์ได้จัดตั้งนิคมสงเคราะห์ชาวบ้านที่ถูกน้ำท่วม โดยอพยพมาตั้งบ้านเรือนใหม่ที่เหนือดอยเต่าปัจจุบัน ซึ่งเดี๋ยวนี้มีฐานะเป็นกิ่งอำเภอดอยเต่า  และบริเวณดอยเต่าเดิมได้กลายเป็นทะเลสาบดอยเต่า อันเป็นที่ท่องเที่ยวใหญ่ ที่มีชื่อเสียงยิ่งของเชียงใหม่

๔๖ บูรณะวัดต่างๆ

ในระหว่างนั้น ครูบาศรีวิชัย ได้รับนิมนต์ไปบูรณะปูชนียสถานโบราณในสถานที่ต่างๆ หลายแห่ง ในเขตจังหวัดลำพูนเป็นส่วนใหญ่ เช่นบูรณะพระวิหารพระอัฏฐารส เป็นเงิน ๑๑,๔๖๐ รูปี วิหารพระละโว้ ๗๓๐ รูปี วิหารพระเจ้าทันใจ เป็นเงิน ๒,๓๓๖ รูปี วิหารพระมหากัจจายนะเป็นเงิน ๒,๗๗๕ รูปี โรงกุฏิครูบาคันธะเป็นเงิน ๑,๒๐๐ รูปีเป็นต้น

ซึ่งยิ่งนานวันขึ้น ชื่อเสียงของครูบาศรีวิชัยในด้านการเป็นนักบูรณปฏิสังขรณ์วัดวาอารามเก่าแก่ ให้กลับเจริญรุ่งเรืองขึ้นมาใหม่  ก็ระบือไปทั่ว เป็นที่รู้จักของชาวเมืองต่างๆ ในภาคเหนือ พร้อมๆ กันนี้ผู้ศรัทธาในครูบาศรีวิชัยมาร่วมงานกับท่านเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ

วัดพระพุทธบาทตากผ้า

ครูบาศรีวิชัย ได้เดินทางไปบูรณะวัด และปูชนียสถานในลานนาไทยหลายจังหวัด ไม่ว่าจะเป็นที่เชียงใหม่ ลำปาง แพร่ เชียงรายเป็นต้น (สร้างวิหารวัดศรีโคมคำพระเจ้าตนหลวง จังหวัดพะเยา - พ.ศ. ๒๔๖๕, บูรณะพระธาตุดอยตุง จังหวัดเชียงราย, บูรณะพระธาตุช่อแฮ จังหวัดแพร่ - พ.ศ. ๒๔๖๖, วัดพระสิงห์ จังหวัดเชียงใหม่ - พ.ศ. ๒๔๖๗, สร้างธาตุและบันไดนาค วัดบ้านปาง, พระธาตุแก่งสร้อย - พ.ศ. ๒๔๖๘ )

ปีพุทธศักราชได้ ๒๔๗๑ ขณะที่ครูบาเจ้าศรีวิไชย สิริวิชฺโย อยู่ที่วัดพระสิงห์ ได้บูรณะวิหารวัดพระสิงห์ขึ้นและได้มาบูรณะวัดพระป้าน (พระนอนแม่ปูคา) สร้างวิหารหลวงครอบองค์พระนอนปางไสยาสน์ มีความยาว ๑๕ เมตรเป็นพระพุทธรูปที่งดงามและ ได้หันพระพักตร์ไปทางทิศเหนือซึ่งแปลกกว่าพระนอนที่อื่น เพราะปั้นไปตามแนวคันนาของชาวนาตามตำนานกล่าวไว้ (จึงได้ชื่อว่าพระป้าน) ครูบาเจ้าศรีวิไชย สิริวิชฺโย พร้อมด้วยท่านขุนเปาเปรมประชา และศรัทธาสาธุชนทั่วสารทิศ ได้ทำการสร้างวิหารหลวงรูปทรงตรีมุข หน้าบันติดทองคำเปลวปูนปั้นตามแบบช่างที่ติดตามครูบาเจ้า ใช้ระยะเวลาในการสร้าง ๓ ปี พ.ศ. ๒๔๗๑ ถึง ๒๔๗๓ ใช้งบประมาณ ๓๐,๐๐๐ รูเปีย

ส่วนลำพูนอันเป็นบ้านเกิดของท่านนั้น ท่านได้ฝากผลงานไว้มากมาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งการบูรณะวัดสำคัญที่สุดอีกวัดหนึ่งของลำพูน คือ วัดพระพุทธบาทตากผ้า ที่ตำบลมะกอก อำเภอป่าซาง ลำพูน เมื่อปี พ.ศ. ๒๔๗๓ จากวัดร้าง ให้กลับมาเป็นวัดที่เจริญรุ่งเรืองสืบมาจนถึงสมัยของ ครูบาพรหมา พรหมจักโก ซึ่งเป็นพระอรหันต์ที่มีชื่อเสียงมากในเวลาต่อมา  พระพุทธบาทตากผ้าเป็นปูชนียสถานสำคัญยิ่งของเมืองลำพูนอีกแห่งหนึ่ง ซึ่งเป็นที่เคารพของชาวเมืองเป็นอย่างยิ่ง เพราะพระพุทธบาทตากผ้าแห่งนี้มีรอยพระพุทธบาทสำคัญ ประดิษฐานบนศิลาแลง อันมีตำนานเก่าแก่ย้อนหลังไปถึงครั้งพุทธกาลเล่าว่า

ครั้งหนึ่งพระพุทธองค์ และพระอานนท์พุทธอนุชา พร้อมด้วยพระอรหันต์จำนวนหนึ่ง ได้เสด็จโดยปาฏิหาริย์ มาสู่ดินแดนอันต่อเนื่องลานนาประเทศ ถึงยัง ดอยม่อนช้าง กับดอยเครือ อันเป็นที่ตั้งวัดพระพุทธบาทตากผ้าในปัจจุบัน  ณ บริเวณผาลาด ดอยม่อนช้างนั้น  พระพุทธองค์ทรงให้พระอานนท์ นำจีวรที่ซักมาจากลำน้ำปิงไปตากให้แห้ง ผาลาด สถานที่ตากผ้าจีวรนั้นก็ปรากฏรอยหยัก เป็นกระทงจีวรมาจนถึงทุกวันนี้ พระพุทธองค์ทรงประทับรอยพระพุทธบาทไว้ ณ ผาลาดแห่งนี้พร้อมกับมีพุทธทำนายว่า  กาลต่อไปเบื้องหน้า สถานที่แห่งนี้จะเป็นที่ตั้งพระอารามสำคัญ มีนามว่า พระพุทธบาทตากผ้า เป็นที่เคารพของคนทั่วไปสืบตลอดชั่วห้าพันวสา  นอกจากรอยพระพุทธบาทแล้ว ยังมีรอยเท้าพระอรหันต์ ๗ ขวบอีกรอยหนึ่ง และรอยเท้าโยคีอีกรอยหนึ่งปรากฏอยู่ด้วย

รอยเท้าพระอรหันต์ ๗ ขวบ

วัดพระพุทธบาทตากผ้า

รอยเท้าพระอรหันต์ ๗ ขวบนั้น ตำนานเล่าว่าเป็นกุมารที่มีฤทธิ์มาก ร่ำเรียนจบไตรเทพตั้งแต่อายุได้ ๗ ขวบ ต่อมาได้พบพระพุทธองค์ สำเร็จอรหันต์แต่อายุเพียง ๗ ขวบเท่านั้น

นี่คือตำนานความเป็นมาของรอยพระพุทธบาทตากผ้า ที่อำเภอป่าซาง จังหวัดลำพูน ท่านจะเห็นว่าบรรดาปูชนียสถานโบราณสถานต่างๆ ในลานนาไทยนั้นมักจะมีตำนานเก่าแก่ว่า  พระพุทธองค์เคยเสด็จมาถึง ณ ที่นั้นๆ และทรงมีพุทธทำนายต่างๆ กัน ซึ่งน่าจะเป็นเรื่องเป็นไปไม่ได้ เพราะตามพุทธประวัตินั้น ก็ไม่ปรากฏพระพุทธองค์จะเคยเสด็จออกพ้นชมพูทวีปเลย แต่ทำไมจึงมีตำนานเช่นนี้อยู่ทั่วทุกหนทุกแห่ง ? เป็นเรื่องที่ยากแก่การวิจารณ์ได้ เพราะเรื่องของอิทธิฤทธิ์ปาฏิหาริย์นั้น หากพูดมากไปแล้ว ผู้ที่ไม่เลื่อมใสเชื่อถือก็อาจจะเหยียดหยามเอาได้

ครูบาพรหมา พรหมจักโก

สำหรับวัดพระพุทธบาทตากผ้านี้ ปรากฏในประวัติศาสตร์ว่า เมื่อครั้งพระนางจามเทวี ราชธิดากษัตริย์แห่งเมืองละโว้ เสด็จมาครองเมืองหริภุญชัย ตามคำทูลเชิญของพระสุกกทันตฤๅษี และพระฤๅษีวาสุเทพนั้น พระนางทรงได้ทราบตำนานความเป็นมาของรอยพระพุทธบาทตากผ้าแห่งนี้ จึงโปรดให้สร้างอุโมงค์ครอบรอยพระพุทธบาทตากผ้า และรอยพระอรหันต์ ๗ ขวบไว้ ณ สถานที่แห่งนี้แล้วกระทำการบูชาสืบมา

กษัตริย์ผู้ครองนครหริภุญชัยทุกพระองค์ ก็ได้บูรณะก่อสร้างวัดพระพุทธบาทตากผ้ามาแทบจะทุกสมัย แต่เนื่องจากสมัยนั้น สถานที่ตั้งวัดพระพุทธบาทตากผ้า อยู่กลางป่ากลางดง ยากแก่การไปมาหาสู่กับเมืองลำพูน วัดแห่งนี้จึงร่วงโรยตามกาลสมัย จนถึงเมื่อครั้งพ่อขุนเม็งรายมหาราชสามารถตีเมืองหริภุญชัยได้สำเร็จในปี พ.ศ. ๑๘๒๔ แล้วนั้น

พ่อขุนเม็งรายมหาราชโปรดฯ ให้บูรณะพระอารามวัดพระพุทธบาทตากผ้าเป็นการใหญ่ทั้งหมด วัดนี้ก็รุ่งเรืองต่อมา ล่วงมาจนถึงกาลเวลานั้น

วัดพระสิงห์วรมหาวิหาร ชียงใหม่

เมื่อปี พ.ศ. ๒๔๗๓ ท่านพระครูพุทธิวงศ์ธาดา เจ้าคณะอำเภอป่าซาง ซึ่งจำพรรษาอยู่ ณ วัดฉางข้าวน้อย ป่าซาง ร่วมกับหลวงวิโรจน์รัฐกิจ นายอำเภอป่าซางสมัยนั้น พิจารณาเห็นว่า วัดพระพุทธบาทตากผ้าอันเก่าแก่สำคัญมาแต่โบราณนั้น บัดนี้ได้ปรักหักพังกลายเป็นวัดร้างไม่มีชิ้นดีเหลืออยู่เลย น่าเสียดายที่ปูชนียสถานสำคัญในพระพุทธศาสนาแห่งนี้ ได้ร่วงโรยไปถึงเพียงนี้ จึงปรึกษากันว่า ควรจะหาทางบูรณะวัดนี้ให้เจริญรุ่งเรืองขึ้นใหม่

แต่ทว่าการที่จะบูรณะวัดพระพุทธบาทตากผ้านั้นเป็นงานใหญ่ ที่ต้องใช้เงินเป็นจำนวนมาก ลำพังแต่ท่านพระครู และนายอำเภอป่าซาง ก็ยากที่จะหาทุนทรัพย์มาบูรณะได้ เมื่อปรึกษากันแล้วก็เห็นว่ามีอยู่ทางเดียว ที่จะบูรณะวัดพระพุทธบาทตากผ้าได้ นั่นคือ ไปนิมนต์ครูบาศรีวิชัยมาเป็นประธานนั่งหนัก ปีนั้นครูบาศรีวิชัยจำพรรษาอยู่ ณ วัดบ้านปาง อำเภอลี้ เมื่อท่านได้ทราบความปรารถนาของเจ้าคณะแล้ว ก็รับปากที่จะช่วยเหลือบูรณะวัดพระพุทธบาทตากผ้าขึ้นมาใหม่ แต่ขอเวลาอธิษฐานเสียก่อน

พระวิหารวัดสวนดอก ซึ่งเป็นพระวิหารที่ใหญ่

ที่สุดในภาคเหนือของประเทศไทย

ภาพจาก TourThai.com

วัดพระพุทธบาทตากผ้า ซึ่งรุ่งเรืองจากวัดร้างมาเป็นอารามใหญ่ เพราะการบูรณะของครูบาศรีวิชัยนั้น ปัจจุบันนี้เป็นที่สถิตของ พระครูพรหมจักรสังวร หรือที่ชาวภาคเหนือรู้จักกันแพร่หลายว่า ครูบาพรหมา พรหมจักโก ซึ่งท่านได้มาจำพรรษาอยู่ที่พระพุทธบาทตากผ้าตั้งแต่ปี พ.ศ. ๒๔๙๑ และมรณภาพในที่สุด

ครูบาพรหมานี้ ท่านเป็นชาวลำพูนเช่นเดียวกับครูบาศรีวิชัย เกิดที่บ้านป่าแพ่ง ตำบลแม่แรง อำเภอปากบ่อง (ป่าซาง ปัจจุบัน) เมื่อวันที่ ๓๐ สิงหาคม พ.ศ. ๒๔๔๑ หลังครูบาศรีวิชัยเกิดได้ ๒๐ ปี ครูบาพรหมาได้บวชตั้งแต่ปี พ.ศ. ๒๔๖๑ และไม่เคยลาสิกขาบทเลยจนมรณภาพ เป็นที่เคารพนับถือกันมากในสมัยที่ท่านยังมีชีวิตอยู่

๔๗. วัดพระสิงห์

พระราชชายา เจ้าดารารัศมี

เจ้าแก้วนวรัฐ เจ้าผู้ครองนครเชียงใหม่องค์สุดท้าย ได้ส่งเจ้าราชวงศ์เดินเท้าไปนิมนต์ครูบาศรี​วิชัยให้มาบูรณะเมื่อ พ.ศ. ๒๔๖๖

วัดบุบผาราม พระอารามเก่าแก่คู่นครพิงค์วัดหนึ่ง สร้างขึ้นโดยพระเจ้ากือนา กษัตริย์ราชวงศ์เม็งรายพระองค์ที่ ๖ ซึ่งเสวยราช ณ นพบุรีศรีนครพิงค์ เชียงใหม่

วัดนี้ได้กลายเป็นวัดร้างมานานนับร้อยปี เล่าลือกันว่าเป็นพระวิหารที่ใหญ่ที่สุดในภาคเหนือของไทย  พระราชชายา เจ้าดารารัศมี ในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว มีพระราชศรัทธาที่จะทรงบูรณะวัดสวนดอก พระองค์โปรดบริจาคทรัพย์จำนวน ๕๐๐ บาท เพื่อเป็นทุนเริ่มบูรณะ 

กู่บรรจุอัฐิครูบาศรีวิชัย

วัดสวนดอก เชียงใหม่

วัดสวนดอกเป้นพระอารามที่มีความสำคัญเกี่ยวข้องกับชีวประวัติของครูบาศรีวิชัยเป็นอย่างยิ่ง เพราะอัฐิของครูบาศรีวิชัยส่วนหนึ่งได้มาบรรจุอยู่ ณ กู่วัดสวนดอกที่สร้างขึ้นที่ด้านใต้ของพระวิหารหลวง

หลังจากบูรณะวัดสวนดอกแห่งนี้เสร็จเรียบร้อย ในปี ๒๔๗๔ ครูบาศรีวิชัยก็ได้สร้างผลงานชิ้นใหญ่ที่สุดในชีวิตของท่านชิ้นหนึ่งคือ การสร้างถนนผ่านป่าอันทุรกันดารขึ้นสู่วัดพระบรมธาตุดอยสุเทพ ปูชนียสถานที่สำคัญที่สุดของนครเชียงใหม่

๔๘. จอบแรก

เจ้าแก้วนวรัฐเจ้าผู้ครองนครเชียงใหม่

พร้อมทั้งคณะ ได้ขุดดินเป็นปฐมฤกษ์

เมื่อวันที่ ๙ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๔๗๗

ครูบาศรีวิชัย ได้กำหนดฤกษ์ที่จะลงมือขุดจอบแรกสำหรับการสร้างถนนขึ้นดอยสุเทพ ในวันที่ ๙ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๔๗๗ เวลา ๑๐ นาฬิกาตรง

ฝ่ายครูบาเถิ้ม ซึ่งเชี่ยวชาญทางโหราศาสตร์เป็นอย่างยิ่ง ได้นำดวงฤกษ์มาตรวจดูแล้วพบว่าฤกษ์ที่ครูบาศรีวิชัยกำหนดขึ้นนี้ จะสามารถสร้างถนนขึ้นดอยสุเทพได้สำเร็จก็จริงอยู่ แต่จะมีเรื่องยุ่งยากเกิดขึ้นตลอดเวลา และจะเกี่ยวพันไปถึงตัวครูบาศรีวิชัยต้องเดือดร้อนภายหลังด้วย

ครูบาศรีวิชัยท่านเป็นองค์ประธานฝ่ายสงฆ์ ใช้เวลาสร้างถนนขึ้นดอยสุเทพจนแล้วเสร็จรวมเวลาได้ ๕ เดือน กับอีก ๒๒ วัน ซึ่งเป็นระยะทาง ๑๑ กิโลเมตร กับอีก ๕๓๐ เมตร นี่คือบารมีครูบาศรีวิชัยโดยแท้ทีเดียว

รถแห่งประวัติศาสตร์  ในวันที่ ๓๐ เมษายน พ.ศ. ๒๔๗๘ เป็นวันแห่งประวัติศาสตร์วันหนึ่งของนครเชียงใหม่ เพราะเป็นวันเปิดให้รถยนต์ขึ้นดอยสุเทพเป็นครั้งแรก โดยเจ้าแก้วนวรัฐ เจ้าผู้ครองนครเชียงใหม่ มาเปิดถนนขึ้นดอยสุเทพ และประทับนั่งรถยนต์ขึ้นดอยสุเทพเป็นคันแรก

รถยนต์คันแรกขึ้นดอยสุเทพได้

เมื่อวันที่ ๓๐ เมษายา พ.ศ. ๒๔๗๘

ชื่อเสียงของครูบาศรีวิชัยเลื่องลือไปทั่วแผ่นดินลานนาไทยที่ท่านสามารถทำงานใหญ่ให้สำเร็จได้ในระยะเวลาอันรวดเร็วอย่างไม่น่าเชื่อ โดยไม่ต้องใช้งบประมาณแผ่นดินเลย

๔๙. โดนอีกแล้ว

แต่การสร้างถนนขึ้นดอยสุเทพนี้เอง เป็นปฐมเหตุให้ครูบาศรีวิชัยต้องถูกลงโทษ ถูกส่งตัวมารับการอบรม และไต่สวนที่กรุงเทพฯ อีกครั้งหนึ่ง จนกระทั่ง กล่าวอมตะวาจาไว้ว่าท่านจะไม่เหยียบแผ่นดินเชียงใหม่อีกต่อไป  ตราบใดที่แม่น้ำปิงไม่ไหลกลับขึ้นมา

จึงขอนำมากล่าวไว้เพื่อให้ท่านพิจารณาด้วยวิจารณญาณของท่านเองว่า ทำไมครูบาศรีวิชัยถึงได้กล่าวเช่นนั้น  ซึ่งนับว่าเป็นคำพูดที่รุนแรงที่สุดในชีวิตของท่านเลยทีเดียว  เพราะปกติครูบาศรีวิชัยเป็นคนใจเย็น และใจดีมีเมตตากรุณาอันเป็นนิสัยติดตัวมาแต่เด็กๆ ท่านไม่เคยโกรธใคร ไม่เคยอาฆาตท่านผู้ใดทั้งสิ้น  แต่สำหรับคราวนี้ ทำไมท่านถึงขันแตก

เรื่องราวทั้งหมดนั้นมีอยู่ว่า ในการสร้างถนนขึ้นดอยสุเทพระหว่างปลายปี พ.ศ. ๒๔๗๗ ถึงต้นปี พ.ศ. ๒๔๗๘ นั้น  ครูบาศรีวิชัยได้สร้างสำนักสงฆ์ขึ้นระหว่างทางที่ถนนผ่านไป ตามความตั้งใจเดิมของท่านเองจะสร้างทั้งหมด ๓ วัด แต่ทำได้สำเร็จเพียง ๒ แห่งเท่านั้นคือ วัดโสดา ตรงเชิงดอยสุเทพ ต้นทางที่จะตัดถนนขึ้นดอยสุเทพ ปัจจุบันนี้วัดโสดาตรงปากทางแยกเข้าสู่น้ำตกห้วยแก้วนั่นเอง วัดสกิทา เป็นสำนักสงฆ์แห่งที่ ๒ ซึ่งครูบาศรีวิชัยสร้างขึ้นที่ม่อนเถรจันทร์ หรือห้วยขุนผีบ้า ปัจจุบันนี้กลายเป็นวัดร้างไปแล้ว  ส่วนสำนักสงฆ์แห่งที่ ๓ นั้น ครูบาศรีวิชัยตั้งใจที่จะสร้างขึ้น ณ ม่อนพญาหงษ์ แต่ยังไม่ทันได้สร้างก็เกิดเรื่องขึ้นเสียก่อน

บันไดนาค พระธาตุดอยสุเทพ

การที่ครูบาศรีวิชัยสร้างสำนักสงฆ์เรียงรายขึ้นไปตามถนนขึ้นดอยสุเทพนั้น น่าจะเป็นจิตวิทยาอันชาญฉลาดของครูบาศรีวิชัยอย่างหนึ่ง ที่ประสงค์จะบำรุงรักษาถนนขึ้นดอยสุเทพมิให้เป็นทางเปลี่ยว พร้อมกับมีผู้ดูแลรักษาสืบไป  เพราะวัดไปถึงไหน ย่อมมีผู้คนไปที่นั่น โดยเฉพาะอย่างยิ่งชาวลานนาไทยซึ่งเป็นที่ยึดมั่นศรัทธาในพระพุทธศาสนาอย่างแท้จริง เหตุผลอีกอย่างหนึ่งในการที่ครูบาศรีวิชัยสร้างสำนักสงฆ์ขึ้นนั้น เล่ากันมาว่าครูบาศรีวิชัยเปรียบการสร้างถนนขึ้นดอยสุเทพเหมือนกับมรรค หรือ อริยะมรรคนั่นเอง ท่านจึงสร้างสำนักสงฆ์ขึ้นจากเชิงเขาไปจนกระทั่งถึงวัดพระบรมธาตุดอยสุเทพ ซึ่งท่านสมมติว่าคือ วัดอรหันต์ เพราะสำนักสงฆ์ที่ครูบาศรีวิชัยสร้างขึ้นระหว่างทางนี้เอง เป็นสาเหตุให้ครูบาศรีวิชัยต้องอธิกรณ์ครั้งสำคัญ จากคณะสงฆ์ของนครเชียงใหม่ จนถูกส่งตัวเข้ารับการอบรม และสอบสวนที่กรุงเทพฯ เป็นครั้งที่สอง

สาเหตุนั้นเกิดขึ้นเพราะว่าในบรรดาที่มาช่วยครูบาศรีวิชัยสร้างถนนขึ้นดอยสุเทพ อันมีจำนวนมากมายนับพันๆ คนนั้นต่างก็มีลูกหลานที่อยู่ในวัยจะบวชเณร หรือบวชพระได้จำนวนมาก เมื่อครูบาศรีวิชัยสร้างสำนักสงฆ์แห่งแรกคือวัดโสดาขึ้น ชาวบ้านต่างก็เกิดศรัทธาขอให้ครูบาศรีวิชัยช่วยบวชลูกหลานให้เป็นพระภิกษุบ้าง เป็นสามเณรบ้าง ตามแต่อายุใครจะครบบวช  ครูบาศรีวิชัยก็จัดการบวชให้ตามประสงค์ ทำให้มีสามเณร และนวกภิกษุขึ้นเป็นจำนวนนับร้อยรูป ซึ่งล้วนแต่เคารพเชื่อฟัง และยึดมั่นในครูบาศรีวิชัยแต่เพียงผู้เดียว โดยไม่ยอมปฏิบัติตามพระราชบัญญัติลักษณะปกครองสงฆ์ จนดูคล้ายกับว่าครูบาศรีวิชัยตั้งนิกายสงฆ์คณะใหม่ขึ้น ซึ่งถือความวิเวกวังเวงของป่าเขา และความสันโดษไม่ยุ่งเกี่ยวกับคณะใดที่มีอยู่แล้ว

วัดศรีโสดา ปากทางขึ้นพระธาตุดอยสุเทพ

ความผิดก็มาตกอยู่ที่ครูบาศรีวิชัยอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ นั่นคือครูบาศรีวิชัยทำพิธีบวชโดยพละการ เพราะครูบาศรีวิชัยไม่ได้รับตราตั้งให้เป็นพระอุปัชฌาย์นั่นเอง

แถมยังมีข่าวครูบาศรีวิชัยออกใบสุทธิของท่าน แจกจ่ายแก่พระสงฆ์ที่ท่านบวชให้  ทั้งๆ ที่ครูบาศรีวิชัยออกใบสุทธิของท่านให้นวกภิกษุไม่ได้ เพราะท่านไม่ได้เป็นเจ้าอาวาสวัดใดวัดหนึ่ง ซึ่งจะมีสิทธิออกใบสุทธิให้แก่นวกภิกษุได้

นอกจากนี้แล้ว ในบรรดาภิกษุที่ครูบาศรีวิชัยบวชให้นั้นมีชีปะขาวปี ซึ่งเป็นสานุศิษย์คนสำคัญของครูบาศรีวิชัย ตั้งแต่ครั้งที่ท่านยังอยู่ที่วัดบ้านปาง และต่อมาเมื่อครูบาศรีวิชัยต้องอธิกรณ์ครั้งแรก ถูกนำมาสอบสวนที่เมืองลำพูนนั้น  ปะขาวปีถูกสึก และคณะสงฆ์มีมติห้ามมิให้ปะขาวปีบวชอีกต่อไป ไม่ว่าจะบวชเณรบวชพระก็ไม่ได้ทั้งสิ้น ซึ่งก็นับว่าเป็นมติของคณะสงฆ์เมืองลำพูนที่ชอบกลอยู่ เพราะการมิให้ผู้ใดผู้หนึ่งบวชตลอดชีวิตนั้น ดูจะเป็นโทษประหลาดอยู่

นับแต่ปะขาวปีถูกสึกครั้งนั้นก็หายหน้าไปนานปี แต่พอครูบาศรีวิชัยมาสร้างถนนขึ้นดอยสุเทพ ปะขาวปีก็กลับมาอีกครั้ง และครูบาศรีวิชัยก็บวชให้กลายเป็นสานุศิษย์ใกล้ชิดเหมือนเดิม

ภิกษุสามเณรที่ครูบาศรีวิชัยบวชให้ ระหว่างสร้างถนนขึ้นดอยสุเทพนี้มีจำนวนเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ เพราะความศรัทธาของคนเมืองที่มีต่อครูบาศรีวิชัยนั่นเอง เมื่อบวชแล้วภิกษุสามเณรทั้งหมด ก็อยู่กับครูบาศรีวิชัย ปฏิบัติและทำตามที่ครูบาศรีวิชัยทำทุกอย่าง

ครูบาศรีวิชัย (นั่งด้านหลังรถ มีร่มกั้น) และเจ้าแก้วนวรัฐ (เสื้อขาวนั่งด้านหน้ารถ) ถ่ายที่หน้า

บันไดนาคเมื่อครั้งเปิดใช้ถนนขึ้นพระธาตุดอยสุเทพเป็นปฐมฤกษ์ ๓๐ เมษายน ๒๔๗๘

ครูบาขาวปี ยืนอยู่ด้านหน้ารถในชุดขาวถือพัดใบตาล

๕๐. หกสิบกว่าวัด

ในจังหวะนี้เองก็เกิดมีวัดต่างๆ ในเชียงใหม่ และเมืองใกล้เคียง เป็นจำนวนถึง ๖๐ วัด ขอลาออกจากการปกครองของคณะสงฆ์ในเมืองนั้นๆ แล้วมาขอขึ้นกับครูบาศรีวิชัย

นี่คือเหตุการณ์อันยิ่งใหญ่ที่ยากแก่การวินิจฉัยในวันนี้ได้ว่าเกิดขึ้นเพราะเหตุใด ที่แน่นอนคือ ครูบาศรีวิชัยนั้นท่านมิได้เป็นภิกษุที่ใฝ่หาความยิ่งใหญ่ หรือสมณศักดิ์ใดๆ ทั้งสิ้น

พระยาอนุบาลพายัพกิจ

(ปุ่น อาสนจินดา)

ข้าหลวงเมืองเชียงใหม่

ดังนั้น จึงเป็นการแน่นอนว่า ท่านคงมิได้ไปชักชวน หรือยุยงให้วัดต่างๆ เหล่านั้นกระด้างกระเดื่องต่อการปกครองตามพระราชบัญญัติลักษณะการปกครองคณะสงฆ์  หรือ พูดง่ายๆ ก็คือ กฎหมายพระนั่นเอง ดังนั้นการที่เจ้าอาวาส และพระลูกวัดถึง ๖๐ กว่าวัดขอลาออกจากการปกครองของคณะสงฆ์แต่เดิม โดยขอมาขึ้นกับครูบาศรีวิชัยแทนนั้น ย่อมเป็นไปด้วยความเห็นดีเห็นงามของพระภิกษุเหล่านั้น  ซึ่งครูบาศรีวิชัยอาจจะไม่รู้เรื่องเลยก็ได้ เรื่องความศรัทธานั้นเป็นเรื่องที่ห้ามกันไม่ได้ ไม่ว่ายุคใดสมัยใดทั้งสิ้น ความศรัทธาย่อมเกิดขึ้นแก่หัวใจของแต่ละคน ผู้หนึ่งผู้ใดจะไปบังคับก็ไม่ได้เช่นกัน

เมื่อเกิดเรื่องเช่นนี้ขึ้น และฝ่ายบ้านเมืองของเชียงใหม่ และคณะสงฆ์ก็ทนดูต่อไปอีกไม่ได้ ครูบาศรีวิชัยจึงถูกสอบสวนความผิดทันที นั่นเป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเมื่อเดือนตุลาคม พ.ศ. ๒๔๗๘ ซึ่งขณะนั้นครูบาศรีวิชัยจำพรรษาอยู่ที่วัดสิงห์ เชียงใหม่

เจ้าคณะจังหวัดเชียงใหม่เป็นประธานในการไต่สวนความผิดครั้งยิ่งใหญ่ของครูบาศรีวิชัย โดยมี พระยาอนุบาลพายัพกิจ ข้าหลวงประจำจังหวัดเชียงใหม่ ร่วมฟังการสอบสวนอยู่ด้วย ความผิดของครูบาศรีวิชัยครั้งนี้มีหลายข้อคือ

 ๑.  ฝ่าฝืนการปกครองคณะสงฆ์ตามพระราชบัญญัติลักษณะปกครองคณะสงฆ์

 ๒.  ตั้งตัวเป็นผู้ปกครองหัววัด (เจ้าอาวาสของวัดต่างๆ) เอง

 ๓.  ก่อสร้างบูรณะสถานที่ต่างๆ โดยไม่ได้รับอนุญาต

      นี่คือความผิดฉกรรจ์ ๓ ข้อ ที่คณะสงฆ์เชียงใหม่สอบสวนครูบาศรีวิชัยที่วัดสิงห์  แต่ครูบาศรีวิชัยปฏิเสธทุกข้อ ว่ามิได้ทำเช่นนั้นจริง เจ้าคุณเจ้าคณะจังหวัดเชียงใหม่เห็นว่า เกินกำลังที่จะสอบสวนครูบาศรีวิชัยที่วัดสิงห์โดยลำพังได้ จึงทำหนังสือถึงเจ้าคณะมณฑล แจ้งเรื่องราวข้ออธิกรณ์ของครูบาศรีวิชัยให้ทราบ พร้อมกับขอส่งครูบาศรีวิชัยลงไปให้มหาเถรสมาคมในกรุงเทพฯ สอบสวนเอาความผิดต่อไป

เจ้าคณะมณฑลจึงส่งเรื่องทั้งหมดลงมายังมหาเถรสมาคม กรุงเทพฯ เพื่อวินิจฉัยสั่งการต่อไป  ในระหว่างที่ครูบาศรีวิชัยถูกสอบสวนจากคณะสงฆ์เชียงใหม่คราวนี้ เป็นเรื่องอื้อฉาวมาก เพราะตอนนั้นครูบาศรีวิชัยกำลังมีชื่อเสียงเลื่องลือเป็นที่รู้จักกันอย่างแพร่หลาย ในฐานะที่ท่านเองเพิ่งจะเป็นประธานในการสร้างถนนขึ้นดอยสุเทพสำเร็จ มาไม่ทันจะครบขวบปี ชาวเมืองเชียงใหม่ และหัวเมืองใกล้เคียงจึงวิพากษ์วิจารณ์เรื่องนี้กันไปในแง่ที่ว่า เจ้าคณะเมืองเชียงใหม่อิจฉาครูบาศรีวิชัยที่มีชื่อเสียงมาก เป็นที่เคารพศรัทธาของคนเมืองยิ่งกว่าภิกษุรูปใดๆ ในเมืองเชียงใหม่  จึงหาเรื่องใส่ร้ายครูบาศรีวิชัยให้เสียชื่อเสียง เพราะท่านที่ทุกคนได้เห็นแก่ตานั้น ครูบาศรีวิชัยก็เป็นเพียงภิกษุธรรมดารูปหนึ่งที่ถือสันโดษ ไม่ฉันอาหารที่มีเนื้อสัตว์ ไม่สูบบุหรี่ หรืออมเมี่ยง แม้แต่อาหารก็ฉันเพียงวันละมื้อ พอประทังชีวิต และไม่สะสมทรัพย์สินอะไรไว้เป็นส่วนตัวเลย

นับได้ว่าน่าเห็นใจเจ้าคณะจังหวัดเชียงใหม่เป็นอย่างยิ่ง เพราะเรื่องที่เกิดขึ้นนั้น จะเท็จจริงประการใดก็ตาม แต่ก็เป็นเรื่องที่ท่านจะต้องเข้ามาจัดการให้รู้แน่ชัด โดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่อที่เจ้าอาวาส ๖๐ วัดขอลาออกจากการปกครอง หันมาขอเข้ากับคณะของครูบาศรีวิชัยนั้น ไม่ใช่เรื่องเล็กน้อยที่จะปล่อยปละละเลยได้  เพราะตามข่าวที่ปรากฏนั้น พูดกันถึงขั้นที่ว่า ครูบาศรีวิชัยได้ออกใบสุทธิให้แก่เจ้าอาวาสวัดต่างๆ เหล่านั้นต่างหากจากใบแต่งตั้งของเจ้าคณะจังหวัด โดยใบสุทธิที่ครูบาศรีวิชัยออกให้นั้นมีรูปหัวเสือเป็นสำคัญ เพราะครูบาศรีวิชัยเกิดปีขาล

สิ่งเหล่านี้ถึงจะเป็นข่าวลือก็เป็นสิ่งที่เจ้าคณะจังหวัดเชียงใหม่ และทางฝ่ายบ้านเมืองจะต้องเข้ามาสอบสวนหาความจริง  จึงนับเป็นเรื่องผู้สนใจศึกษาค้นคว้าเรื่องราวของครูบาศรีวิชัย นักบุญแห่งลานนาไทยควรจะกระทำใจเป็นกลาง พิจารณาเหตุผลด้วยความสุขุมรอบคอบอย่างยิ่ง เพราะบารมีครูบาศรีวิชัยนั้นไม่ต้องเสริมแต่งก็มีมากมายล้นฟ้าอยู่แล้ว

ชาวเมืองเชียงใหม่ และสานุศิษย์จำนวนมากที่ทราบข่าวว่า ครูบาศรีวิชัยถูกสอบสวน และกำลังรอวินิจฉัยจากมหาเถรสมาคมในกรุงเทพฯ ว่าจะทำประการใดต่อไปนั้น ต่างก็มารอฟังข่าวอยู่ที่วัดสิงห์เป็นจำนวนมาก บ้างก็ห่วงใยอาจารย์ของตนว่าจะถูกกลั่นแกล้งทำร้าย จนถึงขั้นมีการอยู่เวรยามกันเลยทีเดียว ตลอดเวลานั้น ครูบาศรีวิชัยคงอยู่ของท่านอย่างปกติ

๕๑ ส่งเข้ากรุงเทพฯ

แล้วปลายเดือนตุลาคม พ.ศ. ๒๔๗๘ นั่นเอง

วัดอนาคามี อยู่ระหว่างทางขึ้นดอยสุเทพ

หลังศูนย์ควบคุมไฟป่าภาคเหนือ

ปัจจุบันเหลือแต่ซากปรักหักพัง

มหาเถรสมาคม ก็มีหนังสือถึงคณะมณฑลพายัพว่า ขอให้ส่งตัวครูบาศรีวิชัยไปกรุงเทพฯ เพื่อรับการอบรมพระราชบัญญัติลักษณะปกครองคณะสงฆ์ฉบับใหม่ ให้รู้แจ่มแจ้งชัดอีกทีหนึ่ง พร้อมกับจะได้ทำการไต่สวนข้ออธิกรณ์ที่ครูบาศรีวิชัยถูกกล่าวหาด้วย ทั้งนี้มหาเถรสมาคมได้กำหนดวันเดินทางของครูบาศรีวิชัยมาด้วย  นั่นคือให้ครูบาศรีวิชัยไปกรุงเทพฯในวันที่ 1 พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๔๗๘

ข่าวนี้เสมือนหนึ่งลูกระเบิดตกลงไปในกลางใจเมืองเชียงใหม่ คนเมืองจำนวนนับพันนับหมื่น ต่างพากันไปหาครูบาศรีวิชัย ที่วัดพระสิงห์ อย่างมืดฟ้ามัวดิน ราวกับมีเทศกาลงานปอยหลวงที่วัดนั้น  ต่างพากันไปแสดงความเห็นอกเห็นใจครูบาศรีวิชัย

สานุศิษย์ส่วนหนึ่งที่เป็นหนุ่มฉกรรจ์ ก็ฮึดฮัด แสดงอาการไม่พอใจที่คณะสงฆ์จังหวัดเชียงใหม่เป็นต้นเหตุให้ครูบาศรีวิชัยต้องไปรับการอบรมและสอบสวนที่กรุงเทพฯ กล่าวได้ว่านี่สร้างความวุ่นวายชุลมุนไปทั่วนครเชียงใหม่ทีเดียว

ทางฝ่ายครูบาเถิ้ม เจ้าอาวาสวัดแสนฝาง ท่านก็บอกกับใครๆว่า นี่เป็นเพราะฤกษ์สร้างทางขึ้นดอยสุเทพที่ท่านทักท้วงไว้แท้ๆ ทีเดียว ครูบาศรีวิชัยไม่เชื่อถึงได้เกิดเหตุเช่นนี้ แต่สำหรับครูบาศรีวิชัยท่านไม่ได้ว่าอะไร  พอถึงวันที่ ๑ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๔๗๘ ท่านก็ไปขึ้นรถไฟที่สถานีเชียงใหม่เข้ากรุงเทพฯ ตามคำสั่งของมหาเถรสมาคม โดยมีประชาชนนับหมื่นๆ คนไปส่งท่านที่สถานีรถไฟ และมีสานุศิษย์ติดตามมาด้วยไม่น้อย

ครูบาศรีวิชัยไปกรุงเทพฯ แล้ว แทนที่เหตุการณ์ในเชียงใหม่จะดีขึ้น กลับเลวลงกว่าเดิม เพราะผู้คนส่วนใหญ่ไม่พอใจ ทำทีว่าจะเกิดเหตุร้าย จนกระทั่งทางราชการจังหวัดเชียงใหม่ โดยพระยาอนุบาลพายัพกิจ ข้าหลวงเมืองเชียงใหม่ต้องออกแถลงการณ์ชี้แจงกับประชาชน นับเป็นเรื่องที่น่าประหลาดอย่างยิ่ง ที่พระภิกษุธรรมดาๆ องค์เดียวทำให้จังหวัดถึงกับออกแถลงการณ์ชี้แจงให้ประชาชนทราบ  เพื่อป้องกันมิให้เมืองเชียงใหม่ลุกเป็นไฟ เพราะบุคคลที่เคารพศรัทธาในครูบาศรีวิชัย

ข้าหลวงจังหวัดเชียงใหม่ได้ออกแถลงการณ์ให้ประชาชนชาวเชียงใหม่ทราบว่า ครูบาศรีวิชัยเดินทางไปกรุงเทพฯ ตามคำสั่งของมหาเถรสมาคม  โดยออกแถลงการณ์มีใจความสั้นๆ ในฉบับที่ ๑ หลังจากที่ครูบาศรีวิชัยไปแล้วได้ไม่กี่วัน แต่แถลงการณ์ฉบับที่ ๑ นั้นแทนที่จะทำให้ชาวจังหวัดเชียงใหม่สงบ กลับมีทีท่าว่าจะวิจารณ์ไปในทางเสื่อมเสียแก่คณะสงฆ์เชียงใหม่มากขึ้น เหตุการณ์ไม่มีทีท่าว่าจะดีขึ้น พระยาอนุบาลพายัพกิจจึงออกแถลงการณ์เป็นฉบับที่ ๒ เมื่อวันที่ ๒๘ ธันวาคม พ.ศ. ๒๔๗๘ อธิบายเหตุผลต่างๆ ที่ครูบาศรีวิชัยต้องไปรับการอบรมและสอบสวนที่กรุงเทพฯ

แถลงการณ์ของพระยาอนุบาลพายัพกิจ ซึ่งออกมาอย่างราชการฉบับนี้ คือสิ่งที่บอกอย่างเด่นชัดว่า เมื่อครูบาศรีวิชัยถูกส่งตัวลงไปกรุงเทพฯ ครั้งนี้ ได้เกิดความแตกแยกขึ้น ระหว่างคนเมืองเชียงใหม่ที่ศรัทธาครูบาศรีวิชัย กับคณะสงฆ์เชียงใหม่อย่างรุนแรง จนถึงกับมีเรื่องเล่าว่า ชาวเมืองเชียงใหม่จำนวนไม่น้อยถึงกับเลิกทำบุญที่วัดซึ่งเจ้าคณะเชียงใหม่จำพรรษาอยู่ ทั้งๆ ที่ปกติคนเมืองเชียงใหม่จะเข้าวัดทำบุญฟังเทศน์กันทุกวันพระก็ตาม นี่เป็นสิ่งแสดงให้เห็นว่าความขัดแย้งที่เกิดขึ้นนั้นรุนแรงมากทีเดียว

หลังแถลงการณ์ฉบับที่ ๒ ของพระยาอนุบาลพายัพกิจออกมาแล้ว ดูเหมือนเรื่องร้ายๆ ค่อยหย่อนคลาย เหมือนชาวเชียงใหม่ได้คิด ว่าไม่ควรที่จะทำตัวเช่นนั้นอีกต่อไป เพราะถึงจะเคารพครูบาศรีวิชัยเพียงไหนก็ตาม ก็ไม่ควรประท้วงแก่คณะสงฆ์ของเชียงใหม่ถึงเพียงนี้ ซึ่งนับว่าเป็นบาปอย่างหนึ่ง

ทางด้านครูบาศรีวิชัยเมื่อเดินทางมาถึงกรุงเทพฯ ในวันที่ ๓ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๔๗๘ ก็มาพักอยู่ที่วัดเบญจมบพิตรเหมือนเช่นครั้งแรกที่ท่านถูกส่งตัวมารับการสอบสวน แต่สำหรับการถูกข้ออธิการณ์ครั้งที่ ๒ นี้ ข้อหารู้สึกจะรุนแรงกว่าคราวแรก

ครั้งแรกนั้น ชื่อเสียงของครูบาศรีวิชัยยังไม่เป็นที่รู้จักนัก แต่สำหรับคราวนี้ชื่อเสียงของท่านเป็นที่รู้จักแพร่หลายมาก เรื่องการสอบสวนครูบาศรีวิชัยจึงเป็นที่สนใจของคนกรุงเทพฯ ด้วย .ข่าวการสอบสวนครูบาศรีวิชัยหายเงียบไปนานกว่า ๓ เดือน เป็นเหตุให้ชาวเชียงใหม่ และลำพูนเล่าลือเรื่องนี้กันขึ้นมาอีก หลังจากที่สงบไปพักหนึ่งชาวเชียงใหม่ และลำพูนอยากรู้ข่าวคืบหน้าว่าสอบสวนกันไปถึงไหนแล้ว ทำไมครูบาศรีวิชัยจึงยังไม่กลับสู่เชียงใหม่ หรือลำพูนเสียที

๕๒. คณะสงฆ์แถลง

เมื่อข่าวเกิดขึ้นก็ย่อมมีผู้ลือไปต่างๆ นาๆ จนกระทั่งในที่สุดเจ้าคณะอำเภอมณฑลพายัพคือ พระธรรมโกศาจารย์ ก็ต้องออกแถลงการณ์เกี่ยวกับการสอบสวนครูบาศรีวิชัย ชี้แจงให้ประชาชนทราบ ซึ่งนับเป็นแถลงการณ์จากฝ่ายสงฆ์ ที่สืบเนื่องมาจากแถลงการณ์ของทางราชการจังหวัดเชียงใหม่ โดยมีใจความว่า  พระศรีวิชัยยังมีความเข้าใจผิดอยู่ จะยอมให้กลับมาโดยที่ยังมีความเข้าใจผิดอย่างนี้ ท่าทีจะเกิดความไม่สงบดังที่เคยเป็นมาแล้ว  เพราะฉะนั้นทางที่จะยอมให้พระศรีวิชัยกลับ จะต้องพร้อมด้วย ๓ ประการคือ

    ๑.   พระศรีวิชัยจะต้องได้เซ็นต์คำปฏิญาณให้คณะสงฆ์ไว้เป็นหลักฐาน

    ๒.  มีพฤติการณ์เป็นที่ไว้วางใจคณะสงฆ์

    ๓.  พระสงฆ์ในจังหวัดเชียงใหม่ และลำพูนสมัครอยู่ในความปกครองของคณะสงฆ์โดยเรียบร้อยหมดแล้ว

ส่วนในจังหวัดอื่นๆ คณะสงฆ์จักได้ดำเนินการโดยระเบียบเดียวกันต่อไป เพื่อผ่อนผันยอมเพียงเรียบร้อยดีใน ๒ จังหวัดก่อน ก็โดยกรุณาแก่พระศรีวิชัยที่จะมีโอกาสกลับขึ้นมาได้เร็ว  ขอพระสงฆ์สามเณร และพุทธมามกะทั้งหลายจงทราบตามพฤติการณ์ นี้อย่าหลงเชื่อไปตามทางอันหามูลความจริงมิได้  เมื่อประสงค์จะร่วมบำเพ็ญทานกุศลกับพระศรีวิชัย ก็ตั้งอยู่ในความสงบ เมื่อคณะสงค์เห็นเหตุ ๓ ประการเรียบร้อยแล้ว ก็จะให้พระศรีวิชัยกลับมาหาท่านทั้งหลายเอง โดยไม่ต้องร้องขออย่างใดเลย

ในตอนท้ายของคำแถลงการณ์ของพระธรรมโกศาจารย์ เจ้าคณะมณฑลพายัพ มีรายละเอียดคำปฏิญาณที่คณะสงฆ์ขอให้ครูบาศรีวิชัยลงนามรับทราบ และให้คำมั่นสัญญาว่าจะปฏิบัติตนตามนั้น มีรายละเอียดดังนี้ 

" คำมั่นที่พระศรีวิชัย ต้องรับรองไว้ต่อคณะสงฆ์ ว่าจะปฏิบัติตาม คือ.

    ๑.  จะปฏิบัติต่อพระราชบัญญัติลักษณะการปกครองสงฆ์ และอาณัติของสงฆ์ทุกประการเช่น

ก.  จะยื่นบัญชีการสำรวจบัญชีกลางปีต่อคณะสงฆ์ตามลำดับชั้น

ข.  การบรรพชาอุปสมบทจะต้องได้รับอนุญาตของเจ้าคณะแขวง และให้ถืออุปัชฌาย์ที่คณะสงฆ์แต่งตั้งแล้วให้บรรพชาอุปสมบทได้ โดยวิธีที่คณะสงฆ์ปฏิบัติอยู่

ค.  เมื่ออุปสมบทแล้ว จะต้องมีหนังสือสุทธิ อันชอบด้วยระเบียบการคณะสงฆ์ จะออกหนังสือสุทธิอย่างอื่นไม่ได้

ง.  งานปฏิสังขรณ์ก่อสร้างสิ่งถาวรวัตถุต่างๆ จะต้องปฏิบัติตามพระราชบัญญัติคณะสงฆ์

    ๒.  จะช่วยเหลือในการก่อสร้างสถานที่เล่าเรียนเพื่อให้กุลบุตรกุลธิดาได้เข้าศึกษาเล่าเรียน ตามพระราชบัญญัติประถมศึกษา และช่วยสนับสนุนขอร้องประชาชนให้เห็นประโยชน์ของการศึกษา

    ๓.  จะช่วยเหลือให้การศึกษาเล่าเรียนพระปริยัติธรรมของพระภิกษุสามเณร และศิษย์วัด จัดการตามพระราชบัญญัติ และอาณัติสงฆ์

    ๔.  จะช่วยเหลือว่ากล่าวตักเตือน เจ้าอาวาสพระภิกษุสามเณรในวัดต่างๆ ให้เชื่อคำแนะนำ และคำสั่งสอนของคณะสงฆ์ หรือทางราชการอันชอบด้วยราชการ"

วิหารวัดผาลาด สร้างขึ้นในสมัยครูบาศรีวิชัยสร้างทางขึ้นดอยสุเทพ โดยมีหลวงโยนกการวิจิต หรือ พญาตะก่า ชาวพม่า ผู้เป็นลูกศิษย์ของครูบาโสภา (เทิ้ม) วัดแสนฝาง และครูบาสิทธิ วัดท่าสะต๋อย

ภาพโดย Teerayoot Sukdee

หากจะพิจารณา  "คำมั่น" หรือ  "คำปฏิญญา"  ซึ่งคณะสงฆ์ต้องการให้ครูบาศรีวิชัยลงนาม และรับปฏิบัติแล้วจึงจะอนุญาตให้เดินทางกลับแดนมาตุภูมิได้นั้น จะพบว่ามีอยู่หลายตอนที่แสดงให้เห็นถึงความสำคัญ และบารมีของครูบาศรีวิชัยที่มีต่อประชาชนชาวภาคเหนือ และมีต่อพระภิกษุสามเณรอีกจำนวนมาก ซึ่งต่างเคารพเชื่อฟังแต่ครูบาศรีวิชัยเพียงองค์เดียว โดยไม่ยอมเชื่อฟังคณะสงฆ์ของเชียงใหม่ และลำพูนเลย

ในคำมั่นข้อ ๒ และ ข้อ ๓ นั้นเป็นคำ  "ขอร้อง"  จากคณะสงฆ์เชียงใหม่โดยแท้ เพราะในระยะนั้นย่อมเป็นที่ประจักษ์กันแล้วว่า ครูบาศรีวิชัยนั้นชนะใจทั้งชาวบ้านทั้งพระ ถ้าครูบาศรีวิชัยช่วยก่อสร้างสถานศึกษาเล่าเรียนให้เด็กๆ ชาวภาคเหนือได้เข้าเรียนระดับประถมศึกษาแล้วก็ย่อมมีผู้ร่วมมือ และส่งบุตรหลานเข้าเรียนหนังสือเป็นจำนวนมาก ส่วนในข้อ ๓ นั้นหากครูบาศรีวิชัยให้ความร่วมมือโดยแนะนำภิกษุสามเณรทั้งหลาย ให้เล่าเรียนศึกษาพระปริยัติธรรมแล้ว ก็ย่อมมีภิกษุ และสามเณรเชื่อถือ หันมาเล่าเรียนพระปริยัติธรรมกันมากขึ้น แทนที่จะถือสันโดษตามครูบาศรีวิชัย

ในคำมั่นข้อที่ ๔ นี้เอง ที่แสดงถึงบารมีอันยิ่งใหญ่ของครูบาศรีวิชัยโดยแท้ เพราะในฐานะที่ครูบาศรีวิชัยเป็นเพียงพระลูกวัดธรรมดาๆ องค์หนึ่งซึ่งไม่มีสมณศักดิ์แต่อย่างใดๆ ทั้งสิ้น แต่คณะสงฆ์ของเชียงใหม่ ก็ให้ความสำคัญ ถึงขั้นให้ครูบาศรีวิชัยช่วยเหลือว่ากล่าวตักเตือนเจ้าอาวาส และภิกษุสามเณรในวัดต่างๆ เพื่อให้ปฏิบัติตามพระราชบัญญัติลักษณะปกครองสงฆ์

คำมั่นข้อนี้ชี้ให้เห็นเด่นชัดอีกประการหนึ่งว่า ในสมัยนั้น คงจะเกิดความแตกแยกระหว่างสงฆ์ขึ้นไม่น้อยทีเดียว เพราะมีผู้หันมาขอขึ้นกับครูบาศรีวิชัย แทนที่จะขึ้นกับการปกครองตามลักษณะปกครองสงฆ์ที่ถูกต้อง และผู้เดียวที่จะสามารถประสานรอยร้าวนั้นได้ ก็คือ ครูบาศรีวิชัยนั่นเอง

๕๓. สึกพระ

ครูบาศรีวิชัยจะยอมรับคำมั่นนี้หรือไม่ แต่ระหว่างการสอบสวนครูบาศรีวิชัยที่กรุงเทพฯ นั้น  คณะสงฆ์เชียงใหม่ก็เปิดการสอบสวนภิกษุเจ้าอาวาสต่างๆ ที่ขอลาออกจากคณะสงฆ์มาขึ้นกับครูบาศรีวิชัยถึงขั้นมีการ  "สึก" เจ้าอาวาสหลายต่อหลายวัด การสอบสวนเจ้าอาวาสวัดต่างๆ กว่า ๖๐ วัด ในเชียงใหม่และลำพูนนี้ เป็นเหตุให้มีเจ้าอาวาสหลายวัดถูกจับสึก เพราะไม่ยอมรับที่จะเข้ามาอยู่ในความปกครองของคณะสงฆ์ ยืนยันจะขอขึ้นกับครูบาศรีวิชัยต่อไป

เจ้าอาวาสบางวัดก็หนีไปจากวัดเฉยๆ ไม่ยอมให้การกับคณะสงฆ์เชียงใหม่ นี่คือเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในปี พ.ศ. ๒๔๗๘ ระหว่างที่ครูบาศรีวิชัยอยู่ในกรุงเทพฯ อันนับเป็นเหตุการณ์สำคัญที่คณะสงฆ์เกิดการแตกแยกกันขึ้นอย่างขนาดใหญ่ในหัวเมืองพายัพ โดยเฉพาะอย่างยิ่งที่เชียงใหม่ และลำพูนกันมาอีกหลายเดือน ตลอดระยะเวลาที่ครูบาศรีวิชัยถูกส่งไปอบรมและสอบสวนที่กรุงเทพฯ

ภาพก่อนมรณภาพ ท่าน

มีร่างกายทรุดโทรมผ่ายผอมไปมาก

ถ่าย ณ วัดจามเทวี จังหวัดลำพูน อายุท่านได้ 60 ปี
เมื่อครั้งนิมนต์มาจากวัดบ้านปางเพื่อรักษา อาพาธด้วยโรคริดสีดวงทวาร

ต้องบันทึกด้วยความเป็นธรรมว่า พระเณรในวัดถูกสึกทั้งวัดก็มี เช่น วัดพระบาทยั้งหวีด และวัดทุงตูม หรือ ที่คนเมืองออกสำเนียงเป็น ทุ่งตุ๋ม ซึ่งพระเณรในวัดทั้งสองนี้ ล้วนเคารพนับถือ และศรัทธาในครูบาศรีวิชัยเป็นอย่างยิ่ง  โดยเฉพาะครูบาศรีวิชัยเป็นผู้บวชพระ และเณรทั้งสองวัดนี้ทั้งหมดอีกด้วย มาคิดพิจารณากันในวันนี้ว่า ถ้าในสมัยที่ครูบาศรีวิชัยยังมีชีวิตอยู่ ทางคณะสงฆ์ทั้งเมืองเชียงใหม่และลำพูน จะใช้ครูบาศรีวิชัยให้ถูกทางแล้ว ก็เชื่อว่าพระพุทธศาสนาจะเจริญรุ่งเรืองขึ้นอีกมากทีเดียว เช่น  ออกตราตั้งให้ครูบาศรีวิชัยเป็นพระอุปัชฌาย์ เพื่อที่จะสามารถบวชพระเณรได้โดยไม่ผิดพระราชบัญญัติลักษณะการปกครองคณะสงฆ์อีกต่อไป ก็คงจะมีผู้ศรัทธาในครูบาศรีวิชัย พากันมาบวชกับครูบาศรีวิชัยอีกมากมายนัก

ในด้านการสอบสวน และอบรมครูบาศรีวิชัยที่วัดเบญจมบพิตร กรุงเทพฯ นั้น ภายหลังจากที่ได้มีการอบรมสอบสวนกันนานหลายเดือน ครูบาศรีวิชัยก็ยอมลงนามในคำมั่น ๔ ข้อที่เจ้าคณะมณฑลพายัพได้กำหนดขึ้นและยอมรับที่จะปฏิบัติตามนั้นทุกอย่าง ไม่ขัดขืนอะไรให้เป็นความผิดพระราชบัญญัติ และการปกครองคณะสงฆ์อีกต่อไป

เมื่อครูบาศรีวิชัยลงนามในคำมั่นแล้ว ก็อยู่รับการอบรมศึกษาเกี่ยวกับพระราชบัญญัติลักษณะการปกครองคณะสงฆ์อีกระยะหนึ่ง แล้วจึงได้รับอนุญาตให้เดินทางกลับสู่มาตุภูมิ

ครูบาศรีวิชัย  ถูกนำมาอบรมสอบสวนในกรุงเทพฯ ครั้งที่สองนี้ เป็นระยะยาวนานถึง ๖ เดือน ๑๗ วันเต็มๆ ท่านจึงได้รับอนุญาตให้กลับภาคเหนือได้  วันนั้นตรงกับวันที่ ๑๘ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๔๗๙ คือ วันที่ครูบาศรีวิชัยกำหนดจะไปถึงลำพูนแผ่นดินเกิดของท่าน

๕๔. อมตวาจา

หลวงศรีประกาศ (ฉันท์ วิชยาภัย)

ผู้แทนราษฎรจังหวัดเชียงใหม่

ก่อนหน้าที่ท่านจะเดินทางกลับสู่ลำพูนครั้งนี้ ได้มีผู้มาเยี่ยมเยือนถามข่าวคราวของท่านที่วัดเบญจมพิตรเป็นจำนวนมาก รวมทั้ง หลวงศรีประกาศ ผู้แทนราษฎรจังหวัดเชียงใหม่ด้วย การที่หลวงศรีประกาศมาหาครูบาศรีวิชัยอยู่เสมอ ก็เพราะอยากจะชวนท่านกลับไปจำพรรษาที่เชียงใหม่เพื่อช่วยงานสร้างทางขึ้นดอยสุเทพ อันสำเร็จเรียบร้อยในขั้นแรกแล้วนั้น ให้ถาวรยิ่งขึ้น โดยเฉพาะทางขึ้นดอยสุเทพนี้ ยังขาดสะพานข้ามห้วยแก้วซึ่งไม่ทนทานถาวร เพราะที่ถูกแล้วจะต้องสร้างเป็นสะพานคอนกรีตถาวรอันจะต้องใช้เงินสำหรับสร้างสะพานนี้ถึง 6,000 บาท ซึ่งไม่ใช่เป็นจำนวนเงินเล็กน้อยเลยในเวลานั้น แต่ครูบาศรีวิชัย ยังคงยืนยันอย่างหนักแน่นกับหลวงศรีประกาศว่า  "ตราบใดที่สายน้ำปิงไม่ไหลคืนท่านจะไม่เหยียบแผ่นดินเชียงใหม่อีก"

สาเหตุของการกล่าวอมตวาจาของครูบาเจ้าศรีวิชัยนี้ พอจะสรุปสาเหตุได้อย่างสั้นๆ ตามที่ได้เขียนไว้ในประวัติครูบา อินตา ธนกฺขนฺโธ วัดวังทอง จ.ลำพูน ไว้ดังนี้

เมื่อการก่อสร้างได้สำเร็จลุล่วงได้เพียงสิบวันครูบาศรีวิชัยก็ถูกคณะสงฆ์ฝ่ายปกครองของเชียงใหม่ นำโดยเจ้าคุณโพธิรังสี บารมีศานธิการ (พระศรีโหม) อดีตเจ้าคณะเชียงใหม่ ตั้งข้อกล่าวหาครูบาศรีวิชัยหลายข้อหา เช่นทำให้พระสังฆาธิการเมืองเชียงใหม่จำนวน ๖๐ วัดไม่ยอมขึ้นตรงกับการปกครองคณะสงฆ์จังหวัด และ เป็นพระอุปัชฌาย์เถื่อน โดยบวชให้พระอภิชัย (ครูบาอภิชัยขาวปี)

เมื่อเกิดเรื่อง ครูบาศรีวิชัยได้ติดต่อให้ เหนือหัวมหาอำมาตย์โทเจ้าหลวงแก้วนวรัฐ และ หลวงศรีประกาศ ช่วยเข้าชี้แจงเหตุผลกับเจ้าคุณโพธิรังสี แต่ท่านทั้งสองไม่ยอมมาพบครูบา ทั้งที่ท่านสองเป็นผู้นิมนต์ให้ครูบามาช่วยแผ่บารมีในการบูรณปฏิสังขรณ์ศาสนสถานหลายแห่งในจังหวัดเชียงใหม่โดยแท้ ปล่อยให้ครูบาท่านถูกกล่าวหาแต่ข้างเดียว จนได้ถูกควบคุมตัวไปยังจังหวัดลำพูน

ครูบาศรีวิชัยลั่นอมตะวาจา

หลังจากที่ครูบาศรีชัยต้องถูกสอบสวน และพบว่าครูบาศรีวิชัยพ้นข้อกล่าวหาทั้งหมด หลวงศรีประกาศท่านเดิม ได้มากราบเรียนขอนิมนต์ครูบาศรีวิชัยไปช่วยงานปฏิสังขรณ์สถานที่สำคัญในเมืองเชียงใหม่ ซึ่งท่านให้เหตุผลว่า ชาวเชียงใหม่ต้องขอพึ่งบารมีครูบาอีกมากในการนั้นๆ แต่ครูบาศรีวิชัยได้บอกปฏิเสธ และเป็นต้นเหตุให้ท่านต้องกล่าวอมตะวาจาว่า “ตราบใดที่แม่น้ำปิงไม่ไหลย้อนขึ้นเหนือ จะไม่ขอเหยียบย่างเข้าแผ่นดินเมืองเชียงใหม่อีก”

อันนับเป็นอมตวาจาของท่านประโยคหนึ่งเลยทีเดียว ซึ่งคำพูดนี้ส่งผลสะท้อนให้เห็นถึงความมหัศจรรย์อย่างยิ่งของครูบาศรีวิชัย (ภายหลังที่ท่านมรณภาพไปแล้ว) นั่นคือ เมื่อครูบาศรีวิชัยกลับไปสู่บ้านเกิดของท่านครั้งนี้แล้วนั้น ท่านไม่เคยเหยียบแผ่นดินเมืองเชียงใหม่อีกเลย จนถึงแก่มรณภาพในเวลา 2 ปีต่อมา เพราะแม่น้ำปิงย่อมไม่ไหลคืนกลับแน่ๆ

อนุสาวรีย์ครูบาศรีวิชัย

แต่ทว่าเสมือนหนึ่งปาฏิหาริย์ เพราะต่อมาเมื่อมีการสร้างอนุสาวรีย์ครูบาศรีวิชัย นำไปประดิษฐาน ณ เชิงดอยสุเทพเชียงใหม่ทางต้นถนนที่จะขึ้นพระบรมธาตุดอยสุเทพนั้น ในวันที่ทำพิธีอัญเชิญรูปหล่อครูบาศรีวิชัยไปประดิษฐานที่เชิงดอยสุเทพนั้น แม่น้ำปิงได้ไหลคืนกลับไปเชียงใหม่จริงๆ  วันนั้นเป็นวันแรกที่ครูบาศรีวิชัยกลับไปเหยียบแผ่นดินเชียงใหม่ แม้ว่าจะเป็นเพียงรูปหล่อที่ไร้วิญญาณก็ตาม

สายน้ำปิงไหลคืนกลับไปสู่เชียงใหม่ได้อย่างไร? ท่านอาจจะสงสัย และเห็นว่าเป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้ที่สายน้ำจะไหลย้อนทวนกลับไปหาต้นน้ำ ขอยืนยันว่าเป็นเรื่องจริง นั่นคือเมื่อมีการสร้างเขื่อนภูมิพลเก็บกักน้ำขึ้นที่จังหวัดตากนั้น อ่างเก็บน้ำเหนือเขื่อนกว้างใหญ่ไพศาลนักส่วนหนึ่งก็คือบริเวณแม่น้ำปิงที่ไหลลงใต้ ก็กลับไหลเอ่อขึ้นท่วมท้นถึงเขตจังหวัดเชียงใหม่ที่อำเภอฮอด

วันที่สายน้ำปิงเอ่อถึงอำเภอฮอดนั้น คือวันที่มีการอัญเชิญรูปหล่ออนุสาวรีย์ครูบาศรีวิชัยไปประดิษฐาน

เหตุที่เกิดขึ้นนี้อาจจะเป็นเรื่องบังเอิญ แต่ถ้าหากว่านำมาคิดพิจารณาอย่างละเอียดแล้วจะพบว่าคำพูดของครูบาศรีวิชัยคือ อมตวาจาที่แสนศักดิ์สิทธิ์จริงๆ  เพราะท่านได้กลับไปเหยียบแผ่นดินเชียงใหม่อีกครั้งในวันที่สายน้ำปิงไหลกลับขึ้นเชียงใหม่อย่างที่ท่านพูดไว้ไม่มีผิด