#echo banner="" อิทธิพุทธาคม ของหลวงปู่ครูบาเจ้าชุ่ม โพธิโก

คลิกเมาส์ที่ใดก็ได้ในเฟรมนี้เพื่อเรียกเมนูด่วน

อิทธิพุทธาคม ของหลวงปู่ครูบาเจ้าชุ่ม โพธิโก

จากหนังสือ วังมุย แห่งหริภุญชัย

จัดทำโดย สมาชิกฯ อินทราพงษ์

 

หลวงปู่ชุ่ม หรือ ครูบาเจ้าชุ่ม โพธิโก เป็นพระผู้ถึงพร้อมด้วยวิชชาและจรณะ ท่านปฏิบัติตามแนวทางกรรมฐาน 40 ขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าอย่างอุกฤษฏ์ ชนิดยอมเอาชีวิตเข้าแลก จึงปรากฏว่าท่านเป็นที่เคารพบูชาของชาวล้านนา และบุคคลทั่วไปอย่างกว้างขวาง โดยเฉพาะเมื่อ 30 ปีก่อน นามของท่านยิ่งขจรขจายฟุ้งไปอีก กับเรื่องราวที่ท่านเข้านิโรธสมาบัติ

หลวงปู่ชุ่มเป็นพระที่รอบรู้และเคร่งครัดในพระธรรมวินัย บำเพ็ญบารมี 10 ประการ อันประเสริฐตลอดชีวิตสมณเพศ และมีความวิริยะอุตสาหะปฏิบัติเพื่อมรรคผลสูงสุดในพระพุทธศาสนาอย่างแท้จริง

ด้วยพลังแห่งฌานสมาบัติที่แก่กล้า และพลังแห่งเมตตาจิต รวมทั้งสรรพวิชาที่ท่านได้เพียรศึกษาและสั่งสมมาตามคติครูบาอาจารย์ ทำให้กิตติศัพท์ความเก่งกล้าทางด้านวิชาพุทธาคมของหลวงปู่ชุ่ม เป็นที่เชื่อมั่นในหมู่ประชาชนยิ่งนัก โดยเฉพาะด้านคงกระพัน มหาอุด แคล้วคลาด

หลวงปู่คำแสน คุณาลังกาโร วัดป่าดอนมูล อ.สันกำแพง จ.เชียงใหม่ ผู้เป็นสหธรรมมิกอาวุโสสูงกว่า เคยนิมนต์หลวงปู่ชุ่มไปเป็นประธานในพิธีพุทธาภิเษกพระเครื่อง เพื่อหาทุนสร้างโรงเรียนและศาลาวัดป่าดอนมูล กล่าวว่า

“หลวงปู่ชุ่มท่านเป็นพระภิกษุที่มีความชำนาญด้านการผูกอักขระเลขยันต์ต่างๆ รวมทั้งมีอำนาจฌานสมบัติที่แกกล้าและขลังมาก”

หลวงปู่ชุ่มได้รับนิมนต์ให้ไปเป็นประธานในพิธีพุทธาภิเษกหลายงาน ครั้งที่ยิ่งใหญ่ที่สุดงานหนึ่ง ได้แก่ พิธีพุทธาภิเษกอัฐิท่านครูบาเจ้าศรีวิชัย วัดบ้านปาง จ.ลำพูน หลวงปู่ชุ่มเป็นองค์ประธานในพิธี มีพระอริยะเจ้าทั่วภาคเหนือเข้าร่วมในพิธีนี้ ซึ่งนับเป็นประวัติการณ์อันมิได้ปรากฏขึ้นโดยง่าย

ครูบาเจ้าศรีวิชัย นักบุญแห่งล้านนาซึ่งเป็นพระอาจารย์ของครูบาเจ้าชุ่ม ท่านมรณภาพ ในปี พ.ศ.2481 วัดบ้านปางเก็บรักษาสังขารของท่านไว้ระยะหนึ่ง จากนั้นได้เคลื่อนย้ายมาเก็บรักษาไว้ที่ วัดจามเทวี จ.ลำพูน อีก 8 ปีต่อมา คือ พ.ศ. 2489 จึงได้รับพระราชทานเพลิงศพ หลังจากงานพระราชทานเพลิงศพเสร็จสิ้น จึงได้มีพิธีพุทธาภิเษก และจัดแบ่งอัฐิของนักบุญแห่งล้านนาไปบรรจุไว้ที่ต่างๆ

แล้วในวันที่ 27 ตุลาคม ปี พ.ศ.2517 หลวงปู่ชุ่มยังได้ไปเป็นประธานในพิธีพุทธาภิเษกเหรียญครูบาเจ้าศรีวิชัย ซึ่งจัดสร้างขึ้นใหม่ ณ วัดบ้านปาง อ.ลี้ จ.ลำพูน อีกด้วย นับว่าหลวงปู่ชุ่มท่านได้แสดงมุทิตาจิตต่อพระอาจารย์ของตนเป็นอย่างดียิ่ง

ชื่อเสียงเกียรติคุณของหลวงปู่ชุ่มยิ่งขจรไกล ความเลื่องลือเกี่ยวกับวัตถุมงคลและเครื่องรางของขลังต่างๆ ก็เพิ่มขึ้นด้วย บางครั้งเหล่าผู้มีจิตศรัทธาสร้างขึ้น และนำมาให้ท่านอธิษฐานจิตปลุกเสก ไม่ว่าจะเป็นพระเครื่องทั้งประเภทเนื้อโลหะ และประเภทเนื้อผง เมื่อผู้เลื่อมใสศรัทธานำไปพกพาติดตัว เพื่อความเป็นสิริมงคลแก่ตนเองและครอบครัว ต่างประสบเหตุการณ์ มีอภินิหารต่างๆ นานา ทั้งด้านเมตตามหานิยม มหาอุด แคล้วคลาด คงกระพัน ส่งผลให้ชาวจังหวัดลำพูน และชาวจังหวัดใกล้เคียงในยุคนั้น ต่างแวะเวียนมากราบนมัสการท่าน เพื่อขอของดีกันไม่ขาดสาย ท่านจึงมักเมตตาทำวัตถุมงคลแต่ละชนิดให้แต่ละคนตามวาสนาที่แตกต่างกัน โดยที่หลวงปู่ชุ่มไม่เคยตั้งราคาวัตถุมงคลที่ท่านแจกเลย ทั้งนี้ผู้มีจิตศรัทธาจะทำบุญกับท่านตามกำลังทรัพย์ที่พึงมี ปัจจัยทั้งหลายที่มีผู้ทำบุญถวายแด่ท่าน ล้วนถูกนำไปใช้เพื่อสาธารณประโยชน์ และการศาสนาทั้งสิ้นวัตถุมงคลของท่านในยุคเริ่มแรกจะเป็น ผ้ายันต์ ตะกรุด ล็อกเกตรูปถ่ายของท่าน และพระผงที่จัดสร้างเพื่อนำไปบรรจุตามพระเจดีย์ต่างๆ ที่ท่านไปนั่งหนักเป็นประธานสร้าง หรือบูรณปฏิสังขรณ์ไว้นั่นเอง

ตำนานลือลั่นของ ยันต์ตะกรุดเสื้อ รุ่นกองพลเสือดำ

กองพลเสือดำ ในสมรภูมิรบเวียตนาม

หลังจากสงครามโลกครั้งที่ 2 สงบลง ได้เกิดสงครามเวียดนามคุกรุ่นขึ้น โดยในราวปี พ.ศ.2507 รัฐบาลเวียดนามใต้ ได้ส่งหนังสือขอความช่วยเหลือทางการทหาร และทางเศรษฐกิจมายังประเทศฝ่ายโลกเสรี

รัฐบาลไทยได้ลงมติรับหลักการให้ความช่วยเหลือแก่เวียดนามใต้ ต่อสู้กับเวียดนามเหนือ ซึ่งมีการปกครองระบอบสังคมนิยมคอมมิวนิสต์ เมื่อวันที่ 21 กรกฎาคม พ.ศ. 2507 โดยพิจารณาจัดส่งกำลังพลไปเป็นระยะๆ ตลอดเวลาหลายปี ต่อมาในปี พ.ศ. 2511 ได้ส่งกำลังเพิ่มเติมในรูปของกองพลทหารเข้าทำการรบทั้งสิ้นจำนวน 3 ผลัด ผลัดละ 1 ปี

เหล่าทหารอาสาสมัครในกองพลเสือดำรุ่นที่ 1 และ 2 จำนวนหลายสิบนาย ได้มากราบนมัสการหลวงปู่ชุ่ม เพื่อขอวัตถุมงคลไว้เป็นสิริมงคล และปกป้องคุ้มภัย ก่อนเดินทางเข้าร่วมรบในสงคราม ซึ่งหลวงปู่ได้มอบ ยันต์ตะกรุดเสื้อ ให้กับทหารทุกนาย ปรากฏว่า ทหารหน่วยพลเสือดำที่มียันต์ตะกรุดเสื้อ ต่างรอดพ้นจากภยันตรายกลับสู่ภูมิลำเนา พร้อมกันทุกนาย ต่อมายังได้รับเหรียญกล้าหาญมาประดับอกเชิดชูความเสียสละ กล้าหาญ อีกด้วย หลังจากนั้น ทุกครั้งที่เหล่าทหารหาญรุ่นต่อไปจะออกเดินทางเข้าสู่สมรภูมิรบ หลวงปู่ชุ่มจะได้รับนิมนต์ให้เป็นประธานประพรมน้ำพระพุทธมนต์ที่บริเวณชานชาลาสถานีรถไฟเชียงใหม่ทุกครั้ง ทหารบางนายมาขอให้หลวงปู่ชุ่มอาบน้ำพระพุทธมนต์ถึงวัดวังมุยเลยก็มี

มูลเหตุของการสร้าง ยันต์ตะกรุดเสื้อ นั้น เนื่องมาจากสามเณรองค์หนึ่ง ซื่อสามเณรบุก เป็นชาวบ้านศรีสุพรรณ จ.ลำพูน สามเณรผู้นี้มีความสนใจทางด้านคาถาอาคมมาก ได้ยินกิตติศัพท์ในเรื่องการลงอักขระเลขยันต์ การผูกยันต์และความเก่งกล้าทางวิทยาคมของครูบาเจ้าชุ่ม จึงได้เพียรพยายามมาขอให้ท่านทำตะกรุดไปใช้ ท่านจึงได้ผัดผ่อนเรื่อยมา สามเณรก็เพียรพยายามขอหลายต่อหลายครั้งอย่างไม่ย่อท้อ จนหลวงปู่ชุ่มทนการรบเร้าอ้อนวอนจากสามเณรไม่ได้ จึงได้จัดสร้างตะกรุดเสื้อให้ไปหนึ่งชุด

เมื่อสามเณรได้ตะกรุดเสื้อจากหลวงปู่ชุ่มไปแล้ว นายวงศ์ผู้เป็นน้าชายของสามเณรนั้น ได้ขอยืมตะกรุดเสื้อต่อจากสามเณรไปอีกที ปรากฏว่าหลังจากนั้น นายวงศ์ผู้นี้ไปเป็นมิจฉาชีพ ทำการจี้ ปล้นสะดม ชาวบ้านทั่วภาคเหนือ จนได้รับขนานนามว่า เสือวงศ์ ข่าวการจี้และปล้นสะดมของเสือวงศ์ในยุคนั้น ร้อนถึงเจ้าหน้าที่ฝ่ายปราบปรามที่ต้องวางแผนหาทางสกัดจับเสือวงศ์ให้ได้โดย เร็ว แต่ในการเข้าปะทะจับกุม เสือวงศ์ผู้นี้ก็สามารถฝ่าวงล้อมและห่ากระสุนหลบหนีไปได้ทุกครั้ง โดยมิได้รับอันตรายเลย

การปล้นสะดมของเสือวงศ์ได้แผ่ขยายพื้นที่มากขึ้น สร้างความหวาดกลัวให้แก่ชาวบ้าน แล้วยังสร้างความลำบากใจให้เจ้าหน้าที่ผู้พิทักษ์สันติราษฎร์ด้วย สามเณรบุกจึงได้สารภาพกับหลวงปู่ชุ่ม ถึงเรื่องที่เสือวงศ์ ขอยืมเอาตะกรุดเสื้อจากตน แล้วหนีหายกลายไปเป็นเสือร้าย ยังความสลดใจให้กับหลวงปู่ชุ่มอย่างยิ่ง

อย่างไรก็ตาม เรื่องของยันต์ตะกรุดเสื้อ เป็นตัวอย่างที่ดีในการใช้ชีวิต เป็นอนุสสติให้ระลึกว่า ของดีของศักดิ์สิทธิ์นั้น หากนำไปใช้ในทางที่ผิด ก็ย่อมถูกโมหะเข้าครอบงำ ก่อให้เกิดโทษ ในทางกลับกัน ของสิ่งเดียวกันนั้นทากถูกใช้อย่างพินิจพิจารณาด้วยจิตอันเป็นกุศล ย่อมยังคุณประโยชน์อย่างมหาศาล

ตะกรุดยันต์หนังลูกควายตายพราย

เป็นตะกรุดพิเศษดอกเดียวที่มีชื่อเสียงทั่วภาคเหนือในสมัยเมื่อ 35 ปีที่ผ่านมา โดยเฉพาะสำหรับผู้ต้องการแสวงหาวัตถุมงคลไว้ป้องกันตัว

หลวงปู่ชุ่มได้รับการถ่ายทอดวิชานี้มาจาก ท่านมหาเมธังกร จังหวัดแพร่ ซึ่งได้ถ่ายทอดวิชาทำตะกรุดหนังให้จนหมดสิ้น โดยท่านใช้เวลาศึกษาอยู่สองพรรษา เมื่อผู้คนได้ทราบว่าหลวงปู่ชุ่มท่านได้รับการถ่ายทอดวิชา การทำตะกรุดยันต์หนังลูกควายตายพรายนี้มา ต่างก็พากันมาขอจากท่าน ต่อมาจึงได้มีประสบการณ์เลื่องลือ ยืนยันถึงพุทธคุณในด้านคงกระพัน มหาอุด และยังมีด้านเมตตามหานิยมอีกด้วย

หลวงปู่ชุ่มท่านได้เมตตาสร้างตะกรุดออกมาสงเคราะห์แก่ญาติโยม ลูกศิษย์ และผู้ศรัทธาทั่วไป ตั้งแต่ปี พ.ศ.2485 โดยในช่วงหลัง ราวๆ ปี พ.ศ. 2500 เป็นต้นมา พ่อหนานปัน จินา ลูกศิษย์ที่หลวงปู่ชุ่มได้ทำการครอบครูให้ เป็นศิษย์สืบทอดศาสตร์การสร้างตะกรุดหนังลูกควายตายพรายนี้แต่ผู้เดียว โดยจะเป็นผู้ทำการลงเลยยันต์ม้วนหนังความเป็นรูปตะกรุด หลังจากนั้นจึงปั้น (พอก) ครั่งอีกที

เคล็ดวิชานี้ ตามตำราระบุว่า ต้องใช้หนังลูกควายเผือกที่ตายอยู่ในท้องแม่ควายเผือกซึ่งตายทั้งกลม ที่สำคัญเขาลูกควายที่อยู่ในท้องต้องไม่ทะลุท้องแม่ควาย และวิธีพิสูจน์ว่าเป็นหนังควายเผือกแท้หรือไม่ ขณะทำการจารอักขระบนหนังควายนั้น หนังควายจะหมุน

หนังลูกควายตามลักษณะดังกล่าว สามารถนำมาทำตะกรุดได้เพียงประมาณ 200-300 ดอก

ยันต์หนีบ

ในภาษาถิ่นล้านนา บางครั้งคำว่า ยันต์ ก็หมายถึง ตะกรุด ด้วยเช่น เสื้อยันต์ หมายถึง ตะกรุดที่ถักร้อยเป็นลักษณะเสื้อยันต์ ฉะนั้น เวลาพูดถึง ยันต์ และ ตะกรุด ของภาคเหนือ จึงต้องมีคำขยายลักษณะให้ชัดเจนจึงจะสามารถเข้าใจตรงกันได้ เช่น ยันต์หนีบ เป็นต้น

ยันต์หนีบนี้มีลักษณะเป็นแผ่นโลหะลงอักขระ 2 ด้านประกบกัน กล่าวกันว่า ผู้ที่ถูก ทำ ด้วยยันต์หนีบ คือถูกเขียนชื่อสอดไว้ในยันต์หนีบนี้ จะตกอยู่ในอาการลุ่มหลง สิเน่หา รักใคร่ผู้เป็นเจ้าของยันต์หนีบยิ่งนัก ถือว่าเป็นศาสตร์แห่งวิชาทางไสยศาสตร์ที่มีชื่อเสียงโด่งดัง และนิยมกันมากในหมู่ชายหนุ่มแห่งดินแดนล้านนาตั้งแต่อดีตจวบจนถึงปัจจุบัน

ตะกรุดปรอท

ตะกรุด ปรอท เป็นวัตถุมงคลที่หลวงปู่ชุ่มนำออกมาแจกญาติโยมซึ่งแวะเวียนไปกราบนมัสการท่านเสมอๆ

ท่านทำตะกรุดไว้หลายรุ่น หลายขนาด ทั้งแบบเป็นตะกั่ว ลงอักขระ ม้วนเป็นตะกรุดแล้วร้อยด้วยเชือก ทั้งแบบมีหนังควายหุ้มตะกรุดอีกที และแบบปรอทมีรูตรงกลาง ใช้รัดท่อนแขน ห้อยคอ และคาดเอว

ปรอทเป็นโลหะที่พิเศษพิสดาร คือเป็นของเหลวไหลไปมาไม่อยู่นิ่ง พระที่ท่านซัดปรอทให้แข็งตัวได้ ย่อมต้องอาศัยกำลังจิตที่แกร่งกล้านัก

ผ้ายันต์

หลวงปู่ชุ่มเมตตาสร้างผ้ายันต์ที่มีแบบ ขนาด และสีต่างกันไป ตามพุทธคุณที่แตกต่างกัน ท่านได้ผูกอักขระลงพระเวทย์ครบถ้วนตามตำราโบราณ ซึ่งท่านทรงภูมิยิ่ง ผ้ายันต์มีพุทธคุณในด้านคงกระพันชาตรี มหาอุด อีกทั้งเมตตามหานิยมสูงมาก ป้องกันด้านคุณไสยฯ ได้เป็นอย่างดี

ยันต์แดง (กลาง) นี้ พลตรีเจ้าจักรคำขจรศักดิ์ เจ้าผู้ครองนครลำพูนองค์สุดท้าย นำต้นแบบยันต์โบราณ

มามอบให้แด่หลวงปู่ครูบาเจ้าชุ่ม โพธิโก

รูปถ่ายล๊อกเกตแบบต่างๆ

หลวงปู่ท่านเมตตาจัดสร้างขึ้นสงเคราะห์แก่ศิษยานุศิษย์ และญาติโยมหลายแบบ  หลายครั้งตามวาระโอกาสต่างๆ ตั้งแต่ราวปี พ.ศ. 2516

 

ภาพถ่ายหลวงปู่ชุ่ม ด้านหลังลงยันต์ เคลือบพลาสติกใส วัดท่าซุงสร้างแจกญาติโยม

เมื่อครั้งท่านไปร่วมงานที่วัดท่าซุง ปี พ.ศ. ๒๕๑๘

 

ผ้าสังฆาฏิของพระสุปฏิปันโนหลายองค์ รวมทั้งหลวงปู่ชุ่ม

ที่วัดท่าซุงจัดสร้าง แจกญาติโยมในงาน ปี ๒๕๑๗ เช่นเดียวกัน

พระอาจารย์หมื่น ญาณเมธี วัดพรหมวนาราม อ.สารภี จ.เชียงใหม่ หรือ ตุ๊ลุงหมื่น หลานของหลวงปู่ชุ่ม ท่านเก็บรักษา เล็บมือของหลวงปู่, อัฐิ, มีด, ดาบ และวัตถุมงคล อีกหลายรายการของหลวงปู่ไว้

มีน้อยรายที่จะทราบว่า ครูบาเจ้าศรีวิชัยได้มอบคัมภีร์ทำดาบโบราณให้แก่ครูบาชุ่มฉบับหนึ่ง และก่อนที่ครูบาชุ่มจะละสังขาร ก็ได้มอบคัมภีร์นี้ให้แก่สหธรรมิกของท่านต่อ คือ ครูบาแก้ว อุตโม วัดสันพระเจ้าแดง และตำนานดาบที่กำเนิดขึ้นจากคัมภีร์นี้ก็คือ "ดาบสรีศรีกัญชัย" นั่นเอง

พระผงที่หลวงปู่ชุ่มจัดสร้างเพื่อบรรจุเจดีย์

มีพ่ออุ๊ยตุ่น หน่อใจ เป็นผู้ช่วยหลวงปู่ชุ่มดำเนินการสร้างพระผงพิมพ์ต่างๆ โดยหลังจากฝากตัวเป็นศิษย์ ก็ได้เป็นผู้ทำหน้าที่ปลงเกศาให้หลวงปู่ชุ่ม โพธิโก ด้วย

พ่ออุ๊ยตุ่น หน่อใจ

โครงไม้ที่เจาะแต่งอย่างสร้างสรร

เพื่อจัดวางแบบพระผงพิมพ์ต่างๆ

ฝีมือครูบาวิฑูรย์ทำไว้ ในสมัยที่

ท่านยังเป็นสามเณร

 

พระผงใบโพธิ

พระสมเด็จปรกโพธิ์ (พระปัจเจกธรรม)

พระผงเกษาพิมพ์ต่างๆ

พระผงเกษาพิมพ์ต่างๆ

พระรอดหลัง "ส"

ด้านหลังของพระเป็นอักขระตัวเมือง คือ "สะ" จัดสร้างเพื่อบรรจุในองค์พระธาตุจอมกิจจิ โดยพ่อหนานปัน  จินา ศิษย์ของหลวงปู่ชุ่ม ได้ขอไว้ก่อนบรรจุ ประมาณ ๖๐ องค์

ตำนานพระรอดเณรจิ๋ว

พันตำรวจเอกพิเศษ อรรณพ กอวัฒนา (ปัจจุบันเกษียณราชการแล้ว) ผู้ที่หลวงปู่ชุ่มให้ความเมตตามากท่านหนึ่ง ได้เคยให้ความรู้เกี่ยวกับเรื่องพระรอดนอกตำนานไว้ว่า

"พระรอดเณรจิ๋วนี้ เมื่อท่านครูบาบุญทืมสร้างเสร็จแล้ว ก็ได้มอบให้ท่านครูบาชุ่ม โพธิโก ซึ่งอยู่ใกล้ชิดกับท่านครูบาศรีวิชัยปลุกเสกให้เสร็จสิ้น แล้วก็แจกจ่ายกันเรื่อยไป ปริมาณการสร้างก็ไม่ได้นับไว้แต่มีจำนวนประมาณ 1 บาตรพระที่เหลือจากแจกจ่ายตั้งแต่สร้างเสร็จ จนก่อน พ.ศ. 2518 เหลือพระอยู่ประมาณ 1/3 บาตร และในปีนี้นี่เอง (2518) ก็แจกจ่ายกันไปจนหมดสิ้น ผมเองเคยคัดสวยๆ เอาไว้จำนวนหนึ่ง

ชื่อพระเครื่องเหล่านี้ (พระรอดน้ำต้น พระรอดแขนติ่ง พระรอดครูบากองแก้ว พระรอดเณรจิ๋ว) ท่านผู้สร้างไม่ได้ตั้งชื่อเอาไว้แต่ประการใด เป็นพวกเรานี่เองที่ไปตั้งชื่อให้ท่านเพื่อความสะดวกในการเล่นหานั่นเอง

ข้อมูลนี้ได้มาจากการบอกเล่าของหลวงปู่ครูบาชุ่ม โพธิโก กับหลวงปู่ครูบาบุญทืม พรหมเสโน เองโดยตรง เมื่อประมาณปี พ.ศ.2518 แต่ก็เป็นความไม่ใส่ใจของผมเองแหละครับ ที่ไม่ได้สอบถามว่า พระรอดเณรจิ๋วนี้ มีกี่พิมพ์ที่แตกต่างไปจากพิมพ์ที่ท่านมอบให้ผมมา จำได้ว่าพระเครื่องส่วนนี้หลวงปู่ครูบาชุ่มฯ นำออกมาจากที่ท่านก็เก็บและผมเห็นมีเหลือบรรจุอยู่ในบาตรอีกประมาณ 1/3 ของบาตร แล้วท่านก็ยังได้เทน้ำลงไปล้างพระและเขย่าๆ บาตรเพื่อให้พระสะอาด ก่อนที่จะนำมาแจกจ่ายญาติโยม ผมเองเมื่อเห็นดังนั้นยังค้านเสียงหลงเลยครับว่า ไม่ต้องล้างหรอกครับหลวงปู่ฯ (ผมกลัวพระจะเสียหาย) ท่านก็ว่า ไม่เป็นไรพระแข็งแรงดี มีผงเก่าอยู่มาก”

มูลเหตุการสร้างเหรียญรุ่นแรก ปี พ.ศ. 2517

วัตถุมงคลที่หลวงปู่ชุ่มจัดสร้างขึ้น ล้วนมาจากความเมตตาของท่านในความปรารถนาที่จะสงเคราะห์ประชาชน บูชาพระรัตนตรัย และสืบทอดพระพุทธศาสนาทั้งสิ้น สำหรับมูลเหตุของการจัดสร้างเหรียญรุ่นแรกของท่านมีดังนี้

หลวงพ่อทองใบ โชติปัญโญ เจ้าอาวาสวัดพรหมวนาราม ต.สันทราย อ.สารภี จ.เชียงใหม่ ศิษย์ผู้ได้รับอนุญาตให้สร้างเหรียญครูบาชุ่มเป็นครั้งแรก ในปี พ.ศ. ๒๕๑๗

สืบเนื่องจาก ชื่อเสียงเกียรติคุณของหลวงปู่ครูบาเจ้าชุ่มได้ขจรขจายออกไป ทำให้ประชาชนจากทุกสารทิศได้สดับฟัง หาโอกาสเดินทางมากราบนมัสการท่าน แล้วมักแจ้งความประสงค์อยากได้เหรียญรูปเหมือนของท่านกลับไปสักการบูชา แต่หลวงปู่ชุ่มท่านไม่เคยจัดสร้างเลย และไม่อนุญาตให้ใครจัดสร้างด้วย ท่านยังกล่าวอีกว่า ต้องการให้ผู้มีความเคารพเลื่อมใส มีมานะพยายามไปหาท่านด้วยตัวเองมากกว่า ซึ่งท่านก็จะมีวัตถุมงคลชนิดอื่นๆ เมตตาแจกญาติโยมให้ตรงตามจริตวาสนาของแต่ละคนด้วย แต่ทั้งนี้ท่านก็ยังทิ้งท้ายให้ความหวังไว้ว่า เมื่อถึงเวลาอันสมควรนั่นแหละจึงจะทำ เวลาล่วงเลยมานับสิบปี จนถึงปี พ.ศ. 2517 หลวงปู่ชุ่มมีวัย 76 ปี ในที่สุดท่านก็อนุญาตให้ศิษย์ของท่านที่ชื่อ ครูบาทองใบ จัดสร้างเหรียญรูปเหมือนของท่านขึ้นเป็นวาระแรก

ครูบาทองใบ สายพรหมา ตอนนั้นเป็นรองผู้อำนวยการวิทยาลัยพลศึกษา เชียงใหม่ หรือในปัจจุบัน ก็คือหลวงพ่อทองใบ โชติปญฺโญ เจ้าอาวาสวัดพรหมวนาราม อ.สารภี จ.เชียงใหม่ (เขตติดต่อกับลำพูน) ท่านเมตตาย้อนรำลึกถึงเหตุการณ์เมื่อ 30 กว่าปีก่อนว่า

ในวันนั้นเป็นงานบำเพ็ญกุศลศพพ่อตาของครูทองใบ โดยทางบ้านของอดีตภรรยาได้นิมนต์หลวงปู่ชุ่มมาเป็นพระประธานสงฆ์ ครูทองใบจึงมีโอกาสพูดคุยและกราบเรียนการสร้างเหรียญกับท่าน

ครูยุทธ เดชคำรณ

หลวงปู่ชุ่มท่านรักและเมตตาครูทองใบเป็นพิเศษ เพราะครูเป็นคนว่านอนสอนง่าย แล้วยังเป็นผู้มีใจใฝ่ในกุศล โดยมักจะนำรถไปช่วยงานวัด และ รับ-ส่งหลวงปู่ชุ่มไปประกอบศาสนกิจอยู่เสมอ

ครูทองใบจึงพูดขึ้นมาว่า "เดี๋ยวนี้ใครๆ เขาก็รู้จักหลวงพ่อหมด โดยเฉพาะทางภาคเหนือ เพราะหลวงพ่อเป็นพระเกจิ ผมว่ามันถึงเวลาแล้ว หลวงพ่อน่าจะทำเหรียญออกมาสักรุ่น เพื่อจะได้ให้คนนำไปบูชาและนำปัจจัยมาสร้างวัด"

หลวงปู่ชุ่มท่านนิ่งพิจารณาอยู่นานพอสมควร ในที่สุดจึงกล่าวว่า "หลวงพ่ออนุญาต ถ้าเกิดครูคิดว่าดี และครูสามารถทำได้"

แม้ครูทองใบจะเปรยเรื่องการสร้างเหรียญเอง แต่ก็ทราบดีว่า มีลูกศิษย์รุ่นก่อนๆ และคนทั่วไปหลายคนมาขออนุญาตท่านทำเหรียญหลายครั้งหลายหนนับสิบปีแล้ว แต่ท่านก็ไม่เคยอนุญาต

พอท่านอนุญาตในคราวนี้ จึงทำให้ครูทองใบทั้งแปลกใจ และภูมิใจ

จำนวนวัตถุมงคลที่ปลุกเสกรุ่นแรก ในปี พ.ศ. 2517

นับแต่บัดนั้น ครูทองใบก็ตั้งใจที่จะทำเหรียญของครูบาอาจารย์อย่างดีที่สุด วันหนึ่งได้พบกับครูยุทธ เดชคำรณ ซึ่งเป็นนักสะสมพระ และเป็นนักเขียนสมัครเล่นในหนังสือ ของดีเมืองเหนือ ครูยุทธแสดงความแปลกใจที่ได้ยินชื่อเสียงของหลวงปู่ชุ่มมานาน แต่ไม่เคยเห็นวัตถุมงคลของท่านวางจำหน่ายตามแผงพระเลย โดยเฉพาะเหรียญ เมื่อคุยไปคุยมา ครูยุทธก็ถามครูทองใบว่า พอจะรู้จักหลวงปู่ชุ่ม เมืองลำพูนบ้างไหม

ครูทองใบตอบยิ้มๆ ว่า

"ผมรู้จักดี เพราะท่านเป็นครูบาอาจารย์ของผม ท่านรักผมเหมือนลูก ถ้าพี่นะไป ผมยินดีที่จะอาสาพาไปกราบ"

นับจากนั้น ครูทองใบจึงได้ครูยุทธเป็นแนวร่วมอีกคน แล้วยังมีคุณอิศรา เทพหัสดิน ณ อยุธยา ซึ่งเปิดกิจการโรงพิมพ์อยู่ที่ จ.เชียงใหม่ มาช่วยด้วย

คุณอิศราได้ให้ช่างทำบล็อก พระแบบต่างๆ ขึ้นมา เพื่อนำไปให้หลวงปู่ชุ่มพิจารณาเลือกแบบ

นับว่าเป็นเหรียญรุ่นแรกที่ต้องรอคอยมาอย่างยาวนาน หลวงปู่ครูบาชุ่มท่านได้ผูกยันต์ ลงอักขระตามพระสูตรให้อย่างครบถ้วน ดังที่ปรากฏอยู่ด้านหลังเหรียญรุ่นนี้ และท่านก็ได้แผ่อธิษฐานจิตปลุกเสกเดี่ยวตลอด 7 วัน 7 คืน ในพระวิหาร วัดชัยมงคล (วังมุย) เริ่มทำพิธีเดือนพฤศจิกายน พ.ศ. 2517

เหรียญรุ่นแรกครูบาชุ่ม โพธิโก (เงิน นวะ ทองแดง) ปี 17

การตรวจรับนับของที่หลวงปู่อนุญาตให้จัดสร้างครั้งนี้ ได้กระทำกันต่อหน้าหลวงปู่และคณะกรรมการที่หลวงปู่ได้อนุมัติให้แต่งตั้ง ขึ้น คืออาจารย์ยุทธ เดชดำรณ ศึกษานิเทศก์ เขตศึกษา 8, อาจารย์ทองใบ สายพรหมา รองผู้อำนวยการวิทยาลัยพลศึกษา เชียงใหม่ และ ม.ร.ว.เอี่ยมศักดิ์ จรูญโรจน์

วันที่ 5 ธันวาคม 2517 จัดทำพิธีฉลองสมโภช เจ้าคณะภาค เจ้าคณะจังหวัด และพระเถระชั้นผู้ใหญ่ในจังหวัดลำพูน สวดเจริญพระพุทธมนต์ธรรมจักรกัปปวัตนสูตร ฯลฯ หลวงปู่ชุ่มนั่งปรกบริกรรมแผ่พลังเมตตาจิตตลอดคืนสุดท้าย เช้าวันที่ 6 ธันวาคม 2517 สวดเบิกพระเนตรและมงคลสูตรต่างๆ เสร็จพิธีทำบุญตักบาตร ถวายภัตตาหาร พระสงฆ์อนุโมทนา เสร็จพิธี

พระสุปฏิปันโนในระหว่างรอจะเข้าไปทำพิธีปลุกเสกผ้ายันต์มหาพิชัยสงคราม ในพระอุโบสถวัดบวรฯ จากซ้ายมือคือ หลวงพ่อฤๅษีฯ, หลวงปู่ธรรมชัย, หลวงปู่ชัยวงศ์, หลวงปู่ชุ่ม, หลวงปู่คำแสนเล็ก, หลวงปู่ครูบาอินจักร วัดน้ำบ่อหลวง, หลวงปู่คำแสนใหญ่ (แถวหลังที่เห็นคือ หลวงปู่บุดดา)

ภาพจากเวบ  www.watthasung.com

วัตถุมงคลโดยพระราชดำริ

ในปัจฉิมวัยของหลวงปู่ครูบาชุ่ม โพธิโก ท่านเปิดเผยเกียรติภูมิเต็มองค์ โดยร่วมเส้นทางธรรมสัญจรไปพร้อมกับหลวงพ่อฤๅษีลิงดำ และเผ่าพงศ์พระสุปฏิบันโน ผู้ล้วนเป็นสหธรรมิกที่มีสายสัมพันธ์แน่นแฟ้น

เมื่อวันที่ 8 พฤศจิกายน พ.ศ. 2518 หลวงปู่ครูบาเจ้าชุ่ม โพธิโก พร้อมด้วยหลวงพ่อฤๅษีลิงดำ หลวงปู่ครูบาวงศ์ หลวงปู่ครูบาธรรมชัย และพระเถระอีกหลายรูป ได้เข้าร่วมพิธีพุทธาภิเษก ผ้ายันต์มหาพิชัยสงคราม ที่พระอุโบสถ วัดบวรนิเวศวิหาร อารามหลวงชั้นเอก ตามพระบรมราชโองการอาราธนาของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าพระบรมราชินีนาถ จากนั้นได้นำออกไปแจกเหล่าทหารหาญทั่วประเทศ ปรากฏว่าพุทธคุณเป็นเลิศเลื่องลือยิ่ง

ผู้อุดมด้วยวิชชาและวิมุตติ

เมื่อหลวงปู่ครูบาเจ้าชุ่ม โพธิโก ละสังขารไปในปี พ.ศ. 2519 คณะศิษย์เก็บรักษาสังขารของท่านไว้ ณ วัดชัยมงคล (วังมุย) เพื่อรอกำหนดการพระราชทานเพลิงศพ หลวงปู่ครูบาวงศ์ สหธรรมิกรุ่นน้องและศิษย์ร่วมพระอาจารย์เดียวกัน คือครูบาเจ้าศรีวิชัย ได้จัดสร้างพระรูปเหมือนของหลวงปู่ครูบาเจ้าชุ่ม ขนาดเท่าองค์จริง ทั้งท่ายืน และท่านั่งสมาธิ เนื้อสัมฤทธิ์ ชนิดงามพรั่งพร้อม ในเชิงศิลปกรรมและบริบูรณ์ด้วยสังฆคุณ โดยพระรูปเหมือนท่านั่งสมาธิปัจจุบันได้รับการปิดทองแล้ว ประดิษฐานไว้ในพระวิหาร วัดชัยมงคล (วังมุย) มีคำจารึกนามของท่าน พระครูบาเจ้าชุ่ม โพธิโก ผู้อุดมด้วยวิชชาและวิมุตติ

และพระรูปเหมือนขนาดเท่าองค์จริง ท่ายืน ประดิษฐานไว้ ณ อนุสรณ์ กู่หลวงปู่ชุ่ม โดยมีพระคาถาบูชาองท่านจารึกไว้ด้วย

ในครั้งนั้น ได้มีการจัดสร้างรูปเหมือน ครูบาเจ้าชุ่ม โพธิโก ขนาดบูชา หน้าตัก 5 นิ้ว และ 1 นิ้ว เพื่อเป็นที่พึ่งที่ระลึกในวาระเดียวกันด้วย โดยพระรูปเหมือนทั้งหมด เข้าพิธีพุทธาภิเษกอย่างยิ่งใหญ่โดยพระมหาเถระหลายรูป เมื่อวันที่ 18 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2520 หลวงปู่ครูบาวงศ์ เป็นผู้ทำพิธีเบิกพระเนตร

หลวงปู่ครูบาวงศ์ ทำพิธีเบิกพระเนตรพระรูปเหมือนครูบาเจ้าชุ่ม โพธิโก