#echo banner="" ประวัติ ครูบาชัยวงศาพัฒนา 2/

คลิกเมาส์ที่ใดก็ได้ในเฟรมนี้เพื่อเรียกเมนูด่วน

หลวงปู่ชัยยะ วงศาพัฒนา (๒)

(พระครูพัฒนากิจจานุรักษ์)

วัดพระพุทธบาทห้วยต้ม ต.นาทราย อ.ลี้ จ.ลำพูน

คัดลอกมาจาก http://www.konmeungbua.com/saha/chaiwangsa.html

ไปหน้าที่      

ครูบาชัยลังก๋า

(ปฐมอาจารย์ของหลวงปู่องค์แรก) 

ครูบาชัยลังก๋า

ครูบาชัยลังก๋าเป็นพระอาจารย์องค์แรกของหลวงปู่  ท่านเป็นผู้มีศีลาจารวัตรงดงาม อบรมสั่งสอนทั้งบรรพชิตและคฤหัสถ์ให้ประพฤติอยู่ในศีลในธรรม  แต่ท่านจะเลือกสั่งสอนเฉพาะผู้ที่ควรจะเมตตาได้เท่านั้น  ดังมีเรื่องอยู่หลายครั้งตามที่ได้รับฟังมาว่า  ท่านสามารถหยั่งรู้ถึงเหตุการณ์ในภายหน้าได้ว่า ใครบ้างจะมาหาท่าน มาดีมาร้ายอย่างไร  ถ้าผู้ใดมีจิตปรารถนาที่ดีต้องการมาเพื่อทำบุญทำทานรักษาศีลฟังธรรม  ท่านจะต้อนรับด้วยความยินดีและเมตตาสั่งสอนให้สำเร็จสมความมุ่งหมายที่ได้ตั้งใจ  แต่ถ้าต้องการมาพบในทางที่ไม่ชอบแล้ว  ท่านจะหลบเข้าป่าไม่ให้พบตัว จนกว่าพวกนี้กลับไป ท่านจึงจะออกมา  ท่านไม่มีกำหนดเวลาว่าจะเข้าป่าเมื่อไหร่  บางครั้ง  ๕  ทุ่ม  เที่ยงคืน  ตี  ๑  ตี  ๒  ถ้าท่านต้องการจะไปแล้ว  หลวงปู่ต้องเตรียมตัวให้ทันตามที่ท่านปรารถนา  บางครั้งก็ไม่ได้ฉันอาหารเพราะไปอดอยู่ในป่า

 ครูบาชัยลังก๋า  มักจะพาหลวงปู่ออกเดินธุดงค์ไปตามป่าเขาเสมอ  การเดินป่าต้องมีความเคารพต่อสถานที่และเจ้าป่าเจ้าเขา  เช่นการตัดไม้ผ่าฟืนจะทำเหมือนอยู่ตามบ้านไม่ได้  เมื่อตัดไม้แล้วต้องเดินไปวางกองรวมกันให้เรียบร้อย จะโยนไปรวมกันไม่ได้  ไม้มีขนาดใหญ่ไม่สามารถแบกมาได้ ต้องตัดแบ่งเป็นท่อนเล็ก ๆ แล้วแบกมา  จะถือลากมาตามพื้นก็ไม่ได้

มีอยู่ครั้งหนึ่งหลวงพ่อได้เข้าไปตัดไม้ในป่าแล้วนำออกมาโดยลากมาตามพื้น  ซึ่งการทำเช่นนี้ถือว่าเป็นการไม่เคารพสถานที่เจ้าป่าเจ้าเขา  และในคืนนั้นเองเหตุการณ์ที่ไม่คาดฝันก็บังเกิดขึ้นคือ  หลวงปู่มีอาการเริ่มป่วยครึ่งหลับครึ่งตื่น  ในขณะนั้นมีนกตัวเล็กซึ่งทางเหนือเรียกว่า ผีปะโก้โล้งปงตง ทางภาคกลางเรียกว่าผีกองกอย  นกชนิดนี้โดยปกติจะร้องออกมาเป็นเสียงธรรมชาติที่ได้ยินทั่วไปคือ  คอกๆ  คอยๆ  แต่ถ้าได้ยินเสียงร้องผิดปกติว่า  คอกๆ  คอขาด  ต้องระวังให้ดี  และในคืนนี้ก็เช่นกันเสียงมันร้องว่า  คอกๆ  คอขาด  ใกล้เข้ามาที่หลวงปู่ทุกที

เมื่อเป็นดังนั้นครูบาก๋าท่านได้สวดมนต์ให้พรเพื่อเป็นการปัดเป่าภยันตรายที่อาจจะเกิดขึ้นได้  หลวงปู่มีการเหมือนจะเคลิ้มหลับ  ได้ยินเสียงสวดมนต์และเสียงนกร้องทุกอย่าง แต่ไม่สามารถบังคับตัวเองได้  บางครั้งใจเหมือนจะหลุดออกจากร่าง  ครูบาก๋าท่านสวดมนต์อยู่เป็นเวลานาน  แต่เสียงนกที่ร้องก็ยังไม่ยอมหยุด  ประหนึ่งว่าจะเอาชีวิตของหลวงปู่ให้จงได้  เสียงร้องถี่และชัดเข้ามาทุกที

ครูบาก๋าท่านสุดวิสัยที่จะแก้ไขเหตุการณ์เช่นนี้ได้ เพราะสวดมนต์ให้พรหมดทุกบทแล้วยังไม่ยอมไป  สัตว์พวกนี้ฟังเสียงธรรมไม่ยอมรู้ซึ้ง  ท่านจึงเปลี่ยนมาใช้วิธีใหม่เป็นวิธีที่หยาบคาย  โดนท่านพูดด่าออกไปว่า  “โคตรพ่อโคตรแม่มึง  สวดมนต์สวดพรให้รับก็ไม่อยากจะได้บุญ  มึงจะเอาอะไรหรือ  โคตรพ่อโคตรแม่มึง”  และด่าคำหยาบคายอีกหลายอย่าง  ซึ่งการทำเช่นนี้ปรากฏว่าได้ผล นกผีกองกอยค่อย ๆ ร้องห่างออกไปเรื่อยๆ ในที่สุดก็หายไป ในไม่ช้า หลวงปู่ท่านก็มีสติขึ้นมาตามเดิม

ไปวัดพระพุทธบาทห้วยต้ม

ในระยะที่อยู่กับครูบาชัยลังก๋าๆ ได้เมตตาอบรมสั่งสอนวิชาการต่างๆ ให้แก่ท่านเช่น ภาษาลานนา ธรรมะ การปฏิบัติกรรมฐาน รวมทั้งธุดงควัตร ตลอดถึงการดำรงชีวิตในป่าขณะธุดงค์ ครูบาชัยลังก๋ามักพาท่านไปแสวงบุญและธุดงค์ไปในที่ต่างๆ เสมอ เพื่อให้ท่านมีประสบการณ์ ทั้งยังเคยพาท่านไปนมัสการรอบพระพุทธบาทห้วยต้มหลายครั้ง (วัดพระพุทธบาทห้วยต้ม ในสมัยก่อนนั้นชื่อว่า วัดพระพุทธบาทห้วยข้าวต้ม) สมัยนั้นวัดนี้เป็นวัดร้าง ยังเป็นเขาอยู่

ครั้งหนึ่งสามเณรชัยลังก๋าเห็นวิหารทรุดโทรมมาก จึงกราบเรียนถามครูบาชัยลังก๋า

"ทำไมตุ๊ลุงถึงไม่มาสร้างวัดนี้มันทรุดโทรมมาก"

ครูบาชัยลังก๋าตอบด้วยความเมตตาว่า

"มันไม่ใช่หน้าที่ของตุ๊ลุง แต่จะมีพระน้อยเมืองตื๋นมาสร้าง"

ขณะที่ครูบาชัยลังก๋ากล่าวอยู่นั้น ท่านก็ได้ชี้มือมาที่สามเณรน้อยชัยลังก๋าพร้อมกับกล่าวว่า

"อาจจะเป็นเณรน้อยนี้กะบ่ฮู้ที่จะมาบูรณะวัดนี้"

ท่านจึงได้เรียนไปว่า

"เฮายังเป็นเณร จะสร้างได้อย่างใด"

ครูบาชัยลังก๋าจึงกล่าวตอบไปด้วยความเมตตาว่า

"ถึงเวลาจะมาสร้าง ก็จะมาสร้างเอง"

วัดพระธาตุแก่งสร้อย

คำพูดของครูบาชัยลังก๋านี้ไปพ้องกับคำพูดของครูบาศรีวิชัย ที่เคยกล่าวกับหม่องย่นชาวพม่า เมื่อตอนที่หลวงพ่ออายุได้ ๕ ขวบ ในครั้งนั้นครูบาศรีวิชัยได้รับนิมนต์จากหม่องย่นให้มารับถวายศาลาที่วัดพระพุทธบาทห้วยต้ม หม่องย่นให้ขอนิมนต์ครูบาศรีวิชัยมาบูรณะวัดพระพุทธบาทห้วยต้มให้เจริญรุ่งเรือง แต่ครูบาศรีวิชัยได้ตอบปฏิเสธไปว่า

"ไม่ใช่หน้าที่กู จะมีพระน้อยเมืองตื๋นมาสร้างในภายภาคหน้า"

ท่านอยู่กับครูบาชัยลังก๋าที่วัดพระธาตุแก่งสร้อยเป็นเวลา ๑ ปี หลังจากนั้นครูบาชัยลังก๋าได้ออกจาริกธุดงค์ไปโปรดชาวบ้านที่จังหวัดเชียงราย ครูบาชัยลังก๋าได้ให้ท่านอยู่เฝ้าวัดกับพระเณรองค์อื่น  และเมื่ออายุของหลวงพ่อได้  ๑๙  ปี  ครูบาชัยลังก๋าก็ล้มป่วยและมรณภาพ  รวมอายุของท่านได้ ๗๐ กว่าปี

ในช่วงที่ท่านอยู่วัดนี้ ท่านก็ได้พบกันครูบาศรีวิชัยเป็นครั้งแรก ซึ่งท่านเคารพนับถือครูบาศรีวิชัยมาก่อนหน้านี้แล้ว ในครั้งนั้นครูบาศรีวิชัยได้มาเป็นประธานในการฉลองพระธาตุที่วัดพระธาตุแก่งสร้อย ในโอกาสนี้ท่านจึงได้อยู่ใกล้ชิดปรนนิบัติรับใช้ครูบาศรีวิชัยเป็นเวลา ๗ วัน การพบกันครั้งแรกนี้ ครูบาศรีวิชัยก็ได้รับท่านไว้เป็นศิษย์ตั้งแต่นั้นมา หลังจากเหตุการณ์ในครั้งนี้ผ่านพ้นไปแล้ว ท่านก็ยังประจำอยู่ที่วัดพระธาตุแก่งสร้อยได้ไม่นาน เพราะทนต่อการกลั่นแกล้งจากพระเณรอื่นไม่ไหว จึงได้เดินทางกลับมาอยู่กับหลวงน้าของท่าน เพื่อช่วยสร้างพระวิหารที่วัดก้อท่าซึ่งเป็นวัดร้างประจำหมู่บ้านก้อท่า ตำบลก้อทุ่ง อำเภอลี้ จังหวัดลำพูน

ในระหว่างอายุ ๑๕-๒๐ ปีนั้น ท่านได้ติดตามครูบาอาจารย์หลายองค์ และได้จาริกออกธุดงค์ ปฏิบัติธรรมตามที่ต่างๆ ตลอดจนได้ไปอบรมสั่งสอนชาวบ้านชาวเขาในที่ต่างๆ ด้วยเช่นกันในบางครั้งก็ไปกับครูบาอาจารย์ ในบางครั้งก็ไปองค์เดียวเพียงลำพัง เมื่อมีโอกาสท่านก็จะกลับมารับการ ฝึกอบรมจากครูบาอาจารย์ทุกองค์ของท่านเสมอๆ

ครูบาพรหมจักร (พระอุปัชฌาย์)

ครูบาพรหมจักร

ก่อนที่หลวงปู่จะอุปสมบทเป็นพระภิกษุ  ท่านได้มาอยู่กับครูพรหมจักรที่วัดจอมหมอก  ต.แม่ตืน  และมีเหตุการณ์ที่เกือบจะทำให้หลวงปู่กระทำในสิ่งที่ร้ายแรงลงไป  ถ้าไม่ได้รับคำเตือนให้มีสติกลับคืนมาจากครูบาพรหมจักร  โดยมีพระเฒ่าองค์หนึ่งอายุ  ๗๐  กว่าปีซึ่งติดตามครูบาพรหมจักรเช่นเดียวกัน ชอบพูดว่าหลวงปู่อยู่เสมอโดยเรียกหลวงปู่ว่า  “ไอ้ก้อ”  (หลวงปู่เกิดที่บ้านก้อ)  หลวงปู่ท่านอดทนมาตลอดไม่เคยโต้ตอบ  แต่ที่ทนไม่ไหวเนื่องจากดูถูกดูหมิ่นกันมากเกินไป  โดยพระเฒ่าได้จัดที่นอนไว้ให้ลูกศิษย์ที่คอยรับใช้ตนนอน  หลวงปู่ท่านเวลานอนก็นอนใกล้ครูบาพรหมจักร

ในเช้าวันหนึ่งหลังจากที่ครูบาพรหมจักรฉันอาหารแล้ว  หลวงปู่ท่านก็นำอาหารไปฉันยังที่พระเฒ่าจัดให้ลูกศิษย์นอน  พระเฒ่าเกิดไม่พอใจหลวงปู่ที่ไปใช้สถานที่ของลูกศิษย์ตน จึงด่าออกไปว่า 

“ไอ้ก้อกูไม่ได้จัดที่ให้มึงใช้  มึงมาใช้ทำไม  ออกไปเดี๋ยวนี้นะ  กลับบ้านก้อมึงไปซะ”

ขณะนั้นหลวงปู่โมโหมาก  จึงตอบโต้ไปว่า  "ไอ้ปากเมือง  (พระเฒ่าองค์นี้อยู่ปากเมือง)  มาอยู่แม่ตืนทำไมก็กลับไปปากเมืองซิ"

พระเฒ่าก็ว่า "ไอ้ก้อ"  หลวงปู่ก็ตอบว่า "ไอ้ปากเมือง"

โต้กันไปโต้กันมา พระเฒ่าลุกขึ้นหยิบเอาชะแลงจะมาตีหลวงปู่  หลวงปู่ก็หยิบเอามีดจะไปฟันพระเฒ่า

ครูบาพรหมจักรซึ่งนั่งอยู่ที่ฉันอาหารเห็นเข้าจึงร้องห้ามขึ้นว่า

"เดี๋ยวก่อนๆ  นี่เราเณรนะอย่าไปตอบโต้เขา  มานี่ก่อนซิ”

หลวงปู่เข้าไปหาครูบาพรหมจักรน้ำตาไหลพรากนั้นสองข้างและเล่าเรื่องที่เกิดขึ้นให้ครูบาพรหมจักรฟัง ท่านก็ตักเตือนให้อดทนไว้  ถ้าครูบาพรหมจักรไม่อยู่ในที่นั้นคงจะมีเหตุการณ์ที่ไม่ดีเกิดขึ้นอย่างแน่นอน

อุปสมบทเป็นพระภิกษุ

หลวงปู่กับครูบาเจ้าพรหมจักโก

เมื่ออายุ ๒๐ ปี ท่านได้อุปสมบทเป็นพระภิกษุ โดยมีครูบาพรหมจักร วัดพระบาทตากผ้าเป็นอุปัชฌาย์ ได้รับฉายาว่า "ชัยยะวงศา" และออกเดินธุดงค์ไปบำเพ็ญสมณธรรมกับท่านเป็นเวลา  ๒  ปี  ในบางโอกาสท่านก็จะเดินธุดงค์ปฏิบัติธรรมไปในที่ต่างๆ ทั้งลาวและพม่า ท่านได้อยู่กับครูบาพรหมจักรระยะหนึ่งแล้ว จึงได้กราบลาครูบาพรหมจักรออกจาริกธุดงค์ไปแสวงหาสัจจธรรม ความหลุดพ้นจากวัฏสงสารแห่งนี้เพียงลำพังองค์เดียวต่อ เพื่อเผยแพร่สั่งสอนธรรมะขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้กับพวกชาวเขาในที่ต่างๆ

หลวงพ่อท่านมีความเคารพในครูบาพรหมจักรเป็นอย่างมาก  ท่านกล่าวเสมอว่าครูบาพรหมจักรเป็นผู้ที่มีความบริสุทธิ์ด้วยกาย  วาจา  ใจ  อันจะหาผู้เสมอเหมือนได้ยากนัก

สอนธรรมะแก่ชาวเขา

ขณะที่ท่านธุดงค์ไปในที่ต่างๆ ท่านได้พบและอบรมสั่งสอนธรรมะของพระพุทธองค์ให้กับชาวบ้านและชาวเขาในที่ต่างๆ ท่านเล่าว่า ตอนที่ท่านพบชาวเขาใหม่ๆ นั้น ในสมัยนั้นชาวเขาส่วนใหญ่ยังไม่ได้นับถือพุทธศาสนา ในขณะที่ท่านจาริกธุดงค์ไปตามหมู่บ้านของพวกชาวเขา พวกชาวเขาเหล่านี้ก็จะรีบอุ้มลูกจูงหลานหลบเข้าบ้านเงียบหายกันหมดพร้อมกับตะโกนบอกต่อๆ กันว่า "ผีตาวอดมาแล้วๆ ๆ …"

ในบางแห่ง พวกผู้ชายบางคนที่ใจกล้าหน่อยก็เข้ามาสอบถามและพูดคุยกับท่าน บางคนเห็นหัวของท่านแล้วอดรนทนไม่ไหวที่เห็นหัวของท่านเหน่งใส จึงเอามือลูบหัวของท่านและทักทายท่านว่า "เสี่ยว" (แปลว่า เพื่อน) หลวงพ่อว่าในตอนนั้นท่านไม่รู้สึกเคืองหรือตำหนิเขาเหล่านั้นเลย นอกจากขบขันในความซื่อของพวกเขา เพราะพวกเขายังไม่รู้จักพุทธศาสนา ในสมัยนั้นพวกชาวเขายังนับถือลัทธิบูชาผีบูชาเจ้า ด้วยเหตุนี้ท่านจึงได้ถือธุดงค์ปฏิบัติกรรมฐานในสถานที่แห่งนั้น เพื่อจะหาโอกาสสอนธรรมะของพระพุทธองค์ให้กับพวกชาวเขา การสอนของท่านนั้น ท่านได้เมตตาบอกว่า ท่านต้องทำและสอนให้พวกเขารู้อย่างช้าๆ ค่อยเป็นค่อยไป โดยไม่ทำให้พวกเขามีความรู้สึกแปลกประหลาดและขัดต่อจิตใจความเป็นอยู่ที่เขามีอยู่

ท่านได้ใช้ตัวของท่านเองเป็นตัวอย่างให้เขาดู ในการที่จะทำให้พวกเขาหันมาปฏิบัติธรรมะของพระพุทธองค์ เมื่อพวกเขาถามท่านว่า

"ทำไมท่านจึงโกนผมจนหัวเหน่ง และนุ่งห่มสีเหลืองทั้งชุด ดูแล้วแปลกดี"

ท่านก็จะถือเอาเรื่องที่เขาถามมาเป็นเหตุในการเทศน์ เพื่อเผยแพร่ธรรมะให้พวกเขาได้ปฏิบัติและรับรู้กัน

หลวงพ่อได้เล่าว่า การสอนให้เขารู้ธรรมะนั้น ท่านต้องสอนไปทีละขั้น เพื่อให้เขารู้จัก พระพุทธเจ้าและพระสงฆ์เสียก่อน จากนั้นท่านจึงสอนพระธรรมคำสั่งสอนขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้กับพวกเขา โดยเฉพาะการทำงาน การถือศีลและการนั่งภาวนา ให้พวกเขาได้ปฏิบัติยึดถือกัน โดยเฉพาะเรื่องของศีล ๕ ท่านจะสอนเน้นให้พวกเขาไม่เบียดเบียนผู้อื่น และไม่ทำร้ายผู้อื่น เพื่อจะได้ไม่เป็นเวรกรรมกันต่อไปในภายภาคหน้า ซึ่งการสอนของท่านทำให้พวกชาวเขาได้รับความสงบสุขภายในหมู่บ้านของเขา อย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน พวกเขาจึงยิ่งเคารพนับถือและเชื่อฟังในคำสั่งสอนของท่านมากยิ่งขึ้น

สอนกินมังสวิรัติ

หลวงพ่อได้เมตตาเล่าให้ผู้เขียนฟังว่าในสมัยนั้น พวกชาวเขาได้นำอาหารที่มีเนื้อสัตว์มาถวาย แต่ท่านหยิบฉันเฉพาะที่เป็นผักเป็นพืชเท่านั้น ทำให้เขาเกิดความสงสัย ท่านจึงได้ยกเอาเรื่องในพุทธชาดกมาเทศน์ให้พวกเขาฟัง เพื่อเป็นการเน้นให้เห็นถึงกฎแห่งกรรมและผลดีของการรักษาศีล

ท่านได้อยู่อบรมสั่งสอนให้พวกเขารับรู้ถึงธรรมะและการรักษาศีลอยู่เสมอๆ ทำให้พวกเขาเลื่อมใสและหันกลับมานับถือพระพุทธศาสนาโดยละทิ้งประเพณีเก่าๆ ที่เคยปฏิบัติกันมา

ต่อมาพวกชาวเขาเหล่านี้ก็ได้เจริญรอยตามท่าน โดยเลิกกินเนื้อสัตว์หันมากินมังสวิรัติแทน (ดังที่เราจะเห็นได้จากกะเหรี่ยงที่อพยพมาอยู่ที่หมู่บ้านห้วยต้มในปัจจุบันนี้) เมื่อท่านได้สอนพวกเขาให้นับถือศาสนาพุทธแล้ว ท่านก็จะจาริกธุดงค์แสวงหาสัจธรรมต่อไป และถ้ามีโอกาสท่านก็จะกลับไปโปรดพวกเขาเหล่านั้นอยู่เสมอ ด้วยเหตุนี้ชาวเขาและชาวบ้านในที่ต่างๆ ที่ท่านเคยไปสั่งสอนมาจึงเคารพนับถือท่านมาก

 

ครูบาศรีวิชัย ถ่ายรูปเป็นที่ระลึกร่วมกับศิษยานุศิษย์มี ครูบาขาวปี, ครูบาชัยวงศา เป็นต้น

ที่ร่วมกันก่อสร้างทางขึ้นพระธาตุดอยสุเทพจนเป็นผลสำเร็จ

โดยถ่าย ณ เชิงบันไดขึ้นองค์พระธาตุ ในวันเปิดใช้ทางเป็นวันแรก

ช่วยสร้างทางขึ้นดอยสุเทพ

โค้งขุนกันฯ เป็นโค้งหักศอก

ช่วงก่อนถึงพระธาตุดอยสุเทพ

เมื่ออายุได้ ๒๒ ปี ท่านจึงเดินทางกลับมาหาครูบาศรีวิชัยพร้อมกับชาวกะเหรี่ยงที่เป็นศิษย์ของท่าน เพื่อช่วยครูบาศรีวิชัยสร้างทางขึ้นดอยสุเทพในครั้งนี้ ครูบาศรีวิชัยได้เมตตาให้ท่านเป็นกำลังสำคัญทำงาน ร่วมกับครูบาขาวปี ในการควบคุมชาวเขาช่วยสร้างทางอยู่เสมอ โดยเฉพาะในช่วงที่ยากลำบาก เช่น การสร้างถนนในช่วงหักศอกก่อนที่จะถึงดอยสุเทพ (ช่วงที่คนวิพากษ์วิจารณ์ครูบาศรีวิชัยกันมากที่สร้างถนนหักศอกมากเกินไป)

ในระหว่างกำลังสร้างทางช่วงนี้ ได้มีหินก้อนใหญ่มากติดอยู่ใกล้หน้าผา จะใช้กำลังคนหรือช้างลากเช่นไร ก็ไม่ทำให้หินนั้นเคลื่อนไหวได้ ชาวกะเหรี่ยงที่ทำงานอยู่นั้นจึงไปกราบเรียนให้ ครูบาศรีวิชัยทราบ ท่านจึงให้คนไปตามหลวงพ่อซึ่งกำลังสร้างทางช่วงอื่นอยู่ เมื่อหลวงพ่อวงศ์มาถึงท่านได้ยืนพิจารณาอยู่ครู่หนึ่ง จึงได้เดินทางไปผลักหินก้อนนั้นลงสู่หน้าผานั้นไป เหตุการณ์นี้ทำให้ ผู้ที่อยู่ในเหตุการณ์แปลกใจไปตามๆ กันที่เห็นท่านใช้มือผลักหินนั้นโดยไม่อาศัยเครื่องมือใด ๆ ครูบาศรีวิชัยได้ยืนยิ้มอยู่ข้างๆ ท่านด้วยความพอใจ (เรื่องนี้ข้าพเจ้าได้ฟังจากพระและกะเหรี่ยงที่อยู่ในเหตุการณ์นั้น)

ในเรื่องการสร้างทางนี้ ครูบาเจ้าชัยยะวงศาพัฒนาได้บันทึกไว้ว่า

“…แล้วอยู่ถึงเดือนยี่ออก ๓ ค่ำ วันพฤหัสบดี มีครูบาเจ้าศรีวิชัยและพระชัยยะวงศา และพระยาพหลพลยุหเสนา และหลวงศรีประกาศ ภายนอกมีพ่อเจ้าแก้วนวรัตน์ เป็นประธาน พากันไปที่ตีนดอยสุเทพ ลุ่มโรงสีหลวงประกาศ”

มีครูบาเจ้าศรีวิชัยลงมือเริ่มแรกขุดทางขึ้นดอยสุเทพ และพ่อเจ้าแก้วนวรัฐลงขุดตาม พระยาพหลพลพยุหเสนาขุดตาม หลวงศรีประกาศก็ขุดตาม พระชัยยะวงศาก็ขุดตามทีละรูปทีละคน ท่านละ ๓ ครั้ง ครั้นแล้ว ก็กลับมาวัดสวนดอก ส่วนพระชัยยะวงศากับศรัทธาที่ไปด้วยกัน ก็พากันกลับเมืองตืน แล้วไปวัดจอมหมอกที่เดิม

อยู่ไปถึงเดือนยี่แรม ๔ ค่ำ พระชัยยะวงศาก็พาศรัทธายางโฮ้ง ยางดอย มากมายขึ้นไปค้ำสมภารครูบาเจ้าศรีวิชัยทำทางขึ้นดอยสุเทพ ครั้นไปถึงวัดใหม่ศรีโสดาแล้วเข้าไปนมัสการครูบาเจ้าศรีวิชัยทำทางขึ้นดอยสุเทพ ครูบาเจ้าก็บอกให้พระชัยยะวงศาว่า

“ให้ธุหาหมู่ยางขึ้นไปขุดทางตรงทัดที่ทางโค้ง ขึ้นไปหาห้วยแก้วพู้นเทอะ”

พระชัยยะวงศาก็พายางและไตย แปลงตูบอยู่เป็นที่แล้ว ก็ขุดทางขึ้นไปได้เป็นช่วงๆ ไปเลยจนถึงน้ำบ่อเต่า ครั้งแล้วก็ลงมาช่วยครูบาอภิชัยขาวปีตัดหัวหิน เอากระเทียมกรีดชักแนว แล้วเอาน้ำมันไขวัวเจียดทาตามรอยกระเทียม แล้วหาฟืนมาถมมากๆ แล้วก็เอาไฟเผาจนไฟจะวอด แล้วให้หมู่ยางหาน้ำมารดไฟและหินร้อนนั้นพร้อมกัน หินผานั้นก็แตกออกเป็นเสี่ยงๆ

ส่วนหินแตกนั้นให้หมู่ยางขนออกก่อสร้างสะพานหินต่อ ส่วนหินผาที่ใหญ่กว้างหนามาก ครูบาเจ้าอภิชัยขาวปี กับพระชัยยะวงศาก็พาศรัทธายางและไตยพยายามเผาหินผานั้นจนหมด จนได้เป็นถนน รถเดินขึ้นไปได้ ถนนเส้นนี้ทางราชการตั้งโครงการไว้เป็นเงินงบประมาณการก่อสร้างไว้ ๕๐๐,๐๐๐ บาท ถ้าจะทำต้องใช้เวลา ๕ ปี จึงจะทำได้ตลอดไปจนถึงตีนบันไดนาคที่รถจะขึ้นลง

ครูบาเจ้าศรีวิชัยและครูบาอภิชัยขาวปี พระชัยยะวงศาพาศรัทธาทั้งยางและไตยทั่วสารทิศช่วยกันสร้างถนนเส้นนี้ ตั้งแต่ลุ่มโรงสี หลวงศรีประกาศได้ ๕ เดือน ๒๒ วัน ถึงตีนบันไดนาคดอยสุเทพ ๕ เดือนเต็มกับ ๒๒ วัน เจ๊กโหงวเอารถให้ครูบาขี่ขึ้นไปถึงลานสนามตีนดอยบันไดนาค แล้วพวกพระและเณรลูกศิษย์ครูบากับหลวงอนุสารสุนทรและขุนยุหว่า และขุนกัน อยู่ร่วมกันเป็นขบวนและครูบาอภิชัยขาวปีอีกองค์หนึ่งอยู่เป็นขบวนเดียวกัน ให้ช่างถ่ายรูปหมู่วันนี้แล แล้วครูบาเจ้าศรีวิชัยขี่รถเจ๊กโหงวลงมาวัดศรีโสดาวันนี้แล

แล้วพระชัยยะวงศา กับแม่บ่อแก้ว ป้าลัวเต็ม พี่ขันคำ และหมู่ยาง ๓-๔ คนพากันย้ายจากที่พักน้ำบ่อเต่าลงมาพักอยู่ที่ดอยม่อนพระยาหงษ์แล้วมีธุเจ้าและพระชัยยะวงศา พากันขุดอุโมงค์ก่อเจดีย์ขึ้น ๑ ดวง กว้าง ๖ ศอก ครูบาเจ้าศรีวิชัย เรียกชื่อว่าวัดอนาคา หมู่เดียวกันพากันสร้างจนสำเร็จเอายอดฉัตรขึ้นต่างๆ เสร็จแล้วก็ซ่อมทางที่ไม่งามให้สวย แล้วอยู่ถึงวันเดือน ๘ เพ็ง คณะสงฆะ ๑๐๐ กว่ารูป สวดมนต์หลวง สวดเบิก ฟังธรรม อบรมวิหาร พุทธาภิเษกพระพุทธรูป ถนน วัดศรีโสดา เดือน ๘ แรม ๑ ค่ำ ครูบาเจ้าสุนทรเป็นอาจารย์เวนทาน เวนทานครั้งนี้ ๔ อาจารย์อยู่เวนทาน ๔ มุมวิหาร เวนทานพร้อมกัน เสร็จแล้วประเคนครัวทานต้นกัณฑ์ต่างๆ พระชัยยะวงศาก็ทำต้นกัณฑ์แห่ลงมาถวายทาน ด้วยกันต้นกัณฑ์ของครูบาเจ้าศรีวิชัย ต้นสูงใหญ่ต้นหนึ่งถวายทาน ด้วยกัน แล้วถวายสังฆทานแด่พระสังฆะเสร็จ เวลาเวนทานฝนก็ตกใหญ่ พวกพระเณรศรัทธาทั้งหลายก็เปียกชุ่มฝนทุกรูปทุกคน สนุกก็สนุก เปียกก็เปียก ส่วนบุญในวันนั้นก็เสร็จไปแล้ว

อยู่ถึงเดือน ๘ เหนือ แรม ๒ ค่ำ ครูบาเจ้าศรีวิชัย พาครูบาเจ้าอภิชัยขาวปี ลงไปวัดพระสิงห์วรมหาวิหาร เพื่อต่อนิสัยแล้วให้ครูบานุ่งห่มเหลืองต่อไปวันนี้แล

ถึงเดือน ๘ แรม ๓ ค่ำ พระชัยยะวงศาก็พาศรัทธาที่มาด้วยกันกลับวัดจอมหมอก เมืองตืนที่เก่า อยู่ถึงเดือน ๘ เพ็ง พระชัยยะวงศาอายุได้ ๒๒ ปี จำพรรษาครั้งที่ ๓ ที่วัดจอมหมอกอยู่ไปถึงออกพรรษาแล้ว

จนถึงเดือนยี่ออก ๑ ค่ำ พ.ศ.๒๔๗๘ จ.ศ.๑๑๙๘ ปีดับใค๊ พระชัยยะวงศา อายุได้ ๒๓ ปี ก็พาโยมติดตาม ๒ คน ขึ้นไปทำบุญฟังธรรมมหาชาติ เท่าอายุครูบาศรีวิชัย ครบ ๕๘ ปี ที่วัดพระสิงห์หลวงเชียงใหม่”

ประทับรอยเท้าเป็นอนุสรณ์

ขณะที่ท่านช่วยครูบาศรีวิชัยสร้างทางขึ้นดอยสุเทพท่านได้ประทับรอยเท้าลึกลงไปในหินประมาณ ๑ ช.ม. ข้างน้ำตกห้วยแก้ว (ช่วงตอนกลางๆ ของทางขึ้นดอยสุเทพ เพื่อเป็นอนุสรณ์ที่ท่านได้มาช่วย ครูบาศรีวิชัยสร้างทาง

เมื่อปี พ.. ๒๕๒๓ ผู้เขียนและคณะได้มีโอกาสติดตามหลวงพ่อขึ้นไปนมัสการพระธาตุดอยสุเทพ ขากลับท่านได้พาไปนมัสการวัดอนาคามี (ซึ่งเป็นวัดที่ครูบาศรีวิชัยได้มอบให้ท่านเป็นผู้ควบคุมการสร้าง ปัจจุบันทรุดโทรมหมดแล้ว) ระหว่างทางท่านได้พาพวกเราไปดูรอยเท้าที่ท่านประทับไว้ รอยเท้านั้นลึกลงไปในหินประมาณครึ่งเซนติเมตรมีรอยถูกน้ำกัดเซาะ พวกเราแปลกใจมากที่เห็นรอยเท้านั้น พอดีกับเท้าของท่านเมื่อท่านเหยียบลงไป (การประทับรอยเท้าเช่นนี้ท่านเคยไปประทับรอยเท้าและรอยมือไว้บนแผ่นหิน ณ ประเทศศรีลังกา เพื่อเป็นอนุสรณ์เช่นกันเป็นที่ประจักษ์สายตาของคณะศิษย์ที่ร่วมเดินทางไปทุกครั้ง)

อุปสรรค

ท่านเป็นผู้ที่ครูบาศรีวิชัยไว้ใจมากองค์หนึ่งเพราะเมื่อครูบาศรีวิชัยมีปัญหาเรื่องขาดกำลังคน ครูบาศรีวิชัยก็จะมอบหน้าที่ให้ท่านไปนำกะเหรี่ยงอยู่บนดอยต่างๆ มาช่วยสร้างทาง

วัดอนาคามีในปัจจุบัน ซึ่งเหลือแต่ซาก

หลวงพ่อเล่าว่า การสร้างทางขึ้นดอยสุเทพ และการสร้างบารมีของครูบาศรีวิชัยนั้นทุกข์ยากลำบากมาก เพราะถูกกลั่นแกล้งจากบุคคลอื่นที่ไม่เข้าใจและอิจฉาริษยาอยู่เสมอ ทุกครั้งที่ครูบาศรีวิชัยให้ท่านไปนำกะเหรี่ยงมาช่วยสร้างทาง ระหว่างการเดินทางต้องคอยหลบเลี่ยงจากการตรวจจับของพวกตำรวจหลวง และคณะสงฆ์ที่ไม่เข้าใจ ครูบาศรีวิชัยท่านได้เล่าว่าในเวลากลางวันต้องหลบซ่อนกันในป่าหรือเดินทางให้ห่างไกลจากเส้นทางสัญจร เพื่อหลบให้ห่างจากผู้ขัดขวาง ส่วนในเวลากลางคืนต้องรีบเดินทางกันอย่างฉุกละหุก เพราะเส้นทางต่างๆ มืดมากต้องอาศัยโคมไฟตามบ้านเป็นการดูทิศทาง เพื่อให้ถึงจุดหมายปลายทางเร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้

ด้วยบารมีและความตั้งมั่นในการทำความดีของครูบาศรีวิชัยที่มีต่อพระพุทธศาสนาทำให้พุทธบริษัททั้งชาวบ้านและชาวเขาจากในที่ต่างๆ จำนวนมาก มาช่วยสร้างทางขึ้นดอยสุเทพได้สำเร็จดังความตั้งใจของครูบาศรีวิชัย โดยใช้เวลาสร้างเพียง ๗ เดือนเท่านั้น

เมื่อครูบาศรีวิชัยสร้างทางขึ้นดอยสุเทพสำเร็จแล้ว หลวงพ่อจึงได้ไปกราบลาครูบาศรีวิชัย กลับไปอยู่ที่เมืองตื๋น วัดจอมหมอก ตำบลแม่ตื๋น กิ่งอำเภออมก๋อย จังหวัดเชียงใหม่

ถูกจับห่มขาว

ครูบาขาวปี

เมื่ออายุได้ ๒๓ ปี (พ.ศ. ๒๔๗๙) ขณะที่ท่านอยู่ที่วัดจอมหมอก เจ้าคณะตำบลได้มาจับท่านสึก ในข้อหาที่ท่านเป็นศิษย์และเป็นกำลังสำคัญที่ปฏิบัติเชื่อฟังครูบาศรีวิชัยอย่างเคร่งครัด (ซึ่งในขณะนั้นครูบาศรีวิชัยได้ถูกจับมาสอบสวนอธิกรณ์ที่กรุงเทพฯ ครั้งสุดท้าย) แต่ตัวท่านเองไม่ปรารถนาที่จะสึก จะหนีไม่ได้ เมื่อทางคณะสงฆ์จะจับท่านสึกและให้นุ่งห่มดำหรือแต่งแบบฆราวาส ท่านไม่ยอมเพราะท่านไม่ได้ผิดข้อปฏิบัติของสงฆ์ แต่เมื่อคณะสงฆ์ที่ไปจับท่านสึกไม่ให้ห่มเหลือง ท่านจึงหาผ้าขาวมาห่มแบบสงฆ์ เลียนเยี่ยงอย่างครูบาขาวปี วัดผาหนาม (ซึ่งเคยถูกจับสึกไม่ให้ห่มเหลืองในข้อหาเดียวกัน ในคราวที่ครูบาศรีวิชัยถูกอธิกรณ์ก่อนที่จะมีการสร้างทางขึ้นดอยสุเทพ และยึดถือข้อวัตรปฏิบัติเหมือนที่เป็นสงฆ์อย่างเดิม ผู้เขียนได้ทราบจากหลวงพ่อครูบาพรหมจักร วัดพระบาทตากผ้า , ครูบาบุญทืม และ เจ้าคุณราชฯ เจ้าคณะจังหวัดลำพูนองค์ก่อน วัดจามเทวี พูดให้ผู้เขียนฟังว่า

"ในหมู่พระสงฆ์และฆราวาสที่เป็นศิษย์ของครูบาศรีวิชัย ก็ยังนับถือหลวงพ่อเป็นพระสงฆ์เช่นเดิม เพราะการสึกในครั้งนั้นไม่สมบูรณ์ ครูบาวงศ์ไม่ได้ทำผิดพระวินัยของสงฆ์ และในขณะที่สึกนั้นจิตใจของท่านก็ไม่ยอมรับที่จะสึก ยังยึดมั่นว่าตัวเองเป็นพระสงฆ์เหมือนเดิม ดังจะเห็นได้จากการที่ท่านยังปฏิบัติข้อวัตร พระธรรมวินัยของสงฆ์ทุกประการ"

หลวงพ่อได้เล่าว่า ในคราวนั้นลูกศิษย์ลูกหาของครูบาศรีวิชัยระส่ำระสายกันมาก บางองค์ก็ถูกจับสึกเป็นฆราวาส บางองค์ก็หนีไปอยู่ที่อื่นบ้าง ในป่าในเขาบ้าง เพื่อไม่ให้ถูกจับสึก

รวมตัวที่บ้านปาง

ครูบาศรีนวล วัดเจริญเมือง

จังหวัดเชียงราย

หลังจากที่ครูบาศรีวิชัยพ้นจากอธิกรณ์ ครูบาศรีวิชัยได้เดินทางกลับไปจังหวัดลำพูน เพื่อไปบูรณะและสร้างวัดบ้างปาง อันเป็นวัดบ้านเกิดของท่าน หลวงพ่อและครูบาขาวปี (ซึ่งขณะนั้นนุ่งขาวห่มขาวทั้งคู่) ตลอดจนลูกศิษย์ทั้งที่ถูกจับสึกเป็นฆราวาส และที่หนีไปในที่ต่างๆ ต่างก็ได้เดินทางกลับมาช่วยกันสร้างและบูรณะวัดบ้านปางเพื่อให้เป็นที่อยู่ที่ถาวรของครูบาศรีวิชัย

พระสงฆ์ที่เคยช่วยครูบาศรีวิชัยสร้างวัดบ้านปาง ปัจจุบันที่ยังมีชีวิตอยู่ที่หลวงพ่อพอจำได้ คือ ครูบาศรีนวล วัดเจริญเมือง จังหวัดเชียงราย , ครูบาก้อน ปัจจุบันย้ายจากวัดสวนดอกไปอยู่ที่จังหวัดลำปาง (ครูบาก้อนนี้เป็นผู้นำเถ้าอังคารของครูบาศรีวิชัยมาทำพระเครื่องรูปเหมือนครูบาศรีวิชัย ซึ่งปัจจุบันพระเครื่องชุดนี้ได้รับความนิยมจากคนทั่วไป)

หลวงพ่อได้ช่วยครูบาศรีวิชัยสร้างวิหารที่วัดบ้านปางได้ระยะหนึ่ง ท่านจึงลาไปบำเพ็ญภาวนาธุดงค์ แสวงหาสัจธรรมต่อไปในป่าในเขา และเผยแพร่ธรรมะให้กับชาวบ้านและชาวเขาในที่ต่างๆ ต่อไป

ชีวิตเดินธุดงค์

ในสมัยนั้น ท่านได้ธุดงค์บำเพ็ญเพียรไปในที่ต่างๆ องค์เดียวเสมอ ท่านชอบธุดงค์ไปอยู่ในป่า ในถ้ำที่ห่างไกลผู้คน หลวงพ่อเล่าว่า ในสมัยนั้นการเดินธุดงค์ไม่สะดวกสบายเช่นสมัยนี้เพราะเครื่องอัฏฐบริขารและกลดก็หาได้ยากมาก ตามป่าตามเขาก็มีสัตว์ป่าที่ดุร้ายอาศัยกันอย่างมากมาย ในขณะถือธุดงค์ในป่าในเขาก็ต้องอาศัยถ้ำหรือใต้ต้นไม้เป็นที่พักที่ภาวนา เมื่อเจอพายุฝนก็ต้องนั่งแช่อยู่ใน น้ำที่ไหลท่วมมาอย่างรวดเร็วเช่นนั้นจนกว่าฝนจะหยุดตก การภาวนาในถ้ำในสมัยก่อนนั้นก็มีสัตว์ป่าอาศัยอยู่มากมาย เช่น เสือ, ช้าง, งู, เม่น ฯลฯ เป็นต้น แต่มันไม่เคยมารบกวน หรือสร้างความกังวลใจให้ท่านเลย ต่างคนต่างพึ่งพาอาศัยซึ่งกันและกัน

ท่านเล่าว่า ครั้งหนึ่งท่านได้ไปบำเพ็ญภาวนาในถ้ำแห่งหนึ่งที่ตำบลบ้านก้อ สมัยนั้นยังเป็นป่าทึบ ต้นสักแต่ละต้นขนาด ๓ คนโอบไม่รอบ ในถ้ำนั้นมีเม่นและช้างอาศัยอยู่ บางครั้งก็มีเสือเข้ามาหลบฝน บ่อยครั้งที่ท่านกำลังภาวนาทำสมาธิอยู่นั้น พวกมันจะมาจ้องมองท่านด้วยความแปลกใจ ทำให้ท่านรู้สึกถึงความบริสุทธิ์และความไร้เดียงสาของสัตว์ที่มองดูท่านด้วยท่าทางฉงนสนเท่ห์ ทำให้ท่านนึกถึงคำสั่งสอนของ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าว่า "ความไม่เบียดเบียนกันเป็นความสงบสุขอย่างยิ่ง"

หลวงพ่อบอกว่าพระธุดงค์ในสมัยก่อนต้องผจญอุปสรรคและปัญหาต่างๆ มากมาย จึงต้องเคี่ยวจิตใจและกำลังใจให้เข้มแข็งและแกร่งอยู่เสมอ ดังนั้น พระธุดงค์รุ่นเก่าจึงเก่งและได้เปรียบ กว่าพระสงฆ์ในปัจจุบัน ทั้งในด้านจิตใจและการปฏิบัติบำเพ็ญภาวนา แต่เสียเปรียบกว่า พระสงฆ์ในยุคนี้ในด้านการใฝ่หาความรู้ทางด้านปริยัติ เพราะในสมัยนี้ความเจริญทำให้ไปไหนมาไหนได้สะดวกและเร็วขึ้น พระสงฆ์ในรุ่นเก่าที่อยู่ห่างไกลตัวเมืองจึงต้องบังคับจิตใจ บำเพ็ญเพียร ปฏิบัติภาวนาให้เกิดปัญญาและธรรมะขึ้นในจิตในใจ เพื่อนำมาพิจารณาและปฏิบัติให้ถึงพระนิพพาน

ธุดงค์น้ำแข็ง

บ่อยครั้งท่านได้ธุดงค์จาริกผ่านไปที่กิ่งอำเภออมก๋อย ในฤดูหนาวบริเวณภูเขาของกิ่งอำเภออมก๋อยจะมีเหมยค้างปกคลุมไปทั่ว (เหมยค้างนี้ภาษาภาคเหนือ หมายถึง น้ำค้างที่กลายเป็น น้ำแข็ง) ในบริเวณนี้มีต้นสนขนาดต่างๆ ขึ้นเต็มไปหมด ไม่มีผู้คนอาศัยอยู่เลย เวลาย่ำเดินไปบนพื้น น้ำแข็ง ขาจะจมลึกลงไปในน้ำแข็งนั้น ทำให้เกิดความหนาวเย็นเป็นอันมาก เพราะท่านมีแต่ผ้าที่ครองอยู่เพียงชั้นเดียวเท่านั้น โดยเฉพาะเมื่อมีลมพัดผ่านมา ท่านต้องสั่นสะท้านทุกครั้ง

ท่านได้เล่าว่า ความแห้งแล้งของอากาศและความหนาวเย็นของน้ำแข็ง ทำให้ผิวหนังของท่านแตกปริเป็นแผลไปทั้งตัว ต้องได้รับทุกขเวทนามาก สมัยนั้นในภาคเหนือจะหากลดมาสักอันหนึ่งก็ยากมาก การธุดงค์ของท่านก็มีแต่อัฐบริขารเท่านั้น ที่ติดตัวไปทุกหนทุกแห่ง ช้อนก็ทำจากกะลามะพร้าว ถ้วยน้ำก็ทำจากกระบอกไม้ไผ่ ผ้าจีวรที่ครองอยู่ก็ต้องปะแล้วปะอีก

ท่านได้เมตตาเล่าให้ผู้เขียนว่า แต่การปฏิบัติภาวนาบนภูเขาที่มีน้ำแข็งปกคลุมมากเช่นนี้ ทำให้การปฏิบัติสมถะและวิปัสสนากรรมฐานนั้นกลับแจ่มชัดและรวดเร็วดียิ่งกว่าในเวลาปกติธรรมดา เพราะทำให้ได้เห็นเรื่องของไตรลักษณ์ได้ชัดเจนดี และการพิจารณาขันธ์ ๕ อันเป็นทุกขัง อนิจจัง อนัตตา ก็สามารถเห็นอย่างแจ่มชัด ทำให้ในขณะภาวนาทำสมาธิอยู่นั้น จิตสงบดีมาก ไม่พะวงกับ สิ่งภายนอกเลย

ในบางครั้ง ขณะที่นั่งสมาธิอยู่นั้น ไฟที่ก่อไว้ได้ลุกไหม้จีวรของท่านไปตั้งครึ่งค่อนตัวท่านยังไม่รู้สึกตัวเลย เมื่อจิตออกจากสมาธิแล้ว ท่านต้องรีบดับไฟที่ลุกไหม้อยู่นั้นอย่างรีบด่วน ทำให้ต้องครองผ้าจีวรขาดนั้นไปจนกว่าจะเดินทางไปพบหมู่บ้าน ท่านก็จะนำผ้าที่ชาวบ้านถวายให้มาต่อกับจีวรผืนเก่าที่เหลืออยู่นั้น ในบางครั้งท่านจะนำผ้าบังสุกุลที่พบในระหว่างทาง มาเย็บต่อจีวรที่ขาดอยู่นั้น ตามแบบอย่างที่ครูบาอาจารย์ในยุคก่อนๆ ปฏิบัติสืบต่อกันมาตั้งแต่ครั้งสมัยพุทธกาล

หลวงพ่อ เป็นพระสงฆ์ผู้ถ่อมตนและไม่เคยโออวดเป็นนิสัย เมื่อมีผู้สงสัยว่าท่านคงเข้าสมาธิจนสูงถึงขึ้นจิตไม่จับกับ กาย เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ แล้วจึงไม่รู้ว่าไฟไหม้ ตัวท่านมักตอบเลี่ยงไปด้วยใบหน้าเมตตาว่า

"คงจะอากาศหนาวมาก หลวงพ่อจึงไม่รู้ว่าไฟไหม้จีวร"

ครูบาศรีวิชัยมรณภาพ

เมื่อท่านได้ ๒๘ ปี ขณะนั้นท่านได้จาริกธุดงค์สั่งสอนชาวป่าชาวเขาตามดอยต่างๆ ท่านได้ทราบข่าวการมรณภาพของครูบาศรีวิชัย จึงได้เดินทางลงจากเขาเพื่อไปนมัสการพระศพ และช่วยจัดทำพิธีศพของครูบาศรีวิชัย ร่วมกับครูบาขาวปีและคณะศิษย์ของครูบาศรีวิชัยที่วัดบ้านปาง เมื่อเสร็จจากพิธีบรรจุศพครูบาศรีวิชัยแล้ว กรมทางได้นิมนต์ให้ท่านไปช่วยสร้างเส้นทางบ้านห้วยกาน - บ้านห้วยหละ ซึ่งในตอนนั้นท่านก็ยังห่มผ้าสีขาวอยู่ เมื่อการสร้างทางได้สำเร็จลงแล้ว ชาวบ้านห้วยหละ จึงได้มานิมนต์ท่านไปจำพรรษา และอบรมสั่งสอนพุทธบริษัทที่สำนักสงฆ์ห้วยหละ อำเภอบ้านโฮ่ง จังหวัดลำพูน

ห่มเหลืองอีกครั้งหนึ่ง

ขณะนั้นหลวงพ่ออายุได้ ๒๘ ปี ครูบายศ (ซึ่งเป็นศิษย์คนหนึ่งของครูบาศรีวิชัย และเป็นเพื่อนสงฆ์กลุ่มเดียวกับหลวงพ่อ, ครูบาขาวปี วัดผาหนาม จังหวัดลำพูน, ครูบาบุญทืม วัดจามเทวี จังหวัดลำพูน, ครูบาศรีนวล วัดเจริญเมือง จังหวัดเชียงราย, ครูบาก้อน จังหวัดลำปาง ฯลฯ เป็นต้น) และชาวบ้านป่าพลูได้มานิมนต์ให้ท่านไปอยู่ช่วยบูรณะวัดป่าพลู และในปีนี้ท่านได้มีโอกาสห่มเหลืองเช่นพระสงฆ์ทั่วไปอีกครั้งหนึ่ง โดยมีครูบาบุญมา วัดบ้านโฮ่ง เป็นพระอุปัชฌาย์ และได้รับฉายาใหม่ว่า "จันทวังโส" (ในคราวนี้หลวงปู่แก้วอุบาลี วัดห้วยแทง จังหวัดลำพูนเป็นพระสงฆ์ที่อยู่ในพิธีด้วยองค์หนึ่ง)

ในการห่มเหลืองในครั้งนี้ คณะสงฆ์ได้ออกญัตติให้ท่านต้องจำพรรษาที่วัดป่าพลูเป็นเวลา ๕ พรรษา เมื่อออกพรรษาในแต่ละปีท่านจะเดินทางไปธุดงค์และจาริกสั่งสอนธรรมะให้กับชาวป่าชาวเขาในที่ต่างๆ เสมอเหมือนที่ท่านเคยปฏิบัติมาในอดีต และบ่อยครั้งท่านจะไปช่วยครูบาขาวปีบูรณะวัดพระพุทธบาทตะเมาะ อำเภอฮอด จังหวัดเชียงใหม่

ตรงตามคำทำนาย

เมื่อท่านอยู่วัดป่าพลูครบ ๕ พรรษาตามบัญญัติของสงฆ์แล้ว ในขณะนั้นท่านมีอายุได้ ๓๔ ปี นายอำเภอลี้ และคณะสงฆ์ในอำเภอลี้ ได้ให้ศรัทธาญาติโยมวัดนาเลี่ยง มานิมนต์ครูบาขาวปีหรือท่านองค์ใดองค์หนึ่ง เพื่อไปอยู่เมตตาบูรณะวัดพระพุทธบาทห้วยข้าวต้ม แต่ครูบาขาวปีไม่ยอมไป และบอกว่า

"ไม่ใช่หน้าที่ของกู"

ครูบาศรีวิชัยเคยพูดไว้ว่า

"วัดพระพุทธบาทห้วยข้าวต้มนั้น มันเป็นหน้าที่ของครูบาวงศ์องค์เดียว"

ด้วยเหตุนี้ ครูบาขาวปีจึงขอให้ท่านไปอยู่โปรดเมตตาสร้างวัด พระพุทธบาทห้วยข้าวต้ม ซึ่งต่อมาในภายหลังจากที่ท่านได้ไปอยู่ที่วัดพระพุทธบาทห้วยข้าวต้มแล้ว ท่านได้เปลี่ยนชื่อให้สั้นลง เป็น "วัดพระพุทธบาทห้วยต้ม"

ในขณะที่ท่านอยู่ที่เมืองตื๋นนั้น ชาวบ้านและชาวเขาต่างเรียกท่านว่า "น้อย" เมื่อท่านมาอยู่ที่วัดพระบาทห้วย (ข้าว) ต้ม ชาวบ้านทั้งหลายจึงเชื่อกันว่า ท่านคงเป็น "พระน้อยเมืองตื๋น" ตาม คำโบราณที่ได้จารึกไว้ ณ วัดพระพุทธบาทห้วย (ข้าว) ต้ม และเหตุการณ์นี้ก็ตรงตามคำพูดของครูบาชัยลังก๋า และครูบาศรีวิชัย ดังที่กล่าวมาข้างต้น เมื่อท่านย้ายมาประจำที่วัดพระพุทธบาทห้วย (ข้าว) ต้มและท่านก็ยังออกจาริกไปสั่งสอนธรรมะแก่ชาวบ้านและชาวเขาในที่ต่างๆ อยู่เสมอๆ เหมือนที่ท่านเคยปฏิบัติมา

ไปหน้าที่