#echo banner="" ปาฏิหาริย์พระบรมสารีริกธาตุและอรหันตธาตุ ของคุณสุรีพันธุ์ มณีวัต 01

คลิกเมาส์ที่ใดก็ได้ในเฟรมนี้เพื่อเรียกเมนูด่วน

ปาฏิหาริย์พระบรมสารีริกธาตุและอรหันตธาตุ

ของคุณหญิงสุรีพันธุ์ มณีวัต

โดยทองทิว สุวรรณทัต

หนังสือพระธาตุปาฏิหาริย์

a8a8a8a8a8a8a8a8a8a

ผู้เขียนยังจำได้ว่า เมื่อประมาณปี ๒๔๙๙-๒๕๐๐ ซึ่งขณะนั้นผู้เขียนยังเป็นนักข่าวประจำสภาฯของ หนังสือพิมพ์สยามรัฐรายวัน อยู่นั้น ได้มีโอกาสรู้จักกับนักเขียนท่านหนึ่งที่มีชื่อเสียงในการเขียนบทความลงใน หนังสือพิมพ์สยามรัฐสัปดาห์วิจารณ์ อันเป็นที่รู้จักอย่างกว้างขวางแก่ชนทั่วไปในสมัยนั้น

นักเขียนท่านนี้มีอารมณ์ขันเป็นนิตย์ มีจิตบริสุทธิ์ไม่มีพิษมีภัยแก่ผู้ใด ท่านคือ คุณวิลาศ มณีวัต

และต่อมาเมื่อผู้เขียนไปเป็นหัวหน้าฝ่ายจัดรายการ บูรพาโฆษณา ซึ่งมีหน้าที่ป้อนรายการให้แก่สถานีวิทยุ ว.ป.ถ. ทั่วประเทศผู้เขียนได้จัดรายการ “ปัญหาชาวบ้าน” โดยเชิญนักเขียนผู้มีชื่อเสียงมาแสดงความเห็นในปัญหาต่าง ๆ ที่ผู้ฟังถามมาสัปดาห์ละครั้งผู้เขียนก็มีโอกาสได้รู้จักกับ คุณสุรีพันธุ์ มณีวัต เจ้าของนามปากกา“นิตยา นาฏยะสุนทร” นักเขียนสตรีที่มีชื่อเสียงโด่งดังเป็นที่นิยมในหมู่มวลนักอ่านอย่างยิ่งอีกท่านหนึ่ง

และผู้เขียนมักจะเชิญ คุณประหยัด ศ.นาคะนาท บรรณาธิการ หนังสือพิมพ์สยามรัฐสัปดาห์วิจารณ์ในสมัยนั้น คุณวิลาศ กับคุณสุรีพันธุ์ มณีวัต คุณประสัตถ์ ปัณยารชุน วนเวียนกันอยู่แค่นี้ นาน ๆ จะมี คุณวริน อมาตยกุล (ถึงแก่กรรมไปแล้ว) มาร่วมด้วยสักครั้ง

ครั้นกาลเวลาล่วงเลยไป ต่างคนก็ต่างประกอบสัมมาอาชีพของแต่ละท่าน ผู้เขียนก็ดูจะไม่ค่อยได้มีโอกาสพบปะสนทนากับท่านที่กล่าวนามมานี้

ปกหนังสือ “มาตาบูชา”

จนผู้เขียนย่างเข้าปัจฉิมวัยก็ได้ข่าวอันเป็นมงคลว่า คุณวิลาศกับ คุณสุรีพันธุ์ มณีวัต ได้หันมาสนใจในพระพุทธศาสนาเป็นอย่างมาก ทั้งได้ข่าวเกี่ยวกับการเดินทางไปปฏิบัติธรรมตามสถานที่ต่าง ๆ ของ คุณสุรีพันธุ์ อยู่บ่อย ๆ จากคำบอกเล่าของผู้ศรัทธาในธรรมหลายท่าน ซึ่งผู้เขียนก็ได้แต่อนุโมทนาในจิตอันเป็นกุศลของท่านอยู่เงียบ ๆ

จนกระทั่งเมื่อเร็ว ๆ นี้ ผู้เขียนได้ไปวัดมหาธาตุฯ ท่าพระจันทร์ บังเอิญไปเห็นหนังสือ “มาตาบูชา” ซึ่งพิมพ์เป็นที่ระลึกในงานพระราชทานเพลิงศพ นางชาญสงคราม (แฉล้ม ชาลีจันทร์) คุณแม่ของคุณสุรีพันธุ์ เมื่อวันที่ ๑ กรกฎาคม ๒๕๒๘ วางอยู่บนแผงขายหนังสือ

เมื่อเปิดพลิก ๆ ดูบทความภายในหนังสือดังกล่าว ก็ทราบว่า เป็นเรื่องที่คุณสุรีพันธุ์เขียนเป็นส่วนมาก โดยเฉพาะเรื่อง “ปาฏิหาริย์พระบรมสารีริกธาตุ และพระอรหันต์ธาตุ” ซึ่งเมื่ออ่านแล้วถึงกับวางไม่ลง

ทั้งเกิดความคิดขึ้นมาว่าอยากจะได้บทความของคุณสุรีพันธุ์ ไปเผยแพร่ในหมู่นักปฏิบัติธรรมด้วยกัน ทั้งนี้เพื่อผู้ที่มีศรัทธาทั้งหลายที่ยังไม่รู้ไม่เห็น ในสิ่งมหัศจรรย์ที่มีอยู่ในองค์พระธาตุ จะได้มีโอกาสรู้เช่นเดียวกับผู้เขียน จะได้เกิดกำลังใจในการที่จะประพฤติปฏิบัติในสิ่งที่ถูกที่ควรต่อไปในภายหน้า

เมื่อมีความคิดดังนี้ ผู้เขียนก็มิได้รอช้า รีบโทรศัพท์ไปหาคุณสุรีพันธุ์ที่บ้านลาดพร้าวในเช้าวันหนึ่ง โดยแจ้งความประสงค์ดังกล่าวให้ท่านทราบและได้รับความกรุณาจากคุณสุรีพันธุ์ อนุญาตให้ผู้เขียนนำบทความของท่านในหนังสือ “มาตาบูชา” ลงในหนังสือเล่มนี้ได้ โดยเฉพาะบทความที่เกี่ยวกับประสบการณ์ด้วยตัวของท่านเอง ซึ่งผู้เขียนใคร่ขอขอบพระคุณ คุณสุรีพันธุ์ มณีวัต ณ โอกาสนี้อีกครั้ง

และต่อไปนี้ขอเชิญผู้ศรัทธาในธรรมทั้งหลาย อ่านบทความที่เขียนโดย คุณสุรีพันธุ์ มณีวัต ที่ผู้เขียนได้รับอนุญาตให้นำมาลงในหนังสือเล่มนี้

c õ d

ผู้เชื่อยาก

คุณหญิงสุรีพันธ์ มณีวัต

เรื่องพระบรมสารีริกธาตุและพระอรหันต์ธาตุนี้ แต่เดิมข้าพเจ้าไม่รู้จักและไม่เคยเห็นเลยต้องสารภาพตามตรงว่าไม่เคยสนใจด้วยซ้ำ เพราะเข้าใจว่าเป็นสิ่งที่ไม่มีตัวตน เป็นเพียงชื่อสมมติให้พวกเราคนรุ่นหลังรู้สึกถึง “ความยิ่งใหญ่” ของพระพุทธเจ้าเท่านั้น

แม้ในวัยเด็กจะเคยอ่าน “ปฐมสมโพธิกถา” พระนิพนธ์ของสมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระปรมานุชิตชิโนรสอยู่บ้าง โดยเฉพาะตอนที่กล่าวถึง ธาตุวิภัชน์ปริวรรต ว่า

เมื่อสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเสด็จปรินิพพานแล้ว ได้มีกษัตริย์ ๗ พระนคร ยกขบวนพยุหโยธามาสู่กุสินารา เพื่อแสดงเดชานุภาพในการขอส่วนแบ่งพระบรมสารีริกธาตุไปสักการบูชา

อ่านแล้วก็พิจารณาความตามพรรณนาโวหาร นึกถึงความไพเราะของภาษา ความช่างคำนึงของกวี หาได้นึกเป็นเรื่องจริงจังไม่

เป็นไปได้อย่างไร มนุษย์เราตายแล้ว กระดูกจะกลายเป็นเงาเลื่อม ลักษณะเหมือนข้าวสารหัก เหมือนถั่วแตก เหมือนพันธุ์ผักกาด !

เป็นไปได้อย่างไร ที่กระดูกเหล่านี้จะกลายเป็นมีสีอันงดงามประหนึ่งทองอุไร ประหนึ่งสีสังข์ ประหนึ่งแก้วมุกดา ประหนึ่งแก้วผลึก !

เป็นไปได้อย่างไร ที่จะทรงบุญฤทธิ์ อิทธิฤทธิ์ เพิ่มจำนวนได้ เสด็จมาเสด็จไป บังเกิดรังสีอันงดงามให้ปรากฏ เหลวไหลคนโบราณหลอกพวกเรา ! เพราะเรานึกว่าพระพุทธเจ้าเป็นมนุษย์เท่า ๆ กับเรา ช่างเป็นความเขลาความหลงที่น่าสงสารมานานปีนี่กระไร

ข้อความพระบรมสารีริกธาตุปาฏิหาริย์ในพระราชพงศาวดารกรุงศรีอยุธยานั้น ก็สงสัยว่าอาลักษณ์ ผู้บันทึกพงศาวดารคงต้องการจะเฉลิมพระเกียรติ พระเจ้าแผ่นดินในรัชสมัยของตนให้เกรียงไกรยิ่งใหญ่ สมกับที่จะเทิดทูนให้เป็นสมมติเทพเท่านั้น !

ส่วนเหตุการณ์ในสมัยกรุงรัตนโกสินทร์ ที่ดูเกิดขึ้นในเวลาไม่นานนัก ทำให้รู้สึกลังเลและตามวิสัย “ผู้เชื่อยาก” ก็คิดว่ายกไว้ก่อนเถอะ !

ช่างเขลา ช่างหลง ช่างอวดดีเสียจริงเทียว !

ไม่ยอมเชื่อในพระปาฏิหาริย์ของพระบรมสารีริกธาตุ ทั้งที่ความจริงแล้ว สมเด็จพระพุทธองค์ทรงสมบูรณ์ด้วยอิทธิฤทธิ์บุญฤทธิ์ เป็นผู้ทรงหลุดพ้นจากอาสวะกิเลสทั้งปวง จนตรัสรู้เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ทั้งนี้ด้วยการบำเพ็ญบารมีมานานนับเป็นเวลาหลายแสนกัปของพระองค์

ช่างเขลา ช่างดื้อดึง ยึดมั่นในมิจฉาทิฐิของตนเสียแท้เทียว !

คำว่า “ปาฏิหาริย์” ที่ข้าพเจ้าจะกล่าวต่อไป ขอให้หมายความถึงความพิสดาร ความอัศจรรย์แห่งพระบรมสารีริกธาตุของสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า หรือพระธาตุของพระอรหันต์สาวกที่ไม่อาจหยั่งรู้ได้ด้วยวิทยาศาสตร์หรือความนึกคิดของปุถุชนธรรมดาอย่างเรา

๔-๒-๖

ท่านผู้ซึ่งเป็นประดุจผู้เบิกเทียนสว่าง พาข้าพเจ้าออกจากความเขลา ความหลงนั้นความจริงตัวท่านเองก็คงจะไม่รู้ตัวเลยว่าได้ทำบุญคุณให้ข้าพเจ้าอย่างยิ่ง

เวลานั้นกลางปี ๒๕๑๘ ข้าพเจ้ามีประสบการณ์เกี่ยวกับ “พระลอยมา” มากแล้ว แต่ก็ยังไม่รู้จักพระบรมสารีริกธาตุเลย

คุณสมศักดิ์ หรือความจริงท่านคือ พลตำรวจโทนายแพทย์สมศักดิ์ สืบสงวน แห่งโรงพยาบาลตำรวจ ทราบเข้าก็ประหลาดใจ

“อะไรพี่ยังไม่รู้จักพระบรมสารีริกธาตุเลย! ถ้ายังงั้นผมจะให้พี่ไปบูชา... ”

แล้วท่านก็นัดแนะให้ข้าพเจ้าไปพบท่านที่โรงพยาบาลตำรวจ

เมื่อท่านเชิญพระบรมธาตุที่จะมอบให้ออกมาให้ชมดูก่อนนั้นรับตามตรงว่าในหัวใจของข้าพเจ้ามีแต่ความกังขา

เม็ดอะไรไม่ทราบ เล็กนิดเดียวคล้ายหินกรวด คล้ายมุก ข้าพเจ้านึก

“๔ องค์นะครับ” คุณสมศักดิ์ว่า พลางคะยั้นคะยอให้ข้าพเจ้าดูอีก

พระบรมสารีริกธาตุใช่หรือ ?...ไม่จริงมั้ง !

คิดแค่นี้ข้าพเจ้ารู้สึกปล๊าบไปทั้งตัว เหมือนถูกไฟฟ้าช็อต ใจสั่นระริก จนต้องนึกในใจว่า ลูกเชื่อแล้ว !

และรุ่งขึ้นนั้นเอง เมื่อเปิดผอบดูอีกครั้งหนึ่งก็ได้เห็นพระธาตุเสด็จมาเพิ่มอีก ๒ องค์ ลักษณะกลม เล็ก เหมือนมุก เปล่งรัศมีเป็นประกายงามมาก

รับมา ๔ องค์ เพิ่มอีก ๒ เป็น ๖ องค์ ๔-๒-๖ ข้าพเจ้านึกเล่น ๆ ว่า เอ้า ! ถ้าท่านเก่งจริง ให้เราถูกล็อตเตอรี่ซี !

ร้อยวันพันปีจะซื้อล็อตเตอรี่กับเขาสักที คราวนี้ลงทุนท้าท่าน ยอมเสียเงิน ๒๐ บาท เสียภาษีให้รัฐบาล (ข้าพเจ้าเชื่อว่า การซื้อล็อตเตอรี่คือการเสียภาษีเสริม!)

บังเอิญเลขท้าย ๓ ตัว ออก๔-๒-๖ ได้เงินมากินขนมอีก ๑,๐๐๐ บาท...แต่ก็สงสัยความ บังเอิญ อีกน่ะแหละ !

อะไรอยู่ในมือ

ไม่นานหลังจากนั้น ข้าพเจ้าซึ่งลองหัดภาวนาแล้วก็ได้มีนิมิตอย่างหนึ่งเกิดขึ้น ซึ่งดูออกจะเหลือเชื่ออยู่มากที่จะเชื่อความตามนิมิตนั้น จึงลองคิดอธิษฐานว่า ถ้านิมิตที่เกิดขึ้นนั้นบอกความจริงในอดีตแก่เรา ขอให้พระธาตุมาปรากฏในมือเราเถิด

อธิษฐานแล้วก็ลืมไป ไม่ใส่ใจอะไร

วันนั้นเพิ่งผ่านสงกรานต์ จึงคิดจะสรงน้ำพระ (ซึ่งไม่เคยทำและลองทำเป็นปีแรก !) ชวนวิลาศและลูก ๆ มาเชิญพระพุทธรูปมาสรงน้ำหอม

กำลังนั่ง ๆ อยู่ รู้สึกในมือเรามีอะไรเคลื่อนไหว จึงก้มลงมองก็เห็นอะไรขาว ๆ ๒ ชิ้นอยู่ในกลางมือ

ดูไปดูมา สักครู่จึงนึกสงสัยว่า หรือจะเป็นพระธาตุ ! แต่ลักษณะองค์ใหญ่กว่าที่เคยได้รับจากคุณสมศักดิ์ (ซึ่งต่อมาจึงทราบว่าพระธาตุลักษณะนี้ เขาเรียกสัณฐานแบบเมล็ดพันธุ์ผักกาด) แล้วจึงนึกขึ้นได้ถึงตามที่เราอธิษฐานไว้

ทดสอบพระธาตุ

แต่เราจะเชื่อได้อย่างไรว่าสิ่งที่มาปรากฏในมือเรา ๒ ชิ้นนี้คือ พระธาตุ

เผอิญระลึกได้ว่าผู้ใหญ่ท่านเล่าว่า ถ้าเป็นพระธาตุแท้และขนาดไม่ใหญ่มากนัก ท่านจะลอยน้ำ ก็เลยหาขันน้ำมาเชิญท่านลองลอยน้ำดู

เรานั่งล้อมดูการทดสอบกันทั้งครอบครัว คนนำก็ไม่ค่อยทราบอะไรเท่าไรนัก แต่ก็ทำท่าเป็น “ผู้รู้” สั่งการไปตามเพลง

ช้อนท่านลงในน้ำ...เอ ! ท่านก็ลอยน้ำดีอยู่นี่ แล้วจะทำอย่างไรต่อไป

“ผู้รู้” มองดูเห็น “พระธาตุ” นิ่งอยู่กลางขันก็บอก “ลองออกไปริมขันซี” ท่านก็เคลื่อนตัวไปที่ริมขัน !

ลอยไปรอบ ๆ ขันซีคะ... “ผู้รู้”ว่า ท่านก็ลอยเวียนไปตามริมขันตามแบบเข็มนาฬิกา

“ผู้รู้” มองสักครู่ก็บ่นว่าเอ๊!....นั่นเวียนแบบอุตราวรรตนี่ ไม่เป็นมงคล ให้เป็นทักษิณาวรรตดีกว่า

บ่นกับครอบครัวที่นั่งหน้าสลอนชมการทดสอบนี้ แล้วก็สั่ง “ท่าน” ที่อยู่ในขันน้ำ หยุด ๆ ก่อนค่ะ ย้อนศรกลับไป

ท่านก็หยุดการเคลื่อนตัว และลอยย้อนศรกลับไป แต่คราวนี้การลอยเคลื่อนตัวของท่านช้าลงจน “ผู้รู้” ชักสงสัย

คิดไปคิดมาก็อุทานว่า “ตายจริง เก่าท่านลอยเวียนขวาทักษิณาวรรตดี ๆ อยู่แล้ว ไปให้ท่านย้อนศรกลายเป็นอุตราวรรต เวียนซ้าย ไป”

แล้วก็ชะโงกไปพูดกับในขันว่า “ขอโทษค่ะ เก่าถูกแล้ว กลับไปอย่างเก่าเป็นทักษิณาวรรตอย่าง เดิมเถิด”

ท่านก็หยุดชะงักแล้วลอยกลับไปตามทางขวาแบบเข็มนาฬิกาอย่างเดิม และในความเร็วที่เร็วอย่างเดิม

รอดูกันจนท่านเวียนครบรอบขันสามรอบแล้วก็ถามกันว่าจะให้ท่านทำอย่างไร

คิดขึ้นว่า ให้ท่านกลับเข้ากลางขัน

พอบอกดัง ๆ ท่านก็เคลื่อนตัวเข้ากลางขัน

ปรึกษากันว่า ลองดูพอใจแล้วใช่ไหม ประจักษ์พยานทุกคนยอมรับ

“ผู้รู้” ก็กล่าวดัง ๆ ว่า “พอแล้วค่ะ” ท่านก็จมลงกลางขันทันที...!

ทดลององค์ที่หนึ่งจบแล้วก็เชิญองค์ที่สองลงทดสอบด้วยวิธีที่คิดขึ้นมาเองอย่างกะทันหันนั้นต่อไป...!

พระอาจารย์จวน กุลเชฏโฐ

เรื่องนี้เมื่อไปเล่าถวาย ท่านพระอาจารย์วันและท่านพระอาจารย์จวน ถูกท่านตำหนิยกใหญ่ ท่านให้ขอขมาสมเด็จพระพุทธองค์ที่ไปล่วงเกินพระบรมธาตุของท่าน !

แต่ท่านอาจารย์จวนคงสงสารที่เห็นศิษย์หน้าเสีย ท่านก็เลยให้กำลังใจว่า

“พวกนักศึกษาก็ยังงี้แหละอบทดลอง ชอบทดสอบ สงสัยไปเรื่อย ๆ”

แล้วท่านก็ตลบทับว่า

“แต่นั่นแหละ เมื่อพบของจริงของแท้แล้ว ก็ควรเชื่อเสียที ตั้งใจมั่นเสียทีซิ”

สำนึกตัวเหมือนกันว่า เรานี่แย่มาก พูดจาอะไรดูไม่มีสัมมาคารวะ

แต่สมัยนั้นเราเพิ่งจะรู้จักพระธาตุเพียงไม่กี่องค์ ยังไม่ทันทราบด้วยซ้ำว่า พระบรมสารีริกธาตุนั้นมีความเป็นมาอย่างไรมีคุณลักษณะอย่างไร ได้ยินแว่ว ๆ ว่า ท่านลอยน้ำได้ เราก็ลองกันเลย ไม่รู้จักตำรับตำราอะไร ที่ได้ไปก็ได้เล่น ๆ ไม่ได้คิดว่าพูดกับใคร วาจาจึงน่าเกลียด น่าชังปานนั้น

คิดย้อนหลังไปครั้งใด ก็ให้นึกอายใจเหลือประมาณ ได้แต่สอนน้อง สอนลูกหลาน ว่าอย่าทำเรื่องน่าเกลียดน่าชังเช่นนี้อีก

และที่กล้าเล่าเรื่องนี้ไว้ให้ปรากฏก็เพื่อประจานความน่าขายหน้าของคนคนหนึ่ง ซึ่งกว่าจะกลับใจมาสู่สัมมาทิฐิก็ดื้อดึงอวดรู้เหลือใจ

คิดแจกพระธาตุ

จากนั้นมา    ครูบาอาจารย์ก็เห็นว่า เราพอจะรู้จักพระบรม-สารีริกธาตุ เคารพพระบรมสารีริกธาตุแล้ว ท่านก็เริ่มให้พระธาตุมาบูชาบ้าง ๓ องค์ ๕ องค์ เราก็เก็บไว้

ปี ๒๕๒๐ เกิดกำเริบ คิดแจกพระธาตุให้กรรมการกฐินที่เราชวนเพื่อน ๆ มาเป็นกรรมการทอดกฐินผ้าป่าทางอีสาน

ไปอินเดียกับท่านเจ้าคุณพุทธพจน์วราภรณ์ แห่งวัดราชบพิธ เห็นท่านแจกพระธาตุพวกเราที่ไปด้วยคนละ ๑ ช้อนเล็กโดยไม่นับ ก็แสดงว่าท่านต้องมีพระธาตุมาก

ตัวเราได้รับนับได้ ๑๓ องค์ พอจะกลับกรุงเทพฯ กลายเป็น ๑๖ องค์ ของวิลาศก็เพิ่มเช่นกัน

ฉะนั้นจึงคิดไปเรียนขอความกรุณาท่าน ขอพระธาตุมาให้เพื่อน ๆ ถ้าเรามีกรรมการ ๕๐๐ คน ก็เลียบเดียงขอให้คนละ ๑ องค์ ขอพระบรมธาตุ ๕๐๐ องค์

พระบรมสารีริกธาตุ ๕๐๐ องค์ สมัยนั้นมากจริง ๆ

พระเดชพระคุณท่านเจ้าคุณอุทานว่า “กรรมการ ๕๐๐ คน ขอ ๕๐๐ องค์ !”

เราใจแป้ว นึกสมน้ำหน้าตัวเองว่า อยากหน้าใหญ่นัก ! แต่ก็ตกใจเมื่อท่านว่าต่อไปว่า

“เอาไปทำไมกันคนละองค์ อาตมาให้เลยคนละ ๓ องค์ ! เอาไปเลย ๑,๕๐๐ องค์”

สีหน้าตกใจ ไม่คาดคิดว่าท่านจะกรุณาถึงเพียงนี้ ทำให้ท่านเข้าใจผิดปลอบว่า

“ทำไม ? พันห้าน้อยไปหรือ ไม่พอหรือ งั้นเอาไปเสียสองพันก็แล้วกัน !”

ตกลงกฐินผ้าป่าปี ๒๕๒๐ นั้น เรามีพระบรมสารีริกธาตุแจกกรรมการได้คนละ ๓ องค์ มีกรรมการเกือบ ๗๐๐ คน แต่เราก็พอมีพระธาตุแจก เพราะท่านอาจารย์วันและท่านอาจารย์จวนให้มาอีก

น่าจะช่วยท่าน

ปี ๒๕๒๑ ว่ากันว่าจะหยุดทอดกฐินสักปีหนึ่ง ทอดมา ๒ ปีติดต่อกันแล้ว พักสบายสักปีเผอิญปีนั้นพระคุณเจ้าหลวงปู่หลุย จันทสาโร ท่านไปจำพรรษาที่วัดป่าสิริปุณโณวาส หรือวัดป่าหนองแซง เราจึงไปกราบท่านบ่อย ๆ

วันหนึ่งใกล้จะออกพรรษาแล้ว เรียนถามท่านพระอาจารย์เสน (เจ้าอาวาส) ถึงเจดีย์ หลวงปู่บัว สิริปุณโณ ที่สร้างกำลังจะเสร็จอยู่แล้ว นิสัยช่างซักของเราก็อดปากไม่ได้ว่า

“ยังจะต้องใช้เงินอีกสักเท่าไรเจดีย์จึงจะเสร็จสมบูรณ์ ?”

ท่านอาจารย์ตอบว่า ประมาณ ๖-๗ หมื่น

ใจเราก็คิดสะระตะทันที เงินแค่นี้พวกเราน่าจะช่วยท่านได้

กลับไปกรุงเทพฯ เราโทรศัพท์ก็ชวนเพื่อน ๆ บอกกันพักเดียว ๒๐๐ คน คงพอได้ ช่วยกันออกคนละ ๒๐๐ บาท คงได้ ๔ หมื่น

ที่เหลือเราก็หาต่อไป คงไม่ลำบาก

ดี...เราจะได้ถวายกฐินวัดที่หลวงปู่หลุยจำพรรษา ได้ทำบุญกับเจดีย์ของหลวงปู่บัว ซึ่งเราไม่มีบุญได้กราบท่าน

ปากก็ไว้ทันกับใจคิด ขอจองกฐินทันที โดยไม่ทันได้ทราบด้วยซ้ำว่าความจริงเจดีย์หลวงปู่นั้นคุณธเนศ เอียสกุล เธอมีใจศรัทธาอยู่ และเราเองไม่ได้เรียนถามท่านอาจารย์เสนอว่า เงินขาดเท่าไร เราเรียนถามว่า ยังจะต้องใช้เงินอีกสักเท่าไรกว่าจะเสร็จ ซึ่งความจริงคำถามเราไม่ได้หมายความวาเงินขาดสักหน่อย...! แต่ท่านอาจารย์เสนก็เมตตาให้เราได้ทำบุญ !

พระธาตุปาฏิหาริย์

กลับกรุงเทพฯ โทรศัพท์ชวนพรรคพวก แล้วก็บอกเพื่อนรุ่นน้องสองสามคนว่า “เออ..กรรมการคราวนี้จะให้พระธาตุคนละ ๒ องค์”

ที่พูดเช่นนี้ เพราะเห็นยังมีพระธาตุเหลือถึง ๔๐๐ กว่าองค์เหลือจากแจกกรรมการกฐินปีก่อน

คิดเอาเองว่าเวลาเหลือน้อยก็จะถึงกำหนดทอดกฐินแล้ว คงมีกรรมการได้ไม่ถึง ๒๐๐ คน พอแจกได้คนละ ๒ องค์พอดี

สุดท้ายเมื่อน้อง ๆ มาบอกด้วยความดีใจว่าได้กรรมการถึง ๔๐๐ คนแล้ว อันหมายความว่าจะได้ค่ากรรมการมากขึ้น ข้าพเจ้าจึงตกใจ เพราะจะไม่มีพระธาตุแจกพอ...!

คืนวันนั้นหยิบผอบพระธาตุลงมานับด้วยความไม่สบายใจ คิดว่า

พระธาตุและไม้หมอ
(ไม้ขัดฟันพระธุดงคกรรมฐาน)

“เรานี่แย่จริง ๆ ไปออกปากบอกว่าจะให้พระธาตุกรรมการคนละ ๒ องค์ ก็เพราะเราหวังดีอยากให้เพื่อน ๆ ได้พระธาตุไปบูชา และเราก็คิดว่าเวลาแค่ ๒ อาทิตย์ คงชวนกันได้ไม่ถึง ๒๐๐ คน ใครจะนึกละว่าจะมีคนศรัทธาถึงกว่า ๔๐๐ แล้วเราจะไปหาพระธาตุมาให้เขาจากที่ไหนได้ เราคงจะเสียคำพูดคราวนี้เอง

ความจริงการที่เราพูดว่า จะให้พระธาตุ ๒ องค์นี้ มีคนรู้ไม่ถึง ๓ คน คนอื่น ๆ เขาก็มาทำบุญโดยไม่ทราบ ไม่ได้หวังได้อะไรเลย แต่เมื่อเราพูดไปแล้วคงจะมีคนได้ยินแค่นั้น แต่ว่าเราไม่ทำตาม เราก็จะเสียสัจจะ เรานี้แย่มาก...แย่จริง ๆ !”

ใจคิดรำพึงไป มือก็นับพระธาตุทวนอีก โดยใช้ปลายไม้หมอ (ไม้ขัดฟันพระธุดงคกรรมฐาน) เขี่ยพระธาตุ นับทีละ ๒ องค์ ๓ องค์ รวมเป็นห้าองค์

ประหลาดแท้ ปลายไม้แตะพระธาตุองค์หนึ่ง ท่านก็เคลื่อนตัวแยกออกจากกันเป็น ๒ องค์

ครั้งแรกแต่กออกมาเหมือนกรวดที่ยังมีรอยบิ่นแหลมคมอยู่ประเดี๋ยวรอยแตกบิ่นนั้นก็จะมนงามเป็นประกายรุ้ง

บางองค์ที่มีลักษณะหนาสูงท่านก็จะเคลื่อนตัวเหมือนทับกันอยู่ แยกลงมาแบ่งเป็น ๒ องค์อีก !

ข้าพเจ้าตกตะลึง ! แตะองค์ไหนก็เป็นเช่นนั้น ตาเราคงฝาดไปแน่

เวลาเพิ่ง ๓ ทุ่ม คนอื่น ๆ ยังดูโทรทัศน์อยู่ ข้าพเจ้าขยี้ตาใหม่ก็ยังเป็นอีก

วิ่งไปห้องน้ำ ไปล้างหน้าล้างตา ตาจะได้ไม่ฟั่นเฝือ แต่พอกลับมานับใหม่ก็ยังเป็นอีก !

วิ่งขึ้นไปตามลูกสาวมาช่วยกันดู ท่านก็ยังแยกองค์ให้ดูอยู่เช่นนั้น...!

ข้าพเจ้าขนลกซู่ รู้ว่าถึงอย่างไรเราก็คงมีพระธาตุแจกพอแน่นอน... “ท่าน” เมตตาเราแล้ว ไม่ให้เราเสียสัจจะแล้ว

พระธาตุเพิ่มมาในลักษณะนี้ในคืนนั้นถึง ๙๗ องค์...เท่ากับว่าเราพิศวงงงงวยกับการแยกตัวของท่านถึง ๙๗ ครั้ง !

เมื่อนำความไปกราบเรียนครูบาอาจารย์ ถามว่าใครมาช่วยท่านก็ว่า “ทำบุญทำกุศล ก็ต้องมีผู้ช่วยนั่นแหละ”

สมเด็จพระญาณสังวรถามว่า

“คุณสุรีพันธุ์แยกพระธาตุปาฏิหาริย์ไปไว้ที่ไหน”

กราบเรียนท่านว่า “ไม่ทราบจะทำอย่างไรก็เลยเคล้ากันไปหมด”

ท่านบอกว่า “ถูกแล้ว เพราะทั้งหมดเป็นพระธาตุปาฏิหาริย์ทั้งนั้น”

กฐินปี ๒๕๒๑ นั้น มีกรรมการถึง ๖๐๐ คน และเราก็มีพระธาตุแจกโดยตลอด

จากนั้นมาจนปีปัจจุบันนี้ จึงเป็นธรรมเนียมที่จะแจกพระบรมสารีริกธาตุให้กับคณะกรรมการกฐินกลุ่มของเรา บางปีก็ ๓ องค์บางปีก็ ๔ องค์

จาก ๔ เป็น ๕

ปีนั้นเป็นปี ๒๕๒๔ เราจะทอดกฐินวัดป่าอุดมสมพร เพื่อหาปัจจัยสมทบทุนสร้างเจดีย์พิพิธภัณฑ์ ท่านพระอาจารย์ฝั้น อาจาโร

เรากะกันว่าจะแจกพระธาตุกรรมการคนละ ๔ องค์ กะประมาณว่า คงต้องการพระธาตุ ๖,๐๐๐ องค์ เพราะคิดว่าคงจะมีกรรมการประมาณ ๑,๕๐๐ คน ความจริงข้าพเจ้ามีพระธาตุอยู่เพียง ๕,๐๐๐ กว่าองค์ แต่ก็เชื่อว่าสุดท้ายคงพอ

เพื่อนคนหนึ่งชื่อ คุณปัญจมา ผดุงชีวิต ผู้มีบารมีทางพระธาตุอยู่มาก (เธอได้พระธาตุเสด็จมาบ่อย ๆ) ทราบข่าวว่าท่าทางพระธาตุจะไม่พอแจกกรรมการ เธอก็จัดส่งพระธาตุสำหรับแจกกรรมการคนละ ๔ องค์ จำนวน๕๐๐ ซอง หรือเท่ากับพระธาตุ ๒,๐๐๐ องค์

พระธาตุของคุณปัญจมาจำนวน ๕๐๐ ซองมาถึง พอดีกับที่ข้าพเจ้าบ่นออกมาดัง ๆ พอดีว่า “แหม ! อยากให้กรรมการคนละ ๕ องค์จัง”

นั่นแหละพอหยิบซองพระธาตุขึ้นมา พระธาตุ ๔ องค์ กลายเป็น๕ องค์ งงกันจนไม่รู้จะพูดอย่างไรหยิบสัก ๕-๖ ครั้ง จะเปลี่ยนเป็น ๕ องค์ เกือบทุกครั้ง

ปากจะว่า “๔ เป็น ๕ ดูซี พระธาตุเพิ่มเดี๋ยวนี้”

กี่คน ๆ มาช่วยกันนับ ช่วยกันดู ก็จะเห็นประจักษ์กับตาเช่นนั้น

บางคนก็ว่า “ขนลุกไปหมดแล้ว”

บางคนที่ไม่รู้จักพระธาตุ ไม่เคยรู้เรื่อง ได้ยินข่าวก็มาขอดู เห็นกับตาติด ๆ กัน ถึงกับบ่นว่า “โอย! หนูกลัวจัง”

หลายเสียงบอกว่า “นี่ ๔ เป็น ๕ อยู่นี่”

นาน ๆ จะพบพระธาตุ ๔ องค์ยังเป็น ๔ องค์ เสียครั้งหนึ่ง ซึ่งก็แยกไว้ต่างหาก

เด็ก ๆ พูดกันสั้น ๆ เพียงว่า “นี่พวก ๔ เป็น ๕ นี่พวก ๔ เป็น ๔”

และในกลุ่ม ๔ องค์ยังคงเป็น๔ องค์นั้น บางคนหยิบขึ้นมาดูใหม่ครั้งที่ ๒ นี่ กลายเป็น ๕ องค์ ให้เห็นกับตา ก็มีอีกมาก

เหมือนเล่นกล ! พวกเราว่ากันอย่างอัศจรรย์ใจ

พระธาตุชุดที่คุณปัญจมาให้มา ๕๐๐ ซอง ซองละ ๔ องค์ กลายเป็นซองละ ๕ องค์ ๔๐๐ กว่าซองทีเดียว !!