#echo banner="" นิทานเซน 2/

คลิกเมาส์ที่ใดก็ได้ในเฟรมนี้เพื่อเรียกเมนูด่วน

นิทานเซ็น

เสื้อแห่งความสุข

โพสท์ในลานธรรมเสวนากระทู้ที่ 000155 โดย คุณ : Lynnie [ 22 ก.ค. 2542 ]

เมื่อพระราชาป่วยหนักโดยไม่รู้สาเหตุ ราชสำนักจึงวุ่นวาย ไม่มีใครรู้ว่าทำไมพระราชาที่แข็งแรงมาตลอดจู่ ๆ ก็ต้องมาล้มเจ็บลงอย่างกะทันหัน พระราชามีอาการไข้สูง หน้าแดง และลุกเดินหรือแม้เพียงลุกจากเตียงก็ไม่ได้ แต่ทรงเสวยอาหารและทรงดื่มได้เป็นปกติ หมอหลวงทั้งสิบคนไม่มีใครรู้จักโรคจึงไม่สามารถวินิจฉัยโรคได้ พระราชาก็เลยส่งไปลานประหารทั้งสิบคนให้ไปเรียนวิชากันใหม่ในปรภพ ในที่สุดก็ต้องประกาศหาแพทย์จากภายนอกพระราชวัง แต่ก็ไม่มีใครยอมมา พวกหมอทั้งหลายต่างพากันเลิกอาชีพแพทย์เพราะกลัววินิจฉัยโรคพระราชาไม่ได้

จะพลอยถูกสั่งให้ตายฟรี ๆ ดังนั้นจึงหันไปหาอาชีพอื่นหรือไม่ก็หลบหนีหาที่ซุกซ่อนตัวในที่ต่าง ๆ

อย่างไรก็ตาม มีหมอที่มีชื่อเสียงมากที่สุดสองคน ที่หนีอย่างไรคงไม่พ้นเพราะชื่อเสียงที่ค้ำคอจนหนีตัวเองไม่ได้ หมอที่มีชื่อเสียงว่าเก่งคนหนึ่งนั้นยากจนเหมือนกับหนูแก่ ๆ ในบ้านคนจน เขาอยู่กับห้องหนังสือและการค้นคว้า หากว่ารักษาไม่หายก็ไม่เรียกร้อง

หากว่ารักษาไม่หายคนไข้ตายไปญาติก็ยังแซ่ซ้องว่าพยายาม หมอที่ดีคนนี้ดูพระราชา แต่ไม่ว่าจะตรวจอย่างไรก็ไม่พบอะไรผิดปกติ

"พระองค์ทรงแข็งแรงยิ่งกว่าคนธรรมดาเสียอีก"

หมอบอกกับพระราชา

และทันทีนั้นพระราชาก็บอกกับทหารรักษาพระองค์

"เอาหมอไปประหารเดี๋ยวนี้ !! "

ส่วนหมอที่มีชื่อเสียงอีกคนหนึ่งที่เข้าเฝ้าพระราชา เขามาด้วยอาการหน้าซีดเหมือนกับไก่ต้มฟัก หมอคนนี้ไม่เคยอ่านหนังสือหรือค้นคว้าอะไรทั้งสิ้น แต่เขาเลือกที่จะรักษาคน คนที่ป่วยหนักไม่รักษา คนไม่มีเงินไม่รักษา และคนแก่ก็ไม่รักษา

หมอสั่งให้พระราชาอ้าปาก แล้วทันทีก็ดีดนิ้วมือเป๊าะ ๆ

"โอ..." เขาพูด

"พระราชาป่วยจริง ๆ ด้วย แต่รักษาง่ายมาก"

เขาประกาศพร้อมกับบอกวิธีรักษาเสียงดัง

"ขอให้ไปหาเสื้อของผู้ที่มีความสุขตลอดเวลามาให้พระราชาใส่นอนเป็นเวลาหนึ่งคืน พระราชาก็จะหายเป็นปกติ" หมอยืนยัน

พระราชาสั่งทันควัน ทหารจำนวนมากถูกสั่งให้ไปหาเสื้อตัวนั้น มาให้ได้ก่อนค่ำของวันนั้น ทุกคนแยกย้ายกันไปทุกทิศทุกทาง เพื่อหาเสื้อแห่งความสุขมาให้พระราชาสวมใส่ให้ได้ ทหารบางคนไปถามเศรษฐีที่ร่ำรวยเหลือล้น มีบ้านช่องใหญ่โตมีข้าทาสบริวารเป็นร้อย แต่ก็ไม่มีเศรษฐีมหาเศรษฐีแม้แต่คนเดียวที่บอกว่าตนเองมีความสุข

"อย่าว่าแต่ตลอดเวลาเลย แม้แต่ความสุขเพียงอึดใจเดียว ข้าก็ไม่เคยจะมีกับเขา"

พวกเศรษฐีทุกคนต่างกล่าวเหมือนกันเช่นนั้น

ทหารบางคนไปหาหัวหน้าข้าราชการและผู้ทรงเกียรติระดับสูง เผื่อว่าเกียรติยศและตำแหน่งอาจให้ความสุขตลอดเวลาได้บ้าง ก็พบแต่คนที่ส่ายหน้า

"มีความสุขกับผีอะไรกัน วัน ๆ เอาหัวให้ติดอยู่กับบ่าได้ก็บุญโขแล้ว"

พวกเขาไม่มีทางรู้ว่าเมื่อไรจะถึงเวลาที่พระราชาจะสั่งประหาร

"พ่อข้าเคยสั่งเอาไว้ว่า บรรดางานอาชีพทั้งหมด ที่ควรจะหลีกหนีให้พ้น มีเพียงประการเดียวนั่นก็คือ งานหรืออาชีพใดที่ทำให้ต้องเข้าไปอยู่ใกล้กับพระราชา"

"แต่พวกข้าไม่เชื่อ และตอนนี้รู้ทั้งรู้ก็ถอนตัวไม่ได้ ถอนก็ตายไม่ถอนก็ตาย แล้วจะให้มีความสุขอย่างไร"

ตกลงเศรษฐี ข้าราชการก็ไม่ใช่ผู้มีความสุขตลอดกาล

ทหารอีกกลุ่มหนึ่งจึงไปหาพวกพระที่หนีไปอยู่ป่าแสวงหาวิเวก ผู้ปฏิบัติสมาธิโดยคิดว่าพวกเขาน่าจะเป็นผู้ที่มีความสุขตลอดเวลาที่สุด

แต่ไม่ว่าพระหรือนักบวชสัญญาสีที่ไหนคนใดล้วนตอบเหมือน ๆ กัน

"หากว่าข้ามีความสุข ข้าจะมานั่งทรมานกายทรมานใจอด ๆ อยาก ๆ กันไปทำไมกัน เพราะข้ามีแต่ความทุกข์ข้าถึงพยายามหนีตัวเองให้พ้นอยู่นี่ไงล่ะ ? "

ตกลงนักบวชหรือพระก็ไม่ใช่ผู้มีความสุขตลอดกาลอีกเหมือนกัน

ทหารพากันไปหาที่ไหน ๆ ก็ไม่พบคนมีความสุข นางคณิกาไม่มีความสุข ครูและอาจารย์ก็ไม่มีความสุข กวีและนักดนตรีเมื่อไม่เขียนหรือท่องกวีหรือเล่นดนตรีก็ไม่มีความสุข ใครเล่าที่ท่องกวีเล่นดนตรีจนไม่ทำมาหากิน คนเราลงต้องอยู่กับชุมชนต้องทำมาหากินกัน และเมื่อไรที่คนต้องทำมาหากิน คน ๆ นั้นก็ไม่มีทางพบกับความสุขกันทั้งนั้น

เวลาใกล้ค่ำเข้ามาเต็มทีแต่เหล่าทหารก็ยังไม่พบว่าจะมีใครสักคน ที่อาจบอกได้ว่าเป็นผู้มีความสุขตลอดเวลา ในที่สุดพวกทหารต่างก็หมดปัญญาและพากันเดินทางกลับเข้าเมือง ทันใดนั้นเองทุกคนก็ได้ยินเสียงเพลงแห่งความสุขดังขึ้นมา ราวกับว่าผู้ร้องมีความสุขเต็มประดา เสียงเพลงดังก้องไปทั่วทุกท้องถนน

"ข้านี่สิคือความสุข ข้ามีแต่ความสุขและไร้ซึ่งความทุกข์ ไม่ว่าทุกข์ใดแม้นาทีเดียวก็ไม่สามารถพานพบข้าได้... ข้ามีความสุขอย่างที่สุดจริง ๆ ด้วย ฮา ฮา ฮา..."

ทหารหาญต่างวิ่งกรูเข้าไปหาต้นเสียงที่ร้องกังวานนั่น

"ท่านเป็นใคร ? ท่านแน่ใจหรือว่าท่านมีความสุขตลอดเวลาอย่างแท้จริง"

หลายคนตะโกนถาม

"แน่นอนที่สุด เพราะตัวข้าคือตัวความสุข ข้าคือความสุข...ฮา ฮา ฮา..."

ที่หัวเลี้ยวของถนนสายหลักในเมือง ชายขอทานร่างพิการนั่งร้องเพลงพร้อมกับหัวเราะร่วนอยู่ไปมา ทหารทุกคนเข้ามาห้อมล้อมขอทานผู้นั้น

แต่ทว่า อนิจจา... นอกจากกะลาครึ่งใบกับเศษสตางค์สองสามสตางค์ที่ก้นกะลาแล้ว ขอทานก็ไม่มีทรัพย์สินใด ๆ อีก นอกจากผ้าเตี่ยวคร่ำคร่า ที่ไม่หลงเหลือสีสันให้เห็นอีกแล้ว ขอทานผู้มีความสุขตลอดกาลผู้นั้นก็ยังไม่มีเสื้อสวมใส่แม้แต่นิดเดียว

(แปลจากเรื่องเสื้อแห่งความสุขโดยจอห์น เฮย์ John Hay 1838 - 1905)

ที่ใจกลางเมืองรามปุระ ชายผู้หนึ่งได้แวะไปหานักบวช ผู้ทรงภูมิรู้

"ข้ามาขอให้ท่านช่วยแนะนำให้พ้นจากความทรมานอย่างสุดซึ้ง หาไม่ข้าจะต้องเป็นบ้าไปภายในสองสามวันนี้อย่างแน่นอน"

ชายผู้น่าสงสารออดอ้อน

"ข้าเช่าห้องเล็ก ๆ อยู่ห้องหนึ่ง แต่ต้องอยู่ร่วมกันถึงหกคน คือนอกจากตัวข้าและภรรยากับลูกเล็กสองคนแล้ว ข้ายังมีน้องสาวกับน้องเขยมาขออาศัยอยู่ด้วย... ทุกวันทุกเวลาทุกนาที ไม่ใครก็ใครจะต้องตะโกนด่าใส่หน้ากัน เพราะความเครียด ความยัดเยียด.. นรกชัด ๆ "

"แล้วเจ้าจะยินดียอมทำตามทุกอย่างที่ข้าบอกให้เจ้าทำไหมล่ะ ? " อาจารย์ถาม

"ข้าขอสาบาน ข้ายินดี"

ชายผู้คิดว่าตนอยู่ในนรกตอบ

"ดีมาก...เจ้ามีสัตว์เลี้ยงอะไรบ้างและมีอย่างละกี่ตัวล่ะ ? "

อาจารย์ถามต่อ

"วัวหนึ่งตัว แพะหนึ่งตัว แล้วก็ไก่อีกหกตัว"

ชายผู้นั้นอธิบาย

"จงเอาสัตว์เลี้ยงทุกตัวเข้าไปไว้ในห้องที่อยู่ของพวกเจ้า แล้วอาทิตย์หน้าเจ้าค่อยกลับมาหาข้า"

อาจารย์สั่ง

ชายผู้น่าสงสารอ้าปากค้าง แต่เนื่องจากตนเองได้ให้คำมั่นสัญญาแล้วว่าจะปฏิบัติตามคำสั่ง ทั้งหมดจึงเป็นไปตามนั้น

หนึ่งอาทิตย์ผ่านไป ชายผู้ที่ตอนนี้เหมือนกับว่าได้ตกลงไปในนรกจริง ๆ ก็กลับมาหานักบวชผู้ทรงภูมิตามคำสั่ง

"หมดกันแล้วชีวิตนี้ ห้องที่แคบนั้นเดี๋ยวนี้กลายเป็นส้วมเป็นถังขยะ เสียงทะเลาะ เสียงด่ากันของคนมันสู้เสียงวัวเสียงแกะหรือไก่ที่ตีกันตลอดเวลาไม่ไหว

และข้าก็ทนไม่ไหวแล้ว อาจารย์ช่วยข้าด้วยเถิด"

"จงกลับไปบ้าน ทีนี้เจ้าจงเอาพวกสัตว์เลี้ยงทั้งหมดออกไปเลี้ยงข้างนอก"

ชายผู้น่าสงสารรีบวิ่งกลับไปบ้าน เขากลับมาหาอาจารย์อีกครั้งในวันรุ่งขึ้น ใส่เสื้อตัวใหม่สะอาดสะอ้าน

"ชีวิตช่างหวานชื่นมีความสุขเสียเหลือเกิน เมื่อสัตว์เหล่านั้นออกไปอยู่ข้างนอกห้องทั้งหมด บ้านคือสวรรค์ ทั้งสะอาด ทั้งกว้างขวาง และที่สำคัญ...มันเงียบ"

ไม่ว่าปัญหาใด ๆ จะลึกล้ำซับซ้อนแค่ไหน ดูเสมือนไร้วี่แววทางออกเพียงไร การแก้ปัญหานั้นก็อยู่ที่ใจจริง ๆ ไม่มีอะไรที่ไม่ได้แก้ที่ใจเลย.ส่วนการแก้ปัญหาภายนอกนั้น จะทำหรือไม่ทำก็ได้แล้วแต่ความเหมาะสมเป็นที่ตั้ง และต้องใช้ปัญญาประกอบด้วยเสมอ.ตอนท้าย ๆ นี่คิดเอาเอง เออเอง จริง ๆ แล้วมันคงจะมีแง่มุมอะไรมากกว่านี้แน่เลย

จากคุณ : Lynnie [ 22 ก.ค. 2542]

เรียวกันเป็นพระที่อาศัยอยู่บนภูเขา เป็นคนรักธรรมชาติ จิตใจท่านเรียบง่าย เรียวกันปลูกกระท่อมหลังน้อยอยู่บนภูเขา ทุกๆ วันท่านจะลงไปเล่นกับเด็กๆ ในหมู่บ้านข้างล่าง อยู่มาวันหนึ่งเรียวกันได้สังเกตเห็นต้นไผ่เล็กๆ ต้นหนึ่ง งอกขึ้นมาภายในกระท่อม ไผ่ต้นนั้นจะพลัดหลงเข้ามาอย่างไรไม่ทราบได้ เรียวกันรู้สึกตื่นเต้นต่อสิ่งที่ตนได้ค้นพบมาก ท่านได้เฝ้าถนอมดูแลต้นไผ่ต้นนั้น จนมันเติบโตขึ้น โตขึ้น โตขึ้น จนดูเหมือนว่าหลังคากระท่อมจะเตี้ยเกินไปสำหรับมัน ยอดไผ่ระอยู่กับหลังคา ต้นไผ่คือเพื่อนรักของเขา ในที่สุดเรียวกันก็ตัดหลังคา ออกเป็นช่องเพื่อให้ยอดไผ่ได้งอกออก แทนที่จะรักษาหลังคาไว้และตัดต้นไผ่ทิ้ง เขากลับตัดหลังคาออกเป็นช่อง เพื่อให้เพื่อนรักของเขาได้งอกยอดอ่อนออก ขึ้นไปบรรจบกับฟากฟ้า ปลดปล่อยออกเพื่อให้พบกับเสรีภาพ

จากคุณ : โยคาวจร [ 23 ก.ค. 2542]

ขอเล่าด้วยคนครับ เมื่อเช้านี้เพิ่งฟังนิทานมาจาก รายการวิทยุของอาจารย์เจิมศักดิ์ครับ เก็บมาเล่าสู่กันฟังครับ เรื่องมีอยู่ว่า

มีนักธุรกิจผู้หนึ่งจบปริญญา ทาง MBA จาก Havard หลังจากที่เขา ออกมาทำธุรกิจจนประสบความสำเร็จ ร่ำรวยมหาศาล เมื่อมีเวลา เขาก็มักจะเดินทางไปพักผ่อนที่ชายทะเลแถว Maxico

วันหนึ่งขณะที่ เขากำลังนอนอาบแดดอยู่ที่ชายหาดนั้นเอง เขาก็เหลือบ ไปเห็นชายหาปลาผู้หนึ่ง กำลังนั่งตกปลาอยู่ สักพักชายหาปลาผู้นั้นก็ลุกเดินผ่านเขาไป นักธุรกิจรีบทัก

"ลุง ๆ ตกปลามาได้กี่ตัวละ" ชายหาปลาก็ เปิดถังใส่ปลาที่เขาหามาได้ให้ดู ข้างใน ก็มีปลาอยู่สี่ตัว แล้วบอกว่า "ก็ได้มาสี่ตัว กะว่าจะเก็บไว้กิน สองตัว เอาไปแจกเพื่อนฝูง สักตัว เหลือ อีกตัวก็ว่าจะเอาไปขายที่ตลาด"

"แล้วกว่าจะจับปลาได้สี่ตัวนี่นานหรือปล่าวละ" นักธุรกิจถาม

"อ๋อ ไม่นานหรอก พักเดียวแหละ" ชายหาปลาตอบ

"อ้าว แล้วเวลาที่เหลือ ลุงทำอะไรละ"

"ก็นอนพักผ่อน ตื่นมาก็เดินเล่นคุยกับเพื่อน พอหิวก็มานั่งตกปลานี่แหละ"

นักธุรกิจรีบออกความเห็น "ทำไมลุงไม่ทำอย่างนี้ละ แทนที่จะจับปลาสามสี่ตัว ลุกก็จับให้มัน เยอะหน่อย แล้วก็เอาไปขายที่ตลาด พอได้ เงินมา ลุงก็เอาเงินไปซื้อเรือสักลำ เพื่อจะได้ออกไป จำปลากลางทะเล จะได้ได้ปลามาเยอะๆ"

"แล้วยังไง" ชายหาปลาถามแทรก

"ก็พอได้ปลามาเยอะๆ ลุงก็เอาไปขาย ได้เงินมามากเข้ามากเข้า ลุงก็ซื้อเรือลำใหญ่ขึ้น หลายๆ ลำ เพื่อจะได้จับปลาได้มากขึ้น"

"แล้วยังไง" ชายหาปลาถามอีก

"ทีนี้ลุงก็ต้องสร้างตู้แช่แข็งเป็นของตัวเอง ลุงจะได้เอาไว้เก็บปลาที่หามาได้ ไม่เสียของ จะได้เก็บไว้ขายได้ ถ้าขายไม่หมดลุงก็ตั้งโรงงานปลากระป๋อง เพื่อแปรรูป ก็จะนำ กลับไปขายได้อีก"

"แล้วยังไง" ชายหาปลาถามอยู่คำเดียว

"อ้าว จะยังไงลุงก็จะร่ำรวย มีเงินทองเหลือใช้จนไม่ต้องทำงานอีกต่อไป ลุงก็จะมีเวลา มาพักผ่อนชายหาด เหมือนผมตอนนี้ ว่างๆ ลุงก็เดินไปคุยกับเพื่อน ตกปลาเล่นบ้าง นอนพักผ่อนบ้าง ไม่ต้องดิ้นรนอีกต่อไป"

"หึ หึ" ชายหาปลาไม่พูดอะไร ได้แต่หัวเราะเงียบอยู่ในใจ

จบแล้วครับ

จากคุณ : มะขามป้อม [ 23 ก.ค. 2542]

ในหนังสือของอ.ประสาน ก็มีเรื่องชายตกปลาค่ะ ซึ่งเป็นน้องชายของนัสรูดินในเรื่องลา (ไม่) โง่ ขอเล่าตอนต่อเลยละกันนะคะ...

พอชาวประมงได้ฟังเศรษฐีพูดก็ถามอย่างงง ๆ ว่า

"แล้วข้าจะได้อะไรต่อไป"

"ปัดโธ่ เจ้านี้ช่างโง่จริง ๆ เมื่อเจ้าร่ำรวยเหมือนข้าเจ้าก็จะได้มีความสุข มีความสบาย เจ้าจะได้ชื่นชมกับชีวิตไงล่ะ"

น้องของนัสรูดินมองหน้าเศรษฐีที่พูดไปพลางยังต้องเช็ดเหงื่อที่ไหลหยดย้อย หยดติ๋ง ๆ ไปพลาง เขาดูดกล้องยาสูบอย่างแรงก่อนที่จะดึงมันออกจากปาก พ่อควันโขมงอ้อยอิ่งเป็นรูปมังกร

"แล้วท่านคิดว่าตอนนี้ข้าไม่ชื่นชมหรือมีความสุขกับชีวิตอย่างไร" ชาวประมงถามลอย ๆ

"หรือจะให้ข้าเหมือนกับท่านที่แก่จนป่านนี้ยังไม่รู้จักเข้าใจความสุขที่แท้จริง ยังต้องทนทุกข์ทรมานสังขารของตัวเอง"

นัสรูดินที่เงียบมาตลอดเวลา ก็พูดขึ้นมาเป็นปรัชญาว่า

"คนเราทุกวันนี้คิดง่าย ๆ เช่นนี้ไม่เป็นหรอก คิดเป็นแต่เรื่องยุ่งยาก ที่จริงนั้นการที่เราไม่ทำอะไรมาก ไม่คิดอะไรมากต่างหาก ที่จะทำให้เราได้สิ่งที่ดีงามมากกว่าเก่า"

"ไม่ทำอะไรจะได้อะไรมากได้อย่างไร" เศรษฐีที่ถูกชมเชยจนหน้าม้านยังคงกังขา

"ได้ซิ" นัสรูดินตอบ

"ได้ความอิสระมากขึ้น และที่สำคัญได้ความสันโดษ ความพอใจต่อสิ่งที่ตนมีอยู่มากขึ้น"