#echo banner="" ปัญหาเรื่องการปฏิบัติ/

คลิกเมาส์ที่ใดก็ได้ในเฟรมนี้เพื่อเรียกเมนูด่วน

ปัญหาเรื่องการปฏิบัติ

โพสท์ในลานธรรมเสวนา กระทู้ที่ 006058 - โดยคุณ : ถามหน่อยนะครับ [ 15 ส.ค. 2545]

 

เนื้อความ :

จากกระทู้  6042 ที่ อ.สุรวัฒน์ ได้ตอบไว้นะครับ

>>>หากจิตจะทะยานออกไปยึดกามราคะ ก็ต้องปล่อยให้ยึดไปและไม่พยายามที่จะถอนจิตออกจากการยึด    แล้วให้เราทำความรู้ตัวเข้าไว้ เพื่อจะได้รู้ชัดว่าจิตมีราคะ

ในการทำความรู้ตัว นี้ก็คือ  การมีสติ  ใช่หรือเปล่าครับ   ทีนี้พอมีสติขึ้นมารู้ว่ามีราคะเกิดขึ้น  บางทีมันก็จะดับไปเอง  แต่บางทีมันก็ไม่ดับ ทีนี้ถ้ามันไม่ดับ เราเปลี่ยนเอาสติมารู้การเคลื่อนไหวที่กายแทน  หรือเอามารู้ลมหายใจแทน  อย่างนี้จะเป็นการ การพยายามหน่วงรั้งจิตหรือห้ามการเข้าไปยึดกามราคะของจิตนั้น  หรือเปล่าครับ  แต่ถ้าราคะมีพลังแรงกล้ามากจนไม่สามารถที่จะเอาสติมาอยู่ที่การเคลื่อนไหวทางกาย หรือ ลมหายใจได้แล้ว มันก็เหมือนจะมีการยื้อกันระหว่างกุศล  กับ อกุศล เกิดขึ้นแล้วละครับ ( ในที่นี้คือว่าตัวเองก็ไม่อยากจะทำด้วย  แต่ก็เหมือนมีอีกคนมาคอยบอก ทำเหอะ ๆ จะได้เสร็จ ๆ ไป ) ตอนที่ยื้อกันอยู่นี้คือการพยามยามหน่วงรั้งจิต ใช่ไหมครับ ถ้าไม่ใช่แล้วการพยายามหน่วงรั้งจิต นี่มันเป็นยังไงกันครับ

นี่แหละครับ ถ้าปล่อยให้จิตมาถึงตอนที่ยื้อกันนี้แล้ว  ผมคิดว่าจิตมันก็ไม่เป็นกลางแล้ว ใช่ไหมละครับ  มันก็จะต้องมาถึงทางเลือกแล้ว  ทำ กับ ไม่ทำ  ถ้าทำก็คือเราแพ้ให้กับราคะแล้ว  ซึ่งก็แพ้ให้มันบ่อยมาก   ผมก็เลยอยากจะถามท่าน อ. ครับว่า  ถ้าจิตเราเป็นกลาง  โดยไม่เข้าไปคลุกอยู่กับอารมณ์   คือ  อารมณ์เกิดปั๊บ  สติรู้ปุ๊บ  อารมณ์มันก็จะหายไปในทันที   อย่างนี้คือจิตเป็นกลางใช่ไหม ครับแต่ถ้าจิตไม่เป็นกลาง ก็คือ  มีการยื้อกัน ระหว่าง สติ กับอารมณ์  ก็แล้วแต่ใครจะชนะ  ซึ่งบางทีการยื้อกันอย่างนี้  ก็เกิดเป็นเวลานานเหมือนกัน  ใช่หรือเปล่าครับ

คำถามสุดท้ายครับ

การรู้ตัวนั้น  คือ การที่เรารู้ว่า  เรากำลัง  ยกมือ  ขยี้ตา  หายใจ  กินน้ำ  ขยับคอ  เหยียดแขน - ขา อย่างนี้หรือเปล่า   ส่วนการ  รู้   คือ  การรู้ว่ามีอารมณ์เกิดขึ้นมา   ซึ่งบางทีเราก็ไม่รู้หรอกว่ามันเกิด  อย่างเช่น  ดูหนังตลก  ขำไปแล้ว   เพิ่งจะมารู้สึกตัว  ก็เห็นตัวเองกำลังหัวเราะ ฮ่า ฮ่า ฮ่า อยู่เลย  ซึ่งมันเกิดเร็วมาก ๆ  ๆ ๆ ๆ เร็วกว่าเกิด ราคะ หรือ โทสะซะอีก  หรือแบบบางที  เราก็ไม่รู้เลย  ว่ามีอารมณ์อะไรขึ้นกับจิตบ้าง  เพราะว่ามันเป็นอารมณ์แบบบาง ๆ ไม่แรงแบบ โทสะ หรือ  ราคะ  อย่างนี้มีวิธีการฝึกให้รู้อย่างไงครับ  ( คือรู้สึกตัวแต่ไม่รู้อารมณ์ อย่างนี้อะครับ ) ไม่ทราบว่า อ.จะงง คือ เขียนตามความรู้สึกนะครับ  ยังไงก็ขอความกรุณาด้วยนะครับ

ขอบคุณมาก

จากคุณ : ถามหน่อยนะครับ [ 15 ส.ค. 2545] 

 

ความคิดเห็นที่ 1 : (ต่องแต่ง)

ความรู้ตัว เป็น "สัมปชัญญะ" มิใช่สติครับ

ไม่พึงเปลี่ยนการรู้ของจิตด้วยความจงใจใดๆ เว้นแต่จิตเปลี่ยนการรู้ของจิตไปอารมณ์อื่นๆด้วยมีผัสสะ เพียงแต่ให้ตามรู้อาการของจิตไปเรื่อยๆ

จากคุณ : ต่องแต่ง [ 15 ส.ค. 2545] 

 

ความคิดเห็นที่ 2 : (ลุงสุชาติ)

ท่านเจ้าคุณพระธรรมปิฎกได้กรุณาอธิบายข้อแตกต่างระหว่าง สติสัมปชัญญะ กับ สติปัญญา ไว้ดังนี้สติสัมปชัญญะ หมายถึง การมีสติระลึกรู้เรื่องราว ประสบการณ์ ที่เราได้เคยผ่านมาแล้ว เช่น เมื่อเราจะขึ้นนั่งประจำที่เพื่อเตรียมขับรถ สติสัมปชัญญะจะระลึกรู้ขั้นตอนการขับรถนับตั้งแต่การใส่กุญแจรถ ปลดเกียร์ รัดเข็มขัด ตรวจสอบน้ำมันรถ ไฟสัญญาณบนหน้าที่ต่างๆ สตาร์ทรถ เหยียบเบรก เหยียบคันเร่ง ปล่อยเบรก เมื่อรถเริ่มเคลื่อนที่ มือควบคุมพวงมาลัย ฯลฯ ทุกอย่างที่กล่าวมาข้างต้นล้วนเป็นความรู้ประสบการณ์เกี่ยวเรื่องการขับรถที่เราได้เรียนรู้มาแล้วทั้งสิ้น

สติปัญญา ได้แก่ การคว้าจับเอาเรื่องที่ผ่านเข้ามาทวารทั้งหก มาหยิบยกเป็นประเด็นค้นคิด หาเหตุ หาผล หาคำตอบ เช่น เครื่องยนต์ของรถที่เราขับอยู่ เป็นเครื่องยนต์ใช้ระบบการเผาไหม้เชื้อเพลิงอย่างไร เบนซิน หรือ ดีเซล เครื่องเบนซินมีหลักการทำงานแตกต่างกันอย่างไร หรือ หยิบยกองค์ธรรมที่เรากำลังมีความสนใจศึกษาให้รู้รายละเอียดยิ่งขึ้น เช่น อิทธิบาท ๔ หรือ องค์ธรรมที่นำไปสู่ความสำเร็จที่ประกอบด้วย ฉันทะ วิริยะ จิตตะ วิมังสา ว่า เหตุใดท่านถึงกล่าวไว้เช่นนั้นเป็นต้น ซึ่งเป็นการพัฒนาทางปัญญา ท่านจึงเรียกว่า สติปัญญาทั้งสองกรณีจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องมีสมาธิเป็นพื้นฐาน ผู้ที่ไม่มีสมาธิ มีความฟุ้งซ่านอยู่เสมอ ปัญญาย่อมไม่เกิดขึ้น แทนที่จะได้สติปัญญา กลับได้สัญญาวิปลาสแทน

จากคุณ : ลุงสุชาติ [ 15 ส.ค. 2545] 

 

ความคิดเห็นที่ 3 : (dhamma2001)

ดูจิตเพื่อรู้จิต ถ้าต้องการอยากจะให้ราคะดับก็เป็นตัณหาครับ เรียกว่าผิดความมุ่งหมายของการดูจิตครับ เมื่อจิตรู้ เข้าใจ เขาจะคลายกามราคะไปเองครับ- ผิดถูกประการใดช่วยชี้แนะด้วยนะครับ

จากคุณ : dhamma2001 [ 15 ส.ค. 2545] 

 

ความคิดเห็นที่ 4 : (สี่ปอ )

ไม่ใช่ผู้รู้ค่ะ ยังล้มลุกคลุกคลานตามกิเลสอยู่เลย แต่ขออนุญาตตอบตามความเข้าใจของตัวเองนะคะ ความรู้ตัวต้องประกอบไปทั้งสติและสัมปชัญญะค่ะอ้างอิงจากข้อความ “บางทีมันก็จะดับไปเอง  แต่บางทีมันก็ไม่ดับ “ตรงที่บอกว่า บางทีมันก็ไม่ดับ ขอคาดเดาว่า อาจจะรู้ไม่ทันว่าไม่ดับ เนื่องจากมีการปรุงต่อ เห็นว่าจิตไม่เป็นกลางตั้งแต่ตรงนี้แล้วค่ะ เพราะไปยินร้ายกับราคะและการปรุงที่เกิด จึงทำให้ต้องเปลี่ยนไปดูกาย หรืออย่างอื่นแทน ซึ่งเป็นการแก้ ไม่ใช่เป็นการรู้ตามจริงว่าจิตตอนนั้นมีราคะอยู่ 

ระยะแรก ๆ อาจจะต้องมีการฝืนรู้บ้าง รู้ตามหลังบ้าง  แต่ถ้าเพียรรู้บ่อย ๆ เพียรรู้ไปเรื่อย ๆ ก็จะเห็นพัฒนาการเองค่ะ

จากคุณ : สี่ปอ [ 15 ส.ค. 2545] 

 

ความคิดเห็นที่ 5 : (praves)

ท่านพุทธทาสสอนว่า ผัสสะ -> เวทนา -> ตัณหาความทุกข์จะเกิดขึ้น เมื่อมีผัสสะ และให้เวทนา และให้เกิดตัณหา เมื่อเกิดตัณหา และก็จะมีอุปาทาน เกิด ภพ เกิดชาติ (ถึงตรงนี้ก็ป่วยทางใจแล้ว) 

หลวงพ่อชา สุภัทโท ท่านเปรียบเทียบว่า เหมือนคนตกต้นไม้ ตกรวดเดียวถึงโคนต้นเลย ไม่แยกเป็นตกถึงกิ่งนี้ กิ่งนั้น .. เวลาเกิดความทุกข์ กระแสปฏิจจสมุปบาท นั้นเกิดรวดเดียวในชั่วพริบตา ใจนั้น ทำงานรวดเร็วกว่าช้างกระดิกหู งูแลบลิ้น

การเจริญ สมาธิ-สติ-ปัญญา บ่อยๆ จะทำให้ผู้นั้น ได้รู้เท่าทันความเป็นไปที่จิต จะได้ลดปัญหา (มีปัญหามา ก็เอาจิตอบรมจิต ปัญญาอบรมเจ้าของ)

จากคุณ : praves [ 15 ส.ค. 2545] 

 

ความคิดเห็นที่ 6 : (นิยตะโพธิสัตว์)

ผู้รู้ก็คือสิ่งที่ถูกรู้มันไม่อาจแยกออกจากกันได้ เวลากามราคะเกิด ไม่ใช่ว่ามี “เรา” แยกจาก “กามราคะ” แต่ “เรา” ก็คือ “กามราคะ” นั่นเองเลยทีเดียว ดังนั้นการตั้งป้อมว่า “เรา” จะละ “กามราคะ” จะไม่นำไปสู่สิ่งใดนอกจากความขัดแย้งอันไม่สิ้นสุด ความเป็น “เรา” นี่แหละคือปัญหา ไม่ใช่ “กามราคะ”

กามราคะมันแตกหน่อออกจากความเป็นเรา .”เรา” คืออะไร  .?

กามราคะไม่ใช่สิ่งที่มีอยู่ได้โดยตัวของมันเอง ความเป็นเราก็เช่นกัน ต้องอิงอาศัยสิ่งอื่นเพื่อเกิดขึ้น ตั้งอยู่ เมื่อสิ่งนั้น ๆ ดับไปความเป็นเราก็ย่อมต้องดับไปด้วย จะจัดการกับราคะต้องหารากเหง้าให้เจอ ตราบเท่าที่ยังมีสำนึกแห่งความเป็นเรา จะไม่มีความเป็นกลางใด ๆ ทั้งสิ้น เราอาจบอกว่าเราเป็นกลางอยู่ แต่นั่นเป็นแค่ความคิด เราเป็นผู้คิดเองว่าเราเป็นกลาง ก็แค่ความพยายามที่จะเป็นบางสิ่งที่เรากำหนดขึ้นเองเท่านั้น

ความเป็นกลาง คือสภาพที่ไม่มีสำนึกแห่งความเป็นเราเป็นเขาอยู่เลย หรือ อทวิภาวะนั่นเอง  สติยังเชื่อมโยงอยู่กับความเป็นเรา เพราะเราบอกว่าเราเป็นผู้มีสติอยู่ สติก็คือความคิดหรืออารมณ์ในรูปหนึ่ง  ส่วนสัมปชัญญะเป็นสภาพที่ไม่ถูกกำหนดด้วยสิ่งใด มันเป็นเช่นนั้นเอง เป็นการรู้สักแต่ว่ารู้ ไม่มีผู้เป็นเจ้าของการรู้นั้น ๆ

จากคุณ : นิยตะโพธิสัตว์ [ 15 ส.ค. 2545] 

 

ความคิดเห็นที่ 7 : (กำพล2)

        สา...ธุครับ  ผมประทับใจกับความเห็นของคุณนิยตะโพธิสัตว์ทั้งในกระทู้นี้และกระทู้ที่  6063  ด้วยครับ

ผมขออนุญาตเรียนเพิ่มเติมตามความเข้าใจของเองอย่างนี้ครับว่าการดูจิต  ดูความคิด  ดูอารมณ์นั้นเป็นเรื่องละเอียดอ่อนมาก  ปัญหาและคำถามทั้งหลายมักเกิดจากการที่เราไม่สามารถระลึกรู้ความคิด-อารมณ์นั้นได้อย่างทันท่วงที  หรือเมื่อเข้าไปรู้แล้วออกจากอารมณ์นั้นไม่เป็น (ถูกดูดเข้าไปเป็นเต็มที่) หรือเมื่อรู้แล้วก็ไปทุกข์กับสิ่งที่สติเข้าไประลึกรู้ ผมเองกว่าจะเข้าใจการดูความคิดได้อย่างไม่เจ็บตัวเหมือนทุกวันนี้นั้นผมเข้าใจว่า  เราต้องบ่มเพาะอินทรีย์ของเราให้เข้มแข็งมากระดับหนึ่งก่อน  มีเป็นอินทรีย์คือผู้เป็นใหญ่  ผู้เป็นใหญ่จึงเป็นผู้มีกำลังมาก  นั่นคือหนทางที่จะทำให้มีความรู้สึกตัว(ตัวจิตที่มีศีล  สมาธิ  ปัญญา)ที่เป็นผล  แล้วจึงใช้ผลอันนี้ทำงานต่อไปได้อย่างมีประสิทธิภาพ

อย่างที่เคยกล่าวแล้วว่าตัวกิเลสที่เราพบเห็นกันอยู่มันไม่มีตัวตนอะไร  เมื่อมีเหตุปัจจัยที่เหมาะสมที่เขาจะเกิด  มันก็ต้องเกิด และเขาจะดับไปได้ก็เพราะหมดเหตุหมดปัจจัยที่เขาจะอยู่ได้    ต้นของเหตุเลยก็คืออวิชชา   ดังนั้นถ้าจะดับก็ต้องดับที่เหตุ   คือให้มีวิชชา  วิชชาก็คือความรู้สึกตัว  ที่ได้รับการบ่มเพาะมาอย่างดีแล้ว คือมีความเป็นปกติของจิต   มีความผ่องแผ่ว   ตั้งมั่น   อ่อนนุ่ม  คล่องแคล่ว  ควรแก่การงาน  นี้เป็นคำพูด  ในอารมณ์การปฏิบัติจริงๆ  ต้องเป็นสิ่งต้องสัมผัสเอาว่ามันเป็นอย่างนั้นหรือเปล่า  ที่เรารู้สึกได้คือสภาวะที่สว่าง  โปร่ง เบา  เฉยๆหรือเป็นกลาง ๆ  อยู่   ไม่มีภาษาหรือสมมติใดๆอยู่ในนั้น  ที่ๆนั้นความมีตัวตนจะตั้งอยู่ไม่ได้  เพราะความมีตัวตนเกิดจากอารมณ์สมมติ

เนื่องจากผมไม่มีประสบการณ์ที่เริ่มฝึกก็เป็นการศึกษาลงไปที่จิตเลย   ทำให้การเสนอมุมมองในการแก้ปัญหาของญาติธรรมหลายท่านอาจจะดูไม่เข้ากับแนวทางที่ตัวกำลังทำอยู่   แต่ผมเข้าใจสภาวะ หรือปัญหาของท่านดี   เพราะผมก็เคยอยากหมดกิเลสเร็ว ๆ  เมื่อมีความรู้สึกตัวเล็กน้อย  ก็ว่ากูแน่พอ(ขออภัยถ้าจะทำให้รู้สึกว่าไม่สุภาพ) ก็ไปสนใจความคิด  ผลก็คือความรู้ความเห็นมากมายเกิดขึ้น  และผมก็หลงอยู่ในความรู้อันเป็นเวลาหลายเดือน  อาจจะเกือบปี ทั้งๆที่รู้พยายามกลับมาอยู่กับกายเคลื่อนไหว  แต่กระแสมันแรง  ที่หลุดรอดมาได้ก็เพราะทุกข์นั่นแหล่ะมันฟาดหัวเอาอยู่บ่อยๆ  จึงได้รู้ว่ารู้แบบนั้นมันก็จริงอยู่แต่..มันแก้ทุกข์ภายในจิตในใจของเราไม่ได้   มีแต่รู้สึกตัวเฉยๆ  รู้ปล่อย  ๆ  หรือปล่อยในสิ่งที่ถูกรู้อันนั้นไป  ความเบามันจึงเกิดขึ้นได้จริง ๆ

ผมจึงอยากจะเน้นตรงนี้ให้ดี   แต่ถ้าหากว่าเราต้องการใช้การดูจิต  ดูความคิดเป็น การฝึกก็ได้เหมือนกันครับ    ให้ถือว่าเป็นการฝึกคือไม่คะแนน  ไม่มีการวัดผล  ไม่มีหน่วยกิต(คือไม่ต้องคาดหวังใดนั่นแหล่ะครับ)  เราก็จะค่อย ๆ เรียนรู้ปรากฏการณ์ทางใจไปเรื่อย ๆ    ปัญหาต่างต่างๆที่เกิดขึ้น  แม้แต่คำถามถ้าจะว่าตรง ๆ แล้วละก็  ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้นก็รู้สึกมันตรง ๆ นั่นแหล่ะครับ   มีคำถามจะถาม  ก็รู้ตรงๆลงไปที่คำถามเลย  แล้วคำถามก็จะหายไปเอง  มันสงสัยวูบวาบ ๆ อยู่ก็รู้ลงไปตรง ๆ นั่นเลย ความสงสัยก็จะหายไป   ที่มันหายไม่ใช่เราเก่งนะครับ  หรือเพราะความเก่งของความรู้สึกตัว  แต่เป็นเพราะความไม่รู้มันดับไป  เหตุที่ทำให้ความสงสัยมันหมดนั่นเอง   ก็เรียนแค่นี้แหล่ะครับ (อาจจะดูยาวไปหน่อย  แต่ก็เพื่อความเข้าใจที่ตรงกันครับ)

จากคุณ : กำพล2 [ 16 ส.ค. 2545] 

 

ความคิดเห็นที่ 8 : (ถามหน่อยนะครับ)

คุณกำพล 2 ครับ

ที่คุณกำพล  ไปสนใจความคิด แล้วความรู้ความเห็นมากมายเกิดขึ้น  นี่สนใจยังไงหรือครับ   อยากให้ช่วยขยายความซักนิดนะครับ

ความคิดที่ว่า นี้ใช่เป็นความคิดธรรมดา ๆ อย่างเช่น  ก่อนเที่ยงเราก็นั่งนึกว่าเราจะกินข้าวอะไรดี  กินที่ไหนดี  กินกับใคร อย่างนี้เป็นต้น  

คุณ  สี่ปอ ครับ

คือว่า ที่ผมบอว่ามันไม่ดับนะครับ ไม่ใช่มันไม่ดับนะครับ  เพียงแต่ว่า  มันเกิดขึ้นบ่อย และถี่มาก จนเหมือนว่ามันไม่ดับไปนะครับ  (จะเป็นบ่อยตอนเช้าที่จะต้องตื่นไปทำงาน ) อย่างเช่นใน 1 ชั่วโมงตั้งแต่รู้สึกตัวตอนเช้าเลย พอมันมีเรื่องราวในหัวที่ทำให้เกิดราคะ อย่างนึกถึงแฟนขึ้นมา หรือ ญ คนอื่น  ก็เริ่มรู้สึกแล้วว่ามันเริ่มมีมาแล้วเจ้าราคะเนี่ย  พอเริ่มรู้สึกมามันมาแล้ว ผมก็มาดูลมหายใจ  ซักไม่นาน เจ้าตัวเดิมมันก็กลับมาอีกแหละ  พอผมเริ่มรู้สึกว่ามันมาอีกแล้ว  ก็ดูลมหายใจ มันก็ยื้อกันอยู่อย่างนี้นะครับ  ก็เลยไม่รู้ว่ามันใช่หรือเปล่า กับการที่เราไปบังคับมันนะครับ

คือผมก็เพิ่งเริ่มหัดทำดูนะครับ  ได้ประมาณ 4 เดือนนี่เอง เพราะนั่งสมาธินาน ๆ มันเมื่อยขา  ก็เลยเปลี่ยนมาดูลมหายใจเข้าออกแทน จากนั้นก็เริ่มมาทำความรู้สึกตัวกับการเคลื่อนไหวทางกาย  ไม่ว่าจะเป็นการขยับแขน  ขา  เอี้ยวตัว   พลิกตัว  โดยที่ไม่เคยศึกษาอะไรมาก่อนเลย  ไม่เคยไปวัดที่ไหน  เรียกว่าฝึกไปตามมี  ตามเกิด  แล้วช่วงนี้มันก็มีอะไรแปลก ๆ อะครับ จากเมื่อก่อนเป็นคนชอบพูดเล่น  เดี๋ยวนี้จะพูดเล่นซักหน่อยนะครับ  อ้าปากจะพูดอยู่แล้ว เหมือนมีพรายมากระซิบข้าง ๆ หู ว่าผิดศีล  ผมเลยหยุดเลย  นอกเสียจากบางทีมันพรายจะกระซิบไม่ทันนั่นแหละครับ  ถึงได้พูดออกไป  พอมาได้อ่านกระทู้เก่า ๆ ในนี้  เห็นคำว่า  ดูจิตด้วยใจเป็นกลาง โดยที่ไม่ต้องไปบังคับ  ไปฝืน  ไปห้าม  มันจะเป็นไปได้ยังไง  เพราะมันมีกรอบของมันอยู่แล้วที่จะคอยห้าม   อย่างเช่น ศีล  สามัญสำนึก  เป็นต้นนะครับ   เอาแบบง่าย ๆ  อย่างเช่น  เราหิวข้าว  อยากกินข้าวหน้าเป็ด  ซึ่งอันนี้ไม่ใช่เรื่องที่ผิด  กินได้  แต่ถ้าเป็นเรื่องที่ผิดอย่างเช่น  อยากฆ่าคนอย่างนี้มันทำไม่ได้  มันเป็นเรื่องที่ผิด  อย่างนี้มันก็จะต้องเกิดการ สู้กันเองแล้วซิครับ  อย่างนี้ถ้าเราไม่ทำเท่ากับว่า  เราไปบังคับจิตหรือเปล่าครับ

ขอขอบคุณในทุก ๆ คำตอบเลยครับ

จากคุณ : ถามหน่อยนะครับ [ 16 ส.ค. 2545] 

 

ความคิดเห็นที่ 9 : (สุรวัฒน์)

การทำความรู้ตัวในขณะที่รู้ว่ามีกามราคะนั้น ก็คือการให้รู้กามราคะด้วยสติ+สัมปชัญญะความรู้ตัวจึงหมายถึง สัมปชัญญะการรู้ตัวนั้น ไม่ได้จำเพาะเจาะจงว่าจะเกิดขึ้นได้เฉพาะตอนที่รู้อิริยาบถต่างๆเช่นยกมือ ขยี้ตา หายใจ กินน้ำ ขยับคอ เหยียดแขน - ขา ฯลฯแต่จะเกิดขึ้นได้ในทุกๆการรู้ทางตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจการฝึกเจริญสติสัมปชัญญะจึงต้องฝึกกันในทุกๆการรับรู้อารมณ์แต่ในระยะเริ่มแรกเราจะรู้ได้เฉพาะอารมณ์หยาบๆ หรือแรงๆเช่นอารมณ์โกรธ การเคลื่อนไหวร่างกายจนเมื่อฝึกไปเรื่อยๆ สติสัมปชัญญะก็จะทำงานได้ดีขึ้นจนสามารถที่จะรู้อารมณ์ละเอียดหรืออารมณ์ที่เบาบางได้เองสำหรับวิธีการฝึกก็คงต้องใช้ สติปัฏฐาน 4 เป็นแนวทาง แต่จะใช้รูปแบบใดก็แล้วแต่จะถนัดอาจใช้การทำจังหวะแบบหลวงพ่อเทียน การเดินจงกรม ฯลฯ หรือจะรู้ลงไปที่จิตเลยก็ได้ครับ

เมื่อเห็นว่ากามราคะไม่ดับแล้วพยายามเปลี่ยนมารู้การเคลื่อนไหวที่กายแทนจะเป็นการหน่วงรั้งจิตให้ออกจากกามราคะ ซึ่งไม่ควรกระทำในการเจริญสติสัมปชัญญะครับอันที่จริงการที่เห็นว่าบางครั้งกามราคะดับเมื่อถูกรู้ บางครั้งกามราคะไม่ดับเมื่อถูกรู้หากเฉลียวใจนิดเดียว ก็จะเป็นการเห็นความเป็นอนัตตาของกามราคะที่เราไม่อาจควบคุมบังคับให้เกิดหรือดับไปได้หากเห็นอนัตตาตรงนี้ก็จะช่วยให้เราหยุดดิ้นรนเพื่อให้จิตถอนออกจากกามราคะได้

การหน่วงรั้งให้จิตออกมาจากกามราคะด้วยการดึงจิตมารู้การเคลื่อนไหวที่กายมักเป็นเพราะเราเกิดความไม่พอใจหรือเกิดความไม่เป็นกลางต่อกามราคะที่เกิดขึ้นจึงพยายามที่จะหาอารมณ์อื่นที่เราเห็นว่าเป็นอารมณ์ที่ดีมารู้แทนตรงนี้จะเป็นการกระทำที่ต่อต้านกับความเป็นอนัตตาของจิต(เราจะควบคุมบังคับจิตให้เป็นไปตามที่เราต้องการไม่ได้)ดังนั้นหากจิตเขายังยินดีพอใจที่จะรู้อยู่กับกามราคะมากกว่าเขาก็จะไม่ยอมเปลี่ยนมาอยู่กับการรู้การเคลื่อนไหวของกายง่ายๆจึงเกิดเป็นการยื้อแย่งกันไปมาระหว่างรู้กามราคะกับรู้การเคลื่อนไหวร่างกาย

เมื่อเห็นกามราคะด้วยความรู้ตัวได้แล้วกามราคะที่เห็นจะดับไปหรือไม่นั้น ขึ้นอยู่กับเหตุปัจจัยที่ทำให้เกิดกามราคะว่าหมดไปหรือไม่ไม่ได้ขึ้นอยู่กับว่าจิตเราเป็นกลางหรือไม่หรอกครับ

จากคุณ : สุรวัฒน์ [ 16 ส.ค. 2545] 

 

ความคิดเห็นที่ 12 : (ถามหน่อยนะครับ)

>> หากเห็นอนัตตาตรงนี้ก็จะช่วยให้เราหยุดดิ้นรนเพื่อให้จิตถอนออกจากกามราคะได้ <<

ขอบคุณมากครับ  ประโยคนี้ทำให้ผมเข้าใจว่า  เราจะไปบังคับมันไม่ได้  ต้องให้มันเสพอารมณ์จนเต็ม หรือ เบื่อ ซะก่อน   จิตมันถึงถอนตัวออกมาเอง  โดยปกติอารมณ์ต่าง ๆ ที่ถูก  รู้   มันจะดับลงไป   นอกจากอารมณ์พิเศษที่แรง ๆ  รู้แล้วก็ไม่ดับ   อย่างนี้แล้วพฤติกรรมทางกายละครับ จะทำยังไง  เพราะอารมณ์อย่าง ราคะ  หรือ  โทสะ  มันมีส่วนสัมพันธ์กับกาย  อย่าง เกิดโทสะ  ก็มีการตะคอก  ดุด่า  เกิดขึ้น ถ้าเป็นราคะ  อาจจะมีการเข้าห้องน้ำทำร้ายตัวเอง  ควรจะทำหรือไม่  ( ในกรณีที่มันไม่ดับจริง ๆ  ถึงรู้ว่ามันเป็นอนัตตามันก็ไม่ดับนะครับ )

จากคุณ : ถามหน่อยนะครับ [ 16 ส.ค. 2545]