#echo banner=" มหาสุตโสมชาดก 02

คลิกเมาส์ที่ใดก็ได้ในเฟรมนี้เพื่อเรียกเมนูด่วน

มหาสุตโสมชาดก ๐๒

พระเจ้าสุตโสมเว้นบาปเพราะฟังธรรมของกาฬหัตถี

กาฬหัตถีเสนาบดีนำเอาเหตุนี้นี้มาแสดงแก่พระราชาแล้ว กราบทูลว่าข้าแต่มหาราชเจ้า ถ้าพระองค์ไม่ทรงกระทำตามถ้อยคำของพวกข้าพระองค์ พวกชาวเมืองก็จะกระทำการเนรเทศพระองค์เสียเป็นแน่

แม้กาฬหัตถีเสนาบดีได้นำเอาเรื่องอุปมาต่าง ๆ มาเล่าถวายอย่างนี้พระราชาก็ไม่อาจจะอดเนื้อนั้นได้ ตรัสแสดงตัวอย่างเรื่องอื่นอีกต่อไปโดยเล่าว่า

เรื่องมีว่า ในอดีตกาล เศรษฐีชื่อว่าสุชาต ในพระนครพาราณสี เห็นฤๅษี ๕๐๐ ตนมาจากป่าหิมพานต์ เพื่อต้องการจะได้ฉันรสเค็มและเปรี้ยว เขานิมนต์ฤๅษีเหล่านั้นให้อยู่ในสวนของตน ทำการอุปัฏฐากทะนุบำรุงอย่างดี ในเรือนของเศรษฐีนั้นได้จัดภิกษา ๕๐๐ ไว้เป็นนิตย์ แต่ดาบสเหล่านั้น บางคราวก็ไปเที่ยวหาอาหารในป่าหิมพานต์ นำชิ้นชมพู่ใหญ่ในป่านั้นมาฉันเสียบ้าง เวลาที่ดาบสเหล่านั้นหายไปเพื่อนำชิ้นชมพู่มาฉัน สุชาตคิดว่า พระผู้เป็นเจ้าทั้งหลายไม่มา ๓-๔ วันเข้าวันนี้ ท่านไปไหนหนอ

สุชาตคิดว่า ท่านไม่มาด้วยเหตุไรหนอ ถ้าท่านไปไหน เราจักทราบ ถ้าท่านไม่ได้ไป เราจะได้ฟังธรรมในสำนักของท่าน แล้วไปสู่สวน ไหว้เท้าของฤๅษีทั้งหลายแล้ว นั่งฟังธรรมอยู่ในสำนักของเจ้าคณะ เมื่อพระอาทิตย์อัสดงคตแล้ว ท่านเจ้าคณะบอกให้กลับ สุชาตจึงกล่าวว่า วันนี้ข้าพเจ้าจักพักแรมอยู่ในสวนนี้ ไหว้พวกฤๅษีแล้วเข้าไปยังบรรณศาลานอนพักอยู่ ครั้ตกเวลากลางคืน ท้าวสักกเทวราชมีหมู่นางอัปสรแวดล้อมแล้ว เสด็จมาไหว้พวกฤๅษีพร้อมด้วยนางฟ้าผู้เป็นบริจาริกาของตน ทำให้อารามสว่างไสวไปด้วยแสงรัศมีของพระองค์ สุชาตคิดว่า นั่นแสงอะไรหนอ จึงลุกขึ้นมองดูทางช่องบรรณศาลา มองเห็นท้าวสักกะพร้อมนางเทพอัปสรมาไหว้พวกฤๅษี ท้าวสักกะประทับนั่งสดับธรรมกถาแล้ว เสด็จกลับยังพิภพของพระองค์ ส่วนกุฏุมพี ครั้นวันรุ่งขึ้นไหว้พวกฤๅษีแล้วถามว่า ผู้ที่มาไหว้ท่านทั้งหลายเมื่อคืนนี้เป็นใครขอรับ พวกฤๅษีตอบว่า นั่นแหละพระอินทร์ละ เขาถามต่อไปว่า ผู้ที่นั่งแวดล้อมพระอินทร์อยู่นั่นเป็นอะไร.ตอบว่า นั่นแหละนางเทพอัปสร เขาไหว้พวกฤๅษีแล้วกลับไปบ้าน ตั้งแต่เวลาที่เขาไปถึงบ้านแล้ว ก็พูดเพ้ออยู่ว่า ท่านจงให้นางอัปสรแก่เรา ท่านจงให้นางอัปสรแก่เราเถิด

ลำดับนั้น พวกญาติจึงห้อมล้อมเขา สำคัญว่า ถูกผีเข้าสิงดังนี้ จึงดีดนิ้วมือ กุฏมพีนั้นกล่าวว่า เรามิได้พูดถึงอัปสรนี้ แต่เราพูดถึงเทพอัปสร พวกญาติเหล่านั้นจึงแต่งตัวภรรยา และหญิงแพศยาพามาแสดงว่า นี้ไงนางอัปสร เขาแลดูแล้วพูดว่า นี่ไม่ใช่นางอัปสร นี่เป็นนางยักษิณี แล้วบ่นเพ้อต่อไปว่า จงให้นางเทพอัปสรแก่เรา อดอาหารถึงความสิ้นชีวิตในเรือนของตนนั่นเอง

พระราชาตรัสว่า สุชาตนั้นเมื่อไม่ได้กามอันเป็นทิพย์ก็ละชีวิตไปแล้วฉันใด แม้ตัวเราก็ฉันนั้น เมื่อไม่ได้เนื้อมนุษย์ซึ่งมีรสอันสูงสุด ก็จักละชีวิตเหมือนกันฉันนั้นแล.

ท่านกาฬหัตถีได้สดับดังนั้น จึงคิดว่า พระราชาพระองค์นี้ ทรงติดอยู่ในรสเนื้อมนุษย์อย่างมากมาย เราจะทูลเตือนให้พระองค์ทรงรู้สึก เมื่อจะแสดงเรื่องเปรียบเทียบว่าแม้สุพรรณหงส์ เที่ยวบินไปทางอากาศ กินเนื้อสัตว์ชาติเดียวกันกับตนก็พินาศมาแล้วเหมือนกัน แล้วเล่าว่า

มีเรื่องเล่าไว้ว่า ได้ยินว่า ในอดีตกาล หงส์เก้าหมื่นตัวกินข้าวสาลีอยู่ในสุวรรณคูหา เขาจิตตกูฏ หงส์เหล่านั้น ไม่ยอมออกนอกถ้ำตลอด ๔ เดือนในฤดูฝน ถ้าออกไปปีกจะเต็มด้วยน้ำไม่อาจจะบินขึ้นได้ ต้องตกลงในมหาสมุทรแน่ เพราะฉะนั้น จึงไม่ยอมออกนอกถ้ำ

เมื่อจะถึงฤดูฝน นำข้าวสาลีที่เกิดเองตามธรรมชาติ มาจากชาตสระจนเต็มถ้ำ กินข้าวสาลีนั้นอยู่ด้วยกัน และในเวลาที่หงส์เหล่านั้นเข้าไปถ้ำแล้ว แมลงมุมตัวหนึ่งตัวมันเท่ากับล้อรถ ขึงใยไว้ที่ประตูถ้ำเดือนละเส้น ๆ ใยของมันเส้นหนึ่ง ๆ เท่าเชือกผูกโค พวกหงส์จึงคิดจะทำลายใยแมลงมุมนั้น ให้อาหารแก่หงส์หนุ่มตัวหนึ่งสองส่วน หงส์หนุ่มตัวนั้น เมื่อสิ้นฤดูฝนจึงออกนำหน้าทำลายใยนั้นออกไป หงส์นอกนั้นก็เดินตามไปทางนั้น

ครั้งสมัยหนึ่ง ฤดูฝนล่าไปถึง ๕ เดือน หงส์เหล่านั้นก็หมดอาหาร ปรึกษากันว่า จะทำอย่างไรหนอ ตกลงกันว่า เมื่อเราทั้งหลายยังมีชีวิตอยู่ จักได้ไข่ แล้วจึงกินไข่เสียก่อน แล้วกินลูกหงส์ กินหงส์แก่เป็นลำดับมา เมื่อฤดูฝนนานถึง ๕ เดือน แมลงมุมก็ขึงใยได้ ๕ เส้น พวกหงส์กินเนื้อพวกเดียวกันเป็นสัตว์มีกำลังน้อย หงส์หนุ่มที่ได้อาหารสองส่วน ตีใยแมลงมุมขาดได้เพียง ๔ เส้น ตีเส้นที่ ๕ ไม่ขาด ติดอยู่ตรงนั้นเอง ถูกแมลงมุมเจาะศีรษะดื่มเลือดกินจนหมด เขากล่าวกันว่า หงส์ตระกูลธตรฐสูญในคราวนั้น

ท่านกาฬหัตถีเสนาบดี จึงกล่าวว่า หงส์เหล่านั้นกินเนื้อของสัตว์ชาติเดียวกันซึ่งไม่ควรจะบริโภค ฉันใด แม้พระองค์ก็บริโภคเนื้อที่ไม่สมควรบริโภคฉันนั้นเหมือนกัน ในขณะนี้พระนครทั้งสิ้นเกิดภัยขึ้นแล้ว ข้าแต่มหาราชเจ้า ขอพระองค์จงงดเว้นเสียเถิด เพราะเหตุที่พระองค์ เสวยเนื้อมนุษย์ชาติเดียวกันซึ่งมิใช่เป็นอาหารที่ควรจะบริโภค เพราะฉะนั้น ชาวเมืองเหล่านี้จักพากันเนรเทศพระองค์เสียจากแว่นแคว้น.

แม้พระราชาก็ทรงมีพระประสงค์ จะทรงนำเรื่องอื่นมาเปรียบเทียบอีก แต่ชาวเมืองลุกขึ้นร้องว่า ท่านเสนาบดีทำอะไร จะเอาโจรกินเนื้อมนุษย์ไว้ทำไม ถ้าเธอจักไม่ยอมอด จงเนรเทศเธอเสียจากแคว้นก็แล้วกัน ไม่ให้ตรัสได้ต่อไป พระราชาได้ทรงสดับถ้อยคำของคนหมู่มาก ตกพระทัยไม่อาจจะตรัสอะไรต่อไปได้

ท่านเสนาบดีกราบทูลต่อไปอีกว่า ข้าแต่มหาราชเจ้าพระองค์อาจงดได้หรือไม่ เมื่อพระราชาตรัสตอบว่า ไม่อาจ จึงจัดพระสนมกำนัลในทุกหมู่เหล่า ทั้งพระโอรสพระธิดา ล้วนประดับประดาด้วยเครื่องอลังการ ให้มาเฝ้าอยู่พร้อมพรั่งข้างพระองค์ กราบทูลว่า ข้าแต่มหาราชเจ้าขอพระองค์จงทอดพระเนตรพระญาติพระวงศ์หมู่อำมาตย์และสิริราชสมบัตินี้พระองค์อย่าได้ทรงพินาศ ต้องพลัดพรากจากสิ่งเหล่านี้ จงงดจากการเสวยเนื้อมนุษย์เสียเถิด

พระราชาตรัสว่า คนและสมบัติเหล่านี้ มิได้เป็นที่รักของเรายิ่งไปกว่าเนื้อมนุษย์ เมื่อเสนาบดีกราบทูลว่า ถ้าเช่นนั้นพระองค์ต้องเสด็จออกจากพระนครและแคว้นนี้ จึงตรัสว่า ท่านกาฬหัตถีเสนาบดี เราไม่มีความประสงค์ในราชสมบัติของ เรายอมออกจากพระนคร แต่จงให้ดาบเล่มหนึ่งคนทำกับข้าวคนหนึ่ง ภาชนะใบหนึ่งแก่เรา

ครั้งนั้น ชาวพระนคร ให้ยกดาบเล่มหนึ่ง ภาชนะที่สำหรับทำเนื้อมนุษย์ให้สุกใบหนึ่ง กระเช้าและคนทำเครื่องต้นนั้นมาถวายพระราชานั้น แล้วกระทำการเนรเทศพระองค์เสียจากแคว้น เธอถือดาบพาคนทำเครื่องต้นออกจากพระนครเข้าป่า ทำที่อยู่ที่ใต้ต้นไทรแห่งหนึ่งอยู่ในที่นั้น ได้ไปดักอยู่ที่ทางดง ฆ่าคนไปมาแล้วนำมาให้คนทำเครื่องต้น คนทำเครื่องต้นนั้นได้ทำเนื้อสุกแล้ว ถวายพระราชาเป็นอยู่อย่างนี้ทั้งสองคน

เมื่อเธอร้องว่า เราเป็นโจรกินคนชื่อโปริสาท แล้ววิ่งไป ใคร ๆไม่อาจดำรงอยู่โดยสภาพของตนได้ ล้มลง ณ ภาคพื้นทั้งหมด แล้วเธอคนหนึ่งหิ้วเอาหัวห้อยลง นำมาให้แก่คนทำเครื่องต้น

ในวันหนึ่งไม่ได้เนื้อกลับมา เมื่อคนทำเครื่องต้นทูลถามว่า จะทำอย่างไร พระเจ้าข้า ก็ตรัสว่า ยกหม้อขึ้นตั้งบนเตาเถิด คนทำเครื่องต้นถามว่า เนื้อที่ไหนพระเจ้าข้า ตรัสตอบว่า เราต้องได้เนื้อ คนทำเครื่องต้นตัวสั่นด้วยมั่นใจว่า ชีวิตของเราคงไม่รอดเป็นแน่ ถวายบังคมพระราชาแล้วร้องไห้ พลางก่อไฟยกหม้อขึ้นตั้งบนเตา ครั้งนั้นพระเจ้าโปริสาทจึงประหารเครื่องต้นนั้นด้วยดาบ ฆ่าให้ตายแล้วจัดทำเนื้อให้สุกดีด้วยพระองค์เอง เสร็จแล้วก็เสวย ตั้งแต่นั้นมาก็อยู่เพียงพระองค์เดียว ได้มนุษย์ใด ๆ มาต้องทำกินเอง เรื่องพระเจ้าโปริสาทดักทางมนุษย์ ได้กระฉ่อนเลื่องลือไปทั่วชมพูทวีปแล้วแล

ครั้งนั้น พราหมณ์คนหนึ่งมีสมบัติมากมาย ประกอบค้าด้วยเกวียน ๕๐๐ เล่ม เดินทางจากต้นดงถึงปลายดงเสมอ เขาได้ยินว่า เขาเล่าลือกันว่า โจรโปริสาทฆ่ามนุษย์ผู้เดินทางข้ามดงเสียเป็นอันมาก เราจักจ้างคนให้นำข้ามดงนั้น แล้วว่าจ้างพวกชาวปากดงด้วยทรัพย์พันหนึ่ง เพื่อช่วยนำให้เดินพ้นดงไป แล้วจึงเดินทางไปกับคนพวกนั้น ให้พวกเกวียนไปข้างหน้าทั้งหมด ส่วนตัวเองอาบน้ำลูบไล้เป็นอย่างดีแล้วก็ประดับประดาด้วยเครื่องอลังการทั้งปวง นั่งบนยานน้อยที่สบายเทียมด้วยโคเผือก มีพวกนำข้ามดงแวดล้อมไปข้างหลังเขาทั้งหมด

ขณะนั้นเจ้าโปริสาทขึ้นบนต้นไม้มองดู ไม่พอใจในคนอื่นๆ ด้วยคิดว่า เราจะกินพวกเขาเหล่านี้ทำไมกัน พอเห็นพราหมณ์ก็อยากกินจนน้ำลายไหล เมื่อพราหมณ์นั้นเข้ามาใกล้ จึงลงจากต้นไม้ประกาศชื่อว่า เฮ้ยกูนี่แหละคือโจรโปริสาท ๓ ครั้งแล้วก็วิ่งแกว่งดาบเข้าไป เหล่าบริวารทั้งหลายของพราหมณ์นั้นไม่มีใครสักคนเดียวที่สามารถจะยืนอยู่ได้ หมอบลงราบกับพื้นดินทั้งหมด เจ้าโปริสาทจับพราหมณ์ผู้นั่งบนยานนั้นแล้วแบกไป พวกรับจ้างนำทางเมื่อลุกขึ้นได้ จึงกล่าวว่า ในเมื่อพวกเรารับเอาค่าจ้างมาแล้ว จะทำได้หรือทำไม่ได้เราก็ลองช่วยกันติดตามดูหน่อยเถิด ว่าแล้วก็พากันติดตามไป

ส่วนเจ้าโปริสาทเมื่อกลับเหลียวหลังดูไม่พบใคร ๆ จึงค่อยเดินไป ขณะนั้น บุรุษผู้รับจ้างนำทางผู้แข็งแรงกล้าหาญคนหนึ่ง วิ่งตามไปทันเจ้าโปริสาท เจ้าโปริสาทเห็นบุรุษนั้น จึงกระโดดข้ามรั้วแห่งหนึ่ง เผอิญเท้ากระแทกกับตอตะเคียน ถูกตอตะเคียนแทงทะลุหลังเท้า เลือดไหลฉูดเดินเขยกไป ครั้นบุรุษนั้นเห็นเจ้าโปริสาทมีอาการเช่นนั้น จึงร้องว่า มันถูกเราแทงแล้วโว้ย พวกเราจงตามมาเร็ว ๆ เถิดจับมันให้ได้ คนเหล่านั้นรู้ว่า เจ้าโปริสาทได้รับบาดเจ็บจึงติดตามไปพร้อมกัน เจ้าโปริสาทก็รู้ว่า พวกเขากำลังติดตามมา จึงปล่อยพราหมณ์เอาตัวรอดไป

พวกคนรับอาสานำทางเมื่อได้พราหมณ์มาแล้ว จึงพากันกลับไป ส่วนเจ้าโปริสาท พอไปถึงโคนต้นไทรของตนแล้ว เข้านอนอยู่ภายในบริเวณนั้น ได้ทำพิธีบวงสรวงต้นไทรว่า ข้าแต่เจ้ารุกขเทวดา ถ้าท่านสามารถทำแผลของข้าพเจ้า ให้หายได้ภายใน ๗ วันนี้ ข้าพเจ้าจักล้างลำต้นของท่านด้วยเลือดในลำคอของกษัตริย์ ๑๐๑ พระองค์ในชมพูทวีปทั้งหมด จักล้อมวงลำต้นของท่านด้วยลำไส้ของกษัตริย์เหล่านั้น จักกระทำพลีกรรมด้วยเนื้อมีรส ๕ แต่เพราะเมื่อเขาไม่ได้อาหารและน้ำหลายวัน ร่างกายซูบซีดลง แผลได้หายภายใน ๗ วันนั้นเอง เขาจึงคิดไปเองว่า เป็นด้วยอานุภาพของเทวดาผู้รักษาต้นไทรนั้น ครั้นเมื่อเจ้าโปริสาทได้กินเนื้อมนุษย์ ๒-๓ วัน ได้มีกำลังดีแล้ว จึงคิดอย่างนี้ว่าเทวดามีอุปการะแก่เรามากมาย เราจักแก้บนแก่ท่าน แล้วถือดาบออกจากโคนต้นไม้ ด้วยคิดว่า จักนำพระราชามาทำพลีแก้บนให้ได้.

ครั้งนั้น ยักษ์ผู้เป็นสหายกินเนื้อด้วยกัน เมื่อครั้งที่เจ้าโปริสาทเคยเป็นยักษ์ในภพก่อน เที่ยวอยู่ตามถิ่นนั้น พบเจ้าโปริสาทก็จำได้ว่าเป็นสหายของตนในภพอดีต จึงถามว่า จำเราได้ไหมเพื่อน เจ้าโปริสาทตอบว่า จำไม่ได้ ยักษ์นั้นจึงได้เล่าเรื่องเหตุการณ์ที่ได้เคยร่วมกันมาเมื่อครั้งที่เจ้าโปริสาทเป็นยักษ์เมื่อภพก่อน ให้เจ้าโปริสาทฟัง เจ้าโปริสาทจึงจำยักษ์นั้นได้ แล้วกระทำการต้อนรับ ยักษ์ถามว่า ท่านเกิดที่ไหน เจ้าโปริสาทได้แจ้งสถานที่ที่ตนเกิดแล้ว และเหตุการณ์ที่ต้องถูกเนรเทศจากแคว้นและสถานที่ที่อยู่ในบัดนี้ รวมทั้งเหตุที่ถูกตอไม้แทงแล้ว และเหตุที่จะไปแก้บนแก่เทวดา ให้ทราบทุกประการ แล้วกล่าวว่า นี่เป็นหน้าที่ของเรา ท่านต้องช่วยด้วยนะ เราทั้งสองไปด้วยกันเถิดเพื่อน ยักษ์ตอบว่า เพื่อนเอ๋ย เรายังไปร่วมด้วยไม่ได้ เพราะเรายังมีกิจอย่างหนึ่งอยู่ แต่เรารู้มนต์ชื่อปทลักขณะ หาค่ามิได้ มนต์นั้นทำให้มีกำลัง ให้วิ่งได้เร็ว และมีเดชสูง เธอจงเรียนมนต์นี้ไปเถิด

เมื่อเจ้าโปริสาทรับคำแล้ว ยักษ์จึงสอนมนต์นั้นแก่เจ้าโปริสาทแล้วหลีกไปทำธุระของตน เจ้าโปริสาทตั้งแต่ได้มนต์แล้วก็วิ่งได้เร็วเหมือนลมพัด กล้าหาญมาก มีกำลังและความพยายามมาก เมื่อได้พบพระราชา ๑๐๑ พระองค์ซึ่งกำลังเสด็จประพาสพระราชอุทยานเป็นต้น ก็วิ่งไปด้วยกำลังดุจลม ประกาศนามแล้วคำรามบันลือลั่น ให้กษัตริย์เหล่านั้นตกพระทัยแล้ว จับพระบาทยกขึ้นให้มีเศียรห้อยลงต่ำ นำไปด้วยกำลังดุจลม เจาะรูที่ฝ่าพระหัตถ์ของกษัตริย์เหล่านั้นแล้วร้อยด้วยเชือกผูกแขวนไว้ที่ต้นไทร จับได้หมด ๑๐๑ องค์ภายใน ๗ วันนั้นเอง

พระราชาเหล่านั้นทั้งหมด ถูกแขวนอยู่ ปลายนิ้วพระบาทเรื่ยพื้น ห้อยกวัดแกว่งอยู่ดุจพวงดอกหงอนไก่ ที่เหี่ยวในเมื่อลมพัดต้องอยู่ ดูช่างน่าสังเวชนัก ส่วนพระเจ้าสุตโสมนั้น เจ้าโปริสาทมิได้จับไปเพราะเห็นว่าเป็นพระอาจารย์ในหนหลังของตน และเกรงว่าถ้าขืนจับพระเจ้าสุตโสมไป ชมพูทวีปก็จักว่างเปล่าจากกษัตริย์

เจ้าโปริสาทก็เริ่มทำพลีกรรม ก่อไฟขึ้นแล้วนั่งถากหลาวอยู่ รุกขเทวดาประจำต้นไทรเห็นดังนั้นก็คิดว่า เจ้าโปริสาทกำลังทำพลีกรรมแก่เรา การรักษาแผลของเขาแม้สักหน่อยหนึ่ง เราก็มิได้กระทำให้ บัดนี้ เขาจะทำความพินาศอย่างยิ่งใหญ่แก่พระราชาเหล่านี้ เราจะทำอย่างไรดีหนอ ครั้นเห็นว่าตนไม่อาจจะห้ามเจ้าโปริสาทได้ จึงไปยังสำนักท้าวมหาราชทั้ง ๔ เล่าความนั้นให้ฟังแล้วกล่าวว่า ขอท่านทั้งหลายจงช่วยห้ามเขาด้วย เมื่อท้าวมหาราชตอบว่า แม้พวกเราก็ไม่อาจจะห้ามเขาได้ จึงเข้าไปเฝ้าท้าวสักกเทวราช ทูลเล่าความนั้นให้ทรงทราบแล้ว กราบทูลว่า ขอพระองค์ได้โปรดห้ามเขาด้วย แม้ท้าวสักกเทวราชก็ตรัสว่า เราก็ไม่อาจจะห้ามเขาได้ แต่เราจะออกอุบายอย่างหนึ่งให้ เมื่อรุกขเทวดานั้นทูลถามว่า อุบายนั้นเป็นอย่างไร ท้าวสักกเทวราชตรัสว่า คนอื่นในโลกทั้งเทวดาที่จะเสมอเหมือนไม่มี ผู้นั้นคือราชโอรสของพระเจ้าโกรัพยะ ในพระนครอินทปัต แคว้นกุรุ พระนามว่าสุตโสม จะทรมานเจ้าโปริสาทนั้นให้หายพยศได้ และจักพระราชทานชีวิตแก่พระราชาทั้งหลายด้วย ทั้งจักให้เจ้าโปริสาทนั้นงดจากการกินเนื้อมนุษย์ได้ด้วย

ถ้าท่านใคร่จะช่วยชีวิตพระราชาทั้งหลายนั้น ท่านจงกล่าวกะเจ้าโปริสาทว่า การทำพลีกรรมนั้นต้องนำพระเจ้าสุตโสมมาด้วย รุกขเทวดารับเทวบัญชาแล้ว จึงรีบมาแปลงเพศเป็นบรรพชิตไปเดินอยู่ บริเวณที่ใกล้เจ้าโปริสาทพักอยู่ ส่วนเจ้าโปริสาทเมื่อได้ยินเสียงเท้าก็คิดว่าพระราชาบางองค์กำลังจะหนีไป ครั้นได้เห็นรุกขเทวดานั้น จึงคิดว่า ปกติแล้วบรรพชิตย่อมเป็นกษัตริย์ทั้งนั้น เราจะจับบรรพชิตนี้แล้วนำมาทำพลีกรรมให้เต็มจำนวน ๑๐๑ ดังนี้แล้วจึงลุกขึ้นถือดาบติดตามไป แม้ติดตามไปถึง ๓ โยชน์ก็ไม่อาจจะทันได้ เหงื่อไหลจนโซมตัว คิดว่า เมื่อก่อนช้างก็ดี ม้าก็ดี รถก็ดี วิ่งแล่นไปอยู่ เรายังวิ่งไล่ตามจับมาได้ทั้งนั้น วันนี้แม้เราวิ่งอยู่จนสุดกำลัง ก็ยังไม่อาจจะจับบรรพชิต ผู้เดินไปอยู่โดยปกติของตนได้เพราะเหตุอะไรหนอ ครั้นคิดขึ้นมาได้ว่า ขึ้นชื่อว่า บรรพชิตย่อมผู้กระทำตามคำขอของผู้อื่น เราจะเรียกให้เธอหยุด เมื่อเธอหยุดแล้วจึงจับ เมื่อคิดดังนั้นแล้ว ก็กล่าวว่า หยุดก่อนสมณะ รุกขเทวดาตอบว่า เราหยุดอยู่ก่อนแล้ว ท่านนั่นแหละจงพยายามหยุดบ้างเถิด ลำดับนั้น เจ้าโปริสาทจึงกล่าวกะรุกขเทวดานั้นว่า ท่านผู้เจริญ ธรรมดาว่าบรรพชิต ถึงแม้มีเหตุจะทำให้สิ้นชีวิตก็ตาม ย่อมไม่พูดเท็จ ส่วนท่านทำไมจึงพูดเท็จ ท่านประพฤติอย่างนี้สมควรแล้วหรือ ดาบของเราท่านเข้าใจว่าเป็นขนนกกระสาหรือ.

คาถานี้มีอธิบายว่า ดูก่อนสมณะ ท่านนั้นเมื่อเรากล่าวคำว่า จงหยุดดังนี้ ก็เดินไปมิได้เหลียวหลัง ดูก่อนพรหมจารี ท่านมิได้หยุดแต่กล่าวว่าหยุดแล้ว ก็ท่านสำคัญว่าดาบของเราเป็นขนนกกระสาหรือ.

ในลำดับนั้น เทวดาจึงกล่าวว่า

ดูก่อนมหาบพิตร อาตมภาพเป็นผู้หยุดแล้วในกรรมของตน กล่าวคือกุศลกรรมบถ ๑๐ ประการ เมื่อก่อนนี้พระองค์เป็นพระราชาทรงพระนามว่า พรหมทัต แล้วเปลี่ยนพระนามนั้นเสีย มาเป็น โปริสาท บัดนี้มีนามว่ากัมมาสบาท แม้ท่านจะอุบัติในขัตติยสกุล แต่ก็ยังกินเนื้อมนุษย์ซึ่งเป็นของไม่สมควรกิน ท่านเปลี่ยนนามและโคตรของตน แต่อาตมามิได้เปลี่ยนนามและโคตรเหมือนอย่างนั้นเลย

ดูก่อนเจ้าโปริสาทผู้เจริญ ท่านนั่นแลกล่าวมุสาวาท เพราะท่านกล่าวปฏิญาณแก่เราว่า จักนำพระราชาในชมพูทั้งหมดมากระทำพลีกรรม บัดนี้ ท่านนำพระราชาสามัญธรรมดาผู้อ่อนแอมาเช่นนั้น ส่วนพระเจ้าสุตโสมมหาราชผู้เป็นใหญ่ในพื้นชมพูทวีปทั้งหมด ท่านมิได้นำมา ถ้อยคำของท่านชื่อว่าเป็นคำเท็จ เพราะฉะนั้น จงไปจับพระเจ้าสุตโสมมาด้วย.

เทวดากล่าวอย่างนี้แล้ว ก็บันดาลให้เพศบรรพชิตสูญหายไป กลับกลายร่างเป็นเพศของตน ยืนโชติช่วงอยู่ดุจดวงอาทิตย์ในอากาศ เจ้าโปริสาทได้สดับถ้อยคำและเห็นรูปเทวดานั้นแล้ว ถามว่า ท่านเป็นใครกัน เทวดาตอบว่าเราเป็นเทวดาอยู่ที่ต้นไม้นี้เอง เจ้าโปริสาทดีใจว่าได้เห็นเทวดาแล้ว จึงกล่าวว่า เทวราชเจ้าอย่าได้วิตกในเรื่องพระเจ้าสุดโสมเลย เชิญเสด็จเข้าต้นไม้ของตนเสียเถิด เทวดาเข้าสู่ต้นไม้ในขณะที่เจ้าโปริสาทกำลังแลดูอยู่

ขณะนั้นดวงอาทิตย์ก็อัสดงคต ดวงจันทร์ขึ้นปรากฏแล้ว เจ้าโปริสาทเป็นนักปราชญ์ทางเวทางคศาสตร์ฉลาดรอบรู้นักษัตรโคจร เธอแหงนดูท้องฟ้า ดำริว่าพรุ่งนี้จะเป็นผุสสนักษัตร พระเจ้าสุตโสมจักเสด็จสรง ณ พระราชอุทยานตามราชประเพณี เราควรจะไปจับเธอที่นั่น แต่การรักษาของพระองค์ย่อมเป็นการใหญ่ ชาวพระนครทั้งสิ้นจักเที่ยวรักษาตลอด ๓ โยชน์โดยรอบ เราจักต้องไปยังมิคาจิรวันราชอุทยาน ลงสู่มงคลโบกขรณี ซ่อนตัวอยู่เสียตั้งแต่ปฐมยาม เมื่อยังมิได้ทันจัดแจงเตรียมการรักษาพระองค์ แล้วจึงได้เดินทางไปยังพระราชอุทยานนั้น ลงสู่สระโบกขรณียืนปกศีรษะด้วยใบบัว ด้วยเดชของเจ้าโปริสาทนั้น สัตว์น้ำมีปลาและเต่าเป็นต้น ได้หนีออกไปว่ายอยู่รอบนอกเป็นฝูง ๆ

เดชแห่งเจ้าโปริสาทมีขึ้นได้ก็ด้วยอำนาจบุญที่ได้บำเพ็ญไว้ในชาติก่อน เมื่อครั้งศาสนกาลของพระทศพลทรงพระนามว่า กัสสป เธอได้เป็นผู้ริเริ่มสลากภัตรน้ำนมสด เธอจึงมีกำลังมากมาย ด้วยเหตุนั้น เธอได้สร้างโรงไฟแล้วถวายไฟ ฟืน มีดเกลียกฟืนและขวานเพื่อบรรเทาความหนาวแก่ภิกษุสงฆ์เธอจึงได้มีเดชด้วยเหตุนั้น

เมื่อเจ้าโปริสาทไปอยู่ภายในพระราชอุทยานอย่างนี้แล้ว เมื่อถึงเวลาเจ้าพนักงานก็ได้จัดการอารักขาในบริเวณ ๓ โยชน์โดยรอบ ส่วนพระเจ้าสุตโสมเสวยอาหารเช้าแต่เช้าทีเดียว เสด็จขึ้นทรงมงคลหัตถีที่เขาประดับประดาไว้อย่างดีแล้ว แวดล้อมไปด้วยจตุรงคินีเสนาเสด็จออกจากพระนคร.

ครั้งนั้น พราหมณ์ชื่อว่านันทะ นำเอาคาถาชื่อว่า สตารหา ๔ คาถาเดินทางทาง ๑๒๐ โยชน์ จากพระนครตักกศิลา เมื่อถึงพระนครอินทปัตแล้ว พักอยู่ที่บ้านใกล้ประตูพระนคร เมื่อดวงอาทิตย์อุทัยจึงเข้าไปสู่พระนคร เห็นพระราชาเสด็จออกทางประตูด้านทิศตะวันออก จึงเหยียดมือออกถวายชัยมงคล พระราชาเสด็จพระราชดำเนิน ได้ทอดพระเนตรเห็นมือที่เหยียดออกของพราหมณ์ผู้ยืนอยู่ ณ บริเวณที่สูง ทรงไสพระยาช้างเสด็จเข้าไปใกล้พราหมณ์ ตรัสถามว่า

ข้าพเจ้าขอถามท่านพราหมณ์ ชาติภูมิของท่านอยู่แคว้นแดนไหน ท่านมาถึงพระนครนี้ด้วยต้องการประโยชน์อะไร ท่านพราหมณ์จงบอกความประสงค์นั้นแก่ข้าพเจ้า ท่านปรารถนาอะไร ข้าพเจ้าจักให้สิ่งที่ท่านปรารถนาในวันนี้.

ลำดับนั้น พราหมณ์นั้นจึงทูลท้าวเธอว่า ข้าแต่พระองค์ ข้าพเจ้ามาในพระนครนี้ก็เพื่อประโยชน์แก่พระองค์ ขอพระองค์จงทรงสดับพระคาถาอันประกอบด้วยประโยชน์อย่างยอดเยี่ยมพระคาถา ๔ พระคาถามีอรรถอันลึกวิเศษนัก เปรียบประดุจสาคร.ขอพระองค์จงสดับคาถาอันควรแก่ค่าราคาร้อยหนึ่ง ซึ่งประกอบด้วยประโยชน์อย่างยิ่ง อันพระกัสสปทศพลทรงแสดงไว้แล้วนี้เถิด

พราหมณ์ทูลดังนั้นแล้ว ทูลต่อไปว่า ข้าแต่มหาราช คาถาชื่อว่าสตารหา ๔ พระคาถานี้ พระกัสสปทศพลทรงแสดงไว้แล้ว ข้าพเจ้าได้สดับว่าพระองค์ทรงโปรดปรานในการศึกษา จึงมาเพื่อแสดงแก่พระองค์ พระราชามีพระหฤทัยโสมนัส ตรัสว่า ท่านอาจารย์ ท่านมาดีแล้ว แต่ข้าพเจ้าไม่อาจจะกลับจากที่นี่ได้ วันนี้ข้าพเจ้าจักมาสรงเศียรโดยคลองแห่งผุสสนักษัตรฤกษ์ เพราะฉะนั้น ข้าพเจ้าจักมาฟังในวันพรุ่งนี้ ขอท่านอย่าได้หน่ายแหนงไปเลย แล้วตรัสสั่งอำมาตย์ว่า ท่านทั้งหลายจงไปจัดที่นอนให้แก่พราหมณ์ ที่เรือนหลังโน้น จงจัดอาหารและผ้านุ่งด้วย แล้วเสด็จพระราชดำเนินเข้าสู่พระราชอุทยาน

พระราชอุทยานนั้นแวดล้อมด้วยกำแพงสูง ๑๘ ศอก ได้มีการตั้งกองระวังรักษาพระองค์อย่างเข้มแข็ง มีขบวนช้างยืนเรียงต่อ ๆ กัน ล้มวงเป็นลำดับ ๆ ไป ต่อนั้นออกไปเป็นขบวนม้า ต่อออกไปก็เป็นขบวนรถ ถัดไปเป็นขบวนนายขมังธนู ถัดไปเป็นขบวนคนเดินเท้า ตั้งล้อมวงเป็นลำดับกันดังนี้แล พลนิกายได้ส่งเสียงบันลือลั่นดุจมหาสมุทรที่กำเริบฉะนั้น พระราชาทรงเปลื้องเครื่องราชสริยาภรณ์แล้ว ให้ทำมัสสุกรรม ฟอกพระสรีระด้วยจุณสำหรับสรงสนาน เสด็จสรงภายในมงคลสระโบกขรณี ตามพระราชประเพณีแล้ว เสด็จขึ้นทรงพระภูษาซับพระองค์ประทับยืนอยู่ ลำดับนั้น เจ้าพนักงานทูลเกล้าถวายพระภูษาของหอมดอกไม้และเครื่องอลังการ

ขณะนั้นเจ้าโปริสาทคิดว่า ถ้าคอยเวลาที่พระราชาแต่งพระองค์เสร็จแล้ว องค์พระราชาจักหนักด้วยเครื่องประดับทั้งหลาย เราจะจับในเวลาพระองค์ที่ยังเบา เมื่อคิดดังนี้แล้วจึงโผล่ขึ้นจากน้ำ วางนิ้วไว้ ณ หน้าผาก ควงดาบบนกระหม่อม ดุจพญามัจจุราช บันลือลั่นประเทศว่า เฮ้ย กูนี่แหละชื่อโจรโปริสาท พวกราชบริพารได้ยินเสียงเธอแล้ว ที่ขึ้นช้างก็ล้มลงอยู่กับช้าง ที่ขึ้นม้าก็ล้มลงอยู่กับม้า ที่ขึ้นรถก็ล้มอยู่กับรถ พลนิกายทิ้งอาวุธหมอบราบลงกับพื้น