#echo banner=" สัมพุลาชาดก/

คลิกเมาส์ที่ใดก็ได้ในเฟรมนี้เพื่อเรียกเมนูด่วน

สัมพุลาชาดก

ว่าด้วยความซื่อสัตย์ของนางสัมพุลา

พระศาสดาเมื่อเสด็จประทับอยู่ ณ พระเชตวันมหาวิหาร ทรงพระปรารภพระนางมัลลิการาชเทวี ตรัสพระธรรมเทศนานี้ มี ดังนี้

เรื่องปัจจุบันพรรณนาไว้แล้วอย่างพิสดารในกุมมาสปิณฑิกชาดก

เรื่องปัจจุบันตามที่ปรากฎใน กุมมาสปิณฑิกชาดก สัตตกนิบาตชาดก

ความพิสดารว่า พระนางเป็นธิดาของหัวหน้านายมาลาการคน หนึ่ง ในนครสาวัตถี มีรูปโฉมเลอเลิศ มีปัญญามาก เวลาพระนางมี พระชนมายุ ๑๖ พรรษา วันหนึ่ง กำลังไปสวนดอกไม้พร้อมกับหญิง สาวทั้งหลาย หยิบเอาขนมกุมมาส ๓ ก้อน วางไว้ในกระเช้าดอกไม้ เดินไป เวลาออกไปจากพระนคร พระนางเห็นพระผู้มีพระภาคเจ้า ทรงเปล่งรัศมีแห่งพระสรีระ มีพระภิกษุสงฆ์ห้อมล้อม กำลังเสด็จเข้าพระนคร จึงน้อมก้อนขนมกุมมาสเหล่านั้นเข้าไปถวาย พระศาสดาทรงยื่นบาตรที่ท้าวจาตุมหาราชถวายออกรับ ฝ่ายพระนางวันทาพระบาทของพระตถาคตด้วยเศียรเกล้าแล้ว ได้ยึดเอาปิติมีพระพุทธเจ้าเป็นอารมณ์ ยืนอยู่ ณ ที่สมควรข้างหนึ่ง พระศาสดาเมื่อทรงทอดพระเนตรนาง ได้ทรงกระทำการแย้มพระโอษฐ์ให้ปรากฏ

ท่านพระอานนท์เถระ จึงทูลถามพระผู้มีพระภาคเจ้าว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ อะไรหนอ เป็นเหตุ เป็นปัจจัย ในการแย้มสรวลของพระตถาคตเจ้า ?

ลำดับนั้น พระศาสดาตรัสถึงเหตุแห่งการทรงแย้มแก่พระอานนท์ ว่า ดูก่อนอานนท์ กุมาริกาคนนี้จักได้เป็นอัครมเหสีของพระเจ้าโกศล ในวันนี้ทีเดียว เพราะผลแห่งการถวายก้อนขนมกุมมาสเหล่านี้

ฝ่ายนางกุมาริกาไปสวนดอกไม้แล้ว วันนั้นเอง พระเจ้าโกศลทรงรบกับพระเจ้าอชาตสัตรู ทรงปราชัยในการรบแล้ว เมื่อทรงล่าถอยได้ทรงม้าต้นเสด็จมา ทรงสดับเสียงเพลงขับของนางทรงมีพระทัยปฏิพัทธ จึงทรงควบม้าต้นมุ่งหน้าสู่สวนนั้น กุมาริกาผู้ถึงพร้อมด้วยบุญ เห็นพระราชาแล้วไม่หนีเลย มาจับเชือกบังเหียนม้าทรงไว้ พระราชาประทับนั่งบนหลังม้าทรงนั่งเอง ตรัสถามว่า เธอมีสามีหรือยัง ? เมื่อทรงทราบว่ายังไม่มีสามี จึงได้เสด็จลงจากหลังม้าต้น ทรงอิดโรย เพราะลมและแดด ทรงบรรทมม่อยหลับไปงีบหนึ่งบนตักของนาง แล้วให้นางนั่งบนหลังม้าทรง มีพลนิกายแวดล้อมเสด็จเข้าพระนคร ทรงส่งนางไปยังเรือนของผู้มีตระกูลของตน

เวลาเย็น ทรงส่งยานไป ให้นำเอานางมาจากเรือนของผู้มีสกุล ด้วยสักการะสัมมานะมาก ให้นั่งใกล้กองรัตนะ ทรงทำการอภิเษกแล้ว ได้ทรงแต่งตั้งให้เป็นอัครมเหสี นับแต่แต่นั้นมา พระนางทรงเป็นที่โปรดปราน เป็นที่พอพระราชหฤทัยของพระราชา ทรงเป็นเทพดาของผัวผู้ประกอบด้วยกัลยาณธรรม ๕ ประการ มีการตื่นก่อนเป็นต้น ได้ทรงเป็นผู้ใกล้ชิดแม้ของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า

การที่พระนางทรงถวายขนมกุมมาส ๓ ก้อนแด่พระศาสดา แล้วได้ทรงประสบสมบัตินั้น ได้ระบือไปทั่ว พระนคร ภายหลังอยู่มาวันหนึ่ง ภิกษุทั้งหลายพากันตั้งข้อสนทนากันขึ้นที่ธรรมสภาว่า ดูก่อนอาวุโส พระนางมัลลิกาเทวี ทรงถวาย ขนม ๓ ก้อนแก่พระสัมมาสัมพุทธเจ้า ด้วยผลของการถวายขนมเหล่านั้น ทรงได้รับอภิเษกในวันนั้นเอง ความที่พระพุทธเจ้าทั้งหลายเป็นผู้มีพระคุณยิ่งใหญ่น่าอัศจรรย์จริง

พระศาสดาเสด็จมา แล้วตรัสถามว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เธอทั้งหลายนั่งสนทนากันด้วยเรื่องอะไร ? เมื่อภิกษุทั้งหลายกราบทูลเรื่องที่สนทนากัน แล้วตรัสว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ไม่น่าอัศจรรย์เลย การที่พระนางมัลลิกาเทวีทรงถวายขนมกุมมาสแก่พระสัพพัญญูพุทธเจ้าพระองค์เดียว แล้วทรงได้รับความเป็นพระมเหสีของพระเจ้าโกศล เพราะเหตุไร ? เพราะพระพุทธเจ้า ทั้งหลายทรงเป็นผู้มีพระคุณมาก ส่วนบัณฑิตในปางก่อน ได้ถวายขนมกุมมาสจืด ไม่ผสมเกลือ ไม่มีน้ำมัน ไม่ผสมน้ำอ้อย แก่พระปัจเจกพระพุทธเจ้าทั้งหลาย แล้วได้รับสิริราชสมบัติ ในแคว้นกาสีประมาณ ๓ โยชน์ ในอัตภาพที่ ๒ เพราะผลการถวายขนมนั้น น่าอัศจรรย์แท้ ดังนี้

ก็พระนางมัลลิกานั้น ด้วยอานุภาพแห่งการถวายขนมกุมมาส แด่พระตถาคตเจ้า ๓ ก้อน ได้ถึงความเป็นพระอัครมเหสี ของพระเจ้าปเสน ทิโกศล ในวันนั้นทีเดียว ถึงพร้อมด้วยกัลยาณธรรม ๕ ประการ มีตื่นก่อน เป็นต้น ถึงพร้อมด้วยญาณความรู้ เป็นอุปัฏฐายิกาแห่งพระพุทธเจ้า เคารพต่อพระสวามีดังเทพยดานั้นได้ปรากฏไปทั่วพระนคร

อยู่มาวันหนึ่ง ภิกษุ ทั้งหลายสนทนากันในโรงธรรมว่า อาวุโสทั้งหลาย ข่าวว่า พระนางมัลลิกาเทวี เป็นผู้สมบูรณ์ด้วยวัตร ทรงเคารพต่อพระสวามี ดุจเทพยดา พระศาสดา เสด็จมาตรัสถามว่า ภิกษุทั้งหลาย บัดนี้พวกเธอประชุมสนทนากันด้วยเรื่อง อะไร เมื่อภิกษุทั้งหลายกราบทูลให้ทรงทราบแล้ว ตรัสว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ใช่แต่ในบัดนี้เท่านั้นก็หามิได้ แม้ในชาติก่อน พระนางมัลลิกานี้ ก็ทรงเคารพ พระสวามี ดุจเทพยดาเหมือนกัน แล้วทรงนำอดีตนิทานมาตรัสดังต่อไปนี้

ในอดีตกาล โอรสของพระเจ้าพรหมทัตในพระนครพาราณสี ทรงพระนามว่า โสตถิเสนกุมาร พระราชาทรงสถาปนาพระราชโอรสผู้เจริญวัยแล้วนั้นไว้ในตำแหน่งอุปราช พระอัครมเหสีของโสตถิเสนกุมารนั้น พระนามว่าสัมพุลา มีพระรูปโฉมงดงาม เพียบพร้อมไปด้วยสรีระอินทรีย์เปล่งปลั่ง ปรากฏเหมือนเปลวประทีปโพลงอยู่ในที่สงัดลม ในเวลาต่อมาโรคเรื้อนเกิดขึ้นในสรีระของโสตถิเสนกุมาร พวกแพทย์ไม่สามารถจะเยียวยารักษาได้ เมื่อโรคเรื้อนแตกออก พระราชกุมารก็เป็นผู้อันประชาชนพึงรังเกียจถึงความเดือดร้อน ดำริว่า ราชสมบัติจะมีประโยชน์อะไรแก่เรา เราจักไปตายอย่างอนาถาในป่า แล้วกราบทูลพระราชบิดาให้ทรงทราบ ละทิ้งตำหนักฝ่ายใน เสด็จออกไปแล้ว

พระนางสัมพุลาอัครมเหสี แม้พระราชกุมารจะทรงกระทำให้เสด็จกลับด้วยอุบายต่าง ๆ เป็นอันมาก ก็ไม่ยอมกลับถ่ายเดียว ทูลว่า หม่อมฉันจักไปปฏิบัติฝ่าพระบาทผู้พระสวามีในป่า แล้วตามเสด็จไปด้วย พระราชกุมารเข้าไปยังป่า แล้วสร้างบรรณศาลาขึ้นอยู่อาศัยในประเทศอันสมบูรณ์ ด้วยมูลผลาผล ร่มเงา น้ำท่าอันหาได้ง่าย ราชธิดาผู้ชายาก็ทรงปฏิบัติบำรุงพระราชกุมาร

พระนางปรนนิบัติอย่างไร? คือ พระนางตื่นแต่เช้า แล้วกวาดอาศรมบท ตักน้ำใช้ น้ำฉัน เข้าไปตั้งไว้ น้อมไม้สีพระทนต์ และน้ำบ้วนพระโอษฐ์ เข้าไปถวาย ครั้นบ้วนพระโอษฐ์แล้ว ก็บดยาทาแผลของพระสวามี แล้ว ให้เสวยผลาผลมีรสหวานอร่อย เมื่อพระสวามีบ้วนพระโอษฐ์ ล้างพระหัตถ์ แล้วทูลว่า ข้าแต่พระสวามี ผู้ทรงพระคุณอันประเสริฐ ขอเสด็จพี่โปรดอย่ามีความประมาท ถวายบังคมแล้ว ถือกระเช้า เสียม และขอสอย เข้าป่า แสวงหาผลาผล นำผลไม้มาเก็บไว้ที่ข้างหนึ่ง แล้วเอาหม้อตักน้ำมาสรงสนานโสตถิเสนราชกุมารผู้พระสวามี ด้วยเครื่องสนานอันเป็นผงและเป็นก้อนต่าง ๆ แล้วน้อมผลาผลอันมีรสอร่อยเข้าไปถวายอีก ครั้นเสวยเสร็จแล้ว พระนางก็น้อมน้ำดื่มที่อบไว้เข้าถวาย พระองค์เองก็บริโภคผลาผล แล้วจัดแจงไม้เรียบเป็นพระบรรจถรณ์ เตรียมไว้ เมื่อพระสวามีบรรทมบนไม้เรียบนั้นแล้ว ก็ทรงล้างพระบาท ทำการนวดฟั้นพระสรีรกาย แล้วเข้าไปนอนข้างที่พระบรรทม พระนางสัมพุลาปรนนิบัติพระสวามี โดยอุบายนี้แล

วันหนึ่ง พระนางกำลังเก็บผลไม้อยู่ในป่า เหลือบเห็นลำธารแห่งหนึ่ง จึงยกกระเช้าลงจากศีรษะวางไว้ที่ฝั่งลำธาร คิดว่าเราจักอาบน้ำ แล้วลงไปอาบ ขัดสรีรกายด้วยขมิ้น จนพระวรกายสะอาดดีแล้ว ขึ้นมายืนนุ่งห่มผ้าอันทอด้วยเปลือกไม้ อยู่ที่ริมลำธาร ขณะนั้นรัศมีแห่งพระสรีรกายของพระนางเป็นเหตุให้ป่ามีแสงสว่างรุ่งเรืองขึ้น

ขณะนั้น อสูรตนหนึ่งเที่ยวแสวงหาอาหารอยู่ เห็นพระนางสัมพุลาเข้าก็มีจิตปฏิพัทธ์รักใคร่ จึงกล่าวว่า

ดูก่อนแม่นาง ผู้มีขาอันอวบอัด เธอเป็นใครมายืนสั่นอยู่ผู้เดียวที่ลำธาร ดูก่อนแม่นาง ผู้มีลำตัวอันน่าเล้าโลมด้วยมือ เราขอถาม เธอจงบอกชื่อและเผ่าพันธุ์แก่เรา

ดูก่อนแม่นาง ผู้มีเอวอันกลมกลึง ท่านเป็นใครหรือว่าเป็นลูกเมียของใคร เป็นผู้มีร่างอันสะคราญ ทำป่าเป็นที่อยู่อาศัยแห่งสีหะและเสือโคร่ง ให้น่ารื่นรมย์สว่างไสวอยู่ ดูก่อนนางผู้เจริญ เราคืออสูรตนหนึ่งขอไหว้ท่าน ขอความนอบน้อมจงมีแก่ท่าน

พระนางสัมพุลา ได้ฟังคำของอสูรนั้นแล้ว ได้กล่าวว่า

คนทั้งหลาย รู้จักโอรสของพระเจ้ากาสีมีนามว่าโสตถิเสนกุมาร เราชื่อสัมพุลา เป็นชายาของโสตถิเสนกุมารนั้น ดูก่อนอสูร ท่านจงรู้อย่างนี้ ดูก่อนท่านผู้เจริญ เราขอไหว้ท่าน ขอความนอบน้อมจงมีแก่ท่าน

ดูก่อนท่านผู้เจริญ พระโอรสของพระเจ้าวิเทหราช เดือดร้อนอยู่ในป่า เรามาพยาบาลพระองค์ผู้ถูกโรคเบียดเบียนอยู่ตัวต่อตัว

อนึ่ง เรามาเที่ยวแสวงหารวงผึ้ง และเนื้อมฤคเราหาอาหารอย่างใดไป พระสวามีของเรา ก็ได้เสวยอาหารอย่างนั้น วันนี้เมื่อไม่ได้อาหาร เธอคงจะหิวโหยเป็นแน่

อสูรกล่าวว่า

ดูก่อนนางสัมพุลา เธอจะทำอะไรได้กับราชบุตร ผู้เดือดร้อนอมโรคอยู่ในป่า เราจะเป็นภัสดาของเธอ

นางสัมพุลาตอบว่า

ดูก่อนอสูรผู้เจริญ รูปร่างของเราผู้อาดูรด้วยความโศก เป็นอัตภาพยากไร้ จะงดงามอะไร ขอท่านจงแสวงหาหญิงอื่นที่มีรูปร่างงามกว่าเราเถิด

อสูรกล่าวว่า

อสูรปลอบโยนว่า เจ้าอย่าคิดว่า ตนมี รูปร่างเลวทรามเลย จงไปยังทิพยวิมานของเราบนยอดเขานี้ จงขึ้นสู่ภูเขานี้เถิด แม้ในวิมานนั้น พี่มีภรรยาอื่นถึง ๔๐๐ คน เจ้าปรารถนาเครื่องอุปโภค บริโภค ผ้าผ่อนและเครื่องอาภรณ์เป็นต้นอย่างใดอย่างหนึ่ง สิ่งนั้นทั้งหมด พี่มีมากมายล้นเหลือ หาได้ง่ายแท้ ฉะนั้น เจ้าอย่าคิดเสียใจว่าตนเป็นกำพร้า มาเถิด มาร่วมอภิรมย์ยินดีกับพี่

แน่ะ นางสัมพุลาผู้เจริญ หากเจ้าไม่ยอมเป็นมเหสีของเราไซร้ เจ้าก็จงเตรียมตัว เพื่อเป็นอาหารเช้าของเรา ด้วยเหตุนั้น เราจักนำเจ้าไปสู่วิมานโดยพลการ เมื่อเจ้าไม่สงเคราะห์เราในข้อนั้น พรุ่งนี้เจ้าจักเป็นอาหารของเราแต่เช้าตรู่ ทีเดียว

อสูรนั้นประกอบด้วยชฎาเจ็ดชั้น หยาบช้าทารุณ เขี้ยวงอกออกนอกปาก ครั้นกล่าวอย่างนี้แล้ว ได้จับแขนนางสัมพุลา ผู้ไม่เห็นอะไรเป็นที่พึ่งของตนได้ในป่านั้น

นางสัมพุลา เมื่อต้องตกอยู่ในอำนาจของศัตรูแล้วก็มิได้คิดถึงตน เศร้าโศกถึงแต่พระสวามีเท่านั้น รำพันว่า

ถึงยักษ์จะเคี้ยวกินเราเสีย เราก็ไม่มีความทุกข์ทุกข์อยู่แต่ว่า เมื่อพระองค์ทรงทราบว่า เรามัวล่าช้าอยู่ พระทัยของทูลกระหม่อมจักทรงเคลือบแคลงไปต่าง ๆ บรรดาเทพยเจ้าผู้มีศีลเช่นนี้ ท้าวโลกบาลผู้อารักขา เห็นจะไม่มีในโลกนี้เป็นแน่

ลำดับนั้น ด้วยเดชอำนาจของพระนาง พิภพของท้าวสักกะหวั่นไหว บัณฑุกัมพลศิลาอาสน์แสดงอาการร้อนรุ่ม ท้าวสักกเทวราชจึงทรงแลดู ทรงทราบเหตุการณ์นั้นแล้ว ทรงถือวชิราวุธเสด็จมาโดยด่วน ประทับยืนบน ศีรษะของอสูรยักษ์ ตรัสว่า

หญิงนี้มียศ ประเสริฐกว่าหญิงทั้งหลาย สงบเสงี่ยม เรียบร้อย มีเดชฟุ้งเฟื่องดุจไฟ แน่ะรากษส ถ้าเจ้าจะกินนางนี้ เราจะตีศีรษะของเจ้านี้ด้วยอินทวชิราวุธให้แตกออกเป็นเจ็ดเสี่ยง เจ้าอย่าทำให้นางเดือดร้อน จงปล่อยนางไปเสีย เพราะนางเป็นหญิงปฏิบัติสามี

อสูรฟังดังนั้น จึงปล่อยพระนางสัมพุลา ท้าวสักกเทวราชทรงดำริว่า อสูรนี้ พึงกระทำเช่นนี้อีกเป็นแน่ จึงจองจำอสูรนั้นไว้ด้วยตรวนทิพย์ แล้วปล่อยไว้ในภูเขาลูกที่สาม เพื่อจะมิให้มันมาอีกต่อไป แล้วทรงโอวาทราชธิดา ด้วยอัปปมาทธรรม แล้วเสด็จสู่ทิพยสถานของพระองค์ ฝ่ายพระนางสัมพุลาราชธิดา ครั้นพระอาทิตย์อัสดงคตแล้ว ได้กลับถึงอาศรมด้วยแสงจันทร์

ในระหว่างที่พระนางสัมพุลาทรงชักช้าอยู่ด้วยเหตุที่ถูกอสูรคุกคามอยู่นั้น โสตถิเสนกุมารทรงระแวงว่า ขึ้นชื่อว่าหญิงเป็นคนเหลาะแหละ จะพึงพาแม้ปัจจามิตรของเรามา จึงเสด็จออกจากบรรณศาลา เข้าไปนั่งซ่อนอยู่ระหว่างกอไม้ พระนางสัมพุลาเมื่อไม่เห็นพระสวามีผู้เป็นที่พึ่งของตน ก็ปริเทวนาการวิ่งไปมาอยู่ในป่านั้น แล้วพระนางก็วอนไหว้ สมณพราหมณ์ พระฤๅษี ผู้ถึงพร้อมด้วยจรณะ ด้วยสามารถแห่งสมาบัติ ๘ พร้อมทั้งศีล เทพยเจ้าอันสถิต ณ กอหญ้าอันมีกระพี้ภายใน มีแก่นในภายนอก ไหว้วอนเทพยเจ้าอันสถิต ณ ลดาชาติ และดวงดาวในอากาศ เทพยเจ้าผู้บังเกิด ณ แม่น้ำคงคา และเทพยเจ้าผู้เนาสถิต ณ ป่าหิมพานต์ ดิฉันขอถึงท่านทั้งหลายเป็นที่พึ่ง ถ้าท่านเห็นทราบสถานที่ ซึ่งพระสวามีของดิฉันนั่งอยู่ โปรดบอกด้วยเถิด

โสตถิเสนกุมาร ผู้พระสวามีทอดพระเนตรเห็นพระนางปริเทวนาการอยู่อย่างนี้ จึงทรงดำริว่า นางนี้ร่ำไรรำพันยิ่งนัก แต่ว่าเรายังไม่รู้ความเป็นไปของนาง ถ้านางทำเช่นนี้เพราะสิเนหาอาลัยในเราแล้ว น่าที่ดวงหทัย ของนางจะแตกทำลาย เราจักทดลองนางดูก่อน แล้วเสด็จไปประทับนั่งที่ประตูบรรณศาลา พระนางสัมพุลาก็ร่ำไห้ดำเนินไปยังประตูบรรณศาลาไหว้พระบาทแห่งพระสวามีแล้วทูลว่า ข้าแต่พระสวามีผู้ทรงพระคุณอันประเสริฐ พระองค์ เสด็จไปไหนมาเพคะ?

ลำดับนั้น โสตถิเสนกุมารจึงรับสั่งกะพระนางว่า ดูก่อนนางผู้เจริญ ในวันอื่น ๆ เจ้าไม่เคยมาในเวลานี้เลย วันนี้เจ้ามาจนค่ำคืน เมื่อจะดำรัสถาม จึงตรัสถามว่า

ดูก่อนพระราชบุตรี เธอมาเสียจนค่ำทีเดียวหนอ วันนี้เธอมากับใครเล่า ใครหนอเป็นที่รักของเธอยิ่งกว่าเรา

ลำดับนั้น พระนางสัมพุลาจึงกราบทูลพระสวามีว่า ทูลกระหม่อมเอย เมื่อกระหม่อมฉันเก็บผลไม้เสร็จแล้ว เดินมาพบอสูรตนหนึ่ง มันมีจิตรักใคร่ในหม่อมฉัน ยึดแขนไว้แล้วพูดว่า ถ้าเจ้าไม่ยอมทำตามคำของเรา เราจักกินเจ้าเป็นอาหาร เวลานั้นหม่อมฉันเศร้าโศกถึงทูลกระหม่อมแต่ผู้เดียว จึงได้ร่ำไรรำพัน ร่ำร้องฟ้องเทวดาขึ้น ทันใดนั้น ท้าวสักกเทวราชทรงวชิราวุธ เสด็จมาประทับยืนบนอากาศ ตวาดขู่อสูรให้มันปล่อยหม่อมฉัน แล้วจองจำ มันไว้ด้วยตรวนทิพย์ เหวี่ยงไปในระหว่างภูเขาลูกที่สาม แล้วเสด็จหลีกไป หม่อมฉันอาศัยท้าวสักกเทวราช รอดชีวิตมาได้ ดังทูลมาอย่างนี้

โสตถิเสนราชกุมาร ทรงสดับเรื่องราวนั้นแล้ว จึงแสร้งตรัสว่า แน่ะนางผู้เจริญ ข้ออ้างนั้นจงยกไว้ ขึ้นชื่อว่า ดวงใจของมาตุคามยากที่จะหาความสัตย์ได้ ก็ในป่าหิมพานต์มีพวกพรานไพร ดาบส วิชาธรเป็นต้น มากมาย ใครจะเชื่อใจเจ้าได้

พระนางสัมพุลาได้ยินพระดำรัสของพระสวามีจึงทูลว่า ข้าแต่พระทูลกระหม่อม หม่อมฉันจักเยียวยาทูลกระหม่อม ผู้ไม่ทรงเชื่อด้วยกำลังความสัตย์ของหม่อมฉันนั่นเทียว แล้วตักน้ำมาเต็มกระออม ทำสัจจกิริยา รดน้ำลงเหนือพระเศียรพระสวามี แล้วกล่าวว่า

ขอความสัตย์ ที่หม่อมฉันมิได้เคยรักบุรุษอื่นยิ่งกว่าทูลกระหม่อมเป็นความจริง ด้วยอำนาจสัจจวาจานี้ ขอโรคของทูลกระหม่อมจงระงับดับหาย

เมื่อพระนางสัมพุลากระทำสัจจกิริยาอย่างนี้ แล้วรดน้ำถวายเท่านั้น โรคเรื้อนของโสตถิเสนราชกุมาร ก็ระงับหายทันที ดุจสนิมทองแดงถูกล้างด้วยน้ำส้มฉะนั้น ทั้งสองพระองค์เสด็จอยู่ในอาศรมนั้น สองสามราตรีก็ ออกจากป่า ดำเนินไปถึงเมืองพาราณสีเข้าไปยังพระอุทยาน

พระราชาทรงทราบว่า พระราชโอรสกับพระสุณิสา กลับมาจึงเสด็จ ไปยังพระอุทยาน ตรัสสั่งให้ยกเศวตฉัตรถวายโสตถิเสนราชโอรส และให้อภิเษกพระนางสัมพุลาไว้ในตำแหน่งอัครมเหสี ในพระอุทยานนั่นเอง แล้วเชิญเสด็จสู่พระนคร ส่วนพระองค์เองทรงผนวชเป็นฤๅษี เสด็จอยู่ ณ พระราชอุทยานนั้น และเสด็จไปเสวยในพระราชนิเวศน์นั้นแหละเป็นประจำ

ฝ่ายพระเจ้าโสตถิเสน ได้พระราชทานเพียงตำแหน่งพระอัครมเหสี แก่พระนางสัมพุลาอย่างเดียว หาได้มีราชสักการะอะไร ๆ อีกไม่ มิได้สนพระทัยถึงว่าพระนางสัมพุลานั้นมีตัวอยู่ มัวแต่อภิรมย์กับสนมอื่น ๆ เท่านั้น

ด้วยความแค้นต่อหญิงผู้ร่วมพระราชสวามี พระนางสัมพุลาได้มีพระวรกายซูบผอม เป็นโรคผอมเหลือง มีพระวรกายสะพรั่งไปด้วยเส้นเอ็น วันหนึ่งพระนางได้ไปยังสำนักพระสัสสุรดาบส ผู้เสด็จมาเสวยในพระราชวัง เพื่อต้องการจะบรรเทาโศกาดูร ครั้นเมื่อพระนางได้ถวายบังคมพระดาบสผู้เสวยเสร็จแล้ว ประทับ ณ ที่ส่วนข้างหนึ่ง

พระสัสสุรดาบสนั้น ครั้นทอดพระเนตรเห็นพระนาง มีพระอินทรีย์เศร้าหมอง จึงดำรัสถามว่า

แน่ะนาง สัมพุลาผู้เจริญ กุญชรของเรามีอยู่ถึง ๗๐๐ ประกอบไปด้วยอาวุธพร้อมสรรพ์ โดยมีทหารขึ้นขี่คอช้างเหล่านั้นซุ่มอยู่ ทั้งทหารธนู ๑,๖๐๐ คนอื่น ๆ อีก ก็พากันพิทักษ์รักษาพระนครพาราณสี อยู่ตลอดคืนตลอดวัน เมื่อพระนครมีอารักขาดีอย่างนี้ เจ้ายังจะเห็นศัตรูชนิดไรอยู่หรือ แน่ะนางผู้เจริญ ในเวลาที่เจ้ามาจากป่าอันน่ารังเกียจ มีภัยรอบด้าน ดูมีสรีระเปล่งปลั่งสมบูรณ์ แต่บัดนี้ ดูเจ้าซูบซีดผิวพรรณดังเป็นโรคผอมเหลือง อินทรีย์เศร้าหมองเหลือเกิน เจ้าเกรงสิ่งใดเล่า?

พระนางสัมพุลาได้สดับพระดำรัสของพระสัสสุรดาบส แล้วทูลว่า ข้าแต่สมมติเทพ เพราะพระราชโอรสของพระทูลกระหม่อมไม่ทรงกรุณากระหม่อมฉัน ดังในกาลก่อน แล้วตรัสว่า

พระนางสัมพุลาผู้ทรงซูบผอม เพราะแค้นใจหญิง ผู้ร่วมพระราชสวามี กราบทูลว่า

ข้าแต่พระราชบิดา บัดนี้พระโอรสราชเจ้าของพระทูลกระหม่อม ไม่ประพฤติต่อหม่อมฉันดังเช่นก่อนเพราะทรงสดับเสียงแย้มหัว ขับกล่อมเป็นต้น ของสนมนารีเหล่านั้น พระลูกเจ้าทอดพระเนตรเห็นสตรีมีผิวกายงดงาม คล้ายกลีบดอกปทุม มีรูปร่างอ้อนแอ้น

ถ้าพระราชโอรสเจ้า ทรงนับถือหม่อมฉัน เหมือนในกาลก่อน ที่หม่อมฉันเคยได้ปฏิบัติบำรุงเธอ ผู้เสด็จไปอยู่ป่าเพราะโรคเรื้อน ด้วยการแสวงหาผลาผล และไม่ทรงดูหมิ่นหม่อมฉันไซร้ การอยู่ในป่าเช่นนั้น ประเสริฐสำหรับหม่อมฉัน ยิ่งกว่าราชสมบัติในพระนครพาราณสีนี้

หญิงใดอยู่ในเรือน อันมีข้าวน้ำไพบูลย์ ตกแต่งไว้เรียบร้อย มีเครื่องอาภรณ์อันวิจิตรประดับประดาแม้จะเป็นผู้ถึงพร้อมด้วยคุณสมบัติทุกอย่าง แต่ไม่เป็นที่รักของสามี ความตายของหญิงนั้นประเสริฐกว่าการอยู่ครองเรือน

ถ้าแม้หญิงใด เป็นหญิงเข็ญใจไร้เครื่องประดับมีเสื่อลำแพนเป็นที่นอน แต่เป็นที่รักของสามี หญิงนั้นประเสริฐเสียกว่าหญิงผู้เพียบพร้อมด้วยคุณสมบัติทุกอย่าง แต่ไม่เป็นที่รักของสามี

เมื่อพระนางสัมพุลาทูลเหตุที่ตนซูบผอมแก่พระสัสสุรดาบสอย่างนี้แล้ว พระสัสสุรดาบสจึงรับสั่งให้เชิญเสด็จพระราชามาตรัสว่า ดูก่อนพ่อโสตถิเสน เมื่อเจ้าเป็นโรคเรื้อนเข้าไปอยู่ป่า นางสัมพุลาไปกับเจ้าเฝ้าปฏิบัติ บำรุง จนยังโรคของเจ้าให้หาย ด้วยกำลังแห่งความสัตย์ของตน ได้ช่วยกระทำให้เจ้าดำรงอยู่ในราชสมบัติ แต่เจ้ามิได้ใส่ใจถึงสถานที่ยืนที่นั่งของนางเลย เจ้าทำไม่เหมาะไม่ควร ขึ้นชื่อว่าการประทุษร้ายมิตรนั้นเป็นบาป เมื่อจะ พระราชทานโอวาทแก่พระราชโอรส จึงตรัสว่า

หญิงผู้มีความเกื้อกูล มีจิตอ่อนโยน มีความเอื้อเอ็นดูต่อชายผู้สามีก็ดี ชายผู้สามีมีความเกื้อกูล รู้คุณความดีที่หญิง ผู้ภรรยากระทำแล้วก็ดี ทั้งสองจำพวกนี้หาได้ยากนัก ก็นางสัมพุลานี้ มีความเกื้อกูลต่อเจ้าด้วย ถึงพร้อมด้วยศีลด้วย เพราะฉะนั้น เจ้าต้องประพฤติธรรมต่อนาง ต้องสำนึกถึงบุญคุณของนาง แล้วจงมีจิตอ่อนโยน จงยังจิตของนาง ให้สดชื่นเบิกบานเถิด

พระราชฤๅษีทรงประทานโอวาทแก่พระโอรสอย่างนี้แล้ว เสด็จลุกขึ้นหลีกไปยังพระราชอุทยาน ครั้นพระราชฤๅษีผู้พระชนกเสด็จหลีกไปแล้ว พระเจ้าโสตถิเสน ตรัสสั่งให้พระนางสัมพุลามาเฝ้า แล้วตรัสว่า แน่ะนางผู้เจริญ เจ้าจงอดโทษที่เราทำผิดมาตลอดกาลมีประมาณเท่านี้ ตั้งแต่นี้ไป เราจักมอบอิสริยยศแก่เจ้าทั้งสิ้น แล้วตรัสว่า

แน่ะพระนางสัมพุลาผู้เจริญ ถ้าเจ้าได้โภคสมบัติอันไพบูลย์ แล้วยังหยั่งลงในความฤษยา จะถึงซึ่งความตายไซร้ เราและนางราชกัญญาเหล่านี้ทั้งหมด จักเป็นผู้กระทำตามถ้อยคำของเจ้า เจ้าจงจัดแจงราชสมบัตินี้ ตามความประสงค์เถิด แล้วพระราชทานความเป็นใหญ่ทั้งสิ้นแก่พระอัครมเหสี

นับแต่นั้นมา ทั้งสองพระองค์ก็อยู่อย่างสามัคคีปรองดองกัน บำเพ็ญบุญกุศลมีทานเป็นต้น แล้วเสด็จไปตามยถากรรม พระราชดาบสทำฌานและอภิญญาให้เกิดแล้ว ก็เป็นผู้เข้าถึงซึ่งพรหมโลก

พระศาสดาทรงนำพระธรรมเทศนานี้มาแล้วตรัสว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ใช่แต่ในบัดนี้เท่านั้น ก็หามิได้ แม้ในชาติก่อน พระนางมัลลิกาก็เคารพต่อสามีดุจเทพยดาเหมือนกัน แล้วทรงประชุมชาดกว่า พระนางสัมพุลา ในครั้งนั้น ได้มาเป็นพระนางมัลลิกา พระเจ้าโสตถิเสนได้มาเป็นพระเจ้ากรุงโกศล พระดาบสผู้ราชบิดา ได้มา เป็นเราผู้ตถาคต ฉะนี้แล

จบสัมพุลาชาดก