#echo banner=" มหาปโลภนชาดก/

คลิกเมาส์ที่ใดก็ได้ในเฟรมนี้เพื่อเรียกเมนูด่วน

มหาปโลภนชาดก

ว่าด้วยหญิงเป็นมลทินของพรหมจรรย์

พระศาสดาเมื่อเสด็จประทับอยู่ ณ พระเชตวันมหาวิหาร ทรงปรารภ มาตุคามทำสัตว์ผู้บริสุทธิ์ให้เศร้าหมอง ตรัสพระธรรมเทศนานี้ มีดังนี้

เรื่องปัจจุบัน ข้าพเจ้ากล่าวไว้พิสดารแล้วในหนหลัง ก็ในชาดกนี้ พระศาสดาตรัสว่า ดูก่อนภิกษุ ขึ้นชื่อว่ามาตุคามนี้ ย่อมกระทำสัตว์ผู้บริสุทธิ์ ให้เศร้าหมองได้ ดังนี้แล้ว ทรงนำอดีตนิทานมาตรัสดังต่อไปนี้

เรื่องอดีตนิทาน เนื้อเรื่องเหมือนกับที่ปรากฎในจุลลปโลภนชาดก ติกนิบาต

เนื้อเรื่องในจุลลปโลภนชาดก ติกนิบาต

ในอดีตกาล พระเจ้าพรหมทัตครองราชสมบัติอยู่ในพระนครพาราณสี เป็นผู้ไม่มีพระโอรส จึงตรัสกับนางสนมของพระองค์ว่า เธอทั้งหลายจงกระทำความปรารถนาเพื่อให้ได้บุตร นางสนมเหล่านั้นจึงพากันปรารถนาบุตร เมื่อกาลล่วงไปด้วยอาการอย่างนี้ พระโพธิสัตว์จึงจุติจากพรหมโลก บังเกิดในพระครรภ์ของพระ อัครมเหสี พระโพธิสัตว์นั้นพอประสูติ พระชนกชนนีให้สรงสนาน แล้วได้ประทานแก่พระนมผู้หนึ่ง เพื่อให้ดื่มถันธารา เมื่อแม่นมคนนั้นให้ดื่มน้ำนมอยู่พระโพธิสัตว์ก็ทรงกรรแสง ลำดับนั้น จึงได้ทรงประทานพระโพธิสัตว์นั้นให้แก่พระนมอื่น พระโพธิสัตว์ก็ทรงกรรแสงอีก ลำดับนั้น จึงได้ประทานพระโพธิสัตว์ นั้นแก่บุรุษคนหนึ่งผู้เป็นข้าบาทมูลิกา พอข้าบาทมูลิกาคนนั้นรับเอาเท่านั้นพระโพธิสัตว์ก็หยุดนิ่ง ครั้นในวันตั้งชื่อพระโพธิสัตว์นั้น พระชนกชนนีได้ทรงขนานพระนามว่า อนิตถิคันธกุมาร

ตั้งแต่นั้นมา บุรุษเท่านั้นจึงจะพาพระกุมารนั้นเที่ยวไป เมื่อจะให้ดื่มน้ำนม ก็จะให้ดื่ม หรือวางถันในพระโอษฐ์ตามช่องพระวิสูตรที่เจาะไว้โดย ปิด และคลุมไม่ให้พระกุมารเห็นว่าเป็นสตรี พระกุมารก็ได้รับการเลี้ยงดูโดยอยู่ ใครๆ ก็ไม่อาจให้พระกุมารนั้นเห็นสตรีได้ ด้วยเหตุนั้น พระราชาจึงให้สร้างสถานที่ประทับนั่ง เป็นต้นไว้ในที่ว่าง และให้สร้างฌานาคารหอคอยไว้ภายนอกเพื่อพระกุมารนั้น ในเวลาพระกุมารนั้นมีพระชันษา ๑๖ พรรษา พระราชาทรงพระดำริว่า เราไม่มีโอรสองค์อื่นอีก ส่วนกุมารนี้ไม่ บริโภคกาม แม้ราชสมบัติก็ไม่ปรารถนา เราได้พระโอรสยากจริงหนอ

ครั้งนั้น มีหญิงฟ้อนรุ่นสาวผู้หนึ่ง ฉลาดในการฟ้อนการขับร้อง และการประโคม สามารถที่เล้าโลมบุรุษให้ตกอยู่ในอำนาจของตนได้ เข้าไปเฝ้าแล้วกราบทูลว่า ขอเดชะ พระองค์ทรงพระดำริเรื่องอะไร พระพุทธเจ้าข้า

ฝ่ายพระราชาก็ตรัสบอกเหตุนั้น หญิงฟ้อนกราบทูล ว่า ข้าแต่พระองค์ผู้ประเสริฐ เรื่องนั้นโปรดยกไว้ กระหม่อมฉัน จักประเล้าประโลมพระราชกุมารนั้นให้รู้จักกามรส

พระราชาตรัสว่า ถ้าเจ้าจักสามารถประเล้าประโลมอนิตถิคันธกุมารผู้โอรสของเราได้ ไซร้ พระกุมารนั้นจักเป็นพระราชา ตัวเจ้าจักเป็นอัครมเหสี

หญิงฟ้อนกราบทูลว่า ข้าแต่พระองค์เป็นเจ้า การประเล้าประโลมเป็น ภาระของกระหม่อมฉัน พระองค์อย่าทรงปริวิตก

ดังนี้แล้วเข้าไป หาคนผู้ทำหน้าที่อารักขาแล้วกล่าวว่า ในเวลาใกล้รุ่งเราจักมายืนที่หอคอยภายนอกพระวิสูตร ใกล้ที่บรรทมของพระลูกเจ้า แล้วจักขับร้อง ถ้าพระราชกุมารจักทรงกริ้ว พวกท่านพึงบอกเรา เราจะหลบไปเสีย ถ้าทรงสดับ พวกท่านช่วยบอกแก่เราเช่นเดียวกัน

คนผู้ทำหน้าที่อารักขาทั้งหลายต่างพากันรับคำนาง ฝ่ายหญิงฟ้อนนั้น ในเวลาใกล้รุ่ง ได้ไปยืนอยู่ ณ ประเทศที่นั้น แล้วขับเสียงเพลงประสานกับเสียงพิณ บรรเลงเสียงพิณประสานกับเสียงเพลงขับ ด้วยเสียงอันไพเราะ พระกุมารทรงบรรทมฟังอยู่ ทรงยอมรับว่า ดี มีประโยชน์

วันรุ่งขึ้น ทรงสั่งให้นางยืนขับร้องในที่ใกล้ รุ่งขึ้น วันที่สอง รับสั่งให้ยืนขับร้องในหอคอย รุ่งขึ้นวันที่สาม รับสั่งให้ ยืนขับร้องในที่ใกล้กับพระองค์ ด้วยวิธีการอย่างนี้ พระองค์ทรงทำตัณหาให้เกิดขึ้นโดยลำดับๆ จนถึงส้องเสพโลกธรรม เมื่อได้รู้รสกามเข้าแล้ว ก็ติดในรสกามจนออกพระโอษฐ์ว่า ขึ้นชื่อว่าสตรี เราจักไม่ยอมให้แก่ชายอื่น ถือพระแสงดาบเสด็จลงสู่ท้องถนน เที่ยวไล่ติดตามบุรุษทั้งหลาย

เมื่อเป็นเช่นนั้นพระราชารับสั่งให้จับพระกุมารนั้นแล้วให้นำออกไปเสียจากพระนคร พร้อมกับกุมาริกานั้น ฝ่ายพระกุมารและชายาทั้งสอง เสด็จเข้าป่าไปยังแม่น้ำคงคาด้านใต้ สร้างอาศรมอยู่ในระหว่างแม่น้ำคงคาและมหาสมุทร โดยมีแม่น้ำคงคาอยู่ด้านหนึ่ง และมีมหาสมุทรอยู่ด้านหนึ่ง สำเร็จการอยู่ ณ ที่นั้น

ฝ่ายนางกุมาริกานั่งอยู่ในบรรณศาลา กำลังต้มหัวเผือกเหง้าไม้และผลไม้อยู่ พระโพธิสัตว์นำผลาผลทั้งหลายมาจากป่า ครั้นวันหนึ่ง เมื่อพระโพธิสัตว์นั้นออกไปไปเพื่อหาผลหมากรากไม้ มีพระดาบสรูปหนึ่ง อาศัยอยู่ที่เกาะในมหาสมุทร เหาะมาทางอากาศในเวลาภิกขาจาร เห็นควันไฟนั้นจึงลงยังอาศรม ลำดับนั้น กุมาริกานั้น เชิญพระดาบสนั้นให้นั่ง โดยกล่าวว่า ท่านจงนั่งรอจนกว่าดิฉันจะต้มเสร็จ แล้วเล้าโลมด้วยมารยาหญิง ให้ดาบสนั้นเสื่อมจากฌาน ทำพรหมจรรย์ของดาบสนั้นให้อันตรธานหายไป พระดาบสนั้นเป็นเหมือนกาปีกหัก ไม่อาจละนางกุมาริกานั้นไปได้ คงอยู่ในที่นั้นเองตลอดทั้งวัน ในเวลาเย็น เห็นพระโพธิสัตว์มา จึงรีบหนีบ่ายหน้าไปทางมหาสมุทร ลำดับนั้น พระโพธิสัตว์จึงชักดาบออกไล่ติดตามดาบสนั้นไปด้วยเข้าใจว่า ผู้นี้คงเป็นศัตรูของเรา ครั้นเมื่อเห็นพระดาบสแสดงอาการจะเหาะขึ้นในอากาศ จึงตกลงไปในมหาสมุทร พระโพธิสัตว์คิดว่า ดาบสผู้นี้คงเหาะมาทางอากาศ เพราะฌานเสื่อมจึงตกลงในมหาสมุทร บัดนี้ เราควรจะเป็นที่พึ่งอาศัยของดาบสนี้ แล้วยืนที่ชายฝั่ง ได้กล่าวคาถาเหล่านี้ว่า :

เมื่อน้ำไม่หวั่นไหว ดาบสนี้มาได้ด้วยฤทธิ์เอง ครั้นถึงความระคนกับ ด้วยหญิง ก็จมลงในห้วงมหรรณพ

ธรรมดาว่า หญิงเหล่านี้ เป็นผู้ยังบุรุษให้งงงวย มีมายามาก และยังพรหมจรรย์ให้กำเริบ ย่อมจะจมลงในอบาย บัณฑิตรู้ชัดอย่างนี้แล้ว พึงหลีกเว้นเสียให้ห่างไกล

หญิงเหล่านั้น ย่อมเข้าไปคบหาบุรุษใด เพราะความรักใคร่ พอใจ หรือเพราะทรัพย์ เขาย่อมเผาบุรุษนั้นเสียฉับพลัน เปรียบเหมือนไฟไหม้ที่ของตนเองฉะนั้น

เมื่อน้ำไม่กระเพื่อม ดาบสนี้มาได้ด้วยฤทธิ์เอง ครั้นถึงความระคนด้วยหญิงก็จมลงในห้วงมหรรณพ ธรรมดาว่า หญิงเหล่านี้ เป็นผู้ทำบุรุษให้งงงวย มีมายามากและยังพรหมจรรย์ให้กำเริบ ย่อมจมลงในอบาย บัณฑิตรู้ชัดอย่างนี้แล้ว พึงหลีกเว้นเสียให้ห่างไกล

ฝ่ายพระดาบส ครั้นได้ฟังคำของพระโพธิสัตว์อย่างนี้แล้ว ยืนอยู่ในท่ามกลางมหาสมุทรนั้นเอง ทำฌานที่เสื่อมให้กลับเกิดขึ้นอีก แล้วไปยังที่อยู่ของตนทางอากาศ พระโพธิสัตว์คิดว่า พระดาบสนี้ เป็นผู้อบรมมาแล้วอย่างนี้ ไปทางอากาศเหมือนปุยนุ่น แม้เราก็ ควรทำฌานให้เกิดแล้วไปทางอากาศเหมือนพระดาบสนี้ ครั้นคิด แล้วก็ไปยังอาศรม นำหญิงนั้นไปส่งยังถิ่นมนุษย์แล้วส่งไปด้วยคำว่า เจ้าจงกลับไปเถิด เสร็จแล้วก็เข้าป่าสร้างอาศรมในภูมิภาคอันรื่นรมย์ แล้วบวชเป็นฤาษีกระทำกสิณบริกรรมยังอภิญญาและสมาบัติให้บังเกิด ได้เป็นผู้มีพรหมโลกเป็นที่ไปในเบื้องหน้า

พระบรมศาสดา ครั้นทรงนำพระธรรมเทศนานี้มาแสดงแล้ว ตรัสว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย แม้สัตว์ผู้บริสุทธิ์ดีแล้วทั้งหลาย ย่อมเศร้าหมองเพราะ อาศัยมาตุคามเป็นเหตุอย่างนี้ แล้วทรงประกาศอริยสัจจธรรม ในเวลาจบอริยสัจจเทศนา ภิกษุผู้กระสันได้บรรลุพระอรหัตผล แล้วทรงประชุมชาดกว่า อนิตถิกุมารในครั้งนั้น ได้มาเป็นเราผู้ตถาคตฉะนี้แล

จบมหาปโลภนชาดก