#echo banner="" อินทริยชาดก/

คลิกเมาส์ที่ใดก็ได้ในเฟรมนี้เพื่อเรียกเมนูด่วน

อินทริยชาดก

ว่าด้วยดี ๔ ชั้น

พระศาสดาเมื่อประทับอยู่ ณ พระเชตวันมหาวิหาร ทรงปรารภ ภิกษุถูกภรรยาเก่าประเล้าประโลม จึงตรัสเรื่องนี้ ดังนี้

ได้ยินว่า ในพระนครสาวัตถี มีกุลบุตรคนหนึ่งฟังพระธรรมเทศนาของพระศาสดาแล้ว คิดว่า ผู้อยู่ครองเรือนไม่อาจประพฤติพรหมจรรย์ให้บริสุทธิ์โดยส่วนเดียว เราจักบวชในศาสนาที่นำสัตว์ออกจากทุกข์ แล้วจักทำที่สุดแห่งทุกข์ ดังนี้แล้วได้มอบสมบัติในเรือนให้แก่บุตรและภรรยา แล้วทูลขอบรรพชากะพระศาสดา แม้พระบรมศาสดาก็รับสั่งให้บรรพชาแก่กุลบุตรนั้น ครั้นบวชเป็นภิกษุแล้ว ไปบิณฑบาตกับอาจารย์และพระอุปัชฌาย์ อาสนะในเรือนแห่งตระกูลก็ดี ในโรงฉันก็ดี ไม่ถึงภิกษุนั้น เพราะตนเป็นนวกะและมีภิกษุมากด้วยกัน ตั่งหรือแผ่นกระดานย่อมถึงในที่สุดท้ายพระสังฆนวกะ แม้อาหารที่จะพึงได้ ก็ ล้วนป่นเป็นแป้งและเป็นน้ำข้าวที่ติดอยู่ตามข้างกระบวยบ้าง เป็นข้าวยาคูบ้าง ของเคี้ยวที่บูดที่แห้งบ้าง เป็นข้าวตังข้าวตากบ้าง ไม่พออิ่ม

ภิกษุนั้นถือเอาอาหารที่ตนได้แล้ว ไปสำนักของภรรยาเก่า ภรรยาเก่าไหว้ แล้วรับบาตรของภิกษุนั้น เอาภัตตาหารออกจากบาตรทิ้งเสีย แล้วถวายข้าวยาคูภัตสูปพยัญชนะที่ตนตกแต่งไว้ดีแล้ว ภิกษุแก่นั้นติดรสอาหาร ไม่สามารถจะละภรรยาเก่าได้ ภรรยาเก่าคิดว่า เราจักทดลองภิกษุแก่นี้ ดูว่าจะติดรสอาหารหรือไม่

อยู่มาวันหนึ่ง นางได้ให้มนุษย์ชาวชนบท อาบน้ำ ทาดินสีพองนั่งอยู่ในเรือน บังคับคนใช้อื่นอีก ๒ - ๓ คน ให้นำน้ำและข้าวมาให้มนุษย์ชนบทนั้นคนละนิดละหน่อย แล้วก็พากันนั่งเคี้ยวกินอยู่ นางได้ให้คนใช้ไปจับโคเข้าเทียมเกวียนไว้เล่มหนึ่งที่ประตูเรือน ส่วนตัวเองก็หลบไปนั่งทอดขนมอยู่ที่ห้องหลังเรือน ลำดับนั้น ภิกษุแก่มายืนอยู่ที่ประตู ชายแก่คนหนึ่งเห็นภิกษุนั้นกล่าวว่า แน่ะแม่เจ้า พระเถระองค์ ๑ มายืนอยู่ที่ประตู นางตอบไปว่า ท่านช่วยไหว้นิมนต์ให้ท่านไปข้างหน้าเถิด ชายแก่กล่าวหลายครั้งว่า นิมนต์ ไปข้างหน้าเถิดเจ้าข้า ก็ยังเห็นท่านยืนเฉยอยู่ จึงได้บอกกะภรรยาเก่าว่า แน่ะแม่เจ้า พระเถระไม่ยอมไป ภรรยาเก่าไปเลิกม่านมองดู กล่าวว่า อ้อ พระเถระพ่อของเด็กเรา จึงออกไปไหว้แล้วรับบาตรนิมนต์ให้เข้าไปในเรือนแล้วให้ฉัน ครั้นฉันเสร็จ นางกล่าวว่า พระผู้เป็นเจ้า จงปรินิพพานอยู่ในที่นี้แหละ ตลอดกาลเท่านี้ ดิฉันมิได้ยึดถือตระกูลอื่นเลย ก็เรือนที่ปราศจากสามี จะดำรงการครองเรือนอยู่ด้วยดีไม่ได้ ดิฉันจะยึดถือตระกูลอื่นไปอยู่ชนบทที่ไกล ขอพระผู้เป็นเจ้าอย่าได้ประมาท ถ้าดิฉันมีโทษอยู่ไซร้ ขอได้โปรดอดโทษนั้นเสียเถิด

หัวใจของภิกษุแก่ได้เป็นเหมือนถูกฉีกออก ลำดับนั้น ภิกษุแก่ได้กล่าวกะภรรยาเก่าว่า เราไม่อาจจะละเจ้าไปได้ เจ้าอย่าไปเลย ฉันจักสึกละ เจ้าจงส่งผ้าสาฎกไปให้ฉันที่โน้น เราไปมอบบาตรจีวรแล้วจักมา นางรับคำแล้ว

ภิกษุแก่ไปวิหาร ให้อาจารย์อุปัชฌาย์รับบาตรจีวร เมื่ออาจารย์และอุปัชฌาย์ถามว่า อาวุโส เหตุไรเธอจึงทำอย่างนี้ จึงตอบว่า กระผมไม่อาจละภรรยาเก่าได้ กระผมจักสึก

ลำดับนั้น อาจารย์และอุปัชฌาย์จึง นำภิกษุนั้นผู้ไม่ปรารถนาจะบวช ไปสู่สำนักพระศาสดา เมื่อพระ ศาสดาตรัสถามว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เธอนำเอาภิกษุผู้ไม่ปรารถนาจะบวชอยู่นี้มาทำไม ?

จึงกราบทูลว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ภิกษุนี้กระสันอยากจะสึก พระเจ้าข้า

ลำดับนั้น พระศาสดาตรัสถามภิกษุนั้นว่า ได้ยินว่าเธอกระสันจะสึกจริงหรือ

เมื่อภิกษุนั้นกราบทูลว่า จริงพระเจ้าข้า

ตรัสถามว่า ใครทำให้เธอกระสัน

เมื่อภิกษุกราบทูลว่า ภรรยาเก่า พระเจ้าข้า

จึงตรัสว่า ดูก่อนภิกษุมิใช่แต่ในบัดนี้เท่านั้น ที่หญิงนั้น ทำความพินาศให้แก่เธอ แม้ในกาลก่อนเธอก็เสื่อมจากฌานสี่ ถึงความทุกข์ใหญ่ เพราะอาศัยหญิงนั้น แต่ได้อาศัยเราจึงพ้นจากทุกข์กลับได้ ฌานที่เสื่อมเสียไปแล้ว ดังนี้แล้ว ทรงนำเอาเรื่องในอดีตมาสาธก ดัง ต่อไปนี้:

ในอดีตกาล เมื่อพระเจ้าพรหมทัต ครองราชสมบัติอยู่ในพระนครพาราณสี พระโพธิสัตว์เกิดในครรภ์นางพราหมณีภรรยาปุโรหิตนั้น ในวันที่พระโพธิสัตว์เกิด บรรดาอาวุธที่มีอยู่ทั่วพระนครลุกโพลงขึ้น เพราะเหตุนั้นญาติทั้งหลาย จึงตั้งชื่อพระโพธิสัตว์ว่า โชติปาละ โชติปาลกุมารนั้นครั้นเจริญวัยแล้ว เรียนศิลปะทุกอย่างในเมืองตักกศิลา แล้วกลับมาแสดงศิลปะแก่พระราชา ต่อมาได้ละอิสริยยศเสียไม่ให้ใครๆ รู้ หนีออกทางอัคคทวาร เข้าป่าบวชเป็นฤๅษีอยู่ในอาศรม ป่าไม้มะขวิดที่ท้าวสักกเทวราชเนรมิตรถวาย ทำฌานและอภิญญาให้เกิดแล้ว พระฤๅษีหลายร้อยห้อมล้อมเป็นบริวาร

พระโชติปาลฤๅษีผู้อยู่ที่อาศรมนั้น อาศรมนั้นได้เป็นมหาสมาคม มีลูกศิษย์ชั้นหัวหน้า ๗ องค์

องค์ที่ ๑ ชื่อว่า สาลิสสรฤๅษี ได้ออกจากอาศรมป่าไม้มะขวิด ไปอยู่ที่ริมฝั่งแม่น้ำสาโตทกา ในสุรัฏฐชนบท มีฤๅษีหลายพันองค์เป็นบริวาร

องค์ที่ ๒ ชื่อเมณฑิสสรฤๅษี ไปอาศัยนิคมกลัมพมูลกะ อยู่ในแว่นแคว้นของ พระเจ้าปโชตกราช มีฤๅษีหลายพันองค์เป็นบริวาร

องค์ที่ ๓ ชื่อ บรรพตฤๅษีไปอาศัยอฏวีชนบทแห่งหนึ่งอยู่ มีฤๅษีหลายพันเป็นบริวาร

องค์ที่ ๔ ชื่อกาฬเทวิลฤๅษี ไปอาศัยโขดศิลาแห่งหนึ่งอยู่ ณ ทักษิณาบท ในแคว้นอวันตี มีฤๅษีหลายพันเป็นบริวาร

องค์ที่ ๕ ชื่อกิสวัจฉฤๅษี ไปอาศัยนครกุมภวดีของเจ้าทัณฑกี อยู่องค์เดียวในพระราชอุทยาน

องค์ที่ ๖ พระดาบสอนุสิสสะ เป็นอุปัฏฐากอยู่กับพระโพธิสัตว์

องค์ที่ ๗ ชื่อว่านารทฤๅษี เป็นน้องชายกาฬเทวิลฤๅษี ไปอยู่ในถ้ำที่เร้นแห่งหนึ่ง ในระหว่างข่ายภูเขาอัญชนคิรี ในป่ามัชฌิมประเทศแต่องค์เดียว

ก็ ณ ที่ใกล้ ๆ ภูเขาอัญชนคิรี มีนิคมแห่ง ๑ มีมนุษย์อยู่มากด้วยกัน ในระหว่างภูเขาอัญชนคิรีกับนิคมมีแม่น้ำใหญ่ พวกมนุษย์พากันไปประชุมที่แม่น้ำนั้นมาก พวกนางวรรณทาสีรูปงามทั้งหลาย เมื่อเล้าโลมผู้ชายก็พากันไปนั่งที่ฝั่งแม่น้ำ พระนารทดาบสเห็นนาง ๑ เข้าในบรรดานางเหล่านั้น มีจิตปฏิพัทธ์จึงเสื่อมจากญาน ซูบซีดตกอยู่ ในอำนาจกิเลส นอนอดอาหารอยู่ ๗ วัน

ลำดับนั้น กาฬเทวิลดาบส ผู้เป็นพี่ชายของนารทดาบสใคร่ครวญดู ก็รู้เหตุนั้น จึงเหาะมาแล้วเข้าไปในถ้ำ นารทดาบสเห็นพระกาฬเทวิลดาบส จึงถามว่า ท่านมาทำไม ?

กาฬเทวิลดาบสตอบว่า ท่านไม่สบาย เรามาเพื่อรักษาท่าน

นารทดาบสจึงพูดข่มกาฬเทวิลดาบสด้วยมุสาวาทว่า ท่านพูดไม่ได้เรื่อง กล่าวคำเหลาะแหละเปล่าๆ

กาฬเทวิลดาบสคิดว่า เราไม่ควรฟังนารทดาบส จึงไปนำดาบส ๓ องค์ คือ สาลิสสรดาบส เมณฑิสสรดาบส บรรพติสสรดาบสมา นารทดาบสก็กล่าวข่มดาบสเหล่านั้นด้วยมุสาวาท

กาฬเทวิลดาบสคิดว่า เราจักนำสรภังคดาบสมา จึงเหาะไปเชิญ สรภังคดาบสมา ท่านสรภังคดาบสครั้นมาเห็นแล้วก็รู้ว่า ตกอยู่ในอำนาจแห่งอินทรีย์ จึงถามว่า ดูก่อนนารทะ เธอตกอยู่ในอำนาจแห่งอินทรีย์กระมัง

เมื่อนารทดาบส พอได้ฟังถ้อยคำดังนั้น ก็ลุกขึ้นถวายอภิวาทกล่าวว่า ถูกแล้วท่านอาจารย์

ท่านสรภังคดาบสจึงกล่าวว่า ดูก่อนนารทะ ธรรมดาผู้ที่ตกอยู่ในอำนาจอินทรีย์ ในอัตภาพนี้ก็ซูบซีด เสวยทุกข์ ในอัตภาพที่สองย่อมเกิดในนรก ดังนี้แล้ว กล่าวคาถาที่ ๑ ความว่า:

[๑๑๗๑] ดูกรนารทะ บุรุษใดตกอยู่ในอำนาจแห่งอินทรีย์เพราะกาม บุรุษนั้นละ

โลกทั้งสองไปแล้ว ย่อมเกิดในอบายมีนรกเป็นต้น แม้เมื่อยังเป็นอยู่ก็

ย่อมซูบซีดไป.

นารทดาบสได้ฟังดังนั้น จึงถามว่า ข้าแต่ท่านอาจารย์ ขึ้นชื่อว่าการเสพกาม ย่อมเป็นสุข แต่ท่านมากล่าวความสุขเช่นนี้ว่า เป็นทุกข์ ดังนี้ หมายถึงอะไร ?

ลำดับนั้นท่านสรภังคดาบสได้กล่าวว่า ถ้าเช่นนั้น เธอจงฟัง แล้วกล่าวคาถาที่ ๒ ความว่า:

[๑๑๗๒] ทุกข์เกิดในลำดับแห่งสุข สุขเกิดในลำดับแห่งทุกข์ ส่วนท่านนั้นประ

สบความทุกข์มากกว่าสุข ท่านจงหวังความสุขอันประเสริฐเถิด.

ท่านกล่าวคำอธิบายไว้ดังนี้ ดูก่อนนารทะ สัตว์เหล่านี้ทำกาละ ลงในสมัยที่เสพกาม ย่อมเกิดในนรกอันเป็นสถานที่มีทุกข์โดยส่วนเดียว ส่วนผู้รักษาศีลและเจริญวิปัสสนาย่อมลำบาก เขาเหล่านั้นรักษาศีลด้วย ความลำบากแล้ว ย่อมกลับได้ความสุขดังกล่าวแล้ว ด้วยผลแห่งศีล อาศัยเหตุนี้เราจึงกล่าวอย่างนี้

นารทดาบสกล่าวว่า ข้าแต่ท่านอาจารย์ ทุกข์นี้นั้นข้าพเจ้าไม่อาจอดกลั้นได้ ลำดับนั้น พระมหาสัตว์กล่าวกะนารทดาบสว่า ดูก่อน นารทะ ธรรมดาทุกข์ที่เกิดขึ้นแล้ว บุคคลพึงอดกลั้นได้ดังนี้ แล้วกล่าวคาถาที่ ๓ ความว่า:

[๑๑๗๓] ในเวลาเกิดความลำบาก บุคคลใดอดทนต่อความลำบากได้ บุคคลนั้น

ย่อมไม่เป็นไปตามความลำบาก บุคคลนั้นเป็นนักปราชญ์ ย่อมบรรลุสุข

ปราศจากเครื่องประกอบ อันเป็นที่สุดแห่งความลำบาก.

ท่านกล่าวคำอธิบายไว้ว่า ดูก่อนนารทะ บุคคลใดในกาลเมื่อ ความลำบากคือทุกข์ อันเป็นไปทางกายและทางจิตเกิดขึ้นแล้ว เป็นผู้ไม่ประมาท หาอุบายกำจัดความลำบากนั้นเสียได้ อดกลั้นต่อความลำบากได้ ชื่อว่าไม่เป็นไปในอำนาจความลำบากนั้น ใช้อุบายนั้นๆ ทำความลำบากนั้นให้หมดไปได้ บุคคลนั้นเป็นนักปราชญ์ บรรลุความสุขที่ปราศจากอามิส

นารทดาบสกล่าวว่า ข้าแต่ท่านอาจารย์ ขึ้นชื่อว่ากามสุขเป็นสุขสูงสุด ข้าพเจ้าไม่อาจละกามสุขนั้นได้ ลำดับนั้น พระมหาสัตว์จึงกล่าวกะนารทดาบสว่า ดูก่อนนารทะ ขึ้นชื่อว่าธรรม บุคคลไม่ควรให้พินาศด้วยเหตุไรๆ ก็ตาม ดังนี้แล้วกล่าวคาถาที่ ๔ ความว่า:

[๑๑๗๔] ท่านไม่ควรเคลื่อนจากธรรม เพราะปรารถนากามทั้งหลาย เพราะเหตุใช่

ประโยชน์ เพราะเหตุเป็นประโยชน์ ถึงท่านจะทำสุขในฌานที่สำเร็จ

แล้วให้นิราศไป ก็ไม่ควรจะเคลื่อนจากธรรมเลย.

ท่านกล่าวคำอธิบายไว้ว่า ดูก่อนนารทะ เธอไม่ควรเคลื่อนจากธรรม เพราะปรารถนาวัตถุกามเท่านั้นเลย คือ เมื่อสิ่งมิใช่ประโยชน์อย่างหนึ่งเกิดขึ้น และประสงค์จะกำจัดสิ่งนั้น ก็ไม่ควรเคลื่อนจากธรรม เพราะมุ่งประโยชน์ คือเพราะประโยชน์อันเป็นต้นเหตุ อธิบายว่า ก็เธอสมควรเคลื่อนจากธรรม เพราะเหตุอันเป็น ประโยชน์อย่างนี้ว่า ประโยชน์อย่างโน้นจะเกิดแก่เรา คือ ถึงเธอจะทำฌานสุขที่ทำจนสำเร็จแล้วให้เสื่อมสิ้นไป ก็ยังไม่สมควรเคลื่อนเสียจากธรรม

เมื่อสรภังคดาบสแสดงธรรมด้วยคาถา ๔ คาถาอย่างนี้แล้ว กาฬเทวิลดาบส เมื่อจะกล่าวสอนน้องชายของตน จึงกล่าวคาถาที่ ๕ ความว่า:

[๑๑๗๕] ความขยันของคฤหบดีผู้อยู่ครองเรือนดีชั้นหนึ่ง การแบ่งปันโภคทรัพย์

ให้แก่สมณพราหมณ์ ผู้ตั้งอยู่ในธรรมแล้วบริโภคด้วยตนเอง ดีชั้น

สอง เมื่อได้ประโยชน์ไม่ระเริงใจด้วยความมัวเมา ดีชั้นสาม เมื่อเวลา

เสื่อมประโยชน์ ไม่มีความลำบากใจ ดีชั้นสี่.

ดูก่อน นารทะ คฤหบดีผู้อยู่ครองเรือน ฉลาดไม่เกียจคร้านทำโภคะให้เกิด ขึ้น ชื่อว่าขยันหมั่นเพียร คือความเป็นผู้ฉลาด ข้อนี้ดีชั้น ๑

การแบ่งปันโภคะที่ให้เกิดแล้วด้วยความ ลำบาก แก่สมณพราหมณ์ผู้ประพฤติธรรม แล้วจึงบริโภค ข้อนี้ดีที่ ๒

เมื่ออิสริยยศอันยิ่งใหญ่เกิดขึ้นแล้ว ก็ไม่ร่าเริงใจด้วยอำนาจความมัวเมา ได้แก่ปราศจากความระเริงใจ ข้อนี้ ดีที่ ๓

ก็เมื่อใดมีความเสื่อมประโยชน์ คือยศพินาศ เมื่อนั้นไม่มีความลำบากซบเซา ข้อนี้ดีที่ ๔

ดูก่อนนารทะ เพราะเหตุนั้น เธออย่าเศร้าโศกไปเลยว่า ฌานของเราเสื่อมไปแล้ว ถ้าเธอไม่ตกอยู่ในอำนาจของอินทรีย์ แม้ฌานของเธอที่เสื่อมแล้ว ก็จักกลับคืนเป็นปกติเหมือนเดิม

พระศาสดา ผู้ตรัสรู้เองด้วยพระปัญญาอันยิ่ง ทรงทราบความที่ กาฬเทวิลดาบส กล่าวสอนนารทดาบสนั้น ตรัสพระคาถาที่ ๖ ความว่า:

[๑๑๗๖] เทวิลดาบสผู้สงบระงับ ได้พร่ำสอนความเป็นบัณฑิตกะนารทดาบสนั้น

ด้วยคำมีประมาณเท่านี้ว่า บุคคลผู้เลวกว่าผู้ที่ตกอยู่ในอำนาจอินทรีย์

ไม่มีเลย.

พระคาถานั้น มีอรรถาธิบายว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เทวิลดาบสผู้สงบระงับ พร่ำสอนความเป็นบัณฑิตกะนารทดาบสนั้น ด้วยคำเท่านี้ว่า ก็ผู้ใดตกอยู่ในอำนาจแห่งอินทรีย์ ด้วยสามารถแห่งกิเลส คนอื่นที่จะเลวไปกว่าผู้นั้นมิได้มีสักนิดเลย

ลำดับนั้น สรภังคศาสดาเรียกนารทดาบสนั้นมากล่าวว่า ดูก่อน นารทะ เธอจะฟังคำนี้ก่อน ผู้ใดไม่ทำสิ่งที่ควรจะพึงทำก่อน ผู้นั้นย่อมเศร้าโศกร่ำไร เหมือนมาณพที่เที่ยวไปในป่าฉะนั้น ดังนี้แล้วได้นำเอา เรื่องในอดีตมาสาธก ดังต่อไปนี้:

ในอดีตกาล ในกาสีนิคมตำบล ๑ มีพราหมณ์มาณพคน ๑ รูปงาม สมบูรณ์ด้วยเรี่ยวแรง มีกำลังเท่าช้างสาร พราหมณ์มาณพนั้น คิดว่า ประโยชน์อะไรที่เราจะทำกสิกรรมเป็นต้นเลี้ยงมารดา ประโยชน์อะไรด้วยบุตรภรรยา ประโยชน์อะไรด้วยบุญมีทานเป็นต้นที่เราทำไว้ เราจักไม่เลี้ยงดูใครๆ จักไม่ทำบุญอะไรๆ จักเข้าป่าฆ่าเนื้อต่างๆ เลี้ยงชีวิต

ดังนี้แล้ว จึงผูกสอดอาวุธ ๕ ชนิด มุ่งไปสู่ป่าหิมพานต์ ฆ่าเนื้อต่างๆ กิน วันหนึ่งไปถึงเวิ้งภูเขาใหญ่ มีภูเขาห้อมล้อมรอบใกล้ฝั่งวิธินีนที ภายในหิมวันตประเทศ ฆ่าเนื้อแล้วกินเนื้อที่ย่างในถ่านเพลิงอยู่ ณ ที่นั้น มาณพนั้นคิดว่า เราจักมีเรี่ยวแรงอยู่เสมอไปไม่ได้ เวลาทุพพลภาพเราจักไม่อาจเที่ยวไปในป่า บัดนี้เราจักต้อนเนื้อนานาชนิดเข้าเวิ้งภูเขาแล้ว ทำประตูปิดไว้ เมื่อเข้าไปป่าไม่ได้เราจักได้ฆ่าเนื้อกินตามชอบใจ คิดดังนี้แล้วเขาก็ทำตามนั้น

ครั้นกาลล่วงไป กรรมของเขาถึงที่สุดให้ผลเป็นทิฏฐธรรมเวทนีย์ทันตาเห็น คือมือเท้าของตนใช้ไม่ได้ เขาไม่อาจเดินและพลิกไปมาได้ กินของเคี้ยวของบริโภคอะไรๆ ไม่ได้ น้ำก็ดื่มไม่ได้ ร่างกายเหี่ยวแห้ง เป็นมนุษย์เปรต ร่างกายแตกปริเป็นร่องริ้วเหมือนแผ่นดินแตกระแหงในฤดูร้อนฉะนั้น เขามีรูปร่างทรวดทรงน่าเกลียด น่ากลัว เสวยทุกข์ใหญ่หลวง

เมื่อเวลาล่วงผ่านไปนานด้วยอาการอย่างนี้ พระเจ้าสีวิราชในสีวิรัฐ ทรงพระดำริว่า เราจักเสวยเนื้อย่างในป่า จึงมอบราชสมบัติให้อำมาตย์ทั้งหลายดูแลแทน พระองค์เหน็บอาวุธห้าอย่างเสด็จเข้าป่า ฆ่าเนื้อ เสวยเนื้อเรื่อยมาจนลุถึงประเทศนั้นโดยลำดับ ทอดพระเนตร เห็นบุรุษนั้นตกพระทัย ครั้นดำรงพระสติได้ จึงตรัสถามว่า พ่อมหาจำเริญท่านเป็นใคร ?

เขาตอบว่า นาย ข้าพเจ้าเป็นมนุษย์เปรตเสวยผลกรรมที่ตนทำไว้ ก็ท่านเล่าเป็นใคร ?

เราคือพระเจ้าสีวิราช

พระองค์เสด็จมาที่นี้เพื่ออะไร ?

เพื่อเสวยเนื้อมฤค

ลำดับนั้น มาณพนั้นจึงกราบทูลว่า ข้าแต่มหาราชเจ้า แม้ข้าพระองค์ก็มาด้วยเหตุนี้แหละ จึงเป็นมนุษย์เปรต แล้วทูลเรื่องทั้งหมดโดยพิสดาร เมื่อจะกราบทูลความที่ตนเสวยทุกข์แด่พระราชา ได้กล่าวคาถาที่เหลือ ความว่า:

[๑๑๗๗] ข้าแต่พระเจ้าสีวิราช พระองค์เกือบจะถึงความพินาศอยู่ในเงื้อมมือของ

ศัตรูทั้งหลายเทียว เหมือนข้าพระองค์ไม่กระทำกรรมที่ควรกระทำ ไม่

ศึกษาศิลปวิทยา ไม่ทำความขวนขวายเพื่อให้เกิดโภคทรัพย์ ไม่ทำ

อาวาหวิวาหะ ไม่รักษาศีล ไม่กล่าววาจาอ่อนหวาน ทำยศเหล่านี้ให้

เสื่อมไป จึงมาบังเกิดเป็นเปรต เพราะกรรมของตน.

[๑๑๗๘] (ถ้า)ข้าพระองค์นั้นปฏิบัติชอบแล้ว พึงยังโภคะให้เกิดขึ้น เหมือนบุรุษชำนะ

แล้วพันคน ไม่มีพวกพ้องที่พึ่งอาศัย ล่วงเสียจากอริยธรรม มีอาการ

เหมือนเปรต ฉะนั้น.

[๑๑๗๙] ข้าพระองค์ทำสัตว์ทั้งหลาย ผู้ใคร่ต่อความสุขให้ได้รับความทุกข์ จึงได้

มาถึงส่วนอันนี้ ข้าพระองค์นั้นดำรงอยู่ เหมือนบุคคลอันกองถ่านไฟ

ล้อมรอบด้าน ย่อมไม่ได้ประสบความสุขเลย.

ก็มาณพนั้น ครั้นกล่าวอย่างนี้แล้ว กราบทูลต่อไปว่า ข้าแต่พระมหาราชเจ้า ข้าพระองค์ประสงค์ความสุข แต่ทำผู้อื่นให้ได้รับความทุกข์ จึงเป็นมนุษย์เปรตในปัจจุบันทันตาเห็น เพราะฉะนั้นขอพระองค์ อย่าทรงทำกรรมชั่วเลย จงเสด็จไปพระนครของพระองค์ ทรงบำเพ็ญ บุญมีให้ทานเป็นต้นเถิด พระเจ้าสีวิราชได้ทรงกระทำตามนั้น ทรงบำเพ็ญทางไปสู่สวรรค์.

สรภังคศาสดา นำเรื่องนี้มาแสดงให้ดาบสเข้าใจแจ่มแจ้งเป็นอันดี ดาบสนั้นได้ความสลดใจ เพราะถ้อยคำของสรภังคศาสดา จึงไหว้ ขอขมาโทษ แล้วทำกสิณบริกรรม ทำฌานที่เสื่อมแล้วให้กลับคืนเป็นปกติ สรภังคดาบส ไม่ยอมให้นารทดาบสอยู่ที่ที่นั้น พาไปยังอาศรมของตน

พระศาสดาครั้นทรงนำพระธรรมเทศนานี้มาแสดงแล้ว ทรงประกาศสัจจะ เวลาจบสัจจะ ภิกษุผู้กระสันดำรงอยู่ในโสดาปัตติผล พระทศพลทรงประชุมชาดกว่า นารทดาบสในครั้งนั้น ได้เป็นภิกษุผู้กระสัน สาลิสสรดาบสได้เป็นพระสารีบุตร เมณฑิสสรดาบสได้เป็น พระกัสสปะ ปัพพตดาบสได้เป็นพระอนุรุทธะ กาฬเทวิลดาบสได้เป็น พระกัจจายนะ อนุสิสสะดาบสได้เป็นพระอานนท์ กิสวัจฉดาบสได้ เป็นพระโมคคัลลานะ ส่วนสรภังคดาบส คือเราตถาคต ฉะนี้แล

จบ อินทริยชาดก