#echo banner="" สุสันธีชาดก/

คลิกเมาส์ที่ใดก็ได้ในเฟรมนี้เพื่อเรียกเมนูด่วน

สุสันธีชาดก

ว่าด้วยนางผิวหอม

พระศาสดาเมื่อประทับอยู่ ณ พระวิหารเชตวัน ทรงปรารภ ภิกษุผู้กระสันอยากสึก จึงตรัสพระธรรมเทศนานี้ ดังนี้ :

ได้ยินว่า พระศาสดาตรัสถามภิกษุนั้นว่า ดูก่อนภิกษุ ได้ยินว่า เธอกระสันอยากสึกจริงหรือ เมื่อภิกษุนั้นทูลรับว่า จริง พระเจ้าข้า จึงตรัสว่า เพราะเห็นอะไร เมื่อภิกษุนั้นกราบทูลว่า เพราะเห็นสตรีประดับประดาแต่งตัว พระเจ้าข้า จึงตรัสว่า ดูก่อนภิกษุ ธรรมดาว่าสตรีนี้ ใครๆ ไม่อาจรักษาไว้ได้ แม้บัณฑิตแต่ก่อนจะรักษาไว้ในสุบรรณพิภพ ก็ไม่อาจรักษาไว้ได้ ครั้นเมื่อภิกษุนั้นทูลอาราธนาแล้ว จึงทรงนำเอาเรื่องในอดีตมาสาธก ดังต่อไปนี้ :

ในอดีตกาล พระราชาพระนามว่าตัมพราช ครองราชสมบัติอยู่ในนครพาราณสี พระอัครมเหสีของพระเจ้าตัมพราชนั้น พระนามว่า สุสันธี ทรงพระรูปโฉมอันล้ำเลิศ ครั้งนั้น พระโพธิสัตว์บังเกิดเป็นพญาครุฑ ในกาลนั้น ได้มีเกาะนาคชื่อว่า เสรุมทวีป พระโพธิสัตว์อยู่ในสุบรรณพิภพ ณ เกาะนี้

วันหนึ่งพระโพธิสัตว์ออกจากสุบรรณพิภพไปยังนครพาราณสี แปลงเพศเป็นมาณพ เล่นสกากับพระเจ้าตัมพราช หญิงผู้เป็นปริจาริกาเห็นรูปสมบัติของมาณพนั้น จึงทูลพระนางสุสันธีว่า มาณพผู้มาเล่นสกาเล่นสกากับพระราชาของเรามีรูปงามนัก พระนางสุสันธีนั้นได้ฟังดังนั้นก็มีความประสงค์จะดูมาณพนั้น

วันหนึ่ง ทรงแต่งองค์แล้วเสด็จมายังสนามเล่นสกา ประทับยืนอยู่ในระหว่างพวกนางปริจาริกาทรงแลดูมาณพนั้น ฝ่ายมาณพนั้นก็แลดูพระเทวี ทั้งสองคนต่างมีจิตปฏิพัทธ์กันและกัน พระยาสุบรรณบันดาลให้ลมพายุเกิดขึ้นในนครด้วยอานุภาพของตน ชนทั้งหลายพากันออกจากพระราชนิเวศน์ เพราะกลัวเรือนพัง พระยา สุบรรณนั้นกระทำนครให้มืดมนด้วยอานุภาพของตนแล้ว พาพระเทวีเหาะไปยังพิภพของตน ณ เกาะนาคทวีป ไม่มีใครที่จะรู้สถานที่ที่พระนางสุสันธีเสด็จไปเลย พระยาสุบรรณก็สู่สมอภิรมย์อยู่กับพระนางสุสันธีนั้น แล้วก็ไปเล่นสกากับพระราชาอีก

พระราชานั้นมีคนธรรพ์ ชื่อว่า อัคคะ ท้าวเธอไม่ทรงทราบว่าพระเทวีหายไปไหน จึงตรัสเรียกคนธรรพ์นั้นมาแล้วมีพระดำรัสว่า ดูก่อนพ่อคนธรรพ์ เธอจงไป จงเที่ยวไปตามทางบก และทางน้ำให้ทั่วจนพบเห็นสถานที่ที่พระเทวีเสด็จไป

คนธรรพ์นั้น ถือเอาเสบียงแล้วค้นหาไปตั้งแต่บ้านใกล้ประตูจนถึงท่าภารุกัจฉา ครั้งนั้น พ่อค้าชาวภารุกัจฉาจะแล่นเรือไปยังสุวรรณภูมิ คนธรรพ์นั้นจึงเข้าไปหาพ่อค้าเหล่านั้น แล้วกล่าวว่า ข้าพเจ้าเป็นคนธรรพ์ นักขับร้องจักทำการขับร้องให้แก่พวกท่าน โดยหักเป็นค่าเรือ ขอท่านทั้งหลายจงพาข้าพเจ้าไปด้วย พ่อค้าเหล่านั้นรับว่าได้ แล้วให้เขาขึ้นไปยังเรือนั้นแล้วออกเรือไป

เมื่อเรือแล่นไปแล้ว พ่อค้าเหล่านั้นจึงเรียกคนธรรพ์นั้นมาแล้วกล่าวว่า จงทำการขับร้องให้พวกเราฟัง

คนธรรพ์กล่าวว่า ถ้าข้าพเจ้าทำการขับร้องขึ้นเมื่อใด ฝูงปลาทั้งหลายจักเคลื่อนไหว เมื่อเป็นเช่นนั้นเรือ ของท่านทั้งหลายจักแตก

พวกพ่อค้ากล่าวว่า เมื่อกระทำการขับร้องอยู่ในทางของมนุษย์ ชื่อว่าพวกปลาจะเคลื่อนไหวย่อมไม่มี ท่านจงขับร้องเถอะ

คนธรรพ์จึงกล่าวว่า ถ้าอย่างนั้นท่านทั้งหลายอย่าโกรธข้าพเจ้า แล้วแก้พิณออกทำการขับร้องให้เสียงดีดพิณเข้ากับเสียงขับ และให้เสียงขับเข้ากับเสียงดีดพิณ ปลาทั้งหลายเคลิบเคลิ้มเพราะเสียงนั้นจึงพากันเคลื่อนไหว ครั้งนั้น มังกร (ชนิดของปลา) ตัวหนึ่ง กระโดดตกลงไปในเรือทำให้เรือแตก

นายอัคคะนั้นนอนอยู่ในแผ่นกระดานลอยไปตามลมจนถึงแหล่งของต้นไทรอันเป็นสุบรรณพิภพ ณ เกาะนาคทวีป ฝ่ายพระนางสุสันธีเทวี ในเวลาที่พระยาสุบรรณไปเล่นสกากับพระราชา ก็ลงจากวิมานเดินเที่ยวไปที่ชายฝั่ง เห็นคนธรรพ์ชื่อว่าอัคคะนั้น ทรงจำได้ จึงถามว่า ท่านมาได้อย่างไร ? คนธรรพ์นั้นจึงทูลให้ทราบทั้งหมด พระนางสุสันธีจึงปลอบโยนคนธรรพ์นั้นว่า ถ้าอย่างนั้น ท่านอย่ากลัวไปเลย แล้วเอาแขนทั้งสองโอบอุ้มขึ้นไปยังวิมาน ให้นอนบนที่นอน ในเวลาที่นายอัคคะกระปรี้กระเปร่าขึ้นแล้ว ก็ให้โภชนาหารทิพย์ ให้อาบน้ำหอม ทิพย์ ให้นุ่งห่มผ้าทิพย์ ประดับด้วยของหอมและดอกไม้ทิพย์ แล้วกลับให้นอนบนที่นอนทิพย์อีก

พระนางปฏิบัติคนธรรพ์นั้น ด้วยประการอย่างนี้ เวลาพระยาสุบรรณมา ก็ปกปิดไว้เสีย เวลาพระยาสุบรรณไป ก็อภิรมย์ด้วยอำนาจกิเลสกับคนธรรพ์นั้น จากนั้น ล่วงไปได้กึ่งเดือน พ่อค้าชาวเมืองพาราณสีมาถึงที่โคนต้นไทร ในเกาะนั้น เพื่อต้องการจะเอาฟืนและน้ำ นายอัคคะนั้นนั่งเรือกลับไปยังนครพาราณสีได้เฝ้าพระราชาเสร็จเรียบร้อยแล้ว

ครั้นในเวลา พระยาสุบรรณนั้นมาเล่นสกาจึงถือพิณ เมื่อจะขับร้องถวายพระราชา จึงกล่าวคาถาที่ ๑ ว่า

[๗๔๘] กลิ่นดอกไม้มิติระ หอมฟุ้งไป น้ำทะเลคะนองใหญ่ พระนางสุสันธี

อยู่ห่างไกลจากนครนี้ ข้าแต่พระเจ้าตัมพราช กามทั้งหลายเสียบแทงหัว

ใจข้าพระบาทอยู่.

เขาว่า ต้นไทรที่เกาะนาคทวีปนั้นมีต้นติมิระล้อมรอบอยู่ นายอัคคคนธรรพ์ กล่าวอย่างนั้นโดยให้หมายถึงดอกของต้นติมิระเหล่านั้น

พระยาสุบรรณได้ฟังดังนั้น จึงกล่าวคาถาที่ ๒ ว่า :

[๗๔๙] ท่านข้ามทะเลไปได้อย่างไร ท่านได้เห็นเกาะเสรุมะได้อย่างไร ดูกรนาย

อัคคะ ความสมาคมของนาง และท่าน ได้มีขึ้นอย่างไร ?

ลำดับนั้น อัคคคนธรรพ์ได้กล่าวคาถา ๓ คาถาว่า :

[๗๕๐] เมื่อพวกพ่อค้าผู้แสวงหาทรัพย์ ออกไปจากท่าชื่อภรุกัจฉะ พวกมังกร

ทำให้เรือแตกแล้ว เราได้ลอยไปกับแผ่นกระดาน.

[๗๕๑] พระนางสุสันธีมีกลิ่นพระกายหอมดุจแก่นจันทน์อยู่เป็นนิตย์ น่าดูน่าชม

ทรงเห็นข้าพระบาทเข้าแล้ว ปลอบโยนด้วยวาจาอันอ่อนหวาน ได้ทรง

อุ้มข้าพระบาทด้วยแขนทั้งสองเหมือนกับมารดา อุ้มบุตรผู้เกิดจากอก

ฉะนั้น.

[๗๕๒] พระนางผู้มีพระเนตรอ่อนหวาน ทรงบำรุงบำเรอข้าพระบาทด้วยข้าว

น้ำ ผ้า ที่นอน และแม้ด้วยพระองค์ ข้าแต่พระเจ้าตัมพราช ขอพระ

องค์โปรดทรงทราบอย่างนี้เถิด.

เมื่อคนธรรพ์อยู่นั้นแหละ พระยาสุบรรณ มีความร้อนใจ คิดว่า เราแม้อยู่ในสุบรรณพิภพ ก็ไม่อาจรักษานางได้ ประโยชน์อะไรกับเราที่จะเกี่ยวข้องกับนางผู้ทุศีล จึงนำพระนางมาถวายคืนพระราชา แล้วกลับไป ตั้งแต่นั้น ก็ไม่ได้มาอีกเลย.

พระศาสดาครั้นทรงนำพระธรรมเทศนานี้มาแสดงแล้ว ทรงประกาศสัจจะ ในเวลาจบสัจจะ ภิกษุผู้ กระสันจะสึก ได้ดำรงอยู่ในโสดาปัตติผล แล้วทรงประชุมชาดกว่า พระราชาในครั้งนั้น ได้ เป็นพระอานนท์ ส่วนพระยาสุบรรณในครั้งนั้น ได้เป็นเราตถาคต ฉะนี้แล.

จบ สุสันธีชาดก