#echo banner="" เกสวชาดก/

คลิกเมาส์ที่ใดก็ได้ในเฟรมนี้เพื่อเรียกเมนูด่วน

เกสวชาดก

ความคุ้นเคยเป็นรสอันยอดเยี่ยม

พระศาสดาเมื่อประทับอยู่ ณ พระวิหารเชตวัน ทรงปรารภ โภชนะแห่งผู้คุ้นเคยกัน จึงตรัสพระธรรมเทศนานี้ ดังนี้

ได้ยินว่า ในเรือนของท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐี มีภัตตาหารไว้ถวายภิกษุ ๕๐๐ รูปเป็นประจำ เรือนของท่านเศรษฐีจึงเป็นเสมือนบ่อน้ำของภิกษุสงฆ์อยู่เป็นนิตยกาล เรืองรองด้วยผ้ากาสาวพัสตร์ คลาคล่ำด้วยหมู่ฤๅษีผู้แสวงบุญ

อยู่มาวันหนึ่ง พระราชาทรงกระทำประทักษิณพระนคร ทอดพระเนตรเห็นภิกษุสงฆ์ในนิเวศน์ของ เศรษฐี ทรงดำริว่า แม้เราก็จักถวายภิกษาหารเป็นประจำแก่ภิกษุ ๕๐๐ รูป จึงเสด็จไปวิหารทรงนมัสการพระศาสดา แล้วทรงเริ่มตั้งภิกษาหารแก่ภิกษุ ๕๐๐ รูปเป็นประจำ

นับแต่นั้นมา ก็ทรงถวายภิกษาหารในพระราชนิเวศน์เป็นประจำ โภชนะแห่งข้าวสาลีมีกลิ่นหอมซึ่งเก็บไว้ถึง ๓ ปี เป็นของประณีต แต่ผู้ถวายภิกษาหารนั้นด้วยมือของตน หรือด้วยความคุ้นเคยก็ดี หรือด้วยความสิเนหาก็ดี มิได้มี พวกข้าหลวงย่อมจัดให้ถวาย ภิกษุทั้งหลายไม่ปรารถนาที่จะนั่งฉันในพระราชนิเวศน์ ต่างก็รับเอาภัตตาหารมีรสเลิศต่างๆ เหล่านั้นแล้ว ก็ไปยังตระกูลอุปัฏฐากของตนๆ ให้ภัตตาหารที่ได้รับจากในวังแก่พวกอุปัฏฐากเหล่านั้น แล้วพากันฉันภัตตาหารที่อุปัฏฐากเหล่านั้นถวาย ไม่ว่าภัตตาหารเหล่านั้นจะเศร้าหมองหรือประณีตก็ตาม

อยู่มาวันหนึ่ง เขานำผลาผลเป็นอันมากมาถวายพระราชา ท้าวเธอรับสั่งว่า พวกท่านจงถวายแด่ภิกษุสงฆ์ คนทั้งหลายจึงพากันไปยังโรงภัตตาหาร ไม่เห็นภิกษุสักรูปเดียว จึงกราบทูลแก่พระราชาว่า แม้ภิกษุรูปเดียวก็ไม่มี พระเจ้าข้า

พระราชาตรัสว่า ยังไม่ถึงเวลากระมัง

คนทั้งหลายกราบทูลว่า ถึงเวลาแล้ว พระเจ้าข้า แต่ภิกษุทั้งหลายรับภัตตาหารในวังของพระองค์แล้ว ไปในเรือนแห่งอุปัฏฐากผู้คุ้นเคยของตนๆ ให้ภัตตาหารนั้นแก่อุปัฏฐากเหล่านั้น แล้วฉันภัตตาหารที่อุปัฏฐากเหล่านั้นถวาย จะเศร้าหมองหรือประณีตก็ตาม

พระราชาทรงดำริว่า ภัตตาหารของเราประณีต เพราะเหตุไรหนอ ภิกษุทั้งหลายจึงไม่ฉันภัตตาหารนั้น พากันฉันภัตตาหารอื่น เราจักทูลถามพระศาสดา จึงเสด็จไปพระวิหาร ทรงนมัสการ แล้วจึงทูลถามเรื่องนั้น

พระศาสดาตรัสว่า มหาบพิตร ธรรมดา การบริโภคโภชนะมีความคุ้นเคยกันสำคัญยิ่ง เพราะในพระราชวังของพระองค์ไม่มีผู้เข้าไปทำความคุ้นเคย แล้วให้ด้วยความสนิทสนม ภิกษุทั้งหลายจึงรับภัตตาหารแล้วฉันในที่แห่งคนผู้มีความคุ้นเคยแก่ตน มหาบพิตร ชื่อว่ารสอื่นเช่นกับความคุ้นเคย ย่อมไม่มี แม้ของอร่อย ๔ อย่างที่คนผู้ไม่คุ้นเคยให้ ย่อมไม่มีค่าเทียบกับแม้เพียงเปรียงที่คนผู้คุ้นเคยให้ แม้บัณฑิตในสมัยก่อนทั้งหลาย ครั้นเมื่อโรคเกิดขึ้น เมื่อพระราชาแม้ทรงพาหมอทั้ง ๕ ตระกูลไปให้กระทำยา โรคก็ไม่สงบ แต่เมื่อได้ไปยังสำนักของคนผู้คุ้นเคยกัน บริโภคยาคูอันทำด้วยข้าวฟ่างและลูกเดือยซึ่งไม่เค็ม และผักซึ่งราดด้วยสักแต่ว่าน้ำเปล่า ไม่มีรสเค็ม ก็หายโรค ครั้นพระราชานั้นทูลอาราธนาแล้ว จึงทรงนำเอาเรื่องในอดีตมาสาธก ดังต่อไปนี้ :

ในอดีตกาล เมื่อพระเจ้าพรหมทัตครองราชสมบัติอยู่ในนครพาราณสี พระโพธิสัตว์ได้บังเกิดในตระกูลพราหมณ์ ณ กาสิกรัฐ บิดามารดาตั้งชื่อกุมารนั้นว่า กัปปกุมาร กัปปกุมารนั้นเจริญวัยแล้ว เรียนศิลปะทุกอย่างในเมืองตักกสิลา ภายหลังต่อมาได้บวชเป็นฤๅษี

ครั้งนั้น เกสวดาบสห้อมล้อมด้วยดาบส ๕๐๐ รูป เป็นครูของคณะ อยู่ในหิมวันตประเทศ พระโพธิสัตว์ได้ไปยังสำนักของเกสวดาบสนั้น อยู่เป็นอันเตวาสิก (ศิษย์) ผู้ใหญ่แห่งอันเตวาสิก ๕๐๐ รูป อัธยาศัยใจคอของพระโพธิสัตว์นั้นได้มีความสนิทสนมต่อเกสวดาบส ดาบสเหล่านั้นได้เป็นผู้คุ้นเคยกันและกันยิ่งนัก

จำเนียรกาลนานมา เกสวดาบสได้พาดาบสเหล่านั้นไปยังถิ่นมนุษย์ เพื่อต้องการเสพรสเค็มและรสเปรี้ยว ถึงนครพาราณสีแล้วอยู่ในพระราชอุทยาน วันรุ่งขึ้น เข้าไปสู่พระนครเพื่อภิกขาจาร ได้ไปถึงประตูพระราชวัง พระราชาทรงเห็นหมู่ฤๅษีจึงให้ไปนิมนต์มาแล้วให้ฉันในภายในพระราชนิเวศน์ ทรงอาราธนาให้พักอยู่ในพระราชอุทยานในช่วงฤดูฝน ครั้นเมื่อล่วงกาลฤดูฝนแล้ว เกสวดาบสได้ทูลอำลาพระราชา พระราชาตรัสว่า ท่านผู้เจริญ ท่านทั้งหลายเป็นผู้แก่เฒ่า จงอาศัยข้าพเจ้าอยู่ก่อน ส่งแต่ดาบสหนุ่มๆ ไปยังหิมวันตประเทศเถิด เกสวดาบสรับว่าดีละ แล้วส่งดาบสเหล่านั้นพร้อมกับอันเตวาสิกผู้ใหญ่ไปยังหิมวันตประเทศ ตนเองผู้เดียวยับยั้งอยู่

ฝ่ายกัปปดาบสก็ไปยังหิมวันตประเทศอยู่กับดาบสทั้งหลาย เกสวดาบสเมื่ออยู่เหินห่างกัปปดาบสก็รำคาญใจ เป็นผู้ใคร่จะเห็นกัปปดาบสนั้น ไม่เป็นอันได้หลับนอน เมื่อเกวสดาบสนั้นนอนไม่หลับ อาหารก็ไม่ย่อยไปด้วยดี โรคลงโลหิตก็ได้เกิดมีขึ้น ทุกขเวทนาเป็นไปอย่างแรงกล้า

พระราชาทรงพาแพทย์ ๕ สกุลมาปรนนิบัติพระดาบส โรคก็ไม่สงบ เกสวดาบสทูลพระราชาว่า มหาบพิตร พระองค์ปรารถนาให้อาตมภาพตาย หรือปรารถนาให้หายโรค

พระราชาตรัสว่า ปรารถนาให้หายโรคชิท่านผู้เจริญ

เกสวดาบสทูลว่า ถ้าอย่างนั้น พระองค์จึงส่งอาตมภาพไปยังหิมวันตประเทศ

พระราชา ตรัสว่า ดีละ ท่านผู้เจริญ แล้วทรงส่งนารทอำมาตย์ไปด้วยพระดำรัสว่า ท่านจงพาท่านผู้เจริญไปหิมวันตประเทศพร้อมกับพวกพรานป่า

นารทอำมาตย์นำเกสวดาบสนั้นไปหิมวันตประเทศแล้วกลับมา ฝ่ายเกสวดาบส เมื่อพอได้เห็นกัปปดาบสเท่านั้น โรคทางใจก็สงบ ความรำคาญใจก็ระงับไป ลำดับนั้น กัปปดาบสได้ให้ยาคูที่หุงด้วย ข้าวฟ่างและลูกเดือยพร้อมกับผักที่ราดรดด้วยน้ำเปล่าซึ่งไม่เค็ม ไม่ได้อบกลิ่น แก่เกสวดาบสนั้น โรคลงโลหิตของเกสวดาบสนั้นก็สงบระงับลงในขณะนั้นเอง

พระราชาทรงส่งนารทอำมาตย์นั้นไปอีก ด้วยรับสั่งว่า เธอจงไปฟังข่าวคราวของเกสวดาบสดูทีเถิด นารทอำมาตย์นั้นไปแล้ว ได้เห็นเกสวดาบสนั้นหายโรคแล้ว จึงกล่าวว่า ท่านผู้เจริญ พระเจ้าพาราณสีทรงพาแพทย์ ๕ ตระกูลมาปรนนิบัติ ไม่อาจทำท่านให้หายโรค กัปปดาบสปรนนิบัติท่านอย่างไร ? แล้วกล่าวคาถาที่ ๑ ว่า :

[๖๘๒] เป็นอย่างไรหนอ เกสวะดาบสผู้ควรบูชาของข้าพเจ้าทั้งหลายจึงละความ

เป็นพระเจ้าพาราณสีผู้เป็นจอมมนุษย์ ซึ่งสามารถให้สำเร็จประสงค์ทุก

อย่างทุกประการ แล้วมายินดีอยู่ในอาศรมของกัปปดาบส?

หมายความว่า เป็นอย่างไรหนอ เกสวะดาบสผู้ควรบูชาของข้าพเจ้าทั้งหลายจึงละพระเจ้าพาราณสีผู้เป็นจอมมนุษย์ ผู้ซึ่งสามารถให้สำเร็จประสงค์ทุกอย่างทุกประการ แล้วมายินดีอยู่ในอาศรมของกัปปดาบส?

เกสวดาบสได้ฟังดังนั้น จึงกล่าวคาถาที่ ๒ ว่า :

[๖๘๓] ดูกรนารทอำมาตย์ หมู่ไม้อันน่ารื่นรมย์ใจ มีอยู่ ถ้อยคำของกัปปดาบส

เป็นสุภาษิต ไพเราะ น่ารื่นรมย์ใจ ยังอาตมาให้ยินดี.

ก็แหละ เกสวดาบสครั้นกล่าวอย่างนี้แล้ว จึงกล่าวว่า กัปปดาบสทำเราให้ยินดีอยู่อย่างนี้ จึงให้เราดื่มยาคูที่หุงด้วยข้าวฟ่างและ ลูกเดือยอันระคนด้วยผักที่ราดด้วยน้ำ ซึ่งไม่เค็มและไม่ได้อบกลิ่น พยาธิในร่างกายของเราสงบระงับเพราะข้าวยาคูนั้น เราเป็นผู้หายโรคแล้ว นารทอำมาตย์ได้ฟังดังนั้น จึงกล่าวคาถาที่ ๓ ว่า :

[๖๘๔] พระคุณเจ้าบริโภคข้าวสุกสาลีที่ปรุงด้วยเนื้อสะอาด ไฉนข้าวฟ่างและ

ลูกเดือยอันหารสมิได้เลย จึงทำให้พระคุณเจ้ายินดีได้เล่า.

เกสวดาบสได้ฟังดังนั้น จึงกล่าวคาถาที่ ๔ ว่า :

[๖๘๕] ของบริโภคจะดีหรือไม่ดีก็ตาม จะน้อยหรือมากก็ตาม บุคคลใดคุ้นเคย

กันแล้ว จะพึงบริโภค ณ ที่ใด การบริโภค ณ ที่นั้นแหละดี เพราะรส

ทั้งหลาย มีความคุ้นเคยกันเป็นยอดเยี่ยม.

นารทอำมาตย์ได้ฟังคำของเกสวดาบสนั้นแล้ว จึงไปยังราชสำนักกราบทูลว่า เกสวดาบสกล่าวอย่างนี้

พระศาสดา ครั้นทรงนำพระธรรมเทศนานี้มาแสดงแล้ว จึงทรงประชุมชาดกว่า พระราชาในครั้งนั้น ได้เป็นพระอานนท์ นารทอำมาตย์ในครั้งนั้น ได้เป็นพระสารีบุตร เกสวดาบสในครั้งนั้น ได้เป็นพกมหาพรหม ส่วนกัปปดาบส คือเราตถาคต ฉะนี้แล

จบ เกสวชาดก