#echo banner="" กุนตินีชาดก/

คลิกเมาส์ที่ใดก็ได้ในเฟรมนี้เพื่อเรียกเมนูด่วน

กุนตินีชาดก

ว่าด้วยการเชื่อมมิตรภาพ

พระศาสดาเมื่อประทับอยู่ ณ พระวิหารเชตวัน ทรงปรารภ นางนกกะเรียนซึ่งอยู่อาศัยในพระราชวังของพระเจ้าโกศล จึงตรัส พระธรรมเทศนานี้ มีดังนี้

ได้ยินว่า นางนกกะเรียนนั้นเป็นผู้จำทูลพระราชสาสน์ของพระราชา นางนกนั้นมีลูกนกอยู่ ๒ ตัว พระราชาทรงให้นางนกนั้น ถือพระราชหัตถเลขาไปส่งแก่พระราชาองค์หนึ่ง ในเวลาที่นางนกนั้นไปแล้ว พวกทารกในราชสกุลพากันเอามือบีบลูกนกเหล่านั้นจนตายไป นางนกนั้นกลับมาแล้วเห็นลูกนกเหล่านั้นตายแล้วจึงถามว่า ใครฆ่าลูกฉันตาย ? เขาบอกว่า เด็กคนโน้นและเด็กคนโน้นฆ่า

ก็ในเวลานั้น ในราชสกุล มีเสือโคร่งที่เลี้ยงไว้ตัวหนึ่งดุร้ายหยาบช้า มันอยู่ได้โดยการล่ามไว้ ทีนั้นพวกเด็กเหล่านั้น ได้ไปเพื่อจะดูเสือโคร่งนั้น นางนกนั้นก็ได้ไปกับเด็กเหล่านั้น คิดว่า เราจักกระทำเด็กเหล่านี้ให้เหมือนกับที่มันฆ่าลูกของเรา จึงพาเด็กเหล่านั้นไปทำให้ล้มลงใกล้เท้าเสือโคร่ง เสือโคร่งเคี้ยวกินกร้วมๆ นางนกนั้นคิดว่า บัดนี้ ความปรารถนาของเราสำเร็จแล้ว จึงบินไปยังหิมวันตประเทศทันที

ภิกษุทั้งหลายได้สดับเหตุนั้นแล้วจึงนั่งสนทนากันในโรงธรรมสภาว่า อาวุโสทั้งหลาย ได้ยินว่า นางนกกะเรียนในราชสกุล กระตุ้นพวกเด็กที่ฆ่าลูกของตนให้ล้มลงที่ใกล้เท้าเสือโคร่ง แล้วบินไปยังหิมวันตประเทศเลยทีเดียว พระศาสดาเสด็จมาแล้วตรัสถามว่า ภิกษุทั้งหลาย บัดนี้ พวกเธอนั่งสนทนากันเรื่องอะไร เมื่อภิกษุทั้งหลายกราบทูลให้ทรงทราบถึงเรื่องที่สนทนากันอยู่ จึงตรัสว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย มิใช่บัดนี้ เท่านั้น แม้ในกาลก่อนนางนกกะเรียนนี้ก็กระตุ้นพวกเด็กผู้ฆ่าลูกของตนให้ล้ม แล้วไปสู่หิมวันตประเทศเหมือนกัน แล้วทรงนำเอา เรื่องในอดีตมาสาธก ดังต่อไปนี้

ในอดีตกาล เมื่อพระโพธิสัตว์ครองราชสมบัติในนครพาราณสี โดยธรรม โดยสม่ำเสมอ ในพระราชนิเวศน์ มีนางนกกะเรียนตัวหนึ่ง เป็นผู้จำทูลพระราชสาสน์ ข้อความทั้งหมดเช่นกับที่กล่าวมาแล้วข้างต้นนั่นเอง ส่วนความต่างกันมีดังต่อไปนี้ :

นางนกกะเรียนนั้นเมื่อทำให้เสือโคร่งฆ่าเด็กทั้งหลายแล้วก็คิดว่า บัดนี้ เราไม่อาจอยู่ในที่นี้เราจักต้องไป แต่เมื่อจะไป ถ้ายังไม่กราบทูลพระราชาให้ทรงทราบก่อนก็จักไม่ไป นางนกกะเรียนนั้นจึงเข้าไปเฝ้าพระราชาแล้วยืนอยู่ ณ ส่วนสุดข้างหนึ่ง กราบทูลว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เป็นนาย พวกเด็กฆ่าลูก ๆ ของข้าพระองค์ เพราะความพลั้งเผลอของพระองค์ ข้าพระองค์เป็นผู้ตกอยู่ในอำนาจของความโกรธ จึงฆ่าเด็กพวกนั้นตอบแทน บัดนี้ ข้าพระองค์ไม่อาจอยู่ในที่นี้ แล้วกล่าวคาถาที่ ๑ ว่า:

[๖๗๐] หม่อมฉันได้อาศัย อยู่ในพระราชนิเวศของพระองค์ พระองค์ทรงอุปถัมภ์

บำรุงมาเป็นอย่างดีมิได้ขาด มาบัดนี้ พระองค์ผู้เดียวได้ก่อเหตุขึ้น ข้าแต่

พระราชา มิฉะนั้น หม่อมฉันจะขอทูลลาไปป่าหิมพานต์.

หมายความว่า พระองค์นั่นแหละให้ข้าพระองค์ถือพระราชหัตถเลขาไปส่ง ไม่ทรงปกป้องบุตรทั้งหลายของข้าพระองค์ เพราะความประมาทของพระองค์ ชื่อว่าทรงก่อเหตุที่ทำให้ให้ข้าพระองค์ต้องไป

พระราชาทรงสดับดังนั้น จึงตรัสคาถาที่ ๒ ว่า:

[๖๗๑] ผู้ใดแล เมื่อคนอื่นทำกรรมอันชั่วร้ายให้แก่ตนแล้ว และตนก็ได้ทำตอบ

แทนแล้ว ย่อมรู้สึกได้ว่า เราได้ทำตอบแก่เขาแล้ว เวรของผู้นั้น ย่อม

สงบไปด้วยอาการเพียงเท่านี้ ดูกรนางนกกระเรียน ท่านจงอยู่ก่อนเถิด

อย่าเพิ่งไปเลย.

คำที่เป็นคาถานั้นมีใจความว่า บุคคลใด เมื่อคนอื่นกระทำกรรมอันชั่วร้าย เช่นฆ่าบุตรของตน เมื่อตนกระทำกรรมอันชั่วร้ายตอบต่อบุคคลนั้น ย่อมรู้สึกว่า เราทำตอบเขาได้แล้ว เวรนั้นย่อมสงบไปด้วยอาการอย่างนี้  เพราะเหตุนั้น นางนกกะเรียนเอ๋ย เจ้าจงอยู่เถิด อย่าไปเลย

นางนกกะเรียนได้ฟังดังนั้น จึงกล่าวคาถาที่ ๓ ว่า:

[๖๗๒] มิตรภาพของผู้ที่ถูกทำร้ายกับผู้ที่ทำร้าย ย่อมเชื่อมกันไม่ติดอีก ใจของ

หม่อมฉันไม่ยอมให้อยู่ ข้าแต่พระองค์ผู้ประเสริฐ เพราะเหตุนั้น

หม่อมฉันขอทูลลาไป.

พระราชาทรงสดับดังนั้น จึงตรัสคาถาที่ ๔ ว่า:

[๖๗๓] มิตรภาพของผู้ที่ถูกทำร้ายกับผู้ที่ทำร้าย ย่อมกลับเชื่อมติดกันได้อีก

เฉพาะพวกบัณฑิตด้วยกัน ย่อมเชื่อมกันไม่ติดอีก เฉพาะพวกชนพาล

ดูกรนางนกกระเรียน ท่านจงอยู่ก่อนเถิด อย่าเพิ่งไปเลย.

คำที่เป็นคาถานั้นมีใจความว่า สำหรับพวกนักปราชญ์ ไมตรีของบุคคลผู้ถูกกระทำ และบุคคลผู้กระทำย่อมเชื่อมกันได้อีก ส่วนสำหรับพวกคนพาลย่อมเชื่อมกันไม่ได้ แตกกันคราวเดียวแล้ว ย่อมเป็นอันแตกไปเลย เพราะฉะนั้น นางนกกะเรียนเอ๋ย เจ้าจงอยู่เถิดอย่าไปเลย

แม้เมื่อตรัสห้ามอยู่อย่างนั้น นางนกก็ยังทูลว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เป็นนาย ข้าพระองค์ไม่อาจอยู่พระเจ้าข้า จึงถวายบังคมพระราชา แล้วบินไปยังหิมวันตประเทศทีเดียว

พระศาสดา ครั้นทรงนำพระธรรมเทศนานี้มาแสดงแล้ว จึงทรงประชุมชาดกว่า ในกาลนั้นนางนกกะเรียนนั่นแหละ ได้มาเป็นนางนกกะเรียนในบัดนี้ ส่วนพระเจ้าพาราณสีในครั้งนั้น ได้มาเป็น เราตถาคต ฉะนี้แล

จบ กุนตินีชาดก