#echo banner="" ติตติรชาดก/

คลิกเมาส์ที่ใดก็ได้ในเฟรมนี้เพื่อเรียกเมนูด่วน

ติตติรชาดก

ว่าด้วยบาปเกิดจากความจงใจ

พระศาสดาเมื่อทรงอาศัยนครโกสัมพี ประทับอยู่ในวทริการาม ทรงปรารภพระราหุลเถระ จึงตรัสพระธรรมเทศนานี้ ดังนี้

เรื่องราวได้พรรณนาไว้พิสดารแล้วใน ติปัลลัตถมิคชาดก แต่ในที่นี้ ภิกษุทั้งหลายนั่งสนทนากันถึงคุณความดี ของท่านพระราหุลเถระนั้นในโรงธรรมสภาว่า ดูก่อนท่านผู้มีอายุทั้งหลาย พระราหุลเป็นผู้ใคร่ต่อการศึกษา มีความรังเกียจบาปธรรม อดทนต่อโอวาท พระศาสดาเสด็จมาแล้วตรัสถามว่า ภิกษุทั้งหลาย บัดนี้ พวกเธอนั่งสนทนากันด้วยเรื่องอะไรหนอ ? เมื่อภิกษุเหล่านั้นกราบทูลเรื่องที่สนทนากันให้ทรงทราบ จึงตรัสว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย มิใช่บัดนี้เท่านั้น แม้ในกาลก่อน ราหุลก็เป็นผู้ใคร่ต่อการศึกษา มีความรังเกียจบาปธรรม อดทนต่อโอวาทแล้วเหมือนกัน แล้วทรงนำเอาเรื่องในอดีตมาสาธก ดังต่อไปนี้ :

ในอดีตกาล เมื่อพระเจ้าพรหมทัต ครองราชสมบัติใน พระนครพาราณสี พระโพธิสัตว์บังเกิดในตระกูลพราหมณ์ พอเจริญวัยแล้ว ก็เรียนศิลปะทั้งปวงในเมืองตักกศิลา แล้วออกบวชเป็นฤๅษี ในหิมวันตประเทศ ทำอภิญญาและสมาบัติให้บังเกิดแล้วเล่นฌานอยู่ในไพรสณฑ์อันน่ารื่นรมย์ ได้ไปยังบ้านปัจจันตคามแห่งหนึ่ง เพื่อ ต้องการเสพรสเค็มและรสเปรี้ยว

คนทั้งหลายในบ้านปัจจันตคาม นั้นเห็นพระโพธิสัตว์นั้นแล้ว มีจิตเลื่อมใสจึงให้สร้างบรรณศาลาในป่าแห่งหนึ่งแล้วนิมนต์ให้อยู่ที่นั้น บำรุงด้วยปัจจัยทั้งหลาย ครั้งนั้นมีนายพรานนกคนหนึ่งในบ้านนั้น จับนกกระทาเพื่อมาฝึกเป็นนกต่อได้ตัวหนึ่ง สอนให้อย่างดีแล้วใส่กรงเลี้ยงไว้ นายพรานนกนั้นนำนกกระทาต่อนั้นไปป่า แล้วจับพวกนกกระทำซึ่งพากันมาเพราะเสียงนกกระทาต่อนั้นเลี้ยงชีพอยู่

ครั้งนั้น นกกระทานั้นคิดว่าญาติของเราเป็นอันมาก พากันฉิบหายเพราะอาศัยเราผู้เดียว นั้นเป็นบาปของเรา จึงไม่ส่งเสียงร้อง นายพรานนกนั้นรู้ว่านกกระทาต่อนั้นไม่ร้อง จึงเอาแขนงไม้ไผ่ตีศีรษะนกกระทาต่อนั้น นกกระทาจึงร้องเพราะเกิดทุกขเวทนา นายพรานนกนั้นอาศัยนกกระทานั้นจับนกกระทาทั้งหลายมาเลี้ยงชีวิต ด้วยประการอย่างนี้

ลำดับนั้น นกกระทานั้นคิดว่า เราไม่มีเจตนาจะทำให้นกเหล่านี้ตาย แต่กรรมที่เกิดขึ้นก็คงไม่พ้นไปจากเรา เมื่อเราไม่ร้อง นกเหล่านี้ก็ไม่มา ต่อเมื่อเราร้อง นกเหล่านั้นจึงมา นายพรานนกนี้จับพวกนกที่ได้มาแล้วฆ่าเสีย ในข้อนี้บาปจะมีแก่เราหรือไม่หนอ นับแต่นั้น นกกระทานั้นคิดว่า ใครหนอ จะตัดความสงสัยนี้ของเราได้ จึงเที่ยวใคร่ครวญหาบัณฑิตที่จะสามารถตอบความสงสัยนั้นได้ อยู่มาวันหนึ่ง พรานนกนั้นจับนกกระทาได้เป็นอันมากบรรจุเต็มกระเช้า คิดว่าจักดื่มน้ำ จึงไปยังอาศรมของพระโพธิสัตว์ วางกรงนกต่อนั้นไว้ในสำนักของพระโพธิสัตว์ ดื่มน้ำแล้วนอนที่พื้นทรายหลับไป นกกระทารู้ว่านายพรานนั้นหลับ จึงคิดว่า เราจะถามความสงสัยของเรากะดาบสนี้ เมื่อท่านรู้จักได้บอกเรา ครั้นเมื่อจะถามดาบสนั้น จึงกล่าวคาถาที่ ๑ ว่า :

[๕๗๔] ข้าพเจ้าเป็นอยู่อย่างนี้สบายหนอ และได้บริโภคอาหารตามชอบใจ แต่ว่า

ข้าพเจ้าตั้งอยู่ในระหว่างอันตรายแท้ ข้าแต่พระคุณเจ้าผู้เจริญ คติของ

ข้าพเจ้าเป็นอย่างไรหนอ?

อธิบายความในคาถานั้นว่า

ข้าแต่ท่าน ผู้เจริญ ข้าพเจ้าอาศัยนายพรานนกผู้นี้เป็นอยู่สบายดี ข้าพเจ้าย่อมได้แม้เพื่อจะบริโภคของควรเคี้ยว ควร บริโภคตามความชอบใจ ก็แต่ว่า ญาติทั้งหลายของข้าพเจ้า ผู้พากันมาด้วยเสียงของข้าพเจ้า ย่อมฉิบหายไปเพราะอันตรายใด ข้าพเจ้าตั้งอยู่ในอันตรายนั้น ท่านผู้เจริญ ผลกรรมอะไรจักมีแก่ข้าพเจ้า

พระโพธิสัตว์เมื่อจะแก้ปัญหาของนกกระทานั้น จึงกล่าวคาถาที่ ๒ ว่า :

[๕๗๕] ดูกรปักษี ถ้าใจของท่านไม่น้อมไปเพื่อกรรมอันเป็นบาป บาปย่อมไม่

แปดเปื้อนท่านผู้บริสุทธิ์ ไม่ขวนขวายกระทำบาปกรรม.

นกกระทาได้ฟังดังนั้น จึงกล่าวคาถาที่ ๓ ว่า :

[๕๗๖] นกกระทาเป็นอันมากพากันมาด้วยคิดว่า ญาติของเราจับอยู่ นายพรานนก

ย่อมได้รับกรรม เพราะอาศัยข้าพเจ้า ใจของข้าพเจ้ารังเกียจอยู่ในเรื่องนั้น.

คำที่เป็นคาถานั้น มีอธิบายว่า ท่านผู้เจริญ ถ้าข้าพเจ้าไม่ทำเสียงขึ้น นกกระทาพวกนั้นก็จะไม่มา แต่เมื่อข้าพเจ้ากระทำเสียงขึ้น นกกระทาจำนวนมากนี้มา ด้วยคิดว่า ญาติของพวกเราจับอยู่ นายพรานจับนกกระทาตัวที่มานั้นฆ่า ชื่อว่าได้ประสบกรรมคือปาณาติบาตนี้ เพราะอาศัยข้าพเจ้า เพราะฉะนั้น ใจของข้าพเจ้าจึงถึงความรังเกียจอย่างนี้ว่า นายพรานกระทำบาป เพราะอาศัยเรา บาปนี้จะมีแก่เราไหมหนอ

พระโพธิสัตว์ได้ฟังดังนั้น จึงกล่าวคาถาที่ ๔ ว่า :

[๕๗๗] ถ้าใจของท่านไม่คิดประทุษร้าย กรรมที่นายพรานอาศัยท่านกระทำแล้วก็

ไม่ติดท่าน บาปย่อมไม่แปดเปื้อนท่านผู้บริสุทธิ์ มีความขวนขวายน้อย.

พระมหาสัตว์ให้นกกระทาเข้าใจแล้ว ด้วยประการอย่างนี้ ฝ่ายนกกระทานั้นก็ได้เป็นผู้หมดความรังเกียจสงสัย เพราะอาศัยพระมหาสัตว์นั้น นายพรานตื่นนอนแล้วไหว้พระโพธิสัตว์ ถือเอากรงนกกระทาหลีกไป

พระศาสดาครั้นทรงนำพระธรรมเทศนานี้มาแสดงแล้ว จึงทรงประชุมชาดกว่า นกกระทาในครั้งนั้น ได้เป็นพระราหุลในบัดนี้ ส่วนพระดาบสในครั้งนั้น ได้เป็นเราตถาคต ฉะนี้แล

จบ ติตฺติรชาดก