#echo banner="" อสัมปทานชาดก/

คลิกเมาส์ที่ใดก็ได้ในเฟรมนี้เพื่อเรียกเมนูด่วน

อสัมปทานชาดก

การไม่รับของทำให้เกิดการแตกร้าว

พระศาสดาเมื่อประทับอยู่ ณ พระเวฬุวันมหาวิหาร ทรงปรารภพระเทวทัต ตรัสพระธรรมเทศนานี้ ดังนี้.

ความย่อว่า ในครั้งนั้น ภิกษุทั้งหลาย ยกเรื่องขึ้นสนทนากัน ในโรงธรรมว่า อาวุโสทั้งหลาย พระเทวทัตเป็นคนอกตัญญู ไม่รู้คุณของพระตถาคต พระศาสดาเสด็จมาตรัสถามว่า ดูก่อน ภิกษุทั้งหลาย พวกเธอนั่งประชุมสนทนากันด้วยเรื่องอะไร ? เมื่อภิกษุทั้งหลายกราบทูลให้ทรงทราบแล้ว พระศาสดาตรัสว่า ดูก่อนภิกษุ ทั้งหลาย มิใช่แต่ในบัดนี้เท่านั้น ที่พระเทวทัตเป็นผู้อกตัญญู แม้ในครั้งก่อนก็เป็นคนอกตัญญูเหมือนกัน แล้วทรงนำเอาเรื่องในอดีตมาสาธก ดังต่อไปนี้ :

ในอดีตกาล ครั้งพระราชามคธพระองค์หนึ่ง เสวยราชสมบัติอยู่ในพระนครราชคฤห์ แคว้นมคธ พระโพธิสัตว์เสวยพระชาติเป็นเศรษฐีมีสมบัติ ๘๐ โกฏิ ในรัชกาลของพระราชาพระองค์นั้น ชื่อว่า สังขเศรษฐี ในพระนครพาราณสี มีเศรษฐีมีสมบัติ ๘๐ โกฏิอีกคนหนึ่ง ชื่อว่า ปิลิยเศรษฐี เศรษฐีทั้งสองนั้นเป็นสหายกัน ต่อมาปิลิยเศรษฐีในพระนครพาราณสี ประสบภัยอย่างมหันต์ด้วยหน้าที่การงานบางอย่าง ถึงกับสิ้นเนื้อประดาตัวกลายเป็นคนขัดสนไร้ที่พำนัก ชวนภรรยาเดินทางไปพึ่งท่านสังขเศรษฐี จึงออกจากพระนครพาราณสี มุ่งไปสู่พระนครราชคฤห์ด้วยเท้าเปล่า เดินทางมาจนถึงนิเวศน์ของท่านสังขเศรษฐี

ครั้นเมื่อท่านสังขเศรษฐีเห็นเขาแล้วจึงกล่าวว่า เพื่อนของเรามาแล้ว กระทำการต้อนรับอย่างแข็งแรง แสดงความเคารพนับถือ แล้วให้พักอยู่สองสามวัน วันหนึ่งจึงถามว่า เพื่อนรัก ท่านมาด้วยต้องการอะไร ? ปิลิยเศรษฐีตอบว่า เพื่อนยาก ภัยบังเกิดแก่ข้าพเจ้า ถึงสิ้นเนื้อประดาตัว ได้โปรดช่วยเหลือข้าพเจ้าด้วยเถิด ฝ่ายสังขเศรษฐีก็กล่าวว่า ดีละเพื่อน อย่ากลัวไปเลย แล้วจึงสั่งให้เปิดคลังสมบัติ แบ่งเงินให้ ๔๐ โกฏิ แล้วยังแบ่งครึ่งสวิญญาณกทรัพย์ และอวิญญาณกทรัพย์ที่เป็นของตนทุกอย่าง อันเป็นบริวาร ให้อีกด้วย ปิลิยเศรษฐีขนสมบัติกลับไปพระนครพาราณสี กลับตั้งหลักฐานได้

ในเวลาต่อมา ภัยเช่นเดียวกันนั่นแหละก็เกิดแก่ท่านสังขเศรษฐีบ้าง ท่านสังขเศรษฐีใคร่ครวญถึงที่พำนักของตน คิดได้ว่า เราได้ทำอุปการะอย่างใหญ่หลวงไว้แก่สหาย แบ่งสมบัติให้ครึ่งหนึ่ง เขาเห็นเราแล้วคงไม่ทอดทิ้ง เราควรไปหาเขา ดังนี้แล้วจึงพาภรรยาเดินทางไปพระนครพาราณสีด้วยเท้าเปล่า กล่าวว่า นางผู้เจริญ เธอจะเดินไปตามท้องถนนพร้อมกับพี่ ดูไม่ควรเลย เธอคอยขึ้นยานที่พี่ส่งมารับไปกับบริวารจำนวนมากภายหลัง เธอจงคอยอยู่ที่นี่จนกว่าพี่จะส่งยานมารับ เมื่อสั่งดังนี้แล้วจึงให้นางพักอยู่ที่ศาลา ส่วนตนเองเข้าสู่พระนครไปสู่เรือนเศรษฐี เมื่อถึงแล้งจึงให้คนบอกท่านเศรษฐีว่า สหายของท่านชื่อสังขเศรษฐีมาจากพระนครราชคฤห์ ปิลิยเศรษฐีจึงให้คนไปเชิญมา ครั้นปิลิยเศรษฐีเห็นสังขเศรษฐีแล้ว ก็มิได้ลุกขึ้นจากที่นั่ง ทั้งยังไม่กระทำปฏิสันถารเลย เอ่ยถามอย่างเดียวว่า ท่านมาทำไม ?

สังขเศรษฐีตอบว่า ข้าพเจ้ามาเพื่อพบท่าน

ปิลิยเศรษฐีถามว่า ท่านพักที่ไหนล่ะ ?

ตอบว่า ที่พักของ ข้าพเจ้ายังไม่มีดอก ข้าพเจ้าให้แม่บ้านหยุดคอยที่ศาลาแล้วจึงเดินทางมาก่อน

ปิลิยเศรษฐีกล่าวว่า ที่พักของท่านที่นี่ก็ไม่มี ท่านจงรับอาหารไปให้เขาหุงต้มกิน ณ ที่แห่งหนึ่ง แล้วพากันไปเสียเถิด อย่ามาพบเราอีกเลย พลางสั่งทาสว่าเจ้าจงตวงข้าวลีบ ๔ ทะนาน ห่อชายผ้าสหายของเราให้ไปเถิด

ได้ยินว่า วันนั้น ปิลิยเศรษฐี ให้คนฝัดข้าวสาลีสีแดงไว้ประมาณพันเกวียน ขึ้นยุ้งไว้เต็ม ทั้งที่ได้รับทรัพย์ ๔๐ โกฏิมา ยังเนรคุณ เป็นเหมือนมหาโจร บอกให้ข้าวทะนานเดียวแก่เพื่อนได้ ทาสตวงข้าวลีบ ๔ ทะนาน ใส่กระเช้าแล้วไปหาพระโพธิสัตว์ พระโพธิสัตว์คิดว่า ผู้นี้เป็นอสัตบุรุษ ได้ทรัพย์ ๔๐ โกฏิจากเรา บัดนี้สั่งให้ข้าวลีบ ๔ ทะนาน เราจะรับหรือไม่รับดีหนอ ครั้นแล้วมีปริวิตกว่า คนผู้นี้เป็นคนเนรคุณประทุษร้ายมิตร ทำลายมิตรภาพ ระหว่างเราเสียแล้ว แต่ถ้าเราไม่รับข้าวลีบ ๔ ทะนานที่เขาให้ เพราะคิดว่าเป็นของเลวไซร้ ก็จักต้องทำลายมิตรภาพระหว่างเราไป คนอันธพาลที่ไม่ยอมรับสิ่งของที่ตนได้เล็กน้อย ย่อมทำให้มิตรภาพสลายไป แต่ถ้าเรารับข้าวลีบที่เขาให้ จักยังดำรงมิตรภาพไว้ได้ คิดดังนั้นแล้วแล้วก็ห่อข้าวลีบ ๔ ทะนานไว้ที่ชายผ้าแล้งลงจากปราสาทไปสู่ศาลา

ครั้งนั้นภรรยาได้ถามท่านว่า ท่านเจ้าข้า ท่านได้สิ่งไรมาบ้าง ?

ตอบว่า ปิลิยเศรษฐี สหายของเราให้ข้าวลีบมา ๔ ทะนาน แล้วสลัดเราเสียในวันนี้เลยทีเดียว

นางกล่าวว่า ท่านเจ้าข้า ท่านรับมาทำไม มันสมควรแก่ทรัพย์ ๔๐ โกฏิที่ท่านสละให้เขาละหรือ แล้วเริ่มร้องไห้ พระโพธิสัตว์กล่าวว่า นางผู้เจริญ เธออย่าร้องไห้เลย พี่เกรงจะเสียไมตรีกับเขา จึงรับมาเพื่อดำรงมิตรภาพไว้ เธอจะร้องไห้ไปทำไม ดังนี้แล้วกล่าวคาถาความว่า

"เพราะไม่รับของไว้ ไมตรีของผู้ใดผู้หนึ่ง ซึ่งเป็นคนพาลย่อมเป็นโทษ ก่อให้เกิดแตกร้าวกัน เพราะฉะนั้น เราจึงรับเอาข้าวลีบ๔ทะนานไว้ด้วยมาคิดว่า ไมตรีของเราอย่าได้แตกร้าวเสียเลย ขอให้ไมตรีของเรานี้ ดำรงยั่งยืน ต่อไปเถิด" ดังนี้.

อธิบายว่า

เพราะไม่ยอมรับของไว้ แม้จะเลวหรือไม่ก็ตาม.ย่อมชื่อว่าเป็นกาฬกรรณี สามารถทำลายไมตรีของคนโง่ ๆ ไร้ปัญญาได้.ด้วยเหตุนั้น พี่จึงยอมรับข้าวลีบ๔ทะนานที่สหายเขาให้ เพื่อไมตรีของเรากับสหายอย่าแตกกันเสียเลย ขอให้ไมตรีนี้จงยั่งยืนอยู่ ต่อไปเถิด.

ก็เมื่อพระโพธิสัตว์กล่าวอยู่อย่างนี้ ภรรยาคงร้องไห้อยู่นั่นเอง ในขณะนั้น ทาสผู้หนึ่งที่ท่านสังขเศรษฐีมอบให้แก่ปิลิยเศรษฐีเมื่อครั้งก่อน เดินผ่านมาทางประตูศาลา ได้ยินเสียงภรรยาของท่านเศรษฐีร้องไห้ จึงเข้าไปยังศาลา เห็นเจ้านายเก่าของตน ก็หมอบลงแทบเท้า ร้องไห้คร่ำครวญ พลางถามว่า ข้าแต่นาย ท่านพากันมาที่นี่ทำไม ? ท่านเศรษฐีก็เล่าเรื่องให้ฟังทั้งหมด ทาสผู้ทำงานจึงปลอบท่านทั้งสองว่า ช่างเถิดนาย ท่านทั้งสอง อย่าคิดมากไปเลย แล้วพาไปเรือนของตน ให้อาบน้ำหอม ให้บริโภคอาหาร เรียกทาสทั้งหลายที่เหลือมาประชุมกัน แสดงให้รู้ว่า เจ้านายของพวกท่านมาแล้ว

หลังจากที่รออยู่สองสามวัน ทาสผู้นั้นก็พาทาสทั้งหมดไปสู่ท้องพระลานหลวง แล้วร้องตะโกนโพนทนาขึ้น พระราชารับสั่งให้เรียกมาตรัสถามว่า นี่เรื่องอะไรกัน ? ทาสเหล่านั้นจึงพากันกราบทูลเรื่องทั้งหมดแด่พระราชา พระราชาทรงสดับคำของพวกทาสแล้ว รับสั่งให้เรียกเศรษฐีทั้งสองเข้ามาเฝ้า ตรัสถามท่านสังขเศรษฐีว่า มหาเศรษฐี ได้ยินว่า ท่านให้ทรัพย์ ๔๐ โกฏิ แก่ปิลิยเศรษฐี จริงหรือ ?

พระโพธิสัตว์กราบทูลว่า ข้าแต่มหาราชเจ้า มิใช่แต่ทรัพย์อย่างเดียวเท่านั้น ที่ข้าพระองค์ให้แก่สหายผู้ตกยากแล้วนึกถึงข้าพระองค์ เดินทางบ่ายหน้ามาสู่พระนครราชคฤห์ แต่ข้าพระองค์ยังแบ่งสวิญญาณกทรัพย์ และอวิญญาณกทรัพย์ที่เป็นสมบัติทุกอย่าง ออกเป็นสองส่วน แล้วแบ่งเท่า ๆ กันให้ไปอีกด้วย พระเจ้าข้า

พระราชาตรัสถามปิลิยเศรษฐีว่า ข้อนั้นเป็นความจริงหรือ ?

ปิลิยเศรษฐีกราบทูลว่า ข้าแต่สมมติเทพ เป็นความจริงพระเจ้าข้า

ตรัสถามต่อไปว่าก็เมื่อเขานึกถึงท่าน มาหาถึงนี่แล้วท่านยังจะได้กระทำสักการะ สัมมานะ อะไรบ้างเล่า ?

เขานิ่งเสีย

รับสั่ง ถามต่อไปว่า ยังอีกข้อหนึ่งเล่า เจ้าได้ให้ทาสตวงข้าวลีบ ๔ ทะนาน ใส่ชายผ้าให้เขาไป ยังจะจริงหรือ ?

ปิลิยเศรษฐีแม้จะฟังพระดำรัสนั้น ก็คงนิ่งอึ้งอยู่นั่นเอง

พระราชาทรงปรึกษากับพวกอำมาตย์ว่า ควรทำอย่างไร ทรงบริภาษปิลิยเศรษฐี แล้วตรัสว่า ไปกันเถิดท่านทั้งหลาย จงไปเอาสมบัติในเรือนของปิลิยเศรษฐี ให้แก่สังขเศรษฐีเถิด

พระโพธิสัตว์กราบทูลว่า ข้าแต่มหาราชเจ้า ข้าพระองค์ไม่ต้องการสิ่งของของผู้อื่นเลย ขอได้ทรงพระกรุณา โปรดพระราชทานส่วนที่ข้าพระองค์ให้แก่เขาเท่านั้นเถิด พระเจ้าข้า

พระราชารับสั่งให้พระราชทานสมบัติอันเป็นส่วนของพระโพธิสัตว์ พระโพธิสัตว์ได้คืนสมบัติที่ตนให้ไปทั้งหมดแล้ว แวดล้อมด้วยทาสกลับไปสู่พระนครราชคฤห์ นั่นแหละตั้ง หลักฐานได้แล้ว กระทำบุญทั้งหลาย มีให้ทานเป็นต้น แล้วไปตามยถากรรม.

พระศาสดาทรงนำพระธรรมเทศนานี้มาแสดงแล้ว ทรงประชุมชาดกว่า ปิลิยเศรษฐีในครั้งนั้น ได้มาเป็นเทวทัต ส่วนสังขเศรษฐี ได้มาเป็นเราตถาคต ฉะนี้แล.

จบ อสัมปทานชาดก